‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

‘Melody of Life 16’ ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมเปลี่ยนโลก พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เซ็นทรัล ทำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรี “Melody of Life ครั้งที่ 16” เทศกาลดนตรีรักโลกที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) และมีการจัดการขยะอย่างจริงจัง ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ  เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

จุดแยกขยะภายในงาน Melody Of Life ครั้งที่ 16

ภายในงาน เซ็นทรัล ทำ ได้จัดกิจกรรม สกรีนเสื้อโลโก้ศิลปิน เริ่มต้น ตัวละ 350 บาท แต่ถึงแม้งานจะจบลงไปแล้ว ผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมกิจกรรมสกรีนเสื้อได้ที่ร้าน “กุ๊ด กุ๊ดส์” สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และปีนี้พิเศษขึ้นอีกขั้น ทุกๆ การสกรีนเสื้อ 1 ตัว จะเท่ากับบริจาคเงินปลูกต้นไม้ 7 ต้น กับโครงการ Plant Togetherซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจชวนมาเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการ “ปลูกป่า” โดยสามารถร่วมกันปลูกได้ที่ Tham-dee.com/plant-together ต้นละ 50 บาท รายได้จากการบริจาคทั้ง หมดสมทบทุนเข้ามูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายที่จะนำร่องส่งเสริมการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร บริเวณห้วยน้ำจำ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลบัวใหญ่

จุดแยกขยะภายในงาน Melody Of Life ครั้งที่ 16

นอกจากนี้ เซ็นทรัล ทำ ยังร่วมกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ในการจัดตั้ง จุดคัดแยกขยะ อย่างชัดเจนถึง 5 จุด มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแยกขยะคอยชี้แนะ เพื่อให้ขยะทุกชิ้นถูกจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะภายในงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) และกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ร่วมงานกว่า 10,000 คน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า เซ็นทรัล ทำ เชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นต้องอาศัยพลังของทุกคน เราจึงมุ่งส่งต่อแนวคิดความยั่งยืนผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เช่น Melody of Life ซึ่งดนตรีเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงคนในสังคมได้อย่างงดงาม กิจกรรมสกรีนเสื้อและการคัดแยกขยะในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการลดขยะ แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมมือกันดูแลโลกของเรา”

กิจกรรมสกรีนเสื้อ

กิจกรรมสกรีนเสื้อ สมทบเข้าโครงการ Plant Together

การมีส่วนร่วมของ เซ็นทรัล ทำ ในงาน Melody of Life 16 ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ “สร้างสังคมแห่งความยั่งยืน” ผ่านการผสานพลังของ ดนตรี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาร่วมขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

เปลี่ยน ‘อาหารเช้า’ เป็นเมนูสร้างรายได้สุดปัง ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ทำถึงอัปสกิลผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะทุกวันนี้ “แซนด์วิช” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารเช้า แต่กลายเป็นเมนูสร้างรายได้สุดปังที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมปัง ฟาร์มเฮ้าส์ จึงจัดโครงการ “up skill สุดปังแซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ให้กับผู้ประกอบการนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพเพื่อ “ยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย” ที่โรงงานฟาร์มเฮ้าส์ บางชัน

อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย  กรรมการผู้อำนวยการ  บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นขยายพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแซนด์วิชในครอบครัวฟาร์มเฮ้าส์ ได้มีโอกาสเข้ามาอัปสกิล นำความรู้และทริกต่างๆ ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และส่งต่อเมนูขนมปังคุณภาพไปให้กับผู้บริโภคคนไทยทุกๆ คนโครงการ “up skill สุดปัง แซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จากความตั้งใจที่ต้องการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการแซนด์วิชในครอบครัวฟาร์มเฮ้าส์ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการพัฒนาสินค้า ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และการนำเสนอให้ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่

“ทุกวันนี้ “แซนด์วิช” ไม่ใช่แค่อาหารเช้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น เมนูสร้างรายได้ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ฟาร์มเฮ้าส์จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกท่านให้เติบโตอย่างมั่นคง และแข่งขันได้ในตลาดยุคดิจิทัล ที่สำคัญคือ อยากเห็นผู้ประกอบการทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการทั้งความสะดวก ความรวดเร็ว ความสะอาด และความปลอดภัยของอาหาร เพราะเรามั่นใจว่า  “อาหารที่ดี” ไม่เพียงแต่ต้องอร่อย แต่ต้องมอบทั้งความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคด้วย”

ในขณะเดียวกัน ฟาร์มเฮ้าส์ยังคงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของฟาร์มเฮ้าส์เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งต่อธุรกิจ ผู้บริโภคและสังคมไทย เชื่อว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

โครงการ “up skill สุดปังแซนด์วิชยุคใหม่ สูตรขายดี” มอบประสบการณ์ความรู้ครบถ้วนทั้งทฤษฎีและภาคปฏิ บัติให้ได้นำไปปรับประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้จริง โดยเชิญวิทยากรคนดังอย่าง ณะณไพบูลย์ ณพิมภัทรพ์ เจ้าของร้าน Kindee มาแบ่งปันความรู้ เทคนิควิธีการไปจนถึงการบริหารจัดการต่างๆ ยกระดับแซนด์วิชสู่ธุรกิจ “แคทเทอริ่ง” จากประสบการณ์จริงพร้อมภาคปฏิบัติการทำแซนด์วิชโรล แซนด์วิชสไตล์ Cocktail มินิเบอร์เกอร์ เค้กโรลผลไม้ครีมสด ส่วนภาคบ่าย ปุ้ย รวิวรรณ บุญวงษ์ เจ้าของร้าน PK แซนด์วิชบางใหญ่ ครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์โดนใจคนดู มียอดผู้ติดตามใน TikTok กว่าแสนคนมาถ่ายทอดความรู้ด้านการสร้างคอนเทนต์ “ด้วย 1 กล้อง 1 คน สู่ 1 ล้านวิว”

อ่ากาฉะ สะแหละ ร้านแซนวิช By Asmee กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความรู้และสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดที่ร้านได้มาก เช่น การทำแซนด์วิชไส้ต่างๆ การออกแบบ การเลือกแพ็กเกจจิ้ง และการถ่ายภาพเพื่อนำเสนอสินค้า ชอบและประทับใจมาก ยังได้เข้าชมโรงงานฟาร์มเฮ้าส์ ประทับใจตั้งแต่เข้าประตู ทั้งความสะอาดและความปลอดภัย”

ปณธร  มิ่งชื่น ร้านสลัด&แซนด์วิชลุงแฟรงค์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการได้รับทั้งความรู้และเมนูใหม่ๆ เพิ่มเติมที่จะนำไปปรับแต่งกับแซนด์วิชของเรา ได้ทำแซนด์วิชหน้าใหม่ๆ สไตล์ค็อกเทล ได้เรียนรู้การถ่ายรูป เพื่อเอาไปปรับแต่งทั้งมุมแสงมุมกล้องของการทำวิดีโอใหม่ๆ  ดีใจที่ได้เข้าไปชมโรงงาน กลิ่นหอมมาก สะอาดมาก อยากให้มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีก เพราะช่วยพัฒนาตนเองและพัฒนาคนอื่นๆ ด้วย

สุรีพร กองสิงห์ ร้านแซนด์วิชใส่ใจจากจังหวัดเลย กล่าวว่า เปิดร้านขายแซนด์วิชปีนี้เป็นปีที่ 11 แล้ว เดินทางมาจากจังหวัดเลยเพื่อเข้าร่วมโครงการ คุ้มค่ามาก ประทับใจในทุกๆ อย่าง ทั้งได้รู้จักเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เข้าไปเยี่ยมชมไลน์การผลิตขนมปัง ได้ดูไอเดียต่างๆ ของวิทยากรและเพื่อนๆ พี่ๆ เทคนิคการตัดต่อคลิป การสร้างตัวตนในโซเชียล  อยากลองนำความรู้ที่ได้ อย่างเรื่องแซนด์วิชสไตล์ค็อกเทลไปจัดที่จังหวัดเลย ซึ่งทำได้เลย พร้อมเสิร์ฟมากถ้ามีลูกค้าสั่ง ขอบคุณฟาร์มเฮ้าส์ที่มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้

ปิดท้ายวันด้วยการมอบประกาศนียบัตรการจบหลักสูตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน ไม่เพียงความรู้และประสบการณ์ยังรวมถึงมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนร่วมสายอาชีพ ที่ช่วยเติมพลัง สร้างแรงบันดาลใจ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ไปต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป พร้อมกับเมนูอร่อยสดใหม่จากฟาร์มเฮ้าส์ทุกวัน

‘Bangkok Climate Action Week’ สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

‘Bangkok Climate Action Week’  สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

‘Bangkok Climate Action Week’ สนับสนุนพลังคนรุ่นใหม่ สร้างอนาคตโลกที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มเซ็นทรัลตอกย้ำพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กร ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน “Bangkok Climate Action Week (BKKCAW)” – สัปดาห์แห่งการขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ้งจัดขึ้นผ่านไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของ Just Transitions Incubator (JUTI) และ กรุงเทพมหานคร (BMA) เพื่อระดมพลังจากทุกภาคส่วนของสังคม สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่น่าอยู่และเท่าเทียมสำหรับทุกคน

ในปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเปิดพื้นที่กลางเมืองให้ผู้คนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ โดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จัดนิทรรศการภาพถ่าย “Visualizing Climate Change” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นิทรรศการภาพถ่ายชุดพิเศษนี้สะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านมุมมองของช่างภาพจากไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ภายใต้การดำเนินงานของ NOOR Foundation (เนเธอร์แลนด์) และ Matca (เวียดนาม) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และ มูลนิธิเอเชีย-ยุโรป (ASEF) โอกาสนี้ แร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการและชื่นชมบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลที่เปิดพื้นที่สำคัญของเมืองให้กับงานศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) สนับสนุนพื้นที่จัดงานเสวนา “Shaping the Future of Food System: Road to World Food Forum Thailand Youth Chapter” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยเวทีนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยจากทั่วประเทศได้ร่วมกันกำหนดแนวทางอนาคตของระบบอาหารอย่างยั่งยืน ภายใต้เครือข่าย World Food Forum (WFF) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมพลังเยาวชนให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ

การเข้าร่วมสนับสนุนงาน Bangkok Climate Action Week ในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตจำนงของกลุ่มเซ็นทรัลในการใช้พลังของธุรกิจเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างโลกที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในการดูแลโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิสายใจไทยฯ มอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญ 4 กำลังพลที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  ทรงห่วงใยทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

การนี้ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มูลนิธิสายใจไทยฯ เข้าไปช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ โดย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้แทนมอบเงินพระราชทานเพื่อบำรุงขวัญและกระเช้าแก่กำลังพลทั้ง 4 ราย ได้แก่ จ.ส.อ. เทอดศักดิ์  สมาพงษ์, พลฯ วชิระ  พันธะนา,  พลฯ อภิรักษ์  ศรีชมไชย และ พลฯ อนุชา  สุจารี ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

มูลนิธิสายใจไทยฯ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครผู้เสียสละ ด้วยน้ำใจจากคนไทยทั้งประเทศ เพราะทุกการสนับสนุน คือการต่อลมหายใจและความหวังให้กับผู้กล้าและครอบครัว 

MOCA BANGKOK ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก ‘Golden Teardrop (2025)’ ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ เชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา ความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน

MOCA BANGKOK ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก ‘Golden Teardrop (2025)’  ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ เชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา ความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน

MOCA BANGKOK ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก ‘Golden Teardrop (2025)’ ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ เชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา ความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เปิดพื้นที่ต้อนรับการกลับมาของผลงานระดับโลก “Golden Teardrop (2025)” โดย อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้สร้างชื่อเสียงบนเวทีนานาชาติ ด้วยการนำเสนอผลงานต้นแบบ “Golden Teardrop” ในงาน Venice Biennale ปี 2013 ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกในฐานะผลงานที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก ผ่านวัตถุที่อ่อนโยนและคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

อริญชย์ รุ่งแจ้ง

ครั้งแรกที่ “Golden Teardrop” ปรากฏบนเวทีโลกใน Venice Biennale ปี 2013 อริญชย์ได้นำ “ทองหยอด” ขนมไทยโบราณ มาตีความในฐานะสัญลักษณ์ของการเดินทาง การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และแรงงานในยุคอาณานิคม ผ่านวัตถุเรียบง่ายที่แฝงความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความเป็นมนุษย์

จากเวนิสในวันนั้น สู่กรุงเทพฯ ในวันนี้ ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานขึ้นใหม่ในปี 2568 ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เพื่อเชื้อเชิญผู้ชมชาวไทยมาสัมผัสพลังของศิลปะที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “อดีต ปัจจุบัน และความทรงจำ” ในบริบทใหม่ของพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยไทย

“Golden Teardrop (2025)” คือการตีความใหม่ของตำนานที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ศรัทธา และความทรงจำที่เดินทางข้ามพรมแดน วัสดุทองเหลืองนับพันหยดถูกสร้างขึ้นให้ลอยอยู่ในจังหวะอันสงบนิ่ง ราวกับหยาดฝนสีทองที่แขวนอยู่กลางอากาศ ศิลปินเชิญชวนผู้ชมร่วมตั้งคำถามต่อบทบาทของศิลปะและพิพิธภัณฑ์ ผ่านการมอง การรับรู้ และกาลเวลาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของทุกสิ่งไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

ภายในพื้นที่จัดแสดงหลัก ศิลปินได้จัดวาง “Golden Teardrop” หรือ “หยดทอง” จำนวน 2,774 ชิ้น แขวนลอยอยู่กลางอากาศราวกับหยาดฝนสีทองที่หยุดนิ่งในกาลเวลา ความประณีตและความสมมาตรของการจัดวางสร้างประสบการณ์แห่งความสงบและการครุ่นคิดราวกับการหยุดเพื่อรับฟังเสียงของเวลา และการระลึกถึงสิ่งงดงามที่ผ่านพ้นไป ความสมดุลนี้มิได้มีไว้เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ แต่เพื่อให้เห็นว่าความงามและความจริงต่างดำรงอยู่บนเส้นแบ่งที่บางเบา การมองคือการเรียนรู้ และการเปลี่ยนมุมเพียงเล็กน้อยของผู้ชมสามารถเปลี่ยนความหมายทั้งหมดของผลงานได้ เช่นเดียวกับที่กาลเวลาและความทรงจำเปลี่ยนความหมายของทุกสิ่งอยู่เสมอ

ผลงานยังสานสนทนากับสถาปัตยกรรมของอาคาร MOCA BANGKOK ที่ประดับด้วยลวดลายเรขาคณิตซ้ำเป็นจังหวะบนผนังด้านหน้า  เสมือนบทบันทึกแห่งศิลปะที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ทั้งสถาปัตยกรรมและผลงานต่างตั้งอยู่บนสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบกับความเป็นอินทรีย์ ระหว่างความศรัทธาในอุดมคติของศิลปะกับการตีความใหม่ในยุคสมัยปัจจุบัน

นิทรรศการแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่ โถงอเทรียม (Atrium): จัดแสดงผลงานชุดใหม่ “Golden Teardrop (2025)” ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อ MOCA BANGKOK และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์ ห้องหมุนเวียน 1: วิดีโอ The Making of Golden Teardrop ถ่ายทอดเบื้องหลังการสร้างสรรค์ในช่วง Venice Biennale 2013 ห้องหมุนเวียน 2: จัดแสดงผลงานต้นฉบับ “Golden Teardrop (2013)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ห้องหมุนเวียน 3: วิดีโอสัมภาษณ์ศิลปิน ถ่ายทอดแนวคิดและแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงาน

“Golden Teardrop (2025)” จึงเป็นมากกว่าการรำลึกถึงผลงานในอดีต หากแต่เป็นการเชื่อมโยง อดีตกับปัจจุบัน ความทรงจำกับความเปลี่ยนแปลง และความงามที่ยังดำรงอยู่ หากแต่เป็นบทสนทนาอันละเอียดอ่อนระหว่างศิลปะ เวลา และหัวใจของผู้ชม ที่ร่วมกันนิยามคุณค่าของศิลปะร่วมสมัยไทยให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ

นิทรรศการ “Golden Teardrop (2025)” โดย อริญชย์ รุ่งแจ้ง จัดแสดงระหว่างนี้ไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10:00 – 18:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website: http://www.mocabangkok.com Facebook: facebook.com/mocabangkok Instagram: instagram.com/mocabangkok TikTok: tiktok.com/@mocabangkok

ผนึกกำลังวิจัยครั้งสำคัญ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ โนโว นอร์ดิสค์ ลงนาม MOU ขยายงานวิจัยทางคลินิก มุ่งจัดการ ‘โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก’

ผนึกกำลังวิจัยครั้งสำคัญ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ โนโว นอร์ดิสค์ ลงนาม MOU ขยายงานวิจัยทางคลินิก มุ่งจัดการ ‘โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก’

ผนึกกำลังวิจัยครั้งสำคัญ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ โนโว นอร์ดิสค์ ลงนาม MOU ขยายงานวิจัยทางคลินิก มุ่งจัดการ ‘โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก’

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายขอบเขตงานวิจัยทางคลินิกภายในโรงพยาบาล โดยต่อยอดจากความสำเร็จของความร่วมมือเดิมที่พัฒนาการดูแลโรคอ้วนและโรคเบาหวานอย่างครบวงจรของโรงพยาบาลฯ บันทึกความตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในการบริหารจัดการและการรักษาโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ในประเทศไทย

ก้าวสำคัญสู่การดูแลสุขภาพแห่งอนาคต

พิธีลงนาม MOU ฉบับใหม่ภายใต้ชื่อ “Together Towards Tomorrow: Shaping the Future of Cardio-Metabolic Care Through Clinical Research” หรือ “ก้าวไปด้วยกันสู่วันพรุ่งนี้: กำหนดอนาคตการดูแลโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิกผ่านงานวิจัยทางคลินิก” ในครั้งนี้ จัดขึ้นที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำที่ตั้งอยู่ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร นับเป็นการขยายความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสององค์กร การลงนามความร่วมมือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น มีประชากรมากกว่าร้อยละ 45 ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และอย่างน้อย 6.1 ล้านคนที่เป็นโรคเบาหวาน  ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระด้านสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ

การวิจัยทางคลินิก ถือเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพ เพื่อให้สามารถนำวิธีการรักษาและระบบการให้ยาแบบใหม่ไปสู่ผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประเมินทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล การวิจัยทางคลินิกยังสร้างคุณค่าให้แก่ภาคส่วนทางการแพทย์และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ล้ำสมัย และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการสร้างงานในท้องถิ่น

โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก (Cardio Metabolic Diseases) จัดเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและเป็นสาเหตุของกันและกัน เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคทางหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไขมันพอกตับ และโรคไตเรื้อรัง การวิจัยทางคลินิกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการกับกลุ่มโรคที่มีความซับซ้อนนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ศ. นพ. ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

ศ. นพ. ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวเสริมว่า “MOU ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญในความพยายามอันยาวนานของเราเพื่อพัฒนาการดูแลโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ในประเทศไทย ความพยายามของทางโรงพยาบาลในการรับมือกับโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการร่วมมือกันวิจัยเพื่อสร้างคุณค่าที่สำคัญในการจัดการกับสองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นี้ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมั่นใจที่จะยกระดับความเชี่ยวชาญในสาขานี้ ในขณะที่เราก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการมอบการดูแลแบบองค์รวมที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ประชาชน”

 รศ. พญ. อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 รศ. พญ. อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “เรามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเพิ่มพูนและต่อยอดองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยทางคลินิก เพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก ที่กำลังเป็นที่น่ากังวลได้อย่างตรงจุด พร้อมกันนี้ ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่ประชากรในประเทศ ด้วยความร่วมมือและทำงานร่วมกันในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิกได้”

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์ กล่าวว่า “โนโว นอร์ดิสค์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทดลองทางคลินิก เนื่องจากเรามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น โดยในช่วงปี พ.ศ. 2563 – 2566 โนโว นอร์ดิสค์ มีการเติบโตในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ถึงร้อยละ 25 ต่อปี และระหว่างปีพ.ศ. 2562 – 2566 บริษัทได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นเงิน 370 ล้านบาท ในการจัดการกับภาวะสุขภาพที่ซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก การวิจัยทางคลินิกเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ขยายองค์ความรู้ร่วมกัน แต่ยังรวมถึงการรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วยอีกด้วย เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยทุกคน”

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลการวิจัยทางคลินิกที่ดำเนินการโดย โนโว นอร์ดิสค์ และนิทรรศการเชิงโต้ตอบที่ให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการวิจัยโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก

ความร่วมมือระหว่าง โนโว นอร์ดิสค์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ถูกกำหนดให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการวิจัยทางคลินิกต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการค้นหาวิธีการรักษาและการจัดการที่โรคมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่รุนแรง องค์กรทั้งสองมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความรู้ทางการแพทย์และปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพผ่านงานวิจัยที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และนวัตกรรม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองมาหลายพันปีพร้อมกับอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อินเดีย  กรีก และอียิปต์  ก่อนการตั้งประเทศไทย สิ่งประดิษฐ์สำคัญห้าอย่างของจีนคือ ตัวอักษร  กระดาษ เข็มทิศ ดินปืน การพิมพ์  ผ่านการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานกว่าสี่พันปีถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาต่างๆ ที่เรียกว่า “ราชวงศ์” ซึ่งแต่ละราชวงศ์ปกครองแผ่นดินจีนด้วยระบอบจักรพรรดิ ราชวงศ์เหล่านี้ได้สร้างสรรค์และทำลายวัฒนธรรม กฎหมาย และโครงสร้างสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำความเข้าใจราชวงศ์ต่างๆของจีนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรู้จักมหาอำนาจแห่งเอเชียนี้ การเปรียบเทียบกับสมัยต่างๆ ของไทยจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและเข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น

ราชวงศ์จีนยุคโบราณ   ตามตำนานเล่าขานระบุว่า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จีนได้สร้างอารยธรรมแรกเริ่มภายใต้ ราชวงศ์เซี่ย (夏朝 Xia Dynasty) (1,500-1,000 ปีก่อนพุทธกาล) มีจักรพรรดิสำคัญคือ พระเจ้ายู่ ( 禹 Yǔ)  ที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณแม่น้ำเหลืองได้สำเร็จที่มณฑลเหอหนาน เป็นเวลา อยู่ในช่วงยุคหินต่อกับโลหะ ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงของไทย   และ ราชวงศ์ซาง (Shang Dynasty) (ราว 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล ) โดย ยังไม่มีการก่อตั้งอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นชัดเจน ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรมและล่าสัตว์ในชุมชนขนาดเล็ก แต่เริ่มมีอักษรจีนใช้แล้ว

เมื่อเข้าสู่ ราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) (ราว 500 ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ. 287) ซึ่งเป็นยุคที่การปกครองแบบศักดินา  ซุนหวู  ขงจื๊อ  และเล่าจื๊อ  ตรงกับยุค อาณาจักรฟูนาน และ อาณาจักรทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย

ราชวงศ์ฉิน  หรือ จิ๋น  (Qin Dynasty) (พ.ศ. 322-337 ) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกที่จิ๋นซีฮ่องเต้ รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวและสร้าง กำแพงเมืองจีน 

ราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty) (พ.ศ. 337-763) เป็นยุคทองทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่เทียบได้กับจักรวรรดิโรมันในโลกตะวันตก ในช่วงนี้ศาสนาพุทธได้หยั่งรากลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ และประเทศจีน

หลังจากความวุ่นวายในยุคสามก๊ก Three Kingdoms (พ.ศ.763-823) ซึ่งตรงกับสมัยฟูนัน เป็นสมัยของราชวงศ์จิ้น Jin Dynasty (พ.ศ. 813-963) ราชวงศ์เหนือใต้  Northern and Southern Dynasties (พ.ศ. 963-1124)ราชวงศ์จีนได้รวมตัวกันอีกครั้งในสมัย ราชวงศ์สุย (Sui Dynasty) (พ.ศ.1124-1162) ซึ่งมีการขุดคลองใหญ่ Grand Canal  

จีนสมัย ราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) (พ.ศ. 1161-1450) มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะ วรรณกรรม และการค้าเป็นอย่างมาก   พระถังซำจั๋งเดินทางบกไปสืบพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย   ในช่วงเวลาเดียวกัน อาณาจักรหริภุญชัย และ อาณาจักรศรีวิชัย กำลังเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและศาสนาพุทธ

สมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร Five Dynasties and Ten Kingdoms (พ.ศ. 1450-1503)

ราชวงศ์ซ่ง หรือซ้อง (Song Dynasty) (พ.ศ. 1503-1814) จีนก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยมีการประดิษฐ์ดินปืนและเข็มทิศ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเจนละและ อาณาจักรสุโขทัยตอนต้น  มีการนำเทคนิคการทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล  จากจีนมาผลิตที่กรุงสุโขทัย

ต่อมาพวกมองโกลได้เข้ายึดครองจีนและก่อตั้ง ราชวงศ์หงวนหรือหยวน (Yuan Dynasty) (พ.ศ.1822-1911) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรสุโขทัยของไทยอยู่ในช่วงปลาย ในขณะที่จีนก็เริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งภายใต้ ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) (พ.ศ. 1911-2187) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ทางทะเลและฟื้นฟูวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ ยุคนี้ตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุค กรุงศรีอยุธยาตอนต้น   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับจีนอย่างใกล้ชิด

ต่อจากนั้นเป็นสมัยของพวกแมนจูจากแมนจูเรีย เข้ามาครอบครอง ตั้งราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) (พ.ศ. 2187-2455 หรือ ค.ศ. 1644-1912) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนตรงกับช่วงปลาย กรุงศรีอยุธยา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ ของไทย เป็นช่วงเวลาที่จีนเริ่มเผชิญกับอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก่อนจะล่มสลายลง  แล้วสถาปนาระบบสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 จนถึงปัจจุบัน

ราชวงศ์ต่างๆ ของจีนและสมัยต่างๆ ของไทยเผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันแต่ก็มีความเชื่อมโยงกันในบางช่วงเวลา ในขณะที่จีนมีราชวงศ์ที่รุ่งเรืองและล่มสลายสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีอาณาจักรที่ก่อตั้งและล่มสลายเช่นกัน โดย จีนมีระบบกษัตริย์ที่สิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2455 แล้วเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ

โดย อาทร  จันทวิมล

ม.หอการค้าไทย ชวนผู้ประกอบการไทยสร้าง ‘4 สมรรถนะ’ ปรับตัวสู่ ‘โครงสร้างเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ เพื่อเติบโตยั่งยืน

ม.หอการค้าไทย ชวนผู้ประกอบการไทยสร้าง ‘4 สมรรถนะ’  ปรับตัวสู่ ‘โครงสร้างเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ เพื่อเติบโตยั่งยืน

ม.หอการค้าไทย ชวนผู้ประกอบการไทยสร้าง ‘4 สมรรถนะ’ ปรับตัวสู่ ‘โครงสร้างเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ เพื่อเติบโตยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตของแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย จากรายงานปกขาว “เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต: เส้นทางสู่ความยั่งยืนของผู้ประกอบการและระบบนิเวศดิจิทัลไทย” โดยเชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบันเข้ากับ 2 กรอบคิดที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2025 ซึ่งระบุปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืนและคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมให้ข้อมูล

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2025 ราชวิทยาลัยสวีเดน ได้ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ให้แก่ ฟิลิป อาจิออง (Philippe Aghion) จาก Collège de France และปีเตอร์ ฮาวิตต์ (Peter Howitt) จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ซึ่งสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อธิบายกระบวนการ “การทำลายเชิงสร้างสรรค์” (Creative Destruction) เมื่อเทคโนโลยีใหม่และโครงสร้างธุรกิจใหม่เข้ามาแทนที่รูปแบบเก่า บริษัทที่ยึดติดกับเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจล้าสมัยจะไม่สามารถแข่งขันได้ นวัตกรรมจึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่และทำลายโครงสร้างเดิมไปพร้อมกัน

ดร.กิตติพงษ์ สาครเสถียร ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เข้ามาท้าทายห่วงโซ่อุปทานแบบเก่าและเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงลูกค้าไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำได้ด้วยการมีคุณสมบัติ 3 มิติที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ สร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.) ระบบบริหารจัดการการไหลเวียนของสินค้าและการทำธุรกรรมซื้อขาย 2.) ระบบข้อมูลที่สร้างความได้เปรียบให้ผู้ขาย ผ่านการนำเสนอสินค้าอย่างรู้ใจผู้ซื้อในแบบที่ร้านค้าทั่วไปทำเองไม่ได้ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลหลังบ้านของร้านค้าให้กับตัวผู้ขายเอง 3.) การกลายเป็นหนึ่งช่องทางการขายพื้นฐานของผู้ประกอบการเพราะมีข้อได้เปรียบ ได้แก่ ความครบครันของข้อมูลจากการให้บริการที่สะสมมาเป็นเวลานานและการเข้ามาของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)”

ดร.ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า “ปัจจุบันมีการพูดคุยถึงการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมหรือค่าจีพีของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ บริการเรียกรถ และบริการส่งอาหาร กันมากขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น บางคนหวังว่ารัฐจะเข้ามาช่วย บางคนเลือกที่จะใช้ช่องทางอื่น หากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจ อาจกล่าวได้ว่าการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเป็นไปตามกลไกการสร้างรายได้ของภาคธุรกิจตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาการให้บริการจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว และหากมองสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านกรอบของทฤษฎีที่ได้รับรางวัลโนเบล เราจะพบว่าเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านตามธรรมชาติที่เรียกว่าการทำลายเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งควรถูกคาดการณ์ไว้แต่แรก เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ผ่านพ้น “ระยะสร้างตลาด” ที่เน้นการลงทุนมหาศาลเพื่อดึงดูดผู้ใช้ และกำลังก้าวเข้าสู่ “ระยะสร้างมูลค่า” ที่ต้องมุ่งเน้นการสร้างรายได้อย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ ซึ่งเป็นวิถีการดำเนินธุรกิจที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายกับบริการดิจิทัลหลากหลายประเภททั่วโลก ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการดำเนินอย่างยั่งยืนบนโลกออนไลน์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจระยะในยาว เช่น การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาและแตกไลน์สินค้า การตั้งราคา ตลอดจนการบริหารต้นทุนในภาพรวม โดยกำหนดกลยุทธ์อย่างคำนึงถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มและความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน ในด้านแพลตฟอร์มเองก็ต้องมีการแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบถึงนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจนและมีเวลาให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนปรับตัวได้เช่นกัน”

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 91.2% ของประชากร โดยคาดว่ามูลค่าการซื้อขายออนไลน์ในปี 2568 ทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 6.5% ของ GDP และเติบโตกว่า 61% ภายใน 3 ปี บ่งชี้ว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียง “ช่องทางการขายอีกทางหนึ่ง” แต่ได้กลายเป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจหลัก” ที่ผู้ประกอบการไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้และควรใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพ

ดร.ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต คณบดี คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า “แนวโน้มระดับภูมิภาคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยรายงาน E-Commerce at the Crossroads ปี 2025 โดย Blackbox Research ชี้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่คุณภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 85% ระบุว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกลายเป็นผู้สร้างระบบนิเวศและขยายเครื่องมือดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก รวมถึงขนาดจิ๋ว แต่ละประเทศจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านสินค้าคงคลังและการจัดการ ดังนั้น คำถามไม่ใช่ว่าเราจะลงแข่งในสนามนี้หรือไม่ แต่คือเราจะสร้างทักษะและกลยุทธ์อย่างไรให้เติบโตได้ในสนามนี้แม้กติกาจะเปลี่ยนไป นี่คือความจริงที่ผู้ประกอบการไทยต้องพร้อมตั้งรับ โดยสร้าง ‘PACE’ หรือ สมรรถนะเชิงเทคนิค 4 ด้าน”

(ซ้าย) ดร.ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี, ดร.กิตติพงษ์ สาครเสถียร และ ดร.ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต

P – Platform Literacy & Digital Operations (สมรรถนะด้านการใช้และจัดการแพลตฟอร์มดิจิทัล) ความเข้าใจระบบแพลตฟอร์ม การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น  ร้านกาแฟใช้ระบบวิเคราะห์ลูกค้าและปรับโฆษณาตามช่วงเวลาสั่งซื้อหลัก ทำให้ยอดขายเพิ่มและค่าใช้จ่ายลดลง

A – Added-Value Innovation & Service Excellence (สมรรถนะในการสร้างคุณค่าผ่านนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านบริการ)  ความสามารถในการสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรมที่เพิ่มคุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อครอง “ส่วนแบ่งความสนใจ” เช่น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเน้นบริการติดตั้งฟรีและการรับประกันสินค้า ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและยอดขายเติบโตต่อเนื่อง

C – Collaborative Brand Trust with Smart Data Use (สมรรถนะในการสร้างความไว้วางใจร่วมผ่านแบรนด์ และการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด) ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้ตราสินค้าและฐานข้อมูลลูกค้าของตนเอง ด้วยการใช้ข้อมูลอย่างเข้าใจ โปร่งใส และสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาแพลตฟอร์มกับการรักษาฐานลูกค้าของตน เช่น แบรนด์เสื้อผ้าวินเทจใช้ QR Code เชื่อมลูกค้าเข้าสู่ระบบสมาชิกกว่า 3,000 รายโดยไม่ต้องพึ่งการโฆษณา        
E – Expansion Readiness & Regional Integration (สมรรถนะในการขยายและบูรณาการระดับภูมิภาค) ความสามารถในการเชื่อมโยงตลาดภูมิภาคและข้ามพรมแดนภายใต้กรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) โดยใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นเครื่องมือ แต่ผู้ประกอบการควรเลือกตลาดเป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์ และสร้าง “คู่มือเข้าสู่ตลาดรายประเทศ” (Country Playbook) ที่กำหนดราคา บรรจุภัณฑ์ ช่องทางสื่อ และกฎภาษีให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสินค้า คุณค่า และ ความโดดเด่นของตัวผู้ประกอบการเอง

กรอบทฤษฎีอีกหนึ่งชิ้นที่ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2025 คือผลงานของ Joel Mokyr จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ผลงานของเขาชี้ให้เห็นจากหลักฐานประวัติศาสตร์ว่า เทคโนโลยีจะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้จริงก็ต่อเมื่อสังคมนั้นมีพื้นฐานสามประการ ได้แก่ หนึ่ง องค์ความรู้และวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า สอง ความชำนาญเชิงเทคนิคของแรงงานและภาคธุรกิจ และสาม สถาบันและกติกาที่เอื้อให้นวัตกรรมเกิดขึ้นและแพร่กระจายไปได้อย่างกว้างขวาง

ดังนั้น นอกจากกรอบคิด PACE ที่มุ่งยกระดับสมรรถนะของผู้ประกอบการแล้ว ภาครัฐย่อมมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “โครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่” นั่นหมายถึง การที่รัฐต้อง ก้าวจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบนิเวศร่วม” ที่สร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เสริมขีดความสามารถของ SME และคุ้มครองผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างสมดุล
รัฐควรรักษาความสมดุลระหว่าง การกำกับดูแล (Regulation) และ การส่งเสริมอิสรภาพในการพัฒนาแพลตฟอร์ม (Enablement) เพื่อให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างนวัตกรรมและพัฒนาบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในระบบนิเวศแพลตฟอร์ม บทบาทการกำกับดูแลของภาครัฐควรประกอบด้วย 4 มิติหลักที่เรียกว่า LEAD ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ PACE ของผู้ประกอบการ” ดร.ศุภสัณห์ กล่าวเสริม

L – Linkage Creation (การเชื่อมโยงเพื่อความร่วมมือ) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาครัฐ ธุรกิจ และแพลตฟอร์ม ซึ่งประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นแล้ว เช่น การมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แต่ยังสามารถต่อยอดได้ เช่น การกำหนดให้แพลตฟอร์ม แจ้งผู้ขายล่วงหน้าเมื่อเปลี่ยนนโยบายที่ส่งผลต่อร้านค้า เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบนิเวศแพลตฟอร์ม
E – Empowerment through Competence (การเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ) การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการอบรม เครื่องมือ และแรงจูงใจทางภาษีให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อเสริมสมรรถนะด้านดิจิทัลและการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ให้ SME สามารถตัดสินใจและสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง

A – Adaptive Governance (การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและตอบสนองการเปลี่ยนแปลง) การสร้างกติกาที่ยืดหยุ่นและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ยกระดับจากการ “เปิดทางให้ขายได้” เป็น “ช่วยให้ผู้ประกอบการยืนได้ในฐานะแบรนด์ของภูมิภาค” ผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า บรรจุภัณฑ์ และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงข้อตกลงการค้าและสร้างภาพลักษณ์ “Thailand Trusted Source” เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย           

D – Distributed Trust (ความไว้วางใจแบบกระจาย) การสร้างความเชื่อมั่นด้วยกลไกที่กระจายศูนย์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ครอบคลุมข้อมูล สินค้า และสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มเพื่อตรวจจับสินค้าปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์แบบเรียลไทม์ ส่งเสริมแรงจูงใจด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน Eco-label Incentive และพัฒนา E-Trust Framework เพื่อรับรองแพลตฟอร์มที่โปร่งใสและปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามสะท้อนว่า ผู้ที่ยึดติดอดีตย่อมถูกแทนที่ด้วยผู้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักสำคัญสามข้อที่ผู้ประกอบการไทยต้องระวังซึ่งได้แก่ ยอดขายพุ่งแต่กำไรหาย ทำทุกช่องทางจนไร้โฟกัส และลงทุนเทคโนโลยีแต่กลับไม่มีคนใช้จริง ต้องสร้างสมรรถนะ 4 ด้าน ทั้งการใช้ข้อมูลอย่างรู้เท่าทัน การสร้างคุณค่าที่แตกต่าง การสร้างคุณค่าของแบรนด์และฐานข้อมูลลูกค้า รวมถึงการขยายสู่ภูมิภาคอย่างมีกลยุทธ์ ทั้งหมดจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อภาครัฐต่อยอดจากการกำกับดูแลที่มีอยู่เดิม เพื่อเชื่อมโยงและสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจในยุคดิจิทัลที่แข็งแรงและยืดหยุ่นได้อย่างยั่งยืน และแนวทางดังกล่าวยังช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้โดยตรง

“การขับเคลื่อนนโยบายทั้งสี่แนวทางจำเป็นต้องอาศัยการเติบโตร่วมกันอย่างเป็นระบบ(Co-evolutionary Growth) ระหว่างรัฐ เอกชน และแพลตฟอร์ม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดย บทบาทของรัฐ คือการสร้างกรอบนโยบายที่ชัดเจนแต่ยืดหยุ่น และเปิดกว้างให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายจากมุมมองด้านปัจจัยทางธุรกิจและคำนึงถึงผลกระทบของผู้ใช้งานปลายทางในระยะยาว บทบาทของเอกชน คือพัฒนาศักยภาพของคนและองค์กรให้พร้อมใช้เทคโนโลยีและข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด เพื่อให้รัฐและแพลตฟอร์มสามารถกำหนดทิศทางที่ตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจจริง รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจไทยและแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มดิจิทัล มีหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ เปิดเครื่องมือ ข้อมูล และระบบสนับสนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยยึดหลักธรรมาภิบาลข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาตนเอง ขยายศักยภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดโดยรวม หากทำได้ ประเทศไทยจะเปลี่ยนจาก ‘รัฐผู้อุดหนุน’ ไปสู่ ‘รัฐผู้สร้างสนามการเรียนรู้’ กล่าวคือเราจะสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานประเทศแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน เมื่อสำเร็จ อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่มีสัญญาณถดถอย จะพุ่งกลับขึ้นมาใกล้เบอร์ 1 ของอาเซียนอย่างสิงคโปร์ได้ในอนาคต” ดร.กิตติพงษ์ กล่าวสรุป

คุณแหน : 15 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 15 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 15 พฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน และ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (แมสคอม มช.) จัดงาน Afternoon Tea “ยังมีไออุ่น ให้หนุนพิง” ในโอกาส 60 ปี แมสคอม มช. 20 ปีที่มีบ้าน วันที่ 20 พ.ย.13.30-17.00 น. ณ 137 Pillars House ย่านวัดเกตุ จ.เชียงใหม่…พบกับ ไออุ่น แห่งมิตรภาพ ความผูกพัน ครูกับศิษย์ พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน หนุนพิงใจ..ในวันที่ยังมีกัน ในบรรยากาศสบายๆ เรียบง่าย อบอุ่น เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ แลกเปลี่ยน พูดคุย ย้อนเวลาแห่งสายใย ระลึกในพระคุณครู อาจารย์ และคณะการสื่อสารมวลชน บ้านที่เราภูมิใจ…โดยได้เรียนเชิญคณาจารย์อาวุโสร่วมงาน อาทิ รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์, ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ ,รศ.ธีรภัทร วรรณฤมล, อ.กัญญา ชมศิลป์ ฯลฯ ตลอดจนผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้มีคุณูปการต่อคณะการสื่อสารมวลชน พร้อมศิษย์เก่าทุกรุ่นร่วมงาน…ศิษย์เก่าแมสคอม มช.ที่สนใจเข้าร่วมงาน ติดต่อซื้อบัตรได้ที่เลขาฯ สมาคมฯโทร.09 3124 6494(บัตรมีจำหน่ายก่อนวันจัดงาน) ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้ทุน รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ ต่อไป…
  • ขอให้ข้อมูลสู่สาธารณะถึง “ทุน รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์” ว่า เริ่มต้นจากการจัดงานเกษียณของ รศ.สดศรี โดยลูกศิษย์ รวมตัวกัน จัดกิจกรรมแสดงมุทิตาจิต ต่อครู…ผู้สร้างคน…นับเป็นทุนที่เริ่มจากความตั้งใจ ของ รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีคนแรกของคณะฯ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษา ที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงส่งเสริมโอกาสให้นักศึกษาที่มีความสามารถได้ต่อยอดเรียนด้านนี้โดยเฉพาะ…ทุนดังกล่าว นับเป็นการส่งต่อ สายใยรักและผูกพันจากครูสู่ศิษย์ ,จากพี่สู่น้อง ,เพื่อพันธกิจในการสร้างผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารอย่างมีจริยธรรม และเท่าทัน เพื่อความยั่งยืนของคณะฯ ต่อไป…
  • สำหรับกำหนดการ พิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นคณะการสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2568 และกิจกรรมสานสัมพันธ์น้องพี่ จัดวันที่ 21 พ.ย. 9.00-16.00 น. ที่คณะการสื่อสารมวลชน มช…
  • ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ในข่าว อ.วรรณดี​ คันธวงศ์ วัย 104 ปี ปูชนียบุคคลของ รร.วัฒนาวิทยาลัย ได้ล่วงหลับไปอยู่กับพระเจ้าพระบิดาแล้ว เมื่อตอนสายของวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ รพ.กรุงเทพคริสเตียน​ พระบิดาได้มารับท่านไปอยู่ในพระนิเวศน์เรียบร้อยแล้ว​ ไม่มีความเจ็บปวด​ไม่มีความทุกข์ทางร่างกายใดๆเลย​มีแต่สันติสุขที่ท่านได้ถึงพระนิเวศน์ ​และพวกเราทุกจะเตรียมตัวไประลึกถึงท่านและไปร่วมนมัสการเพื่อระลึกถึงท่านด้วยความอาลัยในค่ำวันจันทร์หน้าโดยพร้อมเพรียงกัน ลานทิพย์ ทวาทศิน ผจก.รร.วัฒนาวิทยาลัย แจ้งข่าวมา…
  • กำหนดการ ฌาปนกิจศพ ศุทธิชัย บุนนาค อดีตผู้ช่วย กก.บมจ.อสมท. ,ผอ.สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท. ,อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ สปริงนิวส์ ช่อง 19 ศิษย์เก่าดีเด่น คณะวารสารศาสตร์ ฯ มธ. พิธีฌาปนกิจศพ จัดในวันที่ 15 พ.ย.16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดโสมนัสวิหาร กทม…
  • ส่วน พิธีฌาปนกิจศพ คุณแม่นิตยา ทองคำ มารดาของ ดร.ศุภวรรณ วงษ์ประยูร จัดไปเรียบร้อยแล้ว ที่ชุมพร…และ พิธีฌาปนกิจศพ พระต้น หลานวัย 63 ปีที่บวชเป็นพระมา 30 ปีแล้วของ วิบูลย์-ศิริพร จันทรางศุ ก็จัดการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน…
  • ไปส่ง น้องนพ -นพมงคล โสณกุล ณ อยุธยา ลูกชายคนโตเรียนที่ Harrow School แล้วพากันเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่อังกฤษต่อ นาเดีย เล่าเพื่อนๆว่า ไปเที่ยวคราวนี้ได้ช่างภาพประจำตัวคนใหม่คือ น้องโมนา-อภิญมงคล ลูกสาวคนเล็ก ที่ตามเก็บภาพคู่ คุณพ่อ-คุณแม่ ม.ล.อภิมงคล -นาเดีย ซึ่งได้ภาพถูกใจนางแบบ(คุณแม่)เป็นที่สุด !!…

บารอนเนส

อว.จับมือ GC เปิดโครงการ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

อว.จับมือ GC เปิดโครงการ 'จากครัว...สู่เครื่อง' ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

อว.จับมือ GC เปิดโครงการ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.19 น.

อว. เดินหน้านโยบาย Quick Win “มหาวิทยาลัยสีเขียว” จับมือ GC เปิดตัวโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” นำร่อง 20 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตั้งจุดรับน้ำมันพืชใช้แล้วมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบินยั่งยืน ชูเป็นกลไกสำคัญผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero

14 พฤศจิกายน 68 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดโครงการความร่วมมือนโยบาย Quick Win “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)” ภายใต้โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” การจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ระหว่างกระทรวง อว. ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายนิคม ปัญญาทวีกิจไพศาล รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงาน สถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วมพิธีพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และรับฟังบรรยายเกี่ยวกับโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” โดย คุณศุภฤกษ์ สุเสงี่ยม ผู้จัดการส่วนหน่วยงานเทคนิคโรงกลั่นน้ำมัน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ คุณสุจิตรา เตรยาวรรณ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอนไรส์ ไบโอ ซัพพลาย จำกัด ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (ถนนพระรามที่ 6)

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ผนึกกำลังกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ริเริ่มโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากครัวเรือนมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะดำเนินงานภายใต้นโยบาย “มหาวิทยาลัยสีเขียว” โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะแรก กระทรวง อว. จะสนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

“ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดการของเสีย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ (Learning by Doing) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและชุมชนได้สร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียว ต่อยอดสู่การสร้างรายได้ และผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน” ปลัดกระทรวง กล่าว

ด้าน นายณะรงค์ศักดิ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการนำร่องในจังหวัดระยอง ซึ่ง GC และพันธมิตรสามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ได้กว่า 7 ตัน นำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบินยั่งยืน (SAF) สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 2 แสนบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ GC จึงนำศักยภาพในการแปรรูปน้ำมันใช้แล้วมาผสานกับเครือข่ายของกระทรวง อว. เพื่อขยายผลสู่สถาบันการศึกษาและคนรุ่นใหม่ โดยจะร่วมกันจัดตั้งจุดรวบรวมน้ำมันในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในกลุ่มเยาวชน เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของภูมิภาคอาเซียน

โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ของ GC ที่สามารถผลิตได้ทั้ง SAF เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน

-(016)