บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนเสพย์ ‘Morlam Collective’ แรงบันดาลใจจากท่วงทำนอง ‘หมอลำ’

บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนเสพย์  ‘Morlam Collective’ แรงบันดาลใจจากท่วงทำนอง ‘หมอลำ’

บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนเสพย์ ‘Morlam Collective’ แรงบันดาลใจจากท่วงทำนอง ‘หมอลำ’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Khunsthalle) พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ใจกลางเยาวราช ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ก่อตั้งโดย คุณมาริษา เจียรวนนท์ ชวนคนรักงานศิลปะร่วมสมัย ร่วมชมการแสดง Morlam Collective ผลงานล่าสุดของ จิตติ ชมพี ผู้อำนวยการศิลป์ โครงการศูนย์ศิลปะการออกแบบท่าเต้นแห่งประเทศไทย (National Choreography Centre of Thailand Project, NCCT) ร่วมกับ อเล็กซ็องดร์ ฟองดาร์ (Alexandre Fandard) ศิลปินชาวฝรั่งเศสและนักออกแบบท่าเต้น ผู้หลงใหลการแสดงด้นสดผ่านท่าทาง (Gestural Improvisation) เพื่อสร้างพื้นที่ให้ศิลปินสำรวจ “ตัวตน” ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเป็นอิสระ เหมือนศิลปินกำลัง “วาดภาพสด” ผ่านท่าทางที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนเวที ผสานเข้ากับท่วงทำนองของหมอลำ

การแสดงแบ่งออกเป็น 2 ภาค เผยให้เห็นทั้งความต่างและการเชื่อมโยงระหว่าง “วัฒนธรรม” และ “การด้นสดผ่านท่าทาง” ได้อย่างมีชั้นเชิง

ภาค 1: ฟ้อนฝรั่งเศส (Fon Français)

เปิดม่านการแสดงด้วย “ฟ้อนฝรั่งเศส” การเต้นรำแบบร่วมสมัย ผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายที่มั่นคงและเป็นอิสระของ อเล็กซ็องดร์ เข้ากับท่วงทำนองหมอลำได้อย่างน่าทึ่ง สื่อถึงความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง ‘แรงตึง’ และ ‘การปลดปล่อย’ ราวกับอเล็กซ็องดร์กำลังสนทนาผ่านดนตรีหมอลำ ดูคล้ายกับการเข้าร่วมพิธีกรรม ‘ลำผีฟ้า’ เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จิตติ และ อเล็กซ็องดร์ ร่วมกันสร้างภาวะทรงร่วม (shared trance state) เขตแดนก้ำกึ่งระหว่างสองวัฒนธรรม ที่หลอมรวมกันเป็นพลังแห่งการเยียวยา การสั่นสะเทือน และความรู้สึกร่วมของผู้คน สะท้อนถึงความสำคัญของดนตรีหมอลำในฐานะ “ศิลปะแห่งการเยียวยาทางจิตใจและจิตวิญญาณ” ที่อยู่คู่วิถีชีวิตของชาวอีสานมานานหลายยุคสมัย

ภาค 2: ฟ้อนฝรั่ง (Fon Farang)

“ฟ้อนฝรั่ง” เป็นการสานต่อการวิจัยด้านการแสดงด้นสดผ่านท่าทางระหว่าง จิตติ กับกลุ่มศิลปินจากโครงการพัฒนางานออกแบบท่าเต้นในจังหวัดขอนแก่น โดยใช้หมอลำเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ผสมผสานเข้ากับการออกแบบท่าเต้นร่วมสมัย เกิดเป็น “บทสนทนาทางกายภาพ” ที่เชื่อมโยงขนบดั้งเดิมและความเปลี่ยนแปลงให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ในกระบวนการสร้างสรรค์ที่ยังคงเคลื่อนไหวไม่รู้จบ      

ผลงานทั้งสองภาคของ Morlam Collective จึงยกระดับดนตรีพื้นบ้าน ‘หมอลำ’ ให้เป็นมากกว่า “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่เป็น “ท่วงทำนองของชีวิตร่วมสมัย” ที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของชาวอีสานเข้ากับคลื่นลูกใหม่แห่งวงการศิลปะได้อย่างแยบยล

Morlam Collective เปิดการแสดงเพียง 2 รอบ ในวันจันทร์และอังคารที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.30 น. บัตรราคา 1,000 บาท และบัตร VIP (Performance & Book) ราคา 2,000 บาท  สำรองที่นั่งได้ที่ https://www.ticketmelon.com/unfoldingkafkafestival/MorlamCollective2025/ ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/BangkokKunsthalle/

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี แต่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325–พ.ศ. 2453) ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะเดียวกันจีนเองก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์ชิงสู่ความเสื่อมถอย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงมีลักษณะทั้งพึ่งพาและปรับตัวร่วมกัน ในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึง 4  มีการส่งทูตสยามไปจีนกว่า 56 ครั้ง คือเกือบทุกปี สินค้าส่งออกที่สำคัญของสยาม ได้แก่ ดีบุก กำยาน พริกไทย เครื่องเทศ ไม้หอม ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนคือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม มีการอพยพของคนจีนเข้ามาสยามจำนวนมาก

รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325–2352) : การสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน โดยส่งราชทูตไปเมืองจีนภายใต้ราชวงศ์ชิง ซึ่งยังคงมองไทยเป็นรัฐบรรณาการ ความสัมพันธ์จึงอยู่ในกรอบพิธีการ แต่เปิดโอกาสให้ไทยค้าขายกับจีนได้อย่างเสรี การค้าทางเรือระหว่างไทย–จีนเริ่มเฟื่องฟู โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจีน เช่น ผ้าไหม เครื่องลายคราม และการส่งออกสินค้าจากไทย เช่น ไม้หอม น้ำตาล และข้าว

รัชกาลที่ 2 – 3 (พ.ศ. 2352–2394) : ยุคทองของการค้าและการตั้งถิ่นฐานของชาวจีน มีการค้าทางเรือกับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ที่มีการส่งเรือหลวงไปค้าขายกับจีนหลายครั้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชายทะเล เช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการค้า การผลิต และการขนส่ง เช่น การเป็นนายอากร การตั้งโรงงาน และการค้าข้าว มีการสร้างวัดจีนในกรุงเทพฯ เช่น วัดโพธิ์แมนคุณาราม และวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)

รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394–2411) : จีนในยุคนี้เริ่มอ่อนแอจากสงครามฝิ่นและการถูกบังคับให้เปิดประเทศ ชาวจีนในไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากขึ้น เช่น การตั้งบริษัท การธนาคาร และหนังสือพิมพ์จีน

รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411–2453) :  ความสัมพันธ์กับจีนในยุคนี้เปลี่ยนจากระบบบรรณาการเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตย โดยมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตและการค้าอย่างเสรี    ชาวจีนในไทยมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจใหม่ เช่น  การผูกขาดการเก็บภาษีอากร   ตั้งโรงสี โรงเลื่อย  การตั้งห้างร้าน การลงทุนในอุตสาหกรรม และการเป็นนายทุนในระบบธนาคาร  และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เช่น การแปลวรรณกรรมจีนเป็นไทย และการจัดงานเทศกาลจีนในไทย  

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

‘ขวัญเรือน ตู้พระโบราณจิตรกรรมไทย’ ผลงานทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

‘ขวัญเรือน ตู้พระโบราณจิตรกรรมไทย’ ผลงานทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

‘ขวัญเรือน ตู้พระโบราณจิตรกรรมไทย’ ผลงานทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Thai Craft Studio  ชวนร่วมชื่นชมความวิจิตรของงานศิลป์ไทยในนิทรรศการ “ขวัญเรือน – ตู้จิตรกรรมไทย” ผลงานที่สะท้อนคุณค่าและความงดงามของหัตถศิลป์ไทย ถ่ายทอดเรื่องราวและลวดลายโบราณด้วยฝีมือช่างรุ่นใหม่ที่ยังคงยึดมั่นในภูมิปัญญาไทยและจิตวิญญาณแห่งศิลปะอย่างแท้จริง จัดแสดง ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

นิทรรศการ “ขวัญเรือน” ถ่ายทอดแนวคิดแห่งความอบอุ่นและสิริมงคลของ “บ้าน” ผ่านศิลปะบนตู้ไม้ไทยโบราณ โดยชื่อ “ขวัญเรือน” มาจากคำว่า “ขวัญ” หมายถึงยอดกำลังใจของบ้าน นำพาความเจริญรุ่งเรืองและสิริมงคล ส่วน “เรือน” หมายถึงบ้านเรือนที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นและความเป็นมงคลในชีวิตประจำวัน “ขวัญเรือน” จึงไม่ใช่เพียงตู้ไม้ แต่เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตใจของคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง

ผลงานในนิทรรศการนี้นำเสนอ “ตู้พระไทยโบราณ” ที่ผสมผสานศิลปะและความเชื่อแบบไทยอย่างประณีต ผ่านสีสันและลวดลายบนตู้ไม้ ที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงความเฟื่องฟูของสังคมไทยในอดีต และอิทธิพลจากศิลปินต่างชาติที่เข้ามาทำงานและค้าขายในประเทศ จนเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ที่หลอมรวมเป็นศิลปะแบบไทยร่วมสมัย

‘MIRROR HOUSE’ ประตูสู่จักรวาลความคิดของ ‘อารุตะ ซุป’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยโดยศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่น

‘MIRROR HOUSE’ ประตูสู่จักรวาลความคิดของ ‘อารุตะ ซุป’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยโดยศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่น

‘MIRROR HOUSE’ ประตูสู่จักรวาลความคิดของ ‘อารุตะ ซุป’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยโดยศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดให้ชมแล้ว “MIRROR HOUSE” นิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญในประเทศไทยของ “อารุตะ ซุป” (Aruta Soup) ศิลปินสตรีทอาร์ตจากญี่ปุ่น ที่จะจัดแสดง ณ Maison JE Bangkok ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2565

ศิลปินสตรีทอาร์ตจากญี่ปุ่น “อารุตะ ซุป” (Aruta Soup)

จักรวาลของ “อารุตะ ซุป”

