คุณแหน : 20 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 20 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 20 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll เมื่อวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ เป็นการกระชับสัมพันธมิตรไมตรีที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ 50 ปี…หนึ่งในสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ของพระบรมราชินี ที่พระสิริโฉมงดงาม และสื่อถึงไมตรีจิตระหว่างสองแผ่นดิน ซึ่งทรงเลือกสวมใส่ระหว่างการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจีน แต่ละชุดออกแบบอย่างประณีต ทั้งในด้านโทนสีถวายการไว้ทุกข์  ความงดงามที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมของไทย และความเคารพต่อวัฒนธรรมของประเทศเจ้าบ้าน ควบคู่กับการสะท้อนเอกลักษณ์ความงามแบบไทยได้อย่างลงตัว..ดีไซน์เนอร์ผู้รังสรรค์ฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมคือ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์  ส่วนชุดฉลองพระองค์ผ้าไหมไทย แบบเก๋ๆ โดยดีไซนเนอร์ชื่อดัง พิสิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์  รวมทั้งสไตลิสต์ผู้รังสรรค์ผลงานถวายโดย นรีรัตน์ เตลาน ..

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในโอกาสเสด็จไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 20 พ.ย.15.00 น..

ll ครบรอบ 45 ห้องเสื้อพิจิตรา โดย  พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ดีไซเนอร์คนเก่งและเจ้าของร้าน   จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่งดวงประทีปส่องสว่างนำทางให้ผ้าไทยกลับมามีชีวิตและเป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเผยแพร่ศิลปหัตถกรรมผ้าไทย พร้อมจัดแฟชั่นโชว์ จาก ระพี สู่ พิจิตรา  ร่วมสืบสานมรดกหัตถศิลป์ และจะได้อัญเชิญฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปจัดแสดงให้ทุกคนได้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 21-29 พ.ย. ที่ชั้น 1 เอ็มไลฟ์สไตล์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

ll พล.ต.ต.พรภัทร์-โสภา สุยะนันทน์  มีความสุขอยู่ที่เขาใหญ่  นอกจากทำหมู่บ้านจัดสรรที่ขายดิบขายดีหมดเกลี้ยงแล้วยังทำ Airbnb ให้เช่าด้วย…

ll ไม่น่าเชื่อว่าอายุครบ 100 ปี จรรย์สมร วัธนเวคิน ยังกระฉับกระเฉง สดใสแข็งแรงยืนตรง สวยงาม ทั้งความจำยังแจ่มใสคุยกับทุกคนที่พบเห็นอย่างสบายๆ  อยากรู้เคล็ดลับกราบเรียนถามได้..

ll อนุโมทนาบุญกับ วสวัฒติ์ วัฒนศิริสมบัติ พร้อมคณะที่ได้จัดทำโครงการสร้างอาคารโรงเรียนปริยัติธรรมวัดสวนดอก จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่  โดยมี ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญเหนือ เป็นประธานอุถัมภ์โครงการ  สำเร็จลุล่วงงดงามตามกุศลเจตนาเรียบร้อยแล้ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187 ค.ศ. 1368-1644) อยุธยาตอนต้น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187  ค.ศ. 1368-1644) อยุธยาตอนต้น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187 ค.ศ. 1368-1644) อยุธยาตอนต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์หมิง (明朝  Ming Dynasty) เป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ครอบครองอำนาจเป็นเวลา 276 ปี และเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชาวจีนฮั่น  ก่อนที่จะถูกพวกแมนจูยึดครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิง สมัยราชวงศ์หมิงตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองถึงพระเจ้าปราสาททอง

การก่อตั้ง ราชวงศ์หมิง ได้รับการก่อตั้งโดยจักรพรรดิหงอู่ (洪武帝Hongwu Emperor)  ซึ่งเกิดในครอบครัวชาวนายากจน และได้ขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อต้านราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล การปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จนำไปสู่การสถาปนาราชธานีที่นานกิง (Nanjing) ใน  พ.ศ. 1911 ราชวงศ์หมิงถือเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีความมั่นคง แต่ก็มีความเป็นเผด็จการสูงที่สุดในประวัติศาสตร์จีน    

มีบันทึกพงศาวดารราชวงศ์หมิงหรือหมิงสื่อลู่ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 1914 ระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 1914  เจา-เอี้ยน-กู๋-ม่าน  (เจ้าอินทรกุมาร หรือเจ้านครอินทร์ ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนครินทราธิราช) จากอาณาจักรเสียนหลอ (กรุงศรีอยุธยา) ได้เสด็จฯไปเมืองจีนพร้อมกับราชทูตจีนชื่อหลี่จงจิ้น และ เมื่อ พ.ศ. 1947 เรือสำเภาจากอยุธยามุ่งหน้าไปเกาะริวกิวของญี่ปุ่น ถูกพายุพัดไปยังเมืองฝูเจี้ยน ของจีน

จักรพรรดิหย่งเล่อ (永樂帝Yongle Emperor) ( พ.ศ.1945-1967) เป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์หมิง มีการย้ายราชธานีจากนานกิงไปยังปักกิ่ง และสร้างพระราชวังต้องห้าม (紫禁城) ที่งดงามและเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจจักรพรรดิจีนจนถึงปัจจุบัน

การเดินทางทะเลของนายพลเจิ้ง เหอ (鄭和Zheng He) ที่เป็นขันทีมุสลิมเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นในรัชสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ   เจิ้ง เหอได้นำกองเรือขนาดใหญ่ออกสำรวจมหาสมุทรถึง 7 ครั้ง ระหว่างพ.ศ. 1943 ถึง 1976(ค.ศ. 1405-1433) ไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ตะวันออกกลาง และชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก  มีคำเล่าลือว่า  เมื่อพ.ศ.1951  เรือในกองเรือของเจิ้งเหอบางลำได้แล่นเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช(เจ้านครอินทร์) แผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอ เรียกชื่อเมืองสงขลาว่า “ ซุ่ง-กู่-หนา”   เรียกปัตตานีว่า “ลังคะสุกะ”  และมีเส้นทางเดินเรือในอ่าวไทยไปถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา

สมัยราชวงศ์หมิง มีการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแกร่งของ กำแพงเมืองจีน ให้มีรูปแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากมองโกลทางเหนือ หนังสือพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์หมิง มีชื่อว่า หมิงสื่อลู่

พ.ศ. 2000  สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา   เอกสารพงศาวดารจีนราชวงศ์หมิง  “หมิงสื่อลู่” บันทึกว่า  ผู้อำนวยการกองจัดการฉางข้าวกรมนา กราบบังคมทูลราชสำนักเกี่ยวกับ “ทูตสยาม” ได้ซื้อบุตรหลานของชาวนาจีนที่ยากจนนำกลับไปเป็นข้าทาสรับใช้ที่เมืองสยาม   อันเป็นเรื่องน่าอับอายเสื่อมเสียเกียรติจีน   จึงกราบบังคมทูลขอให้นำเงินหลวงไปไถ่ตัว เนื้อหาที่บันทึกเอาไว้มีใจความว่า

 “เมื่อวันที่ ๑ เดือน ๖ ปีที่ ๑ แห่งรัชศกเทียนซุ่น [๒๒ มิถุนายน ค.ศ. ๑๔๕๗/พ.ศ. ๒๐๐๐] เฉินเจิ้น ตำแหน่งกงบู้ อุ่ยกวนจูซื่อ [ผู้อำนวยการกองจัดการฉางข้าวกรมนา] กราบบังคมทูลว่า ‘หม่าหวงเป้า ราชทูตจากประเทศสยาม ได้ซื้อบุตรหลานของชาวนาที่ยากจนเนื่องจากนาล่ม ที่มณฑลซานตง เพื่อนำกลับไปเป็นข้ารับใช้ ที่เมืองสยาม นี่ใช่ว่าต่ำช้าแลไม่รู้กฎเกณฑ์เท่านั้น ยังจักทำให้พวกอาณาจักรนั้นหัวเราะเยาะแลดูหมิ่นจีนด้วย จึงขอให้จัดส่งเจ้าพนักงานติดตามไปโดยด่วน เมื่อพบตัวแล้วที่หน่วยราชการที่พบเห็นให้นำเงินหลวงไถ่ตัวเด็กคืน หลังจากนั้นให้ส่งตัวกลับภูมิลำเนาไปอยู่กับครอบครัวเดิม’

พ.ศ. 2135 และ 2140  (ค.ศ. 1592 และ 1597) สมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช  และ ราชวงศ์หมิง เกิดสงครามอิมจิน Imjin War ( 壬辰倭亂 ) ระหว่างจีนญี่ปุ่นครั้งแรก ขณะนั้นญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุ ภายใต้การนำของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ยกทัพ 150,000 คนไปบุก เกาหลี  ซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน โดยยกพลขึ้นบกที่ปูซานแล้วบุกยึดถึงกรุงโซลและเมืองเปียงยาง ในช่วงนั้นอาจมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการส่งกองทัพสยามไปช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น   โดยมีบันทึกในเอกสารจีนว่า “หลังจากที่ญี่ปุ่นเข้าไปตีเกาหลีได้ สยามแอบเสนอจีนอย่างลับๆ ว่าจะส่งกองทัพไปบุกญี่ปุ่นเพื่อเป็นกำลังเสริมให้จีน โดยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมคิดที่จะรับข้อเสนอนี้ไว้ แต่ข้าหลวงใหญ่มณฑลกวางตุ้งกวางสีชื่อเชียวเยี่ยนไม่เห็นด้วย เรื่องเลยตกไป”

มีเอกสารเกาหลีชิ้นหนึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในวันที่ 28 เดือน 9 ปี ค.ศ. 1592 (พ.ศ. 2192 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)…  เสนาบดีกระทรวงกลาโหมของจีน ได้เชิญเจิ้งคุนโช่ว ทูตเกาหลี และ “ล่ามที่ติดตามมากับทูตสยาม” แซ่หลี่ไปกินเลี้ยงที่บ้านของเขาที่ปักกิ่ง ล่ามที่ติดตามมากับทูตสยามได้แอบกระซิบกับล่าม (ซึ่งน่าจะเป็นคนเกาหลี) ว่า   “การที่ท่านเสนาบดีเชิญพวกเรามาอีกครั้ง ก็เพราะต้องการให้สยามส่งทหารไปช่วยจีนตีญี่ปุ่นเป็นแน่    (แต่) สยามเองมีลูกศรก็จริงแต่ยิงคนก็ยังไม่เข้า ดาบฟันก็ไม่ขาด ลูกปืนก็ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วจะไปช่วยได้อย่างไร จะเอาอาวุธเหล่านี้ไปบุกญี่ปุ่นได้อย่างไร ถ้าจะไปประเทศของฉัน (สยาม ) ต้องออกจากกวางตุ้ง ผ่านริวกิว ประเทศฉันอยู่ทางขวา ญี่ปุ่นอยู่ทางซ้าย ระหว่างทางมีโขดหินและคลื่นลมแรง ไปทางเรือไม่ได้ จะต้องไปกวางตุ้งก่อนถึงจะไปถึงญี่ปุ่นได้”

รัชศกวั่นลี่ (ค.ศ. 1573-1620) ราชวงศ์หมิงเริ่มเห็นความสำคัญของสยามมากขึ้น มีการเพิ่มของกำนัลให้ทูตสยามที่มาถวายบรรณาการ รวมทั้งตั้งหน่วยงานแปลพระราชสาส์นของสยาม 

ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม จีนสมัยราชวงศ์หมิงมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมาก การเกษตรพัฒนาขึ้น มีการปลูกพืชใหม่ที่นำมาจากต่างประเทศ  เช่น ข้าวโพด มันเทศ และถั่วลิสง ประชากรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60 ล้านคนในต้นราชวงศ์เป็นกว่า 150 ล้านคนในปลายราชวงศ์

มีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาแบบเซรามิก โดยเฉพาะเครื่องลายคราม และผ้าไหมมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก การค้าขายกับยุโรปเริ่มต้นขึ้นผ่านทางชาวโปรตุเกสและสเปนที่เดินทางมาถึงจีนในศตวรรษที่ 16

ราชวงศ์หมิงได้พัฒนาระบบการสอบจอหงวน เพื่อ เปิดโอกาสให้คนจากทุกชนชั้นสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้หากมีความรู้

ตั้งแต่กลางราชวงศ์หมิง จีนเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย การคอรัปชั่นในระบบราชการทวีความรุนแรงขึ้น ภาษีที่หนักเหินกดดันประชาชน การขาดแคลนที่ดินเนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ชาวมองโกลในภาคเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเนื่อง ส่วนในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ชาวแมนจูในแมนจูเรียได้ กลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขาม

ราชวงศ์หมิงล่มสลายใน พ.ศ. 2187 (สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา)  เมื่อเกิดกบฏภายใน   แล้วชาวแมนจูเข้ามายึดครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิง

โดย  อาทร  จันทวิมล

POP MART ชวนมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปี เนรมิต POP LAND กับการปรากฎตัวครั้งแรกของ ‘MOKOKO’

POP MART  ชวนมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปี  เนรมิต POP LAND กับการปรากฎตัวครั้งแรกของ ‘MOKOKO’

POP MART ชวนมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปี เนรมิต POP LAND กับการปรากฎตัวครั้งแรกของ ‘MOKOKO’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

POP MART THAILAND ภายใต้การบริหารของ POP MART INTERNATIONAL ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย  อาร์ตทอยส์รายใหญ่ระดับโลก นำโดย ศิริพร แผลงจันทึก Country General Manager บริษัท ป๊อป มาร์ท (ประเทศไทย) ร่วมกับ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดโลกแห่งจินตนาการกับอาร์ตทอยส์สุดคิวต์กลางกรุงเทพฯ กับงาน “POP LAND EXCLUSIVE FESTIVE EVENT IN THAILAND” ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสปรากฏการณ์ความน่ารักระดับโลกในดินแดนแห่งความสุขจาก POP LAND ฉลองเทศกาลปลายปี บนพื้นที่รวมกว่า 1,000 ตร.ม. ที่ครอบคลุมสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์

ภายในงานได้รับเกียรติจาก บี้–ธรรศภาคย์ ชี, กุ๊บกิ๊บ–สุมณทิพย์ ชี,น้องเป่าเปา – พอลลีน่า ชี, น้องเป่าเป้ย์ – ลาลิน่า ชี, ไปป์-มนธภูมิ สุมนวรางกูร และนิว – ชยภัค ตันประยูร มาร่วมสร้างสีสันให้กับชาวป๊อป

Outdoor Pop-Up Event ที่ใหญ่ที่สุดของ POP LAND ที่จะเปลี่ยนฤดูกาลแห่งความสุขนี้ให้กลายเป็นโลกแห่งจินตนาการ ท่ามกลางเหล่าคาแรกเตอร์สุดไอคอนิกจาก POP MART ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างหลงรัก แนวคิดของ POP LAND เริ่มต้นจากกรุงปักกิ่งในปี 2023 ด้วยความตั้งใจที่จะบันทึกช่วงเวลาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่งดงาม และพาผู้คนย้อนกลับไปสัมผัสความสุขในวัยเด็กอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย POP LAND ถูกออกแบบให้ถ่ายทอดเสน่ห์ของ POP Culture ผ่านบรรยากาศสุดคิวต์ในทุกมุม พร้อมคาแรกเตอร์สุดพิเศษ “MOKOKO” ที่ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ด้วยคาแรกเตอร์ขนฟูสีชมพูที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุข สื่อถึงความอบอุ่น ความรัก และความบริสุทธิ์ โดยภายในงานจะมี คอลเลกชันลิมิเต็ด ให้แฟน ๆ และนักสะสมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิ MOKOKO Sweetheart Series, Spring Flower Series, Twinkly Fairy Tale Series รวมถึงไอเท็มหายากที่เคยสร้างปรากฏการณ์ SOLD OUT มาแล้ว

ภายในงานแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก โดยเริ่มจาก POP LAND CASCADE อุโมงค์ตกแต่งด้วยเหล่า IPs จาก POP MART ตั้งแต่ชั้น G ของศูนย์การค้าสยามพารากอน สู่พาร์คพารากอน เหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝัน, POP LAND CHRISTMAS TREE ครั้งแรกในประเทศไทยกับต้นคริสต์มาสจาก POP MART ที่ตกแต่งด้วยคาแรกเตอร์ขวัญใจแฟนๆ มากมาย เพื่อเติมเต็มความสุขและความสดใสในช่วงเทศกาลปลายปี, POP LAND CASTLE ปราสาทป๊อปแลนด์ ที่รวบรวม Big Figure คาแรกเตอร์สุดฮิตอย่าง MOLLY, SKULLPANDA, HIRONO และไฮไลต์ อย่าง MOKOKO Big Figure สูงกว่า 5 เมตร ที่รายล้อมด้วยเขาวงกต, POPSICLE ร้านไอศกรีม ที่เสิร์ฟเมนูสุดพิเศษเฉพาะประเทศไทย อาทิ ไอศกรีม TWINKLE TWINKLE TWIN MANGO YUZU (รสมะม่วงยูสุ) ไอศกรีมที่มีความหอมสดชื่นกับกลิ่นอายความเป็นไทย, ไอศกรีม SKULLPANDA รส Double Chocolate และ รส Cheesecake สองรสชาติซิกเนเจอร์สุดเข้มข้นที่สายหวานต้องลอง ปิดท้ายด้วยโซน POP SLIDE: Finding MOKOKO บ่อลูกบอลสีชมพูขนาดใหญ่ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ ที่ให้ทุกคนร่วมค้นหาความลับของ MOKOKO พร้อมมุมถ่ายรูปสุดคิวต์ที่ห้ามพลาด

