ออมสิน ชู ‘เกาะลิบง’ ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรอง กับโครงการ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’

ออมสิน ชู 'เกาะลิบง' ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรอง กับโครงการ 'ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา'

ออมสิน ชู ‘เกาะลิบง’ ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรอง กับโครงการ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยแนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ผ่านโครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา”

ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน

“Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม

-(016)

เปิดตัว! นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด ‘หนังสือเคียงใจ หุ่นเชื่อมไมตรี’

เปิดตัว! นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด 'หนังสือเคียงใจ หุ่นเชื่อมไมตรี'

เปิดตัว! นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด ‘หนังสือเคียงใจ หุ่นเชื่อมไมตรี’

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง สำหรับนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้จัดขึ้นภายในงานมหกรรมหนังสือ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) ระหว่างวันที่ 9–19 ตุลาคม 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นการกลับมาประจำทุกๆ ปี ของนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ และปี 2025 นี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 9 แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสื่อสิ่งพิมพ์และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์หนังสือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้จัดพิมพ์ไทยและจีน แต่ละปีถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างไทย-จีน มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

สำหรับไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ ครั้งที่ 9 ที่สะท้อนสีสันแห่งวัฒนธรรมจีนและมีความแตกต่างกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา คือ รูปแบบการนำเสนอ เนื้อหาที่เปลี่ยนไปมีความแปลกใหม่ และตื่นตา ตื่นใจ มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “หนังสือเคียงใจ หุ่นเชื่อมไมตรี” เนื่องจากพื้นที่จัดนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แบ่งเป็นโซนสื่อสิ่งพิมพ์ และโซนสินค้าสร้างสรรค์ เท่านั้น ยังแบ่งเป็นโซนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น จัดแสดงผลผลิตทางวัฒนธรรมรวมกว่า 300 รายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งงานหนังสือ งานฝีมือศิลปะการตัดกระดาษ และหุ่นกระบอก เพื่อเปิดพื้นที่โซนนี้ให้เป็นแหล่งแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมเชิงลึกให้กับผู้อ่านชาวไทยที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรมจีน ในฐานะที่ประเทศไทยก็มีทั้งคนไทยที่เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก

ขณะที่โซนสื่อสิ่งพิมพ์ ได้มีการคัดสรรผลงานคุณภาพของหนังสือจีนต่างๆ อย่างมากมาย เช่น หนังสือว่าด้วยพัฒนาการของประเทศจีน, หนังสือเนื่องในวาระโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง, หนังสือวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ตลอดจนตำราเรียนภาษาจีน และสิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญสุด คือ หนังสือเรื่อง “สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” เล่มที่ 5 ซึ่งมีทั้งฉบับภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ปัจจุบันได้นำหนังสือเล่มนี้มาเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ผลปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทุกๆ แวดวงวิชาชีพ ตั้งแต่นักวิชาการ และผู้อ่านชาวไทย ชาวต่างประเทศ

รวมถึงยังมีโซนหนังสือพิเศษ คือ “หนังสือร่วมจีน-ไทย” เป็นการรวบรวมหนังสือคุณภาพจากจีนแล้วส่งออกมายังตลาดไทย ผ่านโครงการนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ โดยเรื่องนี้ นายอนุรักษ์ กิจไพบูลทวี กรรมการบริหารบริษัท แมงมุม คัลเจอร์ จำกัด กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วทางสำนักพิมพ์ของบริษัทได้ซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง ‘ดอกไม้ ทะเล ทิเบต’ ภาคพิเศษของบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ปรากฏว่าทำยอดขายได้ดีมาก มาปี 2025 จึงตัดสินใจซื้อเรื่อง ‘ชีวประวัติเฉินเจียเกิง’ และหนังสือเด็กเรื่อง ‘เพื่อนของฉันเป็นนักว่ายน้ำ’ หนังสือเด็กชุด “Think and Play”รวมกันกว่า 10 เรื่อง เพราะมั่นใจว่าแต่ละเรื่องผู้อ่านจะให้การตอบรับอย่างดีมากเช่นกัน

อย่างไรก็ดี นอกจากโซนหนังสือแล้ว ยังมีโซนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ถือว่าเป็น (gimmick) ลูกเล่นใหม่ๆ ที่ได้นำมาจัดแสดงเพิ่มเติมในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ชมงานต่างให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมเยียนสอบถามพูดคุยจำนวนมาก ซึ่งทางนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ ได้จัดขึ้นมา ผ่านความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ความสัมพันธ์ฝูเจี้ยน–ไต้หวันแห่งประเทศจีน (China Museum for Fujian–Taiwan Kinship) ในการสร้างสรรค์พื้นที่พิเศษนี้ขึ้นมา เพื่อใช้จัดแสดง “ศิลปะแห่งหุ่นกระบอกฝูเจี้ยน-ไต้หวัน” ด้วยการนำเสนอเกี่ยวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมผ่านรูปภาพ ข้อความและหุ่นกระบอกจริง จึงขอเชิญชวนผู้ชมชาวไทยมาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของหนังสือ ควบคู่กับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในพื้นที่โซนนี้ด้วยกัน

ทั้งนี้ คุณเสิ่นเหวินเฟิง รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ความสัมพันธ์ฝูเจี้ยน–ไต้หวันแห่งประเทศจีน (China Museum for Fujian–Taiwan Kinship) กล่าวว่า นี้คือครั้งแรกที่ได้นำหุ่นกระบอกซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปะมรดกขึ้นชื่อของพิพิธภัณฑ์ฯ มาจัดแสดงที่ประเทศไทยในรูปแบบจับคู่กับงานมหกรรมหนังสือ โดยเนื้อหาของหุ่นกระบอกที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ จะเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับหุ่นกระบอก เป็นเนื้อหาที่ได้รับรางวัลระดับชาติ ภายในประเทศจีน จากรัฐบาลกลาง นับว่าเป็นสิ่งที่ดีในอนาคตที่จะมีการสื่อสารเรื่องราวประวัติศาสตร์ และมรดกวัฒนธรรม ผ่านหุ่นกระบอกออกไปสู่คนไทยรุ่นใหม่ มากขึ้น ต่อไป

เพราะประเทศไทยและมณฑลฝูเจี้ยนต่างเป็นจุดสำคัญบน ‘เส้นทางสายไหมทางทะเล’ โดยทั้ง 2 แห่งมีพื้นฐานการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกันมายาวนาน ดังนั้นการนำหุ่นกระบอกที่เป็นเอกลักษณ์ของฝูเจี้ยนในหลายๆ รูปแบบ ทั้งหุ่นฝ่ามือ หุ่นสายเชิดกว่า 10 ชนิด มาจัดแสดงผ่านนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรฯ จะมีส่วนช่วยให้ผู้ชมชาวไทยและชาวจีนโพ้นทะเลได้เรียนรู้ร่วมกันในมิติหลากหลาย ทั้งต้นตอทางประวัติศาสตร์ และการพัฒนาความสัมพันธ์จนนำไปสู่การหลอมรวมกัน

