สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

สานต่อกิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands’ ปี 3 รวมพลังพนักงานจิตอาสา แสดง ‘พลังแห่งการให้’ เพื่อตอบแทนสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ในประเทศไทยและอินโดไชน่า เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม “One Suntory Helping Hands 2025” เป็นปีที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพนักงานที่ร่วมกันระดมทุนได้กว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนและมูลนิธิต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในจังหวัดปทุมธานี ระยอง สระบุรี ชลบุรี  นครปฐม และกรุงเทพฯ โดยโรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี เป็นแห่งแรกที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้ พร้อมเชิญชวนพนักงานจิตอาสากว่า 50 คน ร่วมลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและสร้างรอยยิ้มให้แก่น้องๆ นักเรียนในชุมชน

นายยศยุต สหวัชรินทร์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และบรรษัทสัมพันธ์ บจก.ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กิจกรรม ‘One Suntory Helping Hands 2025’ สะท้อนให้เห็นถึงการนำ ค่านิยมองค์กร การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม (Giving Back to Society) ของกลุ่มบริษัทซันโทรี่ มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้เพื่อนพนักงานได้ร่วมระดมทุนผ่านกิจกรรม ‘One Suntory Bring & Buy’ ซึ่งเราสามารถระดมทุนได้มากถึง 1.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีแรกที่เริ่มต้นโครงการกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึง พลังแห่งการให้ ของพนักงาน วัน ซันโทรี่ ที่มีความตั้งใจจริงเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม สำหรับปีนี้ เราได้นำเงินส่วนหนึ่งจากการระดมทุนไปจัดซื้อตู้ทำน้ำเย็นที่มีระบบกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด และถังเก็บน้ำ ให้แก่โรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นแห่งแรกภายใต้โครงการนี้ พร้อมทั้งนำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่เพื่อปรับปรุงอาคารโรงเรียน สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนที่เหมาะสมและปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนผู้ด้อยโอกาส โดยบริษัทจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนและมูลนิธิในจังหวัดระยอง สระบุรี ชลบุรี นครปฐม และกรุงเทพฯ

น.ส.เพียงจิต ศรีประสาธน์ รองประธานอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมในปีนี้ว่า กิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทั้งสองบริษัทในเครือซันโทรี่ ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในแนวคิด ‘Better Together’ ซึ่งตอกย้ำว่าทุกความร่วมมือ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีคุณค่าและสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้จริง สำหรับโรงเรียนวัดถั่วทองนั้น นอกจากการทาสีปรับปรุงอาคารเรียนแล้ว พนักงานจิตอาสาของเรายังร่วมกันปรับปรุงแปลงผักสวนครัวของโรงเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้มีพื้นที่เรียนรู้ด้านการเกษตร และสามารถนำผักปลอดสารพิษที่ปลูกได้ไปประกอบอาหารกลางวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป นอกจากนั้น เรายังได้จัดกิจกรรมสันทนาการที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน ซึ่งไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันและความภาคภูมิใจของพนักงาน (Employee Engagement) ในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ใส่ใจต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องกับอีกหนึ่งค่านิยมองค์กรของเรา คือ ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Growing for Good) ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์จีนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย (夏 ) (ราว 2,500 ปีก่อนพุทธกาล) ถึงราชวงศ์ฮั่น (漢) ( พ.ศ. 337-763)เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ของจีน ในระยะเวลากว่าสามพันปีนี้ จีนมีการหล่อหลอมจากสังคมเผ่าพันธุ์จนกลายเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของโลก

ราชวงศ์เซี่ย : จุดเริ่มต้นของตำนานประวัติศาสตร์จีน  (ราว 1500-1000 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์เซี่ย (Xia Dynasty 夏朝)  (ราว 4,000 ปี มาแล้ว  หรือ 1500-1000 ปี ก่อนพุทธกาลหรือ 2070 – 1600  ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์แรกของจีน ในช่วงยุคหินใหม่ต่อกับยุคโลหะสำริด  ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงยุคต้นของไทย(ราว 5,000-3,000 ปีมาแล้ว) โดยมีอายุอยู่ได้ราว 500 ปี    ขณะนั้นจีนยังไม่มีระบบการเขียนอักษรและ การจดบันทึกชัดเจน  เชื่อกันว่า แหล่งโบราณคดีเอ้อร์หลี่โถว (Erlitou  二里头文化) วัฒนธรรมหลงซาน (龙山文化) ในมณฑลเหอหนาน  น่าจะเป็นแหล่งอารยธรรมเซี่ย