อีกหนึ่งไฮไลต์กับโครงการ POP DONATION ที่รวมคนป๊อปมาร่วมทำบุญ สร้างอาคารภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ณ จังหวัดลพบุรี ที่ POP MART ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมส่งต่อโอกาสให้ผู้ป่วย บริจาคเงินสมทบทุนสร้างอาคารภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 2 ในจังหวัดลพบุรี เพื่อรองรับกับการขยายศักยภาพงานบริการโลหิตแบบครบวงจรเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในการจัดหาโลหิตที่มีคุณภาพปลอดภัย ส่งต่อไปยังผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที  เพียงร่วมบริจาคผ่านระบบ e-Donation บัญชีสภากาชาดไทย บริจาคขั้นต่ำเพียง 100 บาท สามารถลดหย่อนภาษี ได้ถึง 2 เท่า โดยผู้บริจาคสามารถรับกล่องสุ่มสุดพิเศษจาก POP MART จำนวน 1 กล่อง ต่อการบริจาค (ของมีจำนวนจำกัด และแจกตามลำดับก่อนหลัง)

พบกับความสุขแบบเต็มขั้น POP LAND EXCLUSIVE FESTIVE EVENT IN THAILAND จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 11 มกราคม 2569 ณ พาร์คพารากอน, สยามพารากอน และสยามเซ็นเตอร์ พร้อมกิจกรรมพิเศษตลอดช่วงเทศกาล โดยสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมและสินค้าได้ที่ Facebook: POP MART THAILAND, Instagram, Twitter และ TikTok: popmartth

รังสีวิทยาสมาคมฯ ผนึกกำลัง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงนาม MOU ยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี

รังสีวิทยาสมาคมฯ ผนึกกำลัง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงนาม MOU ยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี

รังสีวิทยาสมาคมฯ ผนึกกำลัง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงนาม MOU ยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด ประกาศลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “Advancing ILD Diagnosis” เพื่อยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยโรคไอแอลดี (ILD) หรือปอดเป็นพังผืดในประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโปรแกรมช่วยรายงานผล HRCT และผลักดันการใช้งานแนวทาง การรายงานผล (HRCT Structured Report Template) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและสร้างมาตรฐานการวินิจฉัย ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ
 
โรคไอแอลดี (iLD) หรือปอดเป็นพังผืด  เป็นโรคหายาก ที่วินิจฉัยได้ยาก เนื่องจากมีอาการคล้ายโรคปอดอื่นๆ หากโรคลุกลามอาจมีความรุนแรงเทียบเท่ามะเร็ง และผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา มักเสียชีวิตภายใน 3-4 ปี การวินิจฉัยที่แม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงมีความสำคัญสูงสุด


 
ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล “HRCT Checklist & Structured Report Program” เพื่อสนับสนุนการทำงานของรังสีแพทย์ในการรายงานผล HRCT และร่วมกันส่งเสริมการนำแนวทาง นี้ไปใช้อย่างแพร่หลายโดยได้รับการรับรองจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย (RCRT)
 
รศ.นพ. วิวัฒนา ถนอมเกียรติ นายกรังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานการวินิจฉัยโรคไอแอลดี ในประเทศไทย เครื่องมือนี้จะช่วยให้รังสีแพทย์มีแนวทาง การรายงานผล HRCT ที่มีโครงสร้างชัดเจน ลดความคลาดเคลื่อน และที่สำคัญคือสนับสนุนการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถ วางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจยิ่งขึ้น”
 
นาย ริคาร์เต้ เซลวานเตส ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราภูมิใจ ที่ได้ร่วมมือกับรังสีวิทยาสมาคมฯ ในการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงาน ของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการวินิจฉัยโรคไอแอลดี ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ การรักษาที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยชาวไทย”


 
ภายในงานยังมีการเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “บทบาทของรังสีแพทย์ในการยกระดับการวินิจฉัย ‘โรคปอดอินเตอร์สติเชียล (ILD)’ ด้วย HRCT Report มาตรฐาน” โดยมี ผศ. นพ. วราวุฒิ สุขเกษม กรรมการราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย, อ. พญ. ชญานิน นิติวรางกูร ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญ. ลัคนา กาญจนกูล Head of Medicine, บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด ร่วมให้ข้อมูลถึงความท้าทายในการวินิจฉัยโรคไอแอลดี และประโยชน์ของโครงการนี้
 
การลงนามในครั้งนี้คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของรังสีแพทย์ในการวินิจฉัย  และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการดูแลผู้ป่วยโรคไอแอลดีหรือปอดเป็นพังผืดในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สคส. เปิดคอร์ส “เรียนฟรี PDPA” ปลดล็อกความรู้ ลดเหลื่อมล้ำ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์

สคส. เปิดคอร์ส “เรียนฟรี PDPA”  ปลดล็อกความรู้ ลดเหลื่อมล้ำ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์

