กทปส. จัดงาน ‘BTFP Showcase 2025’ โชว์ 8 โครงการเด่นด้านเทคโนโลยีวิจัย

กทปส. จัดงาน ‘BTFP Showcase 2025’ โชว์ 8 โครงการเด่นด้านเทคโนโลยีวิจัย

กทปส. จัดงาน ‘BTFP Showcase 2025’ โชว์ 8 โครงการเด่นด้านเทคโนโลยีวิจัย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

ถือเป็นกิจกรรมประจำของทุกปี ที่กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Broadcasting and Telecommunications Research and Development Fund for the Public Interest-BTFP) หรือ กทปส. และงาน BTFP Showcase 2025  ปีนี้เพื่อนำผลสำเร็จและนวัตกรรม จากความคิดสร้างสรรค์ของนักวิจัย ที่ได้รับทุนสนับสนุน เผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ก้าวสู่เวทีการวิจัยให้มากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ได้คัดเลือก 8 โครงการไฮไลท์ ร่วมแสดงผลงาน ณ ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ ลานกิจกรรมชั้น G วันที่ 14 พฤศจิกายน ศกนี้ โดยมี ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และประธานกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) เป็นประธานเปิดงาน

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาท กทปส. ว่านอกจากจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนแล้ว ยังต้องการส่งเสริมการพัฒนาประเทศด้วยการจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนและสังคมส่วนรวมได้

“เงินทุนที่ กทปส. ให้การสนับสนุน แบ่งเป็นประเภทที่ 1. ทุนเปิดกว้าง ประเภทที่ 2. ทุนที่คณะกรรมการบริหารกองทุนประกาศกำหนด ประเภทที่ 3. ทุนที่ กสทช.ประกาศกำหนด ประเภทที่ 4 ทุนสำหรับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับปี 2568 มีหลายโครงการที่ได้รับทุน มีผลงานโดดเด่น  และเป็นประจำทุกปี ที่จะได้นำผลงานดังกล่าวมาร่วมแสดงในงาน BTFP Showcase เผยแพร่ผลสำเร็จของโครงการวิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นที่รู้จัก สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยใหม่ๆ ให้ก้าวเข้าสู่เวทีการวิจัยมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้โครงการต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กทปส. ได้พัฒนาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายไตรรัตน์ กล่าว

สำหรับไฮไลต์ของการจัดงาน BTFP Showcase 2025  นอกจากจะนำผลงานจาก 8 โครงการ มาเผยแพร่แล้ว ยังเปิดเวทีให้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง ในการผลิตเนื้อหารายการและการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตเนื้อหารายการสู่ระดับสากล ทั้งนี้ หากมีผู้สนใจที่จะขอรับการสนับสนุนจากกองทุน ภายในงานนี้มีการเปิดพื้นที่ สำหรับให้คำปรึกษาแนะนำในการยื่นขอรับทุนด้วย

สำหรับ 8 โครงการที่นำมาจัดแสดงภายในงาน BTFP Showcase 2025 ได้แก่

1. โครงการให้บริการแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศ หน่วยงาน: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

2.  โครงการระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพ  หน่วยงาน: มูลนิธิกรมควบคุมโรค

3.  โครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Edge Computing เพื่อต่อยอดแพลตฟอร์ม NETPIE IoT  หน่วยงาน: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

4. โครงการพัฒนาอุปกรณ์ถอดรหัสช่องสัญญาณมาตรฐาน 5G สำหรับสื่อการสอนและการ์ดเร่งความเร็ว FEC สำหรับโครงข่าย O-RAN หน่วยงาน: สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า    เจ้าคุณทหารลาดกระบัง

5.  โครงการการออกแบบและพัฒนาเรดาร์เพื่อการตรวจจับโดรนและจำแนกโดรนจากสิ่งรบกวน หน่วยงาน: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 

6. โครงการระบบบริหารด้านการเกษตรเพื่อวิสาหกิจชุมชน เฟส 2 หน่วยงาน: คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

7.โครงการ KidBright Net: โครงข่ายการสื่อสารเพื่อการศึกษา (ระยะที่ 2) หน่วยงาน: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

8.  โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตบริการเสียงบรรยายภาพเพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนพิการ หน่วยงาน: คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนกิจกรรมเสวนา หัวข้อเรื่อง “การพัฒนาบุคลากรกับการผลิตเนื้อหารายการที่มีคุณภาพสู่ระดับสากล” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน ) หรือ CEA และ นายณัฏฐชาติ พวงสุดรัก ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและแผน สำนักกองทุนวิจัยและพัฒนา สำนักงาน กสทช.

กิจกรรม Short Talk  มี ปราโมทย์ แสงศร, ศิวโรจณ์ คงสกุล และ อวัช รัตนปิณฑะ ร่วมวงพูดคุยถึงพลังการสร้างสรรค์ของคนเบื้องหลังกับทีมผู้กำกับภาพยนตร์คนรุ่นใหม่  สุดท้ายกับกิจกรรมการสัมภาษณ์ แชร์ประสบการณ์ และ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทรนด์วงการภาพยนตร์บันเทิง โดยศิลปินชื่อดัง นน-ชานน สันติธรกุล  นอกจากนี้ ภายในงาน “BTFP Showcase 2025” ยังจัดกิจกรรมพิเศษ Interactive Game ตอบคำถามรับของที่ระลึก เป็นการเพิ่มสีสันและสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ซึ่งงานนี้ มีนักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

-(016)

“กระเป๋าแห่งหัวใจ” (Heart Bag): ผลของความดีที่ส่งต่อให่ไปถึงผู้ประสบภัย

“กระเป๋าแห่งหัวใจ” (Heart Bag): ผลของความดีที่ส่งต่อให่ไปถึงผู้ประสบภัย

“กระเป๋าแห่งหัวใจ” (Heart Bag): ผลของความดีที่ส่งต่อให่ไปถึงผู้ประสบภัย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.39 น.

