นิทรรศการพิเศษ ‘๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร’

นิทรรศการพิเศษ ‘๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร’

นิทรรศการพิเศษ ‘๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร’

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี  และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ “๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร” นิทรรศการเฉลิมพระ เกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระ นคร

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า นิทรรศการฯ จัดแสดงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ เอกสารหลักฐานต้นฉบับ สื่อสิ่งพิมพ์ และศิลปวัตถุ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในรัชสมัย เพื่อน้อมถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิ ได้แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย ผู้ทรงเป็นดุจแสงสว่างและความหวังของคนไทยทั้งชาติ เสมือนการเดินทางกลับไปสู่ช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อศึก ษาพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งแม้จะทรงครองสิริราชสมบัติเป็นเวลาเพียง 12 ปี แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้น ยังคงปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยตราบจน ถึงปัจจุบัน

โดยแบ่งการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น 8 ช่วงระยะเวลา ตลอดพระชนม์ชีพ ได้แก่

1. หม่อมเจ้าอานันทมหิดล

2. “เจ้านายเล็ก ๆ” ในวังสระปทุม

3. สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

4. ทรงราชย์เพื่อแผ่นดิน

5. นิวัตเป็นมิ่งขวัญพระนคร พ.ศ.๒๔๘๑

6. ยุวกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

7. ราชาเป็นสง่าแห่งแว่นแคว้น 

8. ธำรงไว้ในดวงใจแห่งแผ่นดิน ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสิ่งของและหลักฐานทางปะวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า อาทิ หนังสือพิมพ์จากหอสมุดแห่ง ชาติซึ่งตีพิมพ์เหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานั้น สมุดลงพระปรมาภิไธยเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ต้นแบบพระบรมรูปซึ่งประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร

นิทรรศการพิเศษ “๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร” นิทรรศการเฉลิมพระ เกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี  20 กันยายน 2568 เปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร) ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

คุณแหน : 14 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 14 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 14 ตุลาคม 2568

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.11 น.

●● คอนเสิร์ต Mariah Carey เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา…เรื่องความไพเราะไม่ต้องพูดถึง มันซาบซึ้งมากอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้น Mariah แต่งกายในชุดก่อนจบเพลงสุดท้าย เป็นชุดจากห้องเสื้อ Sirivannavari ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทำให้ฝรั่งสวยงามแบบไทย…ได้ใจผู้ชมเป็นที่ยิ่ง…

●● ในคอนเสิร์ต Mariah Carey เช่นกัน เห็น มธุรส โอสถานนท์ แต่งกายสวยงาม ทันสมัย แบบวัยรุ่นชิดซ้าย ลงสถานีต่อไปเลยทีเดียว…

●● พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา นายกสมาคมศิษย์เก่าบวรนิเวศ จัดการแข่งขันโบว์ลิ่งสามัคคี ครบรอบ 90 ปี สมาคมศิษย์เก่าบวรนิเวศ 18 พ.ย. ณ Blu-O Rhythm Bowl, Major ปิ่นเกล้า เพื่อจัดหาทุนปรับปรุงพัฒนาสมาคม และช่วยรร.วัดบวรนิเวศ…

●● ยินดีกับ สุวรรณา เบญจดล เพิ่งได้หลานย่าคนที่ 3 จากลูกสะใภ้ภรรยาของลูกชายคนเล็ก ซึ่งเป็นผลงานทายาทคนแรกของครอบครัวลูกชายคนนี้…

●● เกือบจะอดทริปจอร์เจียซะแล้ว เพราะปวดหลัง-ปวดสะโพก-ปวดเอว พอไปทำกายภาพบำบัด จำนง ศรันย์พิพัฒน์ หายเป็นปลิดทิ้ง ไปเที่ยวกับคู่ชีวิต โชคดี ได้สบาย (หมายเหตุ : โชคดีคือชื่อสามีของ จำนง)…

●● บางท่านอาจจะไม่แน่ใจว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยนั้นสำคัญไฉน หลายปีก่อนเราได้ยินมาสองหูตอนเช้าวันหนึ่ง ณ บ้านพักซอยสวนพลูของท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกฯในขณะนั้นอรรถาธิบาย ให้กลุ่ม ท็อปคอลัมน์นิสต์ฟังความว่า ตำแหน่งดังกล่าวสำคัญมาก, “ก็ดูเอา
ถ้าเช้านี้ผมไม่ตื่น ก็เหมือนกับการบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าไม่ได้ ก็ดูเอาเองเถอะทั้งขุนทัพนายกอง ปลัดกระทรวงและอธิบดีรอจะเสนองานกันเต็มบ้านไปหมด”… โฟกัสมายุคปัจจุบันก็ต้องดูเอาเองอีกแล้ว ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก่อนหน้ารับตำแหน่งอันสำคัญยิ่งนี้ เป็นนักการเมืองใหญ่ที่บรรดานักข่าวชอบตามสัมภาษณ์ เพราะท่านเป็นคนไม่ถือตัว, อารมณ์ดีตลอดและเป็นคน LIGHT-HEARTED โต้ตอบคำถามสบายๆ ผ่านมาแค่อาทิตย์เดียวรับงานราชการแผ่นดินเจอทั้งปัญหากัมพูชาตีรวน, ปัญหาภาษีทรัมป์, ตลาดหลักทรัพย์ย่อตัว, GDP หดตัว ฯลฯ บุคลิกท่านกลายเป็นผู้ใหญ่ชั่วข้ามคืน ยังออกพื้นที่แบบติดดินเช่นเคย แต่การตัดสินใจและโต้ตอบกับสื่อนานาชาติมีกระบวนการขั้นตอนอย่างที่ควร…

