เด็กไทยก้าวสู่เวทีโลก คว้าชัย 39 รางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ครั้งที่ 15

เด็กไทยก้าวสู่เวทีโลก คว้าชัย 39 รางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS  ครั้งที่ 15

เด็กไทยก้าวสู่เวทีโลก คว้าชัย 39 รางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ครั้งที่ 15

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

กองทัพเด็กไทยสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในเวทีโลก ด้วยการกวาดรางวัลรวมถึง 39 รางวัล จากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการด้านความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ ASMOPSS (Asian Science & Mathematics Olympiads for Primary and Secondary School) ครั้งที่ 15 ณ เมือง Bojonegoro เกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11– 15 พฤศจิกายน 2568

พรพัชร แผลงเดช  ประธานบริหารโครงการ ASMOPSS THAILAND  กล่าวว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของประ เทศไทย โดยทีมผู้แทนนักเรียนไทยที่ผ่านการคัดเลือกเพียง 32 คน สามารถคว้าเหรียญรางวัลและถ้วยรางวัลกลับมาได้ ครบทุกคน ทั้งในระ ดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีม พร้อมเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลมากที่สุดและเป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ได้รับรางวัลครบทุกคน”

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ นักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกด้วยมาตรฐานระดับนานาชาติถึง 2 รอบ โดยรอบแรก คือ รอบประ เทศ มีนักเรียนเข้าร่วมสอบ 89,000 คน และรอบสอง คือ รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศ ซึ่งคัดเลือกจากนักเรียนที่ได้หรียญรางวัลรอบแรกจากนักเรียนทั่วประเทศ และผ่านการคัดเลือกเพื่อร่วมสอบรอบนานาชาติทั้งหมด 32 คน ได้รับรางวัลกลับมาให้ชาวไทยได้ชื่นชม ประเภทบุคคลจำนวน 31 รางวัล ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา(3 เหรียญทอง, 2 เหรียญเงิน, 3 เหรียญทองแดง) ระดับมัธยมศึกษา ( 2 เหรียญทอง, 5 เหรียญเงิน , 1 เหรียญทองแดง)  และวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา ( 2 เหรียญทอง, 4 เหรียญเงิน , 1 เหรียญทองแดง) ระดับมัธยมศึกษา ( 2 เหรียญทอง, 5 เหรียญเงิน , 1 เหรียญทองแดง) รางวัลประเภททีมจำนวน 8 รางวัล แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา (รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 1 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับสอง 2 รางวัล) ระดับมัธยมศึกษา (รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 2 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับสอง 1 รางวัล)

ธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ASMOPSS เปิดเผยถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่นำไปสู่รางวัลใหญ่ในปีนี้ว่า มาจากกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นโดยมีนักเรียนเข้าร่วมสอบในรอบแรก (รอบประเทศ) มากกว่า 89,000 คน และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ “สิ่งแรกคือพื้นฐานการเรียนของเด็ก ความร่วมมือด้านการศึกษาของโรงเรียนนอกระบบและในระบบ สิ่งที่สองคือการสนับสนุนสำคัญจากสถาบันครอบครัว สำหรับความสำเร็จจากการแข่งขันประเภททีม เราใช้กระบวนการโค้ชโดยโค้ชมืออาชีพ และจัดทีมให้เด็กที่มีศักยภาพแตกต่างกันอยู่ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างให้ทีมมีความแข็งแกร่งและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเสียงตอบรับจากผู้ปกครองและเด็กๆเองต่างประหลาดใจและประทับใจที่ต่างคนต่างที่มาไม่ได้รู้จักกันแต่ด้วยกระบวนการของโครงการASMOPSS THAILAND ทำให้ทุกคนนำศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ร่วมกันในช่วงเวลาการเตรียมตัวช่วงสั้นๆได้อย่างลงตัวและประ สบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม”

อ.มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง CEO บริษัท Talent detective , ที่ปรึกษาโครงการ ASMOPSS และเลขาธิการสมาคม APANE กล่าวเสริมว่า การพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยต้องมาจาก “ความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนในระบบ โรงเรียนนอกระบบ ที่ร่วมสนับ สนุนบุคลากรและสถา บันครอบครัว ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เด็กทำความฝันด้านการศึกษาให้เป็นจริงและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีนี้นอก จากความสำเร็จด้านวิชาการแล้ว ทัพนักเรียนไทยยังได้ร่วมแสดงวัฒนธรรมไทยและประเพณีไทย เพื่อเผยแพร่ความเป็นไทยสู่สายตานานา ชาติอีกด้วย”

โครงการ ASMOPSS ซึ่งจัดโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทางวิชาการ 10 ประเทศ ในเอเชียและตะวันออกกลาง โดยเน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน ในปี 2026 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่ง ขัน ASMOPSS ครั้งที่ 16 อย่างเป็นทางการ

ASMOPSS THAILAND ดำเนินการโดย บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันและคัดเลือกผู้แทนประ เทศไทย โดยการคัดเลือกจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครรอบประเทศได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: ASMOPSS THAILAND  Line Official: @asmopss.thailand เว็บไซต์: https://asmopssthailand.com

ไทยกรุ๊ปฯ เปิดตัวหลักสูตรระดับผู้นำ L2L ปั้นผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต

ไทยกรุ๊ปฯ เปิดตัวหลักสูตรระดับผู้นำ L2L ปั้นผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต

ไทยกรุ๊ปฯ เปิดตัวหลักสูตรระดับผู้นำ L2L ปั้นผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เปิดตัวหลักสูตร Legacy to Legend (L2L) อย่างเป็นทางการ หลักสูตรระดับผู้นำที่ถูกออกแบบเพื่อเสริมทักษะการบริหารธุรกิจครอบครัวยุคใหม่ด้วย 4 โมดูลเข้มข้น พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ เพื่อส่งต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวไทยแบบไร้รอยต่อ  หลักสูตรจัดขึ้นระหว่าง 18 พฤศจิกายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวม 17 สัปดาห์

ธุรกิจครอบครัวกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนใหญ่ – ไทยกรุ๊ปฯ ประกาศเป็นผู้นำในการสร้างผู้นำรุ่นต่อไป

ในโลกการค้าและเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความพลิกผัน (Disruption) ความท้าทายสำคัญที่สุดของ Family Business คือการส่งต่อกิจการให้ “ราบรื่น” เพื่อความสำเร็จที่ “ยั่งยืน”

งานวิจัยจากธนาคารระดับโลกระบุว่า ในปี 2025  78% ของเจ้าของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกต้องการส่งต่อกิจการให้รุ่นถัดไป แต่ 52% ยังไม่มีแผนสืบทอดธุรกิจที่เป็นระบบ โดยเฉพาะในเอเชียที่มีรูปแบบการบริหารและโครงสร้างครอบครัวซับซ้อนเป็นพิเศษ

นี่จึงเป็นที่มาที่ บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานหลักสูตร L2L ประกาศเดินหน้าปฏิวัติองค์ความรู้ด้านการสืบทอดธุรกิจ ด้วยการพัฒนา Legacy to Legend : A Family Business Enterprise Leadership & Succession Program หลักสูตรระดับผู้บริหารที่มุ่งสร้าง A Living Legacy ให้กับทายาทธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ได้เพียงพัฒนาหลักสูตร แต่กำลังสร้าง ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ ที่จะสามารถนำพาองค์กรครอบครัวให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายในอนาคต” นายโชติพัฒน์ กล่าว

Legacy to Legend (L2L): หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อทายาทธุรกิจไทยโดยเฉพาะ

L2L เป็นหลักสูตร Co-Curricular Program เชิงลึกที่ช่วยให้ทายาทธุรกิจได้เรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการลงมือทำจริง ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจครอบครัว ได้แก่ การวางแผนส่งต่อสินทรัพย์และอำนาจ ความเสี่ยงและการบริหารความมั่งคั่ง การวางแผนภาษีและมรดก การสื่อสารในครอบครัว และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจนเนอเรชัน พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวให้เติบโตยั่งยืนในระยะยาว ด้วย 4 โมดูลเข้มข้น ออกแบบเพื่อสร้างผู้นำธุรกิจครอบครัวยุคใหม่

Module 1: The Most Sustainable Framework for Family Business สร้างรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

Module 2: Strategic Innovation for Future Family Enterprise พัฒนากลยุทธ์และนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก

Module 3: Growing as Family Enterprise Leader ยกระดับทักษะภาวะผู้นำสำหรับทายาทรุ่นใหม่ ให้พร้อมรับไม้ต่ออย่างมั่นใจ

Module 4: Leadership Transition and Legal Principles เรียนรู้โครงสร้าง Wealth Planning ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกฎหมายและภาษีที่จำเป็นสำหรับธุรกิจครอบครัว

วิทยากรระดับตำนาน – ผู้นำตัวจริงที่ร่วมสร้าง A Living Legacy

เนื้อหาในหลักสูตรถ่ายทอดโดยวิทยากรระดับแนวหน้าผู้มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจครอบครัวจากหลากหลายอุตสาหกรรม ที่มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างด้านการบริหารธุรกิจครอบครัวอย่างเป็นระบบ

คอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งที่สุดของทายาทธุรกิจไทย

รุ่นแรกของหลักสูตร L2L มีทายาทธุรกิจครอบครัวจาก 68 ครอบครัว ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรม ซึ่งจะร่วมเดินทางเรียนรู้ตลอด 5 เดือน โดยมีคลาสเรียน ทุกวันอังคาร เวลา 14.00–18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“L2L คือพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ”

นายโชติพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรนี้ไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่เป็นคอมมูนิตี้ทรงพลังของเจ้าของกิจการและทายาทธุรกิจไทย ที่พร้อมสนับสนุนกัน สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย และยกระดับมาตรฐานธุรกิจครอบครัวในระยะยาว ไทยกรุ๊ปฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจประกันและการเงินในเครือทีซีซี จะอยู่เคียงข้างทุกครอบครัวในเส้นทางการส่งต่อมรดกสู่ตำนานที่มีชีวิต (A Living Legend)

Legacy to Legend (L2L): สร้างผู้นำ สร้างความยั่งยืน สร้างอนาคตไทยไปด้วยกัน

ภายใต้โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน L2L คือหลักสูตรที่ตั้งใจสร้าง “ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ” ที่ไม่เพียงบริหารธุรกิจได้อย่างมั่นคง แต่ยังสามารถสานต่ออาณาจักรครอบครัวอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างเครือข่ายแห่งมิตรภาพ ความร่วมมือ และพลังแห่งการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

-(016)

มูลนิธิอากอนชู สนับสนุนทุนการศึกษา นักศึกษาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-ลำปาง

มูลนิธิอากอนชู สนับสนุนทุนการศึกษา  นักศึกษาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-ลำปาง

มูลนิธิอากอนชู สนับสนุนทุนการศึกษา นักศึกษาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-ลำปาง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

มูลนิธิอากอนชู นำโดย Ms. Kazuko Maki พร้อมด้วย Mr. Shimabukuro Masaru ผู้แทนมูลนิธิอากอนชู จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้กับนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิบการบดี มธ, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อดีตนายกสมาคมวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ ผู้ประสานงานมูลนิธิฯ ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง ผู้ประสานงานมูลนิธิอากอนชู รศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ คณะผู้บริหารคณาจารย์ ร่วมงาน ในปีนี้มีนักศึกษาได้รับทุนทั้งสิ้น 20 ทุน รวมเป็นเงินกว่า 500,000 บาท ณ โรงภาพยนตร์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568

