ไข่หวานบ้านซูชิ รุกตลาดแคทเทอริ่ง เปิดตัว ‘Kaiwanbaansushi Catering’ เจาะกลุ่มงานอีเวนต์ องค์กร ปาร์ตี้ พร้อมเซตเมนูซูชิพรีเมียมแบบครบวงจร

ไข่หวานบ้านซูชิ รุกตลาดแคทเทอริ่ง เปิดตัว ‘Kaiwanbaansushi Catering’ เจาะกลุ่มงานอีเวนต์ องค์กร ปาร์ตี้ พร้อมเซตเมนูซูชิพรีเมียมแบบครบวงจร

ไข่หวานบ้านซูชิ รุกตลาดแคทเทอริ่ง เปิดตัว ‘Kaiwanbaansushi Catering’ เจาะกลุ่มงานอีเวนต์ องค์กร ปาร์ตี้ พร้อมเซตเมนูซูชิพรีเมียมแบบครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.36 น.

“ไข่หวานบ้านซูชิ” แบรนด์ในใจที่ผู้บริโภคนึกถึง เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์ ด้วยการขยายธุรกิจสู่บริการแคทเทอริ่งอย่างเต็มรูปแบบ เปิดตัวบริการใหม่ ภายใต้ชื่อ “Kaiwanbaansushi Catering” เพื่อตอบรับความนิยมของอาหารญี่ปุ่นและความต้องการบริการจัดเลี้ยงที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกโอกาส ไม่ว่าจะงานประชุม งานเลี้ยงองค์กร งานปาร์ตี้ส่วนตัว หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และคุณภาพระดับร้านอาหาร พร้อมชูจุดเด่นด้านวัตถุดิบคุณภาพ ความสดใหม่ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และการรังสรรค์เมนูเฉพาะทาง เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การบริการแบบมืออาชีพในสไตล์ไข่หวานบ้านซูชิ  และตอบรับเทรนด์บริการอาหารยุคใหม่

สุรพงศ์ สุทธิกุญชร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Kaiwanbaansushi Catering เป็นอีกก้าวสำคัญของไข่หวานบ้านซูชิ เพื่อต้องการยกระดับประสบการณ์การจัดงานของลูกค้าให้สะดวกสบายขึ้น ด้วยอาหารญี่ปุ่นคุณภาพดี สดใหม่ ทำสดในวันงาน และสามารถออกแบบเมนูให้เหมาะกับแต่ละงานได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นงานบริษัท งานประชุม ทีมบิลดิ้ง งานเปิดตัวสิน ค้า หรืองานเลี้ยงต่างๆ โดยอยากให้ทุกงานเต็มไปด้วยสีสันและความประทับใจในสไตล์ของไข่หวานบ้านซูชิ  การเปิดตัว Kaiwanbaansushi Catering ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการก้าวสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความแตกต่างด้านประสบการณ์อาหาร และรูปแบบบริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้ตลาดแคทเทอริ่งยังมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสสำคัญที่ไข่หวานบ้านซูชิสามารถต่อยอดสู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรูปแบบการให้บริการมีให้เลือก 3 รูปแบบด้วยกัน คือ 1. Full Service (Type A) ปั้นสดพร้อมพนักงาน เหมาะสำหรับงานขนาดใหญ่ งานเลี้ยงที่ต้องการความประทับใจ และการบริการแบบจัดเต็ม ซึ่งจุดเด่นจะได้รับความอลังการและการบริการจากพนักงานปั้นซูชิสดๆ พร้อมสิทธิพิเศษ พนักงานปั้นสดๆที่หน้างาน 2. Delivery Service (Type B) จัดส่งซูชิถึงที่ เหมาะสำหรับงานประชุม สัมมนา หรืองานที่เน้นความรวดเร็วและความคุ้มค่า โดยมีจุดเด่นสามารถสั่งได้ ไม่มีขั้นต่ำ เน้นความประหยัดงบประมาณ โดยเป็นการจัดส่งอาหารพร้อมทาน (ไม่มีพนักงานบริ การ) และ 3. Set Box Service (Type C) กล่องพร้อมทาน เหมาะสำหรับงานสัมมนา งานอบรม หรืองานที่ต้องการแจกอาหารแบบกล่องเดี่ยว (Snack Box) สำหรับจุดเด่นเป็นการจัดทำเป็น Set Box (สำหรับ 3 คำ หรือ 5 คำ) พร้อมเครื่องเคียงและน้ำดื่ม เน้นความสะดวกในการแจกจ่าย (ไม่มีพนักงานบริการ)

สำหรับ Kaiwanbaansushi Catering ถูกออกแบบให้เป็นบริการที่ครบวงจร มีมาตรฐานสูง และสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่น โดยมีโดดเด่นและแตกต่างดังนี้

ความสดใหม่ที่ปั้นถึงหน้างาน (สำหรับ Full Service Type A) ไข่หวานบ้านซูชิ ไม่ได้แค่เตรียมอาหารมาให้ แต่เรานำความสดใหม่มาเสิร์ฟถึงที่ “ปั้นสดใหม่พร้อมเสิร์ฟ” แขกของคุณจะได้เห็นพนักงานปั้นซูชิด้วยตัวเอง ณ จุดจัดเลี้ยง ทำให้มั่นใจได้ว่าซูชิทุกคำนั้นสดใหม่และมีคุณภาพสูงสุด วัตถุดิบเกรดพรีเมียม สด สะอาด ไข่หวานบ้านซูชิ คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่านั้น เพื่อมอบประสบการณ์ที่อร่อยและปลอดภัยในทุกๆ คำ

ความคุ้มค่าและยืดหยุ่นทางด้านงบประมาณ ไข่หวานบ้านซูชิ เข้าใจว่าการคุมงบประมาณคือกุญแจสำคัญในการจัดงาน คุณสามารถเลือกเมนูที่มีให้หลากหลายให้เหมาะกับงบประมาณที่ตั้งไว้ได้เลย

ครบครันและพร้อมใช้งานทันที หมดกังวลเรื่องการจัดการด้านอาหาร ครบจบในที่เดียว เราเตรียมอุปกรณ์ ภาชนะ ตะเกียบ โชยุ และวาซาบิ ให้ในจำนวนที่เหมาะสมกับปริมาณอาหาร

ทางเลือกบริการที่ตอบโจทย์ทุกขนาดงาน ไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่หรืองานเล็ก ไข่หวานบ้านซูชิ มีทางเลือกที่หลากหลายพร้อมให้การบริการ ตั้งแต่บริการแบบเต็มรูปแบบ (Type A) ไปจนถึงแบบจัดส่ง (Type B และ C)

ทั้งนี้ “ไข่หวานบ้านซูชิ” ยังคงเดินหน้าพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเมนู การจัดวางรูปแบบอาหาร และการบริการ เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นคุณภาพในทุกโอกาสสำคัญ

ปัจจุบัน Kaiwanbaansushi Catering เปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมแพ็กเกจสำหรับงานประเภทต่างๆ โดยปรับขนาดและรูปแบบบริการได้ตามงบประมาณและวัตถุประสงค์ของงาน โดยมีเมนูให้เลือกทั้งชุดข้าวและ Snack Box พร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่เริ่มต้นเพียงชุดละ 65 บาทเท่านั้น ไม่ว่าจะจัดงานขนาดเล็กหรือใหญ่  ก็สั่งได้ง่าย รวดเร็วทันใจ และมั่นใจว่าบริการนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำ คัญในการสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ในระยะยาวต่อไป ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูล Kaiwanbaansushi Catering เพิ่มเติมได้ที่ Line official : @kaiwanbaansushi หรือ 092 674 7444