ขณะเดียวกันภายในโซนดังกล่าว ยังได้จัดเตรียมผังตระกูลฝูเจียน-ไต้หวัน มาใช้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อ่าน เพื่อช่วยให้ชาวไทยเชื้อสายฝูเจี้ยน ไต้หวัน สามารถสืบหา ‘จุดเชื่อมต่อ’ ทางจิตวิญญาณกับบ้านเกิด โดยมิตรสหายชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้หลายคนเกิดความรู้สึกประทับใจ และบอกว่าถ้ามีโอกาสอยากกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด

ส่วนช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้นำตัวแทนวิชาชีพหนังสือของประเทศไทยเข้าเยี่ยมชมบูธของนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างอบอุ่น โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างหารือเรื่องราวต่างๆ ในระดับเชิงลึกเกี่ยวกับความร่วมมือด้านงานนิทรรศการหนังสือระดับนานาชาติ, การซื้อขายลิขสิทธิ์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในยุคดิจิทัล

โดยนายณัฐกร กล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือระหว่างไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดหนังสือของไทย คือ ผู้นำเข้าลิขสิทธิ์หนังสือจากประเทศจีนจำนวนมาก ดังนั้นในความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศนี้ ย่อมเติบโตและมีอนาคตสดใสแน่นอน ประกอบกับเมื่อได้มีการตอบรับคำเชิญจากบริษัทเซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก คอมพานี (XIBC) ผู้ดำเนินการนิทรรศการ เรื่องพิจารณานำคณะผู้แทนอุตสาหกรรมหนังสือไทยเดินทางไปสื่อสารแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีน ก็ยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้นในอนาคต

สุดท้าย นายสงหลี่กั๋ว ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทเซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก คอมพานี กล่าวว่า ปัจจุบันนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและธุรกิจการค้าครบวงจร ไม่เพียงแต่เฉพาะหนังสือเท่านั้น ผมรู้สึกดีใจที่เห็นผู้อ่านคนไทยให้ความสนใจอย่างมาก รวมถึงมีเสียงตอบรับที่ดีต่อสินค้าทางวัฒนธรรมจีนด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสร้างสรรค์, งานศิลปะดั้งเดิม, งานศิลปะร่วมสมัยต่างๆ โดยผมวางแผนว่าจะนำผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจีนที่มีความหลากหลายมากขึ้น มาร่วมจัดแสดงผ่านนิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีหน้า 2026 แน่นอน

-(016)

‘กุลบุตร – กุลธิดากาชาด’ ไม่ใช่แค่การคัดสรร แต่เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งจิตอาสา

‘กุลบุตร - กุลธิดากาชาด’ ไม่ใช่แค่การคัดสรร แต่เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งจิตอาสา

‘กุลบุตร – กุลธิดากาชาด’ ไม่ใช่แค่การคัดสรร แต่เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งจิตอาสา

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด คำว่า “จิตอาสา” อาจถูกมองข้ามไปในหลายโอกาส แต่ไม่ใช่สำหรับพวกเขา…เหล่าผู้สมัครโครงการสรรหา “กุลบุตร-กุลธิดากาชาด” ประจำปี 2568

การรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ ด้วยหัวใจจิตอาสา เมื่อสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ได้เปิดรับสมัครโครงการสรรหา “กุลบุตร-กุลธิดากาชาด” ประจำปี 2568 โครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากบรรดาคนรุ่นใหม่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และสิ่งสำคัญพวกเขาสมัครเข้ามาด้วยหัวใจแห่งความเสียสละและพร้อมช่วยเหลือ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่สภากาชาดไทยเฟ้นหา เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของกาชาด

การได้รับตำแหน่ง “กุลบุตรกาชาด ประจำปี 2568” ในครั้งนี้ ได้ต่อยอดความตั้งใจแน่วแน่ของ อาร์เซนอล – กฤษฎา ชูสุข เด็กหนุ่มจากจุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีใจรักจิตอาสาและพร้อมอย่างเต็มที่ ที่จะเป็นกระบอกเสียงส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่น “ผมเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมจิตอา สาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ การเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ผมได้มีโอกาสได้แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ให้แก่คนอื่น ๆ อยู่เสมอ แต่ผมคิดว่าเสียงของผมยังดังไม่พอ ผมจึงตัดสินใจร่วมโครงการนี้ ไม่ว่าผมจะได้ตำแหน่งกุลบุตรกาชาดหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าเสียงของผมก็จะดังขึ้นได้ครับ”

หรือแม้แต่นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่าง บอส-พลพิสิฏฐ์ ฤทธิ์คำรพ เจ้าของตำแหน่ง “รองกุลบุตรกาชาด ประจำปี 2568” ที่ตัดสินใจเข้าร่วม เพราะโครงการนี้จะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้เพิ่มมากขึ้นแบบนับไม่ถ้วน “ผมมองว่าการเป็นนัก ศึกษาแพทย์ของผมในเวลานี้ ทำให้ได้มีส่วนช่วยเหลือคนอยู่บ้าง แต่อาจจะได้แค่ไม่กี่คน แต่ว่าการเป็นกุลบุตรหรือกุลธิดากาชาด อาจเข้าถึงและช่วยเหลือผู้คนได้หลายพัน หลายหมื่น หลายแสนคน คือเข้าถึงคนได้เยอะมาก และสามารถช่วยเหลือคนได้เยอะจริง ๆ ครับ”

ค่ายกุลบุตร – กุลธิดากาชาด ช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มและมิตรภาพ จากผู้สมัครนับร้อยคน คัดสรรจนได้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 69 คน พวกเขาจะต้องเข้าสู่ “ค่ายกุลบุตร-กุลธิดากาชาด” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 – 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งการจัดค่ายครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้า ใจในอุดมการณ์กาชาดและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านภาวะผู้นำ การสื่อสาร และการทำงานอาสาสมัครเชิงบูรณาการ ให้สามารถคิด ออกแบบ และทำกิจกรรมจิตอาสาได้ด้วยตนเอง นำโดย สุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการนี้