●● กรีนแลนด์ ถ้านับกันตามเทคนิคแล้วก็ต้องถือว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก แม้ว่าจะมีอาณาเขตอันกว้างใหญ่ถึง 2.2 ล้าน ตร.กม. แต่กลับมีพลเมืองเพียง 57,000 คนเท่านั้น เหตุผลสำคัญน่าจะมาจากสภาพภูมิประเทศและอากาศอันแร้นแค้นหนาวเหน็บ และอีกประการหนึ่งฝรั่งชาวเดนมาร์กซึ่งเป็นผู้ปกครองใช้วิธีคุมกำเนิดชนพื้นเมืองชาวอินูอิต (NATIVE) ไม่ให้พวกเขาขยายประชากรตามธรรมชาติได้ที่กลับมาเป็นข่าวคนสนใจทั่วโลก เพราะประธานาธิบดีทรัมป์มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองกรีนแลนด์ ถึงขนาดประกาศกร้าวถ้าจะแปลเป็นไทยแล้วน่าจะได้ความว่า “ไม่ได้เล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล แม้นไม่ได้ด้วยกลก็ต้องบุกยึดสถานเดียว!” พื้นที่นี้สำคัญอย่างไรน่าจะไล่เลียงตามลำดับดังนี้ 1) ทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย พื้นที่นี้อยู่ใกล้ขั้วโลกเป็นจุดสำคัญที่จะสามารถตั้งสถานีที่ทั้งติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของรัสเซีย, เป็นระบบ EARLY WARNING ในกรณีรัสเซียจะโจมตีสหรัฐหรือพันธมิตรด้วยขีปนาวุธ 2) ผลพลอยได้ WIND-FALL ที่ประมาณค่ามหาศาลคือทรัพยากรธรรมชาติใต้ดินที่ชาติมหาอำนาจพยายามรุกรานชาติอื่น อาทิ น้ำมันปิโตรเลียม, ก๊าซธรรมชาติ, ทองคำ, และที่เหนือยิ่งไปกว่านั้นแร่ล้ำค่า (RARE EARTH) ทางยุทธศาสตร์… จึงเกิดเป็นปัญหาโลกแตกขึ้นมากับองค์การ “นาโต” เพราะทั้งสหรัฐและเดนมาร์ก/กรีนแลนด์ต่างเป็นสมาชิกองค์การ หากทรัมป์ใช้กำลังบุกยึดจะป้องกันได้อย่างไร ??…●●

บารอนเนส

ไทยก้าวหน้าเพิ่มสิทธิ ‘แม่ลาคลอด’ เทียบเท่าโปรตุเกส-บราซิล มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ชู ‘นมแม่ 6 เดือน’ ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์

ไทยก้าวหน้าเพิ่มสิทธิ ‘แม่ลาคลอด’ เทียบเท่าโปรตุเกส-บราซิล  มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ชู ‘นมแม่ 6 เดือน’ ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์

ไทยก้าวหน้าเพิ่มสิทธิ ‘แม่ลาคลอด’ เทียบเท่าโปรตุเกส-บราซิล มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ชู ‘นมแม่ 6 เดือน’ ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.47 น.

มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “นมแม่ล้วน 6 เดือน ไม่เสริมน้ำ”หลังวุฒิสภาเห็นชอบ พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เพิ่มวันลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน ชี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มแม่และเด็กเทียบเท่ากับประเทศชั้นนำอย่างโปรตุเกสและบราซิล เตรียมเร่งผลักดันให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ร้อยละ 50

พญ. ศิริพร กัญชนะ

ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ และภาคีเครือข่ายได้มีการขับเคลื่อนนโยบายปกป้อง ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก (BFHI) สนับสนุนมุมนมแม่ในสถานประกอบการ โดยล่าสุดนับเป็นหมุดหมายที่ดีเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เพิ่มวันลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน ภายหลังจากนั้นยังได้มีการพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ ซึ่งมีเรื่องของการกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงานได้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ตลอดระยะเวลา 1 ปีหลังคลอด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน 6 เดือนไม่เสริมน้ำให้เป็นนโยบายแห่งชาติประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

“การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วันช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานโดยเฉพาะแม่และเด็ก ทำให้แม่ได้มีเวลาอยู่กับลูกนานขึ้น ลูกได้กินนมแม่นานขึ้นถึง 4 เดือน และเมื่อแม่ต้องกลับไปทำงานก็จะเหลือเวลาเพียงแค่ 2 เดือนที่จะบีบเก็บน้ำนมกลับมาให้ลูก ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญนับจากนี้ก็คือการขับเคลื่อนเรื่องโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก (BFHI) ให้มีความเข้มแข็ง ลูกต้องได้เข้าเต้าแม่ตั้งแต่ชั่วโมงแรงหลังคลอด ต้องทำให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ตั้งแต่อยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้แม่มีความมั่นใจในการดูแลลูก และเมื่อกลับบ้านก็จะต้องมีระบบสนับสนุนให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เช่น คลินิกนมแม่ จะทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถูกเริ่มต้นอย่างเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ” แพทย์หญิงศิริพร กล่าว

สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ทำให้สิทธิในการลาคลอดของประเทศไทย มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศทั่วโลก โดยประเทศโปรตุเกส และบราซิล ให้สิทธิแม่ในการลาคลอดถึง 120 โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน หรือลาได้ถึง 150 วันและรับค่าจ้างลดลงเหลือร้อยละ 80 ส่วนประเทศที่ให้สิทธิ์การลาคลอดนานที่สุดในโลกคือประเทศบัลแกเรีย 58.6 สัปดาห์ (ประมาณ 1 ปี 1 เดือน) รองลงมาคือประเทศนอร์เวย์ 49 สัปดาห์ (ประมาณ 11 เดือน)

