อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต แถลงความพร้อมจัดงานแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต แถลงความพร้อมจัดงานแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

อบจ.ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต แถลงความพร้อมจัดงานแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.56 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต จัดงานแถลงข่าวเตรียมจัดงานสดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร  ภายใต้ชื่องาน “งานแสดง แสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ลานวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น” ประจำปี 2569  ภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” เพื่อสดุดีและเทิดทูนวีรกรรมอันหาญกล้าของสองวีรสตรีและวีรชนผู้กล้าเมืองถลางผู้เสียสละปกป้องแผ่นดิน ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทีเพื่อสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต  พร้อมด้วย เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต, ศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต, ณภัทราพล นลจิตต์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และ ธนิต ประทีป ณ ถลาง สืบสายสกุลย่าจันย่ามุก รวมถึงสองนักแสดงชื่อดัง “ฮาน่า ลีวิส” รับบทเป็น “ย่าจัน” และ “แม็กกี้ อาภา ภาวิไล” รับบทเป็น “ย่ามุก” ร่วมแถลงการจัดงาน “สดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร” ภายใต้ชื่องาน “งานแสดง แสง สี เสียง เล่าขานประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ให้ความสำคัญกับการสืบสานประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การจัดงานแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร ประจำปี 2569 ถือเป็นการสดุดีและเทิดทูนวีรกรรมอันหาญกล้าของสองวีรสตรีและวีรชนผู้กล้าเมืองถลาง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้ประชาชนและเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของแผ่นดินไทยและรากเหง้าของเมืองภูเก็ต”

นอกจากนี้ การนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิด ‘ย่าจัน ย่ามุก และตำนาน 9 วีรชนแห่งเมืองถลาง’ ยังสะท้อนถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และความเป็นพหุวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมุ่งหวังให้งานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดงานในปีนี้มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยนำประวัติศาสตร์คู่บ้านคู่เมือง วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น มานำเสนอผ่านการแสดงแสง สี เสียง และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในประวัติศาสตร์เมืองถลางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

สำหรับรูปแบบการแสดงแสง สี เสียง ในปี 2569 นำเสนอภายใต้แนวคิด “การเชิดชูและให้องค์ความรู้เกี่ยวกับวีรกรรมอันหาญกล้าของเหล่าวีรชนเมืองและบรรพชนที่ได้ร่วมกันต่อสู้ปกป้องกแผ่นดินไว้ โดยใช้ชื่อการแสดงว่า “ย่าจัน ย่ามุก 9 วีรชนเมืองถลาง”  ซึ่งจะแสดงถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นอกจากวีรกรรมอันหาญกล้า แห่งสองวีรสตรีท้าวเทพกระษัตรี (ย่าจัน) และท้าวศรีสุนทร (ย่ามุก) ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญของเมืองถลางแล้ว ยังเชิดชูวีรกรรมแห่งวีรชนทั้ง 7 ท่านที่ร่วมปกป้องแผ่นดินไว้ ได้แก่ พระยาทองพูน พระยาถลางเทียน แม่ปราง เจ้าคุณมารดาทอง พระยกบัตรจุ้ย มหาดเล็กเนียม และนายทองเพ็ง

การแสดงในปีนี้มีความโดดเด่นด้วยการนำเสนอเรื่องราวพหุวัฒนธรรมของเมืองถลาง ผ่านฉากการแสดงที่ผสมผสานเทคนิคจอ LED อย่างกลมกลืน พร้อมการปรับรูปแบบการแสดงใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้ชมทุกช่วงวัยแต่ยังคงเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 4 วัน จะมีกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น การแสดงทางวัฒนธรรม การจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมากมายจากหลากหลายชุมชนของจังหวัดภูเก็ตมารวมตัวกันที่งานแห่งนี้ และยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ งานสดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร จะจัดขึ้นในวันที่ 13–16 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เดอะ พาเร้นส์ ผนึกสำนักจุฬาราชมนตรี ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร ‘Caregiver Plus’ ยกระดับนักบริบาลสุขภาพอิสลามสู่มาตรฐานสากล

เดอะ พาเร้นส์ ผนึกสำนักจุฬาราชมนตรี ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร ‘Caregiver Plus’ ยกระดับนักบริบาลสุขภาพอิสลามสู่มาตรฐานสากล

เดอะ พาเร้นส์ ผนึกสำนักจุฬาราชมนตรี ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร ‘Caregiver Plus’ ยกระดับนักบริบาลสุขภาพอิสลามสู่มาตรฐานสากล

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.55 น.

บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด โดยโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ร่วมกับ สำนักจุฬาราชมนตรี จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ โครงการทุนจุฬาราชมนตรีเพื่อส่งเสริมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาหลักสูตร Caregiver Plus (นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง เป็นแกนกลาง

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ เดอะ พาเร้นส์ ในฐานะองค์กรเอกชนชั้นนำด้านการดูแลผู้สูงอายุและการพัฒนาบุคลากรสุขภาพแบบบูรณาการ ควบคู่กับบทบาทของ สำนักจุฬาราชมนตรี ในการขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาและการสร้างสัมมาอาชีพแก่เยาวชนมุสลิมทั่วประเทศ ตามวิสัยทัศน์ของท่านจุฬาราชมนตรี อาจารย์อรุณ บุญชม

ทุนจุฬาราชมนตรี 3.2 ล้านบาท สร้างโอกาส 80 เยาวชน

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด สนับสนุนงบประมาณรวม 3.2 ล้านบาท เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน 80 ทุน ทุนละ 40,000 บาท ผ่านสำนักจุฬาราชมนตรี เพื่อส่งต่อโอกาสให้เยาวชนอายุ 18 ปีขึ้นไป วุฒิขั้นต่ำ ม.3 ทั้งจากระบบการศึกษาปกติและโรงเรียนปอเนาะ

หลักสูตร Caregiver Plus โดยมีหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง เป็นแกนกลาง ใช้ระยะเวลาเรียนภาคทฤษฎีเข้มข้น 3 เดือน (รวม 420 ชั่วโมง) พร้อมฝึกงานต่อเนื่อง 6–8 เดือน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีองค์ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุ มาตรฐานวิชาชีพทางสุขภาพ ควบคู่คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพในบริบทพหุวัฒนธรรม

เดอะ พาเร้นส์ การันตีมาตรฐาน พร้อมรองรับตลาดแรงงาน

ในฐานะผู้พัฒนาหลักสูตรและศูนย์ฝึกอบรมหลัก บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด ได้ออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิมและตลาด Medical Tourism

ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองด้านวิชาชีพ พร้อมความรู้การดูแลตามหลักศาสนาอิสลาม และมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที ทั้งในเครือข่ายของเดอะ พาเร้นส์ และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดยมีรายได้เริ่มต้นเฉลี่ยรวมค่าเวรประมาณ 18,000 บาทต่อเดือน และสามารถต่อยอดสู่สายวิชาชีพด้านพยาบาลหรือสาธารณสุขในระดับที่สูงขึ้น

สำนักจุฬาราชมนตรี หนุนคุณธรรม ควบคู่มาตรฐานสากล

การดำเนินโครงการภายใต้การสนับสนุนของ สำนักจุฬาราชมนตรี มีเป้าหมายสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม ความเมตตา และจริยธรรมตามหลักอิสลาม ควบคู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างสมดุล

พิธีลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมแพทย์มุสลิมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด ซึ่งร่วมแสดงพลังความร่วมมือระหว่างภาคศาสนาและภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง

ก้าวสำคัญสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพฮาลาลของไทย

ความร่วมมือระหว่าง เดอะ พาเร้นส์ และสำนักจุฬาราชมนตรี ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบทุนการศึกษา แต่ยังเป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาบุคลากรสุขภาพฮาลาลของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โครงการ “Caregiver Plus” จึงสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากล ควบคู่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการ “Caregiver Plus” นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสำนักจุฬาราชมนตรี ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านศาสนา การแพทย์ และการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรนักบริบาลสุขภาพอิสลามที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่คุณธรรมตามหลักศาสนาอิสลาม

โครงการดังกล่าวไม่เพียงเปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้แก่เยาวชนมุสลิม โดยเฉพาะจากโรงเรียนสอนศาสนา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบการดูแลผู้สูงอายุของไทย รองรับสังคมสูงวัยและตลาด Medical Tourism จากกลุ่มประเทศมุสลิม สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางศาสนาและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน.

เยาวชนท่านใดสนใจสามารถติดตามโครงการทุนจุฬาราชมนตรีเพื่อส่งเสริมบุคลากรทางการแพทย์ได้ที่เพจเฟซบุ๊กสำนักจุฬาราชมนตรี https://www.facebook.com/samnakjula และ The Parents Wellness and Rehabilitation : https://www.facebook.com/theparentswellnessandrevitalizing

-(016)

รำลึก ๔๙ ปี ‘วันวิภาวดี’ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

รำลึก ๔๙ ปี ‘วันวิภาวดี’ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

รำลึก ๔๙ ปี ‘วันวิภาวดี’ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.13 น.

เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ครบ ๔๙ ปี ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ซึ่งประกอบด้วยทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดงาน “วันวิภาวดี” ขึ้นเพื่อสดุดีและบำเพ็ญกุศลถวาย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ดังเช่นที่ได้จัดมาทุกปี ณ ลานพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระยุพราช อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงมีพระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ทรงเป็นพระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส ต้นราชสกุลรัชนี) และหม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ (วรวรรณ)  รัชนี ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่   ๒๐  พฤศจิกายน  พ.ศ.๒๔๖๓  ทรงมีอนุชาร่วมพระบิดามารดาเดียวกันหนึ่งองค์คือหม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต  ทรงศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖  แล้ว จึงศึกษาหลักสูตรสมบูรณศึกษาที่โรงเรียนนี้เพิ่มเติมอีก  ๓  ปี  ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕

ภายหลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว  พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตได้ทรงรับใช้พระบิดาอย่างใกล้ชิด กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เป็นที่รู้จักกันดีในวงการประพันธ์ในนาม “น.ม.ส.” ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอก”ผู้หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คล้ายพระบิดา พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต  ทรงพระปรีชาสามารถหลายประการ  โดยเฉพาะทางอักษรศาสตร์ ทรงเขียนเรื่องสำหรับเด็กเมื่อพระชันษาเพียง  ๑๔  ปี  และทรงใช้นามปากกา “ว.ณ ประมวญมารค” ทรงพระนิพนธ์นวนิยายอมตะเรื่อง ปริศนา รัตนาวดี  เจ้าสาวของอานนท์ ฯลฯ อีกทั้ง สารคดีเรื่อง  ตามเสด็จอเมริกา  ตามเสด็จปากีสถาน   ต่อมา ทรงพระนิพนธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง พระราชินีนาถวิกตอเรีย  คลั่งเพราะรัก  ฯลฯ  นอกจากนั้น ยังได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องสั้นรวมทั้งบทละครวิทยุด้วย

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เสกสมรสกับหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๙  โดยทรงเป็นคู่สมรสคู่เดียวที่ได้รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามธิบดินทร  ทรงมีธิดา  ๒  คน  คือ หม่อมราชวงศ์วิภานันท์ และ หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา  รังสิต

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงเข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภาคต่างๆ ในราชอาณาจักรตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ และต่อจากนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้โดยเสด็จในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี-พันปีหลวง  ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศรวม  ๒๕  ประเทศ

ในระยะ ๑๐ ปีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ในด้านการพัฒนาพื้นที่ทุรกันดารภาคใต้ ทรงนำหน่วยพระราชทานไปช่วยเหลือประชาชนในท้องที่ที่ไกลและทุรกันดารที่สุด โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบากในการเดินทางหรือที่พักแรม  เมื่อพระองค์ท่านเสด็จที่ใดก็ได้นำความไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และต่อมาความเจริญก็ค่อยๆ ไปถึงที่นั้น  จนในที่สุดชาวบ้านจึงได้ขนานพระนามว่า  “เจ้าแม่”  พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต  ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยการเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชน พาแพทย์ไปรักษาพยาบาลคนที่เจ็บป่วย จัดสิ่งของหยูกยาไปช่วยชาวบ้านที่ยากไร้หรือประสบภัย แจกอุปกรณ์การศึกษาแก่เด็กนักเรียน แนะนำการงานอาชีพและส่งเสริมศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทั้งยังนำสิ่งของพระราชทานไปเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร  พลเรือน สมาชิกกองอาสาสมัครรักษาดินแดน  แม้ในเขตที่มีผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอย่างรุนแรง ก็ยังทรงพระอุตสาหะเสด็จไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ถึงแนวหน้า

เมื่อวันที่  ๑๖  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๒๐  ระหว่างทางเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำสิ่งของพระราชทานไปเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทรงทราบจากวิทยุว่ามีตำรวจตระเวนชายแดนได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด ๒ นาย ด้วยความที่ทรงห่วงใยผู้บาดเจ็บเกรงว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลไม่ทันท่วงที จึงรับสั่งให้นักบินเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงเพื่อรับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บ  ๒  นายนั้นไปส่งโรงพยาบาล ขณะที่นักบินนำเครื่องร่อนลงต่ำใกล้บ้านเหนือคลอง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงเฮลิคอปเตอร์ กระสุนทะลุเข้ามาต้องพระองค์ ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นพระชนม์ก่อนเสด็จถึงโรงพยาบาล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่  ๔  เมษายน พุทธศักราช  ๒๕๒๐  และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์และประถมาภรณ์ช้างเผือกและรัฐบาลในขณะนั้น  โดย ฯพณฯ นายธานินทร์  กรัยวิเชียร  นายกรัฐมนตรี  ได้อัญเชิญพระนามมาตั้งชื่อถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เชื่อมต่อถนนในกรุงเทพฯ กับถนนไปสู่ภูมิภาคทั่วประเทศว่า “ถนนวิภาวดีรังสิต” เพื่อเทิดพระเกียรติและเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระประวัติ ผลงาน และการเสียสละของพระองค์ท่าน

ถึงแม้ว่าพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตได้สิ้นพระชนม์ไป  ๔๙  ปีแล้ว  แต่คุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวใต้   ชาวสุราษฎร์ฯ ได้กำหนดวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของทุกปี  คือวันที่  ๑๖  กุมภาพันธ์  เป็น “วันวิภาวดี” เพื่อทำพิธีสดุดีและบำเพ็ญกุศลถวาย ณ พระอนุสาวรีย์ ๕  แห่งทั่วจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

ชุดไทยไม่เคยเอ้าต์ 24 สาว MISS Tiffany 2026 อวดโฉมบนรันเวย์ The Thai Identity Culture & Couture

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ตามกระแสฮิตชุดไทย Miss Tiffany 2026 จับมือกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดแฟชั่นโชว์ “The Thai Identity Culture & Couture” ผ่านแนวคิด “ผ้าไทยไร้เพศ” ถ่ายทอดมุมมองของทรานส์เจนเดอร์ในยุคปัจจุบัน ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกตัวตนสามารถสวมใส่และเล่าเรื่องของตนเองผ่านเครื่องแต่งกายได้อย่างอิสระ โมเมนต์แฟชั่นสำคัญแห่งปีที่นำความเป็นไทยถอดรหัสใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย

ผลงานที่ชนะรางวัล “The Best Thai Identity Culture & Couture” คือชุด “Queen of Thai Silk” ของหมายเลข 19 โอเว่น – วุฒิเชษฐ์ เค็มพ์ ออกแบบโดย สุนาผ้าไทย คว้ารางวัลด้วยความโดดเด่นของแนวคิดและงานออกแบบที่สวยสะกดสายตา เต็มไปด้วยเรื่องราวและรายละเอียดอันประณีต ถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน คว้าใจคณะกรรมการไปอย่างเป็นเอกฉันท์ และได้รับเลือกเป็นชุดประจำชาติไทยในการประกวดเวทีนานาชาติ Miss International Queen 2026 ต่อไป สำหรับ 10 ชุดที่ได้รับคะแนนสูงสุดในวันนี้ จะถูกนำไปจัดแสดงนิทรรศการภายในงานประกวดรอบ The Final, Miss Tiffany 2026 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา เพื่อเปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติและสาธารณชนได้ร่วมชื่นชมผลงานอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ตอกย้ำ “ความเป็นไทย” ที่ยังคงล้ำค่าและร่วมสมัย สร้างความประทับใจอย่างมากจากการพรีเซนต์ของ Miss Tiffany 2026 ทั้ง 24 คน ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และตัวตนของชุดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่แต่ละผลงานออกแบบล้วนมีเรื่องเล่า แรงบันดาลใจ และสะท้อนมุมมองความเป็นไทยในรูปแบบที่แตกต่าง งานนี้จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการยกระดับ “ชุดไทย” จากรากวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่ผลงานดีไซน์ร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แฟชั่นโชว์ “The Thai Identity Culture & Couture” เกิดจากความร่วมมือของดีไซเนอร์ไทยหลากหลายเจเนอเรชัน ตั้งแต่ดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าที่คร่ำหวอดในแวดวงชุดไทยและแฟชั่น ไปจนถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการค้นหาและตีความความเป็นไทยในมุมมองของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม รากเหง้า และงานหัตถศิลป์ ที่ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของโลกแฟชั่นร่วมสมัย

งานนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลระดับสูงจากหลากหลายองค์กร อาทิ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโก สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย และสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลประจำประเทศไทย ถือเป็นค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่สะท้อนความวิจิตรของอัตลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

“The Thai Identity Culture & Couture” จึงมิได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ หากแต่เป็นเวทีที่ยืนยันว่าความเป็นไทยยังคงมีชีวิต และสามารถเล่าเรื่องใหม่ ๆ ได้อย่างทรงพลัง ผ่านสายตาของดีไซเนอร์ไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ และผ่านผู้หญิงทรานส์เจนเดอร์ที่พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความงาม และแรงบันดาลใจบนเวที Miss Tiffany 2026

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หมั่นคอยดูแลรักษาหัวใจ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในเทศกาลวาเลนไทน์ หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ความรักระหว่างกัน แต่ความรักหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลยก็คือ “การรักตัวเอง” สัปดาห์นี้จึงขอชวนทุกคนมาดูแลอวัยวะสำคัญที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งยามตื่นและยามหลับ
ในความเป็นจริง โรคที่เกี่ยวกับหัวใจมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด โรคที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการตีบหรืออุดตัน จะนำไปสู่อาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้ ถัดมาคือโรคที่เกิดจาก กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจหนาตัวหรือโตขึ้น ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ หากเป็นมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จนเป็น ภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีโรคของ ลิ้นหัวใจ ที่อาจตีบหรือรั่ว ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น และอีกภาวะที่พบบ่อยคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากเป็นรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้
จะเห็นได้ว่าหัวใจทำงานอย่างอึดถึกทนนี้ สามารถเจ็บป่วยได้หลากหลาย และทุกภาวะที่กล่าวมานั้น หากไม่เอะใจหรือดูแลให้ดี อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจกำลังมีปัญหา…โดยปกติแล้ว หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา แต่คนเรามักไม่รู้สึกถึงการทำงานของมัน เมื่อใดก็ตามที่เริ่ม “รู้สึกตัว” เช่น รู้สึกใจสั่น หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม อาจเกิดจากภาวะน้ำตาลตกได้ แต่หากเป็นบ่อยๆ ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ พูดง่ายๆ คือ คนปกติที่ไม่ได้ออกแรงหนักหรือไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ควรรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่

อีกสัญญาณสำคัญคือ เหนื่อยง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน เช่น เคยเดินได้ครึ่งหรือหนึ่งกิโลเมตรแบบสบายๆ แต่กลับเดินได้เพียง 100–200 เมตรแล้วต้องพัก หรือเคยเดินขึ้นบันได 2–3 ชั้นได้โดยไม่ต้องพัก แต่ปัจจุบันเดินได้เพียงครึ่งชั้นก็เหนื่อยแล้ว อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าหัวใจกำลังเริ่มล้มเหลว สัญญาณอื่นๆ ได้แก่ หายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว ซึ่งสะท้อนว่าการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจไม่ดี
ในกรณีของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาการมักมาในรูปแบบของเจ็บหรือแน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักทับ บางครั้งร้าวไปแขนซ้าย คอ หรือกราม โดยเฉพาะหลังออกแรง และอาจมีอาการร่วม เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้ หากมีอาการลักษณะนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ

โรคหัวใจหลายชนิดสามารถป้องกันหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ควรกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไปตรวจติดตามตามนัด และปรับยาให้เหมาะสมกับอาการ โรคเรื้อรังเหล่านี้มักไม่มีอาการ จำเป็นต้องติดตามค่าต่างๆ เช่น ความดันโลหิตหลังการรักษาไม่ควรเกิน 130/80 mmHg ไขมันโคเลสเตอรอลรวมไม่ควรเกิน 200 mg% ค่าไขมันเลว (LDL) ไม่ควรเกิน 100–130 mg% ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 mg% และน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารควรอยู่ในช่วง 80–130 mg%
แม้จะซื้อยากินเองอย่างสม่ำเสมอ แต่หากไม่ไปตรวจติดตามที่สถานพยาบาล ก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าค่าต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่ นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการควบคุมอาหาร ไม่ใช่เพียงงดหวานมัน แต่ต้องลดเค็มและเกลือ รวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบางพฤติกรรมที่ทำให้หัวใจเสื่อมลงได้อย่างชัดเจน เช่น การสูบบุหรี่ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มปริมาณมากในคราวเดียว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน รวมถึงการกินมาก ขยับตัวน้อย ความเครียดสะสม และการนอนดึก พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ และเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เรามักได้ยินจากข่าวอยู่เสมอ
อีกเรื่องที่พบได้คือ การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรโดยไม่รู้ผลข้างเคียง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจ เช่น สมุนไพรลดน้ำหนักหรือเพิ่มพลังงาน ซึ่งอาจแอบผสมสารกระตุ้นและมีผลต่อหัวใจ อย่างเช่น ไซบูทรามีน เอเฟดรา เอฟีดรีน เป็นต้น

อาหารเสริมที่มีคาเฟอีนเข้มข้น โสม หรือสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงอยู่เดิม
ดังนั้น การใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรควรพิจารณาความจำเป็น ความปลอดภัย ขนาดที่เหมาะสม และการเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อให้หัวใจดวงนี้อยู่กับเราอย่างแข็งแรงไปอีกนาน

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 16 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 16 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 16 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.22 น.

๐๐ พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ จะแถลงข่าวการเปิดตัวหนังสือทำเนียบธุรกิจอัสสัมชัญ ในงานวันคืนสู่เหย้า AC 141th Anniversary ซึ่งมี สมหวัง ตั้งสมบัติวสิทธิ์ เป็นประธานจัดงาน 16 ก.พ.10.00-12.00 น. ห้อง Conference อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ อนุสรณ์  รร.อัสสัมชัญ พร้อมนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อัสสัมชนิกดีเด่น 2566 เป็นองค์ปาฐกสนทนาถึงที่มาของการเขียนหนังสือ “ชีวิตนี้ชะตาลิขิต” โดยมี นิรุตต์ ศิริจรรยา อัสสัมชนิกดีเด่น 2566 ดำเนินรายการ พร้อมมีพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลอัสสัมชนิกกดีเด่นประจำปี 2568 AC Rising Star 2568 และสุภาพบุรุษอัสสัมชัญ ..๐๐

๐๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ท่านผู้หญิงธิดา เศวตศิลา สิริอายุ 99 ปี ภริยา พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา อดีตองคมนตรีในรัชกาลที่ 9  วันที่  15-17 ก.พ.18.30 น. และสวดถึง 21 ก.พ.ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาส..๐๐

๐๐ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง เชิญชมลิเกโรงใหญ่ โดย คณะพงษ์ศักดิ์ สวนศรี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  “ดวงใจแม่” แสดงโดย อ.พงษ์ศักดิ์ สวนศรี,นีโน่ สุดที่รัก,แน็คกี้ ธเนศพิพัฒ,ต้อม นิรันดร์,โตโต้ ธนเดช,ซาย ภิสา สวนศรี,นัท มาริสา  15 มี.ค.13.00 น. ณ ศาลาเฉลิมกรุง บัตรราคา 1,200 บาท ทุกที่นั่ง โทร.ด่วน 02-2258757-8 และwww.thaiticketmajor.com..๐๐

๐๐เริ่มตั้งแต่ต้นปี ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ เอ็มดีสายกลยุทธ์ หลักทรัพย์บัวหลวง จัดสัมมนาใหญ่ “BLSTalk 2026” ในธีม “Tech Connex เชื่อมพอร์ตลงทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวม” ณ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท รวบรวมข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้เพื่อรับมือโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงพร้อมวิทยากรรับเชิญจากองค์กรชั้นนำ ถ่ายทอดมุมมองการลงทุนหุ้นต่างประเทศอย่างมั่นใจ ผ่าน DR01 อ้างอิงหุ้นเทคระดับโลก ที่ออกโดยหลักทรัพย์บัวหลวง…แว่วว่าตลอดปีนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ รออีกเยอะ ..๐๐

๐๐ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดกิจกรรมเดินแบบการกุศล “สืบสานตำนานศิลป์ถิ่นผ้าไท เมืองศรีภูมิ” ภายใต้งานประเพณีบุญคูณลานสู่ขวัญข้าว ประจำปี 2569..๐๐

๐๐ใน️งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569 “110ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ ได้ร่วมร้องเพลงในคอนเสิร์ตการกุศล “สายน้ำรวมใจ 110 ปี ตรุษจีนปากน้ำโพ” ณ เวทีใหญ่หาดทราย ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์..๐๐

๐๐พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ เลี้ยงแสดงความยินดีให้ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ของม.เชียงใหม่ โดยมี รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, รุ่งนภา ตันยุวรรธนะ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ , ดร.ศิพัฒน์ ไตรอุโฆษ, ภัทธิรา หาญสกุล  ร่วมยินดีด้วย ณ บ้านสุขุมวิท 31..๐๐

๐๐ TikTok ช่อง Jay Devakula  “เจ” จินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา ชวนคุณยาย ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย มาเล่าเรื่องราวLife Style หลากหลายในอดีตมีข้อมูลหาฟังยากสนุกจากความทรงจำที่ยังแม่นยำของท่านผู้หญิง ..น่ารักทั้งคุณยายคุณหลาน..ติดตามฟังกันได้..๐๐

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที  ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน นักกีฬา หรือผู้ที่คิดว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง กลไกสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วคือ การเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงของหัวใจ ไม่ใช่ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังอย่างที่เข้าใจ ซึ่งจะทำให้หัวใจหยุดทำงานภายในเสี้ยววินาที และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องทันที โอกาสรอดชีวิตจะต่ำมาก

นพ. ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า กลไกอันตรายเริ่มต้นจากภาวะเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น Ventricular Tachycardia (VT) หรือ Ventricular Fibrillation (VF) ภาวะเหล่านี้คือการที่หัวใจห้องล่างเกิดการสั่นพริ้ว (Fibrillation) จนสูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด แม้หัวใจจะยังดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว แต่เลือดไม่สามารถถูกส่งไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยจึงล้มลง หมดสติทันที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตจะลดลงจนแทบเป็นศูนย์

นพ. ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า

 “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ป่วยจำนวนมากดูแข็งแรงดีมากก่อนเกิดเหตุ บางคนยังยิ้ม พูดคุย หรือวิ่งออกกำลังกาย แต่ในวินาทีต่อมา หัวใจอาจสั่นพริ้วจนเหมือนหยุดเต้น และอาการแรกของบางคนคือการล้มลงทันที”

สาเหตุพื้นฐานของการเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงมีหลายประเด็น โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Artery Disease) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง เกิดจากคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจแตกและอุดตันฉับพลัน ทำให้หัวใจขาดเลือดกะทันหัน และกระตุ้นให้เกิดภาวะเต้นผิดจังหวะอันตรายได้ทันทีแม้บางรายเพิ่งตรวจสุขภาพและผลตรวจยังปกติ เพราะคราบไขมันแตกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่มักถูกมองข้าม เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น Dilated Cardiomyopathy (หัวใจโตและบีบตัวอ่อนแรง) หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy (ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว) รวมถึง Myocarditis การอักเสบจากติดเชื้อ และรอยแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติจนเกิดภาวะหยุดเต้นได้ ขณะเดียวกัน โรคทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น Brugada syndrome และ Long QT syndrome ก็เป็นปัจจัยอันตราย โดยเฉพาะ Brugada syndrome ซึ่งพบมากในคนไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของ “การใหลตาย”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ส่วนใหญ่มักเกิดจากไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น เช่น การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสูง การหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) การใช้ยาบางชนิด และการใช้สารเสพติด  

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หรือเคยวูบหมดสติแม้เพียงครั้งเดียว ต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเชิงลึก เพราะอาจเป็นสัญญาณของระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือโรคหลอดเลือดหัวใจซ่อนตัว น่าตกใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการเตือนมาก่อน ต่างจากความเข้าใจทั่วไปที่คิดว่าหัวใจจะต้องเจ็บหน้าอกเป็นเวลานานก่อนเกิดเหตุจริง  ความจริงคือ อาการแรกของบางคน คือการล้มลงทันที 

ดังนั้น การตรวจหัวใจอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, สูบบุหรี่, อ้วน, หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ)  แพทย์อาจใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), เอกซเรย์ทรวงอก, ตรวจเลือด, อัลตราซาวด์หัวใจ (Echo), การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยสายพาน (Stress test) หรือ MRI หัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ และหากสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจพิจารณาทำการสวนหัวใจ และทำบอลลูนหรือผ่าบายพาส ทั้งหมดเพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงรุก ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่ควรเกิด

เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การทำ CPR ช่วยพยุงการไหลเวียนเลือดไปยังสมองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่มีบทบาทในการช่วยชีวิต คือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งสามารถช็อกหัวใจที่สั่นพริ้วให้กลับมาทำงานตามปกติได้ทันที การกดหน้าอกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมี AED อยู่ใกล้ โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า นี่คือเหตุผลที่พื้นที่สาธารณะควรมีเครื่อง AED ให้พร้อมใช้งาน และประชาชนควรได้รับการอบรม CPR ขั้นพื้นฐาน”

นพ.ณัฐพล กล่าวปิดท้ายว่า “การป้องกันคือ เกราะที่ดีที่สุด” การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและหวานจัด งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารเสพติด ลดความเครียด ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติที่ร่างกายกำลังบอกเรา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผ่นดินจีน สมัยสามก๊ก พ.ศ. 763-823 ราวพันปีก่อนการตั้งประเทศไทย มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ในฐานะชัยชนะบนสมรภูมิรบ แต่เป็นชัยชนะเหนือใจคน นั่นคือเรื่องราวของ “เล่าปี่” ผู้นำที่เปี่ยมด้วยบารมี กับความมานะพยายามในการไปเชิญตัว “ขงเบ้ง” ยอดนักปราชญ์ออกจากกระท่อมหญ้าบนเขาโงลังกั๋ง มาเป็นที่อาจารย์ปรึกษา

                   ในวันที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ เล่าปี่ตระหนักดีว่า “กองทัพที่แข็งแกร่งยังไม่สู้หนึ่งปัญญาที่ปราดเปรื่อง” เมื่อเขาทราบข่าวว่ามีบัณฑิตหนุ่มผู้มีความสามารถเร้นกายอยู่บนภูเขาสูง เขาจึงไม่ลังเลที่จะออกเดินทางไปหา แม้หนทางจะทุรกันดารเพียงใดก็ตาม

                   ครั้งแรกที่ไปถึง เล่าปี่พบเพียงความว่างเปล่า ขงเบ้งไม่อยู่บ้าน แทนที่จะโกรธเคือง เขากลับฝากถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเคารพไว้

                   ครั้งที่สอง เขาฝ่าพายุฝน ที่หนาวเหน็บจนร่างกายสั่นเทิ้ม เพียงเพื่อจะพบว่าขงเบ้งยังไม่ออกมารับแขก

                   จนกระทั่งครั้งที่สาม เมื่อไปถึง ขงเบ้งกำลังนอนกลางวันอยู่ เล่าปี่สั่งให้ผู้ติดตามรออยู่ด้านนอก ส่วนตัวเขานั้นยืนกุมมือสำรวม รออยู่ตรงบันไดเรือนอย่างสงบนิ่งนานนับชั่วโมงท่ามกลางอากาศเย็นเยือก โดยไม่ยอมให้ใครปลุกขงเบ้ง

                  เมื่อขงเบ้งลืมตาตื่นขึ้นมา พบกับชายผู้สูงศักดิ์ที่ยืนรอด้วยความนอบน้อมดั่งศิษย์รออาจารย์ หัวใจของนักปราชญ์ที่เคยตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกก็ละลายลงทันที ขงเบ้งยอมก้าวออกจากกระท่อมหญ้าเพื่อมาช่วยเล่าปี่สร้างอาณาจักร จ๊กก๊กจนกลายเป็นหนึ่งในสามคานอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊ก

                   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ นั้น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือ “อำนาจที่อ่อนโยน” เล่าปี่สอนเราว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วมองลงมา แต่คือคนที่กล้าจะโน้มตัวลงไปหาผู้มีปัญญา ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักไม่ได้มาจากคำสั่งที่ดุดัน แต่มาจากกิริยาที่ให้เกียรติและการรู้จักวาง “ตัวตน” ลงเพื่อรับเอา “โอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาในชีวิต

                   “รวงข้าวที่เมล็ดเต็มเต่งมักจะโน้มรวงลงต่ำเสมอ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความรู้และคุณธรรมเพียบพร้อม ย่อมแสดงออกด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น”

อาทร  จันทวิมล

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific ร่วมกับวีโร่ จัดโครงการเสริมทักษะนักข่าวในการจัดการกับภัยคุกคามออนไลน์และภัยคุกคามทางเพศระหว่างการทำงาน ในยุคที่การรายงานข่าวมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้น สื่อมวลชนและนักข่าวทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางเพศ ผ่านช่องทางออนไลน์ การข่มขู่ และวาทกรรมเกลียดชังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific (CJT) หรือชื่อเดิมคือ Dart Centre Asia Pacific เป็นองค์กรที่ทำงานสนับสนุนนักข่าวและสื่อมวลชนที่รายงานข่าวเกี่ยวกับความรุนแรง ภัยพิบัติ และโศกนาฏกรรม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 พร้อมส่งเสริมให้นักข่าวและสื่อมวลชนเข้าใจต่อผลกระทบทางจิตใจจากการทำงาน รายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และดูแลสุขภาวะของตนเอง ผ่านการจัดอบรม การมอบทุนการศึกษา การสนับสนุนสื่อความรู้ต่าง ๆ รวมถึงการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลสำหรับนักข่าวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

เพื่อสานต่อพันธกิจนี้ วีโร่ (Vero) บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และการตลาดดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้จับมือกับ CJT เพื่อร่วมกันจัดโครงการอบรมในชื่อ “Not Alone. Not Silenced” อันเป็นโครงการมอบทุนศึกษาเพื่อสนับสนุนความปลอดภัยทางดิจิทัลและความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับนักข่าวทั่วภูมิภาค 

อมันตา เปเรรา ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาของ CJT กล่าวว่า “สื่อมวลชนและนักข่าวคืออาชีพที่มีบทบาทอันสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมของเรา ทั้งจากการสืบหาข้อเท็จจริงและเปิดเผยความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม แต่ในขณะเดียวกัน งานของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ที่นักข่าวต้องเผชิญกับการคุกคาม การข่มขู่ และวาทกรรมเกลียดชังมากมาย CJT จึงพร้อมยืนเคียงข้างนักข่าวทั่วภูมิภาคเพื่อให้การสนับสนุนและจัดหาเครื่องมือในการรับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ เหล่านี้ เรายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับวีโร่ จะสามารถนำเอาผลงานของเราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงการและเครือข่ายสื่อและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น” 

โครงการสนับสนุนทุนศึกษาครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ International Program for the Development of Communication (IPDC) ประจำปี 2568 ขององค์การยูเนสโก โดยจะรวบรวมนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสาร จากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มาเข้าร่วมโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะในการรับมือกับผลกระทบจากวาทกรรมเกลียดชังและการคุกคามออนไลน์ เป็นระยะเวลา 10 เดือน

โปรแกรมดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1: การเวิร์กช็อปออนไลน์การแนะนำโครงการในช่วงเดือนมีนาคม ระยะที่ 2: การเวิร์กช็อป 4 วันในเดือนพฤษภาคม ที่กรุงเทพฯ และระยะที่ 3: การจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาทางออนไลน์ในช่วง 5 เดือนสุดท้าย โดยเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมในเดือนตุลาคม ผู้เข้าร่วมจะสามารถพัฒนาสื่อและเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้นักข่าวในประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถทำความเข้าใจและรับมือกับวาทกรรมความเกลียดชังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสื่อทั้งหมดจะถูกแปลเป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อให้นักข่าวในประเทศที่เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการทำงานจริง 

เปเรรา กล่าวเสริมว่า ผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รู้จักกับเครื่องมือ “เกราะป้องกันดิจิทัล” (Digital Flak Jacket) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้นักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสารสามารถออกแบบวิธีรับมือเพื่อจัดการกับ TFGBV (ความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากเทคโนโลยี) วาทกรรมเกลียดชัง และภัยคุกคามทางดิจิทัลอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง 

นิธิกานต์ ลดาเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์ของวีโร่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันนักข่าวกำลังทำงานภายใต้แรงกดดันที่อาจส่งผลต่อทั้งอารมณ์และวิชาชีพ วีโร่จึงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสื่อมวลชนในมิติที่มากกว่าแค่การผลิตงานข่าวสาร ภายใต้ความร่วมมือกับ CJT ในครั้งนี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” 

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของวีโร่ในการสนับสนุนนักข่าวและวงการสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอกเฉียงใต้ โดยที่ผ่านมาวีโร่เคยร่วมงานกับหน่วยงาน EB Impact จากประเทศสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการเล่าเรื่องอย่างกล้าหาญและการรายงานข่าวเชิงสร้างสรรค์ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การฟอกเขียว และความเหลื่อมล้ำทางสังคม มาตั้งแต่ปี 2567 

ทั้งนี้ สื่อมวลชนที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยี และสนใจเข้าร่วมโครงการ “Not Alone. Not Silenced” สามารถสมัครเข้าร่วมผ่านทาง ลิงก์นี้ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเวิร์กช็อป จะจัดขึ้นในวันที่ 8-11 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่สามารถเข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ทั้ง 4 วันเท่านั้น โดยจะมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโดยคณะกรรมการจาก CJT อีกครั้ง โดยการดำเนินงานเป็นภาษาอังกฤษ

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็ก Minimally Invasive Surgery (MIS) พลิกภาพจำการผ่าตัดกระดูกสันหลัง จากการพักฟื้นยาวนาน สู่การรักษาที่รบกวนร่างกายน้อย ฟื้นตัวเร็ว ช่วยผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การผ่าตัดกระดูกสันหลังเคยถูกมองว่าเป็นการรักษาขั้นสุดท้าย ที่ต้องแลกกับแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ การพักฟื้นหลายวัน และความเสี่ยงหลังการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ Minimally Invasive Surgery (MIS) ที่เข้ามายกระดับมาตรฐานการรักษาโรคกระดูกสันหลังในยุคใหม่

นพ. วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ 

นพ. วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคนิค MIS ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ใช้แผลขนาดเล็กเพียงประมาณ 0.5 เซนติเมตร อาศัยกล้องและเครื่องมือเฉพาะทาง ทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงตำแหน่งที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเปิดแผลกว้างหรือตัดกล้ามเนื้อจำนวนมากเหมือนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม

“แม้จะยังใช้คำว่า ‘ผ่าตัด’ แต่ MIS เป็นการรบกวนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว จนหลายกรณีสามารถพักฟื้นเพียงคืนเดียว

และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย” นพ. วิศิษฐ์ กล่าว

เทคนิค MIS ถูกนำมาใช้รักษาโรคกระดูกสันหลังหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือทับเส้นประสาท, โรคกระดูกสันหลังเสื่อม, ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ, กระดูกสันหลังเคลื่อน รวมถึงความผิดรูปหรือเนื้องอกบริเวณกระดูกสันหลัง

จุดเด่นสำคัญของการผ่าตัดแผลเล็ก คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลุก เดิน และทำกิจวัตรพื้นฐานได้ภายใน 6–24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ลดความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในโรงพยาบาลหรือภาวะแทรกซ้อนจากการนอนนิ่ง แต่ยังช่วยลดต้นทุนทางอ้อม ทั้งด้านเวลาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

ทั้งนี้ การพักฟื้นเพียงคืนเดียวไม่ได้หมายถึงการลดทอนมาตรฐานการดูแล แต่เป็นผลจากการวางระบบรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินผู้ป่วยอย่างเหมาะสม เทคนิคการผ่าตัดที่แม่นยำ การเฝ้าระวังอาการหลังผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามผลและฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง

นพ. วิศิษฐ์ ย้ำว่า การเลือกเข้ารับการผ่าตัดแผลเล็ก MIS ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน และระบบดูแลหลังการรักษา เพื่อให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว ที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

โรงพยาบาลเอส โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-Spine and Joint Hospital)  มีจุดแข็งจากการมุ่งเน้นการรักษาในกลุ่มโรคเฉพาะ ทำให้ทีมแพทย์มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยกระดูกสันหลังในเคสซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง สามารถประเมินแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การคัดกรองว่าใคร “จำเป็นต้องผ่าตัด” และใครสามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ ไปจนถึงการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) ให้ตรงกับลักษณะโรคอย่างแท้จริง

อีกทั้ง มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับการผ่าตัดแผลเล็กโดยตรง รวมถึงการใช้กล้องและเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการรบกวนเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำ MIS ให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

อีกหนึ่งปัจจัยที่แตกต่าง คือระบบดูแลหลังผ่าตัดแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังอาการในช่วง 24 ชั่วโมงแรก การวางแผนฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด ไปจนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวคิด “พักฟื้นคืนเดียว” เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เร็วขึ้น ลดการสูญเสียเวลาและต้นทุน ทางอ้อมในระยะยาว  

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) โทร.02-034-0808