บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการค้าขาย หลายมณฑลและเมืองสำคัญของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การค้าขาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

1. กรุงปักกิ่ง (Beijing)  เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการทูต สถานทูตไทยประจำจีนตั้งอยู่ที่นี่ และเป็นสถานที่จัดการประชุมสำคัญระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ      ปักกิ่งเป็นแหล่งศึกษาสำคัญสำหรับนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในจีน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยซิงหัว และสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่นๆ ต้อนรับนักศึกษาไทยจำนวนมาก

2.เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศของจีน บริษัทไทยหลายแห่งได้ตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับตลาดจีนที่เซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย    เซี่ยงไฮ้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ย่านบันด์และย่านการค้าหลูเจียซุ่ยเป็นจุดท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ

3. เมืองฉงชิ่ง (Chongqing)  เป็นหนึ่งในสี่เทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง

มีรถไฟโมโนเรลวิ่งทะลุตึก (ที่สถานีหลี่จื่อปา) และมีกระเช้าข้ามแม่น้ำ    เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญ (เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก)   เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945)

4. เมืองเทียนจิน (Tianjin)  เป็นหนึ่งในสี่มหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง)   เป็น เมืองท่าที่สำคัญ และเป็น ประตูสู่ปักกิ่ง รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคเหนือของประเทศจีน   มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากที่เปิดให้มีการค้ากับต่างประเทศในปี พ.ศ. 2403 ทำให้เมืองนี้มี สถาปัตยกรรมแบบยุโรป จำนวนมากที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและจีนเข้าด้วยกัน

5. มณฑลไห่หนาน (Hainan Province)   เกาะไห่หนาน หรือไหหลำ  เป็นแหล่งที่มาของชาวจีนไหหลำในไทย กลุ่มนี้เข้ามาภายหลังกลุ่มแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน แต่ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ชาวไหหลำขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทำอาหาร และได้นำวัฒนธรรมอาหารไหหลำ เช่น ข้าวมันไก่ และกาแฟโบราณ มาเผยแพร่ในไทยจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย  ไห่หนานเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าเสรี

6.มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian Province)    ฝูเจี้ยน หรือฮกเกี้ยน  เป็นเมืองชายฝั่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเซี่ยะเหมิน (Xiamen) และเฉวียนโจว (Quanzhou)  เป็นท่าเรือหลักในการส่งออกสินค้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยอยุธยา  

7. มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province)   เจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเมืองหางโจว (Hangzhou) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน    นักธุรกิจไทยหลายรายได้ใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบาในการขายสินค้าออนไลน์สู่ตลาดจีน นอกจากนี้ หางโจวยังเป็นเมืองที่มีความงดงามทางธรรมชาติ โดยทะเลสาบซีหู (West Lake) เป็นมรดกโลกที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย

8.มณฑลเสฉวน (Sichuan Province)    เป็นมณฑลที่มีประชากรมากที่สุดในจีน โดยเมืองเฉิงตู (Chengdu) เป็นเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนดลยีและการศึกษา  มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารเสฉวนรสจัดจ้าน และเป็นบ้านของหมีแพนด้ายักษ์   อาหารเสฉวนได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะหม่าล่าและความเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านอาหารจีนเสฉวนในไทยมีจำนวนมากและได้รับการตอบรับที่ดี

9. มณฑลเหอเป่ย์ (Hebei Province)  เหอเป่ย์ล้อมรอบกรุงปักกิ่งและเทียนจิน เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมและการขนส่ง         เมืองซือเจียจวง (Shijiazhuang) เป็นเมืองหลวงของมณฑลและเป็นศูนย์กลางการผลิตยาและเภสัชกรรม     ธุรกิจยาและอุปกรณ์การแพทย์ไทยมีการติดต่อค้าขายกับบริษัทในมณฑลเหอเป่ย์ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19

10.มณฑลเหอหนาน (Henan Province)  เหอหนานเป็นมณฑลที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของจีน เมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงทุกทิศทาง      เหอหนานเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมจีนโบราณ วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ตั้งอยู่ในมณฑลนี้ และเป็นจุดกำเนิดของศิลปะการต่อสู้จีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

11. มณฑลเจียงซู  (Jiangsu)   ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศจีน  มีเมืองหลวงคือนครหนานจิง (Nanjing)  เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในจีน มีมูลค่า GDP เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และมี GDP ต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับ 1 ของจีน (ระดับมณฑล) ติดต่อกันหลายปีมีเมืองสำคัญคือ: ซูโจว (Suzhou), อู๋ซี (Wuxi), หนานทง (Nantong), ฉางโจว (Changzhou), สวีโจว (Xuzhou), หยางโจว (Yangzhou)   มีแม่น้ำลำคลองและทะเลสาบมากมายไหลผ่าน รวมถึงแม่น้ำแยงซี (Yangtze River) และคลองใหญ่โบราณ (Grand Canal) ทำให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีชื่อเสียงด้านเมืองริมน้ำ (Water Town) และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