MIRROR HOUSE เป็นประตูสู่จักรวาลความคิดของอารุตะ ซุป นิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างชีวิต ผู้คน และเหตุการณ์รอบตัว ผ่านลายเส้นอิสระ สีสันโดดเด่น และพลังความสนุกในสไตล์กราฟฟิตี้ พร้อมตัวละครกระต่ายพันผ้าพันแผล “ZERO” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่

ศิลปินได้เปิดเผยถึงปรัชญาเบื้องหลังการสร้างสรรค์ของเขาว่า “ฉันเชื่อว่าเส้นทางสู่โลกในอุดมคติไม่เคยเป็นเส้นตรงสายเดียว แต่คือกลุ่มดวงดาวแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่มีสิ้นสุด  ร้านค้าที่เราแวะเข้าไปโดยบังเอิญ หนังสือที่หยิบขึ้นมาอ่านอย่างไม่ตั้งใจ หรือเพื่อนที่ได้พบอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปหลายปี ช่วงเวลาเล็กๆ ที่ดูเหมือนบังเอิญเหล่านี้ อาจค่อยๆ ทำงานอยู่ในห้วงลึกของจิตใต้สำนึก คอยนำพาเราไปสู่ความปรารถนาอันลึกที่สุดของเรา

แม้บางครั้งการเลือกของเราจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมีเจตนา แต่ความจริงกลับถูกถักทอขึ้นจากการตัดสินใจนับไม่ถ้วนที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นปัจจุบัน และเมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนไร้ความหมาย ก็มักเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

ทุกสิ่ง เหตุการณ์ สรรพชีวิต และสิ่งของ ต่างเชื่อมโยงกันผ่านสายใยที่มองไม่เห็นและก่อรูปโลกใบนี้ขึ้นมา”

“ZERO” สัญลักษณ์แห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่

หัวใจสำคัญของผลงานใน MIRROR HOUSE โดย อารุตะ ซุป คือ ZERO กระต่ายที่พันด้วยผ้าพันแผล

“ตัวละคร “ZERO” ของฉันคือผู้บันทึกเศษเสี้ยวในชีวิตประจำวัน ถ่ายทอดความรู้สึกของการเชื่อมโยงที่มองไม่เห็นนั้นออกมา” ศิลปิน กล่าว

จากเงาที่เคยเลียนแบบมนุษย์ เขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่จากโลกที่แตกสลาย ตัวละครนี้ปรากฏซ้ำในผลงานของอารุตะ ซุป ในฐานะภาพแทนของความแข็งแกร่งของมนุษย์ ในยุคข้อมูลข่าวสาร แม้จะบอบช้ำอยู่เสมอ แต่ก็สามารถฟื้นคืนและเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ทั้งยังสะท้อนภาวะสองขั้วของมนุษย์ ที่ต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน และก้าวผ่านด้วยความหวังซึ่งไม่อาจอธิบายได้

สำหรับศิลปินแล้ว กระต่ายพันผ้าพันแผลไม่ใช่เพียงคาแรกเตอร์ แต่เป็นเหมือนเพื่อนทางจิตวิญญาณและสิ่งยึดเหนี่ยวที่เขาหวนกลับมาหาเสมอในแต่ละช่วงชีวิต

ลายเส้นอิสระ… กราฟฟิตี้สู่โลกภายใน

ด้วยลายเส้นที่เป็นอิสระ สีสันอันโดดเด่น และพลังความสนุกในสไตล์กราฟฟิตี้ นิทรรศการนี้ชวนผู้ชมออกสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในอันคาดเดาไม่ได้ เพื่อค้นหาความหมายและสายใยเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกมิติของชีวิต

แม้ศิลปะแนวกราฟฟิตี้มักถูกมองว่ามีลักษณะแบนราบหรือลวดลายซ้ำๆ แต่ อารุตะ ซุป ได้ท้าทายขอบเขตเหล่านั้นด้วยแนวทางที่ยึดมั่นกับจิตวิญญาณของวิจิตรศิลป์ ผ่านลายเส้นพลิ้วไหวและความเชี่ยวชาญในการใช้สีซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ส่วนตัวของเขา และในยุคดิจิทัลนี้ อารุตะ ซุป ยังคงมุ่งสำรวจคุณค่าของการสร้างสรรค์ด้วยมือ ตัวละครที่อบอุ่นและเข้าถึงง่าย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาฝีมือของเขาอย่างต่อเนื่อง

จากลอนดอนสู่แนวหน้าสตรีทอาร์ตญี่ปุ่น

อารุตะ ซุป เกิดที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะย้ายไปใช้ชีวิตและศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรตั้งแต่อายุ 17 ปี ที่ Camberwell College of Arts ในลอนดอน

เขาได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากวัฒนธรรมคลับและกราฟฟิตี้ในย่านอีสต์ลอนดอน ซึ่งหล่อหลอมให้ผลงานของเขามีแนวทางเฉพาะตัว ผลงานของเขามักจะสะท้อนสภาพจิตใจของผู้คนและประเด็นทางสังคมร่วมสมัย ทั้งในแง่มุมที่จริงจัง ลึกซึ้ง และแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันเฉพาะตัว

นับตั้งแต่กลับสู่ญี่ปุ่นในปี 2012 อารุตะ ซุป ได้จัดแสดงงานเดี่ยวและเข้าร่วม Art Fair ในหลายประเทศอาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน รวมถึงความร่วมมือกับแบรนด์ดัง เช่น Medicom Toy และ CASETiFY

อารุตะ ซุป เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการผสมผสานวัฒนธรรมอนิเมะเข้ากับอารมณ์ขันแบบอังกฤษอย่างมีเอกลักษณ์ ปัจจุบันเขาอยู่ภายใต้การดูแลของ Whitestone Gallery แกลเลอรีชั้นนำของเอเชีย โดยเฉพาะด้านศิลปะญี่ปุ่นร่วมสมัย ซึ่งตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะศิลปินร่วมสมัยที่เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จในระดับสากล

นิทรรศกา MIRROR HOUSE: Aruta Soup Solo Exhibition in Thailand จัดแสดงที่ Maison JE Bangkok ถนนสุรวงค์  ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม 2025 เวลา11.00 – 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 096 221 1646 Instagram: @maisonje_bkk / Facebook: maisonjebangkok  เว็บไซต์: www.maisonje.com

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’  ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การทำความดีนอกหน้าที่ คือการกระทำที่เกินกว่าหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ หรือเกินกว่าธรรมเนียมปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น แม่เลี้ยงลูก ลูกดูแลพ่อ คนเก็บขยะเก็บขยะ ตำรวจจับผู้ร้าย หรือชาวนาทำนา — ทั้งหมดนี้คือ “หน้าที่”

แต่ถ้าคนเก็บขยะช่วยแจ้งเบาะแสจับโจร ตำรวจช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว หรือแม่พาลูกไปปลูกต้นไม้ที่วัด — สิ่งเหล่านี้คือ “ความดีนอกหน้าที่”  เป็นการขยายขอบเขตของความรับผิดชอบด้วย “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ “หน้าที่”

วิธีทำความดีนอกหน้าที่ เพื่อถวายพระพันปีหลวง

1. บริจาคหัวใจและอวัยวะให้สภากาชาดไทย หลังเสียชีวิต โดยลงทะเบียนผ่านโทรศัพท์มือถือ — เพื่อสืบต่อชีวิตและประโยชน์แก่ผู้อื่น

2. สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย เช่น ผ้าทอ เครื่องจักสาน หรือของพื้นบ้าน เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ช่างฝีมือในท้องถิ่น

3. ปลูกต้นไม้ยืนต้น กี่ต้นก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เพื่อสร้างร่มเงาและความร่มเย็นให้แผ่นดิน

4. แบ่งปันแรงบันดาลใจ โดยรายงานหรือโพสต์ภาพการทำความดีลงในไลน์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อให้เพื่อน ๆ ร่วมอนุโมทนา และเกิดแรงใจทำตาม

การทำความดีนอกหน้าที่ คือการเลือก “ทำสิ่งดี” โดยไม่รอคำสั่ง ไม่รอผลตอบแทน   เป็นดอกไม้แห่งความงามที่บานจากใจของผู้ให้

คุณเองก็สามารถเริ่มได้ทันที —

เพียงฟังเสียงเล็ก ๆ ในใจที่บอกว่า “สิ่งนี้…ดี”

Series: ‘Flowers of Goodness’ How to Do Good Deeds Beyond Duty.

Doing good deeds beyond duty means going beyond one’s assigned responsibilities or daily norms. For example, a mother raising her child, a child caring for their father, a garbage collector collecting trash, a police officer catching criminals, or a farmer working the fields — these are all considered “duties.”

But if a garbage collector helps report a criminal, a police officer helps a farmer harvest rice, or a mother takes her child to plant trees at a temple — these are acts of “goodness beyond duty.” They expand the boundaries of responsibility through the heart, not just through obligation.

Ways to Do Good Beyond Duty in Honor of Her Majesty the Queen Mother

1.  Register to donate your heart and organs to the Thai Red Cross Society after death via mobile phone — to extend life and benefit others.

2.  Buy Thai artisanal and handicraft products such as woven fabrics, basketry, or local goods — to help generate income for local artisans.

3.  Plant perennial trees — any number, anywhere — to offer shade and serenity to the land.

4.  Share inspiration by reporting or posting photos of your good deeds on LINE or Facebook — so friends can rejoice and be encouraged to follow.

Doing good beyond duty is choosing to “do what’s right” without waiting for orders or rewards. It is a flower of beauty blooming from the giver’s heart.

You can begin right now —

Just listen to the quiet voice inside that says, “This… is good.”

By Artorn Chandavimol

โดย อาทร จันทวิมล

‘งานภริยาทูต’ สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สนับสนุนคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน

‘งานภริยาทูต’ สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สนับสนุนคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน

‘งานภริยาทูต’ สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สนับสนุนคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สำหรับงานการกุศลแห่งปี “70th YWCA Diplomatic Charity Bazaar” มหกรรมของขวัญและสินค้านานาชาติจากกว่า 43 ประเทศทั่วโลก กว่า 200 บูธ คัดสรรโดยคณะภริยาทูตจากนานาประเทศ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานในหลายวาระ และพระราชทานแรงบันดาลพระทัยอันล้ำค่าให้กับคณะผู้จัดงาน  ซึ่งมุ่งมั่นดำรงเจตนารมณ์แห่ง “การให้ด้วยรัก” มาอย่างต่อเนื่อง

งานการกุศล 70th YWCA diplOmatic Charity Bazaar ร่วมจัดโดย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, คณะภริยาทูตประจำประเทศไทย และสมาคมไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ   ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อการจัดงานบาซาร์การกุศลตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมพลังเด็กและเยาวสตรี ผ่านกิจกรรมจากร้านในบูธของ สมาคม YWCA รายได้สมทบโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและกิจกรรมสาธารณกุศล ช้อปสินค้าและของขวัญพรีเมียมนานาชาติ จากกว่า 43 ประเทศทั่วโลก กว่า 200 บูธ คัดสรรเป็นพิเศษโดยคณะภริยาทูต พร้อมเสิร์ฟสินค้าและอาหารนานาชาติจากทั่วทุกมุมโลก รายได้จากการจำหน่ายบัตรและการออกร้านภายในงาน จะนำไปใช้เพื่อพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กและผู้ด้อยโอกาส 

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ที่ปรึกษา บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด พร้อมด้วย มาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย (Mrs.Tala Slim Dionisi) ประธานการจัดงานลานทิพย์ ทวาทศิน นายกสมาคมไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ และประธานร่วมฯพณฯ มิลลิเซนต์ ครูซ ปาเรเดส เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์  มิสเตอร์คาร์เตอร์ ซวน ดวง คู่สมรสเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์  พิมพ์พร งามขจรวิวัฒน์ Asset Director and Head of Business Transformation ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชนะศักดิ์ นิยะถิระกุล Head of Regional Marketing ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมงาน

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ที่ปรึกษา บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า งาน YWCA diplOmatic Charity Bazaar จัดขึ้นเป็นปีที่ 70 นับเป็นการเริ่มต้นเทศกาลส่งท้ายปีและการให้ที่ยิ่งใหญ่ เนรมิตทั่วพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ให้เป็นตลาดคริสต์มาส โดยงาน YWCA จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองคริสต์มาสและได้ตั้งชื่องานว่า “คริสต์มาสบาซาร์” โดยเริ่มจัดขึ้นในปี 1953 โดยมีการเปลี่ยนจัดงานหลายสถานที่ เริ่มที่สมาคม ไว ดับยู ซี เอ ถนนสาทร, ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  จากนั้นทาง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านสถานที่จัดงาน  เริ่มที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว จัดงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 แล้วย้ายมาที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ปีนี้จึงมีการสนับสนุนพื้นที่จัดงานเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เพื่อนำรายได้จากการจัดงานไปสนับสนุนโครงการการกุศลต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กและสตรี ต่อไป

มาดามทาลา ดิโอนิซี ภริยาเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย ประธานการจัดงาน 70th YWCA diplOmatic Charity Bazaar กล่าวว่า ปีนี้เราได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานอย่างคับคั่ง มีสินค้าพรีเมียมนานาชาติคุณภาพดีกว่า 43 ประเทศทั่วโลก กว่า 200 บูธ เพื่อสานต่อความสำเร็จในการจัด International Food Zone ที่ชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ความอร่อยสุดพิเศษที่ยกขบวนความอร่อยมาให้ได้ลิ้มลองในงานนี้กันโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรอกเยอรมัน ครัวซองต์ฝรั่งเศส รามยอนเกาหลี ข้าวมันไก่สิงคโปร์ ไวน์ชั้นดี จาก อาร์เจนตินา ชิลี ฝรั่งเศส โปรตุเกส โรมาเนีย แอฟริกาใต้ สเปน เบเกอรี่จากสถานทูตและโรงแรมชั้นนำ 

นางสาวลานทิพย์ ทวาทศิน นายกสมาคม ไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ และประธานร่วมการจัดงาน 70th YWCA diplOmatic Charity Bazaar กล่าวว่า  ภริยาทูตแต่ละประเทศ ได้คัดสรรสินค้า Cultural & Festival ขึ้นชื่อมาให้เลือกช้อป บางรายการไม่สามารถหาซื้อได้ในซูเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ในแต่ละปีได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งปีที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ประสบความสำเร็จจากการจัดงานบาซาร์ โดยมีรายได้จากการจัดงานกว่า 7.5 ล้านบาท สิ่งที่ทางสมาคมฯ เห็นความสำคัญคือการช่วยเหลือการกุศลแก่ เด็ก ผู้ด้อยโอกาส ทางสมาคมฯ จึงนำรายได้จากการจัดงานไปสนับสนุน 66 โครงการ อาทิ กองทุนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, มูลนิธิชัยพัฒนา,มูลนิธิราชประชานุเคราะห์, มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ-บ้านพักพิง เป็นต้น โดยเน้นในด้านสุขอนามัย ให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงการพัฒนาปรับปรุงห้องน้ำ สนามเด็กเล่น อาคารเรียน สนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนแก่โรงเรียนในจังหวัดต่างๆ และรายได้จาการจัดงานในปีนี้ก็จะสานต่อความเหลือด้านการกุศลเช่นที่ผ่านมา

คุณแหน : 14 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 14 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 14 พฤศจิกายน 2568

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย แจ้งยังคงจัดงานกาชาดประจำปี 2568 โดยปรับรูปแบบการจัดงานในห้วงเวลาของการถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” 11-21 ธ.ค. ณ สวนลุมพินี เวลา 11.00-22.00 น. และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ www.iredcross.org..
  • ชวน หลีกภัย ไปมอบภาพวาดลายเส้นบนแผ่นไม้กระเบื้องหลังคาตึกโดม ซึ่งเป็นผลงานที่ได้วาดขึ้นในโอกาสที่ กองทุนทำบุญวันเกิด ม.ธรรมศาสตร์ ได้นำแผ่นไม้หลังคาตึกโดมเก่าก่อนการปรับปรุง มาขอให้วาดภาพลายเส้นบนแผ่นไม้เพื่อนำไปประมูลหารายได้ให้กองทุนฯ มอบเป็นทุนสนับ สนุนการศึกษาแก่นักศึกษา ซึ่งมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ได้เป็นผู้ประมูลภาพดังกล่าวไป..
  • ภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย สุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล และผู้แทนจากกองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สนง.เศรษฐกิจอุตสาหกรรม เข้าพบเพื่อหารือกับ ดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Future Investment Initiative ครั้งที่ 9..
  • สมาพันธ์สภาวิชาชีพ 12 สภาวิชาชีพ เข้าร่วมยินดีกับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. คนใหม่ และร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการศึกษาทางวิชาชีพที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ โดยมี ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม ร่วมด้วย..
  • ข่าวน่ายินดีของ นอ.(พิเศษ) นพ. ไพศาล-พญ.นันทิยา จันทรพิทักษ์ ที่บุตรี น.ท.หญิง พญ.นภอร จันทรพิทักษ์ จะฉลองสมรสพระราชทานกับ วรพล อินทุลักษณ์ บุตร วรพจน์ อินทุลักษณ์ ณ ห้องฮาร์โมนี แกรนด์บอลรูม รร. เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ 23 พย. 11.00 น…
  • นราพัฒน์ แก้วทอง เผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าการที่ตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อปชช.และประเทศชาติ..
  • ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ซีอีโอ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER)  ช่วงนี้เดินสายรับรางวัล ล่าสุดคว้ารางวัล Best CEO Award รางวัลผู้บริหารสูงสุดที่มีผลงานโดดเด่นในงาน IAA Awards for Listed Companies 2025 กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร จาก สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน..
  • ประภาพรรณ พิชัยคำ บจ.เพาเวอร์เทค เอ็นจิ้น แอสเซมบลี และ อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ได้ร่วมบริจาคกล้องผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องความละเอียดสูง พร้อมระบบสร้างภาพด้วยเทคนิคการเรืองแสงและเครื่องมือตัดเลาะเนื้อเยื่อเย็บปิดหลอดเลือด ให้แก่ รพ. กำแพงเพชร โดยมี พญ.อังคณา อุปพงษ์ รับมอบ..
  • โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น รับเชิญบรรยายเรื่องการใช้เทคโนโลยีทางการตลาด ให้หลักสูตร Digital JumpStart รุ่นที่ 3..
  • อนุโมทนาบุญกับ วราภรณ์ โอสถาพันธุ์ ที่ Kubota Farm ได้มอบผลิตผล เช่น ข้าวโพดหวาน ผักบุ้ง ผักกาดหอม รวมกว่า 400 กก. และไข่ไก่  มอบให้น้องๆเยาวชนผู้พิการของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ..
  • ธ.ก.ส. แจ้งไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้ลูกค้าผ่านข้อความในช่องทางออนไลน์  ไม่คลิก ไม่กรอกข้อมูล แม้จะเป็นหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลจากธนาคาร (เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสวมรอยส่ง E-mail หลอกลวง จากมิจฉาชีพ) หากสงสัยว่าข้อความหรืออีเมลนั้นเป็นของจริงหรือไม่ หรือแจ้งเหตุภัยทางการเงินจากมิจฉาชีพ ติดต่อ ธ.ก.ส. ใกล้บ้าน หรือโทร 02-555-0555 กด 111..

น้องใหม่

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวันเปิดฉากที่กรุงเทพฯ ภาพยนตร์เรื่อง “Story of A Small Town” บทเพลงของเติ้งลี่จวิน ชวนคนไทยย้อนคิดถึงความทรงจำที่สวยงาม

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวันเปิดฉากที่กรุงเทพฯ ภาพยนตร์เรื่อง “Story of A Small Town” บทเพลงของเติ้งลี่จวิน ชวนคนไทยย้อนคิดถึงความทรงจำที่สวยงาม

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวันเปิดฉากที่กรุงเทพฯ ภาพยนตร์เรื่อง “Story of A Small Town” บทเพลงของเติ้งลี่จวิน ชวนคนไทยย้อนคิดถึงความทรงจำที่สวยงาม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.35 น.