คนจีน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีน สมัยก่อนราชวงศ์เซี่ย คือวัฒนธรรมหลงชาน (Longshan) และหยางเส่า (Yangshao)  มีชนเผ่าเล็กๆกระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำแยงซีและ ฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) สร้างที่พักด้วยดินหรือไม้   ทำมาหากินด้วยการ ปลูกข้าว ข้าวฟ่าง  เลี้ยงหมู วัว แกะ ไก่  ล่าสัตว์ป่า   มีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา  มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างชุมชน  ราชวงศ์เซี่ยถือเป็นราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนตามตำนาน แม้ว่าหลักฐานทางโบราณคดียังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่เล่ากันว่าพระเจ้า ต้าอวี่ หรือ เซี่ยหวี่  (禹帝) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์นี้เป็นวีรบุรุษที่สามารถรวมชนเผ่าและควบคุมน้ำท่วมใหญ่แก่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห)  โดยไม่ใช้วิธีสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ประสบความล้มเหลวมาก่อน แต่ใช้วิธีขุดคลองระบายน้ำที่ท่วมลงทะเล โดยขณะนั้นยังไม่มีจอบเสียมสำหรับขุดดินที่ทำจากเหล็กหรือโลหะ ต้องใช้เครื่องมือที่ทำจากไม้ หิน  ดินเผา หรือเปลือกหอย ราชวงศ์เซี่ยสถาปนาแนวคิด หรือ “พระราชอำนาจที่มาจากสวรรค์”(天命  เทียนมิ่ง)  ซึ่งเป็นปรัชญาที่ว่าผู้ปกครองได้รับอำนาจจากสวรรค์มาปกครองแผ่นดิน ที่สืบทอดอำนาจโดยสายโลหิต ตอนปลายราชวงศ์เซี่ย เมื่อราว2,200 ปีก่อนพุทธกาล เกิดข้อขัดแย้งทางชนชั้น มีการต่อสู้รบพุ่งกัน แล้วกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ยพ่ายแพ้แก่พวกราชวงศ์ซาง ทำให้ราชวงศ์เซี่ยถึงกาลอวสาน เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนพ.ศ.

ราชวงศ์ซาง(商朝Shang): ยุคแรกของหลักฐานประวัติศาสตร์จีน (ราว 1,000 ปี-500 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์ซางหรือชาง (商朝;  Shang Dynasty)ประมาณ 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล หรือ 1600-1046 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์จีนแรกที่มีหลักฐานทางโบราณคดีชัดเจน มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองทางตอนเหนือของจีน  การค้นพบซากปรักหักพังในเมืองอันหยาง (安陽) มณฑลเหอหนาน  มีความก้าวหน้าในการหล่อโลหะสำริด ทำเครื่องปั้นดินเผา   เครื่องประดับหยก  พัฒนาปฏิทิน  มีการเริ่มเขียนอักษรจีน  โดยมีหลักฐาน การขุดค้นพบกระดูกเต่าและกระดูกวัว ที่มีลายอักษรจีนโบราณจารึกไว้ ใช้เปลือกหอยเบี้ยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ราชวงศ์ซางมีระบบการปกครองแบบกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง สังคมถูกแบ่งเป็นชนชั้นกษัตริย์ ขุนนาง ทหาร ช่างฝีมือ และชาวนา  และเป็นสังคมที่เชื่อในเรื่องของบรรพบุรุษและการบูชายัญ กษัตริย์ของซางถือเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า และมีอำนาจในการทำพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ  ราชวงศ์ชางสิ้นสุดเมื่อราว 1589 ปีก่อนพุทธกาล (1046 ปีก่อนคริสต์กาล) เมื่อถูกราชวงศ์โจวเข้ายึดครอง

ราชวงศ์โจว : (周朝 Zhou Dynasty) ( 503ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ.287 (1046–256 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  เป็นราชวงศ์ที่ปกครองจีนยาวนานถึง 867 ปี มีการพัฒนาระบบศักดินา โดยพระมหากษัตริย์แจกจ่ายที่ดินให้กับขุนนางและเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก ระบบนี้ช่วยขยายอิทธิพลของโจวไปยังดินแดนกว้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาเมื่อเจ้าของดินแดนต่างๆ เริ่มมีอำนาจมากขึ้นจนท้าทายอำนาจส่วนกลาง

ในช่วงราชวงศ์โจวได้เกิดบุคคลสำคัญหลายคน  เช่น ขงจื๊อ เล่าจื๊อ  ซุนหวู

ขงจื๊อ (孔子Confucius  8ปีก่อนพุทธกาล – พ.ศ. 64  หรือ 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนมากที่สุด ขงจื๊อเน้นการศึกษา คุณธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม   หลักการสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ การพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมและความรู้ โดยมีหลักสำคัญคือ  เหริน (仁 – Rén): ความมีมนุษยธรรม ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้ตั้งตัวได้และประสบความสำเร็จ อี้ (義 – Yì): ความยุติธรรม ความถูกต้องชอบธรรม การตัดสินใจตามมโนธรรม    หลี่ (禮 – Lǐ): ระบบจารีตประเพณี ข้อปฏิบัติที่เหมาะสมในการเข้าสังคม จือ (智 – Zhì): ความรู้ ความสามารถในการคิดพิจารณาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซิ่น (信 – Xìn): ความซื่อสัตย์สุจริต ความน่าเชื่อถือในคำพูดและการกระทำ ขงจื๊อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  การคิดควบคู่กับการเรียน  การรู้จริง   การเห็นคุณค่าผู้อื่น และการปฏิบัติตนตามหลัก ” ถ้าไม่ต้องการ สิ่งใด ก็อย่ากระทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น” (己所不欲,勿施于人)  ให้ใช้ความเมตตากรุณา ความกตัญญู คุณธรรมมากกว่าความเก่ง และการเคารพผู้อื่น 

เล่าจื๊อ (老子)  เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่ถือเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า (道教) ผลงานที่ประจักษ์ชัดคือ “เต๋าเต๋อจิง” (道德經) หรือ “ลี่จื๊อ” ซึ่งเป็นหนังสือปรัชญาที่มีอิทธิพลอย่างมาก หลักการพื้นฐานของลัทธิเต๋าคือ “ทาง” ซึ่งหมายถึงหลักธรรมชาติและความสมดุลของจักรวาล เล่าจื๊อเน้นการ “อู่เหว่ย” (無為) หรือการไม่แทรกแซงธรรมชาติ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และการคืนกลับสู่สภาพดั้งเดิม

แนวคิดของเล่าจื๊อแตกต่างจากขงจื๊อตรงที่เล่าจื๊อไม่เน้นพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่เน้นการปล่อยวางและการปรับตัวตามธรรมชาติ

ซุนหวู (孫子) เป็นนักยุทธศาสตร์ชาวจีน ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “ซุนจื๊อปิงฟ่า” (孫子兵法) หรือ “ตำราพิชัยสงครามซุนหวู” หลักการสำคัญของซุนหวู ได้แก่ การรู้จักตัวเองและศัตรู การใช้กลยุทธ์มากกว่าการใช้กำลัง การหลีกเลี่ยงการทำสงครามหากเป็นไปได้ และการชนะโดยไม่ต้องรบ คำกล่าวที่มีชื่อเสียงของเขาคือ “ถ้ารู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งจะชนะร้อยครั้ง ถ้ารู้แต่เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้งชนะห้าสิบครั้ง ถ้ารู้แต่เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งจะแพ้ห้าสิบครั้ง แต่ถ้าไม่รู้เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง (知彼知己,百戰不殆) หลักการของซุนหวูไม่เพียงแต่ใช้ในด้านการทหาร แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ การเจรจา และการบริหารจัดการในยุคปัจจุบัน

ราชวงศ์จิ้น หรือจิ๋น หรือฉิน (晉朝  Qin Dynasty)   พ.ศ. 322-337  (221-206 ปีก่อนคริสตกาล)

จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇帝)  จักรพรรดิพระองค์แรกของจีน  สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นจักรวรรดิเดียวเป็นครั้งแรก   ถึงแม้จะครองอำนาจในช่วงสั้น เพียง 15 ปี  แต่ก็ได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่  กำหนดมาตรฐานการชั่งตวงวัด   การเขียนอักษร  เริ่มใช้เหรียญกษาปณ์   สร้างถนนและสร้างกำแพงเมืองจีน     จิ๋นซีฮ่องเต้ได้เผาหนังสือโบราณและสังหารนักปราชญ์ เพื่อกำจัดแนวคิดที่ขัดแย้งกับการปกครองของพระองค์ การกระทำนี้ทำลายมรดกทางปัญญาจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว   หลังจากที่จิ๊นซีฮ่องเต้สวรรคต ในปี 210 ก่อนคริสตกาล ได้มีการสร้างสุสานขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งมีกองทัพทหารดินเผา (Terra-Cotta Army) จำนวนมากเป็นผู้พิทักษ์    ต่อจากนั้นระบบอำนาจของราชวงศ์จิ๋นก็อ่อนแอลง และล่มสลายจากการก่อกบฏของชาวนาในปี พ.ศ. 337  แล้วถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ฮั่น

ราชวงศ์ฮั่น (Han dynasty 漢朝 )  พ.ศ.337-763 หรือ  206 ปีก่อนคริสตกาล- ค.ศ. 220)

หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต เมื่อ พ.ศ. 337  ราชวงศ์จิ๋นล่มสลายด้วยการจลาจลภายใน หลิวปั่ง (劉邦) เอาชนะคู่แข่งขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิจีน ฮั่นโจโก (漢太祖) และก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้น    ฮั่นโจโกเป็นชาวบ้านธรรมดาที่สามารถขึ้นมาเป็นจักรพรรดิได้ด้วยความสามารถและโชคชะตา เขาเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่ว่าผู้มีคุณธรรมสามารถได้รับการสนับสนุนจากสวรรค์ ฮั่นอู่ตี้ (漢武帝), (พ.ศ. 387-456) เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่น ขยายดินแดนของจีนไปยังทางตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม สร้างระบบราชการแบบคัดเลือกด้วยการสอบ และสนับสนุนปรัชญาขงจื๊อให้เป็นปรัชญาอย่างเป็นทางการ การปฏิรูปของฮั่นอู่ตี้รวมถึงการสร้าง “มหาวิทยาลัย” เพื่อฝึกข้าราชการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และการสร้างระบบกฎหมายที่เป็นระบบ

คำว่า “ฮั่น” (漢) กลายเป็นชื่อเรียกชนชาติจีนส่วนใหญ่ และยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์นี้

รัชสมัยพระเจ้าหลิงตี้ เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองทางภาคเหนือนำโดยเตียวก๊ก เข้าล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก บรรดาเจ้าที่ดินที่มีกำลังกล้าแข็งต่างก็ฉกฉวยโอกาสนี้พากันตั้งตนเป็นใหญ่ ต่อสู้แย่งชิงอำนาจ จนท้ายสุดหลงเหลือเพียง 3 กลุ่มอำนาจใหญ่นั่นคือ เว่ย สู่ และ อู๋ หรือที่รู้จักกันในนามของ “สามก๊ก”

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการคิดประดิษฐ์เครื่องวัดตำแหน่งดวงดาว และวัดแผ่นดินไหว ปรับปรุงวิธีผลิตกระดาษ อาณาจักรจีนได้ขยายออกไปถึงแมนจูเรีย เกาหลีเหนือ กวางตุ้ง กวางสี และเวียดนามตอนเหนือ

พ.ศ.763 (ค.ศ. 220) ในช่วงปลายราขวงศ์ฮั่นตะวันออกซึ่งเป็นช่วงสมัยยุคสามก๊ก พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงถูกบังคับให้สละพระราชบัลลังก์ แผ่นดินจีนถูกแบ่งเป็นสามก๊ก (Three Kingdoms 三国) คือ วุยก๊ก นำโดย โจโฉ   ง่อก๊กนำโดยซุนกวน และจ๊กก๊ก นำโดยเล่าปี่  