จากนั้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เป็นการมอบทุนให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยมี รศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา ให้การต้อนรับ  ในปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาจาก มธ.ศูนย์ลำปาง ได้รับทุนจำนวน 30 ทุน ทุนละ 20,000 บาท จำนวนรวม 600,000 บาท โดยคัดเลือกจากนักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนที่ดี และเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

การสนับสนุนทุนการศึกษาจากมูลนิธิอากอนชูในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญที่สะท้อนถึงความสัม พันธ์อันดีและความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างโอกาสทางการศึกษา และเสริมพลังให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และศูนย์ลำปางเติบโตเป็นบัณฑิตที่พร้อมสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่สังคมต่อไป

Ms.Kazuko Maki, Mr.Shimabukuro Masaru,ผาณิต พูนศิริวงศ์,ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง,รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส และ ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ พร้อมด้วยนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. รังสิต ที่ได้รับทุนมูลนิธิอากอนชู ประจำปี 2568


ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิบการบดี มธ. กล่าวเปิดในพิธีมอบทุน ณ โรงภาพยนตร์คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. รังสิต


Ms.Kazuko Maki ผู้แทนมูลนิธิอากอนชู กล่าวถึงความเป็นมาของมูลนิธิและการมอบทุน


ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง ผู้ประสานงานมูลนิธิ, รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อดีตนายกสมาคมวารสารศาสตร์ฯ มธ. ผู้ประสานงานมูลนิธิฯ, ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิบการบดี มธ., Ms. Kazuko Maki, Mr.Shimabukuro Masaru, ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ และ ดร.อาทิมา ขำเปลี่ยน


Ms.Kazuko Maki มอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. รังสิต


ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารฯ มธ. รังสิต มอบของที่ระลึกแก่ Ms.Kazuko Maki


ผศ.ทิฐิรัฐ รุ้งแก้ว, รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดี คณะนิติศาสตร์, ผศ.ดร.เดือนเพ็ญ ศิริเถียร, ผศ.ดร.กฤตคม ศรีจิรานนท์ ผช.คณบดีฝ่ายบริหารฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ผช.อธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง, Mr.Shimabukuro Masaru, ผาณิต พูนศิริวงศ์, Ms. Kazuko Maki, รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส, ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง, รศ.ดร.สุขุมา อรุณจิต, ผศ.ชวนนท์ กาญจนสุวรรณ และ  Mr.Uygar Kanmaz


Mr.Shimabukuro Masaru ผู้แทนมูลนิธิอากอนชู ยินดีกับ นศ.ศูนย์ลำปางที่ได้รับทุน


รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา กล่าวต้อนรับ


ผู้ใหญ่ใจดีจากมูลนิธิอากอนชู คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และ นศ.มธ.ศูนย์ลำปางที่ได้รับทุน


Ms.Kazuko Maki, Mr.Shimabukuro Masaru, ผาณิต พูนศิริวงศ์, รศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส และ ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ร่วมมอบทุนการศึกษา นศ.มธ.ศูนย์ลำปาง


รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส มอบของที่ระลึกให้แก่ Ms.Kazuko Maki


นักศึกษาศูนย์รังสิตที่ได้รับทุนมอบของที่ระลึกแทนคำขอบคุณให้แก่ Ms.Kazuko Maki


ฟาติฮา ราจ้า นศ.ปี 2 วิทยาลัยสหวิทยาการ ศูนย์ลำปาง กล่าวขอบคุณ


นักศึกษาศูนย์ลำปางที่ได้รับทุนมอบของที่ระลึกแก่ Mr.Shimabukuro Masaru


Mr.Shimabukuro Masaru, Ms. Kazuko Maki และ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ถ่ายภาพที่หน้าโดม มธ.ศูนย์ลำปาง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

Great Place To Work® องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านวัฒนธรรมองค์กร  เผยรายชื่อ Best Workplaces™ in Thailand 2025 อย่างเป็นทางการภายในงานแถลงข่าวและพิธีมอบรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ณ โรงแรม Millennium Hilton Bangkok เพื่อเฉลิมฉลองให้องค์กรที่เป็นแบบอย่างแห่งความไว้วางใจ ความเท่าเทียม และภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับ “คน” ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม

Great Place To Work ได้เข้ามาจัดตั้งในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนที่กำลังเติบโตของประเทศ ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรและมีความเชื่อมั่นในระดับสูง (High-Trust Organizations) โดยการขยายเข้ามาในประเทศไทยนี้ Great Place To Work® มุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพให้กับบริษัทในท้องถิ่นด้วยมาตรฐานสากลและกระบวนการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากทั่วโลกซึ่งจะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร, ส่งเสริมความไว้วางใจและการมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในปีแรกของการจัดอันดับในประเทศไทย เสียงจากพนักงานกว่า 59,000 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานเกือบ 97,000 คนทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการจัดอันดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นขององค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจและมีประสิทธิภาพสูง

รายชื่อ Best Workplaces in Thailand 2025 ได้ยกย่ององค์กรที่โดดเด่นจำนวน 30 แห่ง จากสามประเภท ได้แก่ องค์กรขนาดใหญ่ (พนักงาน 1,000 คนขึ้นไป), องค์กรขนาดกลาง (พนักงาน 100-999 คน) และองค์กรขนาดเล็ก (พนักงาน 10-99 คน) ซึ่งองค์กรเหล่านี้ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการสร้างสรรค์สถานที่ทำงานที่มีพื้นฐานอยู่บนความไว้วางใจ, การทำงานร่วมกัน, และความใส่ใจ

ภายใต้แนวคิดของงานในปีนี้คือ “Change Happens Here” (การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่) เป็นการยกย่ององค์กรที่กำลังกำหนดนิยามใหม่แห่งอนาคตของการทำงาน ด้วยความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และการให้ความสำคัญกับบุคลากรอย่างไม่เปลี่ยนแปลง (หรือ อย่างแน่วแน่) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไว้วางใจก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ

ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยความไว้วางใจและภาวะผู้นำที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง

ภายในงานมีผู้นำองค์กรระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เข้าร่วมเพื่อเฉลิมฉลององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม การสร้างสรรค์นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน

คุณเอเวลิน เควก (Evelyn Kwek) กรรมการผู้จัดการ Great Place To Work ประจำภูมิภาคอาเซียนและออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ กล่าวในสุนทรพจน์สำคัญ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการสร้างความไว้วางใจในการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งว่า:

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากผู้คนที่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการเคารพ และได้รับความไว้วางใจ องค์กรที่เราเฉลิมฉลองในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อผู้นำให้ ‘คน’ อยู่ในหัวใจของทุกการตัดสินใจ องค์กรจะไม่เพียงปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย”

แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านการเสวนาแบบเป็นกันเอง (Fireside Chat) ซึ่งมีผู้นำจากองค์กรที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Best Workplaces มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานรู้สึกมีพลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

การคัดเลือกที่อิงจากการวิจัยผ่านการประเมินผลอย่างเป็นระบบ

รายชื่อ Best Workplaces in Thailand 2025 ได้มาจากการประเมินผลตอบรับลับของพนักงานผ่านแบบสำรวจ Trust Index™ ของ Great Place To Work® ซึ่งวัดองค์ประกอบหลักของวัฒนธรรมองค์กร ความไว้วางใจในฝ่ายบริหาร, ความภาคภูมิใจในงาน, และความผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน

กระบวนการประเมินพิจารณา จากเอกสารอธิบายโครงการและนโยบายของบริษัทรวมถึงมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เท่าเทียม ครอบคลุม และเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันภายในองค์กร.

องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกไม่เพียงมีคะแนนความไว้วางใจสูงเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “ความสม่ำเสมอของประสบการณ์เชิงบวก” ในกลุ่มพนักงานที่หลากหลาย ซึ่งพิสูจน์ว่าองค์กรที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงคือองค์กรที่เป็น “Great Place To Work For All™”

ในการคัดเลือกว่าองค์กรแบบไหนคือ “สถานที่ทำงานยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทย”ทาง Great Place To Work® ได้นำกระบวนการประเมินที่เข้มงวดและได้มาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ในการจัดอันดับชื่อดังระดับโลกอย่าง “Fortune 100 Best Companies to Work For®” ในสหรัฐอเมริกา และ “Fortune World’s 25 Best Workplaces” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1998 มาใช้

ก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Change Happens Here”

แนวคิดของปีนี้สะท้อนความจริงที่ทรงพลังว่า “อนาคตของการทำงาน” ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม  แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ องค์กรที่ได้รับรางวัลในปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและให้ “คน” อยู่ในศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ คือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรม ความคล่องตัว และการเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณ Evelyn Kwek กล่าวเสริมว่า องค์กรที่ได้รับการยกย่องในปีนี้แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดจากตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และเป้าหมายร่วมกัน  “พวกเขาตอกย้ำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่ ที่ซึ่งผู้นำเลือกที่จะนำด้วยการคำนึงถึงบุคลากรเป็นสำคัญ”

-(016)

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

KTSC มองดีมานด์ดิจิทัลท่องเที่ยวไทย–อาเซียนยังขยายตัว ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE ที่โตต่อเนื่อง

ศูนย์ส่งเสริมสตาร์ทอัพการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Startup Center: KTSC) เปิดเผยภาพรวมตลาดล่าสุดว่า โครงสร้างการท่องเที่ยวไทย–อาเซียนขยับเข้าสู่ยุคที่ระบบดิจิทัลเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การจองไปจนถึงการบริหารหลังบ้าน ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และจากฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องการระบบหลังบ้านที่แม่นยำกว่าเดิม โดยสัญญาณหลายด้านสะท้อนว่าตลาดเปิดรับผู้เล่นเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจากเกาหลีที่มีจุดแข็งด้านระบบจัดการแบบเรียลไทม์และการประมวลผลด้วย AI

ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ¹ และอัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74%¹ ในระยะใกล้ ขณะเดียวกัน ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์² และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์² ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

สำหรับไทย เซกเมนต์ที่เติบโตเด่นคือ MICE และ Mega Event ซึ่งเคยมีมูลค่าราว 6,930 ล้านดอลลาร์³ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนงานในเมืองหลักที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง การจัดสรรที่พัก และการประสานงานหน้างาน ขณะเดียวกัน ตลาดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัลของไทยประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์⁴ สะท้อนว่าดีมานด์เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างตลาดที่กำลังแข็งแรงขึ้น

จากทิศทางดังกล่าว KTSC ระบุว่า สตาร์ทอัพเกาหลีด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว 5 ราย ได้แก่ GroundK, RIAD Corporation, ND Soft, TripBuilder และ Nanugi World ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในไทยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างจับคู่พันธมิตรเชิงลึก และบางรายเริ่มทดสอบระบบกับผู้ประกอบการไทยแล้วในรูปแบบ Proof of Concept (PoC) ทั้งในระบบบริหารการเดินทางงานอีเวนต์ การจับคู่ที่พัก การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการวางแผนท่องเที่ยวที่ใช้ข้อมูลและ AI

GroundK ระบุว่าตลาด MICE ไทยต้องการระบบควบคุมการเดินทางแบบเรียลไทม์มากขึ้น ขณะที่ RIAD Corporation เห็นว่าการประสานงานระหว่างโรงแรมและผู้จัดงานยังมีช่องว่างที่ระบบ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ทันที ด้าน ND Soft ชี้ว่าความต้องการสื่อสารหลายภาษายังคงสูงในเมืองท่องเที่ยว ส่วน TripBuilder มองว่าพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนเร็วทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกในการแนะนำบริการมากขึ้น ขณะที่ Nanugi World เห็นโอกาสในโปรแกรมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในหลายประเทศ

KTSC ระบุว่าหน้าที่ของศูนย์คือจัดทำข้อมูลตลาด เชื่อมต่อผู้ประกอบการไทย และช่วยให้สตาร์ทอัพเกาหลีเข้าใจระบบการทำงานจริงของอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถปรับโซลูชันให้ตรงความต้องการได้เร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดย KTSC มองว่าการเข้ามาของผู้เล่นจากเกาหลีจะช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านเทคโนโลยีให้ตลาด และเป็นแรงเสริมต่อศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับภูมิภาค

-(016)

เริ่มแล้ว Song Wat Week 2025 เปิดประสบการณ์ ‘วาดเฉดสีใหม่’ ให้ทรงวาด

เริ่มแล้ว Song Wat Week 2025 เปิดประสบการณ์  ‘วาดเฉดสีใหม่’ ให้ทรงวาด

เริ่มแล้ว Song Wat Week 2025 เปิดประสบการณ์ ‘วาดเฉดสีใหม่’ ให้ทรงวาด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทศกาล “Song Wat Week 2025” เปิดประสบการณ์สร้างสรรค์ ปลุกย่านประวัติศาสตร์ ทรงวาดให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยจัดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบเป็นเวลา 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2568 นี้ ภายใต้แนวคิด “WHERE HERITAGE MEETS CREATIVITY” ที่มุ่งเน้นการหยิบยกเรื่องราวดั้งเดิม และมรดกอันล้ําค่าที่มีอยู่จริงในพื้นที่ มาพบปะกับความคิดสร้างสรรค์และมุมมองของคนรุ่นใหม่ เพื่อ “วาดเฉดสีใหม่” ต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ที่ยังคงเสน่ห์ของทรงวาดไว้อย่างลงตัว เทศกาลในปีนี้จึงเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้มาร่วมสํารวจย่านทรงวาดในมิติที่สนุก และโลดแล่นกว่าเดิม

ไฮไลต์สําคัญในปีนี้คือ “Made in Song Wat : The Long Table” กิจกรรมสุดพิเศษที่ขอชวนมาร่วมอิ่มเอม กับจิตวิญญาณของย่านทรงวาด ผ่านการ “ลิ้มรสทรงวาด” จากการคัดสรรอย่างพิเศษโดย เชฟแพม พิชญา และเชฟปิง สุรกิจ ร่วมกับพลังของผู้ประกอบการร้านอาหาร และคาเฟ่ชื่อดังภายในย่านกว่า 21 ร้าน อาทิ Potong, เอฟวี(F.V), Rong Klan Nuea, Khaosan Sek, อีกา (E_ga | Local Thai), Chata-ชะตา, HUGS songwat, Soak, La Malifeta, Panwat, ทรงเวียด (SongViet), Gaeng Sod (Chef Ton), Hor Fun, Mandarin Tea House, Lucky Ngou 65, Agar Raga, Arteasia, Casa Formosa Taiwan Tea House, Khiri Thai Tea, Jeen Coffee Bar และ Hit the Road ร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษรวมกว่า 24 เมนูซึ่งได้รับแรงบันดาล ใจจากเรื่องราว วัตถุดิบ และตัวตนของผู้ประกอบการในย่านเพื่องาน Song Wat Week ปีนี้โดยเฉพาะ

อีกไฮไลต์ที่มีตลอด 4 วันเต็ม ทุกบานประตูทั่วทั้งย่านจะเปิดต้อนรับผู้คนให้เข้าไปดื่มด่ํากับงานอาร์ตดีๆ ที่แทรกตัวอยู่ตาม ตึกเก่า พบกับนิทรรศการศิลปะหลากหลายรูปแบบทั่วย่านทรงวาด อาทิ Yenyen Herb Store, Shade of Artisan, Song Wat Tales, Remind 1953, Beat and Brew, The Song Wat Darkroom, Tra Baihor The Secret Garden, The Moon Guide House และพบกับเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจาก Monchichi at Song Wat Week

Song Wat Week 2025 เชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” บทใหม่ของทรงวาด เทศกาลที่จะปลุกทุกประสาทสัมผัสของคุณให้ตื่นตัว เติมพลังสร้างสรรค์ให้เต็มเปี่ยม และสร้างความทรงจําดีๆ ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2568 นี้ ติดตามข่าวสาร ไฮไลต์และตารางกิจกรรมทั้งหมดได้ที่  Facebook: Song Wat Week,  Instagram: Song Wat Week  และ  TikTok: Song Wat Week

นักวิชาการมหิดล ยืนยัน ‘นมไทย’ คุณภาพระดับสากล แนะคนไทยเลือกดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน

นักวิชาการมหิดล ยืนยัน ‘นมไทย’ คุณภาพระดับสากล แนะคนไทยเลือกดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน

นักวิชาการมหิดล ยืนยัน ‘นมไทย’ คุณภาพระดับสากล แนะคนไทยเลือกดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กว่าจะเป็น “นมไทยหนึ่งกล่อง” ไม่ง่าย นักวิชาการคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ระบุ “โปรตีนสูง” หรือ “แคลเซียมสูง” ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด พร้อมแนะ“นมสด” หรือ “นมผง” ต้องเลือกอย่างไร รวมทั้งแนวทางการดื่มนมในแต่ละวัย

ผศ.ดร. สุภัทร์ ไชยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า นมไทยทุกกล่อง ผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในทุกขั้นตอนก่อนถึงมือผู้บริโภค ยืนยันคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล อยากขอแนะนำให้คนไทยดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน โดยอ่านฉลากเพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้สารอาหารเหมาะสมกับสุขภาพและช่วงวัย พร้อมโชว์นวัตกรรมโภชนาการจากนมไทย ที่ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ในราคาที่เข้าถึงได้ ภายใต้สัญลักษณ์แบรนด์ Mahidol Collection โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหิดล กับบทบาทสำคัญในการผลักดัน ส่งเสริม และเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมาตรฐานสูง สร้างโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงและร่วมมือพัฒนานวัตกรรมคุณภาพจากมหิดลได้อย่างมั่นใจ

กว่าจะเป็น “นมไทยหนึ่งกล่อง”

ผศ.ดร.สุภัทร์ อธิบายว่า กระบวนการผลิตนมในประเทศไทย อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์ และ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยโรงงานนมทุกแห่งต้องผ่านมาตรฐาน GMP ซึ่งควบคุมตั้งแต่สุขลักษณะของฟาร์ม วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการบรรจุและการเก็บรักษา โดยฟาร์มโคนมที่จำหน่ายน้ำนมให้กับโรงงานผลิตต้องผ่านการรับรองคุณภาพวัตถุดิบ และมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบทุกล็อตก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่วนโรงงานขนาดใหญ่หรือผู้ผลิตนมรายหลักอื่น ๆ ในประเทศ จะมีการยกระดับมาตรฐานเพิ่มเติม เช่น HACCP, ISO 17025, และบางแห่งยังได้รับมาตรฐาน Codex Alimentarius ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้ในระดับโลก

ในกรณีที่นมมีการเสริมคุณค่า เช่น แคลเซียม วิตามินดี หรือโปรตีนสูง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานการกล่าวอ้างสารอาหาร ของ อย. โดยข้อมูลที่ระบุบนฉลาก เช่น “โปรตีนสูง” หรือ “แคลเซียมสูง” ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐาน และมีหลักฐานยืนยันว่ามีสารอาหารตามเกณฑ์ที่กำหนดจริง

“กระบวนการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่า นมที่ออกจากโรงงานในประเทศไทยทุกกล่องปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ระบุไว้บนฉลาก เพราะข้อมูลทุกบรรทัดไม่สามารถใส่ได้ตามความเชื่อ แต่ต้องผ่านผลการวิเคราะห์จริงจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองคุณภาพระดับประเทศ”  ผศ.ดร. สุภัทร์ กล่าว

“นมสด” หรือ “นมผง” ต้องเลือกอย่างไร?

มีความเชื่อว่านมสดให้คุณค่ามากกว่านมผง ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป ผศ.ดร. สุภัทร์ อธิบายว่า ทั้งน้ำนมโคสดแท้และนมที่ผลิตจากนมผงคืนรูปสามารถให้สารอาหารใกล้เคียงกันได้หากผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน “ที่จริงแล้วนมผงก็คือนมสดที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นผง โดยถึงแม้ขั้นตอนการผลิตนมผงบางครั้งอาจทำให้โปรตีนหรือวิตามินบางส่วนในน้ำนมหายไปเพียงเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตก็สามารถตรวจสอบ ควบคุม และเติมสารอาหารเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายหรือ Finishing Goods ของนมผงมีสารอาหารหรือประโยชน์เทียบเท่ากับนมวัวได้ สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกดื่มนมหรืออาหารใดๆ คือผู้บริโภคควรรู้ว่าเรากำลังบริโภคอะไรอยู่และเราต้องการสารอาหารอะไรจากสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นการจะบอกว่าอันนี้ดีกว่าอันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรหรือยี่ห้อ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไรและสารอาหารนั้นเหมาะกับร่างกายเราหรือไม่”

ทั้งนี้ อาจารย์แนะนำให้ใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเลือกบริโภคนมและอาหาร เพราะฉลากจะระบุชัดเจนถึงปริมาณ โปรตีน ไขมัน และคอเลสเตอรอลต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งหากเข้าใจข้อมูลเหล่านี้จะสามารถเลือกดื่มนมให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละช่วงวัยได้

แนวทางการดื่มนมในแต่ละวัย

เด็กเล็ก (1–3 ปี): ดื่มวันละ 2 แก้ว เพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟัน, วัยรุ่น: ดื่มวันละ 1–2 แก้ว เพื่อเพิ่มแคลเซียมและโปรตีนสำหรับการเจริญเติบโต, วัยทำงาน: ดื่มวันละ 1 แก้ว หรือเลือกสูตรไขมันต่ำ, ผู้สูงอายุ: ดื่มวันละ 2 แก้ว เน้นสูตรแคลเซียมสูง และหากมีอาการท้องอืด ควรเลือกสูตร ปราศจากแลคโตส

จากน้ำนมไทยสู่ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ พร้อมการรับรอง Mahidol Collection

หนึ่งในผลงานที่สะท้อนศักยภาพของนมไทยอย่างชัดเจน คือการต่อยอดน้ำนมโคไทยสู่ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ โดยทีมวิจัยของ ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้น้ำนมโคไทยคุณภาพสูงที่ปราศจากแลคโตสผสมกับโปรตีนข้าวกล้องไทยที่ย่อยง่าย เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าราคาแพงจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาอาหารทางการแพทย์ส่วนใหญ่ในไทยต้องนำเข้า ทำให้มีราคาสูงและเข้าถึงยาก แต่ผลิตภัณฑ์นี้สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 49 บาทต่อมื้อ ซึ่งถูกกว่าผลิตภัณฑ์นำเข้าถึงสามเท่า และอยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น อาหารทางการแพทย์ในอนาคต

“เราต้องการสร้างสูตรโภชนาการครบถ้วนที่ใช้ได้จริงสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ผลิตภัณฑ์นี้ใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งหมด เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดี ราคาเข้าถึงได้ และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย” ผศ.ดร. สุภัทร์ กล่าว

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสูตร Complete Formula ที่จัดสมดุลสารอาหารหลัก ได้แก่โปรตีนจากนมโคคุณภาพสูง ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ, คาร์โบไฮเดรตจากข้าวกล้องไทย ซึ่งเป็นพลังงานย่อยช้า อิ่มนาน, และไขมันดีจากกรดไขมันไม่อิ่มตัว Omega 3, 6 และ 9 ที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มีสัญลักษณ์แบรนด์ Mahidol Collection ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ยืนยันว่าเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหิดล มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและส่งเสริมการใช้แบรนด์ Mahidol Collection เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมาตรฐานสูง สร้างโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงและร่วมมือพัฒนานวัตกรรมคุณภาพจากมหิดลได้อย่างมั่นใจ

โปรตีนทางเลือกจาก “ไข่ขาว” อีกหนึ่งนวัตกรรมสุขภาพจากมหิดล

ถึงแม้นมจะเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพที่เข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจมีข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถบริโภคนมได้ ดังนั้นโปรตีนจากแหล่งพลังงานอื่นจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนคุณภาพสูงจากไข่ขาว โดย อ.ดร. ดลพร แซ่แต้ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโปรตีนไข่ขาวเป็นโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน เหมาะกับผู้รักสุขภาพและผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนอย่างเร่งด่วน เครื่องดื่มดังกล่าวให้โปรตีนเทียบเท่าการบริโภคไข่ขาว 4–5 ฟองต่อขวด ผ่านการทดสอบความพึงพอใจจากผู้บริโภคไทยกว่า 1,000 ราย และมีหลายรสชาติ เช่น โกโก้ กาแฟลาเต้ กรีนทีลาเต้ และชาไทย ดื่มง่าย ไม่มีกลิ่นคาว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ผลงานเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างผลลัพธ์จริงเพื่อช่วยแก้ปัญหาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย

ELLE FASHION WEEK 2025 ปักหมุดรันเวย์ประวัติศาสตร์เฉลิมฉลอง 80 ปี ELLE

ELLE FASHION WEEK 2025 ปักหมุดรันเวย์ประวัติศาสตร์เฉลิมฉลอง 80 ปี ELLE

ELLE FASHION WEEK 2025 ปักหมุดรันเวย์ประวัติศาสตร์เฉลิมฉลอง 80 ปี ELLE

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ELLE Fashion Week 2025 สัปดาห์แฟชั่นทรงอิทธิพลและเก่าแก่ที่สุดของประเทศกลับมอีกครั้งาภายใต้การบริหารงานโดย อาลี ซีอานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมส ดิจิทัล จำกัด ผู้ถือครองลิขสิทธิ์ ELLE Thailand และ ELLE MEN Thailand สื่อแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศสที่ครองใจผู้อ่านมาอย่างยาวนาน พร้อมวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบการก่อตั้ง 80 ปี ของ ELLE

ELLE Fashion Week 2025 ได้ปักหมุด ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม จุดหมายเดิมเป็นปีที่สอง เพื่อสานต่อพันธกิจในการเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจอันไร้ขีดจำกัด และผลักดันศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีสากล ภายใต้คอนเซปต์ ‘LIFE – A Seed of Creativity, The Future of Fashion’ เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ให้เติบโตสู่อนาคต สะท้อนภาพความเชื่อมั่นในพลังแห่งความหลากหลาย เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ และการตีความนิยามอีกมิติของแฟชั่นซึ่งขับเคลื่อนด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คน ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่คือเรื่องราวและตัวตนที่ถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาบนรันเวย์

ความยิ่งใหญ่ตระการตาได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรชั้นนำ นำโดยพันธมิตรหลักอย่าง ICONSIAM แลนด์มาร์กระดับโลกซึ่งถือเป็นเดสติเนชั่นแห่งการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจระดับเวิลด์คลาสอย่างแท้จริง ร่วมด้วย Bobbi Brown แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกที่เชื่อมั่นเรื่องความสวยเรียบง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ให้คุณมั่นใจขึ้นในแบบที่คุณเป็น, Don Julio (ดอนฮูลิโอ) ลักชัวรี่เตกีล่าอันดับหนึ่งของโลกสำหรับทุกการเฉลิมฉลอง, Madame Fin น้ำหอมสัญชาติไทยที่รังสรรค์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ นึกถึงความหอม นึกถึงมาดามฟิน, SLC Clinic & Hospital สถานเสริมความงามอันดับหนึ่งของไทยที่ได้รับการยอมรับ ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 21 ปี และ XPENG Thailand (เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ที่จะมาร่วมกันเนรมิตรันเวย์ให้สมบูรณ์แบบและผลักดันผลงานของเหล่าดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศ ที่มาร่วมกันเนรมิตรรันเวย์ในครั้งนี้ให้สมบูรณ์แบบและผลักดันผลงานของเหล่าดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

การสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการในคราวนี้ประกอบด้วย 12 โชว์ จาก 26 แบรนด์และดีไซเนอร์ไทยที่อัดแน่นด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ THEATRE, Hook’s by Prapakas, LA BOUTIQUE, ICONCRAFT x WISHARAWISH, TandT Presented by Madame Fin, NICHp, STUDIO UNKNOWN, EVERYWEEK.OUTFIT, HEIDI’S SECRET X LOPTEL, SILHOUETTE, MERGE, RENIM PROJECT, BLACKSUGAR และ Boy Scouts ELLE MEN Presented by XPENG ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างนำเสนอผลงานที่ตีความคอนเซปต์ ‘LIFE – A Seed of Creativity, The Future of Fashion’ ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้มาพร้อมกับเซอร์ไพรส์ที่ทุกคนรอคอย กับโชว์พิเศษ Social Buzz รันเวย์ที่จะสร้างกระแสไปทั่วโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกบนรันเวย์ ELLE FASHION WEEK ของ 3 ดีไซเนอร์ไฟแรง ได้แก่ MERGE แบรนด์ขวัญใจเจนซีที่มีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว, RENIM PROJECT แบรนด์ที่สร้างนิยามใหม่ให้เสื้อผ้า Utility Wear ด้วยกระบวนการรักษ์โลก และ BLACKSUGAR แบรนด์สไตล์ avant-garde ร่วมสมัย และอีกหนึ่งโชว์สำคัญคือ Boy Scouts ELLE MEN Presented by XPENG การรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของ 12 แบรนด์เสื้อผ้าบุรุษและยูนิเซ็กส์ชั้นนำของไทย ประกอบด้วย MOO Bangkok, ISSUE Thailand, VVON SUGUNNASIL, Sretsis, ANURUQ, Dry Clean Only, INTIRA, 37°c Thirty-seven degrees, Good Mixer, House of UPA-IN, Atelier Pichita และ TAKARA WONG มาร่วมกันรังสรรค์กว่า 50 ลุค

‘ถ้ำมองของกรมพระกำแพง’ นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติครั้งแรกของโลก

‘ถ้ำมองของกรมพระกำแพง’ นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติครั้งแรกของโลก

‘ถ้ำมองของกรมพระกำแพง’ นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติครั้งแรกของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แกลเลอรี่ โอเอซิส (Gallery Oasis)  สุขุมวิท 43  ชวนผู้สนใจเข้าชมงาน “ถ้ำมองของกรมพระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ ครั้งแรกของโลก หนึ่งในโปรเจ็กต์พิเศษภายใต้“โครงการศิลปินในตู้” เปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัยมาบรรจบกัน ผ่านผลงานภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติของ พลเอก พระบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร) พระบรมวงศานุวงศ์ผู้สนใจการถ่ายภาพอย่างลึกซึ้ง และเป็นหนึ่งในผู้บันทึกสังคมโลกผ่านสายตาชาวสยามยุคต้นศตวรรษที่ 20

นับเป็นครั้งแรกที่ภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ (Stereoscopic Glass Plate Photography) อันทรงคุณค่าและหาชมยาก ที่ได้รับการจัดเก็บอย่างหวงแหนในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในบริบทงานศิลปะร่วมสมัย ผลงานภาพถ่ายกว่า 100 ภาพ ที่ทรงฉายระหว่าง พ.ศ. 2451 – 2464 เผยให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในสยาม อินโดจีน จีน และดินแดนอาหรับ ผ่านมุมมองของบุคคลผู้ร่วมขับเคลื่อนการสร้างทางรถไฟหลวงยุคบุกเบิก ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญของสยาม หากยังสะท้อนแง่งามของการจัดองค์ประกอบภาพ ความเป็นธรรมชาติของการกดชัตเตอร์ และสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม

ถ้ำมองของกรมพระกำแพง ไม่ใช่เพียงนิทรรศการภาพถ่าย 3 มิติ หากแต่เป็นการพบกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์กับศิลปะ สายพระเนตรกับสายตาผู้ชม ดังเชื้อเชิญให้เราตั้งคำถามว่า เรากำลังมองภาพ หรือกำลังถูกภาพมองอยู่กันแน่ นิทรรศการจัดแสดงที่แกลเลอรี่ โอเอซิส เข้าชมได้ทุกวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 11.00 – 20.00 น. (ปิดวันจันทร์)

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจรู้จัก “โรคไทรอยด์” จากอาการน้ำหนักขึ้นลงผิดปกติ หัวใจเต้นแรง หรือเหนื่อยง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า ไทรอยด์ยังส่งผลต่อดวงตาได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาการตาโปน หนังตาบวม หรือแม้กระทั่งการมองเห็นเปลี่ยนไป โรคตาโปนจากไทรอยด์ หรือ Thyroid Eye Disease (TED) คือปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์แล้ว ยังส่งผลกระทบชีวิตประจำวันได้

ไทรอยด์ขึ้นตาคืออะไร

แพทย์หญิง ภาวินี อมรพันธางค์ แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สาขาจักษุวิทยาTED โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบลูกตาและเนื้อเยื่อในเบ้าตาเกิดการอักเสบ บวม และมีพังผืดตามมา จนเกิดอาการ “ตาโปน” หรือ “ตาอักเสบ” ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะไทรอยด์เป็นพิษ (Graves’ disease)

สาเหตุของไทรอยด์ขึ้นตา

แม้ยังไม่เป็นที่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาการไทรอยด์ขึ้นตา สามารถเกิดจากปัจจัยดังนี้ เกิดร่วมกับโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติไทรอยด์ขึ้นตา มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และการสูบบุหรี่

อาการของโรค

เปลือกตาบวม แดง แสบตา ตาแห้งผิดปกติ น้ำตาไหลตลอดเวลา เห็นภาพซ้อน ตามัว ตาเข ตาเหล่

ในรายที่อาการรุนแรงมาก อาจสูญเสียการมองเห็น

แนวทางการรักษา

การรักษาไทรอยด์ขึ้นตามักรักษาควบคู่กับไทรอยด์เป็นพิษ โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้ 1.รักษาแบบประคับประคองอาการ  ใช้น้ำตาเทียม น้ำยาหยอดตา หรือเจลเพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง แสบเคือง 2.การใช้ยาในระยะอักเสบ  ยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ในช่วงที่มีการอักเสบรุนแรง เพื่อลดอาการบวมและกดภูมิคุ้มกัน   3.การผ่าตัดในระยะโรคคงที่ เช่น ผ่าตัดลดความดันในเบ้าตา (orbital decompression) สำหรับผู้ที่ตาโปนมากหรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น ทั้งนี้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ และการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ควบคุมปัจจัยที่กระตุ้นอาการของโรค งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ การรักษาไทรอยด์ขึ้นตาไม่ใช่แค่เรื่องของยา หรือการผ่าตัด แต่เป็นการจัดการโรคอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การควบคุมระดับฮอร์โมน ดูแลสุขภาพดวงตา ไปจนถึงการปรับพฤติกรรม หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติและมองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

สงสัยหรือต้องการปรึกษาอาการทางสายตา สามารถติดต่อนัดหมายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์จักษุวิทยาเฉพาะทาง ชั้น 3 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร. 02 836 9999 ต่อ *3621-2