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์ 

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนกิจกรรมพัฒนาสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคมนมแม่ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ระบุว่า การเพิ่มวันลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน จะช่วยให้แม่มีเวลาพักฟื้นและดูแลบุตรแรกเกิดได้อย่างเต็มที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจทั้งแม่และเด็ก ก่อให้เกิดความรักความผูกพันสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก แม่จะได้มีเวลาให้นมลูกและดูแลลูกได้เต็มที่   ลดความกังวลในการหาผู้ดูแลลูกเมื่อต้องกลับไปทำงาน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังช่วยลดความเสี่ยงและช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกในตัวของแม่ได้ ตัวลูกเองก็จะได้รับสารอาหารและภูมิคุ้มกันจากนมแม่อย่างเต็มที่ สุขภาพก็จะแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรค NDCs ในวัยผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

“กฎหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนมีส่วนช่วยสนับสนุนให้การขับเคลื่อนสังคมนมแม่ล้วน 6 เดือน ประสบความสำเร็จมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นที่ต้องสื่อสารกับภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องให้เห็นว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นไม่ได้มีประโยชน์แค่ตัวแม่กับลูกเท่านั้น แต่เป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่ง เพราะเด็กจะป่วยน้อย โรงพยาบาลก็ไม่ต้องรับภาระ ครอบครัวไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กป่วย อีกส่วนหนึ่งที่คือภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ รวมไปถึงออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องของนมแม่ทำได้ง่ายขึ้น เช่นการเพิ่มวันลาให้มากขึ้นไปจนถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นลงทุนในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพด้วยนมแม่ที่คุ้มค่ามากที่สุดที่นานาประเทศให้การยอมรับ”

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านจำนวนประชากรที่ลดลง และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การขับเคลื่อน “นมแม่” ให้เป็นนโยบายแห่งชาติ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ฐานราก เพราะนมแม่คืออาหารที่ดีที่สุด และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เด็กไทยทุกคนควรได้รับ เพราะมีสารอาหารครบถ้วน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและสติปัญญา

การสนับสนุนให้เด็กไทยได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และต่อเนื่องถึง 2 ปีพร้อมอาหารตามวัย จึงเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนน้อยที่สุดแต่ให้ประโยชน์สูงสุด ในการสร้างเด็กไทยให้มีสุขภาวะ สร้างทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้มีคุณภาพ

ผู้หญิงคนแรกของโลก! ‘ฟีฟ่า’ ประกาศแต่งตั้ง ‘มาดามแป้ง’ เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการการพัฒนา ปี 2025–2029

ผู้หญิงคนแรกของโลก! 'ฟีฟ่า' ประกาศแต่งตั้ง 'มาดามแป้ง' เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการการพัฒนา ปี 2025–2029

ผู้หญิงคนแรกของโลก! ‘ฟีฟ่า’ ประกาศแต่งตั้ง ‘มาดามแป้ง’ เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการการพัฒนา ปี 2025–2029

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) มีมติรับรองอย่างเป็นทางการแต่งตั้ง นางนวลพรรณ ล่ำซำ CEO บมจ.เมืองไทยประกันภัย ในฐานะนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานคณะกรรมการการพัฒนา (The Chairperson of FIFA’s Development Committee) วาระปี 2025–2029 นับเป็น ผู้หญิงคนแรกของโลกที่ได้รับตำแหน่งสำคัญนี้ในองค์กรฟุตบอลระดับโลก

การแต่งตั้งในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของฟีฟ่าต่อศักยภาพผู้นำจากเอเชียและประเทศไทย รวมถึงการยอมรับในบทบาทของผู้นำหญิงไทยที่สามารถขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจและการบริหารจัดการระดับสากล

สำหรับ Development Committee เป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถือเป็น Standing Commitee หรือ คณะกรรมการประจำ ที่ขึ้นตรงกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า และ สภาฯ ฟีฟ่า ทั้งหมด มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการรับผิดชอบโครงการพัฒนาของ ฟีฟ่า ครอบคลุม และ ดูแล 211 สมาคมสมาชิก โดยจะวางแผนและเสนอกลยุทธ์ที่เหมาะสม, ตรวจสอบกลยุทธ์เหล่านี้เป็นระยะ และ วิเคราะห์การสนับสนุนที่มอบให้กับสมาคมสมาชิก, สมาพันธ์ และ สมาคมระดับโซน และ ภูมิภาคทั้งหมดทั่วโลก

เป็นการตอกย้ำบทบาทผู้นำหญิงไทย ในเวทีเศรษฐกิจและกีฬาโลก “มาดามแป้ง” ในฐานะผู้นำหญิงภาคเอกชนและภาครัฐ ทั้งในฐานะ ‘ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)’ และ ‘นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ’ แสดงถึงความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรระดับนานาชาติ

ไม่เพียงเป็นเกียรติสูงสุดของวงการฟุตบอลไทย แต่ยังเป็น Soft Power สำคัญที่สะท้อนศักยภาพของประเทศไทย ในการบริหารจัดการเชิงระบบ เชื่อมโยงกีฬาเข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาที่ยั่งยืน  ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนและเปิดเวทีฟุตบอลให้กับเยาวชนทุกระดับทั้งชายและหญิง ร่วมกับภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น โครงการเมืองไทยมาดามคัพ, ฟุตบอลคลินิกเมืองไทยประกันภัย, เมืองไทยคัพ ฯลฯ  เป็นตัวอย่างของผู้นำยุคใหม่ที่ใช้พลังแห่งการพัฒนา ยกระดับทั้งเศรษฐกิจและสังคม

บิ๊กซี จัดประกวด‘บิ๊กซี ดนตรีไทย’รอบชิง 12 ถ้วยพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

บิ๊กซี จัดประกวด‘บิ๊กซี ดนตรีไทย’รอบชิง 12 ถ้วยพระราชทาน  เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

บิ๊กซี จัดประกวด‘บิ๊กซี ดนตรีไทย’รอบชิง 12 ถ้วยพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในเครือกลุ่มบีเจซี จัดการประกวดโครงการ “บิ๊กซี ดนตรีไทย” ปีที่ 4 รอบชิงชนะเลิศชิง ๑๒ ถ้วยพระราชทาน เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัล ณ บิ๊กซี สาขาราชดำริ

เวทีนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยอายุ 6-25 ปี ได้แสดงความสามารถด้านดนตรีไทยและการผสมผสานไทย–สากล (Trio) ภายใต้แนวคิด “โสตศิลป์สืบสานดนตรีไทย เพราะดนตรีไทยคือสมบัติของแผ่นดิน” เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและร่วมสืบทอดศิลปะดนตรีไทย

โครงการ “บิ๊กซี ดนตรีไทย” ไม่เพียงเป็นกิจกรรมเพื่อเยาวชน แต่ยังสะท้อนถึง กลยุทธ์ CSR ของบีเจซี บิ๊กซี ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาเยาวชน และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อให้สังคมและธุรกิจเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของบิ๊กซีในฐานะ “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า” ที่พร้อมมอบพื้นที่สร้างคุณค่าและความสุขให้แก่ชุมชนไทย

FWD ร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอนาคตให้เยาวชนผ่านศูนย์ฝึกพิมาลี

FWD ร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอนาคตให้เยาวชนผ่านศูนย์ฝึกพิมาลี

FWD ร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอนาคตให้เยาวชนผ่านศูนย์ฝึกพิมาลี

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในจังหวัดหนองคาย มีศูนย์ฝึกวิชาชีพด้านการโรงแรมและงานบริการชื่อว่า “พิมาลี”  ที่นี่มุ่งสร้างการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะอาชีพ เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่แม้จะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความพร้อม แต่มีใจที่อยากก้าวไปข้างหน้า  

ศูนย์ฝึกแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิพิมาลี ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสในภาคอีสาน รวมถึงอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการฝึกทักษะอาชีพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยแนวคิด “Learning by Doing” นักเรียนจะได้ฝึกปฏิบัติงานจริงตลอด 12 เดือนเต็ม ในมูลนิธิฯ ที่ได้สร้างเป็นโรงแรมขนาด 4 ห้องนอน ที่มีแขกเข้าพักจริง โดยรับผิดชอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เช็คอิน เตรียมอาหาร เสิร์ฟ ทำความสะอาด ไปจนถึงเช็คเอาท์ ทุกวันคือการเรียนรู้ผ่านความรับผิดชอบจากสถานการณ์จริง ที่หล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตในเส้นทางอาชีพได้อย่างมั่นใจ

กว่า 80% ของนักเรียนที่จบจากศูนย์ฝึกพิมาลีได้รับโอกาสทำงานในโรงแรมระดับ 5 ดาวทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเลื่อมล้ำทางสังคม และความเชื่อมั่นในศักยภาพของมูลนิธิพิมาลี ตลอดจนความตั้งใจของเยาวชนเหล่านี้ FWD ประกันชีวิต จึงร่วมสนับสนุนมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562  โดยมอบทุนการศึกษา ประกันสุขภาพและประกันชีวิต รวมถึงอบรมด้านการเงินเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ค้นพบตัวตน กล้าฝัน และกล้าก้าวออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เลือกเอง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการทำงานเพื่อสังคมของ FWD ที่ยึดสองเสาหลักสำคัญ คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Reduce Inequality) ผ่านการเปิดโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ และ การส่งเสริมความรู้พื้นฐานด้านการเงิน (Financial Literacy) ที่ช่วยให้เยาวชนมีพื้นฐานการวางแผนทางการเงินที่ดี

“เพราะการสนับสนุนด้านการศึกษา คือการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” เดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทยและกัมพูชา บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต หรือ FWD ประกันชีวิต กล่าว “เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสให้กับเยาวชนเหล่านี้ ให้พวกเขามีรากฐานที่มั่นคงในอนาคต ก้าวไปสู่ความสำเร็จ พร้อมดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน สามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ตาม Brand promise ‘Celebrate living’ ที่สนับสนุนให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบที่ชอบได้อย่างไร้กังวล เมื่อเยาวชนได้รับโอกาสอย่างเหมาะสม จะช่วยให้พวกเขาสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆต่อไป”

เนย ภัณฑิรา พิมเสน จากนครพนม เป็นหนึ่งในเยาวชนที่ได้รับโอกาสนี้ เธอเล่าย้อนไปในเช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังปูผ้าปูที่นอน เตรียมห้องสำหรับแขกเช็คอิน “วันนั้นตื่นเต้นมาก เพราะแขกที่จะมาพักเป็นแขกจริง เราต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นการบริการจริงๆ ไม่ใช่การฝึก” เธอเล่าด้วยแววตาแน่วแน่ เนยเติบโตมาในครอบครัวที่แม่ต้องทำงานหนักทั้งทำนาและดูแลลูกๆ รายได้แต่ละวันจึงมีความหมายมากสำหรับครอบครัว การได้มาเรียนที่พิมาลี ได้รับทุนจาก FWD ทำให้เธอค้นพบว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิด และเริ่มมองเห็นเส้นทางชีวิตที่เธอสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง

ด้าน จ๊ะจ๋า จินดามณี พรมวาศ จากหมู่บ้านเด็กโสสะ หนองคาย เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุ้นเคยกับการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และจำได้ดีถึงวันแรกที่ก้าวเข้าสู่พิมาลี “รู้สึกได้เลยว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้และพิสูจน์ตัวเอง เป็นความรู้สึกดีมากค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ามีสิทธิ์จะกล้าฝัน กล้าออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เลือก

ทั้งคู่มีจุดร่วมเดียวกัน คือเคยลังเล ยังไม่กล้าวางแผนให้กับอนาคต แต่ที่นี่ทำให้พวกเธอเห็นศักยภาพของตัวเอง กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย “สิ่งสำคัญคือการเปิดใจ” จ๊ะจ๋าย้ำด้วยรอยยิ้ม “เพราะถ้าเปิดใจ เราจะเห็นว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยโอกาส” เป็นช่วงเวลาที่เธอเริ่มกล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

ตลอดระยะเวลาของการเรียนที่พิมาลี เด็กๆ ต้องเผชิญสถานการณ์จริงทุกวัน เนยเลือกงานด้านแม่บ้าน ได้ฝึกความอดทนและความละเอียด ส่วนจ๊ะจ๋าเลือกงานครัว ได้ทำในสิ่งที่เธอรัก การได้ทำอาหารทุกวันทำให้เธอเข้าใจว่า “ความสุขบางครั้งก็อยู่ในกลิ่นหอมของข้าวผัดธรรมดาๆ” น้องๆ เล่าต่อด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า นอกจากการเรียนรู้ทักษะอาชีพแล้ว FWD ยังมอบทุนการศึกษา และสอนทักษะชีวิตผ่านเวิร์กช็อปด้านการเงินที่ออกแบบให้เข้าใจง่ายและสนุก ยิ่งทำให้ได้ประสบการณ์สมบูรณ์มากขึ้น

ซึ่งการให้ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เป็นเครื่องมือช่วยให้เยาวชนสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างมั่นคง เวิร์กช็อปครอบคลุมตั้งแต่การวางเป้าหมายทางการเงิน จดบันทึกรายรับรายจ่าย การออมเงิน ไปจนถึงการลงทุน ผ่านรูปแบบ Game-based learning โดยใช้บอร์ดเกมเรื่องเงิน ที่พี่ๆ ทีมอาสาสมัครจาก FWD นำมาสอน ช่วยให้น้องๆ เข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินผ่านการเล่นที่สนุกสนาน อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เล่นบอร์ดเกมแล้ว เปิดโลกความเข้าใจขึ้นเลยค่ะ” จ๊ะจ๋าเล่าพร้อมหัวเราะ “ก่อนหน้านี้หนูคิดว่าเรื่องเงินง่าย มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด แต่พอเล่นเกมแล้ว รู้เลยว่า ถ้าวางแผนดีๆ เราจะมีชีวิตที่มั่นคงกว่า” เนยเสริมว่า “ทุนการศึกษาครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตหนูมาก หนูได้โอกาสใหม่ ได้ลองคิดเรื่องอนาคต ได้วางแผนชีวิตของตัวเอง” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ หนูได้รับทุน ได้ความรู้เรื่องเงินที่เอาไปใช้ได้จริง และยังมีประกันชีวิตกับสวัสดิการรักษาพยาบาล ทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังมีคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง หนูอุ่นใจมากค่ะ

หลังเรียนจบจากพิมาลี ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่โลกการทำงานด้วยความมั่นใจ การตัดสินใจรับโอกาสในวันนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตจริงๆจ๊ะจ๋า ทำงานในตำแหน่งพนักงานผู้ช่วยในส่วนของครัว ดูแลไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่ โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ “ภูมิใจที่กล้าออกมาเผชิญโลกกว้าง ได้เรียนรู้การปรับตัว และเอาความรู้จากพิมาลีมาใช้จริงในการทำงานด้วย” เธอพูดด้วยความมั่นใจ พร้อมยิ้มกว้าง “หนูยังใช้วิชาการเงินที่พี่ๆ สอนอยู่เลยค่ะ ได้เงินมาจะแบ่งเป็น 3 ส่วนตามที่เรียนในเวิร์กช็อป ส่วนใช้จ่าย ส่งกลับบ้าน แล้วก็เก็บออม อีกเป้าหมายของหนูคืออยากมีเงินพอที่จะช่วยดูแลเด็กๆ คนอื่นในสถานเลี้ยงเด็กเหมือนที่เคยได้รับมา”

เนย ทำงานในแผนกแม่บ้าน ดูแลเรื่องลินิน ยูนิฟอร์ม ตั้งแต่วัดตัวไปจนถึงซ่อมแซมชุดยูนิฟอร์มของพนักงานที่ โรงแรมสุโขทัย “รู้สึกดีที่ได้เป็นตัวเองได้มากกว่าเดิม” เธอเล่า “ตอนนี้ส่งเงินให้แม่ทุกเดือนเลยค่ะ แม่บอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว หนูเองก็เก็บเงินได้ด้วย” เธอพูดต่อ น้ำเสียงมุ่งมั่น “ความฝันของหนูคืออยากเก็บเงินสร้างบ้านให้เสร็จตามความตั้งใจของแม่ อยากให้แม่ได้มีบ้านเป็นของเราเอง”

“อีก 3 ปีข้างหน้า อยากกลับไปเล่าประสบการณ์ให้รุ่นน้องที่พิมาลีฟัง” เนยพูด “อยากให้เขารู้ว่า ถ้าเราทำได้ เขาก็ทำได้เหมือนกัน อยากสอนเรื่องความรับผิดชอบในการทำงาน เพราะตอนนี้รู้แล้วว่ามันสำคัญแค่ไหนในความเป็นจริง” ด้านจ๊ะจ๋าเองก็ “อยากสอนทักษะการทำอาหารให้เด็กๆ ในชุมชน สอนให้เขารู้ว่า การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก เพราะทักษะเหล่านี้จะช่วยให้ปรับตัวได้ดีขึ้นเมื่อออกไปทำงานจริง”

จากจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน ทั้งเนยและจ๊ะจ๋าเข้าใจแล้วว่า จุดเริ่มต้นไม่สำคัญเท่ากับการเลือกที่จะเดินต่อไป การตัดสินใจคว้าโอกาสและลงมือทำ สามารถสร้างความแตกต่างที่เปลี่ยนอนาคตได้  เรื่องราวของพวกเธอเป็นเครื่องยืนยันว่า โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนอนาคตได้จริง ขณะเดียวกันการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการเปิดโอกาส ตลอดจนพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริง นี่คือเหตุผลที่ FWD ประกันชีวิตร่วมสนับสนุนเยาวชนผ่านมูลนิธิพิมาลีอย่างต่อเนื่อง

ที่ศูนย์ฝึกพิมาลี ยังมีเด็กๆ อีกหลายคนกำลังยืนหน้าเตาในตอนเช้า เตรียมอาหารให้แขกที่เข้าพัก ขึงผ้าปูที่นอนให้เรียบตึง จัดเตรียมห้องสำหรับการเช็คอิน ทุกขั้นตอนที่พวกเขาลงมือทำ คือก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงของตัวเอง วันข้างหน้า พวกเขาจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ต่อไป

สมาคมภริยาอัยการ ต้อนรับ ‘เกษร แก้วทิพย์’ รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนที่ 20 อย่างเป็นทางการ

สมาคมภริยาอัยการ ต้อนรับ ‘เกษร แก้วทิพย์’  รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนที่ 20 อย่างเป็นทางการ

สมาคมภริยาอัยการ ต้อนรับ ‘เกษร แก้วทิพย์’ รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนที่ 20 อย่างเป็นทางการ

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมภริยาอัยการ จัดพิธีบวงสรวงและพิธีเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมภริยาอัยการอย่างเป็นทางการให้กับ เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 20  พร้อมเป็นประธานในพิธีด้วยฤกษ์อันเป็นมงคล จุดธูปเทียนบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การเริ่มต้นภารกิจในตำแหน่งใหม่ จากนั้นพราหมณ์ได้ประกอบพิธีบวงสรวงตามลำดับจนเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2568

อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมภริยาอัยการ,ที่ปรึกษาสมาคมฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 20  

เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 20  

โอกาสนี้ อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ให้เกียรติเข้าร่วมงานและมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนายกสมาคมภริยาอัยการคนใหม่  พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมภริยาอัยการ,ที่ปรึกษาสมาคมฯ ร่วมแสดงความยินดีท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น อบอุ่นและเป็นกันเอง

เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียนบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด นำดอกไม้มาเซอร์ไพรส์ให้กับมาดามเกษร นายกสมาคมภริยาอัยการที่รับไปอย่างชื่นมื่น

เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกนัดแรก เตรียมพร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และกิจกรรมงานกาชาด ปี 2568 ระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568

นอกจากนี้ ภายในงาน นายกสมาคมภริยาอัยการคนใหม่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกสมาคมฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยมีคณะทำงานสมาชิกสมาคมฯ และที่ปรึกษาเข้าร่วมเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานของสมาคมฯ การแก้ไขข้อบังคับการประชุม และการเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา รวมทั้งการประชุมในครั้งนี้ยังหารือเรื่องการจัดกิจกรรมภายในงานกาชาด ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568 รวม 11 วัน 11 คืน ที่สวนลุมพินี โดยในปีนี้ ทางสมาคมภริยาอัยการจะจัดเฉพาะกิจกรรมสอยดาวกาชาด เพื่อแจกรางวัลใหญ่ให้กับประชาชนที่มาร่วมบุญกับบูธสมาคมภริยาอัยการ

อดีตนายกสมาคมภริยาอัยการ มาร่วมงาน

ทีมประชาสัมพันธ์สมาคมภริยาอัยการ

ทีมประชาสัมพันธ์สมาคมภริยาอัยการ

FITFLOP จับมือศิลปินไทย ยูน – ปัณพัท เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Waltz of the Meadow’

FITFLOP จับมือศิลปินไทย ยูน - ปัณพัท เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Waltz of the Meadow’

FITFLOP จับมือศิลปินไทย ยูน – ปัณพัท เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Waltz of the Meadow’

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

FITFLOP แบรนด์รองเท้าชั้นนำระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านความสบายและดีไซน์อันโดดเด่น ประกาศความร่วมมือครั้งแรกกับศิลปินไทยชื่อดัง ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล จัดงาน “Phannapast x FITFLOP” เปิดตัวรองเท้าคอลเลกชันพิเศษ “Waltz of the Meadow”  ที่ Bar Sathorn โดยมีคณะผู้บริหารจากเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG พร้อมด้วยศิลปินไทยชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ ร่วมเล่าถึงที่มาและความพิเศษของคอลเลกชันนี้

ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล  และ จิตรฤดี พนิตพล

จิตรฤดี พนิตพล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินค้าแฟชั่นและนาฬิกา บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “โปรเจกต์ PHANNAPAST X FITFLOP เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ FITFLOP ที่อยากสร้างคอลเลกชันที่ไม่เพียงมอบความสบายในการสวมใส่ แต่ยังผสานความสนุกสนานกับศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความต้องการให้รองเท้าเป็นมากกว่าสิ่งที่ใช้สวมใส่ แต่เป็นชิ้นงานที่สะท้อนตัวตนและแรงบันดาลใจได้ด้วย จึงได้ร่วมงานกับศิลปินไทยระดับโลก อย่าง ยูน-ปัณพัท ผู้มีผลงานโดดเด่น เต็มไปด้วยจินตนาการ บอกเล่าเรื่องผ่านศิลปะอย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านคอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” ที่ถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นรองเท้าที่งดงามและยังคงเอกลักษณ์ของ FITFLOP ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอยากให้ทุกคนได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงรองเท้า แต่นี่คือ ศิลปะที่สวมใส่ได้”

ยูน – ปัณพัท กล่าวถึงรองเท้าคอลเลกชันนี้ว่า “ยูนเชื่อว่ารองเท้าดีๆ สามารถพาเราไปสู่สถานที่อันสวยงาม คอลเลกชันนี้จึงเปรียบเสมือนการพกพาความพิเศษ ความสดใส และแรงบันดาลใจไปกับคุณในทุกที่ พร้อมช่วยเติมความสบายและความสุขในทุกการเดินทาง ด้วยการพาทุกคนเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ โดยเปรียบรองเท้า FITFLOP เสมือนผืนผ้าใบที่แต่งแต้มลวดลายและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก “สวนขวดแก้ว” ที่รายล้อมด้วยฝูงผีเสื้อที่กำลังโบยบินอย่างอิสระและหมู่มวลดอกไม้ที่ผลิบานอย่างงดงาม ช่วยทำให้วันธรรมดากลายเป็นวันแสนพิเศษในทุกย่างก้าวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เอกลักษณ์ และความมหัศจรรย์”

ภายในงานยังมีนักแสดงสาวชื่อดัง อย่าง จูเน่ – เพลินพิชญา โกมลารชุน และ จีน่า – ญีนา ซาลาส ที่มิกซ์แอนด์แมตช์ลุคสุดชิคกับรองเท้า FITFLOP จากคอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” เป็นไอเดียให้กับสาวๆ ในการแต่งตัว พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและเหล่าศิลปินชื่อดัง อาทิ ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล ภาสินี คงเดชะกุล เปี่ยมรัก หัตถกิจโกศล และสิริมา ไชยปรีชาวิทย์ มาร่วมชมความพิเศษคอลเลกชันในครั้งนี้

คอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีแห่งความสบายในการสวมใส่รองเท้า อันเป็นเอกลักษณ์ของ FITFLOP เข้ากับงานศิลปะสุดจินตนาการของ ยูน – ปัณพัท ทำให้คอลเลกชันนี้มีดีไซน์ที่โดดเด่น ใช้งานได้จริง และเต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนหลงใหล โดยรองเท้าทุกคู่ถูกออกแบบมาให้สวมใส่สบายตลอดวัน พร้อมทั้งสะท้อนความเป็นตัวเองและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านรองเท้า 3 รุ่น ได้แก่ Lulu X Phannapast Fairy Bouquet Toe-Post Sandals, Lulu X Phannapast Pansy Paradiso Toe-Post Sandals  และ Rally X Phannapast Meadow Melody Strap Sneakers

การร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ FITFLOP ในระดับภูมิภาค ที่สะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการสนับสนุนงานศิลปะท้องถิ่นสู่ระดับสากล ด้วยการจับมือกับ ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่กำลังเป็นที่จับตามองและมีผลงานจัดแสดงในเวทีนานาชาติ โดย FITFLOP ยังคงตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์ที่เชื่อมโยงแฟชั่น ฟังก์ชันการใช้งาน และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

คอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” พร้อมวางจำหน่ายแล้ว ที่ร้าน FITFLOP ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ www.FITFLOP.co.th

MOO Bangkok เปิดตัวคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 ‘Mountain Club’ แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา

MOO Bangkok เปิดตัวคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025  ‘Mountain Club’ แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา

MOO Bangkok เปิดตัวคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 ‘Mountain Club’ แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

MOO Bangkok นำโดย หมู – พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา ผ่านสไตล์ urban casual และ street อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสมผสานกับรายละเอียดจากเสื้อผ้าแนว camping และกลิ่นอายของความสปอร์ต ในคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 ที่เชื่อมโยงระหว่างชีวิตในเมืองใหญ่ กับสีสันของธรรมชาติได้อย่างลงตัว

 หมู – พลพัฒน์ อัศวะประภา

ในคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 นี้ MOO Bangkok ได้หยิบเอารายละเอียดของเสื้อผ้าสไตล์ Camping  เข้ามาผสมผสานกับซิลลูเอทอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ อาทิ การเลือกใช้ผ้าไนลอนร่วมกับเทคนิคการตัดต่อและการปะกระเป๋า บนไอเทมของ MOO Bangkok ทั้งเสื้อเชิ้ตผ้าลาย Camo และผ้าเดนิมลายทาง รวมถึงเสื้อเจอร์ซี่ตัดต่อชายเสื้อ แต่งกระเป๋าผ้าไนลอน เพื่อเพิ่มฟังก์ชันและความเคลื่อนไหวให้กับลุคแบบเอาท์ดอร์ นอกจากนี้ยังนำเสนอไอเทมประจำฤดูกาล อย่าง เสื้อกั๊กตัดเย็บจากผ้า Workwear ที่โดดเด่นด้วยเทคนิคการตัดต่อผ้าในโทนสีเดียวกัน ตกแต่งกระเป๋าปะ, กางเกงขายาวทรงบอลลูน (Barrel Pants) ไอเทมใหม่ล่าสุดของแบรนด์ และแจ็กเก็ตที่ได้แรงบันดาลใจจากเสื้อฮู้ดพาร์กา (Parka Jacket) ซึ่งเป็นแจ็กเก็ตทรง Workwear ของ MOO Bangkok พร้อมฮู้ดที่สามารถถอดออกได้ โดยมีกระเป๋าปะผ้าไนลอน และดีเทลรูดจั๊มเอว เป็นไอเทมที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ และไลฟ์ไตล์ Camping ได้อย่างลงตัว

