อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026” ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026”  ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

อบจ.ภูเก็ต ปล่อยว่าวสู่ฟ้า เปิดงาน “Phuket Kite Festival 2026” ชูภูมิปัญญาว่าวไทยสู่เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

จังหวัดภูเก็ตคึกคักต้อนรับฤดูท่องเที่ยว เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต จัดพิธีเปิดงานเทศกาลว่าวที่สุดอาร์ตแห่งปี!  “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมชมความงดงามของว่าวหลากหลายรูปแบบที่โบยบินแต่งแต้มสีสันเหนือท้องฟ้าชายหาดภูเก็ต 

ภายในพิธีเปิดงานเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยว่าวหลากหลายรูปแบบ ทั้งว่าวไทยพื้นบ้านจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ว่าวแฟนซี และว่าวขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ที่ร่วมกันสร้างภาพความงดงามเหนือชายหาดกะรน เปรียบเสมือนงานศิลปะบนผืนฟ้าขนาดใหญ่ สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการเล่นว่าวของไทย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมต่อยอดสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเติมสีสันและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต

“องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ Phuket Kite Festival เป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของจังหวัด ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยนำเสน่ห์ของว่าวไทยและว่าวนานาชาติมาสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ต ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เราหวังว่างานในครั้งนี้จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว และช่วยยกระดับภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติในอนาคต” 

สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงว่าวทั้งว่าวไทยดั้งเดิม ว่าวแฟนซี และว่าวนานาชาติ เช่น ประเภทว่าวนานาชาติจากประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศโปแลนด์ ประเภทว่าวแฟนซี เช่น ว่าวมังกรของจีน ว่าวกวางโจเมืองหยางเจียง ว่าวรูปสัตว์ที่จะร่วมกันสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ตอย่างสวยงาม กิจกรรมเวิร์กชอปประดิษฐ์ว่าวและเพ้นท์ว่าวสำหรับเยาวชน รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การทำพวงกุญแจจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีโซน Creative Market จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน โซน Craft Coffee และร้านอาหารชื่อดัง รวมถึง Food Truck ริมชายหาดที่พร้อมเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักตลอดทั้งวัน ขณะที่ช่วงค่ำยังมีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังของไทย อาทิ วง Musketeers, OG-ANIC และ LAZYLOXY และวง ETC. ที่จะมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ทั้งนี้ การจัดงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ทั้งในมิติของธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดให้คึกคักยิ่งขึ้น

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันของว่าวหลากหลายรูปแบบ ในงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ สวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน จังหวัดภูเก็ต พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความประทับใจและสีสันใหม่ของการท่องเที่ยวภูเก็ตไปด้วยกัน

‘ซีเอ็ด’จุดประกายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือ เปิดมุมมองศิลปินยุคใหม่ จากลายเส้นสู่แบรนด์และรายได้

‘ซีเอ็ด’จุดประกายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือ  เปิดมุมมองศิลปินยุคใหม่ จากลายเส้นสู่แบรนด์และรายได้

‘ซีเอ็ด’จุดประกายครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือ เปิดมุมมองศิลปินยุคใหม่ จากลายเส้นสู่แบรนด์และรายได้

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ซีเอ็ดประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรม “SE-ED PLAYGROUND x ARTIST: ศิลปินยุคใหม่ สร้างงาน สร้างแบรนด์ สร้างรายได้” ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มนักอ่านและครีเอเตอร์รุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ “ศิลปินยุคใหม่” ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างสรรค์ผลงาน แต่สามารถต่อยอด “ลายเส้น” ให้กลายเป็น “ตัวตน” สร้าง “แบรนด์” และพัฒนาเป็น “รายได้” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด SE-ED Playground ซึ่งซีเอ็ดมุ่งสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ค้นพบแรงบันดาลใจ และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สู่โอกาสใหม่ โดยได้รับเกียรติจากศิลปินและครีเอเตอร์ 4 กลุ่ม ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดการสร้างสรรค์ในมุมที่หลากหลาย

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต CEO วิธิตากรุ๊ป สะท้อนมุมมองการต่อยอดคาแรกเตอร์ระดับตำนานว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ขายหัวเราะอยู่คู่กับคนไทย เราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะปรับตัวค่ะ เพราะเราตระหนักดีว่า ‘อารมณ์ขัน’ และพฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันเราจึงมุ่งเน้นการยกระดับใน 2 มิติหลัก คือ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สร้างรอยยิ้มในรูปแบบที่ทันสมัย และการขยายพรมแดนของคาแรกเตอร์ขายหัวเราะไปสู่ธุรกิจที่หลากหลายผ่านการทำ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ

สำหรับในปีนี้ แฟนๆ จะได้เห็นขายหัวเราะในโฉมใหม่ที่ครอบคลุมทุกช่องทางออนไลน์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ Merchandise และบริการใหม่ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะโปรเจกต์มาสคอตอย่าง ‘หนูหิ่น’ ในลุคใหม่ที่ปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตลอดเวลา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก เราพร้อมที่จะพาคาแรกเตอร์ที่ทุกคนคุ้นเคยไปทำความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และสร้างความสุขให้คนไทยต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด”