โดย อาทร  จันทวิมล

Photo of the week : อเมริกันชนเดือดร้อนเพราะชัตดาวน์

Photo of the week : อเมริกันชนเดือดร้อนเพราะชัตดาวน์

Photo of the week : อเมริกันชนเดือดร้อนเพราะชัตดาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้อนชมความยากลำบากที่ชาวอเมริกันทั้งประเทศต้องเผชิญจากภาวะการปิดที่ทำการหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือชัตดาวน์ ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ถึง 43 วัน ทำการบินในประเทศปั่นป่วน พนักงานหลายแสนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ผู้คนขาดแคลนอาหารจนต้องเข้าคิวรับอาหารฟรีจาก Food Bank ก่อนที่ชัตดาวน์ จะยุติลงเมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) หลังจากสมาชิกสภาคองเกรสทั้งรีพับลิกันและเดโมแครต ผ่าทางตันลงมติร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณชั่วคราวได่ในที่สุด

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เซ็นทรัล ทำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรี “Melody of Life ครั้งที่ 16” เทศกาลดนตรีรักโลกที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) และมีการจัดการขยะอย่างจริงจัง ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ  เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

จุดแยกขยะภายในงาน Melody Of Life ครั้งที่ 16

ภายในงาน เซ็นทรัล ทำ ได้จัดกิจกรรม สกรีนเสื้อโลโก้ศิลปิน เริ่มต้น ตัวละ 350 บาท แต่ถึงแม้งานจะจบลงไปแล้ว ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมกิจกรรมสกรีนเสื้อได้ที่ร้าน “กุ๊ด กุ๊ดส์” สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และปีนี้พิเศษขึ้นอีกขั้น ทุกๆ การสกรีนเสื้อ 1 ตัว จะเท่ากับบริจาคเงินปลูกต้นไม้ 7 ต้น กับโครงการ Plant Togetherซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจชวนมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการ “ปลูกป่า” โดยสามารถร่วมกันปลูกได้ที่ Tham-dee.com/plant-together ต้นละ 50 บาท รายได้จากการบริจาคทั้ง หมดสมทบทุนเข้ามูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายที่จะนำร่องส่งเสริมการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณห้วยน้ำจำ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลบัวใหญ่

จุดแยกขยะภายในงาน Melody Of Life ครั้งที่ 16

นอกจากนี้ เซ็นทรัล ทำ ยังร่วมกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ในการจัดตั้ง จุดคัดแยกขยะ อย่างชัดเจนถึง 5 จุด มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแยกขยะคอยชี้แนะ เพื่อให้ขยะทุกชิ้นถูกจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะภายในงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) และกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ร่วมงานกว่า 10,000 คน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า เซ็นทรัล ทำ เชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นต้องอาศัยพลังของทุกคน เราจึงมุ่งส่งต่อแนวคิดความยั่งยืนผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เช่น Melody of Life ซึ่งดนตรีเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงคนในสังคมได้อย่างงดงาม กิจกรรมสกรีนเสื้อและการคัดแยกขยะในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการลดขยะ แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมมือกันดูแลโลกของเรา”

กิจกรรมสกรีนเสื้อ

กิจกรรมสกรีนเสื้อ สมทบเข้าโครงการ Plant Together

การมีส่วนร่วมของ เซ็นทรัล ทำ ในงาน Melody of Life 16 ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ “สร้างสังคมแห่งความยั่งยืน” ผ่านการผสานพลังของ ดนตรี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาร่วมขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะทุกวันนี้ “แซนด์วิช” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารเช้า แต่กลายเป็นเมนูสร้างรายได้สุดปังที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมปัง ฟาร์มเฮ้าส์ จึงจัดโครงการ “up skill สุดปังแซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ให้กับผู้ประกอบการนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพเพื่อ “ยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย” ที่โรงงานฟาร์มเฮ้าส์ บางชัน

อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย  กรรมการผู้อำนวยการ  บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นขยายพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแซนด์วิชในครอบครัวฟาร์มเฮ้าส์ ได้มีโอกาสเข้ามาอัปสกิล นำความรู้และทริกต่างๆ ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และส่งต่อเมนูขนมปังคุณภาพไปให้กับผู้บริโภคคนไทยทุกๆ คนโครงการ “up skill สุดปัง แซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จากความตั้งใจที่ต้องการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการแซนด์วิชในครอบครัวฟาร์มเฮ้าส์ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการพัฒนาสินค้า ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และการนำเสนอให้ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่

“ทุกวันนี้ “แซนด์วิช” ไม่ใช่แค่อาหารเช้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น เมนูสร้างรายได้ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ฟาร์มเฮ้าส์จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกท่านให้เติบโตอย่างมั่นคง และแข่งขันได้ในตลาดยุคดิจิทัล ที่สำคัญคือ อยากเห็นผู้ประกอบการทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการทั้งความสะดวก ความรวดเร็ว ความสะอาด และความปลอดภัยของอาหาร เพราะเรามั่นใจว่า  “อาหารที่ดี” ไม่เพียงแต่ต้องอร่อย แต่ต้องมอบทั้งความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคด้วย”

ในขณะเดียวกัน ฟาร์มเฮ้าส์ยังคงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของฟาร์มเฮ้าส์เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งต่อธุรกิจ ผู้บริโภคและสังคมไทย เชื่อว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

