สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.57 น.

เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมจุฬาฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51 (51th International Congress on Science, Technology and Technology-based Innovation: STT51) ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีจัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระชนมายุ 70 พรรษา

​เมื่อเสด็จฯ เข้าสู่หอประชุมจุฬาฯ ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ ประธานจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ STT51 ทูลเกล้าฯ ถวายเอกสารประกอบการประชุม ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทูลเกล้าฯ ถวายวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับพิเศษ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และกราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรจำนวน 30 ราย

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ STT51 และพระราชทานปาฐกถาเกียรติยศในฐานะ Honorary Keynote Speaker สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันล้ำลึกและบทบาทสำคัญของพระองค์ในการส่งเสริมการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ        

ในการนี้ ทรงฟังการบรรยายโดย Prof.Cao Jun, Director of Institute of High Energy Physics (iHEP) จาก Chinese Academy of Sciences (CAS) ในหัวข้อ “SINO-THAI Collaboration on JUNO”    และการบรรยายโดย ศ. (เชี่ยวชาญพิเศษ) ทพญ.ดร.สิริพร ฉัตรทิพากร นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2568 ในหัวข้อ “How Obesity Leads to Cognitive Impairment and Brain Aging: Approaches to Intervention” จากนั้นเสด็จฯ ไปยังโถงกระจกหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการความร่วมมือไทย–จีน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นิทรรศการสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นิทรรศการงานวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  

ก่อนเสด็จกลับ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ Keynote Speaker สภาคณบดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ผู้บรรยายรับเชิญ ผู้แทนองค์กรร่วมจัดงานประชุมวิชาการ และผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์
การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 51st International Congress on Science, Technology and Technology-based Innovation (STT51) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 พฤศจิกายน 2568 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Collaboration Across Frontiers: From Quantum and Cosmos to Global Biodiversity” เพื่อมุ่งสร้างเวทีบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากหลากหลายสาขา ตั้งแต่ระดับควอนตัมและจักรวาล ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของโลก เพื่อผลักดันความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ “ข้ามศาสตร์ ข้ามสถาบัน และข้ามพรมแดน”อย่างแท้จริง
การประชุมในครั้งนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสถาปนาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ครบ 108 ปี   อีกทั้งยังสอดคล้องกับการประกาศของ UNESCO ให้ปี 2568 เป็น International Year of Quantum Science and Technology

ภายในงานมีการประชุมเชิงวิชาการและการนำเสนอผลงานกว่า 20 สาขา ครอบคลุมตั้งแต่วิทยาศาสตร์กายภาพ ชีววิทยา สุขภาพ ปัญญาประดิษฐ์ วัสดุศาสตร์ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเทคโนโลยีอาหาร เกษตร และความยั่งยืน รวมถึงการจัด Symposiums และ Sessions เฉพาะทาง เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัม จักรวาลและฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์สีและมรดกทางวัฒนธรรม และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในยุคข้อมูล

การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะในประเด็นการสำรวจอวกาศ ภารกิจดาวเคราะห์ ระบบบรรยากาศ ภูมิอากาศโลก การสำรวจขั้วโลก และโครงการสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงรับมือกับความท้าทายร่วมของโลกในศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ STT51 ยังจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับเยาวชน ได้แก่ Junior Young Rising Stars of Science Award (JYRSS) สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา และ Young Rising Stars of Science Award (YRSS) สำหรับนิสิตนักศึกษา เพื่อเปิดเวทีให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือรุ่นต่อไป

ภายในงานนอกจากมีการปาฐกถาพิเศษจากนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว ยังมีการนำเสนอผลงานแบบบรรยายและโปสเตอร์ นิทรรศการนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย เยาวชน และภาคเอกชน

STT51 จะเป็นเวทีความร่วมมือระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายรุ่นและภูมิภาคมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ จุดประกายแนวคิดใหม่ และร่วมกันออกแบบอนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อโลกที่ยั่งยืน

ปิดฉาก! ‘2025 China–ASEAN Youth Culture Week’ 60 เยาวชนร่วมกันจุดประกาย ‘ความร่วมมือสีเขียว’

ปิดฉาก! '2025 China–ASEAN Youth Culture Week' 60 เยาวชนร่วมกันจุดประกาย 'ความร่วมมือสีเขียว'

ปิดฉาก! ‘2025 China–ASEAN Youth Culture Week’ 60 เยาวชนร่วมกันจุดประกาย ‘ความร่วมมือสีเขียว’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

งาน 2025 China–ASEAN Youth Culture Week (ASEAN Venue, Thailand) ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยพลังเยาวชนกว่า 60 ชีวิตจากจีนและอาเซียน ร่วมกันจุดประกาย“ความร่วมมือสีเขียว” ภายใต้ธีม “ร่วมวาดอนาคต สร้างบ้านที่สะอาดและงดงาม”

‘สถาบันแม่โขง’ ร่วมมือกับ ศูนย์การเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักเผยแพร่ภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (Center for International Cultural Communication, China International Communications Group) และ บริษัท China Southern Power Grid Lancang-Mekong International Co., Ltd. จัด”กิจกรรม 2025 China–ASEAN Youth Culture Week (ASEAN Venue, Thailand) “โดยได้รับการสนับสนุนจาก ASEAN-China Centre และการสนับสนุนพิเศษจาก International Cooperation Center

ซึ่งจัดงานภายใต้หัวข้อ “ร่วมวาดอนาคต สร้างบ้านที่สะอาดและงดงาม” มีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกา ยน 2568 มีผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และเยาวชนจากประเทศจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนกว่า 60 คนเข้าร่วมงาน ซึ่งบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

โดยนายสุริยัน วิจิตรเลขการ (Mr.Suriyan Vichitlekarn) ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง , นายหยาง เทียนฮวา (Mr. Yang Tianhua ) ประธานสภาธุรกิจอาเซียน–จีน และ น.ส.หลี่ หงหรู (Ms. Li Hongru) รองผู้อำนวยการศูนย์การเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักเผยแพร่ภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (Center for International Cultural Communication, China International Communications Group ) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิด แสดงความคาดหวังให้เยาวชนทุกคนร่วมลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และร่วมกันเปิดยุคใหม่แห่งการเติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความรุ่งเรืองร่วมกัน