ด้าน ครูอ้าว เกียรติสุดา และ ผาล ภิรมย์ ผู้สร้าง “เจ้าขุนทอง” เน้นย้ำบทบาทของคอนเทนต์เพื่อเด็กว่า ความพิเศษของเจ้าขุนทองคือการนำกลุ่ม “สัตว์ไทย” ที่คนคุ้นเคยมาทำเป็นคาแรกเตอร์ที่มีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นสุนัข ควาย หรือจระเข้ ซึ่งในยุคหนึ่งเรามักจะเห็นแต่สื่อจากต่างประเทศเป็นหลัก คุณแม่ (ผู้ก่อตั้ง) จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างรายการของคนไทย เพื่อเด็กไทยโดยเฉพาะ ทำให้ตัวละครอย่าง “ฉงน” กลายเป็นตัวแทนของคนในสังคมที่มีความหลากหลาย ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รู้สึกใกล้ชิดและผูกพันมาจนถึงปัจจุบัน”

“ในก้าวต่อไปของเจ้าขุนทอง เรายังคงมุ่งผลิตสื่อสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องทั้งทางโซเชียลมีเดียและโทรทัศน์ และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือในปีนี้เรากำลังจะมีโปรเจกต์ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงการร่วมงานกับ SE-ED เพื่อพาเจ้าขุนทองไปทำความรู้จักกับแฟนๆ ในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เราหวังว่ารากฐานความรักที่เราสร้างมาตั้งแต่วันที่ผู้ชมยังเป็นเด็ก จะเติบโตเป็นพลังที่ส่งต่อความสุขให้แก่กันในฐานะผู้ใหญ่ในวันนี้”

ขณะที่ นรวิชญ์ ธารากิจ จาก TOYLAXY ผู้สร้างปรากฏการณ์ “Battle of Talingchan” ได้เล่าถึงการนำวัฒนธรรมไทยมาต่อยอดว่า “เราพยายามสร้างความแตกต่างในตลาดด้วยการใส่ ‘ความตลก’ และ ‘ความสนุก’ เข้าไปในตัวละคร เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้แต่ตัวละครยักษ์ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงอย่าง กุมภกรรณ หรือ ทศคีรีวัน-ทศคีรีธร เราก็นำมาทำเป็นการ์ดเกมจนทำให้เด็กๆ ที่เล่นเกมสามารถจดจำชื่อและประวัติของพวกเขาไปใช้ต่อยอดในการศึกษาได้จริง”

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตเพียงลำพัง แต่เราอยากให้ Battle of Talingchan เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นเหมือน ‘แกลเลอรี’ ให้กับศิลปินและอาร์ทติสไทยได้โชว์ฝีมือ เราพร้อมที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเกมและคอมมูนิตี้คนทำงานสร้างสรรค์ให้เติบโตไปพร้อมๆ กับเราครับ”

 aibig เจ้าของเพจ “แมวน่าเบื่อเพื่อนรัก” สะท้อนเส้นทางของครีเอเตอร์ยุคใหม่ว่า “เพจ ‘แมวหน้าเบื่อ’ (This is Boring Day) เชื่อมั่นใน ‘พลังของความเรียบง่าย’ ครับ เราตั้งใจออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหาโดยหยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนพบเจอมาเล่าใหม่ เพราะเราเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้ชมดูแล้วรู้สึกว่า ‘นี่คือเรื่องของเรา’ ความเรียบง่ายนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงเราเข้ากับคนรุ่นใหม่ เมื่อเนื้อหาเข้าใจง่ายและน่าประทับใจ ผู้ชมก็จะเกิดความสนุกและพร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านั้นต่อให้กับคนรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ”

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีเอ็ดต้องการเป็นมากกว่าร้านหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ‘SE-ED Playground’ จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนที่อยากพัฒนาตัวเองและสร้างสิ่งใหม่”

เวที “SE-ED PLAYGROUND x ARTIST” ไม่เพียงถ่ายทอดประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถพัฒนาไปสู่โอกาสใหม่ได้จริง ตั้งแต่การสร้างตัวตน การต่อยอดเป็นแบรนด์ ไปจนถึงการสร้างรายได้ในรูปแบบที่หลากหลาย โดยซีเอ็ดมุ่งหวังว่ากิจกรรมนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักอ่านและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กล้าที่จะเริ่มต้น และพัฒนาศักยภาพของตนเองในเส้นทางที่หลากหลายต่อไป

สงกรานต์นี้ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ชวนร่วมสรงน้ำพระสักการะองค์ครุฑ

สงกรานต์นี้ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ชวนร่วมสรงน้ำพระสักการะองค์ครุฑ

สงกรานต์นี้ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ชวนร่วมสรงน้ำพระสักการะองค์ครุฑ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.57 น.

สงกรานต์ปีนี้ พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยทีเอ็มบีธนชาต ได้เปิดพื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษตามขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย เพื่อให้ผู้มาเยือน ได้ร่วมสืบสานประเพณีอันงดงาม ผ่านการสรงน้ำพระและขอพรรับปีใหม่ไทย อัญเชิญ “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” พระพุทธรูปองค์สำคัญมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกวันศุกร์และวันเสาร์  ตั้งแต่วันนี้ขนถึงวันที่ 25 เมษายน 2569

พระพุทธรูป “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” องค์นี้ถูกสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี นับเป็นพระพุทธรูปเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการประดับพระครุฑพ่าห์  และได้รับพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. กิจกรรมครั้งนี้จึงไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชมความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสถึงคุณค่าความหมายอันลึกซึ้งของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่ไทย พร้อมทั้งร่วมสรงน้ำองค์ครุฑ ณ พิพิธภัณฑ์ครุฑ สถานที่ที่เป็นหนึ่งใน “UNSEEN THAI THAI เสน่ห์วัฒนธรรมทั่วไทย” จังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย

หลังจากอิ่มบุญ อิ่มใจแล้ว การเดินชมพิพิธภัณฑ์ครุฑก็เปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ให้กับวันหยุด ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน ที่รวบรวมองค์ครุฑกว่า 150 องค์จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ละองค์มีรูปแบบและเอกลักษณ์เฉพาะ สะท้อนศิลปะ ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านงานแกะสลักที่วิจิตรงดงามและเปี่ยมด้วยรายละเอียด

พื้นที่จัดแสดงถูกออกแบบให้ทันสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้การเรียนรู้เรื่องตำนานและสัญลักษณ์ไทยเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ทุกวัย เส้นทางการชมจะพาผู้เยี่ยมชมค่อย ๆ เดินผ่านโลกแห่งจินตนาการและคติความเชื่อ ตั้งแต่บรรยากาศป่าหิมพานต์ กำเนิดจักรวาล เรื่องราวของพญาครุฑและพญานาค ไปจนถึงการตามรอย “ตราพระครุฑพ่าห์” สัญลักษณ์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงครุฑจากทั่วประเทศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา

พิพิธภัณฑ์ครุฑจึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้เวลาคุณภาพกับการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์นี้ หากอยากปรับโหมดมาสู่ความสงบที่ได้ทั้งความรู้ ความสบายใจ และความเป็นสิริมงคล พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยทีเอ็มบีธนชาต คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ช่วยเติมความหมายให้วันหยุดปีใหม่ไทยได้อย่างลงตัว

ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป “สมเด็จมหาราชทรงครุฑ” และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ไทย สามารถเข้าชมได้ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 25 เมษายน  2569 วันละ 3 รอบ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. ทั้งนี้ สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านระบบจองล่วงหน้าได้ที่https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 8882 3900 ทั้งนี้ มีบริการผู้นำชม ไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมรถตู้รับ-ส่งจาก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ไปยังพิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีตลอดการเดินทาง

‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ผสานพลังรุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอด ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”

‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ผสานพลังรุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอด ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”

‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ผสานพลังรุ่นสู่รุ่น ถ่ายทอด ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

ยังคงสานต่อโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 สำหรับ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” โครงการที่เสริมสร้างทักษะความรู้เรื่องชุมชนให้กับเยาวชน และฝึกฝนการเป็นเจ้าบ้านที่ดีพร้อมเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปสู่สากล พร้อมทั้งเผยแพร่เรื่องราว บอกเล่าประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของชุมชนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงาน “Water Festival 2025 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569  ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและเยาวชนในชุมชนอายุระหว่าง 7-14 ปี จำนวนกว่า 67 ชีวิต ตอบรับเข้าร่วมโครงการ

ปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมอบรมน้องๆ เยาวชนที่มีความกล้าแสดงออก จิตอาสา และ มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตนเองให้กับนักท่องเที่ยวได้ ก่อนลงพื้นที่ “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” จัดขึ้น ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร  เริ่มต้นด้วยพิธีเปิดและกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อสร้างความคุ้นเคย เสริมความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน จากนั้นเป็นกิจกรรมเสริมทักษะอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กิจกรรม “ทายชื่อข้ามกำแพง” และ “ปริศนาจิ๊กซอว์พาวุ่น” ที่ช่วยฝึกการทำงานเป็นทีมและการคิดวิเคราะห์ ก่อนพักเบรก และต่อด้วยกิจกรรม “จำแล้วแกะ แปะให้เป๊ะ” เพื่อพัฒนาทักษะการสังเกตและความคิดสร้างสรรค์ ต่อจากนั้นน้องๆ ได้เข้าร่วม Workshop เรียนรู้ “ของดีชุมชนของเรา” พร้อมทั้งรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่เยาวชนเจ้าบ้าน บรรยากาศการอบรมตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างคึกคักและสร้างสรรค์ เยาวชนทุกคนมีความตั้งใจ พร้อมเรียนรู้ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสืบสานและถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยสู่สังคมในรูปแบบร่วมสมัย

น้องอีฟนิ่ง-เมธาณีย์ สวัสดิ์รัตพล อายุ 22 ปี ศึกษาที่ คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตัวแทนพี่เลี้ยงเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า “หนูได้มีส่วนร่วมในการคิดกิจกรรมอบรมเยาวชนเจ้าบ้าน ซึ่งช่วยให้น้องๆ ได้เรียนรู้เรื่องชุมชนและวัดต่างๆ นอกพื้นที่ของตนเอง รวมถึงได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ จากหลากหลายพื้นที่ โดยหนูเป็นเยาวชนเจ้าบ้านมาเกือบ 10 ปีแล้ว และได้นำความรู้เรื่องวัดต่างๆ มาถ่ายทอดให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ กิจกรรมนี้มุ่งเตรียมความพร้อมให้น้องๆ เป็นเยาวชนเจ้าบ้านที่ดี ทั้งด้านการทำงานเป็นทีมและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในงาน Water Festival 2026 ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงานระหว่างวันที่  11–15 เมษายน 2569 นะคะ”

ทางด้าน นายณภัชป์ รัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสายน้ำแห่งวัฒนธรรม จำกัด เผยว่า การจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” สะท้อนทั้งความรื่นเริงของกิจกรรม และการสืบสานประเพณีอันดีงามของสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล โดยคำว่า สนุก คือกิจกรรมและการแสดงที่หลากหลาย ส่วนคำว่า สนาน คือความหมายของการชำระล้าง เสริมสิริมงคล และ สงกรานต์บ้านฉัน คือการนำเสนออัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนผ่านพื้นที่จัดงาน

“วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญกับการเปิดอบรมโครงการ เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เพราะเราเชื่อว่าไม่มีใครเล่าเรื่องชุมชนได้ดีเท่าคนในชุมชนเอง และเยาวชนคือกำลังสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้สู่สายตานักท่องเที่ยวโดยน้อง ๆ จะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับชุมชน ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และได้สร้างเครือข่ายเพื่อนที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตในอนาคต หากทุกท่านพบเยาวชนเจ้าบ้านในเสื้อสัญลักษณ์ เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม สามารถสอบถามข้อมูลหรือขอคำแนะนำได้ น้อง ๆ ทุกคนพร้อมต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ครับ”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความรัก ความหวงแหนวัฒนธรรรมวิถีชีวิตแบบไทย ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ  ของชุมชนตนเองจนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนและความยั่งยืน

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

‘VISION’ นิทรรศการระดับโลกผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.52 น.

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2569

“VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับนานาชาติ  พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบันอย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์

ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา, เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง

นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์, ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks)  จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA)  ศิลปินเกาหลีใต้ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน

ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียม, โยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE)  ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

เชิญก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการมองเห็นที่ไร้ขอบเขต เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบความหมายใหม่ของศิลปะ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เห็น แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมองให้ลึกไปไกลกว่าสายตา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

สภาเภสัชกรรม นำโดย ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรมม, รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาเภสัชกรรม, ภก.อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และภก.ธีรวิทย์ บำรุงศรี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านพัฒนาวิชาชีพ เข้ายื่นหนังสือถึง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเภสัชกรทั่วประเทศ โดยระบุว่าเภสัชกรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายซึ่งประกอบไปด้วย “น้อมนำการพัฒนางานสาธารณสุข ตามแนวพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ “30 บาทรักษาทุกที่” และ “ฟอกไตฟรี ได้ทุกแห่ง” “รอบรู้ เพื่ออยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต”“หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”“เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” และ “ขวัญกำลังใจบุคลากร” นั้น

สภาเภสัชกรรมซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ที่เป็นตัวแทนของเภสัชกรทั่วประเทศ ได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศไทย หากเภสัชกรได้รับการสนับสนุนให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน โดยขอเรียนให้ทราบว่า เภสัชกรในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายของท่านและกระทรวงสาธารณสุข มาอย่างต่อเนื่อง

โดยเภสัชกรได้ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการด้านยาแบบไร้รอยต่อ One Region-One Province-One Hospital เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาจำเป็นได้อย่างปลอดภัย แบบไร้รอยต่อ ในผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่สำคัญ โดยเภสัชกรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตาม Service Plan ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ ทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสหสาขาวิชาชีพ โดยมีการบริหารคลังยา ทรัพยากร และบัญชียาร่วม เป็นคลังเดียวกันในทุกสถานบริการ มีการเชื่อมโยงข้อมูลคลังยา (Digital Supply Chain Backbone) และประวัติด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาการรักษาล่าช้า ลดการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอยของประชาชน และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทย ทำให้ประชาชนเพียงนำบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถไปรับบริการได้ทุกที่ เพราะมีการบริหารระบบยาและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพเภสัชกรในหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้เป็น “หมอยาประจำตัว” โดยทำงานร่วมกับทีมหมอครอบครัว ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพประชาชนด้านยาที่บ้านและในชุมชน โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนสร้างความรอบรู้ด้านยาให้กับประชาชน ลดการใช้ยาซ้ำซ้อน มีความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง อันจะส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะฉุกเฉิน เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภัยจากสงครามกับเพื่อนบ้าน ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน โรคระบาด โรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ ภัยพิบัติจากน้ำท่วมและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เภสัชกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบยาเพื่อสร้างความพร้อมการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเหล่านี้ โดยมีแผนการเตรียมความพร้อม (Preparedness) ก่อนเกิดเหตุ การตอบโต้และให้บริการ (Response) ในภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการฟื้นฟู (Recovery) หลังเหตุการณ์สงบ เพื่อบริหารจัดการด้านยา ระบบผลิตและจัดหายา ระบบ Logistics เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาในการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพียงพอไม่ขาดแคลน

ดังจะเห็นได้จาก การจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการยาในสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกากับอิหร่านในปัจจุบัน ที่มีการประสานข้อมูลระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม บริษัทผู้จัดจำหน่าย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และทุกโรงพยาบาลในประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ในแต่ละโรงพยาบาล ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันผ่านระบบ Dashboard ที่สามารถสร้างระบบติดตามได้สำเร็จภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในทุกสถานการณ์วิกฤตด้านสุขภาพ ทั้งโรคระบาด หรือภัยพิบัติต่างๆ เภสัชกรได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพ ร่วมสนับสนุนทุกนโยบายของผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยจากการใช้ยา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น

อย่างไรก็ตาม เภสัชกรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังประสบปัญหาสมองไหลและขาดขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เภสัชกรมีการปรับเปลี่ยนสถานะการจ้างจากข้าราชการเป็นพนักงานราชการ โดยได้รับจัดสรรปีละ 350 ตำแหน่งมาจนถึงปี 2569 แต่มีอัตราการสูญเสียเภสัชกรออกจากระบบราชการตั้งแต่ปี 2565 – 2567 จำนวน 146 ราย 216 ราย และ 185 รายตามลำดับ (สูญเสียเฉลี่ยปีละ 182 ราย) ในขณะที่เภสัชกรใช้ทุนปี 2568 ที่ได้รับจัดสรร 350 ตำแหน่ง มีผู้สมัครใช้ทุนเพียง 264 ราย (ร้อยละ 75) มีตำแหน่งว่าง 86 ตำแหน่งที่ไม่มีผู้เลือกสถานที่ใช้ทุน (ร้อยละ 25) โดยตำแหน่งว่างดังกล่าว ไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่เพื่อรับสมัครเองแต่ถูกดึงตำแหน่งกลับส่วนกลาง ทำให้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ และภาระงานของเภสัชกรในพื้นที่

สำหรับการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรที่มีสถานการณ์จ้างเป็นพนักงานราชการที่มีอายุงาน2 ปีขึ้นไป ในปี 2567 ได้รับจัดสรรมา 152 ตำแหน่ง ในขณะที่ยังมีเภสัชกรพนักงานราชการที่ยังตกค้างอีกประมาณ 1,000 ราย

ในขณะที่สถานการณ์จ้างของเภสัชกรเป็นพนักงานราชการมาจำนวนเท่าเดิม 350 ตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่แพทย์และทันตแพทย์ ได้รับการจ้างเป็นข้าราชการต่อเนื่องมาทุกปีด้วยการใช้ตำแหน่งว่างบริหารจัดการในภาพรวม โดย 2 ปีย้อนหลังแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 2,013 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 2,801 ตำแหน่งในปี 2569 ส่วนทันตแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 587 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 602 ตำแหน่งในปี 2569

ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรทุกคน มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียกำลังคนจากระบบราชการ สภาเภสัชกรรมจึงขอสนับสนุนการดำเนินการจากท่านดังนี้

1. ขอปรับสถานะการจ้างเภสัชกร ที่มีสถานะการจ้างเป็นพนักงานราชการหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้เป็นข้าราชการ ตั้งแต่แรกเริ่มบรรจุ ส่วนพนักงานราชการเดิมหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้ปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการในอนาคตจนครบทุกตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและจูงใจให้อยู่ในระบบราชการ

2. ขอจัดสรรตำแหน่งว่างของข้าราชการตำแหน่งเภสัชกร ส่งกลับไปยังพื้นที่โดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและภาระงาน โดยมีรายละเอียดตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0208.02/ว 7874 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ให้ชะลอการใช้ตำแหน่งว่าง โดยสงวนเพื่อบริหารจัดการภาพรวม ทำให้ตำแหน่งเภสัชกรที่เกษียณอายุราชการ ลาออก หรือย้ายเลขว่าง ไม่ได้รับการจัดสรรกลับคืนลงไปยังพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ความขาดแคลนเภสัชกร และภาระงานในการดูแลประชาชนในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

3. ขอสนับสนุนและส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่ง ให้เภสัชกรเข้าสู่ตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เลื่อนไหล) ได้ทุกราย โดยไม่ต้องยุบตำแหน่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีเภสัชกรที่ยังตกค้างในระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ รวมกัน 8,117 ตำแหน่ง จาก 9,377 ตำแหน่ง (ร้อยละ 87) และมีแนวโน้มที่จะลาออกจากระบบราชการหากมีอายุราชการครบ 25 ปี

4. ขอปลดล็อคการตรึงตำแหน่งของเภสัชกรที่เป็นข้าราชการ ตามหนังสือที่ สธ 0201.032/ว76 ลงวันที่ 21 มกราคม 2556 เพื่อให้เภสัชกรสามารถย้ายกลับภูมิลำเนากลับไปดูแลบิดามารดา และได้อยู่ร่วมกับครอบครัวได้

5. ขอปรับค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติ จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท เทียบเท่ากับเภสัชกรขององค์การเภสัชกรรม และ เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ที่ได้รับการปรับเพิ่มในอัตราดังกล่าวแล้ว และเทียบเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ ที่มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปีเท่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และลดการลาออกของเภสัชกรที่ลาออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษกรณีไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนี้ ไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว

6. ขอปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) และตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุขของพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) ขอปรับเพิ่มจากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1,500 บาท และ 3,000 บาท เป็น 3,500 / 7,500 / 15,000 บาท ตามหนังสือที่ สภ.01/01/182 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เกิดความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น โดยเภสัชกรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็น 6 ปี เช่นเดียวกับแพทย์และทันตแพทย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย หรือมีการปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน มีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานจากระบบเป็นจำนวนมาก

ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช เน้นย้ำว่า การส่งเสริมขวัญกำลังใจในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวบุคลากร แต่เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการดูแลด้านยาให้แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านยาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

​ปิดม่าน! ‘THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026’ เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

​จบลงอย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ สำหรับโปรเจกต์เฟ้นหาดาวดวงใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี “THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026” รอบไฟนอล ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิในวงการบันเทิงอย่างล้นหลาม เพื่อร่วมพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนไทยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ ภายใต้คอนเซปต์ Gender Inclusive

​บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก เริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดตระการตาจากเหล่าผู้เข้าประกวด ตามด้วยการแสดงรอบความสามารถพิเศษที่แต่ละคนงัดไม้ตายทั้งร้อง เต้น และการแสดงออกมามัดใจคณะกรรมการ นำโดย คุณน็อต แม็กซิม (กฤติน จิกิตศิลปิน), คุณเวสป้า อิทธิพล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษกับโชว์จาก ตะวัน-ภูตะวัน แย้มใสย์ (ตะวัน วง XI) ที่เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์

สรุปผลการประกาศรางวัลค่ำคืนแห่งเกียรติยศ ​ผู้ที่ฉายแววโดดเด่นและคว้าตำแหน่งในแต่ละรุ่น มีดังนี้

​รุ่น Teen (เยาวชน)

​รางวัลชนะเลิศ: ขวัญเอย – ณัฏฐ์กฤตา โรจน์รัตนกานต์

​รองชนะเลิศอันดับ 1: พอร์ช – กันตภณ เจตนาไทกุล

​รองชนะเลิศอันดับ 2: วีนัส – วีนัส พงษ์ประสิทธิ์

​รองชนะเลิศอันดับ 3: วินเทอร์ – ณัฏฐ์ธนัน มาสมบูรณ์

​รองชนะเลิศอันดับ 4: เอญ่า – อัญญพัชร์ รุ่งเรืองธนาวงศ์

​รุ่น Child (เด็ก)

​รางวัลชนะเลิศ: น้องเจ้านาง – ศิรภัสสร วิริยะศาสตร์

​รองชนะเลิศอันดับ 1: น้องลินา – วรวลัญช์ ชูศรีพัฒน์

​รองชนะเลิศอันดับ 2: น้องมิวสิค – สุพิชชญา ไพรสุวรรณ

​รองชนะเลิศอันดับ 3: น้องโบนัส – ธนัชพร เบ็ญจพรเลิส

​รองชนะเลิศอันดับ 4: น้องเจอาร์ – ธนกฤต จักรแก้ว และ น้องจีโอ้ – ธนวิน จักรแก้ว

​รางวัลพิเศษ (Special Awards)

​Sakiso Brand Ambassador Contest 2026: พอร์ช – กันตภณ เจตนาไทกุล และ มายลีณ – อภิรมย์กัลยา ศศิพงศ์ไพโรจน์

​The Next Icon By “VESPA”: ขวัญเอย – ณัฏฐ์กฤตา โรจน์รัตนกานต์ และ โทสต์ – วรินทร กิจธนากำจร

​ก้าวต่อไปสู่ระดับสากล: ผู้ชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกาศศักดาบนเวทีระดับโลกอย่าง Junior Celebrity World ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

​ส้ม-พิศณุพร แก้วพิภพ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้อำนวยการกองประกวด เผยว่า “ส้มรู้สึกภูมิใจมากค่ะที่เห็นน้องๆ ทุกคนตั้งใจพัฒนาตัวเองมาจนถึงรอบนี้ เวทีนี้เราสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสแบบ Gender Inclusive อย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่าความฝันไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ วันนี้ทุกคนพิสูจน์แล้วว่าเด็กไทยมีศักยภาพพร้อมก้าวสู่ระดับสากล และเราพร้อมจะผลักดันผู้ชนะให้ไปให้ไกลที่สุดบนเวที Junior Celebrity World ค่ะ”

​ทิพย์-พันธ์ทิพย์ วัฒนวารุณ ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้อำนวยการกองประกวด กล่าวเสริม “กระแสตอบรับปีนี้เกินคาดมากค่ะ คณะกรรมการหนักใจทุกคนเพราะน้องๆ มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ต่างกัน ทิพย์อยากให้เวทีนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่มั่นคง ให้พวกเขาได้รับทั้งประสบการณ์และการฝึกฝนสู่การเป็นไอดอลมืออาชีพ ฝากทุกท่านช่วยเป็นกำลังใจและติดตามผลงานของเด็กๆ ต่อไปด้วยนะคะ”

​ร่วมเป็นกำลังใจให้เหล่าไอดอลรุ่นใหม่ได้ที่ Facebook: THE IDOL NEXT GEN THAILAND

ดานอนขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ ไขข้อข้องใจด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเด็กผ่าคลอด

ดานอนขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ ไขข้อข้องใจด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเด็กผ่าคลอด

ดานอนขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ ไขข้อข้องใจด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเด็กผ่าคลอด

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยอัตราการคลอดบุตรด้วยการผ่าคลอด (C-section) ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 40.9% ของการคลอดทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้ที่ 10–15% ดานอนจึงจัดกิจกรรม “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับความท้าทายด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ที่เด็กผ่าคลอดอาจต้องเผชิญ โดยโครงการดังกล่าวยังมุ่งช่วยคลายความไม่สบายใจของคุณแม่ผ่าคลอดจำนวนมาก ซึ่งมักกังวลว่าบุตรหลานอาจมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่า หรือ พัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ

แม้ว่าการผ่าคลอดจะเป็นวิธีที่จำเป็นทางการแพทย์และสามารถช่วยชีวิตได้ในหลายกรณี แต่กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ทารก ไม่ได้รับแบคทีเรียที่มีประโยชน์จากแม่ในช่วงแรกของชีวิต ซึ่งตามปกติจะถ่ายทอดผ่านกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ การขาดกระบวนการส่งต่อจุลินทรีย์ตามธรรมชาตินี้ อาจส่งผลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ช่วงแรกเริ่มไม่สมดุล และมีงานวิจัยชี้ว่าอาจส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองในระยะเริ่มต้น

รศ. ร.อ. นพ. มานพชัย ธรรมคันโธ, รศ. นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์, ภกญ. วิรัชดา สุทธยาคม และ เย-เวียน

นมแม่ ถือเป็นแหล่งโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับเด็กทารกรวมถึงทารกผ่าคลอดในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งรวมถึงซินไบโอติก (Synbiotic) ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นรากฐานภูมิต้านทานของเด็กผ่าคลอดที่แข็งแรงในอนาคต และนอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดที่นำเสนอข้อมูลที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยพบว่า ซินไบโอติก ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ ร่วมกับ Bifidobacterium breve สามารถช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กผ่าคลอดได้ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ซินไบโอติกไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อเนื่อง

ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง

โดยปกติแล้ว เมื่อทารกคลอดตามธรรมชาติ เด็กจะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากแม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเปรียบเสมือนชุดเริ่มต้น (Starter Pack) สำหรับการสร้างพื้นฐานของระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ในทางกลับกัน เด็กที่เกิดจากการผ่าคลอดอาจพลาดโอกาสในการรับจุลินทรีย์ตามธรรมชาตินี้ไปบางส่วน ส่งผลให้การเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งนั้นล่าช้าออกไป

ซึ่งผลงานวิจัยที่กล่าวถึงข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ซินไบโอติกสามารถช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ในเด็กกลุ่มนี้ได้ โดยพบว่ามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น

เพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญต่อครอบครัวในยุคปัจจุบัน

อัตราการผ่าคลอดทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 7% ในปี 1990 มาอยู่ที่ 21% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 29% ภายในปี 2030 ซึ่งแนวโน้มนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุของคุณแม่ที่มากขึ้นและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IVF) มากขึ้น เมื่อคุณแม่ที่จำเป็นต้องผ่าคลอดมีจำนวนมากขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของโภชนาการที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันของเด็กได้อย่างไร จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ:ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กผ่าคลอด

ในงานเสวนาทางวิชาการด้านสุขภาพ “ฉลาดรอบด้าน ภูมิต้านทานพร้อม เพื่อเด็กผ่าคลอด” ซึ่งจัดขึ้นโดยดานอน ภายใต้โครงการ C-Section Awareness Month โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กผ่าคลอด รวมถึงบทบาทของโภชนาการที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ในการช่วยส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

รองศาสตราจารย์ เรือเอก นายแพทย์มานพชัย ธรรมคันโธ รองประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การผ่าคลอดที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลในปี 2565 พบว่ามีอัตราการผ่าคลอดสูงถึง 40.9% (Multiple Indicator Cluster Survey 2022) เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีรายงานการผ่าคลอดอยู่ที่ประมาณ 35% ซึ่งการผ่าคลอดส่งผลให้เกิดการเสียสมดุลของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ของทารกในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต อันเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานของพัฒนาการทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิต้านทานและสมอง จากการศึกษาซี่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลายประเทศทั่วโลกพบว่าการผ่าคลอดส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในการบรรยายครั้งนี้ยังได้นำเสนอแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กผ่าคลอด โดยเน้นย้ำว่านมแม่ยังคงเป็นโภชนาการที่ดีที่สุดเพราะหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของนมแม่คือซินไบโอติกที่ช่วยคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพ

อีกทั้ง ยังได้นำเสนองานวิจัยของการเสริมซินไบโอติกในเด็กผ่าคลอด พบว่า ช่วยส่งเสริมภูมิต้านทานได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ และช่วยลดความเสี่ยงต่อ 5 โรคที่พบบ่อย และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ล่าสุดยืนยันอีกว่าการเสริมซินไบโอติกให้ผลในการคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพได้ยาวนานต่อเนื่องแม้จะหยุดการเสริมแล้วก็ตาม   โดยกล่าวปิดท้ายถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นรากฐานของพัฒนาการของเด็กรวมถึงการพัฒนาสมองและการเรียนรู้

ด้าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ นายกสมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก กล่าวเสริมจากมุมมองของพัฒนาการเด็กว่า การพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองด้วยหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการมีสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ การพัฒนาสมองและระบบประสาทยังสำคัญต่อศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กซึ่งสามารถเสริมสร้างร่วมกันได้ด้วยโภชนาการที่เหมาะสม ควบคู่กับการเลี้ยงดูผ่านการกระตุ้นพัฒนาการตามวัย โภชนาการที่เหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารหลากหลายอย่างสมดุลทำงานร่วมกัน ไม่เพียงสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสารอาหารที่พบได้ในนมแม่ อาทิ DHA, โอเมก้า 3, 6 และ 9, สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin), ทริปโตเฟน (Tryptophan) และวิตามินบี 12  

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์และคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อความสำเร็จแห่งอนาคตในรูปแบบที่เด็กเลือกเองว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เด็กจำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลายรอบด้าน นอกเหนือจากความฉลาดทางสติปัญญา หรือ IQ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเข้าสังคมและการปรับตัว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำงานร่วมกับการได้รับโภชนาการและพันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อแม่ คือการเลี้ยงดูลูกของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเช่นกัน  คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ในยุค AI ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำและสำรวจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ วางแผนและแก้ปัญหา รวมถึงส่งเสริมให้ลูกคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ นอกจากนั้นการสอนให้ลูกเข้าใจและจัดการอารมณ์ตนเอง พร้อมเข้าใจผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากขึ้น รวมถึงการสอนและฝึกฝนให้ลูกรู้จักยืดหยุ่น ปรับตัว ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมที่ตนเองเคยชิน พร้อมเรียนรู้จากความล้มเหลวและเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป  

ดานอนตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพเด็กผ่าคลอด

ในฐานะผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพ ในปีนี้ ดานอนจึงได้เดินหน้าจัดโครงการ “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” ในประเทศไทยเป็นปีที่สอง โดยร่วมมือกับ สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กผ่าคลอดอย่างรอบด้าน

ภายในงานเสวนาวิชาการครั้งนี้ ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 300 คน อาทิ กุมารแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิต

เภสัชกรหญิง วิรัชดา สุทธยาคม ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า “ดานอน สนับสนุนการศึกษาวิจัยและมุ่งทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนในการให้ความรู้ในด้านโภชนาการเพื่อส่งมอบสุขภาพที่ดีให้แก่เด็กๆ ทั้งในด้านพัฒนาการสมองและภูมิต้านทานที่แข็งแรง ผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้และเครื่องมือติดตามสุขภาพภูมิคุ้มกันบนเว็บไซต์ เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโภชนาการ รวมถึงการเปิดสายด่วนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณแม่ไม่ต้องเผชิญกับข้อสงสัยในการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง”

‘ของดี วิถีนนท์’ Cultural Product of Thailand 2026 ยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

‘ของดี วิถีนนท์’ Cultural Product of Thailand 2026 ยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

‘ของดี วิถีนนท์’ Cultural Product of Thailand 2026 ยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนนทบุรี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี จัดงาน “ของดี วิถีนนท์” Cultural Product of Thailand 2026 ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand : CPOT) โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จ.นนทบุรี

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่มุ่งเน้นการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยของจังหวัดนนทบุรี เพิ่มมูลค่าและเปิดโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ สร้างรายได้แก่ประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยต่อยอดจากอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานพบกับ การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยกว่า 60 ร้านค้า จากผู้ประกอบการในจังหวัดนนทบุรี พร้อมกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชน นิทรรศการให้ความรู้ อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม หรือ CPOT (ซี-พอท) ฯลฯ

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี เผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน จึงอยากเชิญชวนประชาชนมาร่วมชม ชิม ช้อป และสนับสนุนผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ภายในงาน “ของดี วิถีนนท์” Cultural Product of Thailand 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 7 เม.ย.69 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จ.นนทบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี โทร 0 2580 1348

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ มีเด็กสาวชาวลาวคนหนึ่งอายุ 14 ปี ชื่อว่า “คำแพง” เธอเป็นเด็กหญิงที่มีรอยยิ้มสดใส แข็งแรง ว่ายน้ำเก่ง และมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

               อยู่มาวันหนึ่ง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส กลับมืดครึ้ม ฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน จนระดับน้ำในแม่น้ำโขง เริ่มสูงขึ้นและไหลเชี่ยวเสียงดัง ซ่า… ซ่า… ดูน่ากลัวมาก

               ที่เกาะเล็กกลางน้ำโขงแห่งหนึ่ง มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ยืนติดฝนติดเกาะอยู่ “.. น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงขนาดนี้ เราจะกลับบ้านได้อย่างไรกัน” คุณยายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงเศร้า ๆ ทุกคนต่างส่ายหน้า เพราะกลัวว่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจะพัดพาพวกเขาจมน้ำหายไป

               เมื่อคำแพงเดินมาเห็นเข้า เธอไม่ได้เดินหนีไป แต่กลับคิดในใจว่า “เราต้องช่วยพวกเขาให้ได้!”

               คำแพงรีบวิ่งไปหาเชือกเส้นหนาที่ยาวมาก ๆจากที่บ้าน เธอผูกปลายข้างหนึ่งไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงริมฝั่ง จากนั้นเธอก็รวบรวมความกล้า ว่ายน้ำที่เย็นเฉียบและไหลแรง โดยใช้มือจับเชือกไว้แน่น นำไปผูกกับต้นไม้บนเกาะ แล้วร้องเรียกชาวบ้าน

              “ไม่ต้องกลัวนะทุกคน! จับเชือกตามมาทีละคนนะ” เสียงของคำแพงดังกังวานสู้เสียงน้ำ 

              คำแพงช่วยพยุงคุณยาย ช่วยอุ้มเด็กตัวเล็ก ๆ และคอยประคองชาวบ้านให้เดินเกาะเชือกข้ามน้ำไปทีละกลุ่ม แม้ว่าขาของเธอจะเริ่มล้า และตัวจะเปียกปอนจนหนาวสั่น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนที่ข้ามไปถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย คำแพงก็มีกำลังใจฮึดสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็ง

              ในที่สุด ชาวบ้านทุกคนก็ข้ามแม่น้ำขึ้นตลิ่งแม่น้ำโขงฝั่งประเทศลาวไปได้สำเร็จ! เมื่อถึงฝั่ง ทุกคนต่างเข้ามาสวมกอดและขอบคุณคำแพง “ขอบใจมากนะคำแพง ถ้าไม่มีเจ้า พวกเราคงแย่แน่ ๆ” วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจัดงานบายศรีผูกข้อมือให้คำแพงเพื่อชื่นชมความดี

              ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวความกล้าหาญและน้ำใจของเด็กหญิงคำแพงก็ถูกเล่าขานไปทั่วทั้งตำบล เด็ก ๆ ต่างยึดถือคำแพงเป็นต้นแบบ และเรียนรู้ว่า “ความดีที่ยิ่งใหญ่ คือการกล้าที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นในยามลำบากนั่นเอง”

              การที่ชาวบ้านจัดงานบายศรีผูกข้อมือ และเล่าขานถึงวีรกรรมของเด็กหญิงคำแพง ในการช่วยคนติดเกาะกลางน้ำเชี่ยวครั้งนั้น เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยา 10 ประการ ในหัวข้อการยินดีเมื่อเห็นคนอื่นทำดี  (ปัตตานุโมทนามัย)

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การเป็นคนเก่งอาจจะเป็นเรื่องดี แต่การเป็นคนที่มี “น้ำใจ” และ “ความเสียสละ” จะทำให้เราเป็นที่รักของทุกคนเหมือนคำแพง”

              เรียบเรียงจากนิทานลาว นางสาวกับแม่น้ำ  ນາງສາວກັບແມ່ນ້ຳ (Nang Sao Kab Mè Nam) The Girl and the River.

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation