เอเซอร์ – อินเทล จัด “Thailand Predator League 2026” รอบชิง หาตัวแทนลุยศึก Asia Pacific Predator League 2026 ที่อินเดีย

เอเซอร์ – อินเทล จัด “Thailand Predator League 2026” รอบชิง หาตัวแทนลุยศึก Asia Pacific Predator League 2026 ที่อินเดีย

เอเซอร์ – อินเทล จัด “Thailand Predator League 2026” รอบชิง หาตัวแทนลุยศึก Asia Pacific Predator League 2026 ที่อินเดีย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.04 น.

เอเซอร์และอินเทล จัดการแข่งขัน “Thailand Predator League 2026” รอบ Finals เพื่อเฟ้นหาทีมตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันบนเวที Asia Pacific Predator League 2026 ที่ประเทศอินเดีย ปีนี้ แฟน ๆ อีสปอร์ตจะได้ร่วมเชียร์ทีมไทยถึงสองทีม ได้แก่ ทีมแชมป์จากการแข่งขัน Thailand Predator League 2026 ในเกม VALORANT และทีมตัวแทนไทยในเกม DOTA 2 ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นี้ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของนักกีฬาอีสปอร์ตไทยในการแสดงศักยภาพและสร้างชื่อเสียงในระดับเอเชีย

บรรยากาศในรอบ Finals ของ Thailand Predator League 2026 เต็มไปด้วยความคึกคัก และเป็นแมตช์ที่แฟนเกม VALORANT ทั่วประเทศจับตา เมื่อ FULL SENSE ทีมอีสปอร์ตที่มีประสบการณ์บนเวทีระดับใหญ่ โคจรมาพบกับ TEAM NKT แชมป์เก่าสองสมัยที่ครองตำแหน่งมาอย่างแข็งแกร่ง การพบกันครั้งนี้จึงเป็นศึกตัดสินระหว่างทีมแชมป์เก่าที่ต้องการป้องกันบัลลังก์ และผู้ท้าชิงที่พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พร้อมเดิมพันสำคัญคือสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันในศึก Asia Pacific Predator League 2026 ที่ประเทศอินเดีย

ในรอบชิงชนะเลิศ FULL SENSE โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรง เอาชนะ TEAM NKT ไปได้ด้วยเทคนิคการเล่นและจังหวะเกมที่เฉียบคมกว่า คว้าแชมป์ Thailand Predator League 2026 ไปครอง ขณะที่ด้าน TEAM NKT ต่อสู้ได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดการแข่งขัน คว้าตำแหน่งรองแชมป์ไปครองท่ามกลางเสียงเชียร์สนั่นจากเหล่าแฟน ๆ อีสปอร์ตที่หลั่งไหลกันแน่น Union Co-Event Space พร้อมผู้ชมอีกนับไม่ถ้วนที่ร่วมลุ้นกันแบบเรียลไทม์ผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่ารางวัลรวมสูงถึง 250,000 บาท ยังช่วยตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของศึกอีสปอร์ตระดับประเทศครั้งนี้ได้อย่างดี

“สำหรับเอเซอร์แล้ว Thailand Predator League ไม่ได้เป็นเพียงรายการแข่งเกม VALORANT เท่านั้น แต่เป็นการต่อยอดแนวความคิด ‘อีสปอร์ตคือเวทีแห่งโอกาส’ โดยตลอดแปดปีที่ผ่านมา Predator League ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้าสู่วงการอีสปอร์ตอย่างจริงจัง ทั้งในฐานะนักกีฬาและคนทำงานเบื้องหลังทุกแขนง ให้ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ทัดเทียมมาตรฐานระดับสากล” เจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวถึงแนวคิดการจัดการแข่งขันในครั้งนี้

“หัวใจสำคัญอีกด้านของ Predator League คือการทำให้อีสปอร์ตเป็นพื้นที่ของทุกคน รวมไปถึงผู้พิการด้วย ปีนี้เราเปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามาร่วมทำงานเบื้องหลัง ทั้งในส่วนการเตรียมงาน การช่วยสนับสนุนทีมแข่งขัน และการร่วมทีมผลิตคอนเทนต์ในรอบ Finals ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีปทุมและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ทุกคนได้เรียนรู้จากหน้างานจริง สร้างความมั่นใจ และสร้างโอกาสต่อยอดไปสู่การทำงานในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตอย่างเท่าเทียม”

นอกจากเฟ้นหาตัวแทนนักกีฬาอีสปอร์ตแล้ว เอเซอร์ยังเดินหน้าขับเคลื่อนวงการอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ Esports Internship Program โครงการที่สร้างโอกาสให้นักศึกษาและกลุ่มคนพิการได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงานจริงในอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต ทั้งด้านการจัดการแข่งขัน การผลิตคอนเทนต์ อีเวนต์โปรดักชัน แผนการตลาด ไปจนถึงการทำงานเบื้องหลังของทีมอีสปอร์ตมืออาชีพ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชนและผู้ที่สนใจในสายงานอีสปอร์ต ได้พัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ เสริมความมั่นใจ และสร้างผลงานจริงเป็นพอร์ตโฟลิโอ เพื่อนำไปต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ กลุ่มคนพิการ สามารถเข้าถึงอาชีพในวงการนี้ได้อย่างเท่าเทียม เอเซอร์เชื่อว่า การผลักดันบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความรู้และทักษะตรงสาย จะเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ และแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป

หลังปิดฉากศึกในประเทศแล้ว เส้นทางของอีสปอร์ตไทยยังเดินหน้าต่อบนเวที Asia Pacific Predator League 2026 เมื่อ FULL SENSE แชมป์จากเกม VALORANT และตัวแทนทีมไทยในเกม DOTA 2 เตรียมเข้าสู่สมรภูมิสุดท้ายไปเผชิญหน้ากับทีมชั้นนำจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยแฟน ๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหว ตารางแข่ง และรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ของ Predator Gaming Thailand และ Predator League Thailand

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างคุณค่าร่วม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างคุณค่าร่วม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างคุณค่าร่วม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำพันธกิจ “เติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ผ่านการสนับสนุนและพัฒนาสินค้าท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒน ธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังบริษัทในเครือขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานและศักย ภาพของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ โดยกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า “รากของความยั่งยืน เริ่มจากรากของชุมชน” การสนับสนุนสินค้าชุมชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการต่อยอดภูมิปัญญาไทย นำความรู้และวัตถุดิบเฉพาะถิ่นมาสร้างนวัตกรรมและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ทั้งยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน เสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน และชุมชนมีความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดของตนเอง

ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นของทุกบริษัทในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา สนับสนุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและเปิดโอกาส ช่องทางการตลาด การออกแบบ และพัฒนาแพ็กเกจจิ้งให้ได้มาตรฐาน การยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ‘ความยั่งยืนของประเทศเริ่มต้นจากความเข้มแข็งของชุมชน’ เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตจากฐานราก สนับสนุนให้ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้ต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับเรา การพัฒนาชุมชนไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบขององค์กร แต่เป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ที่กลุ่มเซ็นทรัลยึดถือมายาวนาน เรามุ่งใช้พลังของธุรกิจเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคุณค่าของผู้คน ท้องถิ่นและสังคม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้ความเจริญทางเศรษฐกิจเดินคู่ไปกับความภูมิใจในรากเหง้าความเป็นไทย เราจึงมุ่งมั่นร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน (Community Product) ให้มีศักยภาพทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตรในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐ กิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของความยั่งยืน”

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในมิติต่างๆ ดังนี้

โครงการ “ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา” อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Earth Net Foundation) ตั้งแต่ปี 2560 ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ขับเคลื่อนการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลผลิต การรับซื้อ แปรรูป และจัดจำหน่ายผ่าน “จริงใจ Farmers’ Market” และ “ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต” รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโลจิสติกส์ให้ได้มาตรฐาน อย.  นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แก นิก” เป็นศูนย์การเรียนรู้และโฮมสเตย์ด้านเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 14 ล้านบาทมีจำนวนสมาชิกว่า 130 ครัวเรือน และต้อนรับผู้มาเยือนและศึกษาดูงานกว่า 800 คน ในปี 2567

โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษาและวิสาหกิจชุมชน พัฒนาเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคนิคคาร์บอนต่ำ พลิกฟื้นพื้นที่เสื่อมโทรมกว่า 5,000 ไร่ สู่เกษตรยั่งยืน นำผลผลิตจำหน่ายที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และจริงใจ Farmers’ Market สร้างรายได้รวมกว่า 41 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,000 ราย โครงการยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับเขตเข้าประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ และได้รับการต่อยอดโดยโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี

โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ บ้านกุดจิก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร สืบสานภูมิปัญ ญาการย้อมครามและสีธรรมชาติ พัฒนานวัตกรรมย้อมผ้าให้ทันสมัยและคงทน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมสร้างโรงย้อม โรงทอ และพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายผ่าน Good Goods และห้างเซ็นทรัล ช่วยขยายตลาดและเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจาก 3.5 แสนบาท เป็นกว่า 3.6 ล้านบาท ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คนต่อปี สะท้อนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กับการส่งเสริมสินค้าชุมชน และในมิติต่างๆ

Central Robinson Love the Earth Project มุ่งสนับสนุนสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่าน Central Edition ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากชุมชนทั่วไทยและร่วมกับดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ 24 ราย นำวัสดุเหลือใช้กลับมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างประโยชน์และรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ล่าสุดเปิดตัว Organic Zone ในแผนกบิวตี้ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเป็นครั้งแรกของห้างในไทยที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังรณรงค์ใช้วัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ หรือรีไซเคิลได้ เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง พร้อมส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชน รวมถึงเปิดพื้นที่จำ หน่ายสินค้าชุมชนที่ผลิตจากวัสดุพื้นถิ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ครอบคลุมทุกหมวดสินค้าในห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันทั่วประเทศ

“ท็อปส์ ท้องถิ่น” โครงการสนับสนุน SME ไทยที่มีศักยภาพสูงแม้เป็นธุรกิจขนาดเล็กให้สามารถเติบโตและเข้าถึงเครือข่าย Tops ทั่วประเทศ รวมถึงขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด Local Discoveries – Supporting Thai SMEs to Create Sustainable Growth Together” โครงการได้ผลักดันผู้ประกอบการกว่า 140 ราย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนด้านการตลาด การตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QA) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขพิเศษ เช่น เครดิตเทอม 15 วัน และไม่มีค่าแรกเข้า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี และพนักงานไม่เกิน 50 คน เข้าร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่น “ท็อปส์ ท้องถิ่น” เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจเล็กคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มั่นคงและยั่งยืน

จริงใจ ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต เปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้นำพืชผักปลอดภัยและสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนมาวางจำหน่ายในพื้นที่ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำไปพัฒนาสินค้า พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้คน (Central to Life) และการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจทั้งในระดับชุมชนและประเทศ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัล อุดรธานี ปัจจุบันขยายผลสู่ 28 จังหวัด สนับสนุนกว่า 12,300 ครัวเรือน ยกระดับสินค้าชุมชนกว่า 5,000 SKU สร้างรายได้รวมกว่า 160 ล้านบาทในปี 2025

โครงการสนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่นขนาดกลางและขนาดเล็กรวมถึงการสนับสนุนผู้ค้า, เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิ ภาค โรบินสันไลฟ์สไตล์และท็อปส์พลาซ่า สนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่น ผู้ค้าและเกษตรกรทั่วประเทศ โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม. สำ หรับจำหน่ายและแสดงสินค้าชุมชน เพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างรายได้กว่า 20 ล้านบาท และอาชีพกว่า 3,000 ตำแหน่งในไตรมาส 1–3 ปี 2568 พร้อมจัดพื้นที่ประจำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในหลายจังหวัด เช่น กาดเมืองราช, Sea, Kids Market,ตลาดชุมชนคนแปดริ้ว และอาหารดีวิถีเมืองเพชร

ไทวัสดุ เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ออกสู่ตลาด เพื่อสร้างอา ชีพและรายได้อย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการชุมชน 5 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ นครปฐม ปราจีนบุรี มหาสารคาม และลำปาง นำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายในสาขาไทวัสดุทั่วประเทศ ความร่วมมือนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้เกิดรายได้รวมกว่า 5.1 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุม 166 ครัวเรือน และสินค้ากว่า 34 SKU สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