การเสวนาโต๊ะกลมจัดขึ้น โดยมีนายสุริยัน วิจิตรเลขการ (Mr.Suriyan Vichitlekarn) ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือสีเขียว : ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างจีน–อาเซียนและโอกาสของเยาวชน”

น.ส.หวัง เจี้ยน (Ms. Wang Jian) ผู้จัดการโครงการของสถาบันแม่โขง ได้นำเสนอผลลัพธ์เชิงปฏิบัติของสถาบันแม่โขงในการสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในการพัฒนาสีเขียวระดับภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

นายใส แสนโชติเจริญ (Mr. Diego Ma) เลขาธิการบริหารสภาธุรกิจอาเซียน–จีน กล่าวถึงความสอดคล้องด้านนโยบายและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ระหว่างจีนและอาเซียนในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสและภารกิจของเยาวชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาสีเขียวของภูมิภาค

นายหลิว ซือหยาง (Mr. Liu Siyang) ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคระดับยอดเยี่ยมระดับสองของบริษัท China Southern Power Grid กล่าวว่า ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเป็น “ภาษากลาง” ระหว่างจีนและอาเซียนและเยาวชนคือพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในภูมิภาค บริษัท China Southern Power Grid ได้ส่งเสริมการเติบโตของเยาวชนผ่านความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ เช่น โครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดน ทุนการศึกษา และแผนพัฒนาบุคลากร

ในช่วง “การปฏิบัติสีเขียว : การลงมือสร้างสรรค์และเรื่องราวการเติบโตของเยาวชน” ตัวแทนเยาวชนสามคนได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว พร้อมเล่าถึงโอกาสการเติบโตและผลลัพธ์แห่งความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเกิดจากการพัฒนาสีเขียวระหว่างจีนและอาเซียน

น.ส.ฉู่ ย่าฉี ( Ms. Chu Yaqi) ตัวแทนเยาวชนผู้ปฏิบัติด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนจากประเทศจีน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเติบโตของตนเอง ตั้งแต่การเป็นครูอาสาในชนบทจนถึงการอุทิศตนในภาคสาธารณะ พร้อมทั้งถ่ายทอดมุมมองและข้อคิดเชิงลึก โดยเสนอแนวคิดว่า “การพัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง เริ่มจากการพัฒนาศักยภาพของคน”

น.ส.วชิราภรณ์ คนหาญ (Ms. Li Shuijing) พนักงานชาวไทยของบริษัท China Southern Power Grid ได้แบ่งปันเส้นทางการเติบโตในชีวิตของตนเอง โดยเล่าถึงการดำเนินงานของบริษัทที่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในประเทศลุ่มน้ำโขง ผ่านการก่อสร้างโครงข่ายส่งไฟฟ้า การให้บริการพลังงานที่มั่นคงและการเชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคเข้าด้วยกัน เธอย้ำว่า “สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือสีเขียวเกิดขึ้นได้ คือ ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์”

น.ส. ณัฐวรา พิเชษฐพันธ์ (Ms. Wu Liurong) นักศึกษาชาวไทยจากมหาวิทยาลัยชิงหัว กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในการเข้าร่วมโครงการเยาวชนนานาชาติ พร้อมอภิปรายถึงบทบาทของเยาวชนในการนำเสนอแนวคิดและภูมิปัญญาใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ประเด็นระดับโลก เธอเรียกร้องให้มีการส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างเยาวชนจีน–อาเซียนและเยาวชนทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมฉลาดล้ำ และครอบคลุมทุกภาคส่วน

-(016)

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

คนไทยทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการพร้อมใจกัน “ทำความดี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ปวงชนชาวไทยทั่วทุกสารทิศต่างโศกเศร้าอาลัยยิ่ง แต่ได้เปลี่ยนความเศร้านั้นให้เป็นพลังแห่งความดี ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแผ่นดิน เป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ท่าน

ประชาชนหลายแสนคนหลั่งไหลไปยังพระบรมมหาราชวัง แม้ต้องรอคอยนานหลายชั่วโมง ก็ยินดี เพียงเพื่อจะได้กราบถวายบังคมพระบรมศพสักหนึ่งนาทีด้วยหัวใจอันเปี่ยมด้วยความรักและภักดี

ตามเส้นทางรอบพระบรมมหาราชวัง มีจักรยานยนต์จิตอาสาหลายร้อยคันให้บริการรับส่งฟรีจากสถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และจุดปิดถนน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางมาถวายสักการะ

บริเวณท้องสนามหลวง มีจิตอาสาหลายร้อยคนร่วมกันชี้ทาง เข็นรถผู้สูงอายุ แจกอาหารพระราชทาน และช่วยกันรักษาความสะอาดอย่างเต็มกำลัง

คนไทยทั่วโลกหลายหมื่นคนร่วมกันประดิษฐ์ “ดอกไม้แห่งความดี” เช่น กล้วยไม้ควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ มหาพรหมราชินี และโมกราชินี โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เปลือกข้าวโพด กระดาษสา ใบเตย ใบตอง และไม้จันทน์หอม

ผู้ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้แห่งความดีจะเขียนข้อความแสดงเจตจำนง ตั้งใจทำความดีอย่างน้อยหนึ่งอย่างติดไว้ที่ก้านดอกไม้   เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งในวัฒนธรรมไทยถือเป็นการ “แบ่งบุญ” หรือ “อุทิศส่วนกุศล” แด่ผู้ล่วงลับ

ความดีที่ถวายมีทั้งสิ่งที่ทำได้ยาก เช่น การบริจาคหัวใจ ไต หรือดวงตา และสิ่งที่ทำได้ง่าย เช่น การอุดหนุนสินค้าศิลปาชีพ หรือการปลูกต้นไม้ยืนต้นเพียงหนึ่งต้น

“ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังสามัคคีของคนไทย ที่ร่วมกันสร้างคุณความดี บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและโลก ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดี

โดย อาทร จันทวิมล

Series : ‘Flowers of Goodness’ The Thai People Pay Tribute

Thai people across the nation paid heartfelt tribute to Her Majesty Queen Sirikit , The Queen Mother through united acts of goodness and compassion.

When Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother passed away on October 24, 2025, loyal citizens throughout Thailand were deeply saddened. Yet, they transformed their sorrow into a force for good, performing kind deeds and community service as offerings of merit in her honor.

Hundreds of thousands flocked to the Grand Palace. Even after waiting many hours, they were content to bow before the royal urn for just a single minute, moved by love and loyalty.

Along the routes surrounding the palace, volunteer motorcyclists offered free rides from subway stations, river piers, and blocked roads to assist visitors.

At the royal ground,  hundreds of volunteers guided the crowds, pushed wheelchairs for the elderly, distributed royal-donated meals, and worked tirelessly to maintain cleanliness.

Thousands of Thais worldwide joined in crafting “Flowers of Goodness” including Queen Sirikit Orchids, Roses, Lotuses, Donya, Mahaprom Rachinee, and Mok Rachinee. Each flower was handmade from eco-friendly materials such as corn husks, mulberry paper, pandan leaves, banana leaves, and fragrant sandalwood.

Each participant wrote a pledge to perform at least one good deed in remembrance of Her Majesty—a Thai tradition known as “baeng boon” or “uthit suan kuson”, meaning to dedicate merit to the departed.

These good deeds ranged from the extraordinary—such as pledging to donate a heart, kidney, or eyes—to the simple, like buying local handicrafts or planting a single tree.

“Flowers of Goodness for the Queen Mother” became a symbol of unity among the Thai people, who came together to serve society and the world with hearts filled with love, gratitude, and unwavering loyalty.

By Artorn Chandavimol

ม.ศิลปากร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ จัดกิจกรรมสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์

ม.ศิลปากร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 'สมเด็จพระพันปีหลวง' จัดกิจกรรมสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์

ม.ศิลปากร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ จัดกิจกรรมสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มหาวิทยาลัยศิลปากร เตรียมจัดกิจกรรมน้อมรำลึกและแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งรัก แรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน ร้อยเรียงหัตถศิลป์ไทย (Heart-Inspire-Craft)” เพื่อสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์และธำรงไว้ซึ่งศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ

ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของการจัดงานว่า โครงการนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ คือ Heart, Inspire & Craft ซึ่งสะท้อนถึงพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามของ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

•             Heart (แสงแห่งรัก): สื่อถึงสายใยรักและพระเมตตาที่พระองค์ท่านมีต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) รวมถึงสายใยรักต่อพสกนิกรชาวไทยและมรดกด้านวัฒนธรรม

•             Inspire (แรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน): สื่อถึงการที่พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคุณค่าให้กับผลงานพื้นถิ่น ยกระดับงานฝีมือ สร้างอาชีพ และเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ สืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย

•             Craft (ร้อยเรียงหัตถศิลป์ไทย): สื่อถึงพระราชกรณียกิจอันโดดเด่นในการริเริ่มโครงการศิลปาชีพ การมอบองค์ความรู้หัตถศิลป์ และการสนับสนุนส่งเสริมผลงานหัตถศิลป์ไทยสู่สากลโลก

โดยในแต่ละแกนหลักจะมีการจัดกิจกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับหมวดหมู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

Heart: แสงแห่งรัก

•             นิทรรศการ “ความทรงจำแสนงาม” เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านผ่านองค์ความรู้ที่พระราชทานและวางแนวทางไว้ โดยคณะมัณฑนศิลป์

•             การบูรณะภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์แห่งความรักและความผูกพัน ซึ่งเป็นผลงานของนายจำนันต์ สารารักษ์ นักศึกษาเก่า คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร  ผลงานสร้างสรรค์เมื่อวันที่ 7   เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2541และเปิดให้เข้าชมศึกษาขั้นตอนการอนุรักษ์และร่วมสักการะ ณ ท้องพระโรง หอศิลป์

•             กิจกรรมจิตรกรรมบนกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ “รำลึกแห่งแสงและสายใยศิลป์” โดยความร่วมมือจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ซึ่งจัดแสดงบนกำแพงวังท่าพระ บริเวณถนนหน้าพระลาน ขนาด 40 เมตร

Inspire: แรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน

•             นิทรรศการศิลปะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และภาพสิ่งทอเครื่องแต่งกาย โขน และหัตถศิลป์ร่วมสมัย

•             เสวนาวิชาการ เรื่องศิลปหัตถกรรมและผ้าไทยฯ โดยวิทยากรจากคณะโบราณคดีและคณะมัณฑนศิลป์

•             การจัดแสดง Motion Graphic เทิดพระเกียรติ “สายใยแห่งรักและพระเมตตา จากพระมหากรุณาธิคุณสู่แรงบันดาลใจเพื่อสังคม” โดยคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

•             การประพันธ์บทเพลงรำลึก ถ่ายทอดพระเมตตาและพระราชปณิธาน ผ่านเสียงดนตรีโดยคณาจารย์และนักศึกษาจากคณะดุริยางคศาสตร์

Craft: ร้อยเรียงหัตถศิลป์ไทย

•             บรรยายพิเศษเรื่อง “พระเมรุมาศในพระอิสริยยศของเจ้านายฝ่ายใน พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระราชชนนี พระพันปี” เพื่อนำเสนอรูปแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ศิลปะไทยอันเกี่ยวกับเนื่องพระเมรุมาศ บทบาทของมหาวิทยาลัยศิลปากรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

•             จัดทำหนังสือรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับพระราชประวัติส่วนพระองค์ (ข้อมูลทั่วไปและรวบรวมจากที่ทรงสัมภาษณ์) พระราชกรณียกิจด้านการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพระราชพิธี ธรรมเนียมประเพณี อันเนื่องด้วยความเป็น พระบรมราชินีนาถและพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป

ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมช่วงแรก เช่น การจัดแสดงนิทรรศการความทรงจำแสนงาม การบูรณะภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และการวาดภาพจิตรกรรมบนพื้นที่วังท่าพระ จะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 และดำเนินการยาวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ จะมีการจัดตลอดทั้งปียาวไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน 2569

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรยินดีเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมกิจกรรม ชมนิทรรศการ ภาพจิตรกรรม และรับฟังการเสวนาต่าง ๆ ได้ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากรวังท่าพระให้กับประชาชนที่เดินทางไปเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เข้ามาพักผ่อนในพื้นที่ได้โดยมีห้องน้ำและน้ำดื่ม ณ จุดบริการ

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมและวันเวลาในการเปิดให้เข้าชม/เข้าร่วมงานได้ที่ Facebook: Silpakorn University หรือเว็บไซต์ http://www.su.ac.th ของมหาวิทยาลัย

-(016)

‘ดร.พิม พิมขวัญ’นำทีม Mrs.Thailand World สานต่อความงามคู่คุณค่า ประกาศผลผู้ครองตำแหน่งจังหวัดราชบุรี ปี 2026

'ดร.พิม พิมขวัญ'นำทีม Mrs.Thailand World สานต่อความงามคู่คุณค่า ประกาศผลผู้ครองตำแหน่งจังหวัดราชบุรี ปี 2026

‘ดร.พิม พิมขวัญ’นำทีม Mrs.Thailand World สานต่อความงามคู่คุณค่า ประกาศผลผู้ครองตำแหน่งจังหวัดราชบุรี ปี 2026

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.57 น.

กองประกวด Mrs.Thailand World จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิด “ผู้หญิงยุคใหม่ ความงามคู่คุณค่า” โดยมี ดร.พิม พิมขวัญ มนต์พิชิต Mrs.Thailand World 2022 ร่วมเป็นเกียรติในงาน พร้อมด้วย คุณคิตตี้ กิจติพร นันตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด และ คุณจิรัฐฏ์ รัตนวงค์ผัน พาร์ตเนอร์และผู้จัดการประกวด Mrs.Thailand World

ในปีนี้ กองประกวดได้ประกาศผลผู้ครองตำแหน่ง Mrs.Thailand World จังหวัดราชบุรี 2026 อย่างเป็นทางการ ได้แก่คุณแอร์ – อทิตยา เจนจบเขต ผู้หญิงเก่งรุ่นใหม่ ที่พร้อมเป็นตัวแทนของหญิงไทยยุคใหม่ในการขับเคลื่อนความงามและพลังเชิงบวกในระดับประเทศและเวทีโลกโดยในงานยังมีการเชิญ คุณตูน – นันทิดา หงษ์ทอง Mrs.Thailand World จังหวัดราชบุรี 2025 มาร่วมแสดงความยินดีและส่งต่อมงกุฎแห่งเกียรติยศ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่Mrs.Thailand World เป็นเวทีที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงแต่งงานแล้ว ได้แสดงศักยภาพ ความงามจากภายใน และบทบาทที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงทั่วประเทศได้ก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยบนเวทีระดับโลกอย่างภาคภูมิพร้อมร่วมส่งกำลังใจ “แซมมี่ ชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น (Mrs. Thailand World 2025) จะไปประกวดบนเวที Mrs. World 2026 ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือน มกราคม 2026 นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เพจ Mrs Thailand Word นะคะ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชนชาติจีนโบราณที่เป็นชาวฮั่นได้มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านานแล้ว โดยชาวจีนได้มีการติดต่อกับคนในดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในทุกวันนี้ตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศักราช 1000 ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของพระและนักบวชชาวจีน โดยเฉพาะหลวงจีนจาวจูกัวซึ่งเดินทางมายังแถบคาบสมุทรอินโดจีนและได้ทำการจดบันทึกจดหมายเหตุไว้ถึงความรุ่งเรืองของบรรดานครในดินแดนซึ่งเชื่อได้ว่าคือดินแดนแหลมทองและบริเวณหมู่เกาะมลายู ในช่วงทศวรรษที่ 1200 ซึ่งด้วยเอกสารฉบับนี้ได้พ้องตรงกับหลักศิลาจารึกของเมืองตันชอว์ที่ปาเล็มบัง ทำให้โลกได้รู้จักกับอาณาจักรโบราณในดินแดนนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่ทวาราวดี ล้านนา และ ศรีวิชัย  

กว่า 700 ปีมาแล้วในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยพ่อขุนรามคำแหง และพระมหาธรรมราชา ลิไท ได้มีการติดต่อกับอาณาจักรจีน สมัยราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1814) ต่อเนื่องจนถึงราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1814-1911)

แม้ว่าในสมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย แต่การค้าขายกับจีนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายราชวงศ์หงวนที่อำนาจทางการเมืองของจีนมีความผันผวน การส่งออกสินค้าจากสุโขทัยจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น เครื่องสังคโลก ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของสุโขทัย

เครื่องสังคโลก หรือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีเขียวที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชาวต่างชาติเรียกว่า เซลาดอน (Celadon) นั้น ได้รับอิทธิพลจากเครื่องเคลือบของจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิคการเคลือบผิวและรูปแบบการตกแต่ง แต่ช่างฝีมือสุโขทัยก็ได้พัฒนาลวดลายที่เป็นของตนเองขึ้นมา เช่น ลายปลา ลายดอกไม้ และลายสัตว์ต่าง ๆ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และแม้แต่ในญี่ปุ่น

เมื่อราชวงศ์หมิงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ราชวงศ์หยวนใน พ.ศ. 1911 ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสุโขทัยกับจีนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในช่วงนี้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตและสินค้ากันอย่างสม่ำเสมอ สินค้าสำคัญที่สุโขทัยส่งออกไปจีนนอกจากเครื่องสังคโลกแล้ว ยังมีสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น พริกไทย งาช้าง และไม้เนื้อหอม ในทางกลับกัน พ่อค้าจีนได้นำ ผ้าไหม คุณภาพดี เครื่องกระเบื้องชั้นสูง และเครื่องทองเหลืองเข้ามาขายในสุโขทัย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสุโขทัยเติบโตอย่างรวดเร็ว

การค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองไม่ได้นำมาแค่สินค้า แต่ยังนำมาซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี จีนได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาให้กับช่างฝีมือสุโขทัยจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสังคโลกขนาดใหญ่ที่เมืองศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การต่อเรือเดินทะเล เพื่อใช้ในการค้าขาย ซึ่งทำให้สุโขทัยสามารถขยายเส้นทางการค้าของตนเองได้กว้างขวางขึ้น

นอกจากเครื่องมือและเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้าน การเกษตร ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการระบบชลประทานและเทคนิคการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับสุโขทัย ทำให้มีสินค้าส่งออกเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรในอาณาจักร

อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง การค้าระหว่างกันไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสังคโลกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสุโขทัย ผ้าไหมชั้นดีจากจีน การต่อเรือที่ช่วยให้การค้าทางทะเลขยายตัว และองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ช่วยให้เศรษฐกิจมั่นคง ทุกปัจจัยล้วนส่งผลให้สุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรอินโดจีนในยุคนั้น

จากนั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในดินแดนแหลมทองกับชนชาติจีนก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการค้าขาย หากเรานับตามที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าวัฒนธรรมของสยามหรือชาวไทยมีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรสุโขทัย โดยเริ่มในยุคสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งจะตรงกับยุคปลายของราชวงศ์ซ้องต่อต้นราชวงศ์หยวนของจีน

แต่การติดต่อสัมพันธ์ที่พอจะมีหลักฐานอ้างอิงนั้น เริ่มต้นจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งตรงกับตอนต้นของราชวงศ์หยวน อันเป็นสมัยของกุบไลข่าน ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยจีนที่มีบันทึกหลงเหลือเป็นหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด

จากบันทึกของจีน แสดงว่าปีพ.ศ.1825 กุบไลข่านได้มีบัญชาให้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักร “เสียน” ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาจักรเสียนที่ว่านี้เป็นคำเรียกที่ชาวจีนโบราณกล่าวถึงดินแดนของชาวสยาม โดยมีบันทึกว่า

 “ปีที่ 19 ในรัชกาลจื้อหยวน เดือนหก วันจีไฮ่ มีรับสั่งให้นายพลเหอจื่อจื้อ เป็นทูตไปยังสยาม (เสียน)” แต่ปรากฏว่าคณะทูตของจีนชุดนี้มาไม่ถึงสุโขทัย เพราะถูกพวกจามแห่งอาณาจักรจามปาจับตัวในระหว่างเดินทางและประหารชีวิตหมด”

ต่อมา พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตไปยังจีนครั้งแรก ใน ปี พ.ศ. 1835 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี การส่งทูตไปเยือนจีนครานี้ นับเป็นการส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ และจากนั้นทางสุโขทัยก็ส่งคณะทูตพร้อมบรรณาการไปยังจีนถึง 14 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.1835 ถึง 1865 ในขณะที่จีนส่งทูตมาถึงไทย 4 ครั้ง แต่เดินทางมาถึงโดยปลอดภัย 3 ครั้งเท่านั้น

เป้าหมายของสุโขทัยและจีนในการเจริญไมตรีนั้นนับว่าแตกต่างกัน ดร. สืบแสง พรหมบุญ นักประวัติศาสตร์ ได้สันนิษฐานว่า เหตุที่สุโขทัยส่งทูตและบรรณาการ ยอมนอบน้อมต่อจีนนั้นเพื่อเป้าหมายทางการเมือง โดยเป็นการดำเนินงานทางการทูตเพื่อป้องกันมิให้ จักรพรรดิกุบไลข่านสนับสนุนอาณาจักรอื่นๆในแถบเดียวกันโดยเฉพาะสุพรรณภูมิ ทั้งนี้เพราะอาณาจักรสุพรรณภูมิได้เคยส่งเครื่องบรรณการไปยังจีน ใน พ.ศ. 1834 เพื่อขอความสนับสนุนทางการเมืองด้วย ทางสุโขทัยซึ่งเพิ่งจะเริ่มก่อร่าง ขยายอิทธิพลจึงจำต้องผูกมิตรกับจีนไว้เช่นกัน

ในขณะที่ทางจีนนั้นเพียงต้องการประกาศแสนยานุภาพและการยอมรับจากอาณาจักรโดยรอบ ให้ยอมอ่อนน้อมให้และยกจีนเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง มีบันทึกบางฉบับว่าทางจีนได้แจ้งให้ พ่อขุนรามคำแหงทำการส่งบรรณาการและเดินทางไปเข้าเฝ้ากุบไลข่าน เพื่อแสดงว่ายินยอมและยอมรับในอำนาจของราชวงศ์หยวน ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมิได้เดินทางเสด็จไปตามที่ได้รับเชิญ เพียงแค่ส่งบรรณาการกลับไปเท่านั้น และทางกุบไลข่านเองก็ไม่ได้ว่ากระไร วิเคราะห์ได้ว่าอาจเพราะทางจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเช่นนี้ของสุโขทัยมากนัก เนื่องด้วยเป็นสุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าร้อนชื้น สัตว์ป่าชุกชุม ยากแก่การเดินทางและอยู่อาศัย ทางจีนเองจึงอาจเพียงต้องการให้สุโขทัยส่งจิ้มก้องหรือบรรณาการมาให้เพื่อยอมรับสถานะในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเท่านั้น ซึ่งน่าสังเกตว่าทุกครั้งที่เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ทางจีนเองก็จะมีการส่งทูตมาเพื่อให้ชาวสยามส่งบรรณาการเพื่อยอมรับในสถานะนี้ของตนเอง แต่ก็มิได้ใส่ใจนัก หากเชื้อพระวงศ์สยามจะไม่เดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิจีน ซึ่งความสัมพันธ์ในรูปแบบประนีประนอมนี้ก็ดำเนินมาอย่างยาวนานจนถึงกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ทีเดียว โดยหากเปรียบเทียบกับอาณาจักรโดยรอบอื่นๆเช่นพุกามที่อยู่ใกล้กันแล้ว ท่าทีของจีนนับว่ารุนแรงกว่ามาก

การติดต่อระหว่างสุโขทัยและจีนในช่วงนี้ยังส่งผลให้การค้าระหว่าง อาณาจักรทั้งสองขยายตัว มีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย ซึ่งส่งผลมากที่สุดคือการที่ช่างจีนได้เข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องชามสังคโลก” และต่อมาเครื่องสังคโลกก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสุโขทัย

ต่อมาหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้อยุธยาซึ่งอยู่ทางตอนใต้เริ่มผงาดขึ้นมา และค่อยๆขยายอิทธิพลจนกระทั่งกลายเป็นศูนย์อำนาจทางการทหารและการปกครองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ ภายใต้การนำของกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทองและสุพรรณภูมิ อันเป็นเวลาเดียวกับทางจีนเองก็เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ เมื่อชาวจีนสามารถโค่นราชวงศ์หยวนของมองโกลที่ปกครองจีนมาเกือบร้อยปีลง และก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น มีจูหยวนจาง สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิ ซึ่งในยุคนี้เองที่ปรากฏชื่อ ”อาณาจักรเสียนหลอ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอาณาจักรของชาวไทยหรือสยามขึ้นในพงศาวดารจีนเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ.1913 โดยข้อความที่ปรากฏว่า “ปีที่ 3 ในรัชกาลหงหวู่ เดือน 8 มีรับสั่งให้ลู่จงจุ้นกับพวกอัญเชิญพระบรมราชโองการไปยังประเทศเสียนหลอ (สยาม)”

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com , Bowchompoo

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ในฐานะองค์กรด้านความงามชั้นนำของโลก ประกาศสนับสนุนบทบาทนักวิจัยสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 ด้วยการมอบทุนวิจัยมูลค่า 250,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ ให้กับ 4 นักวิจัยสตรี  ผู้ได้รับทุนในโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2568 โดยมุ่งสนับสนุนบทบาทของนักวิจัยสตรี พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงรุ่นใหม่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ไทยทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืน อันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของลอรีอัลซึ่งมุ่งสร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก ผ่านการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพในการสร้างคุณปการให้กับสังคมในอนาคต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทและผลงานของนักวิจัยสตรี และผลักดันสังคมสู่ความเท่าเทียมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการลอรีอัล ประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา กล่าวว่า “ในระดับโลกนั้น นักวิทยาศาตร์สตรีมีเพียงจำนวน 1 ใน 3  แต่สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่ามีสัดส่วนของผู้หญิงอยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์หรือสายงาน STEM เฉลี่ยสูงถึง 45% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่โดดเด่นในเวทีโลก ตัวเลขดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าบทบาทสตรีและความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงวิทยาศาสตร์นั้นเป็นจริงได้ นับเป็นแบบอย่างที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจและจุดประกายความหวังให้กับสตรีทั่วโลก เพราะเราเชื่อว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี ลอรีอัลจึงเดินหน้าเชิดชูเกียรติผลงานวิจัยอันโดดเด่นของสตรีผ่านโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 23 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ต้องการเติบโตในสายงานวิทยาศาสตร์ และแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเปล่งประกายได้ในแบบของตนเอง”

แพทริค จีโร และ อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์  ร่วมแสดงความยินดีกับ 4 นักวิจัยสตรี(ซ้าย) รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล, ดร.รงรอง เจียเจริญ,  ดร.มัตถกา คงขาว และ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์

งานประกาศมอบทุนเชิดชูเกียรติ 4 นักวิทยาศาสตร์สตรี จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่พร้อมพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมความงาม “INNOFEST 2025” นำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ บริการความงาม Beauty Tech รวมถึงเผยข้อมูล L’Oréal Longevity Integrative Science™ ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวแบบบูรณาการเอกสิทธิ์เฉพาะของลอรีอัล กรุ๊ป ซึ่งมาจากการวิจัยด้าน Longevity มานานกว่า 15 ปี เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ เพื่อชะลอความเสื่อมอายุเซลล์ผิว และมีสร้างแผนที่ชีวภาพสำหรับผิวครั้งแรกที่เรียกว่า Longevity AL Cloud™ ที่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยบ่งชี้ต่างๆ และวิถีชีวภาพเพื่อการคาดการณ์ผลลัพธ์ของส่วนผสมที่มีต่อ 9 ปัจจัยบ่งชี้สำคัญของการเกิดริ้วรอยแห่งวัย สำหรับการสร้างโซลูชันความงามเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อผิวอ่อนเยาว์ ผ่านการผสานความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ด้วยกัน ตามเป้าหมายในการสร้างสรรค์ความงามที่ขับเคลื่อนโลก

ทุนวิจัยฯ 4 ทุน มอบแก่ 4 นักวิจัยสตรีใน 2 สาขา คือ  สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จำนวน 2 ราย  ได้แก่ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาวัคซีนต้นแบบและแพลตฟอร์มพื้นฐานการวิจัย เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างยั่งยืนในประเทศไทย” และ ดร.มัตถกา คงขาว จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “อนุภาคนาโนดัดแปลงพื้นผิวนำส่งยาแบบมุ่งเป้าสำหรับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ จำนวน 2 ราย ได้แก่  รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาคอนกรีตคาร์บอนต่ำจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน” และ ดร.รงรอง เจียเจริญ นักวิจัยชำนาญการ จากสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และแบตเตอรี่ปลอดภัย ผ่านวัสดุยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์”

ทั้งนี้ โครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” หรือ For Women in Science ริเริ่มขึ้นในปี 2541 โดย มูลนิธิลอรีอัล ด้วยความร่วมมือจากยูเนสโก แต่ละปีได้สนับสนุนนักวิจัยสตรีรุ่นใหม่มากกว่า 250 ท่าน ในโครงการระดับประเทศและระดับภูมิภาคทั่วโลก และได้มอบทุนเกียรติยศระดับนานาชาติแก่นักวิจัยสตรีระดับ Laureates ไปแล้วมากกว่า 100 ท่าน ซึ่งมีถึง 7 ท่าน ที่ก้าวสู่ความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบล สำหรับในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” มอบทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ได้ดำเนินงานโครงการมาเป็นปีที่ 23 โดยมีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 91 ท่าน จากกว่า 20 สถาบันในประเทศไทย

“COWAY RUN 2025” ครั้งแรกในไทย ปลุกเทรนด์สุขภาพ ส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

“COWAY RUN 2025” ครั้งแรกในไทย ปลุกเทรนด์สุขภาพ ส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

“COWAY RUN 2025” ครั้งแรกในไทย ปลุกเทรนด์สุขภาพ ส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายและช่วยกระชับความสัมพันธ์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยรายงานล่าสุดจาก Strava แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพชื่อดัง ระบุว่าคลับวิ่งกำลังกลายเป็น ‘ไนต์คลับของคนรุ่นใหม่’ โดยพบว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าร่วมคลับวิ่งเพิ่มขึ้นถึง 59% และกว่า 58% ได้พบเพื่อนใหม่จากการวิ่ง ที่สำคัญ รายงานยังชี้ว่า 40% ของนักวิ่งเชื่อว่าการวิ่งเป็นกลุ่มช่วยให้พวกเขาวิ่งได้ไกลและนานขึ้น

นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด 

โคเวย์ ประเทศไทย (COWAY) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ จุดประกายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยงาน “COWAY RUN 2025 – RUN FOR CHANGE” ครั้งแรกในไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ดึงนักวิ่งกว่า 3,000 คนออกสตาร์ทไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันให้คนไทยใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง และร่วมส่งต่อพลังบวกสู่สังคมผ่านการมอบรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่สภากาชาดไทย

อีเวนต์ครั้งนี้ได้ซุปตาร์ขวัญใจสายเฮลท์ตี้ “แม่ชม–ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” และลูกสาวสุดน่ารักที่สร้างไวรัลโมเมนต์ต่อเนื่องอย่าง “น้องแอบิเกล” พรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งของโคเวย์ มาร่วมสร้างบรรยากาศที่เต็มไปรอยยิ้มและพลังบวกให้กับนักวิ่งตลอดงาน แม่ชมและน้องแอบิเกลยังนำทุกคนยืดเส้นยืดสายด้วยกิจกรรมคูลดาวน์สุดอบอุ่น พร้อมกิจกรรมเล่นเกมและมอบรางวัลให้ผู้โชคดี ภายในงานยังอัดแน่นด้วยโซนแฮงเอาต์สุดชิล ทั้งโซนอาหารเครื่องดื่ม บูธอุปกรณ์กีฬา โซนไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมอีกมากมาย พร้อมเหล่าเซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ที่มาร่วมเพิ่มดีกรีความคึกคักในทุกโมเมนต์ของการแข่งขัน

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต พรีเซนเตอร์โคเวย์  และ “น้องแอบิเกล”

เส้นทางการวิ่งของงาน COWAY RUN 2025 นำทุกคนไปสัมผัสแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งเสาชิงช้าหน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ป้อมมหากาฬ, สนามหลวง, พระบรมมหาราชวัง และวัดโพธิ์ ซึ่งนอกจากผู้เข้าร่วมจะได้ออกกำลังกายท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามแล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามของประเทศไทยไปพร้อมกันอีกด้วย

นอกจากการส่งเสริมสุขภาพแล้ว กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำพันธกิจของโคเวย์ในการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมไทย โดยโคเวย์ได้นำรายได้ส่วนหนึ่งจำนวน 1,018,000 บาท มอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติในการช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ

นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของงาน COWAY RUN 2025 ครั้งแรกในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าคนไทยรักสุขภาพและมีคอมมูนิตี้การออกกำลังกายที่แข็งแกร่งและคึกคัก ทั้งยังพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม สำหรับปีหน้า โคเวย์จะกลับมาพร้อมกับกิจกรรมและไฮไลต์ที่พิเศษยิ่งขึ้น ให้สมกับเป็นอีเวนต์ไลฟ์สไตล์แห่งปีที่ทุกคนรอคอย เพื่อส่งเสริมสังคมสุขภาพดีควบคู่กับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ ‘Best Life Solution Company’”

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต พรีเซนเตอร์โคเวย์ กล่าวว่า “ดีใจที่ได้เห็นคนรักสุขภาพมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ ชมเชื่อว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพ แต่การดื่มน้ำสะอาดหลังออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพไม่แพ้กัน ชมอยากให้โคเวย์จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกเรื่อย ๆ เพราะนอกจากจะสนุกและได้สุขภาพดีแล้ว ยังได้ร่วมสนับสนุนสังคมด้วยค่ะ”

โคเวย์ ประเทศไทย ไม่เพียงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพคุณภาพระดับสากล แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม กิจกรรม COWAY RUN 2025 – RUN FOR CHANGE คือส่วนหนึ่งของพันธกิจของเราในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาพของผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

กิจกรรม COWAY RUN 2025 จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนโดย แบรนด์ KA (เคเอ), Pocari Sweat, โรงพยาบาลเมดพาร์ค, Grab, Adidas, FujiFilm, เซียงเพียว, Peppermint Field, Johnson’s Baby, ซันไบทส์, Cubic, Malkist และ Taro ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของโคเวย์ได้ที่เว็บไซต์ www.coway.co.th หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/CowayThailandOfficial