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชน โดยมอบ “กระเป๋าแห่งหัวใจ” (Heart Bag) เป็นที่ระลึกแก่ผู้แสดงความจำนงบริจาคหัวใจให้สภากาชาดไทย 100 คนแรก ตามโครงการ “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

กิจกรรมนี้ ผสานความตั้งใจในการทำความดีเข้ากับการช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม พายุใหญ่ โดยใช้พลังแห่งการให้เป็นแรงขับเคลื่อนการฟื้นฟูชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และนายอาทร จันทวิมล ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย แถลงถึงความหมายของ “กระเป๋าแห่งหัวใจ” ว่าไม่ใช่เป็นเพียงของที่ระลึก แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและการฟื้นฟู

กระเป๋าแต่ละใบผลิตด้วยมือ  (Handmade) จากวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไม้ไผ่ ผักตบชวา เชือกกล้วย  หวาย  ใยกัญชง  หรือ ปอ   โดยหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายยาก สะท้อนภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทยที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ เช่น ดิออร์  หลุยส์ วิตตอง

โครงการนี้เน้นการจัดซื้อตรงจากกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง โดยพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุน ชุดแรกได้แก่:
• หมู่บ้านชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
 หมู่บ้านลานแหลม ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างสรรค์ของที่ระลึกที่มีความหมายสูงส่ง แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ในยามยากลำบาก และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและคนในชุมชนที่สืบทอดงานหัตถกรรมพื้นบ้านด้วยความรักและความชำนาญ

ผู้ที่ได้รับ “กระเป๋าแห่งหัวใจ” คือผู้ที่แสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการทำความดี ด้วยการให้คำมั่นว่าจะบริจาคหัวใจและอวัยวะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กระเป๋าใบนี้จึงเปรียบเสมือนของขวัญแห่งเกียรติยศ ไม่ต่างจากการถือกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง เพราะบรรจุไว้ด้วยคุณค่าของการแบ่งปันและการส่งต่อพลังชีวิตจากผู้ให้สู่ผู้รับ

“กระเป๋าแห่งหัวใจ” เป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงความเมตตาของคนไทยเข้ากับงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านอย่างงดงาม “หัวใจของผู้ให้” ได้ถูกส่งต่อเพื่อเยียวยา “หัวใจของชุมชน” ให้กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง

ภาพแห่งความสัมพันธ์ฉันมิตร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนปักกิ่ง รัฐบาลจีนต้อนรับถวายพระเกียรติยศสูงสุด

ภาพแห่งความสัมพันธ์ฉันมิตร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนปักกิ่ง รัฐบาลจีนต้อนรับถวายพระเกียรติยศสูงสุด

ภาพแห่งความสัมพันธ์ฉันมิตร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนปักกิ่ง รัฐบาลจีนต้อนรับถวายพระเกียรติยศสูงสุด

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.23 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13–17 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนไทย–จีน อีกทั้ง ยังเป็นวาระเฉลิมฉลองครบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา  10.35  น.  (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังมหาศาลาประชาชน บริเวณลานด้านทิศตะวันออก ณ ที่นั้น นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และศาสตราจารย์เผิง ลี่หยวน ภริยา พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูง สาธารณรัฐประชาชนจีน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ 

ต่อจากนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพ พร้อมด้วยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ  วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามลำดับ  ฝ่ายจีนยิงสลุต 21 นัด ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพในระดับสูงสุด ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางทหารสากลที่ใช้ในโอกาสสำคัญต่างๆ ของชาติ ผู้บังคับกองทหารเกียรติยศ กราบบังคมทูลรายงานและเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจแถวทหารเกียรติยศ เป็นภาษาจีน  

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ไปทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ  เมื่อเสด็จพระราชดำเนินผ่านแถวเด็กชาวจีนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ต่างโบกธงชาติไทย ธงชาติจีน และช่อดอกไม้  โอกาสนี้ ทรงแย้มพระสรวลและทรงโบกพระหัตถ์ทักทายเด็กชาวจีนเหล่านั้น  จากนั้น เสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพอีกครั้ง  เพื่อทอดพระเนตรการสวนสนามของกองทหารเกียรติยศและการแปรขบวนของวงดุริยางค์ทหาร  เมื่อเสร็จสิ้นการสวนสนามและการแปรขบวนดังกล่าวแล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  จึงเสด็จพระราชดำเนินเข้ายังอาคารมหาศาลาประชาชน

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและภริยา ดังใจความตอนหนึ่งว่า…

“ข้าพเจ้าก็ยินดีที่มีโอกาสได้มาเยือน และได้เห็นความเจริญก้าวหน้าความสวยงาม ของเมืองมีความชื่นใจภูมิใจที่ ประเทศของเราทั้งสองได้มีความสัมพันธ์ ฉันมิตรอย่างใกล้ชิด ที่สุด และได้มีการแลกเปลี่ยนและมีกิจกรรมหลายอย่าง ที่ได้ร่วมทำด้วยกัน”

ขณะที่ นาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า “การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลือกจีนเป็นประเทศแรกในการเยือนอย่างเป็นทางการ แสดงถึงความสำคัญที่ไทยให้กับความสัมพันธ์จีน–ไทย และสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในแนวคิด จีน–ไทยคือครอบครัวเดียวกัน”

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงปักกิ่ง ได้แก่ วัดหลิงกวง ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กรุงปักกิ่ง ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินจีน และศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง

นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินไปยังพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ เพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการ “หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร: นิทรรศการโบราณวัตถุฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน” รวมทั้งทอดพระเนตรพระที่นั่งไท่เหอ

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญในการสืบสานมิตรภาพและความร่วมมือรอบด้านระหว่างไทย–จีน อันจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

รวมร้านดังการันตี ‘Users’ Choice x Gourmet Hall FOODIES HUB’

รวมร้านดังการันตี 'Users’ Choice x Gourmet Hall FOODIES HUB'

รวมร้านดังการันตี ‘Users’ Choice x Gourmet Hall FOODIES HUB’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.29 น.

