TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ทั้งปัญหาภัยแล้งจากธรรมชาติ และวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ตามพระราชดำริ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตสำคัญในการปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยอย่างยั่งยืน

นายประจักษ์ และ นางละออ ตั้งคารวคุณ ประธานและรองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ พร้อมด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสมทบทุนการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่นี้ ให้แก่มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวงฯ เป็นประธานในพิธี และมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รับมอบ ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดจากพระราชดำริส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2498 ทำให้ทรงรับทราบถึงความทุกข์ยากของเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ จึงทรงทุ่มเทศึกษา ค้นคว้า และวิจัย จนเกิดเป็นเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝนเทียม โดยเริ่มจากการทดลองจริงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 ณ วนอุทยานเขาใหญ่ ด้วยทฤษฎีต้นกำเนิดจากการโปรยสารดูดซับความชื้น (เกลือทะเล) เพื่อก่อกวนเมฆ และใช้สารเย็นจัดอย่าง “น้ำแข็งแห้ง” (Dry Ice) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลั่นตัวและรวมตัวเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งผลการทดลองในครั้งนั้นนับเป็นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และได้กลายเป็นที่พึ่งสำคัญของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการโรงผลิตสารฝนหลวง จำนวน 8 แห่ง ไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ และพระราชทาน พระบรมราชานุญาตในการดำเนินการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ซึ่งในปัจจุบันดำเนินการสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงผลิตสารฝนหลวง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จ.เพชรบุรี จ.ตาก จ.พิษณุโลก จ.บุรีรัมย์ และ จ.ขอนแก่น สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้จะดำเนินการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

สำหรับโรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่ที่จังหวัดนครสวรรค์นี้ จะทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญและฐานการผลิตหลักในกาปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง และยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ภายใต้พระราชดำริอันทรงคุณค่าสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โรงน้ำแข็งแห้งของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงไม่เป็นเพียงแหล่งผลิตที่สำคัญ แต่คือความหวังในการยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศไทยเพื่อนาคตที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน

TOA ในฐานะองค์กรธุรกิจที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการในพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและความสุขของคนไทยให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 - สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

หลังจากงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok International Book Fair) ครั้งที่ 24 เปิดฉากจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรม “นิทรรศการสัญจรหนังสือจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 10” (Thailand Station) ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักพิมพ์แมงมุม (Mangmoom) และบริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ค จำกัด (Xi Xiamen International Book Company Limited)

โดยปีนี้จัดขึ้นในธีม “อ่านประเทศจีน” (Reading China) เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาและวัฒนธรรมของจีนผ่านหนังสือ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม (Cultural and Creative Products) ที่ถูกคัดสรรมาจัดแสดง กว่า 1,000 รายการ ซึ่งสามารถนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และยิ่งใหญ่ พร้อมยังมีการเจรจาเข้าร่วมจับคู่ทางธุรกิจกับสำนักพิมพ์นานาประเทศ ผ่านพื้นที่จัดนิทรรศการสัญจร ฯ ครั้งนี้ อีกด้วย

ขณะเดียวกันไฮไลต์หลักของปีนี้ ยังถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่  1. โซนหนังสือธีมหลัก (Theme Books) : จัดแสดงผลงานหนังสือ “ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศของ สีจิ้นผิง” (Xi Jinping: The Governance of China) ฉบับหลายภาษา เล่ม 1-5 ซึ่งถือเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญของการเปิดหน้าต่างมุมมองให้ชาวอาเซียนเข้าใจถึงวิสัยทัศน์ และการพัฒนาของประเทศจีนในยุคใหม่ ให้ผู้ที่สนใจด้านการเมือง และการบริหารได้ศึกษาอย่างใกล้ชิด

2. โซนวัฒนธรรมจีน : เน้นหนังสือและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย เช่น วรรณกรรมคลาสสิกโดยสังเขป,การศึกษาเรื่องเล่าพื้นบ้าน,หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า และ เทศกาลชีซี ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับผู้อ่านผ่านภาษาที่เข้าใจ

3. โซนหนังสือร่วมไทยจีน : โชว์ผลงานหนังสือจีนที่แปลเป็นภาษาไทย เช่น บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน,  หมู่บ้านฝน 1-2, อยากเป็นหมอ, วิทยาศาสตร์เบาๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนด้านสิ่งพิมพ์ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งแต่ละผลงานมีแฟนคลับชาวไทยให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม และเพื่อเป็นการต้อนรับนิยายออกใหม่เรื่อง “หมู่บ้านฝน” ในจักรวาลบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน จึงได้เนรมิตตกแต่งพื้นที่ภายในบูธนิทรรศการสัญจร ฯ ส่วนหนึ่งให้กลายเป็นฉากของนิยายออกใหม่เล่มนี้ เพื่อสร้าง Experience ให้กลุ่มแฟนคลับได้มาสัมผัสตัวละครจากหน้ากระดาษที่มีชีวิตอยู่ในหนังสือ และ ร่วมเช็คอิน ถ่ายภาพเก็บเป็นความทรงจำดีๆ กลับไป

ไม่เพียงแค่นี้ ภายหลังจากที่ได้มีการเปิดตัวนิยายออกใหม่เรื่อง “หมู่บ้านฝน” ในจักรวาลบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ไปเมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม ที่ผ่านมา ในงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเหล่านักอ่านทุก Generation อย่างมากมายคับคั่ง

นอกจากนี้แล้วยังมีในส่วนของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ซึ่งปีนี้ได้มีการนำเสนอสินค้ากว่า 500 รายการ ที่ผสมผสานความงามแบบตะวันออกเข้ากับการใช้งานจริง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ลวดลายมงคลจากผ้าปักซ่งจิ่น ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านงานหัตถกรรมทำมือ ที่มีความโดดเด่นด้วยลายผ้าที่มีความหมายมงคล อันเป็นความภาคภูมิใจของจีน ที่ปัจจุบันหาชมได้ยาก

สิงโตลม (Wind Lion God): เทพเจ้าประจำเมืองเกาะเซี่ยเหมิน สัญลักษณ์แห่งความราบรื่น รุ่งเรือง และการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เสมือนมีลมดีช่วยพัดพาเรือสำเภาให้ไปได้ไกล จนกลายเป็นสินค้าฮิตที่ได้รับความนิยมอย่างมากในงานนี้

อีกทั้งยังมี ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ธีมปีมะเมีย เช่น ม้ารับทรัพย์ ซึ่งกำลังที่เป็นนิยมอย่างสูง และของพรีเมียมจาก IP จีนที่โด่งดังในประเทศไทย อาทิ บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน, เทพยุทธ์เซียน Glory, ราชันโลกพิศวง, สวรรค์ประทานพร, สิบวันอวสาน (ที่มีข่าวว่า “เซียวจ้าน” จะมารับบทนำ)

นับว่าเป็นงานนิทรรศการสัญจร ฯ ที่ทุกครั้งเมื่อได้แวะมาเลือกชม เลือกซื้อสินค้า จะพบทั้งสินค้าทางวัฒนธรรมของจีนผ่านหนังสือ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ที่เป็นทั้งงานศิลปะ และของสะสมระดับพรีเมียมไว้ในที่เดียว เพราะว่าการมาออกนิทรรศการสัญจร ฯ ในแต่ละครั้งจะไม่ใช่แค่การมาขายหนังสือ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ให้คนอ่านได้ “สัมผัสหนังสือและสัมผัสวัฒนธรรมจีน” ไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความร่วมมือทางธุรกิจ นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หลังจากได้เข้าเยี่ยมชมบูธ นิทรรศการสัญจร ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล่าวว่า ลิขสิทธิ์หนังสือจากประเทศจีน ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการจัดนิทรรศการสัญจร ฯ ครั้งนี้ ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการเป็นเวทีที่โดดเด่นต่อการส่งเสริมผลักดันให้เกิดการซื้อขายลิขสิทธิ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยและจีน มีสัมพันธ์ภาพกันมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

ทั้งนี้ ภายในงาน ได้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างสำนักพิมพ์ไทย-จีน ชั้นนำกว่า 10 แห่ง อาทิ สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น สำนักพิมพ์เอสเอ็มเอ็ม พลัส สำนักพิมพ์บุ๊กส์เมกเกอร์ สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก สำนักพิมพ์ห้องสมุด สำนักพิมพ์ชี้ดาบ สำนักพิมพ์ Stanger’s Book โดยทางผู้จัดงาน บริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก จำกัด (XIBC) ซึ่งได้เชิญชวนหน่วยงานธุรกิจชาวไทย เดินทางไปร่วมงานเจรจาลิขสิทธิ์ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน ในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย

สำหรับ นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้จัดจำหน่ายหนังสือและวารสารแห่งประเทศจีน คณะกรรมการบริหารเขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยเหมิน ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก จำกัด ส่วนของนิทรรศการในประเทศไทย หลังจากจัดถึงวันที่ 30 มีนาคม เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วัตสัน ขานรับโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าคุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผ่านการเปิดตัวแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม พร้อมประกาศเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขนทัพผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ร่วมลดราคาพิเศษ เพื่อเคียงข้างคนไทยท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวนในทุกสาขาทั่วประเทศ

ภายใต้แคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม วัตสันได้คัดสรรสินค้าคุณภาพยอดนิยมภายใต้ตราสินค้าวัตสัน (Watsons Brand) กว่า 800 รายการ ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่ม House Brand ที่ได้รับความไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัยราคาที่จับต้องได้ และประสิทธิภาพ มาจัดรายการราคาพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยที่ดีได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคา ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย และสินค้าเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ ในช่วงเวลาที่พี่น้องชาวไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านค่าครองชีพ วัตสันยังคงมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นที่พึ่งพาได้เสมอ การเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในครั้งนี้ คืออีกหนึ่งความตั้งใจของเราในการยืนหยัดเคียงข้างลูกค้า เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกชอปสินค้าได้อย่างสบายใจ พร้อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในราคาที่คุ้มค่า ความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของภาครัฐ ที่มุ่งผนึกกำลังกับภาคเอกชนและห้างค้าปลีกชั้นนำ เพื่อกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค”

สามารถเลือกซื้อสินค้าในแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม ที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ได้ตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยสังเกตสัญลักษณ์โครงการได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ PAÑPURI ชวนชมนิทรรศการศิลปะ “The Garden in Motion สวนแห่งการเคลื่อนไหว” ผลงานของ เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอความงดงามของธรรมชาติ ผ่านมุมมองร่วมสมัย


นิทรรศการนี้ชวนสำรวจความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ผ่านเรื่องราวของดอกไม้และทิวทัศน์ที่ไม่มีจุดหยุดนิ่ง เหมือนผิวน้ำที่สั่นไหวตามแรงลม เหมือนแสงที่ไหลผ่านกลีบดอกไม้  เหมือนลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าและดอกไม้ให้เอนลู่ไปตามจังหวะและเหมือนความทรงจำที่ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปไปโดยไม่รู้ตัว


ภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ผสานทั้งภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ผ่านผลงานชุดใหม่ที่ถ่ายทอดบรรยากาศของสวนดอกไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเช่น ดอกมิโมซ่า, ดอกมะลิและดอกบัว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก PAÑPURI เป็นจุดตั้งต้นของการสร้างสรรค์ผลงาน และถูกนำเสนออย่างมีชีวิตชีวา เสมือนพาผู้ชมเดินทางผ่านความทรงจำ ความอ่อนโยน และความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งทุกท่านจะได้ชื่นชมความงามและได้กลิ่นหอมของดอกไม้แต่ละชนิดไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทุกประสาทสัมผัสให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน


เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีลายเซ็นชัดเจนด้านการใช้ วัสดุเหลือใช้เป็นแกนหลักในการสร้างงาน โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการนำเศษผ้ามาดึงให้เป็นเส้นด้าย หลังจากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการเย็บ ปัก ตัด และต่อ รวมถึงการวางโทนสีและรูปทรงจนเกิดเป็นผลงานศิลปะที่มีมิติทั้งเชิงภาพและความรู้สึก ซึ่งนอกจากความงามทางศิลปะ ผลงานของเปรมยังสะท้อนความตระหนักด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมว่า หากเราไม่ร่วมกันดูแลธรรมชาติ ความงดงามเหล่านี้อาจเลือนหายไปในอนาคต 


ขอเชิญร่วมชวนสำรวจธรรมชาติ ที่ซึ่งดอกไม้ กลิ่น แสง และการเคลื่อนไหวหลอมรวมกันเพื่อถ่ายทอดความงามและความทรงจำในรูปแบบที่ครบทุกสัมผัสได้ในนิทรรศการ The Garden in Motion ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 2  – 28 เม.ย. 2569 

“VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์ 

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับ นานาชาติ พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบัน อย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์ ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา ในขณะที่ เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง 

Jahan Loh ศิลปินจากสิงคโปร์

นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์, ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks) จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA)  ศิลปินเกาหลีใต้ ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียม, โยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE)  ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

ธัชชัย ช่างเสนาะ ศิลปินจากประเทศไทย

ศิลปิน FIVE จากประเทศไทย และ Gary Gagliano ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา

เชิญก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการมองเห็นที่ไร้ขอบเขต เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบความหมายใหม่ของศิลปะ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เห็น แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมอง ผ่านผลงานของ 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก ใน “VISION” นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย นานาชาติที่ชวนให้คุณมองลึกไปไกลกว่าสายตา เปิดให้เข้าชมวันนี้ – 28 เม.ย. 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.03 น.

บริษัท เดอะ พาเร้นส์ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ จัดการสอบคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับ “ทุนจุฬาราชมนตรี” ในหลักสูตร Caregiver Plus (นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ) ประจำปี 2569 ท่ามกลางความสนใจจากผู้สมัครทั่วประเทศอย่างคึกคัก

การสอบจัดขึ้นพร้อมกัน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ภาคกลาง ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และศูนย์ภาคใต้ ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา โดยมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 83 คน และผ่านเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ประมาณ 73 คน สะท้อนถึงความต้องการพัฒนาศักยภาพในสายงานบริบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในบรรยากาศที่สง่างาม โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงการแพทย์ การศึกษา และศาสนาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งให้โอวาทและแนวคิดสำคัญแก่ผู้เข้าสอบ

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร The Parents Wellness and Rehabilitation Center กล่าวว่า หลักสูตร Caregiver Plus ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการบูรณาการ “วิชาชีพ – คุณธรรม – ศาสนา” อย่างสมดุล พร้อมชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของวิชาชีพนี้คือ “การให้เกียรติและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ควบคู่กับการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ

ด้าน นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า “การบริบาลไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่” พร้อมย้ำแนวคิดสำคัญว่า “กตัญญูนำทาง วิชาชีพตามมา” โดยมุสลิมควรเริ่มต้นจากการดูแลพ่อแม่และครอบครัว ก่อนต่อยอดสู่การดูแลสังคมในวงกว้าง

ขณะที่ ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ระบุว่า หลักสูตรนี้มีเป้าหมายในการ “สร้างงาน สร้างคน สร้างอาชีพ” เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะรอบด้าน(ทุก มิติ) ทั้งด้านวิชาชีพ คุณธรรม และการพัฒนา ที่ยั่งยืน (SDG ‘s สู่ ESG)

หลักสูตร Caregiver Plus มีระยะเวลาเรียนรวม 420 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎีและปฏิบัติในห้องเรียน 200 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติงานจริง 220 ชั่วโมง ครอบคลุมทักษะการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร อาทิ การดูแลกิจวัตรประจำวัน การพยาบาลเบื้องต้น และการฟื้นฟูสุขภาพ ภายใต้การดูแลของผู้ทรงคุณวุฒิ

จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรคือการเสริมทักษะ “ภาษาและวัฒนธรรมอาหรับ” เพิ่มเติมอีก 60–80 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการต่อยอดสู่อาชีพในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานตะวันออกกลาง

ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ และสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมโอกาสในการทดสอบมาตรฐานแรงงานเพื่อก้าวสู่ตลาดแรงงานระดับโลก (Worldwide)

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าสอบสะท้อนถึงแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง โดยหลายคนต้องการนำความรู้ไปดูแลบุพการีและครอบครัว ขณะเดียวกันก็เห็นโอกาสในการต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โครงการดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคเอกชนและองค์กรศาสนา ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนักบริบาลในสังคมมุสลิมไทย ให้สามารถตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการให้บริการที่สอดคล้องกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม

ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 เมษายน 2569 ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กสำนักจุฬาราชมนตรี และเพจโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการอบรมในลำดับถัดไป

The Parents Wellness and Rehabilitation https://www.facebook.com/theparentswellnessandrevitalizing

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

กาญจนบุรีเตรียมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ กับงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พิเศษ กิจกรรมแพท่องเที่ยวชมแม่น้ำแคว ฟรี! พร้อมจัดเต็มกิจกรรมประกวดทูตวัฒนธรรม ประกวดเครื่องแขวนไทย ไฮไลท์ชมม่านน้ำสุดอลังการ และการแสดงจากศิลปินชื่อดังมากมาย 16 – 18 เมษายน 2569 นี้ ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง จังหวัดกาญจนบุรี

2 เมษายน 2569 จังหวัดกาญจนบุรี นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี และนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี นายนิพนธ์ พรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากาญจนบุรี และนางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี”

นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน โดยมีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณปากแพรก ก่อกำเนิดเป็นแม่น้ำแม่กลอง ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย สายน้ำเหล่านี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงระบบนิเวศและการเกษตร แต่ยังเป็นหัวใจของวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวเรือแพ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้ จุดเด่นหรือหมัดฮุคของกาญจนบุรี คือความหลากหลายที่ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเดียวกันได้อย่างลงตัว โดยมีสายน้ำเป็นแกนหลักในการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของจังหวัด ผ่านการจัดงานในครั้งนี้

ด้าน นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี จะถูกถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมไฮไลท์ คือ การแสดงม่านน้ำ แสง สี เสียงที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม การประกวดทูตวัฒนธรรม เพื่อหาตัวแทนคนรุ่นใหม่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และคุณค่าทางวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี

การประกวดเครื่องแขวนไทย เพื่อสืบสานงานหัตศิลป์ไทยที่สะท้อนความปราณีตและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมความบันเทิงจากทัพศิลปินชื่อดัง อาทิ อี๊ด โปงลาง ลูลู่ ลาล่า วง ROCK BROTHERS ฮาย อาภาพร และแขกรับเชิญพิเศษ เจ้าพ่อรำวงชาวบ้าน อ๊อด โฟเอส และน้องต้นข้าว ศิลปินลูกหลานชาวกาญจนบุรี ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมสร้างสีสันตลอด 3 วันเต็ม

ขณะที่ ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก เผยถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ว่า ทางเทศบาลมุ่งเน้นให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัด โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน มีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตริมแม่น้ำ และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งภายในงานมีการจัดตลาดริมน้ำจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ในระยะยาว พื้นที่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รองรับการจัดงานในอนาคต และเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง

เช่นเดียวกับ นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีและนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่าได้ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีมาตรการจัดการขยะและน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ และรักษาคุณภาพของแม่น้ำซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ ได้จัดให้มีกิจกรรมล่องแพ ชมวิวแม่น้ำแคว พร้อมกิจกรรมนวดฝ่าเท้า โดยมีไกด์นำเที่ยวพิเศษ นิธิ สมุทรโคจร ดารานักแสดงและอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยว

ด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ได้วางแผนบริหารจัดการจราจรอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดพื้นที่จัดงาน รวมถึงการบูรณาการร่วมกับอาสาสมัครและหน่วยงานท้องถิ่นในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในส่วนของความปลอดภัยทางน้ำ มีการกำหนดมาตรฐานเรือและแพ การตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต และการจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของกาญจนบุรี ผ่านมุมมอง “สายน้ำแห่งชีวิต” ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ได้ทาง Facbook Fanpage สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี https://www.facebook.com/profile.php?id=61577478084129

เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน

เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน

เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เดินหน้าต่อยอดเมนู “ข้าวแช่” ซึ่งจำหน่ายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 โดยในปีนี้บริษัทฯ ได้พัฒนาแนวคิดของเมนูให้ก้าวไปอีกขั้น จากเมนูคลายร้อนตามฤดูกาล สู่การเป็นเมนูที่สะท้อนทั้งคุณค่าทางโภชนาการ การสนับสนุนชุมชน และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “เราตั้งใจพัฒนาเมนู “ข้าวแช่” ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยเน้นความสมดุลของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่ไปกับการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและปลอดภัย ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุงอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงการนำเสนอที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมยกระดับให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เมนู ‘ข้าวแช่’ ของ เอส แอนด์ พี โดดเด่นด้วยน้ำลอยดอกมะลิกลิ่นหอมละมุน มอบความสดชื่นในช่วงอากาศร้อน เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิคุณภาพดี เมล็ดนุ่ม ทานแล้วเบาสบายท้อง ส่วนของเครื่องเคียง ได้คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ครบทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ อาทิ หมูฝอยหวานที่ให้โปรตีน พริกหยวกสอดไส้ปูจ๋าจากวัตถุดิบคุณภาพ ไชโป้วหวาน ทำจากหัวไชเท้า มีฤทธิ์เป็นยาเย็น อุดมด้วยไฟเบอร์และวิตามินซี และลูกกะปิทอดซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียม โดยในปีนี้เลือกใช้ กะปิคลองโคน ผลิตจาก เคยตาดำ วัตถุดิบธรรมชาติที่ให้กลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์จากชุมชนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนที่สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน

การเลือกใช้วัตถุดิบจากชุมชนในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับรสชาติของเมนู แต่ยังมีส่วนในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน และส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมผักสดเคียง อาทิ พริกชี้ฟ้า กระชาย และมะม่วงดิบ ที่ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และความสดชื่น เสริมความสมดุลในทุกคำ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาเมนูอร่อย ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ” มณีสุดา กล่าว

นอกจากการพัฒนาเมนูเพื่อสุขภาพแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ Bio-Corn ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม โดยสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งเป็นการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อความยั่งยืน                          

 “ข้าวแช่” เอส แอนด์ พี จึงไม่เพียงเป็นเมนูคลายร้อนตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาอาหารไทยให้ตอบโจทย์อนาคต ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม  วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน เอส แอนด์ พี จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

5 องค์กรพันธมิตร นำโดย PRAKAAN (ปราการ) วัน แบงค็อก ปอร์เช่ ประเทศไทย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” แพลตฟอร์มระยะยาวที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและดื่มด่ำเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวไทย นำร่องจังหวัด “กำแพงเพชร” เมืองแห่งมรดกโลกของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

แพลตฟอร์มดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวระดับพรีเมียมของประเทศไทย และสร้างโอกาสในการเปิดรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ รวมถึงยกระดับมุมมองของนักท่องเที่ยวที่มีต่อจังหวัดเมืองน่าเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปี 2569 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เน้นแนวคิด “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญเชิงคุณค่ามากกว่าปริมาณ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Premium Destination ระดับโลก ผ่านกลยุทธ์ Amazing 5-Economy ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “Sub-culture Economy” เจาะกลุ่ม Niche market และใช้ความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยและไลฟ์สไตล์ของเมืองต่าง ๆ เป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

“Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม การดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย และมอบคุณค่าในการเดินทาง
ผ่านประสบการณ์ที่รังสรรค์อย่างประณีต (Curated Craft Experience) ความเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใคร (Exclusive Encounter) ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย (Timeless Thai Pride) และอัตลักษณ์ความเป็นไทยแท้ (Authentic Thai Essence)

“กำแพงเพชร” เมืองแห่งมรดกโลก ดื่มด่ำความเป็นไทยในมิติใหม่

จังหวัดกำแพงเพชร ถือเป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อุทยานแห่งชาติคลองลาน และยอดเขาโมโกจู ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้นับเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ PRAKAAN (ปราการ) ที่สะท้อนถึง “Provenance” ที่มาของแหล่งน้ำบริสุทธิ์จากผืนป่าตะวันตกซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO และ “Pride” ความภาคภูมิใจในรากฐานและวัฒนธรรมไทย ทำให้เมืองกำแพงเพชรสามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่และกลุ่มที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเมืองที่มีความพร้อมและเต็มไปด้วยเรื่องราวอันเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยว

ต้นแบบแห่งวิถีการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
การเดินทางในแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากความร่วมมือของทั้ง 5 องค์กรพันธมิตร โดยมี วัน แบงค็อก
ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์คไลฟ์สไตล์ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ผ่านการจัดทริปสุดพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับกลุ่มลูกค้าคนสำคัญ ด้วยความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค  สะท้อนวิสัยทัศน์ของ วัน แบงค็อก รีเทล ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่แตกต่างและทรงคุณค่า พร้อมเดินหน้าพัฒนากิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตให้เต็มไปด้วยความประทับใจ ยังได้ร่วมทริปกับคอมมูนิตี้ของปอร์เช่ ซึ่งเป็นแขกคนสำคัญของ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส โดยการเดินทางในเส้นทางระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินสุโขทัย ทั้งเที่ยวบินขาไป-กลับจะได้รับการต้อนรับและการดูแลโดย สายการบินบางกอก แอร์เวย์ ที่มอบความสะดวกสบายขั้นสุดตั้งแต่ก่อนเดินทางด้วยห้องรับรอง Boutique Lounge

หนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดกำแพงเพชรที่กำลังได้รับความสนใจ คือ โรงกลั่นซิงเกิลมอลต์วิสกี้แห่งแรกของประเทศไทย (PRAKAAN Distillery) ภายใต้แบรนด์ PRAKAAN (ปราการ) หนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมบุกเบิกแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวนี้ โดยได้เปิดโรงกลั่นเพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึง “Passion” หรือความมุ่งมั่นของทีมงานผู้สร้างสรรค์การผลิตซิงเกิลมอลต์วิสกี้คุณภาพระดับโลกโดยฝีมือคนไทย ซึ่งนอกจากจะได้รับชมกระบวนการผลิตแล้ว ยังได้เห็นถึงความงดงามของมรดกความเป็นไทย ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

 “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสานเรื่องราวและวัฒนธรรมเชิงคุณค่าให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างมีระดับ พร้อมตอกย้ำศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยชูจังหวัด “กำแพงเพชร” เป็นจุดหมายปลายทางหลัก ในฐานะเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ มอบโล่เชิดชูเกียรติเครือซีพีและทรู

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ มอบโล่เชิดชูเกียรติเครือซีพีและทรู

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ มอบโล่เชิดชูเกียรติเครือซีพีและทรู

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย มอบโล่เชิดชูเกียรติแก่เครือซีพี และทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะองค์กรผู้สนับสนุนโครงการ “Let Them See Love” ต่อเนื่องปีที่ 19

นายเตช บุนนาค เลขาธิการ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “วันศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ประจำปี 2569” พร้อมมอบโล่เกียรติคุณแก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อยกย่ององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมการรณรงค์บริจาคอวัยวะ และดวงตา ผ่านโครงการ “Let Them See Love” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยมี นางรุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารโครงการพิเศษ และผู้ช่วยบริหารงาน รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหารงานประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนรับมอบ ณ อาคารแพทยพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์