โครงการ “up skill สุดปังแซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” มอบประสบการณ์ความรู้ครบถ้วนทั้งทฤษฎีและภาคปฏิ บัติให้ได้นำไปปรับประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้จริง โดยเชิญวิทยากรคนดังอย่าง ณะณไพบูลย์ ณพิมภัทรพ์ เจ้าของร้าน Kindee มาแบ่งปันความรู้ เทคนิควิธีการไปจนถึงการบริหารจัดการต่างๆ ยกระดับแซนด์วิชสู่ธุรกิจ “แคทเทอริ่ง” จากประสบการณ์จริงพร้อมภาคปฏิบัติการทำแซนด์วิชโรล แซนด์วิชสไตล์ Cocktail มินิเบอร์เกอร์ เค้กโรลผลไม้ครีมสด ส่วนภาคบ่าย ปุ้ย รวิวรรณ บุญวงษ์ เจ้าของร้าน PK แซนด์วิชบางใหญ่ ครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์โดนใจคนดู มียอดผู้ติดตามใน TikTok กว่าแสนคนมาถ่ายทอดความรู้ด้านการสร้างคอนเทนต์ “ด้วย 1 กล้อง 1 คน สู่ 1 ล้านวิว”

อ่ากาฉะ สะแหละ ร้านแซนวิช By Asmee กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความรู้และสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดที่ร้านได้มาก เช่น การทำแซนด์วิชไส้ต่างๆ การออกแบบ การเลือกแพ็กเกจจิ้ง และการถ่ายภาพเพื่อนำเสนอสินค้า ชอบและประทับใจมาก ยังได้เข้าชมโรงงานฟาร์มเฮ้าส์ ประทับใจตั้งแต่เข้าประตู ทั้งความสะอาดและความปลอดภัย”

ปณธร  มิ่งชื่น ร้านสลัด&แซนด์วิชลุงแฟรงค์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการได้รับทั้งความรู้และเมนูใหม่ๆ เพิ่มเติมที่จะนำไปปรับแต่งกับแซนด์วิชของเรา ได้ทำแซนด์วิชหน้าใหม่ๆ สไตล์ค็อกเทล ได้เรียนรู้การถ่ายรูป เพื่อเอาไปปรับแต่งทั้งมุมแสงมุมกล้องของการทำวิดีโอใหม่ๆ  ดีใจที่ได้เข้าไปชมโรงงาน กลิ่นหอมมาก สะอาดมาก อยากให้มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีก เพราะช่วยพัฒนาตนเองและพัฒนาคนอื่นๆ ด้วย

สุรีพร กองสิงห์ ร้านแซนด์วิชใส่ใจจากจังหวัดเลย กล่าวว่า เปิดร้านขายแซนด์วิชปีนี้เป็นปีที่ 11 แล้ว เดินทางมาจากจังหวัดเลยเพื่อเข้าร่วมโครงการ คุ้มค่ามาก ประทับใจในทุกๆ อย่าง ทั้งได้รู้จักเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เข้าไปเยี่ยมชมไลน์การผลิตขนมปัง ได้ดูไอเดียต่างๆ ของวิทยากรและเพื่อนๆ พี่ๆ เทคนิคการตัดต่อคลิป การสร้างตัวตนในโซเชียล  อยากลองนำความรู้ที่ได้ อย่างเรื่องแซนด์วิชสไตล์ค็อกเทลไปจัดที่จังหวัดเลย ซึ่งทำได้เลย พร้อมเสิร์ฟมากถ้ามีลูกค้าสั่ง ขอบคุณฟาร์มเฮ้าส์ที่มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้

ปิดท้ายวันด้วยการมอบประกาศนียบัตรการจบหลักสูตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน ไม่เพียงความรู้และประสบการณ์ยังรวมถึงมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนร่วมสายอาชีพ ที่ช่วยเติมพลัง สร้างแรงบันดาลใจ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ไปต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป พร้อมกับเมนูอร่อยสดใหม่จากฟาร์มเฮ้าส์ทุกวัน

‘Bangkok Climate Action Week’ สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

‘Bangkok Climate Action Week’  สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

‘Bangkok Climate Action Week’ สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มเซ็นทรัลตอกย้ำพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กร ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน “Bangkok Climate Action Week (BKKCAW)” – สัปดาห์แห่งการขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ้งจัดขึ้นผ่านไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของ Just Transitions Incubator (JUTI) และ กรุงเทพมหานคร (BMA) เพื่อระดมพลังจากทุกภาคส่วนของสังคม สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่น่าอยู่และเท่าเทียมสำหรับทุกคน

ในปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเปิดพื้นที่กลางเมืองให้ผู้คนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ โดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จัดนิทรรศการภาพถ่าย “Visualizing Climate Change” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นิทรรศการภาพถ่ายชุดพิเศษนี้สะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านมุมมองของช่างภาพจากไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ภายใต้การดำเนินงานของ NOOR Foundation (เนเธอร์แลนด์) และ Matca (เวียดนาม) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และ มูลนิธิเอเชีย-ยุโรป (ASEF) โอกาสนี้ แร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการและชื่นชมบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลที่เปิดพื้นที่สำคัญของเมืองให้กับงานศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จัดงานเสวนา “Shaping the Future of Food System: Road to World Food Forum Thailand Youth Chapter” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยเวทีนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยจากทั่วประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางอนาคตของระบบอาหารอย่างยั่งยืน ภายใต้เครือข่าย World Food Forum (WFF) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมพลังเยาวชนให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ

การเข้าร่วมสนับสนุนงาน Bangkok Climate Action Week ในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตจำนงของกลุ่มเซ็นทรัลในการใช้พลังของธุรกิจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างโลกที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในการดูแลโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ทรงห่วงใยทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

การนี้ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มูลนิธิสายใจไทยฯ เข้าไปช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ โดย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้แทนมอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญและกระเช้าแก่กำลังพลทั้ง 4 ราย ได้แก่ จ.ส.อ. เทอดศักดิ์  สมาพงษ์, พลฯ วชิระ  พันธะนา,  พลฯ อภิรักษ์  ศรีชมไชย และ พลฯ อนุชา  สุจารี ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

มูลนิธิสายใจไทยฯ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครผู้เสียสละ ด้วยน้ำใจจากคนไทยทั้งประเทศ เพราะทุกการสนับสนุน คือการต่อลมหายใจและความหวังให้กับผู้กล้าและครอบครัว 

MOCA BANGKOK ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก ‘Golden Teardrop (2025)’ ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ เชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา ความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน

MOCA BANGKOK ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก ‘Golden Teardrop (2025)’  ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ เชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา ความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน

MOCA BANGKOK ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก ‘Golden Teardrop (2025)’ ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ เชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา ความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เปิดพื้นที่ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก “Golden Teardrop (2025)” โดย อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้สร้างชื่อเสียงบนเวทีนานาชาติ ด้วยการนำเสนอผลงานต้นแบบ “Golden Teardrop” ในงาน Venice Biennale ปี 2013 ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกในฐานะผลงานที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก ผ่านวัตถุที่อ่อนโยนและคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

อริญชย์ รุ่งแจ้ง

ครั้งแรกที่ “Golden Teardrop” ปรากฏบนเวทีโลกใน Venice Biennale ปี 2013 อริญชย์ได้นำ “ทองหยอด” ขนมไทยโบราณ มาตีความในฐานะสัญลักษณ์ของการเดินทาง การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และแรงงานในยุคอาณานิคม ผ่านวัตถุเรียบง่ายที่แฝงความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความเป็นมนุษย์

จากเวนิสในวันนั้น สู่กรุงเทพฯ ในวันนี้ ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานขึ้นใหม่ในปี 2568 ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เพื่อเชื้อเชิญผู้ชมชาวไทยมาสัมผัสพลังของศิลปะที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “อดีต ปัจจุบัน และความทรงจำ” ในบริบทใหม่ของพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยไทย

“Golden Teardrop (2025)” คือการตีความใหม่ของตำนานที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา และความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน วัสดุทองเหลืองนับพันหยดถูกสร้างขึ้นให้ลอยอยู่ในจังหวะอันสงบนิ่ง ราวกับหยาดฝนสีทองที่แขวนอยู่กลางอากาศ ศิลปินเชิญชวนผู้ชมร่วมตั้งคำถามต่อบทบาทของศิลปะและพิพิธภัณฑ์ ผ่านการมอง การรับรู้ และกาลเวลาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของทุกสิ่งไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

ภายในพื้นที่จัดแสดงหลัก ศิลปินได้จัดวาง “Golden Teardrop” หรือ “หยดทอง” จำนวน 2,774 ชิ้น แขวนลอยอยู่กลางอากาศราวกับหยาดฝนสีทองที่หยุดนิ่งในกาลเวลา ความประณีตและความสมมาตรของการจัดวางสร้างประสบการณ์แห่งความสงบและการครุ่นคิดราวกับการหยุดเพื่อรับฟังเสียงของเวลา และการระลึกถึงสิ่งงดงามที่ผ่านพ้นไป ความสมดุลนี้มิได้มีไว้เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ แต่เพื่อให้เห็นว่าความงามและความจริงต่างดำรงอยู่บนเส้นแบ่งที่บางเบา การมองคือการเรียนรู้ และการเปลี่ยนมุมเพียงเล็กน้อยของผู้ชมสามารถเปลี่ยนความหมายทั้งหมดของผลงานได้ เช่นเดียวกับที่กาลเวลาและความทรงจำเปลี่ยนความหมายของทุกสิ่งอยู่เสมอ

ผลงานยังสานสนทนากับสถาปัตยกรรมของอาคาร MOCA BANGKOK ที่ประดับด้วยลวดลายเรขาคณิตซ้ำเป็นจังหวะบนผนังด้านหน้า  เสมือนบทบันทึกแห่งศิลปะที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ทั้งสถาปัตยกรรมและผลงานต่างตั้งอยู่บนสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบกับความเป็นอินทรีย์ ระหว่างความศรัทธาในอุดมคติของศิลปะกับการตีความใหม่ในยุคสมัยปัจจุบัน

นิทรรศการแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่ โถงอเทรียม (Atrium): จัดแสดงผลงานชุดใหม่ “Golden Teardrop (2025)” ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อ MOCA BANGKOK และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์ ห้องหมุนเวียน 1: วิดีโอ The Making of Golden Teardrop ถ่ายทอดเบื้องหลังการสร้างสรรค์ในช่วง Venice Biennale 2013 ห้องหมุนเวียน 2: จัดแสดงผลงานต้นฉบับ “Golden Teardrop (2013)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ห้องหมุนเวียน 3: วิดีโอสัมภาษณ์ศิลปิน ถ่ายทอดแนวคิดและแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงาน

“Golden Teardrop (2025)” จึงเป็นมากกว่าการรำลึกถึงผลงานในอดีต หากแต่เป็นการเชื่อมโยง อดีตกับปัจจุบัน ความทรงจำกับความเปลี่ยนแปลง และความงามที่ยังดำรงอยู่ หากแต่เป็นบทสนทนาอันละเอียดอ่อนระหว่างศิลปะ เวลา และหัวใจของผู้ชม ที่ร่วมกันนิยามคุณค่าของศิลปะร่วมสมัยไทยให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ

นิทรรศการ “Golden Teardrop (2025)” โดย อริญชย์ รุ่งแจ้ง จัดแสดงระหว่างนี้ไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10:00 – 18:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website: http://www.mocabangkok.com Facebook: facebook.com/mocabangkok Instagram: instagram.com/mocabangkok TikTok: tiktok.com/@mocabangkok

ผนึกกำลังวิจัยครั้งสำคัญ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ โนโว นอร์ดิสค์ ลงนาม MOU ขยายงานวิจัยทางคลินิก มุ่งจัดการ ‘โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก’

ผนึกกำลังวิจัยครั้งสำคัญ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ โนโว นอร์ดิสค์ ลงนาม MOU ขยายงานวิจัยทางคลินิก มุ่งจัดการ ‘โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก’

ผนึกกำลังวิจัยครั้งสำคัญ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ โนโว นอร์ดิสค์ ลงนาม MOU ขยายงานวิจัยทางคลินิก มุ่งจัดการ ‘โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก’

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายขอบเขตงานวิจัยทางคลินิกภายในโรงพยาบาล โดยต่อยอดจากความสำเร็จของความร่วมมือเดิมที่พัฒนาการดูแลโรคอ้วนและโรคเบาหวานอย่างครบวงจรของโรงพยาบาลฯ บันทึกความตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในการบริหารจัดการและการรักษาโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ในประเทศไทย

ก้าวสำคัญสู่การดูแลสุขภาพแห่งอนาคต

พิธีลงนาม MOU ฉบับใหม่ภายใต้ชื่อ “Together Towards Tomorrow: Shaping the Future of Cardio-Metabolic Care Through Clinical Research” หรือ “ก้าวไปด้วยกันสู่วันพรุ่งนี้: กำหนดอนาคตการดูแลโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิกผ่านงานวิจัยทางคลินิก” ในครั้งนี้ จัดขึ้นที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำที่ตั้งอยู่ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร นับเป็นการขยายความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสององค์กร การลงนามความร่วมมือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น มีประชากรมากกว่าร้อยละ 45 ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และอย่างน้อย 6.1 ล้านคนที่เป็นโรคเบาหวาน  ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระด้านสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ

การวิจัยทางคลินิก ถือเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพ เพื่อให้สามารถนำวิธีการรักษาและระบบการให้ยาแบบใหม่ไปสู่ผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประเมินทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล การวิจัยทางคลินิกยังสร้างคุณค่าให้แก่ภาคส่วนทางการแพทย์และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ล้ำสมัย และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการสร้างงานในท้องถิ่น

โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก (Cardio Metabolic Diseases) จัดเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและเป็นสาเหตุของกันและกัน เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคทางหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไขมันพอกตับ และโรคไตเรื้อรัง การวิจัยทางคลินิกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการกับกลุ่มโรคที่มีความซับซ้อนนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ศ. นพ. ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

ศ. นพ. ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวเสริมว่า “MOU ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญในความพยายามอันยาวนานของเราเพื่อพัฒนาการดูแลโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ในประเทศไทย ความพยายามของทางโรงพยาบาลในการรับมือกับโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการร่วมมือกันวิจัยเพื่อสร้างคุณค่าที่สำคัญในการจัดการกับสองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นี้ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมั่นใจที่จะยกระดับความเชี่ยวชาญในสาขานี้ ในขณะที่เราก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการมอบการดูแลแบบองค์รวมที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ประชาชน”

 รศ. พญ. อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 รศ. พญ. อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “เรามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเพิ่มพูนและต่อยอดองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยทางคลินิก เพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ที่กำลังเป็นที่น่ากังวลได้อย่างตรงจุด พร้อมกันนี้ ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่ประชากรในประเทศ ด้วยความร่วมมือและทำงานร่วมกันในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิกได้”

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์ กล่าวว่า “โนโว นอร์ดิสค์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทดลองทางคลินิก เนื่องจากเรามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น โดยในช่วงปี พ.ศ. 2563 – 2566 โนโว นอร์ดิสค์ มีการเติบโตในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ถึงร้อยละ 25 ต่อปี และระหว่างปีพ.ศ. 2562 – 2566 บริษัทได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นเงิน 370 ล้านบาท ในการจัดการกับภาวะสุขภาพที่ซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก การวิจัยทางคลินิกเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ขยายองค์ความรู้ร่วมกัน แต่ยังรวมถึงการรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วยอีกด้วย เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยทุกคน”

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลการวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการโดย โนโว นอร์ดิสค์ และนิทรรศการเชิงโต้ตอบที่ให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการวิจัยโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก

ความร่วมมือระหว่าง โนโว นอร์ดิสค์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ถูกกำหนดให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการวิจัยทางคลินิกต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการค้นหาวิธีการรักษาและการจัดการที่โรคมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่รุนแรง องค์กรทั้งสองมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความรู้ทางการแพทย์และปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพผ่านงานวิจัยที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และนวัตกรรม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองมาหลายพันปีพร้อมกับอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อินเดีย  กรีก และอียิปต์  ก่อนการตั้งประเทศไทย สิ่งประดิษฐ์สำคัญห้าอย่างของจีนคือ ตัวอักษร  กระดาษ เข็มทิศ ดินปืน การพิมพ์  ผ่านการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานกว่าสี่พันปีถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาต่างๆ ที่เรียกว่า “ราชวงศ์” ซึ่งแต่ละราชวงศ์ปกครองแผ่นดินจีนด้วยระบอบจักรพรรดิ ราชวงศ์เหล่านี้ได้สร้างสรรค์และทำลายวัฒนธรรม กฎหมาย และโครงสร้างสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำความเข้าใจราชวงศ์ต่างๆของจีนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรู้จักมหาอำนาจแห่งเอเชียนี้ การเปรียบเทียบกับสมัยต่างๆ ของไทยจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและเข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น

ราชวงศ์จีนยุคโบราณ   ตามตำนานเล่าขานระบุว่า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จีนได้สร้างอารยธรรมแรกเริ่มภายใต้ ราชวงศ์เซี่ย (夏朝 Xia Dynasty) (1,500-1,000 ปีก่อนพุทธกาล) มีจักรพรรดิสำคัญคือ พระเจ้ายู่ ( 禹 Yǔ)  ที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณแม่น้ำเหลืองได้สำเร็จที่มณฑลเหอหนาน เป็นเวลา อยู่ในช่วงยุคหินต่อกับโลหะ ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงของไทย   และ ราชวงศ์ซาง (Shang Dynasty) (ราว 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล ) โดย ยังไม่มีการก่อตั้งอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นชัดเจน ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรมและล่าสัตว์ในชุมชนขนาดเล็ก แต่เริ่มมีอักษรจีนใช้แล้ว

เมื่อเข้าสู่ ราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) (ราว 500 ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ. 287) ซึ่งเป็นยุคที่การปกครองแบบศักดินา  ซุนหวู  ขงจื๊อ  และเล่าจื๊อ  ตรงกับยุค อาณาจักรฟูนาน และ อาณาจักรทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย

ราชวงศ์ฉิน  หรือ จิ๋น  (Qin Dynasty) (พ.ศ. 322-337 ) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกที่จิ๋นซีฮ่องเต้ รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวและสร้าง กำแพงเมืองจีน 

ราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty) (พ.ศ. 337-763) เป็นยุคทองทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่เทียบได้กับจักรวรรดิโรมันในโลกตะวันตก ในช่วงนี้ศาสนาพุทธได้หยั่งรากลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ และประเทศจีน

หลังจากความวุ่นวายในยุคสามก๊ก Three Kingdoms (พ.ศ.763-823) ซึ่งตรงกับสมัยฟูนัน เป็นสมัยของราชวงศ์จิ้น Jin Dynasty (พ.ศ. 813-963) ราชวงศ์เหนือใต้  Northern and Southern Dynasties (พ.ศ. 963-1124)ราชวงศ์จีนได้รวมตัวกันอีกครั้งในสมัย ราชวงศ์สุย (Sui Dynasty) (พ.ศ.1124-1162) ซึ่งมีการขุดคลองใหญ่ Grand Canal  

จีนสมัย ราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) (พ.ศ. 1161-1450) มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะ วรรณกรรม และการค้าเป็นอย่างมาก   พระถังซำจั๋งเดินทางบกไปสืบพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย   ในช่วงเวลาเดียวกัน อาณาจักรหริภุญชัย และ อาณาจักรศรีวิชัย กำลังเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและศาสนาพุทธ

สมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร Five Dynasties and Ten Kingdoms (พ.ศ. 1450-1503)

ราชวงศ์ซ่ง หรือซ้อง (Song Dynasty) (พ.ศ. 1503-1814) จีนก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยมีการประดิษฐ์ดินปืนและเข็มทิศ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเจนละและ อาณาจักรสุโขทัยตอนต้น  มีการนำเทคนิคการทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล  จากจีนมาผลิตที่กรุงสุโขทัย

ต่อมาพวกมองโกลได้เข้ายึดครองจีนและก่อตั้ง ราชวงศ์หงวนหรือหยวน (Yuan Dynasty) (พ.ศ.1822-1911) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรสุโขทัยของไทยอยู่ในช่วงปลาย ในขณะที่จีนก็เริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งภายใต้ ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) (พ.ศ. 1911-2187) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ทางทะเลและฟื้นฟูวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ ยุคนี้ตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุค กรุงศรีอยุธยาตอนต้น   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับจีนอย่างใกล้ชิด

ต่อจากนั้นเป็นสมัยของพวกแมนจูจากแมนจูเรีย เข้ามาครอบครอง ตั้งราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) (พ.ศ. 2187-2455 หรือ ค.ศ. 1644-1912) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนตรงกับช่วงปลาย กรุงศรีอยุธยา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ ของไทย เป็นช่วงเวลาที่จีนเริ่มเผชิญกับอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก่อนจะล่มสลายลง  แล้วสถาปนาระบบสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 จนถึงปัจจุบัน

ราชวงศ์ต่างๆ ของจีนและสมัยต่างๆ ของไทยเผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันแต่ก็มีความเชื่อมโยงกันในบางช่วงเวลา ในขณะที่จีนมีราชวงศ์ที่รุ่งเรืองและล่มสลายสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีอาณาจักรที่ก่อตั้งและล่มสลายเช่นกัน โดย จีนมีระบบกษัตริย์ที่สิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2455 แล้วเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ

โดย อาทร  จันทวิมล