ลวดลายแผ่นทองสู่จินตนาการของคนรุ่นใหม่… BMN ชวนชื่นชมภาพวาดลายรดน้ำจากฝีมือเยาวชนไทย ในนิทรรศการ “สืบสายลายรัก ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

ลวดลายแผ่นทองสู่จินตนาการของคนรุ่นใหม่... BMN ชวนชื่นชมภาพวาดลายรดน้ำจากฝีมือเยาวชนไทย ในนิทรรศการ “สืบสายลายรัก ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

ลวดลายแผ่นทองสู่จินตนาการของคนรุ่นใหม่… BMN ชวนชื่นชมภาพวาดลายรดน้ำจากฝีมือเยาวชนไทย ในนิทรรศการ “สืบสายลายรัก ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.49 น.

ในโลกที่หมุนเร็วและผู้คนเร่งรีบ ศิลปะยังคงเป็นพลังที่สามารถหยุดเวลาและโอบกอดความรู้สึกลึกซึ้งในจิตใจได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ในฐานะผู้บริหารพื้นที่สื่อโฆษณา พื้นที่จัดกิจกรรม และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในระบบรถไฟฟ้า MRT จึงได้ร่วมมือกับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และพันธมิตรภาคี จัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรม “สืบสายลายรัก” ซึ่งถือเป็นผลสืบเนื่องจากกิจกรรมประกวดศิลปกรรมเพื่อตกแต่งสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้แนวคิด “ความรุ่งเรืองของรัตนโกสินทร์” ซึ่งจัดขึ้นโดย รฟม. เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ร่วมถ่ายทอดผลงานศิลปะ “ลายรดน้ำ” ในมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย อันเป็นการสืบ สานศิลปกรรมไทยให้คงอยู่ในวิถีของคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นแกลเลอรีกลางกรุงที่ผู้โดยสารและประชาชนทั่วไปสามา รถเข้าถึงงานศิลปะคุณภาพได้อย่างใกล้ชิด ณ Metro Art สถานี MRT พหลโยธิน

การจัดแสดงในครั้งนี้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยมี กาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. เป็นประ ธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลจากการประกวด รวมถึง ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ BMN พร้อมด้วย วิทสุวัฒน์ อำคาเพท ที่ปรึกษาผู้บริหารก็ร่วมในพิธีเปิดในครั้งนี้อีกด้วย

ด้าน ดร.อารยา ปานุราช ในฐานะผู้แทน BEM ได้พูดถึงบทบาทของ BMN ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ Metro Art ว่า  “BMN มีความมุ่งมั่นในการใช้พื้นที่ภายในระบบรถไฟฟ้า MRT ให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งโอกาสในการแสดงออกด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ อย่างนิทรรศการ “สืบสายลายรัก” เป็นทั้งการแสดงผลงานที่งดงามของเยาวชน และยังสะท้อนถึงการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลปกรรมแบบไทยที่เราควรภาคภูมิใจ BMN รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทย พร้อมสร้างพื้นที่ศิลปะที่ประชาชนเข้าถึงได้ในทุกๆ วัน”

ผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ คือผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดทั้งประเภทบุคคลและประเภทกลุ่ม อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมจากผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง รวมถึงรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรางวัลดีเด่นอีกหลายสิบผลงาน ซึ่งแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเชิงศิลปะและเนื้อหาถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรากเหง้าความเป็นไทยและยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านเทคนิคลายรดน้ำ ที่ต้องอาศัยทั้งความชำนาญและความอดทนในการสร้างสรรค์

ภายในนิทรรศการมีไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด  ภาพวาดลายรดน้ำ 4 ชิ้นงานขนาดใหญ่จากผลงานนักศึกษาประเภทกลุ่ม ซึ่งถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทยด้วยฝีมืออันประณีต บรรจงวาดเส้นสายลายไทยลงบนพื้นที่ขนาดใหญ่ราวกับกำแพงแห่งความทรงจำของรัตนโกสินทร์ โดยใช้เทคนิคลายรดน้ำ ที่เปี่ยมด้วยรายละเอียดลึกซึ้งและความหมายทางวัฒนธรรม ร่วมด้วยผลงานประเภทบุคคลอีกกว่า 78 ชิ้นงาน ถูกนำมาติดตั้งตกแต่งทั่วบริเวณสถานี ซึ่งแต่ละภาพล้วนมีเอก

ลักษณ์เฉพาะตัว โดยในทุกผลงานได้บอกเล่าความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านสายตาและจินตนาการของคนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่มุมของเรื่องราว สีสัน ความอ่อนช้อย และการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ร่วมสมัยอย่างทรงพลัง พิเศษไปกว่านั้นคือ ผล งานศิลปะทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในนิทรรศการชั่วคราว แต่จะถูกนำไปพิมพ์ลงบนกระจกจริง เพื่อนำไปใช้ประดับตกแต่งในพื้นที่สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อสำคัญของระบบรถไฟฟ้า MRT และตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เสมือนเป็นการส่งต่อศิลปะจากฝีมือของเยาว ชนไทยให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง และกลายเป็นความภาคภูมิใจที่ยังส่งต่อถึงครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้างสืบไป

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้มาเยือนนิทรรศการนี้คือ จุดถ่ายภาพจำลองธีมลายไทยร่วมสมัย ที่ออกแบบในลักษณะเวทีละครย้อนยุค ตกแต่งด้วยม่านทองสุดหรู ลายประณีตแบบไทยร่วมสมัย และรายละเอียดฉากหลังที่ร้อยเรียงด้วยลายเส้นอ่อนช้อย เสริมบรรยากาศคลาสสิก สะท้อนเสน่ห์แห่งความไทยในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง พร้อมด้วยระบบจัดแสงระดับมืออาชีพที่ให้ภาพออกมาสวยงามทุกมุม  เพื่อมอบประสบ การณ์ร่วมกับงานศิลป์ให้ผู้ชมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมาคนเดียว มาเป็นคู่ หรือมาเป็นครอบครัว ก็สามารถเก็บภาพความประทับใจท่ามกลางฉากหลังสุดคลาสสิก และนำไปแชร์ต่อบนโลกออนไลน์ได้อย่างภาคภูมิใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รักการถ่ายภาพ หรือสายอาร์ตที่กำลังมองหามุมใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องศิลปะไทยร่วมสมัยในชีวิตประจำวัน และเพื่อสร้างประสบการณ์ศิลปะอย่างรอบด้าน BMN ยังชวนร่วมกิจกรรม “สะสมพอยต์แลกของที่ระลึกลายไทยสุดเอ็กซ์คลูซีฟ” ผ่านการช้อปสินค้าใน Metro Mall ทุกวัน เพียงซื้อสินค้าครบ 50 บาท รับ 1 Point แล้วนำมาแลกของสะสมเฉพาะนิทรรศการนี้เท่านั้น ได้แก่ 10 Points (500 บาท): เฟรมการ์ดภาพถ่ายลายไทยสไตล์ร่วมสมัย , 20 Points (1,000 บาท): เทียนหอมลายรดน้ำ ดีไซน์ประณีต กลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะงานนี้ ของรางวัลทุกชิ้นสะท้อนเสน่ห์ลายไทยร่วมสมัย เหมาะสำหรับเก็บสะสมหรือมอบเป็นของขวัญ พร้อมสนับสนุนศิลปะของเยาวชนไทยในบรรยากาศศิลป์กลางเมือง

นิทรรศการ “สืบสายลายรัก” เปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยหลังจากนั้น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ จะนำผลงานการออกแบบดังกล่าวไปผ่านกรรมวิธีเฉพาะ ก่อนนำไปใช้ในงานตกแต่งภายในสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณเสาสถานี และผนังสถานีต่อไป BMN มุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ แรงบันดาลใจ และเป็นเวทีให้กับเยาวชนไทยในการแสดงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ผ่านงานศิลป์ที่สะท้อนความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย พร้อมตอกย้ำบทบาทของ BMN ในการเป็นผู้เชื่อมโยงผู้คนกับคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

นายกเมืองพัทยาฯ นำทีมเยือนสื่อ อัปเดตพัทยา ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้นเมืองสวยระดับโลก

นายกเมืองพัทยาฯ นำทีมเยือนสื่อ อัปเดตพัทยา ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้นเมืองสวยระดับโลก

นายกเมืองพัทยาฯ นำทีมเยือนสื่อ อัปเดตพัทยา ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้นเมืองสวยระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงานประชาสัมพันธ์ เดินสายเข้าพบปะผู้บริหารและกองบรรณาธิการสื่อมวลชน ระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนข่าวสารของเมืองพัทยาด้วยดีเสมอมา พร้อมใช้โอกาสนี้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก (ถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการ “พลิกโฉมเมืองพัทยา” ให้มีความสวยงาม ทันสมัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก 

จากเมืองท่องเที่ยว สู่ “เมืองน่าอยู่-น่าเที่ยว” ระดับสากล ในการหารือ นายปรเมศวร์ ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ใหม่ของพัทยาที่ไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการยกเครื่องรูปลักษณ์ของเมืองใหม่ทั้งหมด โดยระบุว่า ภูมิทัศน์ที่สวยงามคือด่านหน้าสำคัญที่จะสร้างความประทับใจแรกให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เจาะลึก 4 เมกะโปรเจกต์ปรับโฉมเมือง: นายกเมืองพัทยา ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สำคัญที่กำลังดำเนินการและจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ได้แก่

พลิกโฉมชายหาด: โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดพัทยาและจอมเทียน โดยขยายทางเท้าให้กว้างขวางเพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวและคนออกกำลังกาย (Walkable City) เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา และจัดระเบียบพื้นที่ชายหาดให้สะอาดตา ปราศจากสิ่งกีดขวาง

เอาสายไฟลงดิน คืนฟ้าใสให้พัทยา เร่งเครื่องโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินใน 10 เส้นทางหลัก ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อทัศนียภาพที่สวยงามและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะทำให้พัทยามีความทันสมัยเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก
เพิ่มพื้นที่สีเขียวและจุดเช็กอิน

การทวงคืนพื้นที่สาธารณะและที่ดินว่างเปล่า นำมาพัฒนาเป็นสวนหย่อม และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อเป็น “ปอด” ของเมือง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณแหลมบาลีฮายและจุดชมวิวเขาพระตำหนัก ให้เป็นแลนด์มาร์กที่สวยงาม รองรับการถ่ายภาพและการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ

เมืองสว่างไสว: เปลี่ยนโฉมระบบไฟฟ้าส่องสว่างเป็น LED ดีไซน์ทันสมัยทั่วเมือง ไม่เพียงแค่เพื่อความสวยงามยามค่ำคืน แต่ยังเป็นการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน) ในทุกตรอกซอกซอย

‘ดร.นุชนารถ ชลคงคา’ อาจารย์รุ่นใหม่ที่ใช้ประสบการณ์จริง จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ก้าวสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ

‘ดร.นุชนารถ ชลคงคา’  อาจารย์รุ่นใหม่ที่ใช้ประสบการณ์จริง  จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ก้าวสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ

‘ดร.นุชนารถ ชลคงคา’ อาจารย์รุ่นใหม่ที่ใช้ประสบการณ์จริง จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา ก้าวสู่ความสำเร็จในโลกธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของ “อาจารย์รุ่นใหม่” ไม่ได้มีเพียงหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็นผู้นำทางความคิดและแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษา ดร.นุชนารถ ชลคงคา หรือ อาจารย์จุ๊ก อาจารย์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้มากความสามารถที่สวมหมวกหลายใบ ทั้งนักวิชาการ นักพัฒนาองค์กร และผู้ประกอบการหญิงยุคใหม่ ปัจจุบัน ไม่เพียงดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ ยังเป็น CEO & Founder ของ Empowering Service Training Center (ESTC) สถาบันด้านการสร้างภาพลักษณ์และการพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นผู้บริหารแบรนด์ Emprose และ Empress ธุรกิจด้านสกินแคร์และแฟชั่น ที่ต่อยอดจากความหลงใหลในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในทุกมิติของชีวิต

แรงบันดาลใจมาจากความเชื่อว่า การศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้

 “จุ๊กอยากใช้ประสบการณ์จากการทำงานจริง ทั้งการเป็นแอร์โฮสเตส ผู้บริหาร และที่ปรึกษาองค์กร มาถ่ายทอดให้นักศึกษา โดยเฉพาะในเวทีนานาชาติ ที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้และเตรียมตัวแข่งขันได้อย่างมั่นใจในโลกที่ไร้พรมแดน”

เมื่อถามถึง “ความท้าทาย” ของการสอนนักศึกษานานาชาติ  ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยพลังและความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม

ความหลากหลายคือเสน่ห์ การมีนักศึกษาจากหลากหลายประเทศ หมายถึงการต้องเข้าใจทั้ง ภาษา วัฒนธรรม และสัญลักษณ์ ไปพร้อมกัน นี่เป็นเสน่ห์ของความหลากหลายที่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์ จุ๊กก็พยายามปรับการเรียนการสอนทุกๆ คลาส อย่างเหมาะสม โดยใช้รูปแบบ Interactive Learning ที่ให้นักศึกษาได้ลงมือทำผ่านกิจกรรม Roleplay, Case Study และ Pitching Simulation เพื่อจำลองสถานการณ์จริงในแวดวงธุรกิจและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม จุ๊กอยากให้ห้องเรียนไม่เงียบ อยากให้ทุกคนกล้าพูด กล้าลอง และกล้าที่จะผิดพลาด เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการได้ลงมือทำจริง”

ทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ในโลกไร้พรมแดน

“การเรียนรู้ยุคใหม่ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตำรา แต่ต้องต่อยอดเป็นทักษะชีวิต นักศึกษายุคปัจจุบันควรพัฒนา 3 ทักษะหลัก คือ Critical Thinking – การคิดอย่างมีวิจารณญาณและรอบด้าน Communication Skills – การสื่อสารเชิงบวกและการนำเสนออย่างมืออาชีพ และ Adaptability – ความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โลกอนาคตไม่ได้วัดกันที่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำความรู้นั้นไปสร้างคุณค่าได้จริง นักศึกษาต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัวที่จะเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสที่จะเติบโต”

ความภาคภูมิใจกับบทบาทอาจารย์รุ่นใหม่

“จุ๊กภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายให้นักศึกษาเห็นศักยภาพของตนเอง และก้าวสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจ หน้าที่ของครูในยุคนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ให้คำสอน แต่ต้องเป็นผู้จุดไฟที่ทำให้นักศึกษากล้าฝัน กล้าทำ และเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง

ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรังสิต ที่นี่คือบ้านหลังที่สอง ที่ไม่เพียงให้ความรู้ แต่ยังปลูกฝังความกล้าที่จะฝันและสร้างสิ่งใหม่ ๆ วิทยาลัยนานาชาติ คือพื้นที่แห่งโอกาส ที่เปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเติบโตในระดับสากล ไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหน แต่เมื่อจบจากที่นี่ คุณจะมีความมั่นใจทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ และทักษะที่พร้อมทำงานในโลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม”

นี่คือ ภาพสะท้อนของอาจารย์รุ่นใหม่ที่รวมความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวกไว้ในคนเดียวกัน อาจารย์จุ๊กเชื่อมั่นว่า การศึกษา คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิต และยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ “ผู้จุดประกาย” ให้กับนักศึกษารังสิตทุกคนได้เห็นคุณค่าของตัวเอง และพร้อมก้าวออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างภาคภูมิใจ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตงในปี พ.ศ. 2519 ประเทศจีนเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก เติ้ง เสี่ยวผิง(邓小平) เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่เคยถูกกีดกันในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม กลับขึ้นมามีบทบาทสำคัญ ที่ทำให้จีนก้าวออกจากความยากจน   ความวุ่นวายภายในและความโดดเดี่ยว เพื่อขึ้นสู่เวทีโลกด้วยนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” เปลี่ยนโฉมหน้าของจีนจากประเทศที่ล้าหลังให้กลายเป็นยักษ์ทางเศรษฐกิจภายในเวลาไม่กี่ปี

เติ้งเสี่ยวผิงเป็นใครมาจากไหน?

เติ้งเสี่ยวผิงเกิดในปีพ.ศ. 2447 ในมณฑลเสฉวน โดยไม่ได้อยู่ตระกูลผู้ดีหรือชนชั้นสูง เขาเป็นตัวอย่างของ “นักปฏิวัติรุ่นบุกเบิก” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)   ด้วยทัศนคติรักชาติและการแสวงหาความทันสมัยก่อตัวขึ้นตั้งแต่เยาว์วัย      เขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาจีนกลุ่มแรกที่เดินทางไปทำงานและศึกษาในฝรั่งเศส ในวัยเพียง 16 ปี ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้สัมผัสกับแนวคิดทางการเมืองต่างๆ รวมถึงลัทธิมากซ์-เลนิน และเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ก่อตั้งขึ้นในพ.ศ 2464    ต่อจากนั้นเขากลับมาประเทศจีนและเข้าร่วมใน”เดินทัพหมื่นลี้” (Long March)  ของเหมาเจ๋อตงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เขากลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่หนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีเหมาเจ๋อตงเป็นแกนนำ

ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) เติ้งเสี่ยวผิงถูกประณามว่าเป็น “พวกนิยมทุนนิยมชั้นที่สอง” และถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมด เขาถูกส่งไปทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในมณฑลเจียงซี เป็นช่วงที่เขาได้เห็นความเสียหายของประเทศจากนโยบายที่ผิดพลาด

หลังจากเหมาเจ๋อตงเสียชีวิตในปี 1976 และกลุ่ม “คนทั้งสี่” ถูกกวาดล้าง พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการผู้นำที่สามารถพาจีนออกจากความวุ่นวายได้ เติ้งเสี่ยวผิงซึ่งมีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนก้าวกลับมาสู่ตำแหน่งสำคัญผ่านการสนับสนุนจากผู้เห็นพ้องในพรรค

การประชุมกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 11 (พ.ศ. 2521): คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เติ้งเสี่ยวผิงและพันธมิตรสามารถกำหนดทิศทางใหม่ให้กับพรรคได้สำเร็จ โดยยกเลิกนโยบายในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และประกาศให้ “การปรับปรุงเศรษฐกิจ” เป็นเป้าหมายหลักของประเทศ นับจากนั้น เขากลายเป็น “ผู้บัญชาการสูงสุด” แห่งยุคปฏิรูป แม้ว่าจะไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือเลขาธิการพรรคอย่างเป็นทางการก็ตาม

ความยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ที่การมองเห็นทางออกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสำหรับปัญหาซับซ้อนของจีน นโยบายหลักๆ ที่เขาสนับสนุนได้เปลี่ยนจีนอย่างสิ้นเชิง

1. นโยบาย “ปฏิรูปภายในและเปิดประเทศสู่ภายนอก” (改革开放)

   • ปฏิรูปภายใน: เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบแผนส่วนกลางที่ไร้ประสิทธิภาพมาเป็นระบบ “เศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม” เริ่มต้นด้วยการให้เกษตรกรมีสิทธิ์เช่าที่ดินและขายผลผลิตส่วนเกินได้ผ่าน “ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือน” ซึ่งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาล

   • เปิดประเทศสู่ภายนอก: สร้าง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (SEZ) อย่างเซินเจิ้น จูไห่ ซัวเถา และเซี่ยเหมิน เพื่อดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และความรู้ด้านการจัดการจากต่างชาติ นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”

2. หลักการ “แมวสีขาวหรือสีดำ จับหนูได้คือแมวดี”

   • นี่คือคำกล่าวที่โด่งดังของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าระบบจะเป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยมแบบไหน ถ้ามันสามารถพัฒนาอำนาจผลิตและปรับปรุงชีวิตผู้คนได้ ก็เป็นระบบที่ดี นี่เป็นการปลดปล่อยความคิดของคนจีนจากการยึดติดกับอุดมการณ์อย่างเดียว และหันมาเน้นที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

3. การส่งเสริมการศึกษาและวิทยาศาสตร์

   • เขาฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) ที่ถูกระงับไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม สร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถได้เรียนตามความสามารถ ไม่ใช่ตามภูมิหลังทางชนชั้น

4. นโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ”

   • เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้สำหรับการกลับคืนของฮ่องกงและมาเก๊าไปยังจีน ทำให้ทั้งสองเขตปกครองพิเศษสามารถรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมเดิมไว้ได้เป็นเวลา 50 ปี ซึ่งช่วยให้การโอนถ่ายอำนาจเป็นไปอย่างสันติ

สรุป

สมัยเติ้งเสี่ยวผิง คือยุคทองแห่งการฟื้นฟูและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาเป็นผู้นำที่จริงจังซึ่งพาจีนที่บอบช้ำจากอดีต ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดทางอุดมการณ์ ไปสู่เส้นทางที่ปฏิบัติได้จริงและมุ่งพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ มรดกทางเศรษฐกิจที่เขาวางไว้คือรากฐานที่มั่นคงที่ทำให้จีนในวันนี้มีอิทธิพลต่อโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะยังมีคำถามเกี่ยวกับด้านอื่นๆ เช่น เสรีภาพส่วนบุคคล แต่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่ายุคของเติ้งเสี่ยวผิงคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดบทหนึ่งของการพลิกโฉมประเทศในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

โดย อาทร  จันทวิมล

‘ATELIER PICHITA’ 45 ปีแห่งมรดกหัตถศิลป์ของห้องเสื้อพิจิตรา ถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ATELIER PICHITA’ 45 ปีแห่งมรดกหัตถศิลป์ของห้องเสื้อพิจิตรา  ถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ATELIER PICHITA’ 45 ปีแห่งมรดกหัตถศิลป์ของห้องเสื้อพิจิตรา ถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดได้  สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงกาล่า พรีเซนเทชัน และนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ภายใต้แนวคิด “The Golden Metamorphosis” จัดโดย บริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด เพื่อถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูหัตถกรรมผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล และในวาระสำคัญแห่งการครบรอบ 45 ปี ของแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงระดับตำนานของไทย

 ในการนี้ นางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด และ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

บรรยากาศภายในนิทรรศการมีการจำลองมุมต่างๆ ภายในบ้าน และห้องทำงานของพิจิตรา ซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากประเทศต่างๆ ที่เก็บสะสมมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ที่ทั้งสวยงาม และแปลกตา ทั้งยังมีเอกลักษณ์โดดเด่น พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเริ่มตั้งแต่ยุคบุกเบิกของ อาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งสถาบันสอนตัดเสื้อระพี สู่ยุคทองของ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ผสมผสานความสง่างามแบบปารีสเข้ากับจิตวิญญาณแห่งศิลปะตะวันออก จนถึงการส่งไม้ต่อสู่ทายาทรุ่นที่สาม ฑาทิม รักษะจิตร ผู้สืบสานตำนานไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือการอัญเชิญ ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3 องค์ ที่ออกแบบและตัดเย็บโดยห้องเสื้อพิจิตรา ซึ่งหาชมได้ยากยิ่ง และเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์แฟชั่นไทย ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีดำแต่งแขนด้วยผ้าชาวเขาเผ่าเย้า, ฉลองพระองค์ชุดกลางวันตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ลายโคมห้าซึ่งออกแบบและตัดเย็บ โดยพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ และฉลองพระองค์ชุดกลางวัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ปักฉลุเป็นลายลูกไม้สานเชื่อมเป็นตะแกรง องค์ในตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ออกแบบและตัดเย็บโดยอาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ โรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี

รวมถึงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงในโอกาสสำคัญต่างๆ ซึ่งได้อัญเชิญมาจัดแสดง 3 องค์ ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน เมื่อครั้งโดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งอังกฤษ ณ มหาวิหารเวสต์มินเตอร์, ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรีสีส้ม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ทรงรับ พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และนางลินดา เฮอร์ลีย์ ภริยา และ ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ สีน้ำตาล เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน จัดถวาย ณ พระราชวังเดเชนโชลิง กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งฉลองพระองค์ทั้ง 3 องค์ ออกแบบและตัดเย็บโดย พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์พิจิตรา

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ กล่าวถึงแก่นสำคัญคอลเลกชันที่เป็นเสมือนบทสรุปการเดินทางตลอด 45ปี และเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตว่า “ดิฉันและแบรนด์ ATELIER PICHITA ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงฟื้นฟูและเผยแพร่ผ้าไทยจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล การที่ได้มีโอกาสถวายงานตัดเย็บฉลองพระองค์จากผ้าไทยที่ทรงพระราชทาน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกผ้าไหมศิลปาชีพ ถือเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการทำงานของดิฉันและแบรนด์ ATELIER PICHITA มาโดยตลอด”

ผลงานในคอลเลกชันนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอันงดงาม สร้างเรื่องเล่าผ่านภาพของ “ดักแด้ที่กำลังคลี่ตัวออกสู่ชีวิตใหม่” การเกิดใหม่นี้เปรียบเสมือนความฝันอันแสนงดงาม  การเดินทางเหนือจริงที่ทั้งให้เกียรติต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และเปิดรับอนาคตที่เปี่ยมด้วยความงามและนวัตกรรม

“คอลเลกชันนี้คือบทสรุปแห่งการเดินทาง 45 ปีของเรา และเป็นก้าวที่กล้าหาญสู่อนาคต นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่คือการเกิดใหม่ของตำนาน การผสานกันอย่างวิจิตรระหว่างศิลปะและแฟชั่น ที่ทั้งให้เกียรติอดีตและเปิดเส้นทางใหม่ที่สว่างไสวกว่าที่เคย  

ขณะที่นิทรรศการ ‘45th Year Anniversary Exhibition’  เป็นการเปิดคลังสมบัติทางวัฒนธรรม จัดแสดงผลงานเก่าเก็บหาชมยาก เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังเทคนิคอันเป็นหัวใจของแบรนด์ ตั้งแต่การทอผ้าไหมไทยด้วยเทคนิคพิเศษ รวมถึงสมุดสเก็ตช์ภาพที่วาดไว้ตั้งแต่อดีต และอุปกรณ์การตัดเย็บต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องราวความร่วมมือกับช่างฝีมือท้องถิ่นที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่เปรียบดั่ง ‘ศิลปะสวมใส่ได้’ หรือ WearableArt

หัวใจของ ATELIER PICHITA คือช่างฝีมือของเราและผ้าไหมไทย ทุกฝีเข็มคือเรื่องราวและจิตวิญญาณที่เราบรรจงใส่ลงไปในแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ซึ่งเราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่า WearableArt ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือความจริงที่จับต้องได้ คือมรดกทางวัฒนธรรมที่เราอยากให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส” พิจิตรา กล่าว

ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ “PICHITA” ซึ่งรวบรวมภาพผลงานการทำงานและชุดที่เคยถ่ายลงในนิตยสารทุกเล่มทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บรรจุในหนังสือความหนา 380 หน้า จัดพิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 1,000 เล่ม จำหน่ายในราคา 3,500 บาท โดยรายได้ส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสภากาชาดไทย พร้อมมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาศิลปะในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และจะมีการมอบหนังสือส่วนหนึ่งให้แก่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ หนังสือ “PICHITA” จะจัดจำหน่ายโดยพรีออเดอร์ ผ่านเว็บไซต์และ LINE Official สำหรับนิทรรศการ “45th Year Anniversary Exhibition” เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสัมผัสเรื่องราวตลอด 45 ปี และสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจในสายอาชีพช่างเสื้อไทย โดยสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้- 29 พฤศจิกายน 2568 ณ ชั้น 1 เอ็มไลฟ์สไตล์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, Instagram ในชื่อ atelier_pichita และ Line@ ในชื่อ @Atelier_Pichita

51Talk ส่งเด็กไทยเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว บนเวทีประชุมสหประชาชาติ COP30

51Talk ส่งเด็กไทยเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว บนเวทีประชุมสหประชาชาติ COP30

51Talk ส่งเด็กไทยเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว บนเวทีประชุมสหประชาชาติ COP30

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

51Talk (ไฟฟ์วันทอล์ก) แอปเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็กระดับโลก ประสบการณ์มากกว่า 14 ปี มีนักเรียนทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ เดินหน้ายกระดับศักยภาพเด็กไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการพาตัวแทนเด็กไทยร่วมภารกิจสำคัญ ณ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (the United Nations Climate Change Conference) หรือ COP30 ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ถือเป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยว ชาญ รวมถึงประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี นักเจรจา นักเคลื่อนไหว และตัวแทนเด็กจากทั่วโลก เพื่อระดมความคิดและกำหนดแนว ทางรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกที่ยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ 51Talk ในการสร้างโอกาสให้เด็กไทยใช้ “พลังแห่งภา ษาและความหวัง” เปล่งเสียงเพื่ออนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่ดีของโลกใบนี้

ตัวแทนเด็กไทยจาก 51Talk เด็กหญิงวสุธิดา รินเกลื่อน หรือ น้องเอวา ในวัย 12 ปี ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์บนเวทีโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก ภายใต้หัวข้อ “Born from sadness, shaped by hope, and driven by love for the ocean” โดยถ่ายทอดเรื่องราวที่เริ่มต้นจาก “ความเศร้า” เมื่อเธอเห็นลูกเต่าทะเลตัวน้อยตายอยู่ในอวน แต่เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้น “ปกป้องท้องทะเล” น้องเอวาได้สะท้อนปัญหาขยะพลาสติกในทะเลไทยและทั่วโลก พร้อมเตือนให้ทุกคนตระหนักว่า “สิ่งที่เราทิ้ง…กำลังย้อนกลับมาหาเรา” เพราะแม้แต่ในเลือดของมนุษย์ก็ยังตรวจพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ สุนทรพจน์อันทรงพลังของเธอไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้ผู้ฟังจากทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเด็กไทยผู้กล้าเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติ

“การได้เข้าร่วมงาน COP30 ครั้งนี้ ทำให้เอวาเข้าใจว่าการเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เอวาได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ช่วยให้เราแสดงความคิด และถ่ายทอดแนวทางของเราให้โลกได้รับฟังอย่างชัดเจน” น้องเอวา กล่าว ด้านคุณแม่ของน้องเอวา กล่าวเสริมว่า “ขอบคุณ 51Talk ที่มอบโอกาสให้น้องเอวาได้เรียนรู้และเติบโตในระดับสากล การได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ต่อสายตาคนทั่วโลก เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้ลูก แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ คนอื่นได้เห็นว่า พวกเขาเองก็สามารถมีส่วนร่วมและสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนได้เช่นกัน”

51Talk มีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ผ่านการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจและสร้างสรรค์ ด้วยแอปเรียนออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูชาวต่างชาติหรือครูเจ้าของภาษาที่ได้รับการรับรอง และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกและการคิดเชิงสากล ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงศักยภาพในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง 51Talk จึงได้จัดโครงการ “Green Talk เปล่งเสียงแห่งความหวัง สร้างอนาคตสีเขียวบนเวที UN” ซึ่งเป็นเวทีประกวดสุนทรพจน์เพื่อคัดเลือกเด็กไทยร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) โครงการนี้ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอทางออกเชิงสร้างสรรค์เพื่อโลกที่ยั่งยืนอีกด้วย

ดร.ชัยพล จันทะวง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมเด็กและเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวว่า “โครงการ GreenTalk เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมบนเวทีระดับโลก เรายินดีที่ได้สนับสนุน 51 Talk สร้างโอกาสสำคัญนี้ให้เด็กไทย และเชื่อมั่นว่าเสียงของเยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อมสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม”

เอมิลี่ หลี่ ผู้จัดการทั่วไป 51Talk Thailand กล่าวว่า “ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึง พันธกิจระยะยาวของ 51Talk ในการสร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ ส่งเสริมให้เรียนรู้ เติบโต และเป็นผู้นำแห่งอนาคตบนเวทีโลก ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ภาษาอังกฤษ”  คือกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และเป็นพลังขับเคลื่อนเยาวชนให้กลายเป็น “เสียงแห่งความหวัง” ของโลกใบนี้

ทั้งนี้ สามารถสร้างโอกาสให้บุตรหลานพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ผ่านการทดลองเรียนตัวต่อตัวออนไลน์กับครูชาวต่างชาติหรือครูเจ้าของภาษาคุณภาพจาก 51Talk ได้ฟรี เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: 51Talk Thailand หรือ LINE: @51TalkThailand

น้องเอวา ตัวแทนประเทศไทย

น้องเอวา ตัวแทนประเทศไทย

เอมิลี่ หลี่

เอมิลี่ หลี่

คุณแหน: 27 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 27 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 27 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต ครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า เมื่อ 25 พ.ย.2568  เชิญร่วมบริจาคสมทบทุนบูรณะพระราชวังพญาไท ด้วยการร่วมเช่าบูชาพระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช(จำลอง) โดยประติมากร ม.ล.จักรพล รัชนี  ขนาดหน้าตัก  9 นิ้วและ 5 นิ้ว พร้อมทั้งพระเครื่องลอยองค์ เนื้อบรอนซ์ ไม่ชุบทอง เหรียญเนื้อทองทิพย์  เปิดให้จองแล้วหรือบริจาคด้วยตนเอง ณ ชั้น 1 พระที่นั่งพิมานจักรี พระราชวังพญาไท ชื่อบัญชี มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ธ.กรุงเทพ เลขที่ 0438019309 สอบถามมูลนิธิฯ 02-3547987 ..

ll ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร พร้อมคณะกรรมการอาทิ อุไร คุณานันทกุล,ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง,เพ็ญศรี สุขเจริญผล,รักษา แสงภู่,ดวงใจ ตั้งสง่า เตรียมงานมอบทุนสนับสนุนการศึกษา นักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร 421 ทุน ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย  มา 31 ปีแล้ว  ปีนี้จัดงานวันที่ 12 ธ.ค.10.00 น. ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง..ร่วมบริจาคอุปกรณ์การเรียน และทุนการศึกษา   ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง เลขที่บัญชี 029-442708-0 โทร.02-5212690-1

ll ฉลองครบ 20 ปี สยามพารากอน Global Landmark Destination ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จัดงานเปิด World-Class Attraction ใหม่ล่าสุด NEXTOPIA – เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต 28 พ.ย.18.00 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพากอน และวันที่ 29 พ.ย.16.00 น. ฉลอง Siam Paragon  20th  Anniversary : A Journey of Extraordinary Dreams ณ Jewel Hall ชั้น 5 สยามพารากอน..

ll ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส.ให้  ธ.ก.ส.มอบข้าวอุ่นอิ่ม 10,000 ถ้วยพร้อมทาน ส่งมอบให้ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน..

ll กฤษดา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล  เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องหาดใหญ่ประสบมหาอุทกภัย  รีบสั่งการให้ลูกน้องที่โรงแรมเรเนซองส์  พัทยา รีสอร์ทแอนด์สปา    แพ็คผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าเช็ดตัว 2000 เซ็ท ที่ปลดระวางแล้วซักรีด สะอาดเอี่ยม พร้อมทั้งมียาทากันน้ำกัดเท้า และอาหารแห้งฮาราลไปกับเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์ที่สัตหีบเมื่อวันอังคารที่ผ่าน ..

ll มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กก.และเลขาธิการ มูลนิธิฯ มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค พร้อมอาหารพร้อมทาน ช่วยเหลือประชาชนจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา  โดยมีพล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ฝูงบิน 601 กองบิน 6 เพื่อลำเลียงโดยเครื่องบิน C-130 ไปส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย เมื่อวันที่ 24 พ.ย. พร้อมทีมเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) อาสา ปฎิบัติการภัยพิบัติ ลุยพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องอย่างเข้มแข็ง..

ll น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตามพระดำริช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจรและยั่งยืน รวมถึงการฟื้นฟูต่อเนื่องหลังภัยพิบัติ..ร่วมปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในหลายจังหวัด  ผ่านบัญชี “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย”  ธ.ไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ใบเสร็จลดหย่อนภาษีได้ สอบถาม 02-0546546 Line @friendsofpa

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.08 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ ล่าสุด ผนึกกำลังกับเพจ “อีจัน” และพันธมิตรในหลากหลายภาคส่วน ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้าได้นำทีมพนักงานจิตอาสา “แม็คโคร–โลตัส” แจกถุงยังชีพและของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม และของใช้ที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบในหลายจุดของอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงการสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรับและกระจายความช่วยเหลือไปยังครอบครัวที่เดือดร้อนในพื้นที่โดยรอบ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า อาสา ยึดมั่นในพันธกิจ “เคียงข้างสังคมไทย ทุกช่วงเวลา” พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์ในทุกวิกฤตที่คนไทยต้องเผชิญ

Life & Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

Life&Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

Life&Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.34 น.

ทุกวันนี้ หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียน ทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จนละเลยการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับที่มีคุณภาพ หลายคนมองว่าการนอนเป็นแค่กิจวัตรที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่ในความเป็นจริง การนอนหลับที่ไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง, อารมณ์แปรปรวนและความเครียดสะสม, สมาธิสั้นลง, ผิวพรรณเสื่อมโทรมและอาจเร่งกระบวนการแก่ก่อนวัย เป็นต้น

ข้อมูลจาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ดร.ภญ.นิตยา ตรีศิลป์วิเศษ และ รศ.ดร.ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล เปิดเผยว่าการนอนหลับหมายถึง สภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อของสิ่งแวดล้อมและโดยปกติระหว่างการนอนหลับร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนที่ คนเราใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของแต่ละวันไปกับการนอนหลับ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายด้วย นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญต่างๆ ที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เช่น สารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่างเช่น ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตและที่สำคัญสารนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับอีกด้วย ถ้าคนเราอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายรวมทั้งผิวพรรณด้อยลง ทั้งนี้มีสาเหตุจาก

1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง โดยการอดนอนจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานหนักขึ้นซึ่งเลือดจะมีเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นและเม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะสลายตัวในเวลาต่อมาจึงทำให้ความสามารถของร่างกายในการต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเสียไป

2. ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะมีประสิทธิภาพลดลง โดยอวัยวะที่สำคัญคือ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) จะทำหน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลที่เรียนรู้ในระหว่างวันเข้าสู่ความทรงจำระยะยาวซึ่งอวัยวะชิ้นนี้จะทำงานตอนที่เรานอนหลับเท่านั้นและจะทำงานได้ดีหากร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

3. อารมณ์เครียด และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยไม่มีเหตุผล มีอาการง่วงนอนหรือรู้สึกไม่สดชื่นตลอดทั้งวัน

4. ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ โดยร่างกายจะต้องใช้เวลามากขึ้นถึง 40 เปอร์เซนต์เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จะทำให้แก่เร็ว

5. หากเราอดนอนนาน 1 สัปดาห์ หรือนอนวันละ 4 ชั่วโมงโดยประมาณร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นในการควบคุมปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันน้อยลงทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น

6. หากคนเรานอนไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็จะผลิตสารเลปติน (Leptin) น้อยลงซึ่งเลปตินมีบทบาทในการควบคุมความอยากอาหาร เพราะฉะนั้นยิ่งเราอดนอน เลปตินก็จะถูกผลิตออกมาน้อยลงทำให้เรามีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น เช่นอยากทานขนมหวาน และอาหารมันๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมและลดน้ำหนักได้

7. สูญเสียโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ในขณะหลับ ซึ่งโกรทฮอร์โมนจะช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ โดยการสร้างสมดุลระบบการเผาผลาญอาหาร และช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ดังนั้น หากขาดฮอร์โมนชนิดนี้ผิวหนังก็จะหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่นได้

5. ในด้านของผิวหนัง สารเมลาโทนินเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ และสารเมลาโทนินจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนขณะที่เรานอนหลับ ถ้าเราอดนอนหรือนอนน้อยก็จะทำให้มีการสร้างสารนี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือภูมิแพ้ของผิวหนังได้ง่ายขึ้น

เทคนิคในการช่วยให้นอนหลับสบายเพื่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดี

1. จัดตารางเวลาการนอนให้เหมาะสมและเป็นเวลา  ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนเราขึ้นอยู่กับช่วงอายุหรือวัย ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมากและความต้องการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ช่วงเวลาเข้านอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฮอร์โมนและสารต่างๆ ที่จำเป็นในการก่อให้เกิดสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดีจะผลิตเป็นเวลาตามที่ร่างกายกำหนด เวลาที่แนะนำให้ควรเข้านอนไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่มของแต่ละคืน

2. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม เช่น ห้องนอนควรจะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดีและควรจะปิดไฟให้มืด นอกจากนี้ไม่ควรนำอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เข้าไปไว้ในห้องนอนเช่น คอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงานจะทำให้เรารู้สึกกังวลตลอดเวลาจนเกิดอาการนอนไม่หลับ

3. ควรเลือกหมอนและเตียงนอนให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย รวมทั้งหมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนหรือนำมาซักทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและไรซึ่งอาจทำให้ผิวหน้าอ่อนแอ เกิดสิว และอาจเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น

4. หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายก่อนนอนเช่น การอาบน้ำอุ่น ฟังเพลงจังหวะสบายๆ หรือการนั่งสมาธิซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน(Endorphine) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น

5. ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ดีต่อสุขภาพ เป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอกช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังจะได้รับการรองรับจากที่นอนทำให้สามารถวางตัวอยู่ในแนวธรรมชาติได้ดีที่สุด (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์) นอกจากนี้ท่านอนหงายจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุดเพราะการนอนตะแคงหรือการนอนคว่ำนานๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับซึ่งก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า

6. กดจุดบริเวณใบหน้าก่อนนอน ด้วยการใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ตามหัวคิ้ว ขมับ ร่องจมูก คาง และมุมปาก ช่วยให้การนอนหลับสบายและหลับสนิทขึ้น

7. กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและช่วยให้การนอนหลับสบายยิ่งขึ้น

8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนเช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก จึงแนะนำให้ดื่มชาคาโมมายด์อุ่นๆ หรือนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอนเพราะอาจทำให้ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ เพื่อมาเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้อาหารจำพวกมันเทศ เผือก กลอย ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และผลิตภัณฑ์โฮลเกรนต่างๆ ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน (serotonin) ทำให้นอนหลับสบาย

ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็ว การให้ความสำคัญกับการนอนหลับจึงไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป แต่เป็น “การลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว” ที่ทุกคนควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ผู้สนใจเรื่องสุขภาพสามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าชมโขนฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าชมโขนฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ ให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสเข้าชมโขนฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส จากโรงเรียนศรีสังวาลย์ ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ ของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี,มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) และนักเรียนด้อยโอกาสจากโรงเรียนต่างๆ เข้าชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมี อาจารย์สุดสาคร ชายเสม (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์การแสดงให้ความรู้เรื่องโขนแก่เยาวชน และ นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เจ้าหน้าที่และจิตอาสาพระราชทานให้การดู แลอย่างใกล้ชิด

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิ ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญและเอาพระราชหฤทัยใส่ต่อเยาวชน และเด็กพิการ รวมถึงเด็กด้อยโอกาส ในการส่งเสริมให้มีโอกาสได้รับชมความบันเทิง สร้างความสุข และเข้าถึงศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเสมอภาค  เป็นโอกาสอันล้ำค่าที่เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสได้สัมผัสศิลปะการแสดงโขนชั้นสูง พร้อมรับความสุข ความบันเทิง และข้อคิดเรื่อง สัจจะ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความสามัคคี ผ่านการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” ถ่ายทอดการแสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่มากฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ คีตศิลป์ หลากหลายแขนง พร้อมเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบการแสดงที่ประณีตงดงามตามแบบโบราณ

สำหรับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ดำเนินการจัดการแสดงโขนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และให้เด็กเยาวชน ประชาชน ชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า  “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทุกกลุ่มให้เข้าถึงและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเท่าเทียม

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จัดแสดงถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ ไทย จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com