ชอป ชม ชิม กระตุ้นเศรษฐกิจ วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ในงาน ‘SIAM FAIR 2025’

ชอป ชม ชิม กระตุ้นเศรษฐกิจ วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ในงาน ‘SIAM FAIR 2025’

ชอป ชม ชิม กระตุ้นเศรษฐกิจ วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ในงาน ‘SIAM FAIR 2025’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.15 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีเปิดงาน สยามแฟร์ ครั้งที่ 1 (SIAM FAIR 2025) วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน (Thai Ways, Global Ways Toward Sustainability )และงานสยามนิทัศน์ ณ มหาวิทยาลัยสยาม เขตภาษีเจริญ โดย ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม ประธานคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนา (คคพ.) กลุ่มเขตกรุงธนใต้ และคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตภาษีเจริญ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน นางเกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร นายกฤษฏ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตภาษีเจริญ นางธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ พ.ต.อ.โอภาส หาญณรงค์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดงาน

โอกาสนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยสยามและภาคีเครือข่ายที่ได้ร่วมกันจัดงานสยามแฟร์ ครั้งที่ 1 เพราะเป็นการช่วยส่งเสริมการมีพื้นที่ขายสินค้าให้กับผู้ค้า และเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากให้มีการจัดงานแบบนี้บ่อย ๆ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีร้านค้าเป็นจำนวนมาก มีของกิน ของอร่อยมากมาย หากภาคเอกชนร่วมมือร่วมใจกันจัดพื้นที่ให้ประชาชน หรือ SME ที่อยู่ในภาคี ได้มีพื้นที่ขายของในราคาไม่แพงจะช่วยให้มีการสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ ส่วนการจัดงานสยามนิทัศน์เป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประสบการณ์จริงจากการเรียนการสอนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ขอให้การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ต่อไปเรื่อย เพื่อช่วยให้ผู้ค้ามีพื้นที่ขายของเพิ่มขึ้น และขอให้ทุกคนช่วยกันพัฒนากรุงเทพมหานครให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

มหาวิทยาลัยสยามร่วมกับคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขต (กลุ่มเขตกรุงธนใต้) และคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตภาษีเจริญ จัดงานจัดงาน สยามแฟร์ 2025 (SIAM FAIR 2025) ภายใต้แนวคิด “วิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน : Thaiway Globalway Toward Sustainable” ระหว่างวันที่ 15–23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 – 24.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ในมหาวิทยาลัยสยาม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร ส่งเสริมวิถีไทย วิถีโลก สู่ความยั่งยืน ผ่านการจัดนิทรรศการ งานสยามนิทัศน์ และ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกิจกรรมอันหลากหลาย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขตหนองแขม และกรุงเทพมหานครให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการสุดพิเศษที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยและแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ ผ้าไหมไทย ศิลปาชีพ และแฟชั่นงานหัตถกรรมไทย, ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์แนว Reuse – Recycle – Reduce, Workshop ภูมิปัญญาไทยและนวัตกรรมสู่สากล, การประกวดผ้าไทยดีไซน์ร่วมสมัยและการแสดงศิลปวัฒนธรรม, โซนจำหน่ายสินค้า OTOP, งานศิลป์ และผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน UBI และ Siam Openhouse Education Showcase เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรและผลงานเด่นของคณะต่าง ๆ ซึ่งปีนี้พิเศษยิ่งขึ้นกับกิจกรรม Balloon Festival ที่จะสร้างสีสันและประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชื่นชมบรรยากาศแบบเฟสติวัล

นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และผู้สนใจเข้าร่วมงานสยามแฟร์ 2025 ได้ฟรี พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้านวัฒนธรรม นวัตกรรม และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตลอดการจัดงาน

-(016)

ติวเข้มหลักสูตร ‘NIC2E’ รุ่นที่ 3 สร้างเครือข่ายผู้บริหารรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการค้า FTA

ติวเข้มหลักสูตร 'NIC2E' รุ่นที่ 3 สร้างเครือข่ายผู้บริหารรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการค้า FTA

ติวเข้มหลักสูตร ‘NIC2E’ รุ่นที่ 3 สร้างเครือข่ายผู้บริหารรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการค้า FTA

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.12 น.

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าจัดอบรมหลักสูตร “การค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้บริหารยุคใหม่” รุ่นที่ 3 หรือ “ไนซ์” (New International Commerce Course for Executives : NIC2E) ต่อยอดความสำเร็จรุ่น 1 และรุ่นที่ 2 เตรียมความพร้อมผู้บริหารรุ่นใหม่ทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมอบรม Bootcamp ระดมสมองจัดทำ workshop วางกลยุทธ์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างเครือข่าย FTA Club และผลักดันการส่งออกในตลาดการค้าเสรี

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เร่งดำเนินนโยบายสำคัญในด้านการเจรจา FTA และการบุกตลาดใหม่ ตามแนวทาง Quick Big Win ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเร่งเจรจา FTA กับประเทศและกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักสำคัญ อาทิ เกาหลีใต้ EFTA และ EU เพื่อเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิม เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในตลาดเดิม ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย และขยายโอกาสส่งออกด้วย FTA นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินพันธกิจด้านการสร้างพันธมิตรและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควบคู่กับงานด้านการเจรจา FTA ให้สามารถใช้ประโยชน์และพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากประสบความสำเร็จการจัดหลักสูตร NIC2E  รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ในครั้งนี้ กรมเปิดหลักสูตรรุ่นที่ 3 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากผู้บริหารยุคใหม่ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ธนาคาร ภาควิชาการ ภาคเกษตร ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน กว่า 80 รายเข้าร่วมอบรม เป็นกลไกสำคัญของการสร้างเครือข่ายผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ FTA ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเปิดเวทีรับฟัง แลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ FTA ระหว่างผู้บริหารกรม ผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในมิติการค้าระหว่างประเทศเชิงบูรณาการและเชิงลึก รวมถึงการทำงานอย่างใกล้ชิดกับกรมสร้างความตระหนักรู้เรื่องโอกาสทางการค้าของ FTA ในวงกว้าง

นางสาวโชติมา กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมจะมีโอกาสได้เข้ากิจกรรมอบรม Bootcamp และศึกษาดูงานเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ณ จังหวัดปทุมธานีและสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อแบ่งกลุ่ม Workshop สัมมนาเชิงปฏิบัติการระดมสมอง ร่วมกันนำเสนอยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศผ่านการทำ Future Strategic Foresight นำไปประยุกต์ใช้กำหนดกลยุทธ์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทยในอนาคต อีกทั้งยังจะได้เข้าร่วมอบรมเชิงลึกด้านการค้าระหว่างประเทศ 30 ชั่วโมง มีเนื้อหาเข้มข้น อาทิ (1) การใช้ประโยชน์ FTA ทิศทางอนาคต  และทางลัดช่วยผู้ประกอบการ SME เติบโตในโลกธุรกิจ (2) ทางรอดธุรกิจไทยภายใต้การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน (3) เสริมเขี้ยวเล็บผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ FTA และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (4) โอกาสทางการค้าจาก FTA ไทย-EU และอาเซียน (5) นโยบาย WTO และผลกระทบเศรษฐกิจการค้าจากนโยบายภาษีทรัมป์ 2.0 (6) ภูมิรัฐศาสตร์เขย่า FTA และการค้าจีน (7) จับตาสถานการณ์ ปัจจัยความผันผวนของราคาทองคำ และทิศทางในตลาดการค้าเสรี (8) บทบาทของสื่อมวลชนกับการขับเคลื่อนการค้าเสรี (9) เปลี่ยนรสชาติความฝันให้เป็นธุรกิจในตลาดการค้าเสรี และ (10) การค้าชายแดน ความมั่นคง และการรับมืออนาคตของยุทธศาสตร์การเจรจาการค้า FTA ด้วยเครื่องมือ Future Strategic Foresight

“กรมจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและเร่งการใช้ประโยชน์ FTA ขยายการส่งออก เปิดตลาดใหม่ และรักษาฐานตลาดเดิม กรมจะไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ตามลำพัง ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจากหลักสูตร NICE ครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของขับเคลื่อนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมิติใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนต่อไป” นางสาวโชติมา เสริม

-(016)

เฉลิมฉลอง ‘นวดไทย’ จัดงาน ‘เทศกาลนวดไทย 2568’ เพื่อรำลึก – ภูมิใจอาชีพการนวด

เฉลิมฉลอง 'นวดไทย' จัดงาน 'เทศกาลนวดไทย 2568' เพื่อรำลึก - ภูมิใจอาชีพการนวด

เฉลิมฉลอง ‘นวดไทย’ จัดงาน ‘เทศกาลนวดไทย 2568’ เพื่อรำลึก – ภูมิใจอาชีพการนวด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และวิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และสหภาพหมอนวดไทยแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่ายการนวดไทย จัดงาน“เทศกาลนวดไทย 2568” เพื่อเฉลิมฉลอง “นวดไทย” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากองค์การยูเนสโก ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562

นายนพพร วิสุทธิศักดิ์ชัย ประธานสหภาพหมอนวดไทยแห่งชาติ ประธานในการจัดงานได้กล่าวว่า    “วันที่ 12 ธันวาคม หรือ 12.12 วันนวดไทย” ครั้งนี้นับเป็นปีที 6 ที่ “นวดไทย” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมจากยูเนสโก ดังนั้นจึงเป็นความตั้งใจของสหภาพหมอนวดไทยแห่งชาติ ที่จะจัดงาน “เทศกาลนวดไทย 2568” เพื่อเป็นการรำลึกและเฉลิมฉลองให้กับเหล่าหมอนวดไทย ได้เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพของการนวดไทย   ที่องค์การสากลระดับโลกให้การรับรอง  ที่สำคัญนอกเหนือจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายด้านการนวดและการแพทย์แผนไทยแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ จากบริษัท วังพรมแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ “สมุนไพรวังพรม” ที่ทำให้การจัดงานในครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี และหวังว่าประชาชนที่เข้ามาร่วมงานจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสัมผัสประสบการณ์ในเรื่องการนวดไทย   ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการส่งต่อภูมิปัญญาความรู้จากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี”

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้กล่าวว่า ” นวดไทย” เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทย เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การที่ “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดย UNESCO ในปี 2562  สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของคนไทยมานานกว่า 600 ปี ตั้งแต่ภูมิปัญญาในสังคมเกษตรกรรม การบำบัดรักษาโรค การอนุรักษ์องค์ความรู้  ไปจนถึงการพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับประชาชน และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ” นวดไทย” จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

กิจกรรมเด่นในงาน “เทศกาลนวดไทย 2568” ประกอบด้วย

– พิธีไหว้ครูแพทย์แผนไทย การแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์และบรมครู เพื่อเป็นการสืบทอดองค์ความรู้ ศาสตร์การแพทย์แผนไทย นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับหมอนวดไทย ทำให้มีความมั่นใจ ในการนำความรู้ไปประกอบวิชาชีพ และยังเป็นโอกาสให้อาจารย์และศิษย์ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์

– นวดไทยโชว์ การแสดงการนวดไทย 120 คู่ (240 คน) เป็นการรวมพลังของหมอนวดไทย เพื่อนำเสนอศิลปะ  และลีลาการนวดหมู่โดยพร้อมเพรียงกัน

– นวดไทยสาธิต การนวดไทยเฉพาะทาง และการยืดเหยียดตามศาสตร์แผนไทย นำทีมโดยหมอนวดไทย ที่ได้ไปสร้างชื่อและความประทับใจให้กับผู้ร่วมเยี่ยมชมอาคารนิทรรศการไทย(Thailand Pavilion) ภายในงาน World Expo 2025 ณ นครโอซากา ที่ผ่านมา ​​​​

– นวดอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทย การนวดไทยที่เน้นภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น นวดตอกเส้น นวดย่ำขาง (เหยียบเหล็กแดง) นวดจตุรพฤกษ์ เป็นต้น

– ตลาดนัดนวดไทย เปิดพื้นที่สำหรับสร้างงานสร้างอาชีพนวดไทย โดยเปิดโอกาสให้สถานประกอบการ  ที่ต้องการรับสมัครหมอนวด และหมอนวดที่ต้องการหางาน ได้พบปะเจรจา ทดสอบมือ และสมัครงานกัน

– นิทรรศการนวดไทย นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาและฟื้นฟูการนวดไทย ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตลอดถึงผู้มีคุณูปการต่อการนวดไทย จนถึงการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากองค์การยูเนสโก   

– การเสวนาและสาระน่ารู้​  การเสวนาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการนวดไทย และสาระน่านวดไทยกับการดูแลรักษาสุขภาพ  มากกว่า 10 หัวข้อ

พลาดไม่ได้! เทศกาลนวดไทย 2568  ระหว่างวันที่ 11 – 12 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น.   ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) สนใจรายละเอียดติดต่อ โทร. 065 691 1459

-(016)

100 ปีแห่งตำนานตลับครีมสีน้ำเงินของนีเวียจากเมืองฮัมบูร์ก สู่เวทีโลก

100 ปีแห่งตำนานตลับครีมสีน้ำเงินของนีเวียจากเมืองฮัมบูร์ก สู่เวทีโลก

100 ปีแห่งตำนานตลับครีมสีน้ำเงินของนีเวียจากเมืองฮัมบูร์ก สู่เวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.46 น.

•             ปี 2025 นีเวีย ตลับครีมสีน้ำเงิน อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนรู้จัก ครบรอบ 100 ปี

•             นีเวีย ครีม ตลับสีน้ำเงินผลิตจากเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ ณ ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมัน

•             ปัจจุบัน ไบเออร์สด๊อรฟจำหน่ายนีเวีย ครีมในตลับสีน้ำเงินมากกว่า 4 ตลับต่อวินาทีทั่วโลก

•             การเปลี่ยนดีไซน์ครั้งใหญ่จากสีเหลืองมาเป็นสีน้ำเงิน-ขาวในปี 1925 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านเอกลักษณ์ของแบรนด์และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค

ต้นกำเนิดจากฮัมบูร์ก ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นไอคอนระดับโลก ในปี 1925 ไบเออร์สด๊อรฟได้ปรับโฉมนีเวียครีมเป็นตลับสีน้ำเงินเข้มพร้อมตัวอักษรสีขาว ซึ่งในวันนี้ก้าวสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี และยังคงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ คุณภาพ และการดูแลผิวที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุด โดยสำหรับประเทศไทย นีเวียครีมอยู่เคียงข้างผู้บริโภคไทยมายาวนานเกือบศตวรรษเช่นกัน นับตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1926

จากฮัมบูร์ก สู่หัวใจคนทั่วโลก

ตลับน้ำเงินเริ่มต้นการเดินทางจากโรงงานไบเออร์สด๊อรฟในฮัมบูร์ก ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อบรรจุนีเวีย ครีมในแต่ละประเทศ กระบวนการนี้สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง รากเหง้าดั้งเดิม กับ ความเป็น      แบรนด์ระดับโลก ในปี 2024 นีเวียจำหน่ายตลับน้ำเงินมากกว่า 4 ตลับต่อวินาที ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ความนิยมของตลับน้ำเงินในระดับโลกสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของนีเวียในฐานะแบรนด์ดูแลผิวอันดับหนึ่งของโลก ในกว่า 170 ประเทศ นีเวีย ครีม เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของผู้คน ใช้ดูแลผิวทุกส่วนของร่างกาย เป็นไอคอนที่เข้าถึงได้ง่าย ผสานความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่เชื่อถือได้กับความคุ้มค่าที่โดดเด่น สรุปได้ว่า นีเวีย คือแบรนด์เพื่อผิวอย่างแท้จริง

สมัยก่อน “ครีมตลับน้ำเงิน” ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเล็ก ๆ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลก ดีไซน์ตลับน้ำเงินยังคงเป็นแกนหลักของอัตลักษณ์แบรนด์นีเวียมาจนถึงปัจจุบัน โดยดีไซน์ที่เพิ่งปรับใหม่ยังคงใช้ “รูปทรงวงกลม” เพื่อสะท้อนสัญลักษณ์อันเป็นตำนานนี้ เป็นความผูกพันระหว่างนีเวียกับผู้บริโภค และการคงอยู่ของผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มสินค้า

ในระยะยาว ครีมตลับน้ำเงินยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลผิวอย่างรับผิดชอบ ไบเออร์สด๊อรฟมุ่งมั่นพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่ลดการใช้ทรัพยากร ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา กล่อง ครีมตลับน้ำเงินทุกชิ้นมีส่วนประกอบอะลูมิเนียมรีไซเคิลอย่างน้อย 80% เพื่อช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องราวเบื้องหลังดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของนีเวีย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 1925 มาจากวิสัยทัศน์ของ ฮวน เกรโกริโอ เคเลาเซน (Juan Gregorio Clausen) หัวหน้าฝ่ายโฆษณาของไบเออร์สด๊อรฟในขณะนั้น เขาได้ยกเลิกดีไซน์ตลับเหลืองลวดลายอาร์ตนูโว และหันมาใช้ดีไซน์สีน้ำเงิน-ขาวที่เรียบง่าย ให้แรงบันดาลใจจากโลกทางทะเล ประกาศในเวลานั้นเขียนว่า “เนื้อครีมยังคงเหมือนเดิม เพราะมันดีจนไม่มีอะไรให้ปรับปรุงได้อีกแล้ว” การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเป็นเพียงด้านภาพลักษณ์ แต่ถือเป็น การปฏิวัติที่สร้างจุดเริ่มต้นของอัตลักษณ์แบรนด์ระดับโลก สีน้ำเงินและสีขาวที่สื่อถึงความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ กลายเป็นรากฐานที่ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน

สัมผัส NIVEA Creme ตลับน้ำเงินกับกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อผู้บริโภคไทย

นีเวียขอมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้บริโภคไทยในช่วงฤดูหนาวผ่านการเปิดตัว NIVEA Creme Limited Edition ทั้ง 4 ลวดลาย พร้อมจัดงาน “NIVEA Soft Skin Wonderland” ณ ลานเซ็นเตอร์พ้อยท์ สยามสแควร์ ตั้งแต่วันที่ 20-23 พฤศจิกายน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสคุณค่าของนีเวีย ครีมอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และประสบการณ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ จูเนียร์-มาร์ค คู่หูสุดฮอตที่จะเสริฟความนุ่มฟินในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ เวลา 16.00 น

ภายในงานผู้ร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับสตูดิโอคอนเทนต์ในธีมฤดูหนาว การถ่ายวิดีโอแบบ Personalized และโซนไฮไลท์ที่นำเสนอความอ่อนโยนของนีเวีย ครีมอย่างมีชีวิตชีวา อาทิ ต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ มุมตลับครีมยักษ์ และม้าหมุนในธีมซอฟต์สกิน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปและมุมช้อปปิ้งพร้อมข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงาน เช่น การออกแบบลวดลายตลับครีมในแบบของตนเองและของที่ระลึกรุ่นลิมิเต็ด โดยทั้งประสบการณ์ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในห้าโซนหลัก ได้แก่ The Magical Christmas Tree ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสร้างวิดีโอพร้อมใส่ชื่อแบบเรียลไทม์, I Love You Snow Much ที่นำเสนอตลับครีมยักษ์และตัวละคร “น้องนุ่ม”, The Softness Carousel ม้าหมุนที่ถ่ายทอดความห่วงใยด้านการดูแลผิว และโซนโปรโมชั่นพิเศษที่มอบสิทธิประโยชน์สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และกิจกรรม Customize ตลับครีม

นีเวียขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความนุ่มในงาน “NIVEA Soft Skin Wonderland” ณ ลานเซ็นเตอร์พ้อยท์  สยามสแควร์ ในวันที่ 20-23 พฤศจิกายนนี้ พร้อมสนุกไปกับกิจกรรม พบแขกรับเชิญสุดฮอตและสิทธิพิเศษเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ NIVEA Creme Limited Edition ลวดลายพิเศษประจำฤดูกาล สามารถหาซื้อได้แล้วที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ โดยสินค้าเป็นรุ่นพิเศษมีจำนวนจำกัด

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์ชิง หรือต้าชิงหรือ หรือราชวงศ์แมนจู  (清朝 Qing Dynasty  พ.ศ. 2187-2455 ค.ศ. 1644-1912) เป็นราชวงศ์จีนที่ต่อจากราชวงศ์หมิง การปกครอง 268 ปีสร้างมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ และความรู้ที่ยังคงอิทธิพลต่อจีนสมัยใหม่ แต่ความล้มเหลวในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาภายในที่สะสมมานาน นำไปสู่การล่มสลายและการสิ้นสุดของระบบจักรพรรดิจีนที่มีมาเป็นเวลาหลายพันปี

ราชวงศ์ชิงเป็นราชวงศ์สุดท้ายของระบบจักรพรรดิจีน ที่ยึดอำนาจมาจากราชวงศ์หมิง  ปกครองโดยชนเผ่าแมนจู ที่เป็นชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนอยู่ในแคว้นแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน  คนแมนจูมิใช่ชาวฮั่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจีน  สมัยราชวงศ์ชิง เป็นช่วงเวลาที่จีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  สมัยราชวงศ์ชิงตรงกับเมืองไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา  ถึงรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ประเทศจีนประสบปัญหาหลายประการ เช่นความอ่อน  แอของระบบราชการและการทุจริตคอรัปชั่น  ภัยธรรมชาติ ทำให้เกิด ความแห้งแล้ง น้ำท่วม การระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ   เมื่อพ.ศ. 2187 (สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) ที่เมืองจีนเกิดกบฏชาวนาที่เดือดร้อนจากภาษีและภัยธรรมชาติ เข้ายึดกรุงปักกิ่ง   ฮ่องเต้ชงจิ่นของราชวงศ์หมิงฆ่าตัวตาย ทำให้ราชวงศ์หมิงล่มสลายลง   ทหารจีนได้ขอให้กองทัพแมนจูเข้ามาช่วยปราบกบฏ แต่เมื่อปราบกบฏสำเร็จแล้ว กองทัพแมนจูไม่ยอมถอนทหาร    กลับเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศจีน แล้วก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นปกครองจีน