“ปีนี้มีความพิเศษ เราได้คัดสรรเด็กเจนใหม่ระดับสุดยอดมาเจอกันที่นี่นะคะ เด็ก Gen ใหม่ เขามีความเป็นตัวของตัวเอง กิจกรรมที่ให้ทำเราจะปรับให้เหมาะกับเขา ให้เขาได้คิด ได้วางแผนกันเอง เป็นการเรียนรู้กระบวนการทำงาน ขณะเดียวกันในค่ายเราก็จะสอดแทรกเรื่องความมีมนุษยธรรม คุณธรรม จริยธรรมเข้าไป ฉะนั้นเรามั่นใจว่าเยาวชนที่เป็นตัวแทนสภากาชาดไทยนั้น นอกจากจะเป็นผู้เผยแพร่ภารกิจของสภากา ชาดไทยไปยังสาธารณชนในรูปแบบต่าง ๆ เขาจะต้องเป็นแบบ อย่างของความเสียสละ ของการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน“

บรรยากาศภายในค่ายเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่ที่เปี่ยมล้นไม่แพ้กันคือการได้เห็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาด้วยหัวใจจิตอาสา และได้จุดประกายความคิดในการสานต่อเจตนารมณ์ของสภากาชาดไทยไปพร้อมกัน ซึ่งบรรยากาศแห่งความสุขเหล่านี้ได้รับการยืนยันจาก พอเพียง-กษม สินธุภิญโญ กุลธิดากาชาด ประจำปี 2568  “คิดไม่ถึงเลยว่าค่ายจะสนุกขนาดนี้ ที่สำคัญ คือ เราได้มิตรภาพที่ดีมากๆ จากเพื่อน ๆ พวกเราสนิทกันเร็วมาก ๆ เลยค่ะ เหมือนเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่ชื่อว่าสภากาชาดไทยและยิ่งได้เห็นภาพของรุ่นพี่กุลบุตร-กุลธิดาปีก่อนๆ ที่ลงไปทำงานแนวหน้าจริง ๆ ทำให้ได้ตระหนักรู้ในเรื่องของการเป็นจิตอาสามากขึ้น”

และเน้นย้ำถึงความทรงจำดี ๆ โดย ฝ้าย-รุจรวี จีระเดชากุล รองกุลธิดากาชาด ประจำปี 2568 ที่ได้รับสิ่งต่างๆ กลับไปมากมายจากการเข้าค่ายกุลบุตร-กุลธิดากาชาดครั้งนี้ “หนูไม่เคยคิดว่าจะมาแข่งขัน แค่ตั้งใจมาเก็บเกี่ยวทุกอย่างให้เต็มที่ พอยิ่งได้เห็นเพื่อน ๆ ทุกคนให้ความร่วมมือกันมาก ทำให้หนูรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ในค่ายนี้ และเป็นการจุดประกายที่ทำให้รู้สึกว่า เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ และทำให้ร่วมทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่เช่นกันค่ะ”

สุนันทายังกล่าวปิดท้ายอีกว่า “ทุกคนที่เข้ามาในค่าย เราถือว่าเป็นกุลบุตร-กุลธิดาทั้งสิ้น เพราะพวกเขาทุกคน คือ เมล็ดพันธุ์จิตอาสาที่จะหยั่งรากแก้วอย่างมั่นคง และรากฝอยก็แตกออกไป สายสะพายและโล่รางวัลแห่งเกียรติยศคงไม่สำคัญไปกว่าการที่จะได้เห็นเราทุกคนได้เริ่มต้นทำเพื่อผู้อื่น แม้จะเพียงแค่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จงภูมิใจที่เราได้ทำหน้าที่ในฐานะคณะกุลบุตร-กุลธิดากาชาด”

ต้องมาติดตามกันต่อว่าเมล็ดพันธุ์ที่สภากาชาดไทยบรรจงปลูกลงดินเหล่านี้ จะฝังรากลึกและเติบโตอย่างงดงามเพียงใด แต่เชื่อได้ว่านอกจากพวกเขาจะส่งเสริมความยั่งยืนให้งานอาสาสมัครของสภากาชาดไทยแล้ว การเป็น “กุลบุตร-กุลธิดากาชาด” ยังจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และปลูกฝังคุณค่าของ “จิตอาสา” ให้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังแน่นในสังคมไทยอย่างยั่งยืนแน่นอน

‘งานวันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ’ ครั้งที่ 37 มอบรางวัลสร้างเสริมคนดี มีคุณธรรม

‘งานวันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ’ ครั้งที่ 37 มอบรางวัลสร้างเสริมคนดี มีคุณธรรม

‘งานวันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ’ ครั้งที่ 37 มอบรางวัลสร้างเสริมคนดี มีคุณธรรม

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า  กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  โดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิฯ  เตรียมจัดงาน “วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร   บุคคลสำคัญของโลก” ครั้งที่ 37  ในวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568  เวลา 11.00 น.  ณ หอประชุม  กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์  โดย พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข  องคมนตรี  ให้เกียรติ เป็นประธานมอบรางวัล  “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก” รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม อีกทั้ง เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี และเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่หม่อมงามจิตต์ฯ  ซึ่งเป็นวันที่หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ถึงแก่อนิจกรรม โดยมีหน่วยราชการต่าง ๆ  และองค์การสาธารณกุศลจำนวนมาก อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ  ฯลฯ  ร่วมจัดงาน

รางวัล “หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก” เป็นรางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม  ที่มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ฯ  จัดมอบให้แก่บุคคลสาขาอาชีพต่างๆ ทั่วประเทศ  เพื่อเชิดชูเกียรติ และรำลึกในความสามารถ ในคุณความดีของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ที่มีผลงานเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมจนเป็นที่ยกย่องยอมรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกย่องบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับรางวัล “ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก ” ทั่วประเทศที่มีความตั้งใจจริง เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ภารกิจต่าง ๆ ที่รับผิดชอบด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้น         ด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเหล่านั้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการงานของตน และเป็นแรงจูงใจ เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน บุคคลทั่วไป รวมทั้งอนุชนรุ่นหลังที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้มีคุณภาพและมีคุณธรรมยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเยาวชน สังคม และประเทศชาติ  โดยส่วนรวมด้วย

หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)  ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในรอบ 100 ปี ชาตกาล ในปี 2558  ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชน และการศึกษาด้านวัฒนธรรม  เนื่องด้วยได้ประกอบคุณงามความดีเป็นอเนกประการแก่ประเทศชาติและชาวโลก เป็นคนไทยคนเดียว และคนเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสตรีระหว่างประเทศ (สภาสตรีโลก)  ซึ่งมีองค์การสมาชิกถึง 75 ประเทศ  ระหว่างปี 2519- 2522 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจ และนำชื่อเสียงเกียรติภูมิมาสู่สตรีไทย และประเทศไทยอย่างยิ่ง  ในรอบ 137 ปี (ณ ปี 2568) อีกทั้งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติของนักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคมผู้เสียสละ เป็นผู้นำสตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ริเริ่มงานระดับชาติจำนวนมาก ตั้งแต่ 50 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นงานสาธารณกุศลที่ส่งเสริมสนับสนุน

งานของรัฐบาล ซึ่งงานเหล่านั้นยังจำเป็น และมีคุณค่ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่ออำนวยคุณประโยชน์ในการพัฒนาคน สังคม และประเทศชาติจนถึงทุกวันนี

รางวัล  “หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก”  ประจำปี 2568  มอบให้แก่ผู้ได้รับ การคัดเลือกประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศ  รวม  174  คน  ดังนี้  ประเภท  ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนส่วนภูมิภาค (นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย) ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  เพื่อเยาวชน  ในพระบรมราชินูปถัมภ์  จำนวน  1  คน, ประเภท  ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด (ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด) และประจำกรุงเทพมหานคร ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  เพื่อเยาวชนฯ  จำนวน  11  คน  (คัดเลือกจาก  58  จังหวัด)

ประเภท ผู้บำเพ็ญประโยชน์ดีเด่นแก่ประชาชนและสังคม   จำนวน  51  คน  จะได้รับเงินรางวัล คนละ  10,000  บาท  แบ่งเป็น ตำรวจจราจร  จำนวน  10  นาย  (คัดเลือกจาก  2,635  นาย)  พนักงานกวาดถนน  จำนวน  6  คน  (คัดเลือกจาก  9,198  คน  จาก  50  เขต) พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน  10  คน  (คัดเลือกจาก 6,500  คน) พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)   จำนวน  9  คน (คัดเลือกจาก  5,500  คน) ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   จำนวน  10  คน   (คัดเลือก จาก อปพร.ทั้งประเทศ และ เจ้าหน้าที่เผชิญสถานการ์ณวิกฤต (ERT) 640,261  คน)   พลเมืองดี และจิตอาสาดีเด่น  จำนวน  6  คน  (คัดเลือกจากประชาชนทั่วไป  16  คน)

ประเภท อาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรมมีผลงานดีเด่น ในการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา  จำนวน  7  คน  (คัดเลือกจากสถานศึกษาทั่วประเทศ  24  แห่ง  จาก  24  คน)  ประเภท ครู หรือ เจ้าหน้าที่ ในจังหวัดผู้รับผิดชอบงานของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  เพื่อเยาวชนฯ  อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเมตตาจิตที่คู่ควรแก่การยกย่อง   จำนวน  63  คน  จาก  54  จังหวัด  (คัดเลือกจากสถานศึกษาทั่วประเทศ  257  แห่ง  จาก  54  จังหวัด)   ประเภท คนพิการดีเด่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต  จำนวน  7  คน  จะได้รับเงินรางวัลคนละ 10,000  บาท  (คัดเลือกจาก  146  คน) ประเภท หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น   จำนวน  12  หมู่บ้าน  จะได้รับเงินรางวัลหมู่บ้านละ 10,000  บาท  (คัดเลือกจากหมู่บ้านทั่วประเทศ  27 หมู่บ้าน  จาก  26 จังหวัด)   และ ผู้นำหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น  จำนวน  2  คน  (คัดเลือกจากผู้นำหมู่บ้านทั่วประเทศ  14  หมู่บ้าน  จาก  13  จังหวัด)  ประเภท  ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตึกถล่ม กรุงเทพมหานคร จำนวน  20  คน จะได้รับเงินรางวัลคนละ 10,000  บาท (คัดเลือกจาก  400  คน)

สำหรับผู้ได้รับรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร” บุคคลสำคัญของโลก ในจังหวัดต่าง ๆ ประเภทครู หรือ เจ้าหน้าที่ ในจังหวัดที่ดูแลเยาวชนรับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  มูลนิธิฯ ได้เชิญให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ เป็นผู้มอบรางวัล ต่อไป เพื่อไม่เป็นภาระในการเดินทางของผู้ได้รับรางวัล

ผลงานจิตรกรรมเย็บปักถักร้อยจากเส้นด้าย ‘ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)’ คว้ารางวัล UOB Painting of the Year 2025 (ประเทศไทย)

ผลงานจิตรกรรมเย็บปักถักร้อยจากเส้นด้าย ‘ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)’ คว้ารางวัล UOB Painting of the Year 2025 (ประเทศไทย)

ผลงานจิตรกรรมเย็บปักถักร้อยจากเส้นด้าย ‘ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)’ คว้ารางวัล UOB Painting of the Year 2025 (ประเทศไทย)

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มอบรางวัลชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำปี 2568 แก่ ยามีล๊ะ หะยี จากผลงานเย็บปักถักร้อยบนผืนผ้าในชื่อ ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร) ซึ่งถ่ายทอดภาพของสตรีผู้วิงวอนให้โลกเต็มไปด้วยความหวังและสันติภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเส้นด้ายที่ถักร้อยชีวิตเข้ากับความฝันอย่างประณีต บ่งบอกเรื่องราวอันทรงพลังที่ผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณ และจินตนาการได้อย่างงดงาม

ยามีล๊ะ หะยี

ยามีล๊ะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 750,000 บาท และผลงานชิ้นนี้จะไปแข่งขันกับผลงานชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี (UOB POY) จากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ในเวทีระดับภูมิภาค UOB Southeast Asian Painting of the Year ประจำปี 2568 และมีสิทธิ์ที่จะได้รับคัดเลือกเข้าร่วมเป็นศิลปินในพำนัก (artist in residence) ในต่างประเทศที่สนับสนุนโดยยูโอบี เป็นเวลา 1 เดือน

ยามีล๊ะ กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โรคภัย และความเหลื่อมล้ำ ดิฉันเชื่อว่าศิลปินมีบทบาทสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงแห่งสันติภาพและความหวัง ดิฉันหวังว่าผลงานของฉันจะสามารถส่งสารถึงผู้คนให้ไม่ละทิ้งความฝัน ยึดมั่นในความหวัง และเชื่อมั่นในพลังของตนเองในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง”

ผลงานรางวัลชนะเลิศ  ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับคุณยามีล๊ะ หะยี ที่คว้ารางวัลจากเวทีการประกวดจิตรกรรมยูโอบีประจำปี 2568 ผลงานของเธอสามารถถ่ายทอดความปรารถนาในการเยียวยาและสร้างความกลมเกลียวซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนใฝ่หาได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง ธนาคารยูโอบี เชื่อมั่นในพลังแห่งศิลปะในการสร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงมุมมอง และสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาในแง่มุมต่างๆ ในสังคม”

ธัญญภัทร มานะสาระกุล

คณะกรรมการตัดสินการแข่งขันปี 2568 ประกอบด้วย อาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม-สื่อผสม) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิเมืองเก่าสงขลา และสมาชิกและเลขานุการของคณะกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2557 ลอเรดานา ปาซซินี-พารัคเชียนี นักวิชาการและภัณฑารักษ์อิสระด้านศิลปะร่วมสมัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะกรรมการต่างชื่นชมการใช้สัญลักษณ์ในผลงานของคุณยามีล๊ะ ที่สามารถสะท้อนประเด็นทางสังคมได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งยกย่องถึงแนวคิดอันเฉียบคมและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่โดดเด่น

ผลงาน Ctrl + Alt + Destruct

ขณะที่ ประเภทศิลปินใหม่หรือศิลปินสมัครเล่น ผลงาน Ctrl + Alt + Destruct โดย ธัญญภัทร มานะสาระกุล คว้ารางวัล Most Promising Artist of the Year ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงดาบสองคมของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการนำเสนอภาพระเบิดมือที่ฝังแป้นพิมพ์ “CTRL”, “ALT” และ “DES” อย่างแยบยล สื่อถึงพลังของเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถทั้งสร้างสรรค์และทำลายได้ในเวลาเดียวกัน

ธัญญภัทร กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในเส้นทางการสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลงาน Ctrl + Alt + Destruct ชิ้นนี้ สะท้อนถึงทั้งพลังและความเปราะบางของเทคโนโลยี รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเครื่องมือดิจิทัลถูกใช้อย่างไม่เหมาะสม ดิฉันหวังว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การสื่อสาร และการเปิดใจยอมรับความหลากหลายในสังคม”

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มอบรางวัลชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ประจำปี 2568

ทั้งนี้ ผลงานจิตรกรรมที่ชนะการประกวด ทั้งประเภทศิลปินอาชีพและศิลปินใหม่ จะถูกจัดแสดงตามวัน เวลา และสถานที่ต่อไปนี้ โดยไม่เสียค่าเข้าชม ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)  14 – 26 ตุลาคม 2568 และที่ชั้น 1 อาคารยูโอบี พลาซา กรุงเทพ  ระหว่าง 27 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568

การประกวดผลงานจิตรกรรมประจำปีของกลุ่มธนาคารยูโอบี ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2525 โดยธนาคารยูโอบีมุ่งค้นหาและสนับสนุนศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอันทรงคุณค่าในภูมิภาค นับเป็นการประกวดผลงานศิลปะที่ยาวนานที่สุดในประเทศสิงคโปร์ และเป็นหนึ่งในการประกวดที่ทรงเกียรติที่สุดเวทีหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณแหน : 15 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 15 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 15 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด ต้อนรับ รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี มทร.อีสาน พร้อมด้วย ผศ. ดร.เอนก เจริญภักดี, สุบรรณ ทุมมา,  ดร.เสกสรรค์ สิทธิสงค์ และ ดร.พุทธิพงษ์ หงษ์ทอง ที่เข้าพบเพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้อย่างยั่งยืน..
  • ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย จังหวัดพิจิตร ปี 2568..
  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา นำคณะผู้บริหารร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา สสจ.ยะลา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนียะลา รพ.ยะลา และตัวแทนชุมชน จัดกิจกรรม “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สนับสนุน และถอดบทเรียน การจัดบริการสาธารณสุขมูลฐานชุมชน ในการป้องกันและสงบเบาหวาน”..
  • คณะบริหารธุรกิจ มช. (CMUBS) และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ร่วมจัดงานเสวนา “CMUBS x MAT Exclusive Talk” ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างโอกาสให้กับสังคมธุรกิจไทย โดยมี ผศ.ดร.ก้องภู นิมานันท์, ปิยะชาติ อิศรภักดี, ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ, ธานี ตรีวัฒนาวงศ์ และ กษิดิศ สตางค์มงคล ร่วมด้วย ..
  • ชาว Net Zero CEO#1 ร่วมยินดีกับ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวฯ จุฬาฯ ได้รับเลือกเป็น ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 47..
  • บุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมฯ เป็นประธานเปิดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดและสร้างความรู้ความเข้าใจการประยุกต์ใช้ข้อมูลสารสนเทศด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน และสังคม..
  • จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบเงินบริจาคพร้อมยาเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภค บริโภค จาก ภก.พิศม์พงศ์ พงศ์พานิช บจ.เกร๊ต อิสเทอร์น ดรั๊ก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย..
  • ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย ดร.อภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์,  นพวรรณ ธนฤกษ์ชัย และ ดร.พุทธิวงศ์ เอื้อมหเจริญ ร่วมตรวจเยี่ยมสมาชิกสภาอุตสาหกรรม ที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี กับ ส.อ.ท. 2568 – 2569 ณ บจ.อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ โดยมี กรกฤษ คุณภักดี ต้อนรับ..
  • พีระเดช นพทีปกังวาล วันเกิดปีนี้ตื่นเช้ามาสวดมนต์ เจริญสติ แล้วไปทานข้าวฉลองกับภรรยาและคุณแม่ ส่วนลูกๆ อวยพรออนไลน์จากจีน พร้อมรับพรจากเพื่อนๆส่งความสุขมาทุกช่องทาง..
  • นิติ เมฆหมอก ประกาศ SYNERGY GROUP เดินหน้าบุกตลาดยุโรป ผลักดันเทคโนโลยี EV & Energy มุ่งสู่การเติบโตแบบ Global พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรเสริมแกร่งระบบ Cyber Security..
  • สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียน ร่วมยินดีกับ พลเรือโท ภานุมาศ ธนะพานิช (BCC133) ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ..

น้องใหม่

DMT คว้าเกียรติบัตรรางวัล ‘สถานประกอบกิจการดีเด่นฯ ปี 2568’ ระดับประเทศ ตอกย้ำการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม

DMT คว้าเกียรติบัตรรางวัล ‘สถานประกอบกิจการดีเด่นฯ ปี 2568’ ระดับประเทศ ตอกย้ำการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม

DMT คว้าเกียรติบัตรรางวัล ‘สถานประกอบกิจการดีเด่นฯ ปี 2568’ ระดับประเทศ ตอกย้ำการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.11 น.

รางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน” เป็นหนึ่งในรางวัลที่มอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิ การแรงงานอย่างรอบด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน และสร้างบรรยากาศการทำงานที่มั่นคงและยั่งยืน

อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT เปิดเผยภายหลัง เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้ารับเกียรติบัตรรางวัล สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2568 จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่าบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ได้รับพิจารณาคัดเลือกสถานประกอบการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2568 ระดับประเทศ ปีที่ 1 – ปีที่ 4 ประเภทสถานประกอบการขนาดกลาง ไม่มีสหภาพ แรงงาน โดยมีคณะทำงานผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐเข้ามาดำเนินการพิจารณาตามกฎเกณฑ์ที่ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้กำหนดไว้

เกียรติบัตรรางวัล แรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน จะมีเกณฑ์การพิจารณา 6 ด้านซึ่งสอดคล้องกับ DMT ที่มีการบริหารจัดการแรงงานสัม พันธ์และสวัสดิการแรงงานอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา ได้แก่

1.การบริหารจัดการสวัสดิการแรงงานแบบมีส่วนร่วม บริษัทฯ จัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการร่วมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายพัฒนา เสนอข้อคิดเห็นลแนวทางในการจัดสวัสดิการที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกจ้าง และติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงาน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของลูกจ้างดีขึ้น และเติบโตก้าวไปพร้อม ๆ กัน และสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีภายในองค์กรสู่ความเป็นมาตรฐานสถานประกอบกิจการ เช่น มอบทุนการศึกษาบุตร จ้างงานคนพิการ มาตรการป้อง กันการแพร่ระบาดของโควิค-19 ฝุ่น PM 2.5 ฯลฯ

2. สวัสดิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิต บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางการเงินแก่พนักงาน ผ่านสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ อาทิ โบนัสประจำปี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน เงินอุดหนุนการศึกษา และโครงการออมทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

3.สวัสดิการด้านสุขภาพและความปลอดภัย  บริษัทฯ ดำเนินการตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงมีระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในการทำงานตามมาตรฐานสากล เพื่อให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีและทำงานได้อย่างมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

4.สวัสดิการเพื่อความเสมอภาคและโอกาสเท่าเทียม บริษัทฯ ยึดมั่นในการส่งเสริมสิทธิแรงงานอย่างเท่าเทียม โดยสนับสนุนแรงงานทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ อายุ หรือความพิการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาทักษะและศักยภาพของตนอย่างต่อเนื่อง

5.สวัสดิการเพื่อสังคมและครอบครัว บริษัทฯ จัดกิจกรรมวันครอบครัวาัมพันธ์ กิจกรรมอาสา และโครงการการสนับสนุนชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานและครอบครัว ตลอดจนสร้างความผูกพันและความร่วมมือที่ดีระหว่างองค์กรกับชุมชนรอบข้าง

6.กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางในการตอบแทนสังคม ทั้ง หมด 5 ด้าน ได้แก่ Tollway Smart Way ยกระดับการศึกษาของชุมชน/สังคม Tollway Healthy Way ยกระดับสุขภาพที่ดีของชุมชน/สังคม Tollway Safety Way ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน Tollway Better Way ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน/สังคม และ Tollway Green Way ยกระดับสิ่งแวดล้อม  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

“รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ DMT ในการให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุข ภาพและความปลอดภัย การบริ หารสวัสดิการที่เป็นธรรม และการสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงาน และเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน” อัจฉรา กล่าว

อัจฉรา กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับพนักงาน มุ่งเน้นพัฒนามาตรฐานแรงงานให้เทียบเท่าสากล (Labour Excellence Model) รวมถึงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน และการบริหารแรงงานอย่างมีคุณธรรม เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีแนวทางในการสร้างแรง งานสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยการมีคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน (Welfare Committee) รวมทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันวางแผนพัฒนาสวัสดิการให้ตอบโจทย์พนักงาน พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและเป็นมิตร (Human-Centric Culture) เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับมีเสียงและมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรอย่างแท้จริง

อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร DMT

อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร DMT

จากผู้ผลิตเงินไทย 40 ปี สู่ ‘Rainbow Jewelry’ แบรนด์เครื่องประดับสายมูร่วมสมัย

จากผู้ผลิตเงินไทย 40 ปี สู่ ‘Rainbow Jewelry’ แบรนด์เครื่องประดับสายมูร่วมสมัย

จากผู้ผลิตเงินไทย 40 ปี สู่ ‘Rainbow Jewelry’ แบรนด์เครื่องประดับสายมูร่วมสมัย

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.04 น.

ใครจะเชื่อว่า “ผู้ผลิตเครื่องประดับเงินแท้ของไทย” ที่คร่ำหวอดในตลาดส่งออกมากว่า 4 ทศวรรษ จะสามารถก้าวเข้าสู่โลกของเครื่องประดับสายมูได้อย่างงดงามและร่วมสมัย ภายใต้ชื่อ “Rainbow Jewelry” แบรนด์น้องใหม่จากเครือ Rainbow Group ซึ่งเพียงปีแรกของการเปิดตัว ก็สามารถสร้างกระแสความสนใจและกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในวงการเครื่องประดับไทย

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากโชค หากแต่เป็นผลลัพธ์ของประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี ในฐานะผู้ผลิตเครื่องประดับเงินแท้ระดับสากลผสานกับความเข้าใจในหัวใจของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มองหาเครื่องประดับซึ่งให้ทั้งความงาม ความหมาย และพลังใจในเวลาเดียวกัน

การขับเคลื่อนแบรนด์ Rainbow Jewelry มาจากวิสัยทัศน์ของ “เอก โชติอนันต์ กิตติรวีโชติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Rainbow Group ทายาทรุ่นที่สองของธุรกิจครอบครัวผู้สืบสานงานฝีมือเงินไทย พร้อมต่อยอดด้วยแนวคิดร่วมสมัยที่เข้าใจโลกแฟชั่นยุคใหม่ ร่วมกับ “ภู ชนะนันท์ ศิลป์สรรวิทย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังคอลเลกชันที่ประสบความสำเร็จมากมาย

ทั้งสองร่วมกันวางแนวทางให้แบรนด์เป็นมากกว่าเครื่องประดับ แต่เป็น “พลังศรัทธาที่สวมใส่ได้จริง” เอก โชติอนันต์ กิตติรวีโชติ กล่าวว่า “เครื่องประดับไม่ใช่แค่ของตกแต่ง แต่มันคือพลัง ความเชื่อ และตัวตนของผู้สวมใส่” คำกล่าวนี้สะท้อนจุดยืนสำคัญของ Rainbow Jewelry ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพทุกขั้นตอน โดยเลือกใช้เฉพาะเงินแท้ 92.5 (Sterling Silver) ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านความบริสุทธิ์ ความปลอดภัย และคุณสมบัติในการกักเก็บพลังงานที่ดี ผู้ใช้หลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “รู้สึกถึงพลังบวกได้จริงเมื่อสวมใส่” ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์คอลเลกชันที่สร้างชื่อให้ Rainbow Jewelry ตั้งแต่เปิดตัวคือ “บูชา (Puja)” ผลงานที่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะโอริกามิมาถ่ายทอดเป็นองค์เทพในสไตล์มินิมอลร่วมสมัย ถือเป็นครั้งแรกที่แฟชั่นและศรัทธาหลอมรวมกันอย่างงดงาม ไม่เพียงเป็นเครื่องประดับแห่งความเชื่อ แต่ยังเป็นแฟชั่นไอเท็มที่สวมใส่ได้ทุกวัน สำหรับทุกคนที่ต้องการพลังใจดี ๆ ในชีวิตประจำวัน