ตลาดนัดชุมชน โก โฮลเซลล์ โก โฮลเซลล์ไม่เพียงเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความใส่ใจต่อชุมชนในทุกจัง หวัดที่เปิดสาขา เปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน ปัจจุบันโก โฮลเซลล์มี 13 สาขา สนับสนุนร้านค้าชุมชนแล้วกว่า 247 ร้าน สร้างรายได้รวมกว่า 6.1 ล้านบาท เพราะสำหรับเรา การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการร่วมแบ่งปันความสุขและความสำเร็จกับชุมชนที่เราอยู่ร่วมกัน

เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม เดินหน้าโครงการ “Livelihood for Community” เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนภูเขา ผ่านแนวคิด “สร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value)” ที่เติบโตไปพร้อมธุรกิจอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2017 โครงการได้ช่วยเกษตรกรรายได้น้อยกว่า 7 ล้านด่งต่อเดือน ขยายผลในปี 2024 ครอบคลุม 6 โครงการใน 3 จังหวัด สร้างมูลค่าผลผลิตกว่า 4.4 พันล้านด่อง และยกระดับชีวิตเกษตรกรกว่า 126 ครัวเรือน

บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) กับการส่งเสริมสินค้าชุมชน

เซ็นทรัลพัฒนา กับการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายให้กับชุมชน มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเปิดพื้น ที่ภายในศูนย์การค้าทั่วประเทศให้ชุมชนได้นำสินค้าท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ OTOP และของดีประจำจังหวัดมาจำหน่าย รวมกว่า 2,700 กิจกรรม อา ทิ งาน Sacit, เพลิน Craft, งานโครงการหลวง และงานจำหน่ายผลไม้ล้นตลาด พร้อมทั้งจัดกิจกรรม “จริงใจมหานคร” ที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นครั้งแรก และร่วมจัดนิทรรศการ Thailand Rice Fest เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวจากเกษตรกรไทย รวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนและสนับสนุนพื้นที่ฟรีสำหรับกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่น อาทิ งาน “มีเทศน์ มีทอล์ค”, พิธีทำบุญตักบาตร, สรงน้ำพระ, งานประเพณีจังหวัด และการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายใต้โครงการ Go Local Love Local ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  เพื่ออนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เขาพับผ้า Unseen Thailand จ.นครศรีธรรมราช, งานแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี และงาน ปักษ์ใต้ดีไซน์วีค จ.สงขลา เป็นการสร้างรายได้ กระ จายโอกาส และขับเคลื่อนความยั่งยืนให้กับชุมชนทั่วประเทศ

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา

เซ็นทารา มุ่งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น นำเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาประยุกต์ในการออกแบบ การตกแต่ง และการบริการภายในโรงแรม รวมถึงสนับสนุนสินค้าชุมชนและงานหัตถกรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชน ทั้งยังให้ความสำคัญกับการเคารพวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านกิจกรรม อาหาร และการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อสร้างความเข้าใจและคุณค่าในความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ในปี 2024 โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา สนับสนุนผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึกจากชุมชน จำนวน 6,066 ชิ้นสินค้า จาก 23 ชุมชน เพื่อวางจำหน่ายในโรงแรมและใช้เป็นของที่ระลึกในห้องพักสำหรับการ เปิดเตียง (Turndown Service) ให้กับลูกค้า

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)  ร่วมกับ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด (สลัดแฟคทอรี่) เดินหน้าสานต่อพันธกิจความยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนและพัฒนา “ฟาร์มสามารถ” ณ สมาคมคนพิการ จังหวัดปทุมธานี เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างอาชีพให้ผู้พิการอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนงบประมาณรวม 1,000,000 บาท สำหรับปรับปรุงพื้นที่ สร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดสาร พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ ฝึกอบรมทักษะอา ชีพ เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้พิการ และจำหน่ายใน “ฟาร์มสามารถ คาเฟ่”  ขณะเดียวกัน สลัดแฟคทอรี่ ยังส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่น ด้วยการรับซื้อผักจากกลุ่มเกษตรกรกว่า 45 ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในร้าน ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมส่งมอบอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

กลุ่มเซ็นทรัล เชื่อมั่นว่าการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของความยั่งยืนของประเทศ เพราะในทุกผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นล้วนสะท้อนเรื่องราวของผู้คน ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน การต่อยอดและพัฒนาให้สินค้าชุมชนเติบโตอย่างเข้มแข็งจึงเป็นมากกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่คือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของสังคมไทยให้คงอยู่และก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ

กลุ่มเซ็นทรัลจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้กับผู้คนในทุกพื้นที่ ส่งเสริมให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยไปด้วยกันบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน เพื่อให้ความเจริญเติบโตเกิดขึ้นอย่างมีคุณค่า แบ่งปันความภาคภูมิใจและความงดงามของความเป็นไทยสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

จริงใจ ฟาร์เมอร์มาร์เก็ต ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต

จริงใจ ฟาร์เมอร์มาร์เก็ต ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต

ท็อปส์ ท้องถิ่น

ท็อปส์ ท้องถิ่น

Central Robinson Love the Earth Project

Central Robinson Love the Earth Project

ไทวัสดุ เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้า

ไทวัสดุ เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้า

ตลาดนัดชุมชน โก โฮลเซลล์

ตลาดนัดชุมชน โก โฮลเซลล์

เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม

เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม

โครงการ “ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา

โครงการ “ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา

โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ บ้านกุดจิก

โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ บ้านกุดจิก

สินค้าชุมชนจากแบรนด์ กุ๊ด กุ๊ดส์

สินค้าชุมชนจากแบรนด์ กุ๊ด กุ๊ดส์

เซ็นทารา ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์

เซ็นทารา ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์

โครงการ “ฟาร์มสามารถ”

โครงการ “ฟาร์มสามารถ”

เตรียมเปิดตัว “MELAND” World-Leading Indoor Theme Park สวนสนุกสุดมหัศจรรย์แห่งแรกในไทย ณ สยามพารากอน ธันวาคมนี้

เตรียมเปิดตัว “MELAND” World-Leading Indoor Theme Park  สวนสนุกสุดมหัศจรรย์แห่งแรกในไทย ณ สยามพารากอน ธันวาคมนี้

เตรียมเปิดตัว “MELAND” World-Leading Indoor Theme Park สวนสนุกสุดมหัศจรรย์แห่งแรกในไทย ณ สยามพารากอน ธันวาคมนี้

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.55 น.

เตรียมต้อนรับปรากฏการณ์ใหม่ของศูนย์รวมความบันเทิงระดับโลกสำหรับครอบครัวกับการเปิดตัว “MELAND” –  World-Leading Indoor Theme Park สวนสนุกในร่มสุดล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเป็นแฟล็กชิปโกลบอลแลนด์มาร์คนอกประเทศจีนแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยเงินลงทุน 400 ล้านบาท บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 5,000 ตร.ม. MELAND จึงเป็น World-Class Atrractions ที่ทรงพลังที่สถานที่อื่นๆ ไม่มี 

โดย สยามพารากอน นับเป็นโกลบอลแลนด์มาร์คระดับโลกที่มีผู้คนจากทั่วโลกมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งและมีพื้นที่ที่มี attractions ที่ทรงพลังแห่งเดียวในประเทศไทยรวมกันถึง 30,500 ตร.ม.ที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดบันเทิงครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้กว้างที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงสำหรับครอบครัวสู่มาตรฐานสากล พร้อมผสานแนวคิด Edutainment ที่ผสมผสานการเรียนรู้และความสนุกไว้อย่างลงตัว ตั้งเป้าเป็นจุดหมายปลายทางด้านการเรียนรู้และความบันเทิงอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเปิดตัวที่ทุกสายตาจับจ้องของ MELAND แบรนด์สวนสนุกในร่มระดับโลกจากประเทศจีน กำลังจะพลิกโฉมวงการความบันเทิงสำหรับครอบครัว ด้วยการนำเสนอ “พื้นที่แห่งการเล่นสนุกแห่งอนาคต” (Visionary Play Space) ที่ได้รับการออกแบบอย่างล้ำสมัยโดย X+Living สตูดิโอระดับโลกผู้สร้างสรรค์ผลงานอันโดดเด่นและคว้ารางวัลระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย ร่วมเนรมิตจุดหมายปลายทางสุดมหัศจรรย์ให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์แบบ Immersive Destination เต็มรูปแบบ พร้อมแล้วที่จะสร้างนิยามใหม่ให้กับแหล่งรวมความบันเทิงสำหรับครอบครัว ด้วยการมอบประสบการณ์ตวามสนุกที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ ความรู้ และความสุขอย่างไร้ขีดจำกัดที่ สำหรับเด็กและครอบครัวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจความบันเทิงสำหรับครอบครัวในประเทศจีน MELAND ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับการเรียนรู้ผ่านการเล่น ด้วยการออกแบบพื้นที่ Edutainment แบบอินเทอร์แอคทีฟครบวงจร ที่ผสานความสนุก กีฬา การศึกษา ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ด้วยประสบการณ์เกือบ 30 ปี จากบริษัทแม่ และเครือข่ายกว่า 140 สาขาในกว่า 60 เมืองทั่วประเทศจีน MELAND ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการที่เปี่ยมด้วยความสุนทรีย์ในสไตล์เทพนิยาย พร้อมเครื่องเล่นและกิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มอบประสบการณ์การเล่นอันเต็มอิ่มและเหนือระดับให้กับผู้มาเยือนทุกคน ด้วยความโดดเด่นนี้ MELAND จึงไม่เพียงแต่เป็นมาตรฐานสูงสุดของสวนสนุกในร่มในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังก้าวขึ้นสู่การเป็น ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรม Edutainment ที่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมความบันเทิงสำหรับครอบครัวทั่วโลก

“MELAND” ผู้บุกเบิกศิลปะแห่งการออกแบบระดับโลก กำหนดนิยามใหม่ของพื้นที่สวนสนุกในร่ม  (Indoor Play Spaces) 

สวนสนุกของ “MELAND” ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คว้ารางวัลการออกแบบอันทรงเกียรติระดับโลกมากมาย อาทิ A’ Design Award, IDA Design Award และ Frame Awards ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการออกแบบที่โลกยอมรับ ด้วยการฉีกทุกกฎเกณฑ์ของสนามเด็กเล่นแบบเดิมที่ซ้ำซากจำเจ MELAND ยึดหลักการสำคัญเพียงหนึ่งเดียว — “มองโลกผ่านสายตาของเด็ก” สู่การสร้าง อาณาจักรแห่งจินตนาการไร้ขอบเขต ที่ผสานศิลปะและนวัตกรรมการออกแบบอย่างลงตัว พื้นที่โดดเด่นด้วยโทนสีร่วมสมัย สถาปัตยกรรมเชิงประติมากรรม และงานศิลปะโครงสร้างขนาดใหญ่ที่มีกลไกเคลื่อนไหวได้จริง ทุกองค์ประกอบผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบประสบการณ์ที่สมจริง น่าทึ่ง และน่าตื่นตาตื่นใจเกินจินตนาการ นวัตกรรมนี้จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และปลุกพลังแห่งจินตนาการของเด็ก ๆ เปลี่ยนทุกการมาเยือนให้เป็นการเดินทางเหนือจริง — เสมือนก้าวเข้าสู่หนังสือนิทานมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยการค้นพบที่ไร้ขีดจำกัด 

“MELAND” เปิดประสบการณ์ความบันเทิงของครอบครัวรูปแบบใหม่ ผสานกว่า 500 นวัตกรรมสุดล้ำ สร้างมาตรฐานใหม่ให้สวนสนุกในร่มระดับโลก”

แฟล็กชิปสโตร์ระดับโลกแห่งใหม่ของ MELAND ใจกลางกรุงเทพฯ คืออาณาจักรแห่งความมหัศจรรย์บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับโลกแห่ง Edutainment สุดล้ำสมัย ด้วยการออกแบบที่แยบยลใน 6 ธีมโซนสุดตระการตา พร้อมเครื่องเล่นกว่า 100 รายการ และประสบการณ์สุดสมจริงมากกว่า 500 รูปแบบ ที่จะพาผู้เล่นทุกคนดำดิ่งสู่จินตนาการเหนือจริง ที่นี่จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสนุกเชิงการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับทุกครอบครัวทั้งจากไทยและทั่วโลก เด็ก ๆ และครอบครัวจะได้สัมผัสประสบการณ์อันหลากหลาย เช่น
• ดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลลึกลับกับ Wandering Carousel
• โบยบินเหนือก้อนเมฆไปกับ Sparkle Sky Cruise
• พิชิต Cloudtop Jungle Gym ฐานปีนป่ายขนาดมหึมาสูงกว่า 5 ชั้น
• ต่อสู้ในสังเวียนอินเทอร์แอคทีฟแบบเสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง Meta-Racers
• สำรวจอาชีพกว่า 20 อาชีพ อาทิ นายแพทย์ นักดับเพลิง เชฟ เกษตรกร และอีกมากมาย ในโซนเล่นสวมบทบาท (roleplay) ในเมืองจำลอง Mini City พร้อมเรียนรู้ผ่านการเล่นที่เต็มไปด้วยจินตนาการ