ราชวงศ์ชิงได้ขยายอาณาเขตจีนจนกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรวมทิเบต (Tibet)  เขตซินเจียง (新疆)มองโกลตอนใน (Inner Mongolia)ไต้หวัน   และส่วนใหญ่ของเอเชียกลาง

ราชวงศ์ชิงได้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจีนหลายประการ  เช่นปรับปรุงเทคนิคการเกษตร ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและรองรับประชากรที่เพิ่มมากขึ้น   พัฒนาเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าผ่านเส้นทางสายไหม     มีประชากรเพิ่มจากประมาณ 100 ล้านคนในช่วงต้นราชวงศ์เป็น 400 ล้านคนในช่วงปลายราชวงศ์  มีการนำพืชจากทวีปอเมริกามาปลูก เช่น ข้าวโพด มันเทศ และมันฝรั่ง

ในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี (พ.ศ. 2204–2265) ภายหลังการต่อต้านของชาวฮั่น ทำให้ราชวงศ์ชิงหันมาใช้นโยบายประนีประนอมและผ่อนปรน โดยอนุญาตให้ชาวฮั่นมีสิทธิ์สอบจอหงวนเข้ารับราชการ และมีสิทธิ์เท่าเทียมกับชาวแมนจูได้   พ.ศ.2265 สมัยพระเจ้าท้ายสระ  มีการส่งทูตอยุธยาไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน  จักรพรรดิคังซีขอให้อยุธยาส่งข้าวสารมาขายที่มณฑล ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และเจ้อเจียง โดยทางจีนไม่เก็บภาษี  เพราะเมืองจีนแห้งแล้ง ปลูกข้าวไม่พอกิน   โดยเรือที่ไปส่งข้าวนั้นขากลับก็ซื้อผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผา และเครื่องทองเหลืองกลับมาอยุธยา 

ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง Qianlong Emperor (พ.ศ. 2278-2339) ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์    ถือเป็นยุคทองที่รุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะขยายอาณาเขตของจักรวรรดิต้าชิงโดยรวมเอเชียกลางและบางส่วนของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

พ.ศ. 2308-2312 สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ของจีน และพระเจ้ามังระแห่งราชวงศ์คองบอง ของพม่า  ช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  ได้เกิดสงครามจีนพม่า ที่จีนส่งกองทัพบุกพม่าตอนเหนือ ชายแดนยูนนาน  เพราะขณะนั้นพม่าส่งทหารคุกคามแคว้นไทใหญ่  เจ้าฟ้าไทใหญ่ไปขอความช่วยเหลือจากจีน จึง เกิดการสู้รบระหว่างจีนกับพม่า ต่อเนื่อง 4 ปี โดยพม่าได้รับชัยชนะ  เพราะทหารจีนที่มาจากปักกิ่งไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ จึงป่วยด้วยไข้ป่าเป็นจำนวนมาก  ทหารจีนเสียชีวิตถึง 70,000 คน ส่วนพม่าเสียทหารไปราว 20,000 คน    พงศาวดารพม่าระบุว่า กองทัพพม่าของเนเมียวสีหบดี ที่ยึดกรุงศรีอยุธยาได้รับคำสั่งจากอะแซหวุ่นกี้ ให้เดินทางกลับพม่าโดยรีบด่วน เพื่อตั้งรับกองทัพจีน  ทำให้พระเจ้าตากสินสามารถกู้เอกราชของสยามได้ในเวลาอันสั้น

มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสยาม ไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์พงศาวดารจีนที่จัดทำขึ้นในราชวงศ์ชิง รัชสมัยเฉียนหลง เช่น เฉียนหลงตงฮวาลู่  (乾隆東華錄)  และ ชิงสือลู่清实录) ถึงการติดต่อระหว่างสยามกับจีน ว่า คณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งในปี พ.ศ. 2309 (ก่อนเสียกรุงฯ เพียงเล็กน้อย) และตกค้างอยู่ที่เมืองกวางโจว เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310    มีการส่งทูตไปจีนในสมัยกรุงธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้ากับราชสำนักต้าชิง

ในช่วงแรกของการก่อตั้งกรุงธนบุรี (หลัง พ.ศ. 2310) ราชสำนักจีนภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเฉียนหลง ไม่ยอมรับสถานะความเป็นกษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน   เพราะจักรพรรดิเฉียนหลงทรงยึดมั่นในหลักการของขงจื๊ออย่างเคร่งครัด ทรงมองว่าการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ซึ่งเคยเป็นขุนนาง) ขึ้นมาตั้งตนเป็นกษัตริย์แทนที่ราชวงศ์อยุธยาเดิมที่ถูกโค่นล้มไปนั้น เป็นการกระทำที่ ไม่ชอบธรรม และถือเป็น กบฏ ต่อผู้เป็นนายโดยในบันทึกช่วงแรกๆ ราชสำนักจีนมักเรียกสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ด้วยคำที่ไม่เป็นทางการ มองว่าพระองค์เป็นเพียง “นักฉวยโอกาส” หรือ “ผู้แสวงโชค” ที่ตั้งตนขึ้นมาเป็นเจ้าเมือง  ต่อมา ภายหลัง พ.ศ. 2314-2315 เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสามารถปราบปรามชุมนุมต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาดและทำให้สยามมีความมั่นคง ราชสำนักจีนจึง ยอมรับสยามในฐานะรัฐบรรณาการ  และเริ่มส่งสินค้ามาค้าขายด้วย     การยอมรับสยามช่วยให้จีนมีพันธมิตรในการถ่วงดุลอำนาจกับพม่า ซึ่งเป็นคู่สงครามกับจีนในขณะนั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 ก็ได้ทรงรื้อฟื้นความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการกับจีนและส่งพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิเฉียนหลงตามธรรมเนียมเดิม ซึ่งนำมาสู่การค้าที่เจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

พ.ศ.2382  และ 2399  ได้เกิดสงครามฝิ่นระหว่างจีนกับอังกฤษ เนื่องจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ต้องการนำฝิ่นที่ปลูกในอินเดียเข้าไปขายในจีน  แต่จีนตระหนักถึงพิษภัยของสารเสพติดจึงประกาศห้ามนำเข้า และยึดฝิ่นจากพ่อค้าอังกฤษทิ้งลงทะเลที่ท่าเรือกวางโจว  อังกฤษจึงยกทัพเรือปิดล้อมเมืองชายทะเลกวางตุ้งและฮ่องกง จีนแพ้สงคราม ต้องยอมให้การค้าฝิ่นถูกกฎหมาย   ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษเช่า99 ปี และยกเลิกการค้าแบบผูกขาด

พ.ศ. 2393-2407  (ค.ศ. 1850 – 1864)  เกิดกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว(Taiping Rebellion) ซึ่งเป็นเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง    เกิดการสู้รบระหว่าง กองทัพของรัฐบาลราชวงศ์ชิง กับ กลุ่มกบฏที่เรียกตัวเองว่า ไท่ผิงเทียนกั๋ว (Taiping Heavenly Kingdom) หรือ อาณาจักรสวรรค์มหาสันติสุข   ผู้นำกบฏคือ หง ซิ่วเฉฺวียน (Hong Xiuquan) สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจของชาวนาและชนชั้นล่างต่อการปกครองของราชวงศ์ชิง ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการกดขี่ รวมถึงอิทธิพลจากความคิดแบบคริสต์ที่นำมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของจีน   เป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มีผู้เสียชีวิตประมาณกันว่ามีตั้งแต่ 20 ล้านคนขึ้นไปจนถึง 70-100 ล้านคน    กลุ่มกบฏยึดเมืองสำคัญได้หลายแห่ง รวมถึงเมืองหนานจิงและตั้งเป็นเมืองหลวง  แม้กบฏจะถูกปราบปรามลงได้ในที่สุด แต่เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลกลางของราชวงศ์ชิงเสื่อมอำนาจลงอย่างมาก และทำให้หัวเมืองต่างๆ มีกำลังทหารและอำนาจแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา

พระนางซูสีไทเฮา  慈禧太后  เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิ เป็นเวลา 47 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2404 ถึง 2451 มีการสร้างทางรถไฟไปแมนจูเรียและสร้างพระราชวังฤดูร้อน    ในพ.ศ. 2438  เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นสมัยเมจิต้องการขยายดินแดนมาทางแผ่นดินใหญ่   จึงส่งทหารบกและทหารเรือเข้ายึดเกาหลีซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เพื่อควบคุมแหล่งแร่เหล็กและถ่านหิน   ทำให้จีนสูญเสียเกาหลีและเกาะไต้หวันให้แก่ญี่ปุ่น       

ต่อมาได้ เกิดกบฏนักมวยBoxer Rebellion ในพ.ศ. 2442-2443 ทางภาคเหนือแถบมณฑลชานตง และชิงเต่า เนื่องจาก ความไม่พอใจชาวต่างชาติตะวันตก  และการแพร่ขยายของศาสนาคริสต์  โดยมีพระนางซูสีไทเฮาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง   มีการสังหารหมู่มิชชันนารีและผู้นับถือศาสนาคริสต์   เป็นชนวนให้พันธมิตรแปดชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย-ฮังการี อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย นำทหาร 20,000 คนเข้าปราบปรามเอาชนะพวกกบฏได้  จีนต้องเสียค่าปรับ 450 ล้านเหรียญเงิน  และเป็นหนึ่งในเหตุล่มสลายของราชวงศ์ชิง

พ.ศ. 2427-2428   เกิดสงครามระหว่างจีนกับฝรั่งเศส(Sino-French War) เพื่อแย่งชิงอิทธิพลบริเวณตังเกี๋ยหรือเวียดนามตอนเหนือซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าแม่น้ำแดงไปยังมณฑลยูนนานของจีน   กองทัพเรือฝรั่งเศสก็ประสบความสำเร็จในการยึดเมืองฮานอย และ เซินเตย      ฝรั่งเศสสามารถทำลายกองเรือจีนที่ฝูโจวและยึดครองพื้นที่บางส่วนของไต้หวัน    ฝรั่งเศสมีชัย เวียดนามตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส  นำไปสู่การก่อตั้งอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ตลอดระยะเวลาที่ราชวงศ์ชิงระส่ำระส่าย เป็นประเทศล้าหลังและวุ่นวาย ชาวจีนถูกชาวตะวันตกและญี่ปุ่น ขนานนามว่าเป็น คนขี้โรคแห่งเอเชีย ทำให้ชาวจีนบางส่วนมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญและเป็นประชาธิปไตย โดย มี ดร. ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้นำ         

ราชวงศ์ชิงครองแผ่นดินจีนจนถึงปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่(辛亥革命)นำโดยซุนยัดเซ็น และยวนซือไข  เริ่มโดยทหารใหม่ก่อจลาจล ลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู   เกิดการลุกฮือทั่วประเทศ มีการสู้รบและเสียชีวิตจำนวนมาก พ.ศ. 2455 จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเวลากว่า 2,000 ปีของประวัติศาสตร์จีน        ซุนยัดเซ็นได้เปลี่ยนแปลงประเทศนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐจีน (Republic of China)  นำไปสู่ยุคของความวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงยุคขุนศึก การสู้รบระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์

การปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบสาธารณรัฐ นำแนวคิดประชาธิปไตยและความทันสมัยเข้าสู่เอเชีย  และเป็นแรงบันดาลใจให้กับขบวนการปฏิวัติในเอเชียหลายประเทศ รวมทั้งการกบฏทหารหนุ่ม ร.ศ. 130(พ.ศ 2454) สมัยรัชกาลที่ 6  และ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สมัยรัชกาลที่ 7 ในประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

วช. จัด 2 นิทรรศการ ‘เฉดสีจากอารามหลวง’ และ ‘ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น’

วช. จัด 2 นิทรรศการ ‘เฉดสีจากอารามหลวง’  และ ‘ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น’

วช. จัด 2 นิทรรศการ ‘เฉดสีจากอารามหลวง’ และ ‘ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย (TACDA) เปิดตัว หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” พร้อมจัดนิทรรศการนำร่อง 2 เรื่อง ได้แก่ เฉดสีจากอารามหลวง (Colour Palette of the Royal Temple)” และ ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น (Mechanics of Play)” เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการบูรณาการระหว่างศาสตร์และศิลป์ ต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่สังคมร่วมสมัย

พิธีเปิดนิทรรศการจัดขึ้นในวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.30 น. ณ หอศิลป์ร่วมสมัย ชั้น 2 อาคาร วช. 8 โดยมีพันธมิตรภาคเอก ชนร่วมสนับสนุน ได้แก่ บริษัท เบเยอร์ จำกัด, บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนการผลิตเฉดสีสำหรับอาคารสถาน และ Royal Ice Cream ที่จะมาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยไอศกรีมเฉดสีวัด

นิทรรศการเฉดสีจากอารามหลวง (Colour Palette of the Royal Temple) นิทรรศการนี้เกิดจากโครงการวิจัยการถอดเฉดสีวัดอารามหลวง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง TACDA และ วช. มุ่งศึกษาความงามทางสุนทรียะของพระอารามสำคัญในกรุงรัตนโกสินทร์ อันได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์), วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร และ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรมหาวิหาร งานวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการของ “สีและเฉดสี” ที่ปรากฏในงานศิลปกรรมของอารามทั้งสาม โดยอ้างอิงหลักทฤษฎีสี และสุนทรียศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดของครูช่างไทยในอดีตที่สร้างสรรค์ผลงานศิลป์อันทรงคุณค่า

นิทรรศการนำเสนอ “ชุดเฉดสีจากอารามหลวง” ถ่ายทอดทุนทางวัฒนธรรมในมุมมองใหม่ ผู้ชมจะได้สัมผัสการตีความสีไทยร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์รัตนโกสินทร์ พร้อมแนวทางต่อยอดองค์ความรู้สู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ และของที่ระลึก ผลงานนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำฐานข้อมูลสี (Colour Database) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ที่ต่อยอดมาจากทุนทางวัฒนธรรม โดยมี Beger และ SCG ร่วมต่อยอดแนวคิดสู่ผลิตภัณฑ์สีทาอาคารเชิงนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นิทรรศการของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น (Mechanics of Play)

