เมื่อ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ใส่ใจท้องถิ่น พึ่งพิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต่อยอดชุมชนสู่ Regenerative Community แบบ Made by Krabi

เมื่อ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ใส่ใจท้องถิ่น พึ่งพิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต่อยอดชุมชนสู่ Regenerative Community แบบ Made by Krabi

เมื่อ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ใส่ใจท้องถิ่น พึ่งพิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต่อยอดชุมชนสู่ Regenerative Community แบบ Made by Krabi

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sustainable Lifestyle หรือวิถีชีวิตที่ยั่งยืน เป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่ได้รับความสนใจและกลายเป็นวิถีชีวิตหลักที่ทุกคนในโลกทุกวันนี้ควรลุกขึ้นมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะ การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า หรือการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมรอบตัว แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ที่ใส่ใจต่อโลก แต่กลับช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกชีวิต

อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 

เช่นเดียวกับ เซ็นทรัล กระบี่ ศูนย์การค้าต้นแบบ ภายใต้แนวคิด Made by Krabi ที่ได้หยิบยกเรื่องราวและความภาคภูมิใจในแง่มุมต่างๆ  ผ่านเมืองและผู้คนกระบี่ มาถ่ายทอดเรียงร้อยลงในการเปิดตัวศูนย์การค้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เซ็นทรัลพัฒนา ในการพัฒนาศูนย์การค้าที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อทุกชีวิต พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่รอบศูนย์การค้าและชุมชนท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกัน  โดยในทุกกระบวนความคิดและวิธีการเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้มาเยือนและผู้ประกอบการในศูนย์การค้าในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

ก่อนเปิดตัว ศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ นำโดย เซ็นทรัลพัฒนา ได้แสดงเจตนารมณ์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจร่วมกับการส่งเสริมการเติบโตของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง CSV – Creating Shared Value พร้อมต่อยอดสู่การเป็น Regenerative Community  ชุมชนที่ไม่ได้หยุดแค่การลดผลกระทบ (Less Harm) แต่ยังฟื้นคืน (Healing & Thriving) ให้ธรรมชาติและสังคมเดินหน้าไปพร้อมกัน ด้วยการเชิญชวนพนักงานอาสากว่า 50 คนจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั้งหมด 6 สาขา ในภาคใต้ ได้แก่ เซ็นทรัล สุราษฎร์, เซ็นทรัล สมุย,เซ็นทรัล นครศรี, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล หาดใหญ่ และ เซ็นทรัลกระบี่ เดินทางมาร่วมกับทำกิจกรรม ณ ชุมชนบ้านไหนหนัง จังหวัดกระบี่  เพื่อสร้างวัฒนธรรมร่วมและสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแบบ Sustainable Lifestyle ในทุกจุด Touch point สะท้อนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการปลูกหญ้าทะเล บนพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 1 ไร่ รวมถึงการร่วมกันเก็บขยะชายหาดและขยะทะเล โดยเฉพาะ แหอวน เพื่อนำมาจัดการอย่างถูกวิธี ที่ได้มีการประสานงานร่วมกับพันธมิตร และหน่วยงานท้องถิ่น โดยแหอวนที่ได้จะนำกลับมาอัพไซเคิลเป็นเส้นใย เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ช่วยสร้างรายได้คืนกลับให้กับชุมชน สำหรับชุมชนบ้านไหนหนัง จังหวัดกระบี่ เป็นชุมชนประมงพื้นบ้านที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนและชายฝั่ง นอกจากนี้พนักงานยังร่วมกันปลูกดอกไม้ประเภทต่าง อาทิ กุหลาบ บัว  เพื่อให้เป็นอาหารของผึ้งเลี้ยงและชันโรงในพื้นที่ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งชันโรง ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์ และช่วยสร้างรายได้ และขับเคลื่อนการอยู่ร่วมกันที่ยั่งยืนระหว่างคนกับธรรมชาติ

อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เซ็นทรัล กระบี่ จะเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของเศรษฐกิจ ชุมชน และ สิ่งแวดล้อม ที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกิดขึ้นได้ไปพร้อมการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล โดยกิจกรรมที่บริษัทฯจัดขึ้นนี้ ช่วยให้พนักงานตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือทำจริง ทั้งช่วยต่อยอดชุมชนสู่ Regenerative Community  ให้มากกว่า ‘อยู่รอด’ แต่สามารถ ‘อยู่ดี–มีรายได้’ ควบคู่กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการประมงยั่งยืน ตลอดจนเรายังได้ขับเคลื่อนและช่วยสร้างคุณค่าร่วม ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จากต้นทางถึงปลายทาง อาทิ การนำแหอวนจากทะเลมาต่อยอดมาเป็นวัสดุในชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ทำมาจากแหอวนรีไซเคิล 100 % และการผนึกพันธมิตรร้านค้าสีเขียว อาทิ Sabina, Hug Craft และ Good Goods ออกแบบเสื้อผ้าและสินค้าคอลเลกชันพิเศษเพื่อจัดจำหน่ายในศูนย์การค้า โดยรายได้ส่วนหนึ่งคืนกลับสู่ชุมชน เรายังได้ร่วมกับทาง KKF หรือ ขอนแก่นแหอวน ผู้ประกอบการไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตแหอวนอันดับ 1 ของโลก นำแหอวนที่เหลือจากการผลิตมาเป็นฟีเจอร์ภายในศูนย์การค้าเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืน”

เซ็นทรัล กระบี่ พร้อมต้อนรับทุกคนสู่ประสบการณ์ Sustainable Lifestyle ที่คิดแบบ Made by Krabi ที่ผสานชีวิตประจำวันกับการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งลูกค้า ผู้ประกอบการ และชุมชนทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสร้างเมืองที่เติบโตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ มุ่งสู่  Regenerative Community พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้เป็นมิตรต่อโลกและสังคม ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