12. มณฑลหูเป่ย (Hubei 湖北)  มีเมืองหลวง: อู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักด้านการขนส่ง การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของภาคกลางของประเทศจีน ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง มีทะเลสาบและแม่น้ำจำนวนมาก มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีนตอนกลาง เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญ (ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งข้าวและปลา”) และมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เช่น เหล็กกล้า (Wuhan Iron and Steel Corporation) และการผลิตยานยนต์   อู่ฮั่นเป็นจุดเริ่มระบาดของโรค โควิด-19

13. มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Province)  เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดของจีน โดยเมืองกวางโจว (Guangzhou) และเซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ นักธุรกิจไทยจำนวนมากเดินทางไปติดต่อธุรกิจและจัดหาสินค้าจากพื้นที่นี้    เมืองกว่างโจวเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าจีนไปยังไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก      เซินเจิ้นเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทไทยหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนและร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีในเซินเจิ้น   ชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วจำนวนมากในไทยมีรากเหง้ามาจากเมืองซัวเถา(Shantou)ในมณฑลกวางตุ้ง

14. มณฑลส่านซี (Shaanxi)   มณฑลส่านซี (Shaanxi) เป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีเมืองหลวง คือ นครซีอาน (Xi’an) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองหลวงโบราณที่ยิ่งใหญ่ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นทางตะวันออกของเส้นทางสายไหม (Silk Road)  มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลอื่นๆ เช่น ซานซี (Shanxi), เหอหนาน (Henan), หูเป่ย์ (Hubei), ฉงชิ่ง (Chongqing), เสฉวน (Sichuan), กานซู่ (Gansu) และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย (Ningxia) รวมถึงมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ทางเหนือ    ประชากรประมาณ 39.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2020)   มีถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านการบินและอวกาศ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสาร  มีโบราณสถาน   กองทัพทหารดินเผา (Terracotta Army): ตั้งอยู่ในนครซีอาน สร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์สุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

15. มณฑลหูหนาน (Hunan湖南省) เป็นมณฑลหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง-ใต้ของประเทศ   เป็นบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุง ที่เมืองเส้าซานเมืองหลวงชื่อฉางซา (Changsha)   มีแหล่งมรดกโลก เช่น  อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จางเจียเจี้ย (Wulingyuan, Zhangjiajie)   เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวและปลาน้ำจืดรายใหญ่ของจีน  อาหารหูหนาน (Hunan Cuisine หรือ Xiang Cuisine) เป็น 1 ใน 8 ตระกูลอาหารเลิศรสของจีน และมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติที่เผ็ดร้อนและจัดจ้าน

16. มณฑลกุ้ยโจว (Guizhou)  เป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล  เมืองหลวงชื่อนครกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน มีประชากรชนกลุ่มน้อยมากกว่าร้อยละ 37 ของประชากรทั้งหมด เช่น ม้ง (Miao), ปู้อี (Buyi), ต้ง (Dong)     กุ้ยโจวมีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมชนเผ่าที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยว

17. มณฑลยูนนาน (Yunnan Province)   เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน   โดยมีพรมแดนจีนติดกับพม่า ลาว และเวียดนาม เมืองคุนหมิง (Kunming) เป็นเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง One Belt One Road” ที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูงสายจีน-ลาว ซึ่งจะขยายต่อเข้าสู่ไทยในอนาคต    ยูนนานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีชาวไทใหญ่  ไทลื้อ และไทดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกับไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ยูนนานยังเป็นแหล่งผลิตชาและสินค้าเกษตรที่ส่งออกจากจีนมาสู่ตลาดไทย

18.เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region) 

กว่างสีจ้วงมีชายแดนติดกับเวียดนาม และเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองหลวงคือหนานหนิง (Nanning)   เมืองกุ้ยหลิน (Guilin) ในมณฑลกวางซีเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย

ชาวไทจ้วงกว่า 14 ล้านคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกวางสีจ้วง  ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเฉพาะทางตอนกลางและทางตะวันตก ชาวจ้วงมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง  นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยทั้ง ม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ เหยา, หุย, อี๋ (โลโล), สุย, และจิง (เวียดนาม)

19.เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region) เป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติอุยกูร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีพรมแดนติดกับหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย

มีเมืองหลวงชื่อ อุรุมชี (Ürümqi) ชนชาติหลัก เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เตอร์กิชที่นับถือศาสนาอิสลาม    ซินเจียงเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและผลไม้ที่สำคัญของจีน นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมและกักกันตัวชาวอุยกูร์จำนวนมากในค่ายที่เรียกว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพ” หรือ “ค่ายกักกัน” ซึ่งรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย

บทสรุป

มณฑลและเมืองต่างๆ ของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การค้าขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม     ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะและจุดเด่นของแต่ละมณฑลจะช่วยให้การสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดย อาทร  จันทวิมล

Science Update : เผยภาพใหม่ดาวหาง 3I/ATLAS

Science Update : เผยภาพใหม่ดาวหาง 3I/ATLAS

Science Update : เผยภาพใหม่ดาวหาง 3I/ATLAS

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เผยภาพใหม่ของ ทรีไอ/แอตลาส (3I/Atlas) ดาวหางนอกระบบสุริยะ ซึ่งบันทึกภาพโดยยานอวกาศและกล้องโทรทรรศน์อวกาศของนาซา ดาวหางดวงนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ค. โดยกล้องโทรทรรศน์ของระบบเตือนภัยดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองรีโอ อูร์ตาโด ประเทศชิลี และถือเป็นวัตถุระหว่างดวงดาวลำดับที่ 3 ที่ค้นพบว่าโคจรผ่านระบบสุริยะ