สคส. เปิดคอร์ส “เรียนฟรี PDPA” ปลดล็อกความรู้ ลดเหลื่อมล้ำ รู้เท่าทันภัยไซเบอร์

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จุดเริ่มต้นแห่งการหลอกลวงดังกล่าว มักเริ่มจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะผ่านการแฮ็กบัญชี การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล การโทรหลอกให้กดลิงก์ปลอม และความประมาทจากการไม่ระมัดระวังจนเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก กลายเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นการเสริมองค์ความรู้ด้าน PDPA ให้กับประชาชน จะทำให้ประชาชนทราบถึงสิทธิ และหน้าที่ของตน ตลอดจนเทคนิคพื้นฐานในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล จะเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญ ช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและรับมือกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ และอยู่ในสังคมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้ประชาชนทั่วประเทศ ด้วยการเปิด หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC e-Learning) ให้เรียนฟรีเป็นครั้งแรก ตั้งเป้าสร้างทักษะด้านความปลอดภัยข้อมูลให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. เปิดเผยว่า ความรู้เรื่อง PDPA ไม่ใช่เรื่องขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็น “ทักษะที่ประชาชนทุกคนจำเป็นต้องมี” เพื่อป้องกันตัวเองในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามใหม่ ๆ การเปิดเรียนฟรีครั้งนี้จึงเป็น “ของขวัญปีใหม่” เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้คนไทย รับมือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งการแชร์ข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ การคลิกลิงก์จนตกเป็นเหยื่อ  และการถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

ทุกหลักสูตรฟรี เรียนได้ทุกที่ มีใบรับรอง โดย 2 หลักสูตรสำคัญ เปิดให้เรียนฟรีสำหรับประชาชน และบุคลากรทุกสาขา

1) หลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล–DPO–ผู้ประมวลผล ฯลฯ ระยะเวลาเรียน 3 ชั่วโมง 7 นาที เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถนำไปปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมครบถ้วนทั้งมิติด้านกฎหมายและการปฏิบัติ ได้แก่ ความรู้เบื้องต้นของกฎหมาย PDPA , การเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล, วิธีปฏิบัติตามกฎหมายในองค์กร, สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล, การส่งหรือโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศ, การกำกับดูแลและบังคับใช้ตามกฎหมาย ซึ่งหลักสูตรนี้เหมาะสำหรับภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ ผู้ดูแลระบบ และองค์กรทุกประเภทที่ต้องการยกระดับการปฏิบัติตาม PDPA อย่างเป็นระบบ

2) หลักสูตรด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับประชาชนทั่วไป ใช้เวลาเรียนเพียง 1 ชั่วโมง 34 นาที เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนได้ทราบถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฐานทางกฎหมายในการเก็บ รวบรวมหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล, การปฏิบัติเมื่อมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เหมาะกับประชาชนทั่วไปได้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของ PDPA

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ ย้ำว่า การเปิด PDPC e-Learning ฟรี เป็นแนวทางลดช่องว่างความรู้ด้านดิจิทัลของประชาชนไทย เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนของประเทศ ก็สามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกัน ด้วยอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว ไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

โดยการเปิดเรียนฟรีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานเชิงรุกของ สคส. ที่ต้องการสร้างสังคมตื่นรู้ด้านข้อมูลส่วนบุคคล และป้องกันปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว โรงเรียน จนถึงองค์กรต่าง ๆ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2569 ประชาชนจะต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน PDPA มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ปัจจุบันมียอดผู้เข้าเรียนแล้วกว่า 5,000 คน และจบหลักสูตรกว่า 3,000 คน ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 รับปีใหม่ 2569 นี้ สคส. ขอคืนความสุขให้คนไทยด้วย “ความรู้ที่เท่าเทียม” พลิกความเสี่ยงให้เป็นความปลอดภัย และเสริมภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้คนไทยก้าวสู่ปีใหม่อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และใช้ชีวิตดิจิทัลได้อย่างมีอิสระมากขึ้น พร้อมมุ่งขยายฐานตัวเลขของผู้เข้าเรียนให้ได้มากที่สุด” พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

เรียนง่าย เข้าถึงสะดวก พร้อมรับใบประกาศนียบัตร ทุกคนสามารถเข้าเรียนได้ทันทีที่ www.pdpc.or.th แล้วเลือกเมนู e-Learning

ลงทะเบียนง่าย เรียนจบรับ ใบประกาศนียบัตรดิจิทัล (Certificate) จาก สคส. นำไปใช้ประกอบการสมัครงาน อัปสกิลบุคลากรองค์กร หรือเพิ่มความรู้ส่วนบุคคลได้

เปิดตัวแคมเปญ ‘KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)’ ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

เปิดตัวแคมเปญ 'KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)' ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

เปิดตัวแคมเปญ ‘KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)’ ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี และฮอนด้า ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญ “KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)” ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน และ ส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยตามแนวคิดของไทย “ทำดีได้ดี”

มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation – TMF) และ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd. – Honda) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration – BMA) ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญ “KUB-DEE-DAI-DEE (ขับดีได้ดี)” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสององค์กรในการร่วมกันแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนในประเทศ

 ทั้งนี้ TMF และ Honda ได้ร่วมมือกันภายใต้คณะอนุกรรมการด้านต่างประเทศของกรอบความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม “Tateshina Meeting” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “การสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นศูนย์” ทั้งสององค์กรได้แบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนที่ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาประยุกต์และขยายผลสู่ระดับสากล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการจราจรที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรเตรียมดำเนินแคมเปญในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมความเชื่อของไทย “ทำดีได้ดี (TAM-DEE-DAI-DEE / Good Deeds Bring Good Returns)” เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีและลดอุบัติเหตุทั้งจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมทั้งมีการติดตามและประเมินผลลัพธ์ของแคมเปญ เพื่อพัฒนาแนวทางด้านความปลอดภัยทางถนนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแคมเปญ: https://kubdeedaidee.com

1. ความเป็นมาของโครงการ

ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผลลัพธ์ที่ตามมาของการพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ คือ อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคนรุ่นใหม่

แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการดำเนินกิจกรรมรณรงค์และโครงการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการ พัฒนามาตรการและแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ภายใต้แคมเปญนี้ TMF และ Honda ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ (รถยนต์และรถจักรยานยนต์) จะร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Networking Services – SNS) เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง

โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร (BMA) ผ่านการดำเนินกิจกรรมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแคมเปญ รวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อของกรุงเทพมหานคร โครงการนี้ยังมีแผนที่จะพัฒนากิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่อย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

2. แนวทางและวัตถุประสงค์ของโครงการ

แคมเปญนี้จัดทำขึ้นเพื่อเชื่อมโยง “ทำดีได้ดี” ซึ่งเป็นสุภาษิตไทยที่สืบทอดกันมายาวนานในวิถีชีวิตของคนไทย เข้ากับพฤติกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีแนวคิดในการ “ตีความใหม่” ว่าความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เพียง “หน้าที่” ที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็น “การกระทำที่ดี” ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

TMF และ Honda มุ่งหวังที่จะสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ต่างมีความเอื้อเฟื้อและใส่ใจต่อกัน ภายใต้แนวคิด “ขับดี (KUB-DEE)” แคมเปญได้หยิบยกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การสังเกตและระมัดระวังรถจักรยานยนต์ในขณะขับขี่ การตรวจสอบจุดอับสายตา และการเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย — มานำเสนอเป็นตัวอย่างของ “พฤติกรรมการขับขี่ที่ดี”

แนวทางเหล่านี้ถูกออกแบบบนพื้นฐานข้อมูลเชิงลึกจากรูปแบบอุบัติเหตุและพฤติกรรมการขับขี่ที่พบบ่อยในประเทศไทย เพื่อเน้นย้ำให้ผู้ขับขี่ตระหนักและจดจำว่าพฤติกรรมเหล่านี้คือ “การทำดี” ที่สร้างความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

3. แผนดำเนินการของโครงการ

ในการสร้างสรรค์ภาพหลักของแคมเปญบนเว็บไซต์ TMF และ Honda ได้ร่วมมือกับศิลปินไทยรุ่นใหม่ นายสราวุธ พานนู เพื่อนำเสนอผลงานที่ผสานเอกลักษณ์ของศิลปะไทยแบบดั้งเดิมเข้ากับสไตล์ร่วมสมัยอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารแนวคิด “ทำดีได้ดี” ในมิติใหม่ ที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น และสะท้อนแนวคิดของแคมเปญในรูปแบบที่ทั้งทันสมัยและคงไว้ซึ่งรากฐานของวัฒนธรรมไทย

นอกจากนี้ ภายในเว็บไซต์แคมเปญยังได้เพิ่มฟีเจอร์เชิงอินเทอร์แอ็กทีฟ “KUB-DEE-DAI-DEE Generator” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ใช้งานสามารถเลือกพฤติกรรมการขับขี่ที่ต้องการตระหนักรู้มากขึ้น จากหมวด “KUB-DEE (ขับดี)” ที่แนะนำไว้ในเว็บไซต์ และสามารถสร้างวอลล์เปเปอร์หรือวิดีโอสั้นในสไตล์ของตนเอง เพื่อแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้โดยตรง

กลไกนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้ใช้ได้รับความรู้ด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ “ประกาศเจตนารมณ์แห่งการขับดี” ต่อสังคมรอบข้าง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

4. ทิศทางต่อไปของโครงการ (Future Developments)

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นไป แคมเปญ “ทำดีได้ดี ขับดีได้ดี” จะเริ่มเผยแพร่ทั้งในรูปแบบ ออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย สื่อโฆษณากลางแจ้ง เว็บไซต์แคมเปญพิเศษ รวมถึง สื่อในเครือของกรุงเทพมหานคร (BMA) เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง และส่งต่อแนวคิด “ขับดีได้ดี” เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีในสังคมไทย

จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการดำเนินแคมเปญ “ทำดีได้ดี ขับดีได้ดี” ในระยะแรก ทำให้มีแผนที่จะขยายผลต่อเนื่องในปี 2026 โดยร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) และ มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย เพื่อส่งต่อแนวคิดและสารรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนไปสู่ประชาชนในวงกว้างยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แทนของแต่ละองค์กรร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่า “กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนมาโดยตลอด การเปิดตัวแคมเปญ ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ โดย TMF และ Honda ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมการขับขี่อย่างมีน้ำใจและปลอดภัย ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง กรุงเทพมหานครพร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าพัฒนาระบบถนนให้ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อทุกคนต่อไป”

มร. ซูซูมุ มัตสึดะ (Susumu Matsuda), รองประธานกรรมการ มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (Toyota Mobility Foundation) กล่าวว่า “ในที่ประชุม Tateshina Meeting เราให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า ‘ความปลอดภัยทางถนนเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกันสร้างได้’ เราเชื่อว่าการที่แต่ละคนได้คิดว่า ‘ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง’ และลงมือปฏิบัติจริง คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิด ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ จะได้รับการยอมรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวไทย และช่วยส่งต่อจิตสำนึกแห่งความเอื้อเฟื้อและความปลอดภัยให้แผ่ขยายระหว่างผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์”

ด้าน มร. ฮิเดอากิ ทาคาอิชิ (Hideaki Takaishi), ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TMF ในการเปิดตัวแคมเปญ ‘ขับดีได้ดี (KUB-DEE-DAI-DEE)’ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนที่เป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย การส่งเสริมให้เกิดการขับขี่อย่างมีน้ำใจ ทั้งในมุมมองของผู้ใช้รถยนต์และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ จะช่วยมอบทั้ง ‘ความปลอดภัยและความสุข’ ให้กับทุกคน และร่วมกันก้าวไปสู่สังคมที่ปลอดอุบัติเหตุอย่างแท้จริง”

-(016)

องคมนตรี เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส จากอธิการบดี มจพ.