นิทรรศการอีกชุดหนึ่งเกิดจากความร่วมมือของ วช., สมาคมฯ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาวิจัย “กลไกแห่งการเล่น” ของของเล่นไทยพื้นบ้าน เพื่อเผยให้เห็นว่าของเล่นไทยไม่ใช่เพียงของใช้เพื่อความสนุก แต่เป็นผลผลิตของภูมิปัญญาที่ผสมผสานศาสตร์และศิลป์อย่างกลมกลืน ของเล่นพื้นบ้าน เช่น หนังสติ๊ก ลูกข่าง หรือแมลงปอสมดุล ล้วนสะท้อนหลักฟิสิกส์พื้นฐาน ทั้งแรงเหวี่ยง แรงโน้มถ่วง และแรงเสียดทาน ทำให้การเล่นกลายเป็นการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบธรรมชาติ เสริมทักษะการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และจินตนาการของเด็ก ๆ ตามแนวทาง STEM Education

นอกจากมิติทางวิทยาศาสตร์แล้ว นิทรรศการยังตอกย้ำคุณค่าทางวัฒนธรรมในฐานะ “มรดกภูมิปัญญาไทย” ที่เชื่อมโยงคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นหลัง ผ่านของเล่นที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเรียบง่าย และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในแต่ละภูมิภาค พื้นที่แห่งการบูรณาการศาสตร์และศิลป์

หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถูกปรับปรุงจากอาคารเดิมของ วช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่ที่บูรณาการศาสตร์ ศิลป์ และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน วช. มีเป้าหมายให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือของนักวิจัย ศิลปิน และนักออกแบบ เพื่อแลกเปลี่ยนและต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่สังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

ผู้สนใจสามารถร่วมชมนิทรรศการ “เฉดสีจากอารามหลวง” และ “ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น”  ณ หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ชั้น 2 อาคาร วช. 8 ภายในงานมีกิจกรรมพิเศษและไอศกรีมเฉดสีวัด จาก Royal Ice Cream ให้ร่วมสนุกอีกด้วย

คุณแหน : 21 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 21 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 21 พฤศจิกายน 2568

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ สว. และประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย – สหราชอาณาจักรและคณะ เข้าร่วมการประชุม Thai–UK University President Symposium จัดโดย British Council ร่วมกับ Universities UK International (UUKi) ในโอกาสเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร ณ County Hall กรุงลอนดอน..

ll รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รับมอบเงินบริจาคจากโครงการ แบ่งปันสุข ของ บจ. ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อนำไปใช้ในด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาทางการแพทย์ รวมทั้งสนับสนุนการให้บริการรักษาผู้ป่วย มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์..

ll เปิดมุมมองใหม่ผู้บริหารระบับสูงของภาครัฐและเอกชนสู่ยุคดิจิทัล ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ชวนผู้บริหารมาสมัครเรียนหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 9 มาอัปเดตเทรนด์-เติมความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและต่างประเทศกว่า 100 คนมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด รายละเอียดโทร 082 449 4598 หรือที่  http://www.depa.or.th/digitalceo..

ll จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ต้อนรับพร้อมบรรยยายพิเศษให้คณะหลักสูตร DJS#3 ที่มาศึกษาดูงานเทคโนโลยีที่ประยุกต์ใช้ของ บจ.บิทคับแคปปิตอลกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ งานนี้ นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล, พ.อ.นำพล ไพบูลย์ฐิติพรชัย, ดร.กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์, ผศ.ดร.ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, ผศ.ประสิทธิชัย ณรงค์เลิศฤทธิ์, นพ.ปรีดี ดิษร, พชร แก้วิเศษ, กฤติย์ภรณ์ เตียไพรัชกูลกิจ, กฤษกร เตกิตติพงษ์, จิตติ วัฒนจัง, ชวิศ ยงเห็นเจริญ, บรรจง พูลศรี, ดร.สถาพร ลิมป์ปัทมปาณี, รับพร พรหมวงศานนท์, จิรวัฒน์ เด่นแดนโดม, ธนภัทร นิลวัชรมณี, พชร แก้ววิเศษ, พีระ เชาว์เฉลิมพงศ์, เรือโทภัทธวุฒิ กนกวรรณากร, ดร.ศิรญา ชาวนา, สันต์ทศน์ สุริยันต์,  สุภิรัก แสงอรุณศิริ ร่วมด้วย..

ll มิตรสหายชาว Digital CEO#6 ยินดีกับ ผศ.ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ ที่ได้เป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง..

ll ประภาพรรณ พิชัยคำ  บจ. เพาเวอร์เทค 2004 มอบชุดกล้องผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องความละเอียดสูง พร้อมระบบสร้างภาพด้วยเทคนิคการเรืองแสงและเครื่องมือตัดเลาะเนื้อเยื่อเย็บปิดหลอดเลือด ให้ รพ.หนองคาย โดยมี นพ. อัษฎายุธ นันทา รับมอบ..

ll ชื่นชม สันทวัฒน์ สินาเจริญ ซีอีโอ บจ.เอนีเพย์  ที่ได้ร่วมบริจาคเงินทบทุนมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ รพ.เทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และ รพ.ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จำนวน 11 แห่ง..

ll เพื่อนๆร่อมมอนุโมทนาบุญกับ เลิศรัตน์ รตะนานุกูล ที่จะอุปสมบท ณ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) แล้วจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดียถึง 5 ธ.ค…             

ll เมื่อเทคโนโลยีอาจเปลี่ยนโลก ได้เร็ว แต่ “คน” คือผู้กำหนดว่าจะให้มันไปทางไหน ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ขอเชิญนักการตลาดและนักธุรกิจไทยทุกท่านร่วมงาน Thailand Marketing Day 2025 “Prompt the Future : The Power of Marketing” งานนี้คือ จุดนัดพบของนักคิด – นักสร้าง – นักขับเคลื่อน ที่จะร่วมกัน “ออกแบบอนาคต” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของผู้บริโภค เพื่อให้การตลาดไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกแห่งอนาคต  กับสุดยอด 2 เวที 20+ Sessions 30+ Speakers ระดับหัวแถว  ศุกร์ 28 พย. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 รายละเอียดโทร. 02-679-7360-1..

LOFT จับมือศิลปินสตรีทอาร์ต เปิดตัว ‘Suga® Please’ เติมพลังความหวานให้ชีวิต ผ่านคาแรกเตอร์ Suga®

LOFT จับมือศิลปินสตรีทอาร์ต เปิดตัว ‘Suga® Please’ เติมพลังความหวานให้ชีวิต ผ่านคาแรกเตอร์ Suga®

LOFT จับมือศิลปินสตรีทอาร์ต เปิดตัว ‘Suga® Please’ เติมพลังความหวานให้ชีวิต ผ่านคาแรกเตอร์ Suga®

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

LOFT ไลฟ์สไตล์ช็อปชื่อดังจากญี่ปุ่น เดินหน้าสร้างประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่อีกครั้ง ด้วยการจับมือศิลปินสตรีทอาร์ตระดับไอคอนของไทย Benzilla” หรือ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข เปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษ “Suga® Please” พร้อมทั้งครีเอทป๊อปอัพถ่ายทอดคาแรกเตอร์ “Suga®” ตัวแทนของคนเมืองที่เผชิญกับชีวิตอันแสนเร่งรีบ แต่ยังคงค้นหาความสุขเล็กๆ จากของหวาน เติมพลังให้ทุกวันด้วย ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ Suga® Please Showcase Experience ครั้งแรกในไทย ที่ LOFT ชั้น 4 ฝั่ง South สยามพารากอน