นับตั้งแต่ดาวหางทรีไอ/แอตลาสโคจรผ่านระบบสุริยะ นักดาราศาสตร์จำนวนมากเริ่มติดตามเส้นทางของมันมาโดยตลอด แต่ด้วยวิถีโคจรที่ผิดปกติบ่งชี้ว่า ทรีไอ/แอตลาส อาจเคลื่อนตัวมาจากส่วนยังที่ไม่เป็นที่รู้จักหรือยังไม่ถูกค้นพบในห้วงอวกาศ และเพิ่งเคลื่อนตัวผ่านระบบสุริยะซึ่งเป็นที่ตั้งของโลก โดยที่ ทรีไอ/แอตลาส จะไม่กลับมาอีกตลอดกาล นักดาราศาสตร์ยังเชื่อด้วยว่าทรีไอ/แอตลาส อาจมีอายุมากกว่าระบบสุริยะและอาจเป็นดาวหางที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก

​‘จิตอาสา มมส’ ทำโบว์ถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

​‘จิตอาสา มมส’ ทำโบว์ถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

​‘จิตอาสา มมส’ ทำโบว์ถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) โดย กองประชาสัมพันธ์และกิจการต่างประเทศ จัดกิจกรรม “จิตอาสาทำโบว์ถวายความอาลัย” เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร นำผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาร่วมประดิษฐ์ริบบิ้นโบว์สีดำอย่างพิถีพิถัน ณ บริเวณอาคาร MSU SPACE มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โดย “ริบบิ้นโบว์สีดำ” จะใช้สำหรับติดหน้าอกหรือแขนเสื้อ แสดงความอาลัยในช่วงเวลาสำคัญนี้ ก่อนนำไปแจกจ่ายให้กับผู้บริหาร นิสิต บุคลากร และประชาชนทั่วไป จำนวนกว่า 3,000 ชิ้น เพื่อใช้ในการแสดงความเคารพและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

กิจกรรม “จิตอาสาทำโบว์ถวายความอาลัย” ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและบ่มเพาะจิตสำนึกที่ดีงามให้แก่บุคลากรและนิสิต ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งมั่นในการเป็นที่พึ่งของชุมชนและประเทศชาติ

คุณแหน : 23 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 23 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 23 พฤศจิกายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี  ทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา  ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานครบ ๔๕ ปี จัดขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ผู้ทรงมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูหัตถกรรมไทย  และเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก …… 

ฟัง  พริษฐ์   วัชรสินธุ  โฆษกพรรคประชาชน ” MOU ที่ลงนามกันไว้มี ๒ ประเด็น คือต้องมีการยุบสภาภายใน ๓๑ ม.ค. ๒๕๖๙  และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่  และหากไม่มี๒ คำถามในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งก็ถือว่าผิดเงื่อนไข MOU ”  อยากถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียอย่างไร ?  ทำไมถึงอยากแก้กันนัก? …… 

เกมส์ความขัดแย้งวงการสีกากี ( ตำรวจ )  กล้าผ่าตัดองค์กรจริงหรือไม่? ต้องถามฝากความหวังไว้กับผู้นำในอนาคต  ……  ๑๒ ธันวาคมนี้จะคอยดูว่า นายกรัฐมนตรีจะยุบสภา หรือไม่ แต่ท่านกล่าวว่า ” วันนี้ที่เข้ามาตรงนี้สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การแก้แค้น มีแต่จะเข้ามาทำให้มีความถูกต้อง  เป็นไปตามกลไกกฎหมาย   ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย  มีความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย ”   ….. 

ประธาน กกต.คนใหม่นาม ณรงค์  กลั่นวารินทร์   หวังว่าการเลือก ส.ส. , ส.ว. และการเลือกตั้งต่างๆ คงจะบริสุทธิ์ยุติธรรม และคดีเก่าๆจะถูกสะสางให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย ที่ยุติธรรม ….. 

มาฟัง ผบ.ทร. พล.ร.อ. ไพโรจน์   เฟื่องจันทร์ ” ส่วนอดีตอาคารคาสิโนที่ฝ่ายกัมพูชาสร้างล้ำเข้ามาเขตแดนไทย  บริเวณรอยต่อเมืองทมอดา  จ.โพธิสัตว์  ประเทศกัมพูชานั้น  ตามหลักการใครสร้างใครรื้อ  เมื่อเขาสร้าง  เขาก็ต้องรื้อ  แต่ถ้าเขาไม่รื้อ และบอกให้เเรารื้อ  ซึ่งตามหลักการเรารื้อ  เราก็ต้องเรียกร้องค่าใช้จ่ายจากเขา ”  แล้วกัมพูชาจะยอมจ่ายให้เราหรือ??? …….   

ขออนุญาติ ป.ปฏัก  นำบทกลอนบางส่วนมาลง    สักวาราชการคืองานชาติ   พึงสะอาดทำเพื่อชาติตามวิถี   แปลกจังหนอเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละที   ข้าราชการมีโยกย้ายพัลวัน   ฤาเอออวยฤาอำนวยงานช่วยพรรค    สมานสมัครผลประโยชน์ของตัวฉัน    ขอเถอะหนอทำเพื่อชาติสถาบัน     ท่านทั้งนั้นพาไทยใกล้ไกลเอยฯ …… 

วันนี้ เวลาเที่ยง มีงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส ระหว่าง แจม กับ ปั๊ม  หลานชายพล.อ.ณรงค์    กิติขจร  ณ รร. เรเนซองส์  ราชประสงค์  ขอให้เป็นชีวิตคู่ที่ดีในอนาคต  …..

                                                                                                         น้องนิ่ง….นิ่ง…..

คุณแหน : 22 พศจิกายน 2568

คุณแหน : 22 พศจิกายน 2568

คุณแหน : 22 พศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.54 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช.บินไปร่วมงานประเพณีรับน้องขึ้นดอย มช.(21 พ.ย.) และร่วมงานแมสคอม รับรางวัลศิษย์ดีเด่นแมสคอม มช.(20 พ.ย.)ด้วย ในการนี้ ท่านนายกฯแก่น บริจาคแล้ว บริจาคอีก หลายวาระ เพื่อคณะแมสคอมฯอันเป็นที่รัก…ใจแม่น้ำอย่างนี้ เพื่อนๆน้องๆเชียร์ให้รับตำแหน่งต่อไปอีกหลายๆสมัย…

-0- งาน Afternoon Tea ที่ชาวแมสคอม มช.จัดขึ้น เมื่อวันศุกร์ก่อน มีการนำเงินรายได้สมทบทุนกองทุน รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ เพื่อช่วยนักศึกษาในคณะฯ ช่อผกา วิริยานนท์ นอกจากจะซื้อตั๋วเครื่องบินมางานแล้ว ยังชักชวนเพื่อนร่วมรุ่นแมสคอม รหัส 27 ร่วมบริจาคให้ กองทุน รศ.สดศรี เพื่อช่วยรุ่นน้องต่อไปอีกต่างหาก…

-0- เพราะติดภารกิจของครอบครัวต้องบินไปเมืองจีน ช่วงเวลาสำคัญมีงานรับน้องขึ้นดอย พอดี ทำให้ปีนี้ ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล พลาดโอกาสไปเชียร์น้องๆขึ้นดอย กับ ทีมเพื่อนๆรวมรุ่นรหัส 151 อย่าง เต็มภักดิ์ จารุประกร อารยา อินทรครรชิต เฉิดฉัน จ๋วงพานิช เป็นอาทิ…โดยมี ประนอม เฉินบำรุง และ พนมวรรณ อยู่ดี คอยเทคแคร์ดูแลอำนวยความสะดวกเพื่อนๆในโอกาสดังกล่าว…

-0- มาถึงข่าวจุฬาฯกันบ้าง สมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสังสรรค์คณาจารย์ อาวุโส อาทิ รศ.ศรีวงศ์ สุมิตร รศ ดร. แล ดิลกวิทยรัตน์ รศ. สามารถ เจียสกุล รศ. สาลินี วรบัณฑูร ศ. ดร สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ และ ผศ. ดร. จาริต ติงศภัทิย์ วันที่ 23 พ.ย. 10.30 – 14.00 น . ณ ห้องราชกรีฑา โปโลคลับ ถนนวิทยุ …. น้องพี่สีทอง ติดต่อร่วมงาน ได้ที่ หมู รุ่น 29 ต่อ โอ๋ และ โอ รุ่น 21 …

-0- จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ผ่าตัดเข่าข้างซ้ายเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ใช้เวลาฟื้นตัวไม่เกิน 1 สัปดาห์ ก็แข็งแรงพอที่จะยืนไดร์ฟกอล์ฟได้…แต่ผ่าตัดเข่าข้างขวาครั้งล่าสุดนี้ ยังมีอาการเจ็บปวดไม่หายเสียที แม้จะผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์แล้วก็ตาม…เจ้าตัววิเคราะห์เองว่า คงเป็นเพราะมีอายุมากขึ้น เจ็บนี้จึงนานมากกว่าเก่า เมื่อ 9 ปีที่แล้ว…

-0- ข่าวด่วน !! โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี เพิ่มรอบการแสดง 2 รอบ คือในวันอังคารที่ 25 พ.ย.19.00 น. และวันอังคารที่ 2 ธ.ค.19.00 น.…เปิดจำหน่ายบัตร ตั้งแต่ 20 พ.ย.เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456…ใครที่พลาดซื้อตั๋วไม่ได้ครั้งก่อน รีบจองกันได้แล้ว…

-0- เมื่อเพื่อนๆน้องๆที่รู้จักกับ ชูพงษ์ รัตนบันฑูร เอ่ยปากทวงถามถึง “โครงการหลอกเพื่อนให้มาเที่ยวบ้าน” ณ บ้านเก่าของบิดา แถวบางกระเจ้า สมุทรปราการ ซึ่งนำบ้านเก่าหลายๆหลังมารีโนเวทเปิดเป็นร้านกาแฟ และเป็นที่พัก ตบแต่งด้วยไม้เก่าโบราณ แบบวินเทจ เพื่อนๆถามว่าเมื่อไรจะเสร็จ เจ้าตัวบอก ปีนี้การรีโนเวทยังไม่เสร็จเรียบร้อย คาดว่าปีหน้าเปิดให้บริการญาติสนิทมิตรรักได้แน่นอน…โปรดตั้งตาและตั้งใจรอชม พร้อมกับเตรียมมาเยือนอย่างไม่เป็นทางการได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ !!…
 

บารอนเนส

5 เรื่องต้องรู้ ก่อนหลงรักเทียนหอม ต้องปลอดภัยไม่ใช่แค่หอม

5 เรื่องต้องรู้ ก่อนหลงรักเทียนหอม ต้องปลอดภัยไม่ใช่แค่หอม

5 เรื่องต้องรู้ ก่อนหลงรักเทียนหอม ต้องปลอดภัยไม่ใช่แค่หอม

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จะดีแค่ไหน ถ้าแค่จุดเทียน ก็เปลี่ยนอารมณ์ทั้งห้องได้ในพริบตา ไม่ใช่แค่แสงเทียนที่อบอุ่น แต่ กลิ่นหอม” จากเทียนหอมกำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างคุณภาพชีวิตที่ทุกบ้านต้องมี โดยเฉพาะเมื่อคุณเข้าใจ เรื่องสำคัญที่ทำให้เทียนหอมไม่ใช่แค่ของแต่งบ้าน แต่เป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาวะและอารมณ์ที่คุณคาดไม่ถึง

เทียนหอม = สวิตช์อารมณ์ฉบับฉับพลัน

เพียงแค่จุดเทียนหอมในห้องนั่งเล่น ความเหนื่อยล้าทั้งวันก็เหมือนโดนดูดหายไปพร้อมกลิ่นหอมละมุน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดอกไม้บางเบา กลิ่นไม้หอมลุ่มลึก หรือกลิ่นขนมที่หอมกรุ่น เทียนหอมช่วย “ตั้งโหมด” ให้บ้านของคุณผ่อนคลายขึ้นทันที โดยเฉพาะในวันฝนตกหรือหลังเลิกงานในวันยุ่งๆ  

กลิ่นหอมมีผลกับสมองโดยตรง

งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่ากลิ่นมีผลกับระบบ limbic ในสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และความจำ เทียนหอมที่ดีจึงไม่ใช่แค่หอม แต่คือเครื่องมือบำบัดอารมณ์ (Aromatherapy) ที่ช่วยให้รู้สึกสงบ สดชื่น หรือลดความเครียดได้ทันทีที่ได้กลิ่น

จุดที่ไหนก็ได้ แต่งห้องก็ปัง

จากของตกแต่งบ้านธรรมดา เทียนหอมกลายเป็นของแต่งบ้านชิ้นเอกที่ดีไซเนอร์ทั่วโลกเลือกใช้ เพราะนอกจากกลิ่นจะเปลี่ยน mood ห้องได้ทันทีแล้ว ดีไซน์ของเทียนที่ดี ยังช่วยเสริมรสนิยมให้มุมต่างๆ ของบ้านดูอบอุ่นขึ้นแบบไม่ต้องแต่งเยอะ

เทียนที่ดีต้องปลอดภัย ไม่ใช่แค่หอม

ไม่ใช่ทุกเทียนจะดีต่อสุขภาพ เทียนราคาถูกมักใช้พาราฟินหรือส่วนผสมที่มีสารเคมีตกค้าง การเลือกเทียนที่ใช้ไขธรรมชาติ 100% อย่างไขมะพร้าว จะปลอดภัยต่อทั้งคนและสัตว์เลี้ยงในบ้านมากกว่า และยังให้การเผาไหม้ที่สะอาด กลิ่นหอมชัดกว่า

มอบเป็นของขวัญได้…แบบมีความหมาย

ใครเคยซื้อเทียนหอมให้เป็นของขวัญจะรู้ว่า มันคือ “ของเล็กๆ ที่ตั้งใจ” กลิ่นแต่ละแบบสื่อความรู้สึกต่างกัน หอมหวานคือความรัก หอมสะอาดคือความห่วงใย หอมลึกซึ้งคือกำลังใจ เทียนหอมจึงเป็นของขวัญที่พูดแทนใจได้ดีที่สุดอีกชิ้น

สำหรับผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งเทียนหอม พบกับข้อเสนอพิเศษที่ไม่ควรพลาด ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 เมื่อซื้อเทียนหอม Maison Berger Paris เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ โดยคอลเลกชันที่ร่วมรายการ ได้แก่ Holly, Evanescence Fauve, Evanescence GrisGeode Paprika, Geode Givrée, Geode BleueMolecule Prune, Molecule Noire, Joy และ MSF (Médecins Sans Frontières) ให้ทุกมุมในบ้านของคุณอบอวลด้วยกลิ่นหอมละเมียดละไม สะท้อนสุนทรียะแห่งชีวิตในแบบฝรั่งเศส เพราะสำหรับ Maison Berger Paris ความหอมคือศิลปะที่แต่งแต้มความสุขให้กับทุกลมหายใจ ได้ทั้งตัวคุณเองและมอบเป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก  

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: MaisonBergerThailand LINE:@maisonbergerthai
http://www.maisonbergerthailand.com  และ Lazada / Shopee / ShopSabuy / Tiktok โทร. 02-672-2088

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารเร่งสุกตกค้างในผลไม้ พบแนวโน้มลดลง

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารเร่งสุกตกค้างในผลไม้ พบแนวโน้มลดลง

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารเร่งสุกตกค้างในผลไม้ พบแนวโน้มลดลง

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งสุกตกค้างในผลไม้ ชนิดของไทย ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง กล้วย และสับปะรด ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยพบว่า มีการตกค้างร้อยละ 43 ซึ่งใกล้เคียงกับผลการตรวจในปี 2565 และมีอัตราการตกค้างเกินมาตรฐานลดลงเหลือเพียงร้อยละ 26 จากเดิมร้อยละ 34.3 สะท้อน ถึงแนวโน้มการพัฒนาและควบคุมคุณภาพผลไม้ไทยที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า การตรวจครั้งนี้ดำเนินการโดยสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ 1/1 เชียงราย, ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี, ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12 สงขลา โดยเก็บตัวอย่างผลไม้ชนิดละ 50 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 200 ตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 250 ชนิด และสารอีทีฟอน (ethephon) ซึ่งเป็นสารเร่งสุก โดยใช้วิธีทางห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017

ผลการตรวจพบว่ามีการตกค้างของสารเคมีในผลไม้ 86 ตัวอย่าง (ร้อยละ 43) โดยผลไม้ที่พบการตกค้างมากที่สุดคือ ทุเรียน (62%) รองลงมาคือ กล้วย (38%) มะม่วง (2%) และสับปะรด (2%) ส่วนสารเคมีทางการเกษตรที่ตรวจพบทั้งหมด 38 ชนิด โดยสารเคมีที่ตรวจพบมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่  สารอีทีฟอน (ethephon)  สารไซเพอร์เมทร(cypermethrin) สารคาร์เบนดาซิม (carbendazim) และสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (lambda-cyhalothrin) ทั้งนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์อ้างอิงเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 460 พ.ศ. 2568 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง และมาตรฐานสากล CODEX สำหรับ สารอีทีฟอน พบการตกค้างไม่ผ่านเกณฑ์การยอมรับร้อยละ 13 โดยส่วนใหญ่พบในกล้วยและทุเรียน  ซึ่งเกษตรกรนิยมใช้เพื่อเร่งการสุกของผลไม้ให้ทันจำหน่าย ทั้งนี้ สารอีทีฟอนเมื่อสลายตัวจะกลายเป็นก๊าซเอทิลีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชตามธรรมชาติ โดย CDC และ US-EPA จัดให้เป็นสารที่ไม่มีพิษ จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้จะพบการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชบางส่วนในทุเรียน มะม่วง สับปะรด และกล้วย โดยสารพิษตกค้างส่วนใหญ่จึงอยู่ที่เปลือก อนึ่ง ผู้บริโภคสามารถรับประทานผลไม้ไทยได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย โดยเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และล้างทำความสะอาดตามคำแนะนำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก่อนรับประทาน”

อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า จะยังคงดำเนินการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย และส่งเสริมมูลค่าทางเศรษฐกิจในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ราชวงศ์ชิงซึ่งปกครองจีนมานานกว่า260 ปี เผชิญกับความอ่อนแออย่างหนัก ทั้งจากปัญหาการคอร์รัปชันภายใน ความขัดแย้งทางสังคม และที่สำคัญคือการถูกรุกรานและกดดันจากมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้จีนต้องยอมเสียสิทธิและดินแดนหลายครั้ง ความไม่พอใจในหมู่ปัญญาชนและประชาชนจึงทวีความรุนแรงขึ้น

การสิ้นสุดของ ราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2187-2455) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน (แมนจู)  เป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐจีน (Republic of China – ROC) (พ.ศ.2455-2492)    ในช่วงนั้น  ประเทศจีนอ่อนแอลงมากจากปัญหาภายใน เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร การฉ้อราษฎร์บังหลวง และการกบฏครั้งใหญ่ เช่น กบฏไท่ผิง(Taiping Rebellion) และ กบฏนักมวย (Boxer Rebellion) รวมถึงการถูกรุกรานจากต่างชาติและการทำสงครามที่พ่ายแพ้ เช่น สงครามฝิ่น(Opium Wars), สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง) ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน “สนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม”(เช่น สนธิสัญญานานกิง) และถูกบังคับให้เปิดเมืองท่าค้าขาย จนต้องสูญเสียดินแดนและอำนาจอธิปไตยบางส่วน

การปฏิวัติซินไฮ่ (Xinhai Revolution)ในปี  พ.ศ. 2454 ทำการโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ  เป็นการ สิ้นสุดของระบอบจักรวรรดิ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ปกครองจีนมานานกว่า 2,000 ปี และนำไปสู่การก่อตั้ง สาธารณรัฐจีน ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) มีดร.ซุนยัดเซ็น เป็นประธานาธิบดีคนแรก (แต่เป็นไม่นานก็ลาออกให้ยวนซือไขดำรงตำแหน่งแทน )  โดยมีปรัชญาการเมืองสำคัญคือ ลัทธิไตรราษฎร์ (San-min Chu-i) ได้แก่ ชาตินิยม ประชาธิปไตย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน  ซึ่งต่อมาประสบความล้มเหลวในการนำไปปฏิบัติ เพราะขาดคำจำกัดความที่ชัดเจน และการตีความที่แตกต่างกันระหว่างพวกก๊กมินตั๋งกัยพวกคอมมิวนิสต์

