จุฬาฯ จับมือ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำสร้างหลักสูตร ‘Chula LGO’ ปั้นทักษะผู้นำไทยแห่งโลกอนาคต

จุฬาฯ จับมือ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำสร้างหลักสูตร ‘Chula LGO’ ปั้นทักษะผู้นำไทยแห่งโลกอนาคต

จุฬาฯ จับมือ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำสร้างหลักสูตร ‘Chula LGO’ ปั้นทักษะผู้นำไทยแห่งโลกอนาคต

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในระบบการศึกษาไทย เมื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ  5 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลักดันหลักสูตรควบสองปริญญาโท Chula LGO ด้วยความร่วมมือกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) Leaders for Global Operations  เพื่อสร้างผู้นำธุรกิจเชิงนวัตกรรมแห่งอนาคต ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน  โดยผู้สนใจสามารถคลิกดูรายละเอียด และสมัครเรียนได้ที่ chulalgo.com ตั้งแต่บัดนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  และหลักสูตรนวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์  ร่วมกับ MIT สหรัฐอเมริกา ริเริ่มหลักสูตรปริญญาโท Chula LGO เพื่อสร้างชุมชนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมเอาความรู้เชิงลึกด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และกรอบความคิดทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนโซลูชั่นส์อุตสาหกรรมที่จะรับมือกับความท้าทายระดับโลก

Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) ซึ่งเป็นหลักสูตรควบสองปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา วท.ม. สาขานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน (Master of Science in Innovative Engineering for Sustainability) และ บธ.ม. สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร MIT LGO เพื่อเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต และสร้างเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน จุฬาฯ เปิดหลักสูตรได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาจาก 5 พันธมิตร ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่จะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะ ทั้งด้านวิศวกรรม การบริหาร และนวัตกรรม ซึ่งเราต้องการเดินหน้าความร่วมมือต่อเนื่องในระยะยาว”

องค์กรผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรเห็นพ้องว่า “มนุษย์” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนความสามารถแข่งขันของประเทศในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมมีโอกาสทำงานและบริหารธุรกิจมาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะได้เรียนหนังสือ มีการศึกษาที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ดังนั้น ผมก็อยากให้ประเทศไทยมีการศึกษาที่ดีเพื่อจะได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยบ่มเพาะผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมและสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้

ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความท้าทายหลากหลาย และอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง ผู้นำธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา สามารถมองไปข้างหน้าได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น และต้องเตรียมตัวอย่างไร ดังนั้น การพัฒนาการศึกษา ทักษะ และทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญในพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารกรุงเทพภูมิใจที่ได้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร Chula LGO

ชาติศิริ อธิบายว่า “หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการทำงานกับภาคธุรกิจเอกชน โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นิสิตเผชิญกับความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของคนรุ่นต่อๆ ไป”

นอกจากได้รับสิทธิ์เข้าร่วมในคณะกรรมการกำกับดูแล (Governing Board) ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรแล้ว ธนาคารกรุงเทพ ยังสนับสนุนนิสิต Chula LGO ที่ได้รับทุนศึกษาต่อ หรือทำการวิจัยเฉพาะด้าน (Fellowship Program) โดยให้โอกาสการเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง

อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งหลักสูตร Chula LGO สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ โดยความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และผลกระทบระยะยาวของหลักสูตร Chula LGO จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และยังเป็นประโยชน์ต่ออินโดรามา เวนเจอร์สอีกด้วย

“การฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือนที่อินโดรามา เวนเจอร์ส จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจทั้งหมด เพราะเราเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลก และมีหลากหลายด้านให้เรียนรู้ ซึ่งรวมถึง AI เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบซัพพลายเชน และความยั่งยืน ดังนั้น การฝึกงานนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ระดับสากลจากการทำงาน และเมื่อจบหลักสูตรแล้ว อินโดรามา เวนเจอร์ส ยังเสนอโอกาสให้ผู้เรียนที่มีศักยภาพสามารถทำงานกับบริษัทได้อีกด้วย

หากเราสามารถพัฒนาผู้นำชาวไทยที่มีความสามารถให้ก้าวสู่บทบาทซึ่งเดิมมักเป็นตำแหน่งของผู้บริหารต่างชาติได้ จะถือเป็นความสำเร็จสำคัญของหลักสูตรนี้ การนำผู้บริหารต่างชาติเข้ามาอาจช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านบุคลากร แต่ไม่ได้สร้างการพัฒนาศักยภาพผู้นำไทยในระยะยาว เมื่อผู้เชี่ยวชาญชาวไทยสามารถเติบโตจนถึงระดับผู้บริหารอาวุโสได้ จะช่วยเสริมความสอดคล้องทางวัฒนธรรมภายในองค์กร และทำให้บริษัทสามารถใช้จุดแข็งของคุณค่าความเป็นไทย เช่น ความเอื้ออาทร ความร่วมมือ และความกลมกลืนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือคู่แข่งจากตะวันตกได้อย่างเต็มที่”

ซุนดาราม ไอเยอร์ Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนมาโดยตลอด และได้ร่วมงานกับสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn School of Integrated Innovation – CSII) และ Sasin Action Learning Lab มาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือนี้จึงขยายสู่หลักสูตร Chula LGO ในฐานะพันธมิตรที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างบุคลากรที่พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง

“ที่ผ่านมา บ้านปูได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับจุฬาฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในการพัฒนาหลักสูตรและการเสริมทักษะให้นิสิต เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทันทีหลังจบการศึกษา และในปัจจุบัน บุคลากรของบ้านปูจะได้มีบทบาทโดยตรงมากขึ้นในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตร Chula LGO ร่วมกับพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง

สำหรับ Chula LGO เราตั้งเป้าสร้างผลกระทบเชิงคุณภาพระยะยาว เราจะร่วมพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในเอเชีย–แปซิฟิก ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน”

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีของนิสิตไทย เพราะหลักสูตร LGO เป็นเรือธงที่มีการประสานความเข้มข้นทั้งเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม กับความเป็นเลิศทางด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งผู้นำรุ่นใหม่ต้องมีความรู้และทักษะทั้งสองด้าน  โดย Chula LGO ใช้มาตรฐานของ MIT ผสานเข้ากับบริบทของไทย

“หลักสูตรนี้เป็นการเรียนรู้แห่งอนาคต (Future Learning) โดยนิสิตจะได้เรียนทั้งทฤษฎีทั้งสองสาขา แล้วมาลองทำงานจริงกับบริษัทที่ร่วมก่อตั้ง เรากำลังเปลี่ยนจากความรู้ มาเป็นความเข้าใจ และจากความเข้ามาใจมาเป็นทักษะ ซึ่งเอสซีจีมีธุรกิจหลากหลายมาก และเปิดให้นิสิตเลือกตามความถนัดและความชอบ”  

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีของซีพีกรุ๊ป กล่าวว่า โครงการริเริ่มนี้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการร่วมสร้างสรรค์โครงการที่มีผลกระทบสูงที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในธุรกิจที่หลากหลายของซีพี และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และความร่วมมือกับ Chula LGO จะพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคลึกซึ้ง มีความคิดเชิงกลยุทธ์ และมีความเป็นผู้นำอย่างรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย

“เรามุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพด้าน AI และดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งการเรียนจากการปฏิบัติจริง (Action Learning)  คือ หัวใจสำคัญในการสร้างผู้นำด้าน AI และ ดิจิทัล ที่ประเทศไทยกำลังต้องการเร่งด่วน”

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การอพยพชาวจีนหลายล้านคนออกจากจีนแผ่นดินใหญ่  ช่วงพ.ศ 2493-2503   ของชนชั้นกลาง พ่อค้า นักวิชาการ และผู้มีฐานะ  เพื่อหนีภัยคอมมิวนิสต์    เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ทั่วโลก       คนจีนนับล้านพากันละทิ้งบ้านเกิดและทรัพย์สินเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ภายใต้ความหวังของเสรีภาพ   เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) นำโดยเหมา เจ๋อตง ได้ชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทำไมจึงหนี? – ความหวาดกลัวและวิกฤต   สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่คือ ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่นำโดยเหมา เจ๋อตุง เหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในสงครามกลางเมืองจีน และการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ในปี พ.ศ. 2492  ค.ศ. 1949

ผู้ที่อพยพส่วนใหญ่คือกลุ่มบุคคลที่รู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับภัยคุกคามภายใต้ระบอบการปกครองใหม่    ผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ทหาร ข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC)    ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง  เจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้มีทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ผู้เอารัดเอาเปรียบ” และเสี่ยงต่อการถูกริบทรัพย์และลงโทษปัญญาชน    ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หรือผู้ที่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาและศาสนาจีนโบราณ ซึ่งถูกกวาดล้างในช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในเวลาต่อมา     รวมทั้งความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ  นโยบายบริหารประเทศที่ผิดพลาด เช่น “การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า” (Great Leap Forward) พ.ศ. 2502-2504  ที่นำไปสู่ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ ระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบคอมมูนล่มสลายทำให้ผู้คนนับสิบล้านคนเสียชีวิตจากความอดอยากและต้องหาทางหนีตาย    

การอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา โดยมีช่วงสำคัญคือ:

1.คลื่นลูกแรก   พ.ศ. 2488-2593  ค.ศ. 1945 – 1950 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปลายสงครามกลางเมือง ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นช่วงที่การสู้รบใกล้จะสิ้นสุด และพรรคก๊กมินตั๋งกำลังพ่ายแพ้ คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารและข้าราชการ ก๊กมินตั๋ง กว่า 2 ล้านคน  อพยพหนีออกไปก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน PRC อย่างเป็นทางการ (1 ตุลาคม พ.ศ. 2492)

2.ช่วงที่สอง  พ.ศ. 2493-2503 ค.ศ. 1950-1960: หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ ผู้ที่ยังหลงเหลือและถูกคุกคามพยายามลักลอบหนีออกมาอย่างต่อเนื่อง    โดยเฉพาะช่วงพ.ศ. 2493-2495 ที่มีการปราบปรามเจ้าของที่ดินและนายทุน  ช่วง พ.ศ. 2501-2503 ที่มีการต่อต้านพวกขวาจัด (Anti-Rightist Campaign)   ช่วงพ.ศ. 2501-2505 มหากระโดดไปข้างหน้า (Great Leap Forward) ที่นำไปสู่การอดอยากครั้งใหญ่

ช่วงที่สาม   พ.ศ.  2509-2513 ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม  เพื่อขจัด “สี่ล้าหลัง”คือประเพณีวัฒนธรรม นิสัย และความคิดดั้งเดิมที่ล้าหลัง(Old Customs, Old Culture, Old Habits, Old Ideas ) ที่ถูกมองว่าขัดต่อหลักการสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์   โดยกลุ่มเยาวชนแดง Red Guards ออกทำลายวัด สัญลักษณ์ทางศาสนาขงจื๊อ และทำการ “จับกุม ปลุกปั่น และสังหาร” ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูทางชนชั้น, ปัญญาชน, ข้าราชการระดับสูง, หรือผู้มีแนวคิดต่าง ทำให้ เศรษฐกิจหยุดชะงัก ระบบการศึกษาล่มสลายเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปิดทำการ ปัญญาชนและครูถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท    เกิดความวุ่นวายทางสังคม มีผู้เสียชีวิตหลายแสนหรือหลายล้านคน   เกิดการทำร้ายร่างกาย การข่มเหง และการฆ่าตัวตายของเหยื่อทางการเมืองและปัญญาชน

ช่วงที่สี่  พ.ศ. 2513-2523  หลังการเปิดประเทศในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ยังมีการอพยพอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ

ทำไมจึงหนี?

•             ภัยทางการเมือง: กลัวการปราบปรามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับพวกก๊กมินตั๋ง เจ้าหน้าที่รัฐบาลเดิม และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกมองว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” ถูกประหารชีวิต จำคุก หรือส่งไปค่ายแรงงานแก้ไขความคิด (Laogai)

•             การยึดทรัพย์: รัฐบาลใหม่ยึดกิจการเอกชนและที่ดิน ทำให้พ่อค้าและเจ้าของกิจการถูกตราหน้าว่าเป็น “ชนชั้นกดขี่” การยึดที่ดิน โรงงาน ร้านค้า และทรัพย์สินส่วนตัวโดยไม่มีค่าชดเชย       เจ้าของที่ดินหลายคนถูกประหารชีวิตในการชุมนุม “ศาลประชาชน” (People’s Court) นักธุรกิจและพ่อค้าถูกบังคับให้ “บริจาค” ทรัพย์สินให้รัฐ

•             อุดมการณ์ต่างกัน: หลายคนไม่เห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์  เพราะขาดเสรีภาพ  มีการควบคุมอย่างเข้มงวด  เช่นควบคุมการเดินทาง ไม่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยได้โดยเสรี   เซ็นเซอร์สื่อและข้อมูลข่าวสาร  ขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  ชีวิตประจำวันถูกควบคุมผ่านระบบ “หน่วยงาน” (danwei)

•             การทำลายการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม   ห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีดั้งเดิม    ทำลายวัด ศาสนสถาน     สิ่งของเก่า ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า และประเพณีเก่า

จุดหมายปลายทางหลักของการอพยพสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ:

•             ไต้หวัน (Taiwan): คือจุดหมายปลายทางหลักของการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Retreat) ในช่วงปี 1949 โดยทหาร ข้าราชการ และผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งรวมกันกว่า 1 ล้านคน ได้อพยพไปยังเกาะไต้หวัน และได้ก่อตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจียงไคเชค โดยนำทองคำสำรองและสมบัติมีค่าไปด้วย  

•             ฮ่องกงและมาเก๊า (Hong Kong and Macao): กลายเป็นจุดพักพิงสำคัญของพ่อค้าและชนชั้นกลาง  เนื่องจากเป็นอาณานิคมของอังกฤษและโปรตุเกส ตามลำดับ คาดว่ามีชาวจีนกว่า 1 ล้านคน อพยพเข้าสู่ฮ่องกง-มาเก๊า ในช่วงต้นของภัยคอมมิวนิสต์

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia): ประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย (ถึงแม้ว่าชาวจีนในไทยส่วนใหญ่อพยพมานานก่อนยุคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีกลุ่มที่เข้ามาในช่วงนี้ด้วย) เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์

•             ประเทศตะวันตก: สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ  ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย  และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป  เป็นพวกนักวิชาการ  นักธุรกิจ

การอพยพเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย:

•             ทางเรือ   พ.ศ. 2492 มีการอพยพจัดโดยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง    โดยใช้เรือรบขนส่งทหารและเรือประมงหลายร้อยลำจากเซี่ยงไฮ้ กวางโจว ไปเกาะไต้หวัน  

•             ทางบก/ทะเล (สำหรับฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้): ผู้คนจำนวนมาก โดยสารเรือ รถไฟ  เครื่องบิน  เดินเท้า ข้ามภูเขา และว่ายน้ำข้ามพรมแดน จาก เซินเจิ้น  เซี่ยงไฮ้ ไปยังฮ่องกง   เวียดนาม ลาว หรือพม่า แล้วเข้าสู่ไทย

•             การหอบหิ้วทรัพย์สิน: ผู้ที่พอมีฐานะจะพยายามนำทองคำ เงินตรา หรือวัตถุมีค่าติดตัวมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

•             การหลบหนีในภายหลัง: หลังปี 1949 การอพยพถูกจำกัดอย่างเข้มงวด การหนีจึงเป็นการ ลักลอบเข้าเมือง โดยเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและลงโทษอย่างหนัก

การเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ผู้อพยพส่วนใหญ่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความมุมานะและทักษะที่ติดตัวมา พวกเขาก็ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ใหม่:

•             ไต้หวัน: ทหารและข้าราชการ KMT ได้ก่อตั้งรัฐบาล ROC และกองทัพขึ้นใหม่ เพื่อรักษาอุดมการณ์จีนเสรีและวางรากฐานการพัฒนาประเทศ

•             ฮ่องกง: ผู้อพยพจำนวนมากกลายเป็นแรงงานราคาถูกในโรงงานสินค้าส่งออก งานก่อสร้าง บริการ สิ่งทอ  อิเลกทรอนิกส์  พลาสติก   ช่วยให้ฮ่องกงก้าวขึ้นเป็นโรงงานการผลิต   ศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของโลก

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศตะวันตก: ผู้อพยพจำนวนมากใช้ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในการก่อตั้งธุรกิจ เปิดร้านอาหาร ร้านขายของชำ หรือธุรกิจนำเข้า-ส่งออก   และกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล (หัวเฉียว) ในประเทศนั้น ๆ

การอพยพของคนจีนหนีภัยคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวการหนีภัยทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ของผู้คนจำนวนมากที่ต้องพลัดถิ่น ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม และต่อสู้เพื่อค้นหา “บ้าน” และ “ตัวตน” ใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

โดย อาทร  จันทวิมล

ซีพี-บริษัทในเครือ–ซีพีอาสา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อเนื่อง สนับสนุนอาหาร–น้ำดื่ม–ครัวกลาง–การสื่อสาร พร้อมยกระดับมาตรการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

ซีพี-บริษัทในเครือ–ซีพีอาสา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อเนื่อง สนับสนุนอาหาร–น้ำดื่ม–ครัวกลาง–การสื่อสาร พร้อมยกระดับมาตรการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

ซีพี-บริษัทในเครือ–ซีพีอาสา เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ต่อเนื่อง สนับสนุนอาหาร–น้ำดื่ม–ครัวกลาง–การสื่อสาร พร้อมยกระดับมาตรการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

กรุงเทพฯ, 25 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จากฝนตกหนัก มวลน้ำป่า และภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้หลายชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดยะลาและปัตตานี ประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในวงกว้าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ผนึกกำลังบริษัทในเครือ ได้แก่ CPF, CP ALL, CP Axtra, TRUE  และ  “ซีพีอาสา” ร่วมร้อยเรียงใจช่วยน้ำท่วมภาคใต้ โดยได้ระดมทุกบริษัทในเครือเข้าช่วยเหลือทันที และมีการสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม วัตถุดิบสำหรับครัวสนาม สัญญาณการสื่อสาร และสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ และล่าสุดยกระดับการดูแลพนักงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล และหน่วยงานอาสาต่างๆ รวมถึงพนักงาน สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุด ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “เครือซีพี ได้เข้าไปสนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ สงขลา, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ปัตตานี, นราธิวาส, ตรัง, สตูล และกระบี่ และระดมพลัง “ซีพีอาสา” จากทุกบริษัทในเครือทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคราชการ มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้อย่างเร่งด่วน หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ซีพีอาสาดำเนินการไปแล้ว คือ ร่วมกับกรมประมง จังหวัดสงขลา จัดตั้ง “โรงครัวฮาลาล” ณ ศูนย์ NICA เก้าเส้ง เพื่อรองรับการจัดทำอาหารสำหรับชุมชนในพื้นที่วิกฤต โดยมีบริษัทในเครือหลายหน่วยงาน ได้แก่ CPF, CP Axtra, CP ALL และข้าวตราฉัตร ร่วมสนับสนุนวัตถุดิบและอุปกรณ์ประกอบอาหารอย่างครบถ้วน อาทิ เนื้อไก่ ไข่ไก่ ข้าวสาร เครื่องปรุง น้ำมัน น้ำดื่ม และภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อใช้ประกอบอาหาร และกระจายสู่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในหลายอำเภอของจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง”

นายอานนท์ ขำแก้ว ผู้จัดการฝ่ายสำนักปฎิบัติการความยั่งยืนทางทะเล เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัวแทนซีพีอาสา ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ที่จังหวัดสงขลา กล่าวว่า “ขณะนี้ที่หาดใหญ่ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง เส้นทางสัญจรส่วนใหญ่ถูกตัดขาด ความช่วยเหลือของ ซีพีอาสา ตอนนี้เน้นหลักๆ คือการนำอาหารปรุงสุกจากโรงครัวฮาลาลที่เราได้วัตถุดิบจากบริษัทในเครือ ไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย ที่หาดใหญ่ โดยเฉพาะในศูนย์อพยพ ที่มีผู้ประสบภัยอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องขอบคุณทุกบริษัทในเครือ ที่พร้อมใจเข้ามาช่วยเหลือคนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องของสิ่งของอุปโภค-บริโภค รวมถึงสัญญาณโทรศัพท์ ทั้งนี้ ซีพีอาสาที่ภาคใต้ ได้จัดตั้งและช่วยเหลือผู้ประสบภัยมา 4 วันแล้ว ตั้งแต่ที่เกิดน้ำท่วมใหม่ๆ และยังคงมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เราขอส่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไปอย่างปลอดภัย” 

ด้าน CPF ยังได้ผนึกกำลังกับหน่วยทหาร คู่ค้า และชุมชนในพื้นที่ จัดทำครัวสนามและครัวกลางในหลายจุด เช่น มณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) ป.พัน 5 อำเภอระโนด และครัวกลางเทศบาลระโนด เพื่อผลิตอาหารร้อนแจกจ่ายให้ประชาชนตลอดทั้งวัน ขณะที่โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำระโนดสนับสนุนน้ำดื่มและวัตถุดิบเพิ่มเติม เพื่อให้ครัวต่าง ๆ สามารถปรุงอาหารได้อย่างเพียงพอในภาวะวิกฤต

ขณะที่ ซีพีเอ็กซ์ตร้า แม็คโคร–โลตัส ได้เร่งลงพื้นที่ นำอาหารปรุงสุก ข้าวกล่อง และน้ำดื่มไปมอบให้กับหลายชุมชนที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงกระจายในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดยประสานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่และมณฑลทหารบกที่ 42 ในการลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือ แม้พื้นที่บางส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยยานพาหนะทั่วไป พนักงานในพื้นที่ยังร่วมลงแรงด้วยตนเองในการแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มให้ถึงมือประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย 

สำหรับด้านการสื่อสารในพื้นที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ลูกค้าในพื้นที่หาดใหญ่ และประสบอุทกภัย โดยมอบอินเทอร์เน็ตฟรี 10 GB พร้อมขยายวันใช้งาน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อประสานงานและรับข้อมูลสถานการณ์ได้ต่อเนื่อง พร้อมจัดทีม “โมเดลทุ่งสง” ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการกู้สัญญาณเครือข่ายในสถานการณ์น้ำท่วม เข้าดูแลระบบสื่อสารในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว เครือซีพี ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงานในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง โดยจัดทีมช่วยลำเลียงพนักงานและครอบครัวที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานจัดหาที่พักชั่วคราวและการสนับสนุนสิ่งของจำเป็น ทั้งนี้ สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของที่อยู่อาศัย บริษัทได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือทันทีเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท สำหรับพนักงานที่ที่พักอาศัยซึ่งเป็น “บ้านของตนเอง” ได้รับความเสียหาย และ 5,000 บาท สำหรับพนักงานที่ “เช่าที่พักอาศัย” และได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระเฉพาะหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความห่วงใยขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “พนักงานทุกคน” ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม

เครือซีพี บริษัทในเครือ และซีพีอาสา ยังคงเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือต่อเนื่องให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยยึดมั่นในค่านิยม 3 ประโยชน์ ที่มุ่งเน้น “ทำเพื่อประเทศและประชาชนก่อนเสมอ” อันเป็นรากฐานสำคัญของ ซีพี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าสถานการณ์จะหนักเพียงใด ซีพีจะยังคงยืนเคียงข้าง พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนและส่งพลังแห่งความหวังและกำลังใจให้ผู้ประสบภัยก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤตไปด้วยกัน

‘ตรีนุช’ เปิดปฏิบัติการ ‘คนไทยต้องมีงานทำ’ ตั้งทีม ‘JOB HUNTER’ แก้ปัญหาการไม่มีงานทำ

'ตรีนุช' เปิดปฏิบัติการ 'คนไทยต้องมีงานทำ' ตั้งทีม 'JOB HUNTER' แก้ปัญหาการไม่มีงานทำ

‘ตรีนุช’ เปิดปฏิบัติการ ‘คนไทยต้องมีงานทำ’ ตั้งทีม ‘JOB HUNTER’ แก้ปัญหาการไม่มีงานทำ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

ตรีนุชเปิดปฏิบัติการ ‘คนไทยต้องมีงานทำ’  ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ หางานให้คน+สร้างคนให้งาน พร้อมตั้งทีม JOB HUNTER หน่วย-ล่า-งาน จับมือเครือข่ายพันธมิตร ตั้งเป้าเพิ่มตำแหน่งงาน วันละ 1,000 อัตราและวางเป้าหมาย 150,000 อัตรา ใน 4 เดือน

กระทรวงแรงงาน  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดตัวนโยบายระดับชาติ “คนไทยต้องมีงานทำ” อย่างเป็นทางการ เดินหน้าปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาการไม่มีงานทำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญและกระทบต่อความมั่นคงของประชาชนไทยในทุกมิติ ตั้งเป้าหมาย จัดหาตำแหน่งงานให้ได้กว่า 150,000 อัตราภายใน 4 เดือน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และระบบการจัดหางานรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศ

“ปัญหาตกงาน” คือรากของวิกฤตหลายด้าน ตรีนุชย้ำต้องแก้แบบ ‘จริงจัง–ทันที–ตรงจุด’

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัญหาคนไทย “ไม่มีงานทำ” คำ ๆ นี้ส่งผลมากกว่าแค่ไม่มีรายได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญญาณความเปราะบางของสังคม เพราะ การตกงานคือการไร้รายได้ ขาดความมั่นคง และอาจนำไปสู่ปัญหาตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ปัญหาครอบครัว ความรุนแรงในสังคม ปัญหายาเสพติด กระทั่งการถูกล่อลวงโดยแก๊งสแกมเมอร์ที่กำลังเป็นภัยระดับโลก เมื่อขาดงาน ก็ขาดโอกาส ขาดความหวัง และอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้ง่าย สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่ตัวเลขการจ้างงาน แต่คือความมั่นคงในชีวิต กระทรวงแรงงานต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้

“คนไทยต้องมีงานทำ” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูที่พูดออกมาเท่ห์ ๆ แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราที่ต้องร่วมมือกันทำเพื่อคนไทยที่ต้องการทำงาน “คนไทยต้องมีงานทำ” ไม่ใช่การหา ‘ตำแหน่งงานว่าง’ มาเติมตัวเลข แต่คือการสร้างรากฐานใหม่ให้ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน “งาน” ยังต้องการคน “คน” ก็ต้องการงาน หน้าที่เราคือสร้างความลงตัวให้กับสมการในข้อนี้ นโยบายใหม่ต้องใช้พลังร่วมทั้งระบบ — รัฐ–เอกชน–การศึกษา เราตบมือข้างเดียวยังไงก็ไม่ดัง ต้องมีพันธมิตรที่มาร่วมตบมือและเดินไปด้วยกัน กลไกการขับเคลื่อนนโยบายนี้ต้องเกิดจากการ จับมือกันทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “อุปสงค์–อุปทาน” ของตลาดแรงงานไทย โดยมีกรมการจัดหางานเป็นแกนกลางเชื่อมโยงข้อมูลนายจ้าง ทักษะแรงงาน และความต้องการของประชาชน ภารกิจนี้จะขับเคลื่อนผ่านศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย

ด้วย 4 มิติเชิงรุก ได้แก่ 1) เร่งจัดหาตำแหน่งงานว่าง (Job Hunting) 2) จับคู่ทักษะกับงาน พร้อมอบรม Upskill–Reskill 3) ส่งเสริมการทำงานต่างประเทศในตลาดรายได้ดีและสวัสดิการมาตรฐาน 4) วัดผลด้วยคุณภาพงาน ความมั่นคงของอาชีพ และการเข้าถึงของทุกกลุ่ม รวมถึงบัณฑิตจบใหม่ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

ไฮไลต์สำคัญคือเปิดตัว “ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย” 87 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น กระทรวงแรงงานเปิดให้บริการ ศูนย์จัดหางานเพื่อคนไทย ทั้งหมด 87 แห่ง ดังนี้ ส่วนกลาง 11 แห่ง สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 จุดบริการภายในบริเวณกระทรวงแรงงาน 1 แห่ง ส่วนภูมิภาค 76 แห่ง ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี ตำแหน่งงานว่างพร้อมรองรับทันที จำนวน 61,399 อัตรา ทั้งภาคการผลิต ค้าปลีก โลจิสติกส์ ดิจิทัล ท่องเที่ยว และบริการ โดยตั้งเป้าหมายทั่วประเทศ 1,000 อัตรา ต่อวัน และกำหนดเป็นตัวชี้วัด KPI สำหรับจัดหางานจังหวัดทั้วประเทศด้วย

กรมการจัดหางานทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการส่งเสริมการมีงานทำแก่ประชาชน ทั้งการประสานนายจ้างเพื่อขอตำแหน่งงานว่าง สนับสนุนการประกอบอาชีพอิสระ ส่งเสริมการฝึกอบรม Upskill – Reskill ให้บริการข้อมูลตลาดแรงงาน และติดตามผลการบรรจุงาน จากนายจ้างและสถานประกอบการ โดยมีผลดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ได้สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำงานในประเทศบรรจุงานผ่านกรมการจัดหางาน แล้ว 42,000 คน คิดเป็นรายได้เฉลี่ย 7,560 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ได้จัดส่งแรงงานไทย ไปทำงานต่างประเทศแล้วกว่า 17,000 คน สร้างรายได้ 12,240 ล้านบาทต่อปี

เตรียมเปิดศึกมวย ‘RATCHABURI SUPER FIGHT 2025’ ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสานมรดกไทยครบทุกมิติ

เตรียมเปิดศึกมวย 'RATCHABURI SUPER FIGHT 2025' ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสานมรดกไทยครบทุกมิติ

เตรียมเปิดศึกมวย ‘RATCHABURI SUPER FIGHT 2025’ ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสานมรดกไทยครบทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.33 น.

ราชบุรีเตรียมเปิดศึกมวยสุดยิ่งใหญ่“RATCHABURI SUPER FIGHT 2025” ส่งเสริมกีฬา พัฒนาเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว สืบสารมรดกไทย ครบทุกมิติ

เตรียมระเบิดความยิ่งใหญ่ในศึกมวยแห่งปี กับงาน “RATCHABURI SUPER FIGHT 2025” ที่เกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของคณะผู้จัดงานนำโดย นายนพพล ภู่แย้ม อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 พรรคเพื่อไทย เป็นผู้สนับสนุนหลัก ร่วมด้วย นายสินาด รุ่งจรูญ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดราชบุรี และ นายกเทศมนตรีตำบลหลักเมือง และภาคีเครือข่าย ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 13 ธันวาคม 2568 โดยศึกมวยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่คือมหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสืบสารมรดกไทย อย่างครบมิติ ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก “เศรษฐกิจเฟื่องฟู คู่มวยไทยคงอยู่”

RATCHABURI SUPER FIGHT 2025 ส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพื่อเป็นแรงชับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดราชบุรี สร้างรายได้ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ สนับสนุนและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของคนในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าต่อท้องถิ่น เป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมของกีฬาชกมวย เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ ให้คงอยู่และเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาชกมวย และพัฒนาตนเองเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพต่อไป

ความตั้งใจเต็มเปี่ยม เดินหน้าจัดงานเต็มพิกัด นายนพพล ภู่แย้ม ผู้สนับสนุนหลักในงานจัดงานครั้งนี้กล่าวว่า “งานนี้จัดขึ้นด้วยความรักบ้านเกิด และต้องการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ อยากกระตุ้นเยาวชนให้มาสนใจในเรื่องกีฬา โดยเชิญพี่มนัส บุญจำนงค์​ และนนท์ บุญจำนงค์ ขึ้นชกเป็นคู่พิเศษ​เพื่อให้เยาวชนได้ได้เป็นแรงบันบาลใจ ได้ใกล้ชิดนักกีฬาฮีโร่ของประเทศไทย และเป็นชาวราชบุรีบ้านเราด้วย เราต้องช่วยกันส่งเสริมเยาวชนเหล่านี้จะได้มีโอกาสสร้างอาชีพนักกีฬา นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย และราชบุรีของเรา อีกความตั้งใจนึงถือเป็นการคืนกำไรจากการทำธุรกิจให้ชาวบ้าน การจัดงานใหญ่แบบนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชาวราชบุรีด้วย อยากจะเชิญชวนมาร่วมงาน งานนี้เข้าชมฟรี”

คู่มวยสำคัญและถ้วยเกียรติยศ การแข่งขันครั้งนี้เต็มไปด้วยความเข้มข้น โดยมีการชิงถ้วยอันทรงเกียรติจากบุคคลสำคัญระดับชาติ ได้แก่ – ชิงถ้วยจาก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า พรรคเพื่อไทย – ชิงถ้วยจาก อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ ยังมีการชิงเข็มขัดแชมป์ 2 เส้น ได้แก่ – ชิงแซมป์ชมรมมวยสยามภาคกลางและภาคตะวันออก รุ่น 135 ปอนด์ ระหว่าง เบิกบาน กับ ภูชนะ – ชิงแชมป์ชมรมมวยสยามภาคกลางและภาคตะวันออก รุ่น 140 ปอนต์ ระหว่าง เพชรเหนือ กับ พร้อมรบ และ มวยคู่พิเศษ Highlight สำคัญ ศึกพี่น้องบุญจำนงค์ ระหว่าง นนท์ บุญจำนงค์​ ขึ้นชกปะทะ มนัส หน้า 4 จาก 4บุญจำนงค์ ฮีโร่เหรียญทอง  โอลิมปิก เกมส์ เอเธนส์ 2004 และ เหรียญเงิน  โอลิมปิกเกมส์  ปักกิ่ง 2008 นักมวยสองพี่น้องนักชกระดับตำนานขึ้นเวทีเดียวกันถือเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ต้องรอชม

คณะผู้จัดงานทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าการแข่งขัน"RATCHABURI SUPER FIGHT 2025" จะเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดราชบุรีในทุกมิติ

-(016)

‘ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน – น้องซิดนีย์ ลฎาภา’ คว้าอันดับที่ 5 ของโลก ในการแข่งขัน Euro Pop Contest 2025

‘ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน – น้องซิดนีย์ ลฎาภา’ คว้าอันดับที่ 5 ของโลก ในการแข่งขัน Euro Pop Contest 2025

‘ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน – น้องซิดนีย์ ลฎาภา’ คว้าอันดับที่ 5 ของโลก ในการแข่งขัน Euro Pop Contest 2025

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.22 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้มีการจัดการแข่งขันร้องเพลงนานาชาติ Euro Pop Contest 2025 ระหว่างวันที่ 20–24 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นเวทีรวมตัวเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อประชันความสามารถด้านการร้องเพลง

ปีนี้ประเทศไทยสร้างชื่อเสียงได้อย่างโดดเด่น เมื่อ ครูพิช ดร.พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม ผู้อำนวยการ โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์ พร้อมด้วย ครูกระต่าย รัตติกาล โชควิทยานุกูล รองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เดินทางร่วมเป็นทีมผู้ดูแลและสนับสนุนนักร้องเยาวชนไทย น้องซิดนีย์ ลฎาภา ชาญจรูญจิต เข้าร่วมแข่งขันบนเวทีระดับโลก และสามารถคว้า ลำดับที่ 5 ของโลกได้สำเร็จ

ก่อนการแข่งขัน ทีมประเทศไทย นำโดยครูพิชและครูกระต่าย ได้นำน้องซิดนีย์เข้าพบ ท่านจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และภริยา รวมถึง ท่านกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต และภริยา เพื่อรับโอวาทและกำลังใจ ซึ่งท่านทูตได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและความสามารถของตัวแทนเยาวชนไทย พร้อมให้กำลังใจให้ทำผลงานให้ดีที่สุดบนเวทีโลก

ในการแข่งขันรอบ World Hit น้องซิดนีย์เลือกเพลง “Creep” ถ่ายทอดพลังเสียง อารมณ์ และเทคนิคการร้องได้อย่างโดดเด่น เป็นที่ประทับใจของคณะกรรมการและผู้ชมจำนวนมากขณะที่ในรอบ National Song น้องซิดนีย์ใช้บทเพลงไทย “ตัวร้ายที่รักเธอ” และได้รับคัดเลือกให้ขึ้นเวที Gala Concert ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของการแข่งขัน

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทย รวมถึงคุณภาพการฝึกสอนอย่างเป็นระบบของ โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์ ภายใต้การนำของครูพิชและครูกระต่าย ที่ร่วมเดินทางดูแลและสนับสนุนนักเรียนอย่างใกล้ชิดตลอดการแข่งขัน

ทั้งนี้ โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์เผยว่า ความสำเร็จของน้องซิดนีย์เป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับเยาวชนไทยที่มีความฝันด้านดนตรี และโรงเรียนจะเดินหน้าสนับสนุนผู้มีความสามารถรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกต่อไป โดยในปีหน้า โรงเรียนดนตรีพิชาศิลป์เตรียมเปิดการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยสำหรับรายการ Euro Pop Contest 2026 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้สนใจสอบถามข้อมูลการแข่งขันต่างประเทศ หรือทดลองเรียนฟรี! โทร. 086-351-7979 Line: @pitchasilapha (มี @ ด้านหน้า)

-(016)

มท.จัดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’ ดัน ‘ผ้าครามไทย’ สู่เวทีโลก

มท.จัดงาน 'Kraam International Symposium 2025' ดัน 'ผ้าครามไทย' สู่เวทีโลก

มท.จัดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’ ดัน ‘ผ้าครามไทย’ สู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดงาน “Kraam International Symposium 2025” เสวนาวิชาการระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้โครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ผ้าย้อมครามเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล 2568 บนแนวคิด “HANDS ACROSS CULTURE” ก้าวสำคัญในการยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ผ้าย้อมครามไทย” สู่เวทีแฟชั่นระดับโลก ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 19 – 22 พฤศจิกายน 2568 ณ เอ็มทาวเวอร์ เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร ในการแถลงข่าวครั้งนั้น กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันผ้าไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “การจัดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’ ในครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับภูมิปัญญาผ้าไทยตามแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เราตั้งใจสร้างเวทีนี้ให้เป็นจุดเชื่อมโยงมรดกหัตถศิลป์ของไทยเข้ากับบริบทของโลกปัจจุบัน  โดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าครามไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘เมืองครามโลก’ (World Indigo City) ที่ยั่งยืน”

สำหรับงาน Kraam International Symposium 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ผ้าย้อมครามเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ปี 2568 ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก ซึ่งจากเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม กรมการพัฒนาชุมชนยืนยันความพร้อมที่จะกลับมาสานต่อความสำเร็จนี้อีกครั้งในปีหน้า เพื่อเดินหน้าผลักดันภูมิปัญญาผ้าครามและหัตถศิลป์ไทยให้เติบโตเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป โดยตลอดการจัดงานทั้ง 4 วัน มีผู้สนใจเข้าร่วมงานรวมกว่า 1,000 คน นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ผ้าย้อมครามไทย” ก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก

ติดตามภาพบรรยากาศและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  http://www.cdd.go.th Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก 

-(016)

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

กอล์ฟแนวหน้าครั้งที่ 15 แชมป์เก่า Paskani ครองถ้วยเกียรติยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อีกสมัย

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

จบลงไปอย่างชื่นมื่น สำหรับ การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15” ชิงถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และรางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Fight A-C รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีทีมเข้าแข่งขัน 26 ทีม ทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยมี ผรณเดช พูนศิริวงศ์ รองประธาน บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด เป็นประธานจัดการแข่งขัน และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะประเภทต่างๆ ณ สนามกรุงเทพกรีฑา เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568

รางวัลชนะเลิศประเภททีม ได้รับถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ได้แก่ ทีม Paskani (Mojo)

การแข่งขัน กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15 ใช้ระบบการแข่งขัน 36 System ผลปรากฏว่าทีมที่โชว์วงสวิงจนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศประเภททีม ได้รับถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ได้แก่ ทีม Paskani (Mojo), รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Flight A รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ เอกพันธ์ พรหมประพันธ์ จากทีม Paskani (Mojo), รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight A ได้แก่ ประพันธ์ สินธุพันธ์เดชา จากทีม Paskani (Mojo) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight A ได้แก่ วีรวิทย์  วัฒนาสวัสดิ์ ทีม ปตท.

รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคล Flight A รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้แก่ เอกพันธ์ พรหมประพันธ์ จากทีม Paskani (Mojo)

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight B รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ธราพงศ์ รัตนะวิศ ทีม ปตท., รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ สัณหวัจน์ เดชาจุตินันท์ ทีมโปรกร โปรคิด, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ โชคชัย  คุณาวัฒน์ ทีม ธนาคารออมสิน, รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight C รับถ้วยเกียรติยศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แก่ ฉัตรชัย โดมินทร์ ทีม บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ อภิวิชญ์  เฉลยปราชญ์ ทีม อิสเทิร์นโพลีเมอร์กรุ๊ป  และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ ไชยพร เบ็ญมินทร์ ทีม ธนาคารออมสิน

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight B ได้แก่ ธราพงศ์ รัตนะวิศ ทีม ปตท.

ในช่วงค่ำเป็นงานเลี้ยงพร้อมพิธีมอบรางวัล รวมถึงการจับสลากรับรางวัลพิเศษมากมาย อาทิ บัตรกำนัลที่พักสุดหรู กระเป๋ากอล์ฟ และรางวัลใหญ่ Tablet และของที่ระลึกจากผลิตภัณฑ์ลองนา โดยวิสาหกิจแนวหน้าเพื่อสังคม  ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีของรางวัลติดมือกลับบ้าน

ชาวแนวหน้าขอขอบคุณพันธมิตรทุกท่านที่สนับสนุนและเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้แล้วพบกันใหม่ในการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “กอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 15” แล้วพบกันใหม่ในกอล์ฟแนวหน้า ครั้งที่ 26 ประจำปี 2569

รางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคล Flight C ได้แก่ ฉัตรชัย โดมินทร์ ทีม บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น

ผรณเดช พูนศิริวงศ์ ประธานจัดการแข่งขันกล่าวเปิดงานพร้อมขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมการแข่งขันและสนับสนุน กอล์ฟแนวหน้ามาตลอด 15 ปี

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

Donation HUB สภากาชาดไทย ปี’69 พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เชื่อมทุกช่องทางการบริจาคส่งต่อทุกความช่วยเหลือ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.00 น.

Donation HUB สภากาชาดไทย ในฐานะศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากา ชาดไทย เผยถึงความตั้งใจในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริจาคในยุคดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทุน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมการกุศลเพื่อหารายได้ อาทิ งานกาชาดประจำปี งานออกร้านคณะภริยาทูต งานกาชาดคอนเสิร์ต งานวิ่งการกุศล รวมไปถึงกิจกรรมระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย ปี 2569 ตั้งเป้าระ ดมทุน 1,020 ล้านบาท ขับเคลื่อนทุกภารกิจการช่วยเหลือเต็มกำลัง

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “โลกปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งภัยธรรม ชาติที่รุนแรงขึ้น วิกฤตสาธารณสุข ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่มีความซับซ้อน ทำให้ความต้องการการช่วยเหลือจากองค์กรกุศลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 นี้ Donation HUB สภากาชาดไทย มีเป้าหมายในการระดมทุน จำนวน 1,020 ล้านบาท เพื่อเสริมการใช้งบประมาณให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย โดยเป้าหมายในการระดมทุนที่สูง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่มีสูงขึ้น ดังนั้น ในปีหน้านี้ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการดังกล่าว โดยยังยึดวิสัยทัศน์ Smart Fundraising ในการทำงาน มุ่งเน้นที่ความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิ ภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมหารายได้รูปแบบต่าง ๆ การพัฒนาระบบหรือเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ และเพื่อให้เข้าถึงผู้บริจาคได้มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เพื่อรวมพลังความช่วยเหลือ ส่งต่อไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องการอย่างแท้จริง”

จากข้อมูลในปี 2568 พบว่า ยอดเงินบริจาคจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นร้อยละ 7.16 จากปีก่อนหน้า และจำนวนผู้บริจาคเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.25 เมื่อเทียบกับปี 2567 แสดงถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านมูลค่าและฐานของผู้สนับสนุนผ่านช่องทางการบริจาคออนไลน์ของ Donation HUB สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวถึง การพัฒนาก้าวสำคัญของ Donation HUB สภา กาชาดไทย เพื่อตอบรับทั้งพฤติกรรมของผู้บริจาค และตอบสนองต่อความต้องการความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยมีการใช้บริการระบบดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางยอดนิยม และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริจาครุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ในการให้ความช่วยเหลือ Donation HUB สภากาชาดไทย จึงพัฒนาแพลตฟอร์มการบริจาคออนไลน์ http://www.donationhub.or.th โดยผู้บริจาคสามารถเข้าถึงโครงการบริจาคต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย พร้อมทั้งดูรายละเอียดโครงการ และความคืบหน้าของการดำเนินงาน สามารถติดตามและวางแผนการสนับ สนุนโครงการที่ตนสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน DONATIONHUB ส่งต่อทุกการให้ครบจบในแอปเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริจาคสามารถเลือกโครงการที่ต้อง การบริจาค ขอรับใบเสร็จรับเงินบริจาคในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของการเป็นผู้มีอุปการคุณสภากาชาดไทย รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ จากสภากาชาดไทย ปัจจุบันทั้ง 2 ช่องทางได้เปิดให้บริการมากว่า 2 ปีแล้ว นอกจากนี้ ปี 2568 เรายังได้พัฒนา http://www.iredcross.org เป็นแพลตฟอร์มการจัดหารายได้การกุศลทางดิจิทัลของสภากาชาดไทย เพื่อเสริมทัพการระดมทุนออนไลน์ในรูปแบบของแพลตฟอร์ม Donatainment ดูแลทุกการแบ่งปัน เชื่อมต่อผู้บริจาคกับกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย อาทิ งานกาชาดออน ไลน์ การจำหน่ายของที่ระลึก การระดมทุนร่วมกับศิลปินดารา โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคผ่านการเลือกซื้อสินค้าหรือเข้าร่วมกิจ กรรมการกุศลออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรม CSR รูปแบบใหม่ ๆ สำหรับภาคองค์กร โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีความโดดเด่นที่แตกต่าง แต่เสริมกันอย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการระดมทุนอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที”

เบื้องหลังของทุกยอดการบริจาคจากองค์กร หน่วยงาน และผู้มีจิตศรัทธาในปี 2568 คือชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การบริการโลหิต การส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตลอดจนการบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา Donation HUB สภากาชาดไทย ได้นำเงินบริจาคที่ได้รับส่งต่อไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อาทิ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จากการปฏิบัติหน้าที่ การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในช่วงวิกฤติ ตลอดจนการมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ “วิภา – คาจิกิ – บัวลอย” ใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งร่วมมือกับเหล่ากาชาดจังหวัด ในการส่งมอบความช่วยเหลือ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการสนับสนุนภารกิจด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย เป็นต้น

ทุกการบริจาคไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ล้วนมีความหมายและสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งการให้ ผ่าน Donation HUB สภากาชาดไทย ด้วยการร่วมบริจาคออน ไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.donationhub.or.th และ http://www.iredcross.org หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Donation HUB” ได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ ภัยเงียบใกล้ตัว เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน ระยะยาวอาจสะสมเป็นมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

รู้หรือไม่ว่าน้ำใส ๆ ที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ โดยข้อมูลจากกรมอนามัย ปี 2565 ระบุว่า น้ำบริโภคที่สุ่มตรวจทั่วประเทศกว่า 50% พบโคลิฟอร์มแบคทีเรีย และอีกกว่า 30% พบเชื้อ E. coli ซึ่งล้วนเป็นสิ่งปนเปื้อนที่กระทบต่อสุขภาพ สะท้อนถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในแหล่งน้ำที่คนส่วนใหญ่ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นน้ำบ่อ น้ำฝน หรือน้ำประปาบางพื้นที่ ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือกรองอย่างเหมาะสมก่อนนำมาดื่ม ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระ ยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”

อันตรายดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอีแบคที เรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเค มีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ “กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ.สาวินี  อธิบาย

วิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ.สาวินี แนะนำเพิ่มเติมว่า สำหรับน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้วก็ต้องเลือกให้ดีเช่นกัน โดยเช็กดูวันผลิต วันหมดอายุ และเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากรับรองจาก อย. อย่างชัดเจน รวมถึงไม่ควรนำขวดพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง เพราะอาจเสื่อมสภาพและปล่อยสารเคมีออกมาปนเปื้อนในน้ำได้

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสังสัยสามารถของรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0054 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

พญ.สาวินี จิริยะสิน

พญ.สาวินี จิริยะสิน