สายกินห้ามพลาด!   Gourmet Eats ศูนย์รวมความอร่อยตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์  จับมือ    LINE MAN Wongnai ผู้นำแพลตฟอร์มออนดีมานด์และข้อมูลร้านอาหารอันดับหนึ่งของไทย ต่อยอดรางวัล Users’ Choice ร้านอร่อยรีวิวดี เปิดฮับความอร่อยกับโซน  “Users’ Choice x Gourmet Hall FOODIES HUB”  จุดเช็กอินใหม่ของเหล่านักชิม ทั่วกรุงเทพฯ  รวมร้านเด็ดกว่า 25 ร้านดังเจ้าของรางวัล Users’ Choice ระหว่างวันที่ 13 – 26 พฤศจิกายน 2568  บริเวณ  Gourmet Hall ชั้น G พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

โดยภายใน Users’ Choice x Gourmet Hall FOODIES HUB” แบ่งเป็นร้านอาหารดัง ห้ามพลาดเป็น   4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ 

● Users’ Choice สายอาหารคาว ครบเครื่องต้องลอง: สุกี้พรศิริ   ร้านดังกับเมนู ‘สุกี้ผัดแห้ง’ เครื่องแน่นและซอสสูตรพิเศษ  , หมึกมันไก่ ข้าวมันไก่สไตล์สิงค์โปร์  ไก่นุ่มฉ่ำเสิร์ฟพร้อมตับทองนุ่มละมุน   , ครัวบ้านเอ   ขาหมูพะโล้ และ อาหารใต้ -อีสาน จากเอ ศุภชัย , ชู้ลาว ชู้รส ร้านอาหารอีสานสูตรสะหวันนะเขต จาก สปป. ลาว, Baleemu  (บะ-หลี่-หมู่) ร้านบะหมี่คลุกเจ้าดัง ย่านถนนพระอาทิตย์ และ เทพผัดไทย  ผัดไทยหอมกลิ่นพริกคั่ว รสเผ็ดนัว

● Users’ Choice สายหวานห้ามพลาดBread bar เค้ก Crunchy Choco Bomb พรีเมียมร้านดังในโซเชียล   , Ba Hao Tian Mi (ปา เฮ่า เถียน มี่) ร้านพุดดิ้งและเครื่องดื่มสไตล์จีนโมเดิร์นจากเยาวราช , K-Pastry ขนมอบฝรั่งเศส โดย เชฟเคอร์ Hell’s kitchen  , Groob Glace  ร้านไอศกรีมฟิวชันรสชาติไทยๆ ครีเอทเมนูโดยเชฟฟ้า MasterChef Thailand และ dolly churros ขนมชูโรส ต้นตำรับสเปน ทอดร้อนๆ ชิ้นต่อชิ้น     

● Users’ Choice สายเครื่องดื่ม Specialty:  เริ่มจาก Flourist Matcha มัจฉะพรีเมียมร้านดัง จาก จ. ปทุมธานี , Teaory Teahouse เมนูชาและของหวานโมจินมสดโรยผงมัจฉะ, SILA Premium Thai Tea ชาไทยพรีเมียมรสเข้มข้น กับเมนูซิกเนเจอร์ ROYAL THAI TEA  และ โต้วเจียง น้ำเต้าหู้ร้อน-เย็น เครื่องแน่น

● Users’ Choice อาหารหลากหลายสัญชาติ : ได้แก่  ร้านกะเพราแท้ ครบเครื่องตำรับไทยแท้ , หอมด่วน ร้านอาหารเหนือต้นตำรับเจ้าดังย่านเอกมัย, ข้าวซอยนิมมาน ส่งความอร่อยจากเชียงใหม่ , ก๋วยเตี๋ยวเรือสามแซ่บ รสเผ็ด เปรี้ยว หวาน สูตรอยุธยาดั้งเดิม , ฟ่าน (FAAN) ภัตตาคารจีนเจ้าดัง ย่านกัลปพฤกษ์, อาม่งหม่าล่า หม่าล่าหม้อไฟ และสุกี้หมาล่า รสชาติถูกปากคนไทย , กู่หลงเปา ซาลาเปาโบราณ สูตรแต้จิ๋ว 100 ปี , Sosinesso Galbi-Jjim & Korean Cuisine  ร้านอาหารเกาหลีดังย่านอารีย์  และ Wagyu Wagyu อิซากายะยอดฮิตย่านสุขุมวิท 

พิเศษ รับโค้ดสุดคุ้ม!  เมื่อสั่งผ่านแอปพลิเคชัน LINE MAN ทั้งรูปแบบ Delivery  และ  Pick & Go 

–  พิมพ์โค้ด  GOURMETUCNEW สำหรับผู้ใช้ใหม่: ลด 30% สูงสุด 100 บาท* เมื่อมียอดสั่งขั้นต่ำ 200 บาท

– พิมพ์โค้ด   GOURMETUC100 สำหรับผู้ใช้เดิม: ลด 15% สูงสุด 100 บาท* เมื่อมียอดสั่งขั้นต่ำ 250 บาท

– พิมพ์โค้ด   GOURMETPICK สำหรับ Pick & Go: ลด 20% สูงสุด 100 บาท* เมื่อมียอดสั่งขั้นต่ำ 250 บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

พบกับร้าน Users’ Choice เจ้าดังที่พร้อม หมุนเวียนเสิร์ฟความอร่อยไม่ซ้ำ อีกมากมายที่  Users’ Choice x Gourmet Hall FOODIES HUB” ได้ตั้งแต่ วันที่ 13 – 26 พฤศจิกายน 2568  บริเวณ  Gourmet Hall ชั้น G พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : linemanth และ Gourmet Eats The Mall Group

คุณแหน : 17 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 17 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 17 พฤศจิกายน 2568

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.44 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงยกยอดฉัตรพระมหารามัญเจดีย์และทรงเปิดป้ายสมโภชพระอารามครบ 150 ปี วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร เกาะเกร็ด นนทบุรี 4 ธ.ค.13.00 น.

อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 2568 “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่นป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ” ณ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน..๐๐

พล.ต.ต.ชูเกียรติ-จิตรา ประทีปะเสน พร้อม รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร, ภัทธิรา หาญสกุล ไปร่วมยินดีกับ จีรานุช ภิรมย์ภักดี ในงานฉลองมงคลสมรสพระราชทานของลูกชายคนเก่ง สุนิษฐ์ ภิรมย์ภักดี สก๊อต กับ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล..๐๐

ยินดีกับ ดร.ธีรณี อจลากุล ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี..๐๐

รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย ชวนคนใจบุญ มาร่วมลุ้นรถ ลุ้นทอง ได้บุญ ซื้อสลากกาชาดจุฬาฯ เพียงใบละ 100 บาท ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล รถ Mercedes-Benz A200 AMG, รถ BYD Seal 5 DM-i (Premium) และรถ MG S5 EV D+ นอกจากนี้ยังมีทองคำแท่งและรางวัลเลขท้ายอีกเพียบ ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลืองานสาธารณกุศลของสภากาชาดไทย ได้ที่โทร 02-2180384 และ 02-2180066..๐๐

วัดโบสถ์เมืองบางขลัง จ.สุโขทัย จัดพิธีเททองหล่อองค์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนผาเมือง เนื้อทองสัมฤทธิ์ฝรั่ง ขนาดความสูง 3 เมตร ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งบูรพมหากษัตริย์ผู้สร้างชาติ ทรงวางรากฐานแห่งความเป็นชาติไทย 21 พ.ย.09.09 น.  ชื่อบัญชี “เพื่อสร้าง สองพ่อขุน วัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง”  ธ.ออมสิน เลขที่บัญชี 020468392533 สอบถามพระครูพิพัฒน์สุตากร 095-9232699..๐๐

กองทุนเพื่อผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เชิญร่วมบริจาคทุก 3,500 บาท รับ Art Toy สีสุดพิเศษ ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ชื่อบัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สาขา มธ.ศูนย์รังสิต เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 Line@tuh_donation  โทร.02-9269432..๐๐

ขอแสดงความเสียใจกับ ประชา  เหตระกูล และลูกๆ ดอม-ดล-แดน เหตระกูล ที่สูญเสีย ปรียาพร เหตระกูล พิธีรดน้ำศพ 17 พ.ย.16.00 น. และสวดพระอภิธรรมถึง 22 พ.ย.18.30 น.ที่ศาลาเจ้าจอม วัดธาตุทอง และฌาปนกิจ 23 พ.ย.14.00 น. เจ้าภาพแจ้งงดพวงหรีด ..๐๐

คุณแหน 

พิชิตเบาหวานด้วยการเลือกโภชนาการที่ดี คุมระดับน้ำตาลในเลือด สู่ภาวะเบาหวานสงบ

พิชิตเบาหวานด้วยการเลือกโภชนาการที่ดี คุมระดับน้ำตาลในเลือด สู่ภาวะเบาหวานสงบ

พิชิตเบาหวานด้วยการเลือกโภชนาการที่ดี คุมระดับน้ำตาลในเลือด สู่ภาวะเบาหวานสงบ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคเบาหวาน ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ข้อมูลจาก IDF Diabetes Atlas ปี 2025 ระบุว่า ความชุกของโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทยอายุ 20-79 ปี อยู่ที่ 11.7% ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 11.1% กระทรวงสาธารณสุขยังชี้ว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญ ในโอกาสวันเบาหวานโลก ปี 2568 จึงเป็นช่วงเวลาอันดีที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันยกระดับการป้องกัน การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรก และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างรอบด้าน เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับผู้ป่วยทุกคน

ทพญ. ดร. อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย เผยว่า แม้โรคเบาหวานเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยง แต่การเลือกรูปแบบวิถีชีวิตคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความรุนแรงของโรค รวมไปถึงภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียกำลังเผชิญกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรมีแนวโน้มของการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงและการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานในเอเชียมากถึง 3 ใน 4 คน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการดูแลโภชนาการตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบ

จากสถิติโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันกลยุทธ์เชิงรุกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการให้ความรู้และการสนับสนุนระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขไทยจึงได้ร่วมกับหน่วยงานและสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission Guidelines) เมื่อปี พ.ศ. 2565 โดยเน้นย้ำการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่าค่าที่ใช้วินิจฉัยโรคอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ยา ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของภาวะเบาหวานสงบ (Diabetes Remission) แนวทางดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดเป็นกุญแจสำคัญสู่ภาวะเบาหวานสงบ โดยเฉพาะการวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

จากข้อมูลของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ภาวะเบาหวานสงบ (Remission) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ให้อยู่ต่ำกว่า 6.5% (หรือ 48 mmol/mol) ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยารักษาเบาหวานโดยตรง ซึ่ง ทพญ.ดร.อรุณี ได้เน้นย้ำว่า “แม้ภาวะเบาหวานสงบจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ป่วยหลายคนคาดหวัง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การหายขาดจากโรค ต้นเหตุสำคัญอย่างภาวะดื้อต่ออินซูลินและปัจจัยทางพันธุกรรมยังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาภาวะสงบนี้ไว้”

โภชนาการ: เครื่องมือสำคัญในการสู้เบาหวาน

ความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยรูปแบบดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการปรับโภชนาการหรือการออกกำลังกายควรทำอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นความท้าทายในการปฏิบัติตามในชีวิตจริง ดังนั้นอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมโภชนาการต่อวันได้ดียิ่งขึ้น

การศึกษาวิจัยทางคลินิคซึ่งเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2560 ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 235 คน ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทดแทนมื้ออาหารบางส่วนควบคู่กับการปรับแผนการบริโภคอาหารให้เหมาะกับแต่ละบุคคลโดยใช้อาหารประจำถิ่นพร้อมกับการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ เป็นเวลา 180 วัน พบว่า ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงที่ 1.1% ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ น้ำหนักลดลง 6.9 กิโลกรัม หรือลดลง 8.3%  ค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การนำผลิตภัณฑ์อาหารสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมาใช้แทนมื้ออาหารบางส่วนหรือทั้งหมดในแต่ละวัน อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนร่วมกับโรคเบาหวาน และกำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

ทพญ. ดร. อรุณี กล่าวเสริมว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทนมื้ออาหาร เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสผสมผสานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลายเข้ามาในแผนการรับประทานของตน ซึ่งอาจส่งผลให้สามารถปฏิบัติตามแผนโภชนาการได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น”

สร้างสุขนิสัยในที่ทำงาน เพื่อควบคุมโรคเบาหวาน

การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ผลต้องอาศัยความตั้งใจและการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต สอดคล้องกับแนวทางของวันเบาหวานโลกประจำปี 2568 ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการโรคเบาหวานในสถานที่ทำงาน ซึ่งมีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณสร้างสุขนิสัยที่ดีระหว่างวันทำงานได้มากขึ้น

วางแผนการกินอย่างรอบคอบ

การคิดล่วงหน้าและเตรียมแผนสำหรับอาหารเช้า กลางวัน เย็น รวมถึงของว่าง เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน โดยควรคำนึงถึงความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ อาจพิจารณาใช้อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น กลูเซอนา ซึ่งให้สารอาหารที่หลากหลายที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มาเป็นหนึ่งในทางเลือกในการทดแทนบางมื้ออาหาร การเสริมโภชนาการตามข้างต้นจะช่วยควบคุมปริมาณแคลอรีต่อวันได้ดีขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวน้อยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

เลือกคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพ

คาร์โบไฮเดรตส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การเข้าใจเรื่อง “ดัชนีน้ำตาล” (Glycemic Index – GI) จะช่วยให้เลือกอาหารได้ดียิ่งขึ้น อาหารที่มีค่า GI ต่ำจะย่อยช้ากว่า ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าลง ตัวอย่างเช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ควินัว ผลไม้บางชนิด และถั่วต่าง ๆ การเลือกคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใส่ใจในสิ่งที่เลือกรับประทานเป็นของว่าง

การรับประทานของว่างระหว่างการประชุมเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน แต่พฤติกรรมนี้ก็อาจเป็นการเพิ่มปริมาณแคลอรีให้ร่างกายโดยไม่ตั้งใจ และมักเพิ่มปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไป ดังนั้น เมื่อต้องการรับประทานของว่าง ให้พิจารณาตัวเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ถั่วไม่ใส่เกลือ ผลไม้ หรือผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารเพื่อช่วยรักษาสุขภาพที่ดี การควบคุมปริมาณก็สำคัญเช่นกัน เพราะแม้แต่ของว่างที่ดีต่อสุขภาพก็อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้หากกินมากเกินไป

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากร่างกายจะดึงกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์มากขึ้น และช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ควรออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำ แม้ในวันทำงานที่แสนวุ่นวาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ ลองเปลี่ยนมาใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือชักชวนเพื่อนร่วมงานตั้งกลุ่มออกกำลังกายสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเล่นแบดมินตันหลังเลิกงาน อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย เพราะภาวะขาดน้ำอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้

“การดูแลโภชนาการของผู้เป็นเบาหวานควรปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน พฤติกรรมและวิถีชีวิตในที่ทำงานในแต่ละวันก็มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวม การเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและดูแลโภชนาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อช่วยให้การดูแลโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมโรคจนเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ เริ่มจากการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในแต่ละวัน และขยับร่างกายให้มากขึ้นระหว่างวันทำงาน การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ หากทำอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจน และเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดผลอย่างยั่งยืน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อวางแผนโภชนาการและวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับกิจวัตรและสภาพแวดล้อมในการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญ” ทพญ. ดร. อรุณี กล่าวสรุป

เนื่องในโอกาสวันเบาหวานโลก แอ๊บบอตมุ่งส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคเบาหวาน เพื่อให้ผู้คนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างมั่นใจ และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมเมื่อเป็นเบาหวาน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.family.abbott/th-th/glucerna.html

‘ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์’ หัวเรือใหญ่ ‘ทีเส็บ’ ร่วมขับเคลื่อน ‘มหกรรมพืชสวนโลก 2569 อุดรธานี’

‘ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์’ หัวเรือใหญ่ ‘ทีเส็บ’ ร่วมขับเคลื่อน ‘มหกรรมพืชสวนโลก 2569 อุดรธานี’

‘ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์’ หัวเรือใหญ่ ‘ทีเส็บ’ ร่วมขับเคลื่อน ‘มหกรรมพืชสวนโลก 2569 อุดรธานี’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยบริบทการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการกำหนดทิศทางการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สอดรับกับแนวโน้มโลก และศักยภาพของประเทศ จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

อุตสาหกรรมไมซ์ เป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่มีนักเดินทางเข้ามาเจรจาธุรกิจใช้เวทีแสดงสินค้า งานประชุมวิชาการ หรือแม้กระทั่งงานประชุมองค์กร เป็นวัตถุประสงค์หลัก  สร้างเครือข่ายธุรกิจผ่านเวทีงานในประเทศไทย โดยช่วงที่ผ่านมาไทยมีโอกาสได้แสดงศักยภาพในการจัดงาน เมกะอีเวนท์ที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลก ทั้งการเป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับโลกไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่  จนสามารถสร้างบทบาทบนเวทีโลกในหลากหลายมิติ

ล่าสุดจากการทำงานร่วมกันทุกระดับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ จังหวัดอุดรธานี และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ ทางสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ได้ประกาศการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 (ระดับ B)   ภายใต้แนวคิด Diversity of Life: Connecting people, water and plants for sustainable living (วิถีชีวิตสายน้ำและพืชพรรณ)  ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 (134 วัน) บริเวณพื้นที่ ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนเนื้อที่ 1,030 ไร่ แบ่งเป็น พื้นน้ำ 400 ไร่ และพื้นดิน 630 ไร่

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ

สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ด้วยสถานะความเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงความเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมและเศรษฐกิจของทางจังหวัดอุดรธานี ทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ จะสามารถสะท้อนภาพแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมตลอดจนพันธุ์ไม้นานาชนิดของชาวอุดรธานีได้เป็นอย่างดี

อีกทั้ง การเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี 2569  ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างทักษะ เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างการมีส่วนร่วมในทุกระดับน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้านธุรกิจการนำเข้าและส่งออกผลผลิตการเกษตร ส่งเสริมการต่อยอดงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เป็นอย่างมากเพิ่มเงินสะพัดระหว่างการจัดงานได้ประมาณ 32,000 ล้านบาท

สร้างโอกาสการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ คาดว่าจะทำให้มีจำนวนผู้เข้าชมงานถึง 3.6 ล้านคน เป็นชาวไทยร้อยละ 70 และชาวต่างชาติร้อยละ 30 มีจำนวนประเทศ ที่เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 20 ประเทศ / องค์กร / สมาคม  สามารถเพิ่มมูลค่าการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ประมาณ 20,000 ล้านบาท เกิดการสร้างงาน การจ้างงาน ประมาณ 81,000 อัตรา รวมถึงเม็ดเงินมหาศาลที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการลงทุนจากต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสังคม รวมถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเดินทางของนักเดินทางทั่วโลกที่เข้ามาชมงาน

ขณะที่ ทีเส็บในฐานะเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงผู้จัดงานทั้งโลก สามารถเข้าไปเชื่อมต่อพูดคุยอย่างมีเทคนิค เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานแต่ละประเทศทั่วโลกเชื่อมั่นและให้ความไว้วางใจ จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อความพร้อมในการต้อนรับนักเดินทางที่จะมาจากทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับประชาชนในท้องถิ่นให้มีบทบาทร่วมคิด ร่วมสร้าง การปลูกฝังความภาคภูมิใจและการเป็นเจ้าภาพร่วมกัน เพื่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในช่วงการจัดงาน