ต่อมาแบรนด์ได้เปิดตัวคอลเลกชัน “มนตรา (Mantra)” ที่สลักบทสวดศักดิ์สิทธิ์ไว้บนเครื่องประดับเงินแท้อย่างประณีตและเรียบหรู กลายเป็นผลงานที่ได้รับเสียงตอบรับล้นหลามและขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในคอลเลกชันยอดนิยมที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด Rainbow Jewelry เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “พันดารา (Pandara)” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องฟ้ายามค่ำคืนและแสงดาวนับพัน “พันดารา” เปรียบเสมือนการรวมพลังแห่งศรัทธาและความงามไว้ในหนึ่งเดียวโดยนำองค์เทพหลากหลายองค์มาร้อยรวมเป็นเครื่องประดับที่สื่อถึงความหลากหลาย ความเชื่อมั่นในตัวเอง และพลังแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างงดงาม

ตลอดระยะเวลาเพียงไม่นานหลังเปิดตัว Rainbow Jewelry ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความศรัทธาและดีไซน์สามารถเดินเคียงข้างกันได้อย่างกลมกลืน ด้วยรากฐานอันมั่นคงจากผู้ผลิตเครื่องประดับเงินไทยที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี ผสานกับมุมมองใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งแฟชั่นและความหมายในชีวิต

ติดตามคอลเลกชันใหม่ๆ ได้ที่ Facebook, Instagram และ TikTok : Rainbow Jewelry Official , เว็บไซต์ http://www.rainbowjewelryofficial.com และ LINE OA : @rainbowjewelry,

-(016)

ยิ่งใหญ่ตระการตา! งานไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตุพนม ปล่อยกระทงสาย เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขง

ยิ่งใหญ่ตระการตา! งานไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตุพนม ปล่อยกระทงสาย เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขง

ยิ่งใหญ่ตระการตา! งานไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตุพนม ปล่อยกระทงสาย เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขง

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

ยิ่งใหญ่ตระการตา “รมว.ซาบีดา” เปิดงานไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตุพนม ปล่อยกระทงสาย – เรือไฟโบราณ เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขงไทย – สปป.ลาว วธ. – บูรณาการร่วมจังหวัดนครพนม สืบสาน ต่อยอด นำทุนทางวัฒนธธรรม – ความคิดสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนโยบาย “ไท ไทย” ส่งเสริมท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม – ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างรายได้สู่ท้องถิ่น – ผลักดันเป็นงานวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตพนม เชื่อมวัฒนธรรมสองฝั่งโขง ประจำปี ๒๕๖๘ โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด นครพนม คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หัวหน้าส่วนราชการและประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ ณ บริเวณลานชมโขง หน้าโรงแรมธาตุพนมริเวอร์วิว อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมาย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จุดรูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีล ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายปัจจัยไทยธรรม จากนั้นมีกิจกรรมพิธีจ้ำเคราะห์ หรือสะเดาะเคราะห์ตามปีเกิดหรือปีนักษัตร เพื่อปัดเป้าความทุกข์โศกและสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิตตามความความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยนางสาวซาบิดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดและประธานพิธีร่วมปล่อยเรือไฟโบราณ เพื่อขอขอขมาพระแม่คงคานำสิ่งที่ไม่ดีให้ไหลไปกับสายน้ำ พร้อมทั้งชมการปล่อยไข่พญานาค กะโป๊ว (กระทงสาย) และเรือไฟโบราณเชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขงไทยและ สปป.ลาว จำนวน ๑๒ ลำ ๑๒ นักษัตร และชมการแสดงฟ้อนรำจากกลุ่มแม่บ้านอำเภอธาตุพนม

นางสาวชาบีดา กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันวัฒนธรรมไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ความงดงามและพลังศรัทธาของคนไทย การจัดงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของปรงประเทศไทยในการใช้ “พลังวัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการฟื้นฟูและกระตุ้นรายได้ กระจายสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ยังสอดคล้องกับการขับเคลื่อน งานวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” คือเปลี่ยนพลังวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จริง ผ่านการยกระดับทันทางวัฒนธรรมให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ประเพณีไหลเรือไฟจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ความศรัทธาและภูมิปัญญาของคนไทยที่สามารถต่อยอยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว สินค้าท้องถิ่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ครบวงจร ดังนั้น เทศกาลไหลเรือไฟไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของศรัทธา แต่ยังเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่เชื่อมอดีต ปัจจุบันและอนาคตของชุมชนเข้าด้วยกัน

“ดิฉันเชื่อว่า การผลักดันและยกระดับเทศกาลเรือไฟสู่เรือไฟโลก จะสอดคล้องและช่วยขับเคลื่อนกับนโยบายด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยังยังยืน ส่งเสริม “ROOT to RICH” หรือ จากรากเหง้า สู่รายได้ ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ในการยกระดับคุณค่าชุมชน ขยายผลสู่ระดับประเทศ และต่อยอดสู่การแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างดี” นางสาวซาบีดา กล่าว

“ดิฉันได้เห็นความงดงามของประเพณีอันเก่าแก่ และมีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นกำเนิดของประเพณีไหลเรือไฟของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม จัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ด้วยความเชื่อว่า เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทริมฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงการบูชาพญานาค การสำนึกในพระคุณของพระแม่คงคา และการขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพื่อความสงบร่มเย็นและความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองและประชาชนริมโขงทั้งฝั่งจังหวัดนครพนมและฝั่งแขวงคำม่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงขอชื่นชมการจัดงานประเพณีไหลเรือไฟโบราณ ภายได้โครงการยกระดับเทศกาลเรือไฟสู่เรือไฟโลกจังหวัดนครพนมในวันนี้ เพราะประเพณีไหลเรือไฟโบราณจังหวัดนครพนม ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สำคัญและสืบทอดกันมายายาวนานของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม และสาธารณรัฐประชาธิบไตยประชาชนลาว ซึ่งวันนี้มีพิธีปล่อยไข่พญานาค ลอยกะโป๊ว (กระพงสาย) และเรือไฟโฟโบราณเชื่อมสัมธ์สองฝั่งโซงไทย -ลาว จำนวน ๑๒ ลำ ๑๒ นักษัตร เป็นการสะท้อนถึงความร่วมมือ และสายใยทางวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นของประชาชนทั้งสองประเทศ” รมว.วธ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงวัฒนธรรมจะเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญผลักดันกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ การแสดงพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ให้เป็นจุดขายในการท่องเที่ยว และจะส่งเสริมและต่อยอดสู่การยกระดับจากเรือไฟไทยสู่เรือโฟโลก ให้เป็นที่รู้จักตลอดจนเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการผลักดันพระธาตุพนมสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพื่อยกระดับจังหวัดนครพนมให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