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน (Republic of China)  (พ.ศ. 2455-2492)

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีนไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงในทันที ประวัติศาสตร์จีนในช่วงนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายช่วง:

•             ยุคสมัยขุนศึก(Warlord Era) (พ.ศ.2459-2471 ) หลังจากการสละตำแหน่งของประธานาธิบดี ยวนซือไข (ซึ่งเคยพยายามตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ) อำนาจส่วนกลางก็อ่อนแอลงอย่างมาก ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ถูกแบ่งแยกโดยอำนาจของ ขุนศึก ต่าง ๆ ที่แย่งชิงความเป็นใหญ่กัน

•             การรวมชาติของก๊กมินตั๋ง: พรรค ก๊กมินตั๋ง (Kuomintang – KMT) ภายใต้การนำของ เจียง ไคเช็ก ได้ดำเนินการ การกรีฑาทัพขึ้นเหนือ (Northern Expedition) ในช่วงปี พ.ศ. 2469-2471) เพื่อปราบปรามขุนศึกและรวมประเทศให้เป็นหนึ่งภายใต้ รัฐบาลชาตินิยม ที่เมือง หนานจิง

•             สงครามกลางเมืองจีนและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น: ในช่วงเวลานี้ สาธารณรัฐจีนต้องเผชิญกับภัยคุกคามสองด้าน คือ การสู้รบกับ กองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(Chinese Communist Party – CCP) ที่นำโดย เหมา เจ๋อตุง   โดยเหมาเจ๋อตุงสู้ไม่ได้ ต้องนำทหารหลายหมื่นคนเดินทางไกล (Long March)  10,000 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางยากลำบาก  เพื่อถอยหนีการโจมตีของทหารก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเชค  จากมณฑลเจียงซีทางภาคใต้ของจีน ไปยังมณฑลส่านซีทางภาคเหนือ 

การแบ่งแยกดินแดนและการถอยร่นสู่ไต้หวัน

หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1945 สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง ในที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีชัยชนะและได้เข้ายึดครองจีนแผ่นดินใหญ่  สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ มีเมืองหลวงคือกรุงปักกิ่ง   ส่วนสาธารณรัฐจีน  (Republic of China – ROC) หนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เกาะไต้หวัน มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงไทเป  ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  

โดย อาทร  จันทวิมล

พิธีมอบรางวัล NOW Travel Asia Global Awards 2025 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่เฉิงตู ประเทศจีน

พิธีมอบรางวัล NOW Travel Asia Global Awards 2025 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่เฉิงตู ประเทศจีน

พิธีมอบรางวัล NOW Travel Asia Global Awards 2025 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่เฉิงตู ประเทศจีน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.11 น.

NOW Travel Asia Media Group มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ พิธีมอบรางวัล NOW Travel Asia Global Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม The Ritz-Carlton, Chengdu งานในครั้งนี้รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและบุคคลสำคัญจากวงการท่องเที่ยวและการบริการระดับหรูทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและยกย่องความสำเร็จในค่ำคืนที่น่าจดจำ

NOW Travel Asia Global Awards ถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ได้รับการยอมรับในวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมอบรางวัลให้กับ โรงแรม รีสอร์ท สายการบิน แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และองค์กรท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างสรรค์บริการที่ยอดเยี่ยม นวัตกรรม และประสบการณ์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

รายชื่อผู้ชนะอย่างเป็นทางการประจำปี 2568 ได้รับการประกาศในงาน Gala Ceremony และสามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ของรางวัล http://www.nowtravelasiaawards.com พิธีมอบรางวัลครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้บริหาร ผู้ชนะรางวัล และผู้บุกเบิกในวงการท่องเที่ยว เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง เสริมสร้างความร่วมมือ และเฉลิมฉลองความสำเร็จร่วมกัน ณ เมืองเฉิงตู ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและศิลปะของประเทศจีน

NOW Travel Asia Global Awards จัดขึ้นโดย NOW Travel Asia Media Group ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำด้านการท่องเที่ยวของเอเชียที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย โดยรางวัลนี้มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความเป็นเลิศในวงการท่องเที่ยวระดับโลก และสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมที่มีคุณค่าในระดับโลก

ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วย การเดินพรมแดง การปรากฏตัวของสื่อ การแสดงทางวัฒนธรรม การมอบรางวัลอย่างเป็นทางการ ซึ่งสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจให้กับวงการท่องเที่ยวและการบริการระดับโลก

-(016)

ตื่นตากับเมนู WAGASHI รังสรรค์โดย 7 เชฟดังบินตรงจากญี่ปุ่น กับเทศกาล ‘THE WAGASHI Japanese Foods, Crafts & IKEBANA’

ตื่นตากับเมนู WAGASHI รังสรรค์โดย 7 เชฟดังบินตรงจากญี่ปุ่น กับเทศกาล ‘THE WAGASHI Japanese Foods, Crafts & IKEBANA’

ตื่นตากับเมนู WAGASHI รังสรรค์โดย 7 เชฟดังบินตรงจากญี่ปุ่น กับเทศกาล ‘THE WAGASHI Japanese Foods, Crafts & IKEBANA’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม  มอบความพิเศษแทนคำขอบคุณ 7 ปีที่เคียงข้างกัน   ภายใต้คอนเซ็ปต์   “ขอบคุณ อาริกาโตะ” และการกลับมาอีกครั้งกับงานขนมหวานญี่ปุ่นที่หลายคนรอคอย “THE WAGASHI Japanese Foods, Crafts & IKEBANA”  เต็มอิ่มกับขนมสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมขนานแท้นำเข้าจากทั่วประเทศญี่ปุ่น ตอกย้ำความขอบคุณด้วยเมนูสุดครีเอท รังสรรค์ โดย 7 เชฟ จาก 7 ร้านดัง ต้นตำรับขนานแท้จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อวาระครบรอบ 7 ปี

ไฮไลท์สุดพิเศษ!!!  พบกับ .ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารนักชิม นักเขียน และเป็นกรรมการในรายการ เรียลลิตี้แข่งขันทำอาหารระดับประเทศ ที่มาร่วมบอกเล่าถึงความชื่นชอบและหลงใหลในเสน่ห์ขนมสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม “WAGASHI” (วากาชิ) พร้อมร่วมแชร์ประสบการณ์ถึงวัฒนธรรมด้านอาหารญี่ปุ่นสุดประณีต ได้เกร็ดความรู้ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

สำหรับบรรยากาศในงาน “THE WAGASHI Japanese Foods, Crafts & IKEBANA”  เริ่มจากการมอบความพิเศษ ให้กับผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของขนมหวาน ด้วยการนำขนมสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมขนานแท้ จากร้านขนมชื่อดังทั่วประเทศญี่ปุ่นมาให้ช็อปท่ามกลางกลิ่นอายของวัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดอบอุ่น ระหว่างวันนี้ถึง 30  พฤศจิกายน 2568 ที่ชั้น G และ ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม  สุดเอ็กซ์คูลซีฟ!! กับการลิ้มลองความอร่อยกับขนมต้นตำรับสไตล์ดั้งเดิม “WAGASHI” (วากาชิ)   ขนานแท้!!   ซึ่งได้รับการจดทะเบียนศิลปะและขั้นตอนการทำขนมเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จากการรังสรรค์เมนูสุดครีเอท   โดย 7 เชฟ จาก  7 ร้านดัง ต้นตำรับขนานแท้จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อวาระครบรอบ 7 ปี เท่านั้น!!  นำโดย ฮิโรโมริ อุชิดะ จากร้าน “กันยูโด”  จังหวัดชิสึโอกะ, โนโบรุ  อิวาสะ จากร้าน “ชิโรเฮ โรโฮ” จังหวัด  ชิกะ, โยชิทาโร่ ฮานาอิ จากร้าน “คาเมยะ โยชิฮิโระ” จังหวัดไอจิ, ยาสึฮิโระ ฮิคิอามิ จากร้าน “ฮิคิอามิ

โคเกทสึโด” จังหวัดโทยามะ, โทโมคาสึ  สึนากะ จากร้าน “อาโอยากิ เซอิเกะ” จังหวัดโตเกียว, โนบุฮารุ  โอคาโมโตะ จากร้าน “ยูเมะกะชิโคโบ  โคโทะโยะ” จังหวัดมิเอะ, มาซาอากิ มิยะเกะ จากร้าน  “เบะนิยะ     มิยะเกะ” จังหวัดโทจิกิ” 

พร้อมเปิดประสบการณ์กับโซนใหม่!! ที่นำเข้ามัทฉะพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่นมารวมไว้เพื่อ  มัทฉะเลิฟเวอร์โดยเฉพาะ อาทิ “มัทฉะพรีเมียม” จากร้านชาโฮ (Chaho) ร้านชาชื่อดังจากเมืองมัตสึเอะ   ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 140 ปี และเป็นต้นกำเนิดของพิธีชงชาญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องมัทฉะคุณภาพสูง

เพลิดเพลินกับกิจกรรมเวิร์กช็อปมากมาย อาทิ สอนการชงชาโดย Tea Master อาจารย์ฮิซาโอะ นากา มูระ จากร้านชาโฮ เรียนรู้ตั้งแต่ประวัติชา การชงชา ไปจนถึงการสัมผัสกลิ่นและรสของมัทฉะแท้, เวิร์กช็อป  “ปั้นขนมวากาชิน้องแมวน้ำลอยคอในทะเลเยลลี่” โดย อาจารย์มาสะอากิ มิยาเกะ  ผู้สร้างสรรค์เนริกิริ  แนวร่วมสมัย แห่งร้าน Beniya Miyake จากจังหวัดโทะจิกิ และ “เรียนรู้การชงกาแฟแบบ Brewing”  จาก  คุณบอม กฤตนัย คงธนารักษ์ – Thailand Brewers Cup Champion 2024 ผู้เชี่ยวชาญด้าน Hand Brew และ Pour Over ที่จะจับคู่กับขนมวากาชิสุดละเมียด จากร้าน UCC ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียน และสอบถามค่าร่วมกิจกรรม ได้ทางไลน์ SIAM Takashimaya  โดยโซนของอาหาร และขนมญี่ปุ่นจัดตั้งแต่วันที่  19 – 30 พฤศจิกายน 2568   ณ บริเวณชั้น G