แสดงศักยภาพเกษตรและพืชสวนไทย

ดร. ศุภวรรณ กล่าวต่อว่า  งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี แม้จะอยู่ในระดับ B ตามการจัดประเภทของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการปูทางการจัดงานในระดับ A1ที่จังหวัดนครราชสีมาในปี 2572  เป็นเวทีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพเกษตรและพืชสวนไทยต่อสายตานานาชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอีสาน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนในอนาคต และยกระดับภาพลักษณ์ของอีสานให้เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงโลกกับวิถีไทย

อีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไมซ์ไทยให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกผ่านการสื่อสารทั้งในและต่างประเทศ  เป็นแรงขับเคลื่อนในเมกะอีเวนท์สำคัญอื่นๆที่ทีเส็บจะดำเนินการยื่นประมูลสิทธิ์ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งต่อๆ ไป เพื่อก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานเมกะอีเวนท์ระดับโลก  และมีศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคงยั่งยืน   

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สามก๊ก” (The Three Kingdoms, 三国) เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 60 ปี (พ.ศ. 763–823 / ค.ศ. 220–280) หรือราว 1,000 ปีก่อนตั้งกรุงสุโขทัย  ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์จีน หลังจากราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเสื่อมอำนาจลง แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามอาณาจักรหลัก ได้แก่:

• วุยก๊ก ของโจโฉ (ปกครองทางเหนือ มีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองฮุยโต๋)

• จ๊กก๊ก ของเล่าปี่ (ตั้งมั่นทางตะวันตกเฉียงใต้  ฐานที่มั่นอยู่ที่มณฑลเสฉวน)

• ง่อก๊ก ของซุนกวน (ปกครองทางตะวันออกเฉียงใต้ ติดทะเล มีกองทัพเรือเข้มแข็ง มีเมืองกังตั๋งเป็นเมืองสำคัญ)

การช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำทั้งสามกลายเป็นมหากาพย์ที่เล่าขานกันมานับพันปี และต่อมาได้ถูกเรียบเรียงเป็นวรรณกรรมชื่อ “สามก๊ก” โดยหลอกว้านจงในสมัยราชวงศ์หมิง  แปลเป็นภาษาไทย โดย  เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จุดเริ่มต้นแห่งความวุ่นวาย

ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น (ราว พ.ศ. 701 / ค.ศ. 158) สมัยพระเจ้าเลนเต้ เมืองหลวงลกเอี๋ยง (ลั่วหยาง) ตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางขันที 10 คนที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวนาในนาม “โจรโพกผ้าเหลือง” ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด และความอยุติธรรม แม้กบฏจะถูกปราบปราม แต่เหตุการณ์นี้ทำให้อำนาจของราชสำนักอ่อนแอลง เปิดทางให้ขุนศึกและข้าราชการท้องถิ่นขึ้นมามีอำนาจ

พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮั่น แต่เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมือง ผู้ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงแรกคือ ตั๋งโต๊ะ ต่อมาก็เป็นโจโฉ

โจโฉ ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางภาคเหนือของจีน และได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ จนสามารถใช้อำนาจในนามราชสำนักฮั่นได้อย่างชอบธรรม

เล่าปี่ แห่งจ๊กก๊ก เป็นผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น มีความตั้งใจจะฟื้นฟูราชวงศ์ เขาสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ กวนอู และ เตียวหุย สองยอดนักรบผู้ภักดี และต่อมาได้ ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) นักยุทธศาสตร์อัจฉริยะมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้กองทัพของเขาแข็งแกร่งทั้งด้านกำลังใจและกลยุทธ์ โดยใช้เมืองเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นสำคัญ

เหตุการณ์สำคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์จีนคือ ศึกผาแดง (โจโฉแตกทัพเรือ  หรือยุทธการเช็กเพ็ก ) ในปี พ.ศ. 751 / ค.ศ. 208 หลังจากโจโฉปราบปรามทางเหนือสำเร็จ เขามุ่งลงใต้เพื่อรวมแผ่นดินจีน และสามารถยึดเมืองเกงจิ๋วได้  แต่เมื่อกองทัพเรือขนาดใหญ่ของโจโฉเข้าประชิดแม่น้ำแยงซีเกียง ก็ถูกโจมตีโดยพันธมิตรของ ซุนกวน และ เล่าปี่ ด้วยแผนการเผาทัพเรือที่ผูกติดกันไว้ ทหารบกของโจโฉซึ่งไม่ชำนาญการรบทางน้ำและเมาคลื่น ถูกตีแตกพ่ายอย่างราบคาบ

ยุทธการ “ยืมลูกเกาทัณฑ์ด้วยเรือฟาง” (草船借箭) เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ จิวยี่ (จูหยู) จากง่อก๊ก ต้องการทดสอบและกำจัด ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) จาก     จ๊กก๊ก ที่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านโจโฉ  โดยขงเบ้งให้เตรียมเรือราว 20 ลำผูกหุ่นฟาง  แล้วแล่นผ่านกองทัพของโจโฉขณะหมอกลงจัด  ทหารโจโฉคิดว่าจะถูกโจมตีจึงยิงลูกธนูจำนวนมากไปติดที่หุ่นฟาง  ทำให้ขงเบ้งได้ลูกธนูจำนวนมากโดยไม่ต้องผลิตเอง

ยุทธการตีขิมบนกำแพง    เกิดขึ้นในช่วงที่ขงเบ้งกำลังยกทัพจ๊กก๊ก บุกวุยก๊กทางภาคเหนือ แต่ทัพหน้าของจ๊กก๊กต้องพ่ายแพ้และถูกตัดขาด ทำให้ ขงเบ้งต้องรีบถอนทัพ และนำทหารที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าเมืองเสเสีย (ซีเฉิง)    ในขณะนั้นเอง สุมาอี้ แม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก ผู้เป็นคู่ปรับของขงเบ้ง ก็ยกกองทัพติดตามมา ขงเบ้ง ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านกองทัพอันยิ่งใหญ่ของสุมาอี้ได้เลย สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด เป็นทางตันที่แทบจะไม่มีทางออก

เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤต ขงเบ้งกลับแสดงความเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้สั่งให้เตรียมการรบ หรือแม้แต่หลบหนี แต่กลับสั่งให้เปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และให้พลเรือนทำความสะอาดถนนหนทางอย่างสงบเสงี่ยม  ให้ทหารที่ซ่อนตัวอยู่แต่งกายเป็นชาวบ้าน คอยฉีดน้ำและกวาดพื้น  ตัวเขาเอง ได้ขึ้นไปนั่งตีขิมอยู่บนกำแพงเมือง

เมื่อกองทัพของสุมาอี้มาถึงหน้าประตูเมือง พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ประตูเมืองเปิดกว้าง ไม่มีกองทหารป้องกัน สุมาอี้คิดว่า หากขงเบ้งกำลังจนตรอกจริง จะต้องสั่งทหารปิดประตูเมืองและเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ แต่นี่กลับเปิดประตูและนั่งดีดพิณอย่างสบายใจ นี่ต้องเป็นกับดักที่ ขงเบ้งจะต้องซุ่มกำลังทหารไว้ในเมือง เพื่อล่อให้ทัพของตนเองบุกเข้าไปติดกับ และถูกตีโอบล้อมจากด้านในและด้านนอก  สุมาอี้จึงไม่กล้าเสี่ยง  และตัดสินใจให้ถอยทัพ

เรื่องราว “ขงเบ้งตีขิมบนกำแพง” เป็นบทเรียนคลาสสิกของวรรณกรรมจีนที่สอนให้รู้ว่า สติปัญญา (智) และความเยือกเย็น (静) สามารถเอาชนะกองกำลังที่เหนือกว่าได้หลายเท่า การรู้จักใช้ ภาพลักษณ์ (Image) และ จิตวิทยา (Psychology) เป็นส่วนหนึ่งของกลศึกที่เหนือชั้นกว่าการรบด้วยกำลังแต่เพียงอย่างเดียว

โดย อาทร  จันทวิมล

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน :  ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.35 น.

บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี สถานีโทรทัศน์สาธารณะชื่อดังของอังกฤษ กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท จากกรณีสารคดีที่ออกอากาศในปี 2567 ซึ่งมีการตัดต่อคำพูดจากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 ทำให้ดูเหมือนทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้ผลิตรายการ BBC Panorama อันเป็นรายการระดับ ‘เรือธง’ของตนเอง นำคลิปเสียงและภาพจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันชุมนุม มาตัดต่อโดยนำเนื้อหา 2 ช่วงของสุนทรพจน์ที่ทรัมป์กล่าวห่างกัน 54 นาทีมาตัดต่อรวมเป็นก้อนเดียวกัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าเขากำลังยุยงให้เกิดการจลาจล

ประโยคเจ้าปัญหาที่ว่า คือ “We’re going to walk down to the Capitol… and I’ll be there with you. And we fight. We fight like hell.” จนเกิดความเข้าใจผิดว่า ทรัมป์พูดคำว่า “ต่อสู้อย่างสุดชีวิต” (Fight like hell) เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้บรรดาผู้สนับสนุนของเขาเดินไปยังอาคารรัฐสภา ทั้งที่ในสุนทรพจน์จริง คำว่า Fight like hell ที่ทรัมป์พูด อยู่ในอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ห่างจากส่วนแรกถึง 54 นาที อีกทั้งทรัมป์ยังพูดประโยคนี้ ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงโดยตรง

ข้อผิดพลาดนี้ถูกเปิดโปงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อรายงานภายในของ ไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านบรรณาธิการของ BBC รั่วไหลไปถึงสื่อ The Telegraph รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของคำพูดและทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร ข่าวนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การร้องเรียนหลายร้อยกรณี กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ และนำไปสู่วิกฤตการณ์ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

หลังจากกระแสข่าวรุนแรงขึ้น ทิม เดวีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และ เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการข่าว ประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมคำขอโทษจากประธาน BBC ซาเมียร์ ชาห์ ที่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการตัดต่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง แต่ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการมีอคติอย่างเป็นระบบในการรายงานข่าวของ BBC

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ยืนยันจำเป็นต้องยื่นฟ้องและดำเนินการทางกฎหมายต่อ BBC เนื่องจากสุนทรพจน์ที่เขากล่าวในปี 2564 และถูกตัดต่อและออกอากาศผ่านรายการสารคดีของ BBC เป็นการทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนให้มีการใช้กำลังก่อความรุนแรง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมเรียกร้องให้ BBC ออกแถลงการณ์แก้ไข ขอโทษอย่างเป็นทางการ และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.) หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทในศาลสหรัฐฯ

โฆษกของ BBC บอกว่ารับทราบจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม แม้ BBC ยังไม่เปิดเผยแนวทางทางกฎหมาย แต่ภายในองค์กรเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการโจมตีจากทรัมป์ หากยังถูกฝ่ายการเมืองในอังกฤษ โดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยม ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีต่อเนื่อง

ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม โพสต์ลงบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ว่า ถึงเวลาที่โลกจะได้เห็น BBC ในมุมที่แท้จริง การบิดเบือนและอคติในการรายงานทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมานาน เสียงวิจารณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ BBC ต้องตกอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด ขณะที่ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยมอีกคน บอกว่าจะหยุดจ่ายค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ (Licence Fee) จนกว่า BBC จะออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับคลิปที่เป็นข้อถกเถียงนี้

ข่าวอื้อฉาวนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ BBC และพระราชบัญญัติหลวงที่คุ้มครององค์กรกำลังจะหมดอายุในสิ้นปี 2570 ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนไม่น้อยใช้เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ ยุติการออกอากาศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่นักข่าวและบุคลากร BBC จำนวนมากออกมาปกป้ององค์กร โดยยืนยันว่านี่เป็น “ข้อผิดพลาดทางงานข่าว” ไม่ใช่ความตั้งใจทางการเมือง และกำลังต่อสู้จริงจังเพื่อปกป้องการสื่อสารสาธารณะ ที่กำลังถูกคุกคามอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนแรกที่ BBC ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเสนอข่าว ที่หลายคนเรียกว่า ‘ในแบบที่อยากให้ผู้ชมเห็น’ แทนที่จะเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากอคติ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเสนอสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา BBC อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์มองว่านำเสนอข่าวเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง การนำเสนอข่าวหรือประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ที่ BBC ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องว่ามีอคติต่อคนบางกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) และฝ่ายซ้าย (หัวก้าวหน้า) หรือกลุ่ม woke ที่ BBC ถูกกล่าวหาว่า มีความโอนเอียงเข้าหากระแส woke อย่างชัดเจน

ในส่วนของบ้านเรา ถ้ายังจำกันได้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา BBC ก็เพิ่งนำเสนอสารคดีเรื่อง Thailand: The Dark Side of Paradise ที่บอกเล่าถึงด้านมืดของประเทศไทย เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และปัญหาทุจริต โดยพยายามนำเสนอข้อมูล หรือบทสัมภาษณ์ผู้คนที่สนับสนุนเรื่องนี้แต่เพียงด้านเดียว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนเป็นสารคดืที่ตั้งธงไว้แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตราย จนทำให้เกิดกระแสตีกลับ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หรือเคยมาเที่ยวไทยก็บอกว่า เมืองไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่เห็นในสารคดี รวมทั้งแขกรับเชิญในรายการต่างก็บอกด้วยว่า พวกเขาถูกตัดต่อเสียงสัมภาษณ์จากการพูดอย่างหนึ่ง แต่ถูกตัดต่อจนคำพูดของแขกรับเชิญถูกบิดเบือนให้หมายความอีกอย่างหนึ่ง

BBC มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ได้รับการยกย่องมาตลอด เรื่องมาตรฐานการรายงานข่าวที่มีความรับผิดชอบและจริยธรรม อีกทั้งมีสถานะพิเศษในอังกฤษและทั่วสหราชอาณาจักร เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่เก็บจากครัวเรือนในสหราชอาณาจักร เรียกได้ว่า BBC ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง จึงมีความรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะโดยตรง และต้องรักษาความเป็นกลางในการรายงานข่าว

ผู้เชี่ยวชาญสื่อหลายคนมองว่า วิกฤตที่ BBC เผชิญตอนนี้ สะท้อนรอยร้าวที่ลึกกว่าข้อผิดพลาดในการตัดต่อ หรือการนำเสนอแบบมีอคติ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามความเชื่อมั่นต่อสื่อสาธารณะในยุคที่ความจริงถูกตีความตามมุมมองการเมือง ไม่เพียงแต่ BBC ต้องพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อคงอยู่ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อสื่อกำลังสั่นคลอน

ที่สำคัญ BBC ยังดูไม่แน่นอนว่าตัวเองอยากจะเป็นสื่อแบบไหน แม้ BBC จะเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน แต่ก็มีแนวทางที่อยากจะแข่งขันอุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งเป้าหมายสองอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในแนวทางการทำงาน ที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความเฉียบขาด ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงความต้องการนำเสนอ ‘ความจริง’ ในแบบที่ BBC ต้องการ เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Thiel Gallery Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm อยู่หลายวันและยังอยากชมงานศิลปะนอกเหนือจากที่ RoyalAcademy of Fine Arts แล้ว Thiel Gallery เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนให้ได้  มิวเซียมที่ได้ชื่อว่าเป็นมิวเซียมศิลปะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสวีเดนซึ่งตั้งอยู่ที่ Blockhusudden ใน Djurgarden นี้เป็นที่เก็บของสะสมที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อาคารที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau รูปทรงเรขาคณิตที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดย Ferdinand Boberg สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสวีเดนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อไว้เป็นบ้านของ Ernest Thiel นายธนาคารและนักสะสมงานศิลปะนี้ประกอบด้วย 2 ชั้นโดยชั้นบนที่มีหลังคาเป็นกระจกให้แสงส่องได้ตลอดมี 2 ห้องไว้จัดแสดงผลงานของ Edward Munch ส่วนผนังห้องอื่น ๆ ก็ไว้จัดแสดงผลงานของศิลปินทั้งหลายที่เขาซื้อผลงานมา

Ernest Thiel เจ้าของบ้านและมิวเซียมแห่งนี้เกิดในเมือง Norrkoping ในปี 1859 เมื่อเขาจบการศึกษาชั้นประถม บิดาของเขาที่เป็นวิศวกรโรงงานทอผ้าก็ส่งเขาไปเรียนที่ Hamburg เยอรมนีเพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงานธนาคาร ปี 1877 เขากลับมาทำงานที่ Enskilda Bank และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นนายธนาคารชั้นนำระดับประเทศ ปี 1891 เขาก่อตั้งบริษัท Stokholms Kredit-och Diskontforening และลงทุนในเหมืองทางตอนเหนือของสวีเดนทำให้เขาก็กลายเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศ เมื่อเขาแต่งงานกับ Anna Josephson ในปี 1884 เขาก็ได้กลายเป็นน้องเขยของ Karl Otto Bonnier บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงส่งผลให้เขาได้รู้จักกับศิลปินและนักเขียนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดีในปี 1896 เขากลับไปตกหลุมรักเพื่อนของภรรยาที่ชื่อ Signe Maria Hansen และได้แต่งงานกันก่อนย้ายไปอยู่อพาร์ตเม้นท์ใหม่ เธอได้แนะนำให้เขาเข้าสู่วงการศิลปะและได้ซื้องานจิตรกรรมชิ้นใหญ่ที่ชื่อ Morning Mood by the Sea ของ Bruno Liljefors นับจากนั้นมาเขาก็เริ่มสะสมงานศิลปะเป็นการใหญ่จนอพาร์ตเม้นท์เดิมไม่สามารถบรรจุงานได้ เมื่อเขาเป็นคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในสวีเดน และเป็นผู้ชื่นชอบศิลปะอย่างยิ่งยวด เขาเลยกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินรายใหญ่ให้กับศิลปินที่เป็นสมาชิกในสมาคมศิลปะสวีเดน อาทิ Eugene Jansson, Carl Larsson และ Bruno Liljefors รวมทั้ง Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อจากตลาดหุ้นล่มและเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความมั่งคั่งของเขาลดลงมากจนเขาต้องตัดสินใจขายบ้านพร้อมของสะสมให้กับรัฐบาลในวันที่ 26 มกราคม 1926 และทำให้ Thiel Gallery เปิดให้สาธารณชนได้รับชม

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่เพียงสามารถจะชื่นชมสถาปัตยกรรมและผลงานศิลปะมากมาย ยังสามารถที่จะเดินชมสวนที่มีงานประติมากรรมของ Augustus Rodin และ Gustav Vigeland ประดับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสามารถที่จะพักขาที่ Café Monica เพื่อจิบกาแฟ ไวน์ เบียร์ หรือชิมเค้ก และขนมปังที่แสนอร่อยก่อนแวะซื้อกระจุกกระจิกน่ารัก ๆ อาทิ แก้ว จานใส่ขนม ผ้าเช็ดปาก พวงกุญแจ ไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับได้อีกต่างหากด้วย