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 12 พฤศจิกายน 2568

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 13-17 พย. ในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรีและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น..
  • นคร ศิริปริญญานันท์ รอง ผวจ.บึงกาฬ นำข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชนจิตอาสา และนักเรียนโรงเรียนบึงกาฬ กว่า 1,200 คน จัดกิจกรรม รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแค่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สนามกีฬา รร. บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ..
  • ธีรนันท์ ศรีหงส์ เป็นประธานเปิดหลักสูตร Digital JumpStart รุ่นที่ 3 พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ให้การต้อนรับ..
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY426 บินตรงจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ โดยมี ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการ ททท. พร้อม วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รอง ผวจ.เชียงใหม่ และ พันธมิตรภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ..
  • เพื่อนชาว วบส. 2 ร่วมยินดีกับ ปรัธนา ลีลพนัง ที่ได้เป็น ซีอีโอ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ (AIS) คนใหม่..
  • ยินดีกับ ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ ที่ได้เป็น คณบดี คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่ 16 พ.ย. เป็นต้นไป..
  • อนุโมทนาบุญกับ ประภาพรรณ พิชัยคำ ที่ บจ.เพาเวอร์เทค เอ็นจิ้น แอสเซมบลี มอบชุดกล้องผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องความละเอียดสูง พร้อมระบบสร้างภาพด้วยเทคนิคการเรืองแสงและเครื่องมือตัดเลาะเนื้อเยื่อเย็บปิดหลอดเลือด ให้ รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน โดยมี นพ.จิรัฏฐ์ โชติรชตอนันต์ รับมอบ..
  • สุชญา ยงเห็นเจริญ วันเกิดปีนี้ควงลูกชายคนเก่ง ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก. ชลิต อินดัสทรี  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ “POP” ไปมอบทุนการศึกษา สิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี โดยมี วรรณวนัช กันพรม รับมอบ..
  • ภิภพ วาสนาอาชาสกุล ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#8 มาเตรียมประชุมจัดกิจกรรม CSR จ.น่าน ของรุ่น งานนี้ ณัฐพงศ์ โกวิทยานันท์, ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์, นิรมล จันทร์โพธิ์, ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม, จรุง เกียรติสุภาพงศ์, ใจทิพย์ ยศกรณ์, ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, พ.ต.ท.สุทธิศักดิ์ จิตพิมลมาศ, ชนะพันธุ์ พิริยะพันธุ์, ไพโรจน์ เกียรติศิริขจร, วิวรรธน์ เทียนศิริ, ณัฐพงศ์ วนวงศ์สวัสดิ์, สมศักดิ์ ตรียากิจ, ดร.วิชัย สีสุด, นิวัฒน์ เย็นกาย ร่วมด้วย..
  • ชื่นชมชาว BCC 145 จัดงานเลี้ยงรุ่น ชงโครำฤกคุณ ได้เชิญครูเกษียณอายุ ครูปัจจุบัน และผู้บริหารโรงเรียน มาเลี้ยงสังสรรค์ทานอาหารและได้ร่วมกันมอบดอกไม้ให้คุณครูแสดงกตเวฑิตาและ มุฑิตาจิตคุณครู พร้อมมอบเงินให้กับกองทุนครูเกษียณอายุ งานนี้ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ไปร่วมด้วย..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ จิตรลดา เฮงยศมาก ที่สูญเสียคุณพ่อ วิสันต์ เฮงยศมาก ที่จากไปอย่างสงบในวัย 90 ปี..

น้องใหม่

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน...สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

นิทรรศการทรงคุณค่า ‘จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ โดยการนำพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นำมาซึ่งประโยชน์สุข และความเจริญมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเป็น “ผู้บุกเบิกแนวคิดความยั่งยืน” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง มาจัดแสดง ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน

ผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  นำโดย  ชฎาทิพ จูตระกูล ร่วมชมนิทรรศการ

นิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” เป็นนิทรรศการทรงคุณค่าที่ได้รวบรวมภาพและเรื่องราวในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชกรณียกิจหลายๆ ด้านสะท้อนถึงความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์ในด้านนี้มาก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ ทรงริเริ่มและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า โดยทรงเน้นแนวคิดให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังทรงเน้นการสร้างอาชีพให้กับราษฎรเพื่อจะได้มีอาชีพที่มั่นคงในท้องถิ่น  โดยจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยในทุกด้าน

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน ภายในงานจะได้พบกับการประมวลภาพพระราชกรณียกิจตลอดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม ทรงมีพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม การเสริมสร้างไมตรีกับมิตรประเทศ รวมถึงงานศิลปาชีพฯ การอนุรักษ์ผ้าไทย การต่อลมหายใจให้กับโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ฯลฯ ล้วนเป็นรากฐานของความยั่งยืนทางสังคมและจิตใจ

“ชุดไทยพระราชนิยม” เครื่องแต่งกายประจำชาติ สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดง “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จ   พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อวงการศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรากฐานและความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูนานัปการ ซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่ทรงเห็นความสำคัญของการแต่งกายแบบไทยในเวทีนานาชาติ โดยทรงต้องการแสดงความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ จึงโปรดให้มีการศึกษาค้นคว้า ฟื้นฟู และออกแบบชุดไทยสำหรับสตรี โดยทรงฉลองพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.2503

สำหรับ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบที่นำมาจัดแสดงล้วนมีความประณีต และความเหมาะสมต่อโอกาสต่างๆ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น เหมาะสำหรับงานกึ่งทางการ ชุดไทยจิตรลดา เหมาะสำหรับงานทางการ ชุดไทยอมรินทร์ เหมาะสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ชุดไทยบรมพิมาน เหมาะสำหรับงานพิธีการระดับสูงทั้งงานช่วงกลางวันและงานราตรี ชุดไทยดุสิต เหมาะสำหรับงานพิธีตอนกลางคืน แทนชุดราตรีแบบตะวันตก ชุดไทยจักรี เหมาะสำหรับงานแต่งงานหรืองานกลางคืน ชุดไทยศิวาลัย เหมาะสำหรับงานพระราชพิธี หรือพิธีทางศาสนา และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับงานพระราชพิธีสำคัญหรือในงานราตรีพิธีเต็มยศ

“ชุดไทยพระราชนิยม” สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านศิลปะการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า ลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม งานช่างฝีมือเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้และฝีมือช่างไทยในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยพระราชกรณียกิจด้านการสนับสนุนผ้าไทยนั้นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ จะเห็นได้จากการที่ “ชุดไทยพระราชนิยม” กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ.2569 อันเป็นก้าวสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หัวโขน จากโขนพระราชทานสู่ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ของโลก

ภายในงานนิทรรศการยังได้เชิญหัวโขน จากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดง 4 หัว ได้แก่ พิเภก น้องชายของทศกัณฐ์ กายสีเขียว ตาจระเข้ ปากแสยะ หนุมาน พญาวานร ทหารเอกของพระราม อากาศตะไล มีลักษณะตาโพลง ปากแสยะ เป็นยักษ์เสื้อเมืองที่รักษาด่านกรุงลงกา และพญานกสัมภาที พี่ชายของนกสดายุ

การอนุรักษ์โขนคือหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขน ในปีพ.ศ.2546 จากนั้นทรงให้การสนับสนุนโขนเรื่อยมา และในปีพ.ศ.2550 มีการแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในตอน “พรหมาศ” พระราชกรณียกิจการฟื้นฟูโขนนับเป็นการพลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา โดยองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” นับเป็นการขึ้นทะเบียน “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย

ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมลงนามถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปงานฝีมือเพื่อน้อมรำลึก และสืบสานพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์งานฝีมือช่างไทย และร่วมซื้อสินค้าที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และมูลนิธิศิลปาชีพฯ ที่นำงานฝีมือมาร่วมจำหน่ายได้ในงานนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน…สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน