ปิดฉาก! ‘Pet Fair South East Asia 2025’ ขึ้นแท่นศูนย์กลางธุรกิจสัตว์เลี้ยงโลก

ปิดฉาก! 'Pet Fair South East Asia 2025' ขึ้นแท่นศูนย์กลางธุรกิจสัตว์เลี้ยงโลก

ปิดฉาก! ‘Pet Fair South East Asia 2025’ ขึ้นแท่นศูนย์กลางธุรกิจสัตว์เลี้ยงโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

งาน Pet Fair South East Asia 2025 (เพ็ท แฟร์ เซาท์ อีสซ์ เอเชีย) ครั้งที่ 4 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) พร้อมสถิติผู้เข้าชมและผู้แสดงสินค้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยืนยันความสำเร็จของงานในฐานะ เวทีเจรจาธุรกิจ (B2B) ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง

ในปีนี้มีผู้เข้าชมงานรวมกว่า 11,169 ราย จาก 81 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 11% จากปีที่ผ่านมา โดยมี ผู้แสดงสินค้ารวม 447 บริษัท จาก 37 ประเทศ ซึ่งกว่า 75% เป็นผู้แสดงสินค้าต่างประเทศ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของงานในฐานะ ศูนย์กลางเครือข่ายการค้าสัตว์เลี้ยงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย

ผู้เข้าชมต่างชาติขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากผู้เข้าชมชาวไทยที่คิดเป็นสัดส่วน 64% ของทั้งหมด แล้ว ยังมีผู้เข้าชมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศที่มาเยือนมากที่สุด ได้แก่ จีน (19.1%) อินเดีย (9.6%) มาเลเซีย (9.2%) สิงคโปร์ (7.6%) และไต้หวัน (7.2%) รวมถึงกลุ่มใหม่จาก ตะวันออกกลางและอเมริกาใต้ ที่สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงระดับโลกที่จับตามองภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น

ในแง่ของกลุ่มอาชีพ ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็น ผู้นำเข้า (24.1%) ผู้จัดจำหน่าย (20.3%) เจ้าของแบรนด์ (18.8%) และผู้ค้าปลีก (16.1%) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจการตัดสินใจที่มีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรม

พาวิลเลียนนานาชาติ 12 ประเทศร่วมจัดแสดง

งานแสดงสินค้าประจำปี 2568 มีผู้แสดงสินค้า 447 บริษัทจาก 37 ประเทศ โดยมีสัดส่วนผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 75% และผู้แสดงสินค้าจากประเทศไทย 25% กลุ่มผู้แสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแบ่งตามประเทศ ได้แก่ ไทย (116 บริษัท) จีน (88 บริษัท) เกาหลีใต้ (55 บริษัท) ญี่ปุ่น (25 บริษัท) แคนาดา (13 บริษัท) ไต้หวัน (13 บริษัท) สหรัฐอเมริกา (13 บริษัท) อิตาลี (12 บริษัท) สเปน (12 บริษัท) ฮ่องกง (11 บริษัท) สิงคโปร์ (9 บริษัท) และอินเดีย (8 บริษัท)

งาน Pet Fair South East Asia 2025 ยังได้จัดพาวิลเลียนจาก 12 ประเทศและภูมิภาค ได้แก่ แคนาดา (จัดโดย Pets Canada) จีน (จัดโดย Pet Fair Asia) อิตาลี (จัดโดย Zoomark International) ญี่ปุ่น (จัดโดย JETRO) เกาหลี (จัดโดย Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ไต้หวัน (ได้รับการสนับสนุนโดย Taiwan Pet Food & Appliances Association) สเปน (จัดโดย ICEX Spain Trade and Investment) สหราชอาณาจักร (ได้รับการสนับสนุนโดย PetQuip) และสหรัฐอเมริกา (จัดโดย IMEX Management)

พร้อมพื้นที่พิเศษอย่าง Thai Pet Avenue, ASEAN Pet Avenue และ Super Start-Up Booth ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปในอาเซียนได้แสดงศักยภาพและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่

ภายในงานยังมีโปรแกรมการประชุมสัมมนากว่า 40 หัวข้อ ครอบคลุมเทรนด์ นวัตกรรม และโอกาสทางการตลาดในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง โดยมีผู้เข้าร่วมฟังรวมกว่า 1,706 ราย

นอกจากนี้ งาน Petfood Forum Asia ซึ่งจัดโดย WATT Global Media จากสหรัฐอเมริกา ก็กลับมาจัดร่วมอีกครั้งในปีนี้ ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์เลี้ยงเกือบ 100 ราย ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระดับโลกผู้จัดงานขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อวิทยากรและผู้สนับสนุนทุกท่านที่ช่วยสร้างประสบการณ์การประชุมที่หลากหลาย มีส่วนร่วม และให้ความรู้ตลอดสามวัน

เตรียมพบกับ Pet Fair South East Asia 2026

สำหรับปีหน้า งาน Pet Fair South East Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)

ผู้แสดงสินค้าปี 2568 สามารถจองพื้นที่บูธล่วงหน้าได้ในอัตราพิเศษตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนบริษัทใหม่สามารถใช้สิทธิ์ Early Bird ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569

งานนี้จัดโดยความร่วมมือของ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (ประเทศไทย) และ Globus Events (ประเทศจีน) ซึ่งยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเวทีนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงธุรกิจสัตว์เลี้ยงระดับโลก และยินดีต้อนรับชุมชนผู้ประกอบการจากทั่วโลกกลับสู่กรุงเทพฯ อีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://petfair-sea.com

-(016)

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.14 น.

โรคหัวใจ มีหลายประเภท หนึ่งในภาวะที่ควรเฝ้าระวังนั่นคือ “ภาวะหัวใจโต” ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้หัวใจวายเฉียบพลันแบบไม่ทันตั้งตัว และอาจส่งผลอันตรายถึงชีวิต แพทย์หญิง กาญจนา อักษรวรนารถ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) แนะนำว่า เพื่อความไม่ประมาท เราควรมาทำความรู้จักภาวะดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ภาวะหัวใจโต เกิดจากอะไร?

ภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย เกิดจากภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่ พองโต หรือหนากว่าปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี ทำให้มีเลือดคั่งค้างอุดกั้นในห้องหัวใจมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อหัวใจโตอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น

อาการบ่งชี้ที่ควรรับไปพบแพทย์ คือ อาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลานอนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่นเวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย  เหนื่อย หอบ หรือหายใจถี่

ใครบ้าง? ที่มีความเสี่ยงภาวะหัวใจโต : ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิด หรือโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

การป้องกันภาวะหัวใจโต : ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจได้หลายวิธี ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะหัวใจโต ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น  และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

ปลายฝนตันหนาว ระวัง ‘ไข้หวัด’ แพร่กระจายเต็มพื้นที่

ปลายฝนตันหนาว ระวัง ‘ไข้หวัด’ แพร่กระจายเต็มพื้นที่

ปลายฝนตันหนาว ระวัง ‘ไข้หวัด’ แพร่กระจายเต็มพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เนื่องจากความชื้นสูงและอากาศที่เย็นลง ทำให้เชื้อโรคหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดี และทนทานมากขึ้น นอกจากนี้การสัมผัสกับเชื้อโรคที่พัดพามากับลมฝน ทำให้รับเชื้อ และป่วยง่ายขึ้น

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช อธิบายถึงหลักการแพร่กระจายของเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ไวรัส เชื้อโรคตัวน้อย แพร่กระจายได้ 3 วิธี

Contact transmission คือการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือการสัมผัสทางอ้อมเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู, โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ แล้วนำมือที่ปนเปื้อนมาสัมผัสกับปาก จมูก หรือตา เช่น แบคทีเรีย

Droplet transmission คือการที่โรคแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่ จากการ ไอ จาม หรือพูด ละอองฝอยที่มีเชื้อจะแพร่กระจายในอากาศในระยะทางใกล้ ๆ (ประมาณ 1 เมตร) เช่น ไข้หวัดใหญ่

Air-borne transmission คือการที่โรคแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดเล็ก ฝอยละอองที่มีเชื้อสามารถกระจายไปได้ไกลในอากาศ เช่น วัณโรค

เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุช่องทางเดินหายใจส่วนบนและเริ่มแบ่งตัว  โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 3 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการ หากเจ้าเชื้อโรคตัวน้อย ก่อโรคในจมูก à ทำให้มีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก จาม  หากลุกลามไปในคอ à ทำให้มีอาการเจ็บคอ ระคายคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ไอ  หากลุกลามลงไปถึงหลอดลม à ทำให้มีเสมหะ ไอ  เสียงแหบ

หากเจ้าเชื้อโรคตัวน้อย ก้าวร้าวมาก ลุกลามไปที่ปอด à ทำให้ ไอ เสมหะ เจ็บหน้าอก เหนื่อย

โดยส่วนมาก เจ้าเชื้อโรคตัวน้อย มักเป็นไวรัส (70 – 80%) ให้เกิดอาการไข้หวัด ซึ่งการรักษา คือการรักษาตามอาการ ไม่มีประโยชน์ของยาปฏิชีวนะ และการทานยาปฏิชีวนะที่เกินความจำเป็น ส่งเสริมให้เกิดเชื้อดื้อยา ถึงจะเป็นส่วนน้อยที่เป็นแบคทีเรีย แต่การรักษาช่างต่างกัน การได้ยาปฏิชีวนะนั้น ช่วยให้การรักษาเหมาะสมและหายไว

บางช่วงที่ไข้หวัดใหญ่หรือโควิดระบาด หากไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก คัดจมูก เจ็บคอ ไอ เหนื่อย เจ็บหน้าอก ควรตรวจเชื้อเพื่อยืนยัน เพราะการได้รับฆ่าเชื้อไวรัสอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทำให้หายป่วย ลดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิต

หากไม่อยากเจ็บป่วย เราต้องช่วยดูแลกันและกัน ลดการกระจายเชื้อ เมื่อเจ็บป่วยสวมหน้ากากอนามัย  ส่งเสริมสุขภาพ โดยทานอาหารครบ 5 หมู่ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กระตุ้นภูมิต้านทาน โดยวัคซีนอย่างเหมาะสม ตามช่วงวัย และโรคประจำตัว  โดยเฉพาะ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่”  วัคซีนหลักที่แนะนำสำหรับทุกช่วงวัย  แต่หลายคนกลัวเลือด กลัวเข็ม  สามารถเลือกใช้วัคซีนพ่นจมูก  (Live Attenuated Influenza Vaccine : LAIV)  วัคซีนแบบไม่เจ็บตัว อีกทางเลือกเพื่อสุขภาพ  สำหรับผู้มีอายุ 2–49 ปี  ประสิทธิภาพการป้องกันโรคได้สูงถึง 88% ลดการนอนโรงพยาบาล 63% และภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานถึง 12 เดือน

ข้อจำกัดการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิดใหม่แบบพ่นจมูก  คือ ไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง หรือมีภาวะหลอดลมไว ใช้ยาในกลุ่ม Aspirin ผู้ที่เพิ่งป่วยเป็น Guillain-Barré syndrome ภายใน 8 สัปดาห์ และผู้ที่เคยมีอาการแพ้รุนแรงต่อส่วนประกอบของวัคซีน

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน...สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.37 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ โดยการนำพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นำมาซึ่งประโยชน์สุข และความเจริญมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเป็น “ผู้บุกเบิกแนวคิดความยั่งยืน” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง มาจัดแสดง ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  นำโดย  ชฎาทิพ จูตระกูล ร่วมชมนิทรรศการ

นิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เป็นนิทรรศการทรงคุณค่าที่ได้รวบรวมภาพและเรื่องราวในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชกรณียกิจหลายๆ ด้านสะท้อนถึงความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในด้านนี้มาก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ ทรงริเริ่มและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า โดยทรงเน้นแนวคิดให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังทรงเน้นการสร้างอาชีพให้กับราษฎรเพื่อจะได้มีอาชีพที่มั่นคงในท้องถิ่น  โดยจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยในทุกด้าน

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน ภายในงานจะได้พบกับการประมวลภาพพระราชกรณียกิจตลอดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม ทรงมีพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม การเสริมสร้างไมตรีกับมิตรประเทศ รวมถึงงานศิลปาชีพฯ การอนุรักษ์ผ้าไทย การต่อลมหายใจให้กับโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ฯลฯ ล้วนเป็นรากฐานของความยั่งยืนทางสังคมและจิตใจ

“ชุดไทยพระราชนิยม” เครื่องแต่งกายประจำชาติ สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดง “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จ   พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อวงการศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรากฐานและความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูนานัปการ ซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่ทรงเห็นความสำคัญของการแต่งกายแบบไทยในเวทีนานาชาติ โดยทรงต้องการแสดงความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ จึงโปรดให้มีการศึกษาค้นคว้า ฟื้นฟู และออกแบบชุดไทยสำหรับสตรี โดยทรงฉลองพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.2503

สำหรับ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบที่นำมาจัดแสดงล้วนมีความประณีต และความเหมาะสมต่อโอกาสต่างๆ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น เหมาะสำหรับงานกึ่งทางการ ชุดไทยจิตรลดา เหมาะสำหรับงานทางการ ชุดไทยอมรินทร์ เหมาะสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ชุดไทยบรมพิมาน เหมาะสำหรับงานพิธีการระดับสูงทั้งงานช่วงกลางวันและงานราตรี ชุดไทยดุสิต เหมาะสำหรับงานพิธีตอนกลางคืน แทนชุดราตรีแบบตะวันตก ชุดไทยจักรี เหมาะสำหรับงานแต่งงานหรืองานกลางคืน ชุดไทยศิวาลัย เหมาะสำหรับงานพระราชพิธี หรือพิธีทางศาสนา และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับงานพระราชพิธีสำคัญหรือในงานราตรีพิธีเต็มยศ

“ชุดไทยพระราชนิยม” สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านศิลปะการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า ลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม งานช่างฝีมือเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้และฝีมือช่างไทยในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยพระราชกรณียกิจด้านการสนับสนุนผ้าไทยนั้นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ จะเห็นได้จากการที่ “ชุดไทยพระราชนิยม” กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ.2569 อันเป็นก้าวสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หัวโขน จากโขนพระราชทานสู่ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ของโลก

ภายในงานนิทรรศการยังได้เชิญหัวโขน จากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดง 4 หัว ได้แก่ พิเภก น้องชายของทศกัณฐ์ กายสีเขียว ตาจระเข้ ปากแสยะ หนุมาน พญาวานร ทหารเอกของพระราม อากาศตะไล มีลักษณะตาโพลง ปากแสยะ เป็นยักษ์เสื้อเมืองที่รักษาด่านกรุงลงกา และพญานกสัมภาที พี่ชายของนกสดายุ

การอนุรักษ์โขนคือหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขน ในปีพ.ศ.2546 จากนั้นทรงให้การสนับสนุนโขนเรื่อยมา และในปีพ.ศ.2550 มีการแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในตอน “พรหมาศ” พระราชกรณียกิจการฟื้นฟูโขนนับเป็นการพลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา โดยองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” นับเป็นการขึ้นทะเบียน “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย

ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมลงนามถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปงานฝีมือเพื่อน้อมรำลึก และสืบสานพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์งานฝีมือช่างไทย และร่วมซื้อสินค้าที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และมูลนิธิศิลปาชีพฯ ที่นำงานฝีมือมาร่วมจำหน่ายได้ในงานนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

‘River Festival 2025’ สืบสานประเพณีไทย สร้างรายได้ชุมชม พร้อมดูแลสายน้ำอย่างยั่งยืน

‘River Festival 2025’ สืบสานประเพณีไทย สร้างรายได้ชุมชม พร้อมดูแลสายน้ำอย่างยั่งยืน

‘River Festival 2025’ สืบสานประเพณีไทย สร้างรายได้ชุมชม พร้อมดูแลสายน้ำอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตระการตาส่งท้ายปีด้วยประเพณีอันงดงามของไทยที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงกับงาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงกตัญญูแม่พระคงคา บูชาแม่แห่งแผ่นดิน” เพื่อร่วมถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รณรงค์ไม่เพิ่มขยะในแม่น้ำ ลำคลอง ผ่านกิจกรรมลอยกระทงและการลอยประทีปใน “บ่อลอยรักษ์โลก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ภายในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่มากกว่า 2.8 ล้านบาท เสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม ถือเป็นการใช้พลังของศิลปวัฒนธรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

“Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ได้จัดขึ้นพร้อมกันใน 2 พื้นที่ โดย Bangkok River Festival 2025 ที่จัดขึ้น ณ 9 ท่าน้ำสำคัญริมโค้งน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  ราชวรมหาวิหาร / วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร / วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร / วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร / วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร / ท่ามหาราช / เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น / สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม / และพื้นที่คลองเปรมประชากร บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธา ความอบอุ่นของชุมชนริมสายน้ำ การแสดงศิลปวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ และกิจกรรมร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างงดงาม

ในส่วนของ Lamphun River Festival 2025 ได้จัดขึ้น ณ ถนนรถแก้ว จังหวัดลำพูน ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส “มนต์เสน่ห์เมืองลำพูน” ผ่านบรรยากาศอันอบอุ่นของผู้คน กลิ่นข้าวใหม่หอมกรุ่น รสชาติ “จิ้นทอด” พื้นบ้าน และแสงโคมแห่งศรัทธาที่ส่องสว่างไปทั่วเมืองเทศกาลแห่งนี้ได้ผสานศิลปวัฒนธรรม อาหารท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมหลากหลายจากเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน อาทิ กิจกรรมสำคัญของทาง กรุงเทพมหานคร (กทม.), โครงการรักษ์มรดกไทย by Thai Group ณ ลานอรุณ วัดอรุณฯ, สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (RPST) กับกิจกรรมประกวดภาพถ่ายและการบรรยายประวัติศาสตร์ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ถ่ายทอดเสน่ห์แห่งดนตรีไทยให้ก้องกังวานริมสายน้ำ  ตลอดงานยังอิ่มเอมด้วยร้านเด็ดจากพระนคร–ฝั่งธนฯ ตลาดชุมชน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดของ Influencer และคอนเทนต์ร่วมสมัย เพื่อขยายแรงบันดาลใจในการร่วมกัน อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยควบคู่กับการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

ปีนี้เน้นยกระดับการจัดงานให้มีความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมสังคม และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน (ESG) เป็นการสร้างประโยชน์เพื่อชุมชน โดยการจัดการของชุมชน ด้วยกลยุทธ์ บ.ว.ร.ยกกำลังสอง อันประกอบไปด้วย บ้าน วัด โรงเรียน โดยการสนับสนุนของภาคส่วนภายนอก ได้แก่ บริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคม และราชการ เชื่อมโยงและต่อยอดเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และวัดผลได้จริง  นำโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนหลัก River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วน ผนึกกำลังเพื่อร่วมบอกเล่าความ เป็นไทยไปทั่วโลก และต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรม กับประเพณีลอยกระทงและมงคลอันดีงามของไทย เพื่อตอกย้ำการเป็นเทศกาลของ มงคลดีงาม พร้อมการดูแลรักษ์โลก กับการขอขมาแม่น้ำคงคา ด้วยการรณรงค์ไม่เพิ่มขยะในแม่น้ำ ลำคลอง ผ่านกิจกรรมลอยกระทงและการลอยประทีปใน “บ่อลอยรักษ์โลก” กับการลอยกระทงในระบบปิด เพื่อลดจำนวนกระทงในแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมทั้งเชื่อมโยงสถิติการรณรงค์การลดจำนวนขยะกระทงที่จัดเก็บโดยกทม. ผ่านการเก็บแต้ม SX Point ใน SX Application

กิจกรรม “คลีนคลอง” ส่งมอบขยะจากกระทงจากการจัดงาน และทำความความสะอาดพื้นที่ ยังคงดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยได้รับความร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร กองทัพเรือ โครงการ “เก็บกลับ-รีไซเคิล” ชาวบ้านในชุมชนริมน้ำที่มีจิตอาสาเยาวชนโครงการ Beta Young Entrepreneur และเยาวชนจิตอาสาคนรุ่นใหม่ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิลในชุมชน เมื่อเสร็จสิ้นงานสามารถเก็บกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติกว่า 3,000 กิโลกรัม ที่รวบรวมจากท่าน้ำที่จัดงาน ส่งต่อให้กับกรุงเทพมหานครนำไปรีไซเคิลเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และยังสามารถเก็บประทีปเทียนหอมกว่า 150 กิโลกรัม ส่งต่อรวบรวมมายังวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร  เพื่อนำไปหลอมและนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ยังมีการคัดแยกขวดพลาสติก ส่งต่อโครงการ “เก็บกลับ-รีไซเคิล” โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) ที่จะนำบรรจุภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการถูกนำไปผลิตเป็นผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก เพื่อแจกตามชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เขตหนาว           

นับเป็นอีกหนึ่งงานดีๆ ที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรทุกภาคส่วนได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อขานรับนโยบายเปิดประเทศ ต้อนรับนักท่องเที่ยว ตอกย้ำการเป็นเทศกาลวัฒนธรรมอันดีงาม นับเป็นอีกหนึ่งงานที่ยกระดับการบริหารจัดงานอย่างยั่งยืนทุกมิติพร้อมผลักดันสู่การเป็น Festival ระดับโลก “เพื่อบอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก” ได้อย่างงดงาม

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ จากดารารัตน์ถึงควีนสิริกิติ์

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ จากดารารัตน์ถึงควีนสิริกิติ์

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ จากดารารัตน์ถึงควีนสิริกิติ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อคราวงานพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ.2560 ผู้จงรักภักดีหลายแสนคนได้ลงมือทำดอกไม้จันทน์ “ดารารัตน์” จากเปลือกข้าวโพด เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสวรรคต พ.ศ.2568 กระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ก็หารือกันว่าจะทำดอกไม้ประดิษฐ์ถวายเช่นที่เคยทำ แต่เปลี่ยนเป็นดอกไม้ในพระนาม คือ กล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ มหาพรหมราชินี และ โมกราชินี โดยเพิ่มวัสดุที่ทำดอกไม้ประดิษฐ์คือไม้จันทน์หอมที่หายาก

ดอกไม้ประดิษฐ์ควีนสิริกิติ์ทุกดอกจะมีป้ายเล็กๆติดที่ก้านสำหรับเขียนความตั้งใจจะทำความดีนอกเหนือหน้าที่ โดยไม่รับค่าตอบแทน  เช่น ปลูกต้นไม้ ซื้อสินค้าศิลปาชีพ บริจาคเลือดหรือหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศล  ชนิดที่ชาวบ้านเรียกว่า “แบ่งบุญ” หรือ ”อุทิศส่วนกุศล“

จะมีการอบรมวิธีทำดอกไม้ประดิษฐ์ “ควีนสิริกิติ์“ ตามกองลูกเสือ โรงเรียน ศูนย์การค้า และวัดไทยในต่างประเทศ

การทำความดีถวายพระพันปีหลวง ครั้งนี้  จะเป็นการระดมทำความดีครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของโลก

Series : “Flowers of Goodness” From Dararat to Queen Sirikit

In 2017, during the royal cremation ceremony of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, hundreds of thousands of loyal Thai vcitizens crafted “Dararat” sandalwood flowers from corn husks to pay their final respects.

When Her Majesty Queen Sirikit, the Queen Mother, passed away in 2025, the Ministry of Culture and the Thai Scouts Promotion Foundation discussed continuing the tradition of offering handmade flowers. This time, however, they chose flowers bearing Her Majesty’s name: Queen Sirikit Cattleya Orchid, Queen Sirikit Rose, Mahaprom Rachinee, and Mok Rachinee. The materials were elevated to include rare fragrant sandalwood.

Each Queen Sirikit flower will carry a small tag on its stem, where individuals can write their personal pledge to perform acts of goodness beyond their duty—without seeking compensation. Examples include planting trees, purchasing artisanal products, donating blood or organs, and dedicating merit to Her Majesty. These are the kinds of deeds which Thai villagers call “sharing merit” or “dedicating merit.”

Workshops on how to make Queen Sirikit flowers will be held across Scout troops, schools, shopping centers, and Thai temples abroad.

This nationwide tribute to the Queen Mother will become one of the greatest mobilizations of goodness the world has ever seen.

By Artorn Chandavimol

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรุงศรีอยุธยาในยุครุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญได้ดึงดูดพ่อค้าและผู้คนจากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งรกรากในอาณาจักรสยาม  เช่นอิหร่าน อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น  โปรตุเกส   ฮอลันดา ฝรั่งเศส  มีที่จอดเรือใหญ่อยู่ที่หน้าวัดพนัญเชิง   โดยมีชาวจีนที่เดินทางข้ามทะเลมายังกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากทำอาชีพ ช่างเหล็ก  เย็บรองเท้า  ช่างต่อเรือ  ทำน้ำตาล ช่างทอง  ในช่วงจวนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  นั้นพวกชาวจีนในอยุธยา6,000 คน นำโดยเฮียนสือ  ได้ใช้ห้างฮอลันดากับวัดไทยพุทธเป็นค่ายต่อสู้พม่า

บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ชิง “ชิงสื่อลู่” ระบุว่า  เมื่อพ.ศ. 2195 ทูตสยามได้เดินทางทางเรือไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง 1 ครั้ง และ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 5 ครั้ง   ตามรายงานของบาทหลวงนิโคลาส์ แชร์แวส (Nicholas Gervaise) ชาวฝรั่งเศส ระบุไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.2228 กรุงศรีอยุธยามีสำเภาจีนแวะมาทำการค้าขายถึง 15-20 ลำ     ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ  พ.ศ. 2265 พระเจ้าคังซี ทรงให้ซื้อข้าวสารจากสยาม 3 แสนหาบจีนส่งไปที่ ที่เมืองฝูเจี้ยน กวางตุ้งและหนิงโปเพื่อบรรเทาความอดหยาก   สมัยพระเจ้าบรมโกศ ได้มีการส่งทูตอยุธยาไปเฝ้าพระเจ้าเฉียนหลง

การอพยพและการตั้งถิ่นฐาน

ชาวจีนเริ่มเดินทางเข้ามายังดินแดนสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ในสมัยอยุธยาการอพยพของชาวจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากความไม่สงบในจีน ภัยธรรมชาติ และการค้นหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ชาวจีนส่วนใหญ่ที่อพยพมาเป็นชาวจีนใต้ โดยเฉพาะจากมณฑลฟูเจี้ยน กวางตุ้ง และไห่หนาน   ชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา   สร้างชุมชนของตนเองขึ้นในบริเวณต่างๆ ของเมือง การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนมีลักษณะเป็นชุมชนที่มีความเหนียวแน่นกันเองตามเครือญาติและภูมิลำเนาเดิม

พวกจีนแต้จิ๋วในกรุงศรีอยุธยามักทำงานรับจ้าง ทำสวน เลี้ยงหมู ฯลฯ   อาศัยอยู่แถวตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ย่านปากคลองข้าวสาร ย่านคลองสวนพลู คลองบ้านบาตร คลองบ้านม้า คลองข้าวเม่า หัวรอ วัดแม่นางปลื้ม วัดสามพิหาร วัดสามจีน วัดเกาะแก้ว วัดเชิงท่า วัดโกโรโกโส (วัดอาโกโรอาโกโส)     ส่วนชาวจีนฮกเกี้ยน มักทำงานในราชสำนักหรือใกล้ชิดกับชนชั้นนำ ที่บริเวณเกาะเมือง  หรือภายในกำแพงเมือง เช่น

6 สถานที่ในกรุงศรีอยุธยาที่มีชุมชนชาวจีนหนาแน่นคือ  

1. คลองประตูนายก่าย   คลองประตูจีน  ท่าเรือชื่อท่าหอย   เป็นชุมชนใหญ่ของพวกฮกเกี้ยน   มีตลาดจีนใหญ่โต มีร้านค้าจีนมากตามสองฝั่งคลอง  

2. ชุมชนสามม้า  ตำบลสาระภา  ขายเครื่องลายคราม ผ้าไหม  เครื่องทอง  ยาจีน

3. ย่านขนมจีน   ขายขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋  ขนมถั่วตัด ฟักเชื่อม

4.  ตลาดปากคลองขุนละคอนไชย  มีตลาดบ้านจีน  โรงโสเภณี ศาลเจ้าจีน  

5.  บริเวณเจ้าสัวชี วัดเหมี่ยวลา วัดท่าราบ   เป็นห้องแถว 2 ชั้น (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนสตรีวัดพุทธไธสวรรย์)

6. บริเวณตลาดน้ำ มักอยู่เป็นเรือนแพ  ตลาดน้ำวน บางกะจะ (ตรงข้ามวัดพนัญเชิง)    ตลาดปากคลองคูจาม   ท้ายสุเหร่าแขก   ตลาดปากคลองคูไม้ร้อง  ตลาดปากคลองวัดเดิม  ศาลเจ้า บุนเถากง

ชาวจีนบางส่วนรับราชการในกรมท่าซ้าย   เช่น พระยาโชฏึกราชเศรษฐี  และ โกษาธิบดีจีน (ออกญาสมบัติธิบาล) ทำหน้าที่ควบคุมชาวจีน และการค้ากับจีน

บทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนในกรุงศรีอยุธยามีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการค้าขายระหว่างสยามกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการค้ากับจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ชาวจีนมีความชำนาญในการดำเนินธุรกิจ การจัดการเงินตรา นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวจีนยังประกอบอาชีพฝีมือต่างๆ เช่น ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา ช่างทอง ช่างเงิน ช่างไม้ และงานหัตถกรรมอื่นๆ ทักษะฝีมือของชาวจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการของชาวสยาม

การเก็บภาษีและการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสยามยังพึ่พิงชาวจีนเป็นอย่างมาก ระบบ “ภาษีเหมา” หรือการให้เอกชนเป็นผู้จัดเก็บภาษีแทนรัฐได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และชาวจีนมักเป็นผู้รับเหมาเก็บภาษีในหลายๆ ด้าน เช่น ภาษีการค้า ภาษีเสรีภาพ และภาษีอื่นๆ

โครงสร้างทางสังคม

สังคมชาวจีนในกรุงศรีอยุธยามีโครงสร้างที่ชัดเจนตามแบบแผนจีนดั้งเดิม ครอบครัวขยายเป็นหน่วยสังคมพื้นฐาน โดยผู้สูงอายุและหัวหน้าครอบครัวมีอำนาจและความเคารพสูงสุด ระบบเครือญาติและตระกูลมีความสำคัญมาก ในการดำเนินธุรกิจและการสร้างเครือข่ายทางสังคม

ชาวจีนในอยุธยายังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมจีนไว้อย่างเข้มงวด การปฏิบัติตามหลักกตัญญู การเคารพบรรพบุรุษ และการรักษาภาษาจีนเป็นสิ่งที่ชาวจีนยึดถือ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทยและมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่

การแต่งงานระหว่างชาวจีนกับคนไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการที่ชายจีนแต่งงานกับหญิงไทย ลูกหลานที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างสองเชื้อชาติมักเรียกว่า “ลูกครึ่ง” หรือ “ลูกจีน” กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนจีนและไทย

วัฒนธรรมและศาสนา

ชาวจีนในกรุงศรีอยุธยานำวัฒนธรรมและความเชื่อของตนมาด้วย พุทธศาสนานิกายมหายาน เต๋า และขงจื้อเป็นศาสนาและปรัชญาหลักที่ชาวจีนยึดถือ วัดและศาลเจ้าจีนถูกสร้างขึ้นในกรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและการประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ความสัมพันธ์กับราชสำนัก

ชาวจีนหลายคนในกรุงศรีอยุธยาสามารถเข้าถึงราชสำนักและมีอิทธิพลในการบริหารประเทศ ความชำนาญด้านการค้าและการเงินของชาวจีนทำให้พระมหากษัตริย์สยามให้ความไว้วางใจและมอบหมายงานสำคัญให้กับพวกเขา ชาวจีนบางคนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก

ผลกระทบต่อสังคมไทย

การอยู่อาศัยของชาวจีนในกรุงศรีอยุธยาได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมไทย ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ในด้านบวก ชาวจีนได้นำเทคนิคการผลิต ความรู้ด้านการค้า และนวัตกรรมต่างๆ มาเผยแพร่ การพัฒนาระบบการเงิน การธนาคาร และการจัดการธุรกิจยุคใหม่ล้วนได้รับอิทธิพลจากชาวจีน

มรดกและอิทธิพลต่อเนื่อง

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายในปี พ.ศ. 2310 ชาวจีนหลายคนได้อพยพไปยังกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ แต่มรดกและอิทธิพลของชาวจีนในสมัยอยุธยายังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย รูปแบบการค้าขาย ระบบการเงิน และการจัดการธุรกิจแบบจีนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคต่อมา

ชุมชนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันเป็นผลต่อเนื่องจากการตั้งถิ่นฐานและการผสมผสานที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมที่ชาวจีนนำมาได้ถูกรักษาและพัฒนาต่อเนื่องกันมา

การศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวจีนในกรุงศรีอยุธยาช่วยให้เราเข้าใจถึงลักษณะของสังคมพหุวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่มีความหลากหลายและการยอมรับซึ่งกันและกันในปัจจุบัน

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com , go ayutthaya

คุณแหน : 13 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 13 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 13 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า 25 พ.ย. มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดรายการพิเศษ นำเสนอพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อโครงการ การดูแลรักษาทหารที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ราชการสนาม เปิดทีวีรับชมได้วันที่ 25 พ.ย. เวลา 20.30 – 21.30 น. ทาง ททบ.5 ร่วมบริจาคได้ ชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า (วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า) ธ.กรุงไทย สาขาซอยอารีย์ เลขที่บัญชี 172-0-01630-5 ใบเสร็จส่งที่E-mail: foundation_omk@hotmail.com  ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า..
  • ลานทิพย์ ทวาทศิน แจ้งข่าวเศร้าด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า ​อ.วรรณดี คันธวงศ์ ​ ปูชนียบุคคลของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยและคุณครูที่รักยิ่งของศิษย์ทุกคน ได้ล่วงหลับไปอยู่กับพระเจ้าพระบิดาแล้ว สิริอายุ 104 ปี พิธีไว้อาลัย 17-18 พ.ย.ณ คริสตจักรวัฒนา ของดรับพวงหรีด ดอกไม้สด และพัดลมทุกชนิด ..
  • ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา เปิดงาน Wattana Pride & Prime 2025 พร้อมมอบรางวัลศิษย์เกียรติยศ ประจำปี 2568 และประกาศรางวัลศิษย์เกียรติยศ สลักชื่อใน WWAA Legacy Hall of Fame ปีนี้มี 4 ท่านได้แก่ พวงทอง สัจจาภินันท์ รุ่น 90  รศ.ดร.พาลาภ สิงหะเสนี รุ่น 93 ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ รุ่น 101 และ ชฎาทิพ จูตระกูล รุ่น 104 โดยมี มนนิตา ตนประเสริฐ เป็นประธานจัดงาน..
  • ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 แถลงข่าว วันรวมน้ำใจสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ช่วยกาชาด ประจำปี 2568 ร่วมจัดงานกาชาด สภากาชาดไทย  11-21 ธ.ค. ณ บริเวณสวนลุมพินี ภายใต้แนวคิด ร้อยดวงใจปวงประชาน้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยมี อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์ และเบญจมาศ รุจิรวงศ์  ร่วมแถลงข่าว 17 พ.ย. 10.00 น. ห้องประชุมสมาคมสภาสตรีแห่งชาติฯ..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนระดับชั้นมัธยม ปวช.และ ปวส. จำนวน 150 ทุน ในวันที่ 20 พ.ย. เวลา 09.00 น.ณ ห้องประชุมมีเกรท คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล โดยมี ลัดดาวัลย์ จงวิศาล ที่ปรึกษา ม.น.ข.ร่วมงานด้วย..
  • ลลิสา จงบารมี ฝากขอบคุณกัลยาณมิตร ที่มาร่วมทำบุญเลี้ยงพระในโอกาสครบรอบ 1 ปีการจากไปของ อ.ศุภกิจ อุตตรนคร ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ พญ.สุวณี รักธรรม ที่สูญเสียคู่ชีวิต ศิลปชัย รักธรรม พระราชทานเพลิงศพ 23 พ.ย.17.00 น. เมรุวัดมกุฎฯ..22 พ.ย.18.30 น.สวดพระอภิธรรม ศาลา 5..

น้อง

ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.14 น.

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยางคุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ “POP” เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ” มอบทุนการศึกษา สิ่งของจำเป็น และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จังหวัดชลบุรี เพื่อร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เด็กพิเศษ คือกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการแตกต่างจากเด็กทั่วไปและต้องการการดูแลเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สติปัญญา การเรียนรู้ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เด็กเหล่านี้มักมีศักยภาพเฉพาะตัวที่รอการส่งเสริมอย่างเหมาะสม หากได้รับโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะชีวิตตั้งแต่ต้น จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเปิดโอกาสให้พวกเขาเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเท่าเทียม การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างทางสังคม และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กพิเศษอย่างต่อเนื่อง

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด จึงจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ” เพื่อร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แบ่งปันรอยยิ้มและแรงบันดาลใจแก่เยาวชนกลุ่มนี้ โดยมี นางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการบริษัทฯ และ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ เป็นผู้แทนมอบเงินสมทบทุนการศึกษา พร้อมสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆเด็กพิเศษ โดยมี นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นผู้รับมอบ

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” ครอบคลุมการใช้งานทั้งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุก และรถเพื่อการพาณิชย์ ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดทั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 30 ปี บริษัทฯดำเนินธุรกิจด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสากล ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอนาคตประเทศ เราเชื่อว่าการร่วมกันแบ่งปันแม้เพียงเล็กน้อย จะสามารถช่วยสร้างรอยยิ้มและเสริมสร้างโอกาสให้กับน้องๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมโอกาสให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสและต้องการความช่วยเหลือ อย่างน้องๆเด็กพิเศษ ซึ่งมีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัว หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม พวกเขาสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมได้ในอนาคต ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทชลิต ดัสทรีฯ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม

ทั้งนี้โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยมุ่งส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้นักเรียนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ปัจจุบันมีเด็กในความดูแลกว่า 170 คน ครอบคลุมความบกพร่องหลากหลายรูปแบบ เช่น ปัญญาอ่อน หูหนวก ตาบอด สมาธิสั้น ออทิสติก รวมถึงผู้ที่มีความพิการซ้ำซ้อน โรงเรียนฯ มีเป้าหมายให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการฝึกอาชีพ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ลดปัญหาสังคม และดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถร่วมบริจาคเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กพิเศษและเด็กออทิสติก เพื่อช่วยให้พวกเขามีอาชีพที่ยั่งยืน โอนเงินบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์

-(016)