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 (Taiwan Documentary Film Festival in Thailand 2025) หรือ TDFF 2025 จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย (สำนักงานฯ) และ Documentary Club เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการในตอนเย็นวันที่ 12 พฤศจิกายน ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน นายปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานฯ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน โดยได้พบปะพูดคุยกับผู้คนที่ทำงานด้านภาพยนตร์ ศิลปิน และผู้ที่ชื่นชอบภาพยนตร์ชาวไทย ในบรรยากาศที่คึกคักและเต็มไปด้วยความอบอุ่น

โดยในพิธีเปิดงาน รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ผู้กำกับภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ” และ วัลลภ รุ่งกำจัด นักแสดงชาวไทยที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ไต้หวัน “Mongrel” ในเทศกาล Taipei Film Festival ครั้งที่ 27 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เดินทางมาร่วมในพิธีด้วย  

นายปีเตอร์ หลัน กล่าวในพิธีเปิดว่า ภาพยนตร์ไทยและไต้หวันเต็มไปด้วยอิสรภาพ ความหลากหลาย และความคิดสร้างสรรค์ ภาพยนตร์ไทยได้รับความนิยมในไต้หวันอย่างมากมาโดยตลอด โดยเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้สำนักงานฯ ร่วมกับ Documentary Club นำเสนอผลงานภาพยนตร์ไต้หวันทั้งภาพยนตร์คลาสสิกและร่วมสมัย จำนวน 12 เรื่อง ภาพยนตร์ที่ฉายในพิธีเปิดคือเรื่อง “Taipei Story” เป็นผลงานของเอ็ดเวิร์ด หยาง (Edward Yang) ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงระดับสากล และนักแสดงนำชายรับบทโดยโหวเซี่ยวเสียน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ผู้ชมสามารถสัมผัสสไตล์การสร้างภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่มของปรมาจารย์ด้านภาพยนตร์สองคนได้ในภาพยนตร์เรื่องเดียว นอกจากนี้ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Story of A Small Town” ยังเป็นเพลงชื่อเดียวกับบทเพลงที่ขับร้องโดยเติ้งลี่จวิน นักร้องขวัญใจผู้ชมชาวไทย เชื่อว่าทำนองที่นุ่มนวลและกินใจจะทำให้หลายคนหวนรำลึกถึงเติ้งลี่จวินและช่วงเวลาในยุคสมัยนั้น

ภาพยนตร์ทั้ง 12 เรื่องที่คัดสรรมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้ ล้วนเป็นภาพยนตร์และสารคดีที่ได้รับการยกย่องและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ผู้ชมในไทยนอกจากจะได้ชมผลงานของปรมาจารย์ด้านภาพยนตร์เรื่อง “Taipei Story” ของเอ็ดเวิร์ด หยาง (Edward Yang) “The River” ของไฉ้หมิงเลี่ยง (Tsai Ming-Liang) และ“Story of a Small Town” ของหลี่สิง (Li Hsing) แล้ว ยังมีผลงานใหม่ของผู้กำกับหลินซูอวี่ (Lin Shu-yu) เรื่อง “Yen and Ai-Lee” ที่ได้รับรางวัลมากมายจากรางวัลม้าทองคำ (Golden Horse Awards) ไต้หวันเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น ในส่วนของภาพยนตร์สารคดีมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางสังคมและประเด็นด้านมนุษยธรรม ทั้งเรื่องครอบครัว ความเชื่อ แรงงานข้ามชาติและประเด็นทางเพศ ภาพยนตร์แต่ละเรื่องล้วนเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่เคยได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหรือรางวัลด้านสารคดีจากไต้หวัน เช่นภาพยนตร์สารคดีที่นำเสนอภาพความเป็นจริงของชีวิตชายขอบของแรงงานข้ามชาติ เรื่อง “Taman-taman (Park)” ที่เพิ่งได้รับรางวัล Award of Excellence สาขา International Competition จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติยามากาตะ (Yamagata) ผลงานของผู้กำกับซูอวี้เสียน (So Yo-hen) ซึ่งจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมเสวนากับผู้ชมหลังฉายภาพยนตร์ในเทศกาลครั้งนี้ด้วย

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลาไปจนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน นายปีเตอร์ หลันแสดงความขอบคุณแฟนภาพยนตร์ชาวไทย Documentary Club ที่ให้การสนับสนุน รวมถึง untitled for film (เชียงใหม่) a.e.y Space (สงขลา) Berng Nang Club (ขอนแก่น) ที่ให้ความร่วมมืออำนวยสถานที่อันดี หวังว่าพลังของภาพยนตร์จะทำให้ชาวไทยและไต้หวันชื่นชม เข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

APEX Hospital & Clinics จัดงาน ‘APEX Deal of The Year’

APEX Hospital & Clinics จัดงาน 'APEX Deal of The Year'

APEX Hospital & Clinics จัดงาน ‘APEX Deal of The Year’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

ภายในงานยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ APEX ในการคัดสรรนวัตกรรมความงามที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก มามอบให้กับลูกค้าชาวไทยก่อนใคร ด้วยมาตรฐานความงามระดับสากลที่ APEX ยึดมั่นมาโดยตลอด ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญจาก พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) APEX Hospital & Clinics

พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศเกาหลี “OligioX” โปรแกรมยกกระชับใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เย็น ยก ยุบ นาน” ที่ตอบโจทย์การยกกระชับผิวอย่างปลอดภัย เห็นผล และมีประสิทธิภาพสูงโดยไม่ต้องพักฟื้นงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลาน Promotion Zone B ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยภายในงานได้รับความสนใจจากทั้งสื่อมวลชน แขกผู้มีเกียรติ รวมถึงผู้ที่รักความงามอย่างคับคั่งทั้งชาวไทยและต่างชาติพิธีเปิดงานเริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากเหล่านางแบบ–นายแบบเวที THAI FACE TOP MODEL Organized by LettersAround ที่มาร่วมถ่ายทอดความงามในมิติใหม่ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนาพิเศษ โดยได้รับเกียรติจากดร.พลอย พชรพร พิจารณากุล Brand Director, APEX Hospital & ClinicsMr. ไอแซค จาง (Isaac Zhang) General Manager, บริษัท วอนเทค เอเชียคุณรัตมา กำธรเจริญ Business Director, บริษัท วอนเทค เอเชีย และคุณหมอโอ พ.ญ.จิรา คุณากรวงศ์ (ว. 41082) ตัวแทนทีมแพทย์จาก APEX Hospital & Clinicsร่วมพูดคุยถึงแนวคิดด้านเทรนด์ความงามที่สอดคล้องกับกระแสโลกในเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งยกระดับเทคโนโลยี RF (Radio Frequency) สู่มิติใหม่ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสบายระหว่างทำ และความปลอดภัยสูงสุด ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า APEX ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพักฟื้น ภายใต้คอนเซ็ปท์ “APEX สวยไม่เสี่ยง” อย่างแท้จริงพร้อมเผยโฉมเทคโนโลยีความงามจากประเทศเกาหลีโปรแกรม “OligioX” — นวัตกรรมยกกระชับแห่งยุคที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย โดย APEX Hospital & Clinics ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำในการเปิดตัว First Launch ในประเทศไทย และเตรียมพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นี้บรรยากาศภายในงานยังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากสองนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “อั๋น – อัครพรรฒ บุนนาค” จากซีรีส์ Dangerous Queen คนโปรดของควีน ทางช่อง 7HD และ “นีฟ – รัฐนันท์ สุขอุบล” จากซีรีส์ คุณยมทูต ทางช่อง 3HD ที่มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมเผยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวและเทคโนโลยีความงามที่ทั้งสองให้ความสนใจจาก APEX อีกด้วย

APEX Hospital & Clinics ยังคงตอกย้ำจุดยืนในฐานะ “ศูนย์ความงามครบวงจร” ที่ผสานศาสตร์แห่งความงามและสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน  ครอบคลุมบริการตั้งแต่นวัตกรรมยกกระชับ ฉีดผิว และปรับรูปหน้าโปรแกรมเลเซอร์งานผิว ดูแลปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยสิวเลเซอร์กำจัดขน การดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน ด้วยเทคโนโลยีลดไขมันมาตรฐานสากลโปรแกรมเวชศาสตร์ชะลอวัย (Wellness & Longevity) ฟื้นสมดุลสุขภาพจากภายในศัลยกรรมตกแต่งโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ครอบคลุมการดึงหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน และหัตถการเฉพาะด้านโดยทุกบริการอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือรับสิทธิพิเศษในแคมเปญ “Deal of The Year 2025” ได้ที่ APEX Hospital & Clinics ทุกสาขาทั่วประเทศหรือ LINE Official: @apexbeauty หรือ https://www.apexmedicalcenter.co.th/

นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.47 น.

เพื่อแสดงความอาลัยและเทิดพระเกียรติ นิตยสารแพรว โดยบริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป จัดทำนิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568  “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” ปกพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รวบรวมพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย จะสถิตอยู่ในใจของปวงชนตราบนิรันดร์

อัฐมาภรณ์ อัมระปาล บรรณาธิการบริหาร นิตยสารแพรว เผยว่า“นิตยสารแพรวร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มายาวนานกว่า 70 ปี

โดยได้จัดทำนิตยสารแพรวฉบับพิเศษ “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” รวบรวมภาพพระฉายาลักษณ์อันงดงามของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พวกเราคนไทยจะรู้สึกภาคภูมิใจที่มีสมเด็จพระราชินีที่ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ด้วยทรงมีพระสิริโฉม และพระราชจริยวัตรงดงาม พร้อมด้วยพระราชประวัติ พระอัจฉริยภาพ                             พระราชกรณียกิจสำคัญต่างๆ ที่ประจักษ์แก่สายตาปวงชนชาวไทยและชาวโลก อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงโครงการในพระราชดำริฯ และพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ ซึ่งเปิดให้สั่งจองแล้วที่ร้านนายอินทร์ รายได้จากการขาย โดยไม่หักค่าจัดทำ มอบให้สภากาชาดไทย

“สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” นิตยสารแพรวฉบับพิเศษเดือนธันวาคม 2568 ปกพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้  โดยไม่มีโฆษณาใดๆ มีให้เลือกสั่งจอง แบบปกอ่อน ราคา 299 บาท และ ปกแข็งบรรจุกล่อง ราคา              475 บาท  ที่ร้านนายอินทร์ทุกสาขา หรือที่ https://bit.ly/naiin_praew1025 และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 เริ่มจัดส่งนิตยสารวันที่ 25 ธันวาคมเป็นต้นไป

#PraewDec25 #Praewmag