ด้วยความร่วมมือสุดครั้งสำคัญกับบริษัทศิลปะดิจิทัลชื่อดังระดับโลกอย่าง district ทำให้ MELAND มาพร้อมประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟมีเดียระดับออริจินัลจาก Arte Kids Park by Arte Museum บนเกาะเชจู การผสมผสานที่ไร้รอยต่อระหว่างอาณาจักรทางกายภาพและดิจิทัลนี้สร้างสภาพแวดล้อมที่ชวนหลงใหลและตราตรึงใจ ที่ซึ่งการสำรวจและความอัศจรรย์อันไม่มีที่สิ้นสุดจะเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ตรงหน้าจริงๆ 

MELAND x สยามพารากอน:  การผนึกกำลังเพื่อสร้างจุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงระดับโลกสำหรับครอบครัว

ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก(Global Destination) สยามพารากอน สร้างความสำเร็จในการมอบประสบการณ์ยิ่งใหญ่เหนือความคาดหมายที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครอย่างต่อเนื่อง ครองใจลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาอย่างยาวนาน การร่วมมือ กับ MELAND ในครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์การร่วมสร้างสรรค์ระหว่างผู้นำในวงการรีเทลโลกระดับโลกและผู้บุกเบิกนวัตกรรมสวนสนุกระดับโลกสร้างแลนด์มาร์กใหม่สำหรับครอบครัว และกำหนดมาตรฐานพรีเมียมใหม่ให้กับสวนสนุกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งนับเป็นการทรานส์ฟอร์มครั้งสำคัญในวาระครบรอบ 20 ปีของสยามพารากอน ที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงครบวงจรและเป็นแม่เหล็กสำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอกย้ำบทบาทของสยามพารากอนในฐานะ Global Landmark Destination ที่เป็นผู้นำวิสัยทัศน์ในการมอบประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

เตรียมสัมผัสประสบการณ์สวนสนุกมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่หรูหราตระการตาแห่งอนาคต กับการเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์ระดับโลกของ MELAND ในเดือนธันวาคมนี้ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนไม่ควรพลาด#meland #melandbangkok #WorldLeadingIndoorThemePark #SiamParagon #SiamParagonOnly

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ‘QSCBC EXHIBITION’ น้อมถวายอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ‘QSCBC EXHIBITION’ น้อมถวายอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ‘QSCBC EXHIBITION’ น้อมถวายอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.51 น.

ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ร่วมกับ สยามพารากอน ขอเชิญพสกนิกรชาวไทยร่วมลงนามถวายความอาลัยและเข้าชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “QSCBC EXHIBITION” ระหว่างวันที่ 14 -18 พฤศจิกายน 2568 ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน

ครั้งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงงานที่จังหวัดสกลนคร โดยมีนายแพทย์กฤษณ์ จาฎามระ ตามเสด็จด้วยเมื่อปี พ.ศ. 2544 ช่วงเวลาพระราชทานอาหารมื้อค่ำ นายแพทย์กฤษณ์ จาฎามระ ได้ทูลนำเสนอแนวคิดว่า “จากการที่ข้าพเจ้าได้ทำงานด้านการรักษามะเร็งเต้านม มาอย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้ามองเห็นปัญหาหลายอย่าง ข้าพเจ้าจึงมีแนวคิดว่า อยากจะสร้างศูนย์มะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดเทียบเท่ากับของต่างประเทศ” จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมีพระราชดำรัสตอบกลับทันทีว่า “แนวคิดนี้ดีนะหมอ ฉันอยากให้ศูนย์ฯ นี้ เป็นที่พึ่งของผู้หญิง” จากนั้นทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินก้นถุงในการเริ่มโครงการและทรงหาทุนทรัพย์สมทบทุนโครงการเพิ่ม โดยจัดแฟชั่นโชว์การกุศล และทรงเป็นองค์ประธานด้วยพระองค์เอง จากนั้นท่านได้พระราชทานชื่อและตราสัญลักษณ์ของพระองค์ภายใต้ชื่อ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม 

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน  พ.ศ. 2548 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยและพระอัจฉริยภาพด้านสาธารณสุขในการส่งเสริมสุขภาพผู้หญิงไทยให้ห่างไกลมะเร็งเต้านมมาโดยตลอด

ต่อมาศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ได้ก่อตั้งมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิฯ ดังกล่าว เพื่อเป็นหนึ่งในช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานของศูนย์สิริกิต์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม และท่านทรงรับมูลนิธิฯ ให้อยู่ภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ 

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ของการดำเนินงาน นายแพทย์กฤษณ์ จาฏามาระ ได้น้อมนำพระราชดำรัสดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน  เพื่อให้ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม เป็นที่พึ่งของผู้หญิงอย่างแท้จริง  

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “QSCBC EXHIBITION” จัดทำขึ้นเพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ภายใต้แนวคิด “เส้นทางภารกิจเพื่อผู้หญิงไทยห่างไกลมะเร็งเต้านม” ผ่านการทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสถานบันต้นแบบของการพัฒนาองค์ความรู้และเป็นผู้นำนวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเต้านมในเชิงการป้องกัน การรักษาและการดูแล ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อยกระดับการรักษามะเร็งเต้านมในระบบสาธารณสุขไทยให้ทัดเทียมระดับสากล 

ภายในนิทรรศการ ประกอบด้วย

1.งานวิจัยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy Project) 

2.ความร่วมมือระหว่างประเทศในการก่อตั้งศูนย์มะเร็งเต้านม และการจัดโครงการอบรมบุคคลากรทางการแพทย์เฉพาะโรคมะเร็งเต้านมระดับสูง เพื่อพัฒนาทักษะและองค์ความรู้แบบสหวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดศูนย์มะเร็งเต้านม ณ ประเทศภูฏาน 

3.โครงการสร้างความตระหนักรู้และใส่ใจสุขภาพเต้านม (Breast Cancer Awareness Campaign) 4.โครงการช่วยเหลือผู้หญิงที่ขาดโอกาสในชุมชนแออัดให้ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกอย่างเท่าเทียม (Slum Project) 5.โครงการบ้านพิงพัก (Pink Park Village) ประกอบด้วย สถานดูแลป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย (Hospice Centre) บ้านพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษา (Convalescence Centre) ศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม (Breast Cancer Care Centre) ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรม (Learning & Training Centre) ศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม (Diagnostic Centre) ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อผู้หญิงไทยทุกคน          

ขอเชิญพสกนิกรชาวไทย ร่วมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “QSCBC EXHIBITION”  ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 – 22.00 น.ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน และรับพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ Miss Pink Park สัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งได้ในงาน พร้อมชมการแสดงพิเศษ : การแสดงบรรเลงวงดนตรีสากล ถวายความอาลัยและเพลงพระราชนิพนธ์ 3 รอบเวลา : 11.00 – 11.45 น. / 14.00 – 14.45 น. และ 17.00 – 17.45 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม เฟสบุ๊ค : ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม

เปิดตัว MIR เทศกาลวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ที่ภูเก็ต เวทีแรกของการประชันศิลปินรุ่นท็อปของสองชาติ

เปิดตัว MIR เทศกาลวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ที่ภูเก็ต เวทีแรกของการประชันศิลปินรุ่นท็อปของสองชาติ

เปิดตัว MIR เทศกาลวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ที่ภูเก็ต เวทีแรกของการประชันศิลปินรุ่นท็อปของสองชาติ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

ภูเก็ตเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพงาน Russian–Thai Investment Forum (RTIF) เวทีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างรัสเซียกับไทย ที่จะจัดขึ้น ณ Pullman Phuket Karon Beach Resort ระหว่างวันที่ 26–28 พฤศจิกายนนี้ โดยสภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาโครงการร่วมลงทุน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาว และเปิดประตูสู่ศักยภาพการลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากเวทีเสวนาด้านเศรษฐกิจและการค้าแล้ว ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือ MIR Thai–Russian Cultural Festival เทศกาลวัฒนธรรมและความบัน เทิงซึ่งจะะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่อันดามันดา สวนน้ำขนาดยักษ์ของภูเก็ต เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ Russian Radio ของรัสเซีย และเป็นกิจกรรมส่งท้ายของเวทีเสวนาอันเป็นความร่วมมือจากการค้าสู่วัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

ศิลปินชื่อดังของรัสเซียจากเวทีคอนเสิร์ต Golden Gramophone Award เช่น JONY, Irakli, และ Alexandra Vorobyova จะบินตรงมาร่วมสร้างความบันเทิงกับศิลปินระดับแนวหน้าของไทย ได้แก่ Bowkylion, Getsunova, Kae Wanthakan, Wizzle, Rocketman และ The Mousses

นอกจากจะสนุกกับเสียงเพลงกันอย่างเต็มที่แล้ว ในงานยังมีอาหารที่คัดสรรและพื้นที่สร้างสรรค์ของทั้งสองประเทศเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมนี้ได้ที่ mir-fest.com

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวการร่วมออกร้านในงานกาชาด ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด ‘ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย’

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวการร่วมออกร้านในงานกาชาด ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด 'ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย'

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าวการร่วมออกร้านในงานกาชาด ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด ‘ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.10 น.

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสมาคมสตรีแห่งชาติฯ เป็นประธานเปิดการแถลงข่าว “สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด ประจำปี 2568” โดยร่วมกับองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเพื่อการายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพีนี โซน 6 (ประตู 1 ถนนวิทยุ) เวลา 11.00 – 22.00 โดยมี เบญจมาศ รุจิรวงศ์, อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์, วิภาศิริ มะกรสาร, เพ็ญพักตร์ ศรีทอง ประธานสมาคมแม่ดีเด่นฯ และพรเสก กาญจนจารี ร่วมงาน ณ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ อาคารบ้านพระกรุณาวาสน์ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กทม.


กิจกรรมภายในร้านแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ดังนี้
โซนที่ 1 : การจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย
โซนที่ 2 : นวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ
โซนที่ 3 : ร้าน “ร้านสภาสตรีแห่งชาติฯ ช่วยเศรฐกิจ ช่วยชาติ”

ปรากฏการณ์ ‘เขยไทยฟีเวอร์’ ดัน ‘สุภาพโอสถ’ เนื้อหอม! ยอดขายออนไลน์พุ่ง

ปรากฏการณ์ ‘เขยไทยฟีเวอร์’ ดัน 'สุภาพโอสถ’ เนื้อหอม! ยอดขายออนไลน์พุ่ง

ปรากฏการณ์ ‘เขยไทยฟีเวอร์’ ดัน ‘สุภาพโอสถ’ เนื้อหอม! ยอดขายออนไลน์พุ่ง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

จากปรากฏการณ์ที่ “เขยไทย” ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง “แจ็คสัน หวัง” สร้างกระแสเหมาหยิบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากแบรนด์ สุภาพโอสถ จนเป็นไวรัลไปทั่วโซเชียลเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้แบรนด์สุขภาพสัญชาติไทยรายนี้กลายเป็นที่จับตาและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังจากภาพและเรื่องราวของ “เขยไทย” เลือกหยิบสินค้าของสุภาพโอสถด้วยตัวเองถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏการณ์ “สินค้าขาดตลาด” ก็เกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะสินค้าที่ ได้เลือกเอากลับไปจีน

ทำให้ยอดขายในช่องทางออนไลน์และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลูกค้าจำนวนมากต่างต้องการตามรอย “เขยไทย” ทำให้บริษัทต้องเร่งกำลังการผลิตและจัดส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่ทะลักเข้ามา

ปรากฏการณ์ “เขยไทยเหมาสินค้า” เป็นการตอกย้ำถึง คุณภาพและความน่าเชื่อถือ ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Made in Thailand” ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าไทยในสายตาผู้บริโภคชาวต่างชาติ

ขณะนี้ สุภาพโอสถกำลังเร่งวางแผนการตลาดและการผลิต เพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งสองตลาด และยังคงส่งผลบวกอย่างต่อเนื่องให้กับแบรนด์

-(016)

‘อัครา’ ลงพื้นที่นราธิวาส มุ่งส่งเสริมอาชีพกลุ่มแม่บ้านมุสลิม สร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

'อัครา' ลงพื้นที่นราธิวาส มุ่งส่งเสริมอาชีพกลุ่มแม่บ้านมุสลิม สร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

‘อัครา’ ลงพื้นที่นราธิวาส มุ่งส่งเสริมอาชีพกลุ่มแม่บ้านมุสลิม สร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.04 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และหน่วยงานทีม พม.ใกล้คุณ ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ณ สถานสงเคราะห์เด็กชายนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อเปิดโครงการบูรณาการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง และพบปะเยี่ยมให้กำลังใจกลุ่มเปราะบาง พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต โดยมี นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ให้การต้อนรับ

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสครั้งแรก ภายหลังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และได้มาเปิดโครงการบูรณาการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ซึ่งการลดรายจ่ายคือเราต้องส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางมีอาชีพ ช่วยลดรายจ่าย และสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ซึ่งวันนี้เราจะทำงานแบบบูรณาการทุกช่วงวัย และการได้เจอกลุ่มแม่บ้านมุสลิมในวันนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องของการอบรมส่งเสริมอาชีพ โดยตนเคยไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่นั่นเขาให้ความสำคัญกับกลุ่มแม่บ้านและมีอัตลักษณ์ในการผลิตสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นถิ่น และจำหน่ายส่งขายไปทั่วโลก จึงอยากนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาสะท้อนให้พี่น้องแม่บ้านมุสลิมที่จังหวัดนราธิวาสให้เกิดประโยชน์ ตามพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่านได้สร้างไว้ในเรื่องการส่งเสริมอาชีพ

นายอัครา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาตนเคยเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนนราสิกขาลัย ที่จังหวัดนราธิวาส และเมื่อมาเป็นรัฐมนตรี จึงอยากจะตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านมุสลิมและเยาวชนที่อยู่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้  เราจะกลับมาส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน โดยยึด ความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวง พม. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อเดือนก่อน โดยการให้ท้องถิ่นสะท้อนปัญหาขึ้นมายังส่วนกลาง และกระทรวง พม. กับ 3 กระทรวง จะนำปัญหาดังกล่าวไปตกผลึกในการยกร่างกับแผนการพัฒนาคน โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมอาชีพ ตามนโยบาย พม.ใกล้คุณ คือการลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนได้พบประธานเครือข่ายคนพิการจังหวัดนราธิวาส และได้รับฟังปัญหาซึ่งพวกเขาอยากให้กระทรวง พม. ช่วยส่งเสริมในเรื่องอาชีพและการเข้าถึงแหล่งตลาด ซึ่งคนพิการหลายคนมีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ แต่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งตลาด ทั้งนี้ เราจะมีการอบรมฝึกทักษะการสร้างร้านค้าออนไลน์ ให้แก่คนรุ่นใหม่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้ เพื่อให้เขาสามารถสร้างร้านค้าในแพลตฟอร์มของตนเองได้ โดยเฉพาะปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมเล่น TikTok ดังนั้นเราต้องเสริมศักยภาพให้เขาใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ต่อไป

เปิดวอร์รูม ระดมสมองหารือแก้ปัญหาหนี้ SME ไทย

เปิดวอร์รูม ระดมสมองหารือแก้ปัญหาหนี้ SME ไทย

เปิดวอร์รูม ระดมสมองหารือแก้ปัญหาหนี้ SME ไทย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

เมื่อเร็วๆนี้ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย พร้อมด้วย นายปราณ สยามวาลา นายคมสรรค์ วิจิตรวิกรม ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจพรรคปวงชนไทย และนายกัมปนาท จิราภรรคกุล เจ้าของช่องติ๊กต๊อก JustGolff ได้เข้าร่วมหารือในการแก้ไขปัญหาหนี้ของ SME ไทย ณ ที่ทำการพรรค ปวงชนไทย

โดยได้ข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรม คือ แนวทางการแปรหนี้เป็นทุน โดยเสนอเป็นหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ที่มีลักษณะลูกผสมระหว่างหุ้นสามัญและหุ้นกู้ โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ เพื่อช่วยพยุงให้กิจการยังเดินต่อได้ โดยจะหารือต่อเนื่องเพื่อให้ได้เป็นนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง เพื่อให้ SME ไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

-(016)

ซีพีและบริษัทในเครือ ร่วมอัญเชิญไฟพระฤกษ์ซีเกมส์ – อาเซียนพาราเกมส์ 2025

ซีพีและบริษัทในเครือ ร่วมอัญเชิญไฟพระฤกษ์ซีเกมส์ – อาเซียนพาราเกมส์ 2025

ซีพีและบริษัทในเครือ ร่วมอัญเชิญไฟพระฤกษ์ซีเกมส์ – อาเซียนพาราเกมส์ 2025

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ ร่วมแสดงพลังครั้งสำคัญในพิธี “อัญเชิญไฟพระฤกษ์” มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยส่งตัวแทนจากเครือฯและบริษัทในเครือ ร่วมวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์รวม 8 จุด โดยในส่วนของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ นำวิ่งไฟพระฤกษ์โดย “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักชกขวัญใจคนไทย  พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ ซึ่งได้ร่วมวิ่งในจุดที่ 4  เป็นระยะทาง 850 เมตร เริ่มจากป้ายรถเมล์หน้าบริษัท โคเวย์ พระราม 9 ถึงหน้าป้ายรถเมล์หน้าด่านเก็บเงินทางด่วน จากนั้นไฟพระฤกษ์ได้ถูกส่งเข้าสู่ช่วงไม้ผลัดของผู้นำจากบริษัทต่าง ๆ ในเครือซีพี ซึ่งเข้าร่วมอัญเชิญไฟพระฤกษ์อย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ ไม้ที่ 5 นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไม้ที่ 6 นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (True)  นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซีพียังได้ร่วมวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ตลอดเส้นทาง สร้างภาพพลังองค์กรที่เข้มแข็งและหลากหลาย ได้แก่ นายวิชัย จันทร์จริยากุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ (CP ALL – 7-Eleven) นายถิรายุ ทรงเวชเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัล บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า นายมนต์ชัย อินทรพรอุดม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA – Makro – Lotus’s) นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บจก.แอสเซนด์ มันนี่ และดร. สรินทิพย์ สถิตย์เสถียร กรรมการผู้จัดการ Amaze Super App

บรรยากาศการร่วมวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ของซีพีและบริษัทในเครือ เต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากพนักงาน เสื้อทีมสีเดียวกัน และการรวมตัวของผู้นำจากหลายกลุ่มธุรกิจที่ก้าวเคียงกันบนเส้นทางเดียวกันอย่างภาคภูมิใจ สอดคล้องตามแนวคิด“รวมพลังคนซีพี ส่งต่อไฟแห่งแรงบันดาลใจ” เพื่อเชียร์ทัพนักกีฬาชาติไทยในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญนี้

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือซีพี กล่าวว่า “ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซีพีภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนทัพนักกีฬาไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์พระราชทาน ซึ่งเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจอันทรงพลังที่ส่งต่อถึงนักกีฬาและประชาชนไทยทุกคน เราได้นำทุกธุรกิจในเครือฯ มาบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเต็มที่ ทำให้การสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้การแข่งขันกีฬาเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังสร้างแรงเชียร์และพลังใจให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จและความภาคภูมิใจของประเทศอย่างแท้จริง”

ร้อยเอกสมบัติ บัญชาเมฆ หรือ “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยชื่อดังขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ในฐานะผู้นำวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ในจุดของซีพี กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนเครือซีพีวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าปลาบปลื้ม ที่ได้ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและประชาชน ตลอดเส้นทางวิ่งมีรอยยิ้ม ความสนุกสนาน และความอบอุ่นจากพนักงานซีพี ซีพีจิตอาสา และประชาชนที่ช่วยกันสร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความสุข”

ด้าน ดร.ฐานิสร์ ฟอลเล็ต Director of Legal & Contract Management บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในเครือซีพี นักวิ่งคณะติดตามนักวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ของซีพี กล่าวว่า “ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสำคัญระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมการรวมพลังของพนักงานซีพีที่ออกมาร่วมวิ่ง ถือคบเพลิง และร่วมสร้างบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความสุขตลอดเส้นทาง ซึ่งซีพีในฐานะผู้สนับสนุนหลักก็ได้ส่งเสริมมหกรรมกีฬาในครั้งนี้อย่างเต็ม ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งอาหาร การสื่อสาร การใช้จ่ายระบบอิเล็กทรอนิกส์ ”

ทั้งนี้ นอกจากผู้บริหารและพนักงานของเครือซีพีที่พร้อมใจกันออกมาวิ่งติดตามการอัญเชิญไฟพระฤกษ์แล้ว ยังมีนักวิ่งสมัครเล่นที่เข้าร่วมสมทบ ซึ่ง นายฐมศิลป์ ตันศรีตรัง ได้เผยความรู้สึกด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมวิ่งในขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์ในงานมหกรรมซีเกมส์ 2025 ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะไทยของเราเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ผมเคยร่วมวิ่งซีเกมส์ที่สงขลามาแล้ว แต่ครั้งนี้ยิ่งพิเศษกว่าเดิม เพราะได้มาวิ่งที่กรุงเทพฯ และได้รับการคัดเลือกจากเครือซีพีให้เข้าร่วม จึงรู้สึกดีใจมาก โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นลูกค้าของซีพีอยู่แล้ว เลยลองสมัครผ่านแฟนเพจ We Are CP และโชคดีที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ เหนือสิ่งอื่นใดผมอยากส่งต่อกำลังใจให้นักกีฬาไทยทุกคน ขอให้คว้าชัยและเป็นเจ้าเหรียญทองในซีเกมส์ปีนี้ให้ได้ เราทุกคนเป็นกำลังใจให้เสมอ”

นอกจากการวิ่งคบเพลิงแล้ว ภายในงาน ซีพีและกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ยังจัดบูธกิจกรรมพิเศษเพื่อเพิ่มสีสันให้กับประชาชนผู้ร่วมงาน อาทิ บูธของ CPF, True, CP ALL (7-11), CP AXTRA (Makro & Lotus’s), Ascend Money และ Amaze Super App รวมถึงการรวมพลังของจิตอาสาซีพีที่ช่วยกันเก็บขยะ เพื่อสร้าง Green ซีเกมส์ ตามแนวทางการจัดงานอย่างยั่งยืน ณ บริเวณ อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก

ก่อนหน้านี้ ไฟพระฤกษ์ของซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ได้รับการอัญเชิญมาเก็บรักษาไว้ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย หลังจากเมื่อค่ำวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะผู้จัดการแข่งขันนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้ารับพระราชทานไฟพระฤกษ์เพื่อนำไปใช้ในพิธีเปิดการแข่งขัน ต่อมา ได้รับการอัญเชิญไปยัง 4 จังหวัด ที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, สงขลา และนครราชสีมา ก่อนจะมีการงานวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ในวันนี้

กิจกรรมวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมระยะทาง 67 กิโลเมตร แบ่งเป็นเส้นทาง ราชมังคลากีฬาสถาน – อาคารนิมิบุตร ระยะทาง 37.1 กิโลเมตร และ อาคารนิมิบุตร – ราชมังคลากีฬาสถาน ระยะทาง 29.6 กิโลเมตร ร่วมกับอีก 2 จังหวัด คือ ชลบุรี และสงขลา ส่วนนครราชสีมา สำหรับกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ โดยรวมมีผู้ถือคบเพลิงอัญเชิญไฟพระฤกษ์ทั้งหมด 292 ผลัด ตลอดเส้นทางมีทั้งนักกีฬา ประชาชน และองค์กรต่าง ๆ รวมถึงเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศอบอุ่น สนุกสนาน และเต็มไปด้วยพลังแห่งความสามัคคี เพื่อร่วมต้อนรับมหกรรมกีฬาของคนไทยทั้งชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซีพีได้ยึดมั่นในปรัชญา 3 ประโยชน์ ขององค์กร ทั้งการสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศ การสร้างคุณประโยชน์ต่อประชาชน และการสร้างคุณประโยชน์ต่อองค์กร พิธีวิ่งอัญเชิญไฟพระฤกษ์ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำปรัชญานี้มาปฏิบัติจริง เพราะไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งกีฬาและความสามัคคี แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนและนักกีฬาไทยร่วมส่งพลังใจและแรงเชียร์ให้ทัพนักกีฬา ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซีพีในการส่งต่อพลังบวกและสร้างความสุขให้กับสังคมไทยเสมอมา

#ซีพีร้อยเรียงใจพาไทยคว้าชัยซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ #คนไทยหัวใจนักสู้ #ซีเกมส์ #ซีเกมส์33 #อาเซียนพาราเกมส์ #SeaGame #SEAGames2025 #AseanParaGames2025 #AseanParaGames