ภายในงานพบกับสินค้าคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในแต่ละวันที่ Suga® ต้องตื่นเช้า ฝ่ารถติดที่ไม่รู้จบ และเจอกับความจำเจของชีวิตประจำวัน จนทำให้เธอรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและเบื่อหน่าย แต่สิ่งเดียวที่ทำให้โลกของเธอกลับมามีสีสันคือ “ของหวาน” ที่เธอหลง ใหล และจากแรงบันดาลใจนี้จึงเกิดเป็น Suga® Please เอ็กซ์คลูซีฟคอลเลกชันพิเศษระหว่าง “LOFT” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และ “Benzilla” ศิลปินสตรีทอาร์ตผู้เป็นไอคอน ถ่ายทอดความสดใสและพลังงานชีวิตของ Suga® ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

ในครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่า เพราะเป็นครั้งแรกที่ Benzilla ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ Suga® ออกมาในรูปแบบ Plush Toys เต็มรูปแบบที่ทุกคนรอคอยให้ได้สัมผัสเสน่ห์และเอกลักษณ์ของเธออย่างใกล้ชิด มาพร้อมกับสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่ของใช้ประจำวัน ของสะสมไปจนถึงแฟชั่นไอเทมที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกสไตล์ โดยทุกชิ้นคือการผสมผสานลายเส้นซิกเนอร์เจอร์ของ Benzilla จนเกิดเป็นคอลเลกชันที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนความขี้เล่น ความสดใสและความเท่ในเว

ลาเดียวกันมากไปกว่านั้นกับครั้งแรกของ Suga® Plush Sculpture ขนาดใหญ่ที่จัดแสดงให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด “Suga® Please” จึงไม่ใช่เพียงคอลเลกชัน แต่คือการประกาศตัวตนของคนรุ่นใหม่ว่า “ความหวานก็เท่ได้” “Life’s Bitter? – Suga® Please”

สำหรับคอลเลกชัน “Suga® Please” ถ่ายทอดความสนุกและพลังบวกในแบบฉบับของ Benzilla ด้วยโทนสีสดใสและดีไซน์ที่ผสมผสานอา รมณ์ playful กับ street ได้อย่างลงตัว ทุกชิ้นออกแบบและผลิตโดย Benzilla พร้อมรายละเอียดคุณภาพที่ใช้งานได้จริงและเหมาะสำหรับนักสะสม ได้แก่ Suga® Plush Toy (4,500 บาท) – ครั้งแรกของ Sugaในรูปแบบตุ๊กตาเต็มตัว ผลิตจากวัสดุนุ่มพิเศษ พร้อมกล่องอะคริลิกโชว์สุดพรีเมียม และ gimmick แม่เหล็กที่สามารถสลับติด “ดังโง๊ะ” หรือ “ดอกไม้” เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของตัวตุ๊กตาได้,Suga® Look Oversize T-Shirt (1,290 บาท) – เสื้อคอตตอนเนื้อนุ่ม ทรง Oversize ใส่ได้ทั้งชายและหญิง ,Suga®&Look Tote Bag (1,890 บาท) – กระเป๋าแคนวาสทรงเท่ ดีไซน์เรียบแต่แฝงความสนุก ,Suga® Cap (990 บาท) – หมวกแก๊ปเรียบเท่ ปักลายคาแรกเตอร์ Suga , Suga® Plush Keychain (1,590 บาท) – พวงกุญแจผ้านุ่ม สัมผัสสบาย เหมาะเป็นของสะสมหรือของขวัญ ,Suga®&Look Tumbler (1,190 บาท) – แก้วน้ำ Food Grade เก็บอุณหภูมิได้ทั้งร้อนและเย็น ดีไซน์มินิมอล , Suga® Enamel Pin (590 บาท) – เข็มกลัดเคลือบสีเงางาม 3 แบบสุดพิเศษSuga ®&Look  Sticker Set (350 บาท) – สติกเกอร์รวมลายยอดฮิตของ Suga และเพื่อนๆ

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก LOFT Benzilla Suga®  Please Showcase Experience ได้แล้ววันนี้สินค้าทั้งหมดวางจำหน่าย เฉพาะที่ LOFT เท่านั้น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: LOFT BANGKOK, Instagram: @loftbangkok และ ONESIAM SuperApp

เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข ดีไซเนอร์ และ ตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บจก.สยาม สเปเชียลลิตี้

เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข ดีไซเนอร์ และ ตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บจก.สยาม สเปเชียลลิตี้

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ผนึกกำลังญี่ปุ่น จัดประกวดภาพวาดเด็ก ครั้งที่ 20 กระชับมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ผนึกกำลังญี่ปุ่น จัดประกวดภาพวาดเด็ก ครั้งที่ 20 กระชับมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ผนึกกำลังญี่ปุ่น จัดประกวดภาพวาดเด็ก ครั้งที่ 20 กระชับมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น จัดโครงการ “การประกวดภาพวาดส่งเสริมวัฒนธรรมความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568” เปิดเวทีให้นักเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศแสดงศักยภาพด้านศิลปะ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์

การประกวดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) มีผลงานเข้าร่วมกว่า 1,000 ภาพ จากโรงเรียนทั่วประเทศ โดยผลงานรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 2 จะได้รับสิทธิ์เข้าประกวดในระดับนานาชาติ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า “ผลงานของเด็ก ๆ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพอันงดงาม โครงการนี้เป็นความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่ดำเนินมานานกว่า 19 ปี มีเยาวชนได้รับรางวัลแล้วกว่า 660 คน แสดงให้เห็นถึงพลังของศิลปะและวัฒนธรรมที่ช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้ของสองประเทศอย่างยั่งยืน”

นายดิษพล มาตุอำพันวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กล่าวเสริมว่า “การประกวดครั้งนี้เปิดโอกาสให้เด็กได้ถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และสังคม ผ่านงานศิลปะที่งดงาม ช่วยเสริมทักษะการสังเกต ความละเอียดอ่อน การทำงานร่วมกัน และความคิดสร้างสรรค์ในโลกยุคใหม่”

ด้านนายโคเฮ นากายิมา ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิศิลปะวัฒนธรรมโมกิจิ โอกาดะ กล่าวว่า “ทุกผลงานล้วนสะท้อนความตั้งใจ และถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมไทย–ญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง ปีนี้ยังมีผลงานจากอีก 11 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ร่วมจัดแสดง เพิ่มความหลากหลายให้เวทีระดับนานาชาติ”

นิทรรศการผลงานเปิดให้ประชาชนเข้าชม ณ ห้องดาวเคราะห์สีฟ้า (Blue Planet) ชั้น 4 ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสมุมมองศิลปะของเด็กไทย และรับแรงบันดาลใจจากผลงานที่หลากหลาย ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับสุนทรียภาพและวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้านศิลปะในสังคมไทย

กรมส่งเสริมการเรียนรู้และหน่วยงานพันธมิตรย้ำว่า “ศิลปะคือสื่อกลางสำคัญในการหล่อหลอมคุณค่าทางจิตใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และวางรากฐานให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของโลกอนาคต”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กลุ่มส่งเสริมการเรียนรู้ โทร. 02-391-0544 หรือผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน

-(016)