แรงบันดาลใจจากการปีนผา (Climbing) และการเดินป่าสำรวจ (Trekking) ยังถูกนำมาตีความ และสร้างสรรค์ในคอลเลกชั่นนี้ โดยได้ดึงจุดเด่นของชุด Trekking และ Climbing มาใช้ในการออกแบบ อาทิ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นผ้าไนลอนตัดต่อคู่สีที่ตกแต่งดีเทลห่วงและตัวรูด Stopper ที่ชายเสื้อ, เสื้อเชิ้ตผ้าฟอก ดีเทลเดินเส้นแบบสปอร์ต พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของการออกสำรวจธรรมชาติ, แจ็กเก็ตและกางเกงเข้าชุดลวดลายสัตว์ ด้วยเทคนิคการวาดเส้นคอนทัวร์ (Contour Drawing) และแจ็กเก็ตที่ต่อยอดจาก FFA Jacket อันเป็นแจ็กเก็ตผ้าวินเทจ สัญลักษณ์ของ “Future Farmers of America” (FFA) ซึ่งตกแต่งลายปักพิเศษของคอลเลกชั่น นอกจากนี้ยังมีไอเทมชิ้นเบสิก ทั้งเสื้อยืดสกรีนลวดลายและปักอาร์ม ที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน รวมถึงหมวกแก๊ปดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบในแบบฉบับของ Mountain Club

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าดารานักแสดงชื่อดัง อาทิ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร, มาร์ค-ภาคิน คุณาอนุวิทย์, ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ, เอม-สรรเพชญ์ คุณากร, เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ, ชาร์เลท-วาศิตา แฮเมเนา, พิมมา-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ  PiXXiE, โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์, จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ, กร วรรณไพโรจน์ PROXIE, อองรี-ออสการ์ เอ็ดเวิร์ด วัตราเศรษฐ์ PROXIE, คิม-ปัณณธร จิรศาสตร์ PROXIE, จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ PERSES, เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ PERSES, ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ PERSES, เบน-บัญญพนต์ ลิขิตอำนวยพร, หมีพูห์-วิน สกุลแสงประภา และดี-พอดี-สถิตพันธุ์เวชา มาร่วมงาน

ตามไปอัพเดทคอลเลกชั่น MOO Bangkok Autumn-Winter 2025 ได้แล้ววันนี้ที่ MOO Bangkok Flagship Store ชั้น 1 โซน Comma And  ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 2 โซน wearever ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 2 โซน The Urban ศูนย์การค้าเกสรอัมรินทร์, ชั้น 2 โซน Comma And ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค และช่องทางออนไลน์ที่ Website: http://www.moobangkok.com, Line Official: @moobangkok, Line Shopping: https://shop.line.me/@moobangkok, Lazada: https://www.lazada.co.th/shop/moobangkok และ Central Online: https://www.central.co.th/th/moo

‘พินิจ จารุสมบัติ’ นำคณะร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ณ แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

‘พินิจ จารุสมบัติ’ นำคณะร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ณ แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

‘พินิจ จารุสมบัติ’ นำคณะร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ณ แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 23.03 น.

เมื่อวันที่ 5 – 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีการจัดงาน การแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ประจำปี 2568 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามและส่งเสริมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ไทย–ลาว

ในการนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย–จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ นำคณะผู้แทนจากประเทศไทย ประกอบด้วย นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ประธานบริษัท ชไนเดอร์ลิฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ,นายคมกฤษ วัชรพินธ์ ,นายอนันต์ จงเกษมสุข

โดยในช่วงค่ำของวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ท่านบัวสอน บุบผาวัน อดีตนายกรัฐมนตรีลาวคนที่ 5 ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนไทย ณ โรงแรม Dokchampa ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง มีการแสดงแลกเปลี่ยนร้องเพลงระหว่างคณะจากทั้งสองประเทศอย่างครึกครื้น สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพอันดีงาม ก่อนที่คณะจะเข้าพัก ณ Sokbounma Garden House

และช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา โดยมี ท่านคำแหวน ปัญญานุวงศ์ รองเจ้าแขวงบอลิคำไซ เป็นประธานในพิธี  ซึ่งแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ได้เชิญผู้แทนจากไทย ประกอบด้วย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับชมกรแข่งขัน

ซึ่งการแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นในประเภท เรือพาย 25–30 ฝีพาย(ชาย) มีผู้เข้าร่วมจากหลายพื้นที่ของ สปป.ลาว และมีประชาชนร่วมชมกันอย่างคึกคัก

กิจกรรมภายในงานยังมี ตลาดวัฒนธรรมและการแสดงสินค้าท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ ยังได้มอบเงินสนับสนุนการจัดงานจำนวน 200,000 บาท เพื่อร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสืบสานมิตรภาพระหว่าง ราชอาณาจักรไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มั่นคงยิ่งขึ้น

-(016)