องคมนตรี เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส จากอธิการบดี มจพ.

องคมนตรี เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส จากอธิการบดี มจพ.

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.59 น.

19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร รองศาสตราจารย์ ดร.สมนึก วิสุทธิแพทย์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานบริการวิชาการและอุตสาหกรรมสัมพันธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและกิจการพิเศษ ดร.จินตนา ถ้ำแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมและเทคนิคศึกษา มจพ. และคณะให้การต้อนรับ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี และกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เป็นประธานในพิธีรับมอบสื่อการเรียนการสอนแก่มูลนิธิพระดาบส เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศล ประจำปีงบประมาณ 2568 จากศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้กับโรงเรียนพระดาบส เพื่อใช้ในการฝึกอบรมแก่ศิษย์พระดาบส โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มจพ. กล่าวรายงานความเป็นมาและผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ.

มูลนิธิพระดาบส และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและสื่อการเรียนการสอน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 มีระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันลงนามบันทึกความเข้าใจ ปีงบประมาณ 2566-2570 ซึ่งสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกับคณะผู้บริหาร และครูโรงเรียนพระดาบส ได้ดำเนินการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนในแต่ละปีงบประมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือบุคคลที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา มีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอ ขาดแคลนทุนทรัพย์ มีความตั้งใจศึกษาหาความรู้เป็นวิชาชีพ   เพื่อนำความรู้ ความสามารถไปประกอบอาชีพได้ และยังเป็นการช่วยเหลือด้านการพัฒนาบุคลากร       พัฒนาสื่อการเรียนการสอน การวิจัย สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน และสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอน โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่มูลนิธิพระดาบส มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 24 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  มูลนิธิพระดาบสได้รับความร่วมมือและพัฒนาการจัดทำสื่อการเรียนการสอน การวิจัย และมีการส่งมอบอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนามาตรฐานหลักสูตรของโรงเรียนพระดาบส และส่งเสริมการสร้างคนดีให้มีความพร้อมในการประกอบสัมมาชีพและดำรงตนเป็นคนดีของสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่พร้อมให้บริการเพื่อสังคม และประสานผลประโยชน์ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings : Sustainability 2026

จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings : Sustainability 2026

จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings : Sustainability 2026

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings : Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนให้อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน อันดับ 1 ของประเทศไทย เช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ 15 ของเอ เชียและอันดับ 165 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568  

QS World University Rankings: Sustainability 2026 พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริ หารจัดการ (Governance)

ทั้งนี้ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของจุฬาฯ เช่น

            – ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม : อันดับ 81 ของโลก

            – การแลกเปลี่ยนความรู้ : อันดับ 138 ของโลก

            – ความเท่าเทียม : อันดับ 175 ของโลก

            – ความสามารถในการจ้างงานและโอกาส : อันดับ 179 ของโลก

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์หยวน (元朝 Yuan Dynasty พ.ศ. 1814-1911 ค.ศ. 1271-1368) เป็นราชวงศ์ที่มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษในประวัติศาสตร์จีน เนื่องจากเป็นราชวงศ์แรกที่ก่อตั้งและปกครองโดยชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่น ภายใต้การนำของจักรพรรดิคุบไลข่าน ผู้เป็นหลานชายของเจงกิสข่าน จักรวรรดิมองโกลได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่ง แล้วขยายอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนทั้งหมด

การรุกรานของมองโกล มองโกลเป็นชนเผ่าจากมองโกเลีย ทางภาคเหนือของประเทศจีน มีความสามารถในการรบบนหลังม้าในพื้นที่ทุรกันดาร การรุกรานจีนของมองโกลเริ่มต้นในสมัยเจงกิสข่าน แต่การพิชิตจีนใต้สำเร็จในสมัยคุบไลข่าน คุบไลข่านได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิจีน และประกาศตั้งราชวงศ์หยวนในปี พ.ศ.1822 โดยชื่อ “หยวน” (元) หมายถึง “จุดเริ่มต้น” หรือ “ต้นกำเนิด”

การพิชิตราชวงศ์ซ่ง การต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดคือการพิชิตราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งใช้เวลานานถึง 45 ปี มองโกลได้ใช้เทคโนโลยีการทำสงครามที่ล้ำสมัย รวมถึงการใช้ปืนใหญ่และกองเรือขนาดใหญ่ การล่มสลายของราชวงศ์ซ่ง  ทำให้จีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

คุบไลข่านได้ดำเนินการปฏิรูปการปกครองหลายประการ รวมถึงการจัดตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ปักกิ่ง (ขณะนั้นเรียกว่าต้าตู) และการสร้างระบบราชการที่ผสมผสานระหว่างแบบมองโกลและจีน

ราชวงศ์หยวนเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ เส้นทางสายไหมมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก มาร์โค โปโลนักเดินทางชาวอิตาลีได้เดินทางมายังจีนในสมัยนี้และได้รับการต้อนรับจากคุบไลข่าน

การพัฒนาเทคโนโลยี  เทคโนโลยีการพิมพ์ได้รับการพัฒนาและแพร่หลาย สร้างหอดูดาวและการพัฒนาปฏิทิน แลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก

ราชวงศ์หยวนเป็นราชวงศ์แรกที่ใช้ธนบัตรกระดาษเป็นเงินตราหลัก โดยมีการควบคุมจากส่วนกลาง ระบบนี้ช่วยให้การค้าขายสะดวกขึ้น แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในภายหลัง

สมัยราชวงศ์หยวนเป็นยุคของการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างมากมาย วัฒนธรรมมองโกล เปอร์เซีย อาหรับ และจีนได้หลอมรวมกัน เซรามิกสีน้ำเงินขาวได้รับการพัฒนาในสมัยนี้

ปัญหาและความท้าทาย เงินเฟ้อจากการพิมพ์ธนบัตรมากเกินไป การทุจริตในราชการ ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้น การจลาจลของเกษตรกร ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การล่มสลาย

1. ปัญหาเศรษฐกิจ – เงินเฟ้อและความยากจนของประชาชน

2. ความไม่พอใจของชาวจีน – การถูกปฏิบัติเป็นพลเมืองชั้นสอง

3. ความแตกแยกภายใน – การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์

4. ภัยธรรมชาติ – น้ำท่วมและความแห้งแล้งที่รุนแรง

การปฏิวัติและการสิ้นสุด

การจลาจลที่นำโดยจู หยวนจาง (Zhu Yuanzhang) ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง ได้รวบรวมกำลังต่อต้านการปกครองของมองโกล การสู้รบที่ยาวนานสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1911 เมื่อกองทัพหมิงยึดปักกิ่งได้สำเร็จ

บทเรียนสำคัญ การปกครองของมองโกลในจีนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวทางวัฒนธรรมและความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการปฏิรูป แม้ว่าราชวงศ์หยวนจะมีอายุสั้นเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ แต่อิทธิพลของพวกเขายังคงส่งผลต่อการพัฒนาของจีนในศตวรรษต่อมา

โดย  อาทร  จันทวิมล

‘ชายสี่’ ผนึกกำลัง ‘กะเพราขุนช้าง’ เปิด ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ ก้าวสู่ผู้นำสตรีทฟู้ดเมืองไทย

‘ชายสี่’ ผนึกกำลัง ‘กะเพราขุนช้าง’ เปิด ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ ก้าวสู่ผู้นำสตรีทฟู้ดเมืองไทย

‘ชายสี่’ ผนึกกำลัง ‘กะเพราขุนช้าง’ เปิด ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ ก้าวสู่ผู้นำสตรีทฟู้ดเมืองไทย

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารสตรีทฟู้ดของไทย เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในวงการธุรกิจอาหาร ด้วยการจับมือกับแบรนด์ดัง “กะเพราขุนช้าง” ร้านข้าวกะเพรารสชาติโบราณที่กำลังมาแรงเซ็นสัญญาร่วมถือหุ้นและก่อตั้ง บริษัท สี่ช้างเน็ตเวิร์ค จำกัด เพื่อผนึกกำลังขยายธุรกิจและต่อยอดความแข็งแกร่งของทั้งสองแบรนด์ ภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารไทย พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์องค์กร “ครัวของทุกบ้าน อาหารของทุกคน หนึ่งในใจทุกเวลา”

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ “ชายสี่” ในการขยายพอร์ตธุรกิจให้ครอบคลุมกลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทย โดยเลือกจับมือกับ “กะเพราขุนช้าง” ซึ่งมีจุดแข็งด้านเมนูข้าวกะเพรารสชาติดั้งเดิม หอมกลิ่นกะเพราและกลิ่นคั่วกระทะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้น้ำซอสสูตรสมุนไพรลับกว่า 50 ปี ที่ให้รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนใคร เมนูขายดีครองใจลูกค้า อาทิ กะเพราหมูกรอบ, กะเพราเนื้อสับ, เมนูเนื้อตุ๋น และ “ไข่ปี้” ไข่ข้นเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเนยอ่อน ๆ ที่เข้ากันได้ดีกับทุกเมนูจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน

การก่อตั้ง บริษัท สี่ช้างเน็ตเวิร์ค จำกัด มีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับโมเดลแฟรนไชส์ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจะนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการ การตลาด และระบบแฟรนไชส์มาตรฐานของชายสี่ มาผสมผสานกับสูตรลับความอร่อยและเอกลักษณ์ของกะเพราขุนช้าง เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

พันธ์รบ กำลา ประธานคณะกรรมการบริษัท ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของชายสี่ในการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่แข็งแกร่งและหลากหลายยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นว่าการรวมพลังกับแบรนด์กะเพราขุนช้าง ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางรสชาติและความนิยมในตลาด จะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้เพื่อเดินหน้าตอกย้ำการเป็นผู้นำสตรีทฟู้ดแห่งประเทศไทยตามพันธกิจของเรา ‘Street Food for All’”

ณัฏฐ์ กีรติเก้าทรัพย์ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สี่ช้างเน็ตเวิร์ค เสริมว่า “สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การขยายจำนวนสาขา แต่คือการสร้างรูปแบบธุรกิจแห่งความสำเร็จที่ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้ระบบแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม เราจะนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มาพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ทั้งในรสชาติ ประสบการณ์ลูกค้า และการบริหารธุรกิจ เพื่อให้ ‘สี่ช้างเน็ตเวิร์ค’ เป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จของคนไทยในวงการอาหารแฟรนไชส์”

“ชายสี่” ยังคงเดินหน้าพันธกิจ “Street Food for All” มุ่งมั่นเป็นผู้นำที่ทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดี รสชาติโดนใจ ในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและนักลงทุนที่สนใจ เข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตไปด้วยกันในระบบแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพสูง

การจับมือกันของ “ชายสี่” และ “กะเพราขุนช้าง” ภายใต้ชื่อ “สี่ช้างเน็ตเวิร์ค” จึงไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือของสองแบรนด์สตรีทฟู้ดชั้นนำ ที่พร้อมสร้างความยิ่งใหญ่ในวงการอาหารไทย พร้อมมอบความอร่อยแบบต้นตำรับให้ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