ททท.เผยผลสำเร็จส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีนเกินเป้า

ททท.เผยผลสำเร็จส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีนเกินเป้า

ททท.เผยผลสำเร็จส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีนเกินเป้า

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

ททท. เผยผลสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน ชูแนวคิด “หลงไทย เมืองน่าเที่ยว” นำเสนอวิถีชุมชน 5 ภาค 15 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดี โดยจัดทำคอนเทนต์ในรูปแบบเพื่อนไทยพาเพื่อนจีนเที่ยวจำนวนกว่า 150 ชิ้นงาน เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง Weibo, Douyin (Tiktok จีน), Xiaohongshu และ Bilibili สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง รวมถึงผลิตรายการเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์จำนวน 5 ช่อง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวจีนจำนวนมาก

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ในปี 2568 ททท. ได้เดินหน้ากระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากจะจัดแคมเปญทางการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังได้มุ่งสร้างสรรค์ผลิตคอนเทนต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อโทรทัศน์ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยชูกลยุทธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “หลงไทย เมืองน่าเที่ยว” แนะนำการท่องเที่ยวไทยแบบฉบับเที่ยวเองได้ โดยนำวิถีวัฒนธรรมชุมชนมาเป็นคอนเทนต์สื่อถึงการเดินทางของคน 2 วัฒนธรรม (ไทย-จีน) ที่มีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน สอดแทรกการแลกเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อาหารในแต่ละท้องถิ่น การใช้ชีวิต การแต่งกาย ภาษา ศิลปะพื้นถิ่น สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวท้องถิ่นชุมชน  และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจของประเทศไทย เผยแพร่สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนในไทย พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในชีวิตวิถีชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป 

“กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาคสู่สายตานักท่องเที่ยวจีน” นำเสนอ เมืองน่าเที่ยวของไทย 5 ภาค 15 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสงคราม ราชบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี เชียงราย อุดรธานี บึงกาฬ นครศรีธรรมราช ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร  บุรีรัมย์ สุรินทร์ จันทบุรี และตราด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ในรูปแบบเพื่อนไทย พาเพื่อนจีนเที่ยว  โดยให้ Influencer ชาวไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดีเป็นคนนำเที่ยว และจัดทำคอนเทนต์บทความประกอบภาพนิ่ง, คลิปวีดีโอ จำนวนรวมกว่า 150 ชิ้นงาน เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง Weibo, Douyin (Tiktok จีน), Xiaohongshu และ Bilibili ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง และได้ผลิตรายการโทรทัศน์จำนวน 30 ตอน ๆ ละ 30 นาที ออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์จีน โดยรวม 120 ครั้ง ผ่านสถานีโทรทัศน์ 5 ช่อง ดังนี้

1. สถานีวิทยุโทรทัศน์กว่างซี (Guangxi Radio and Television Station)  สื่อครบวงจรครอบคลุมวิทยุ, โทรทัศน์, เว็บไซต์, โทรทัศน์มือถือ, IPTV, โทรทัศน์เคลื่อนที่, แอปพลิเคชัน และนิตยสาร โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กว่างซี มีอัตราการออกอากาศครอบคลุมทุกเมืองหลวงของมณฑลทั่วประเทศจีน 100% เข้าถึงประชากรทั่วประเทศกว่า 800 ล้านคน

2. ช่องโทรทัศน์มาเก๊า (TDM) ผู้ให้บริการกระจายเสียงสาธารณะแห่งมาเก๊า ให้บริการข่าวสาร ข้อมูล กีฬา และรายการบันเทิงคุณภาพหลากหลายผ่านโทรทัศน์ วิทยุ และแพลตฟอร์มมัลติมีเดียแก่ผู้ชมในท้องถิ่นและทั่วโลก ครอบคลุมมณฑลกวางตุ้งและทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่จีน ผ่านทีวีดิจิทัลในมณฑลกวางตุ้ง ช่อง TDM Ou Man และ ผ่านเว็บไซต์ Streaming ของ http://www.TDM.com รวมถึงผ่าน TDM App

3. ช่อง Macau Variety (ช่องที่ 95) ออกอากาศในเขตมาเก๊า และมณฑลกวางตุ้ง เน้นเนื้อหาหลัก รายการวาไรตี้ สารพัดความบันเทิงต่าง ๆ โดย Streaming ผ่าน TDM App มีกลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นและครอบครัว

4. ช่องดาวเทียม Macau-MACAU พื้นที่ส่งสัญญาณครอบคลุมมาเก๊า, จีนแผ่นดินใหญ่, ญี่ปุ่น และโปรตุเกส/ลูโซโฟน, ช่องดาวเทียมในกลุ่มโรงแรมระดับสูง, สถาบันการศึกษา, หน่วยงานราชการและการค้า พื้นที่อาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียม สำหรับชาวต่างชาติและผู้อยู่อาศัยจากฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวัน แพร่ภาพสู่ 53 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันได้ขยายไปยังประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส 

5. สถานี Nanning Radio and Television Station ช่องภาพยนตร์ ละครทีวีและบันเทิง โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์หนานหนิง มีคลื่นวิทยุจำนวน 4 คลื่น และช่องโทรทัศน์ 4 ช่อง ได้แก่ ช่องข่าวและสารคดี, ช่องชีวิตเมือง, ช่องภาพยนตร์และบันเทิง และช่องสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ “หนานหนิงวิทยุโทรทัศน์” รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อใหม่หลากหลาย เช่น แอปพลิเคชัน (APP), เว่ยป๋อ, วีแชท, เว็บไซต์, Douyin, และ Kuaishou สถานีโทรทัศน์ที่มีผู้ชมรวมมากกว่า 10 ล้านคน โดยมียอดเข้าชมรวมต่อวันเกือบ 100 ล้านครั้ง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้ารับชม “เมืองน่าเที่ยว” ของไทย 5 ภาค 15 จังหวัด และสามารถช่วยแชร์เพื่อร่วมกันเผยแพร่ภาพความประทับใจในฐานะเจ้าบ้านที่ดี เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากขึ้นได้ ทางสื่อโซเชียลมีเดีย 恋恋泰兰德 (เลี่ยนเลี่ยนไท่หลานเต๋อ) ผ่านแพลตฟอร์ม Weibo, Douyin, Bilibili และ Xiaohongshu

-(016)