‘แคนนอน’ สนับสนุนแคมเปญวันยิ้มโลก ใช้ ‘รอยยิ้ม’ ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุข

‘แคนนอน’ สนับสนุนแคมเปญวันยิ้มโลก ใช้ ‘รอยยิ้ม’ ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุข

‘แคนนอน’ สนับสนุนแคมเปญวันยิ้มโลก ใช้ ‘รอยยิ้ม’ ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุข

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด  สนับสนุนแคมเปญวันยิ้มโลก World Smile Day ทุกวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม 2568 จัดโครงการ “Big Smile With Canon” เพื่อรณรงค์การสร้างสรรค์สังคมแห่งรอยยิ้ม และความสุข เดินหน้าสร้างบรรยากาศการทำงานในองค์กรที่มีความเครียดต่ำ ส่งเสริมแรงบันดาลใจ และการเกื้อหนุนกันและกันในองค์กร เพื่อขยายพลังบวกจากพนักงานทุกระดับไปสู่คู่ค้า พันธมิตร และลูกค้าในวงกว้าง ผ่านการจัดกิจกรรมหลากหลายที่ส่งเสริมสุขภาวะทางใจ การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสโลแกน “Delighting You Always” และปรัชญาเคียวเซ (Kyosei) ซึ่งครอบคลุมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและยั่งยืน

พงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร และ CSR  บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร และ CSR  บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด  กล่าวว่า “แคนนอนตระหนักว่าวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก มีความสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีของพนักงานและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เราจึงบรรจุ ‘รอยยิ้ม’ ไว้ในดีเอ็นเอขององค์กรและบ่มเพาะบุคลิกการทำงานที่สร้างสรรค์ ปรับตัวได้และมองโลกในแง่ดี ผ่านการยึดมั่นในปรัชญเคียวเซและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานแคนนอนมาอย่างต่อเนื่อง”

นนทารมณ์ ธรรมธาราณา

โครงการ “Big Smile With Canon” เป็นหนึ่งในโครงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ที่ริเริ่มโดย มร. ฮิเดกิ โอซาว่า Chairman & CEO บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง เอเซีย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงแนวคิด Big Smile เข้ากับสโลแกนของ Canon คือ Delighting You Always เพื่อจุดประกายแห่งทัศนคติชีวิตที่ดีในหมู่พนักงานอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการส่งต่อพลังบวกออกสู่สังคม และร่วมสร้างสรรค์ให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม  และกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์วัฒนธรรมองค์กร ที่กลุ่มบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง เอเซีย ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 รวมถึงบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานกว่า 520 คน

เชื่อมเทรนด์การทำงานยุคใหม่ด้วย “Big Health, Big Smile”

นางสาวนนทารมณ์ ธรรมธาราณา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นการสร้างรอยยิ้มจากภายในองค์กรหลายมิติ โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรบุคคลแบบเชิงรุก ด้วยการให้คุณค่าแก่บุคลากรในองค์กร เพื่อสร้างทีมงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ มีแรงบันดาลใจ และมีส่วนร่วมกับองค์กร สอดรับกับแนวโน้ม Hybrid/Flexible Work, Skills-based Career และ People-first Workplace ที่เป็นมาตรฐานใหม่ของโลกการทำงานในทุกวันนี้”  ซึ่งประกอบด้วยแผนงานใน 4 ด้านหลัก ดังนี้

ลงทุนด้านสุขภาพใจและกาย สร้าง Work-Life Balance ที่ยืดหยุ่น

1.จัดสรรชั่วโมงทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Working Hour) เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกช่วงเวลาเข้างานและเลิกงานได้ เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่น แบ่งเวลารับส่งลูกที่โรงเรียน  หลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น หรือ ออกกำลังกายหลังเลิกงานได้ 2.จัดกิจกรรม “Mental Health”ส่งเสริมสุขภาพจิตที่แจ่มใสให้พนักงาน และ เพิ่มช่องทาง “CMTxTelrelax” ให้คำปรึกษา ดูแลสุขภาวะทั้งกายและใจของพนักงานแบบองค์รวม เพื่อลดความเครียด 3.ให้ความสำคัญกับการจัดสรรเวลาการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในเวลาทำงานปกติ แทนการทำงานล่วงเวลา หรือเกินเวลาทำงานโดยไม่จำเป็น เพื่อให้พนักงานมีเวลาว่างให้กับตัวเอง และครอบครัวที่เหมาะสม  4.ให้บริการตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานทุกระดับ และการตรวจสุขภาพเฉพาะทางในสาขาอาชีพเฉพาะเป็นประจำทุกปี 5.จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้พนักงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น การแข่งขันนับก้าว ลดแคลอรี่ การออกกำลังกายแบบกลุ่ม กิจกรรมยืดเหยียดร่างกายทุกวันช่วงบ่าย

จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ยกระดับ Growth Mindset & Upskill

เพื่อส่งเสริมกำลังการผลิตพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง

1.จัดโครงการ Learning MVP กระตุ้นให้พนักงานเกิดการเรียนรู้แบบ Self- Learning และ Self – Development พนักงานสมัครเรียนคอร์สเสริมทักษะตามความสนใจ และสายอาชีพ

2.ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานตามความเชี่ยวชาญ และความสามารถของพนักงาน เปิดโอกาสให้ทำงานข้ามแผนกได้เพื่อสร้างการเติบโตในทุกมิติ 3.จัดกิจกรรมให้พนักงานทุกระดับได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิด ไอเดียการทำงานที่น่าสนใจ โดยจัดเป็นกิจกรรมการแข่งขันภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ มีการมอบรางวัล และยกย่องพนักงานที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง

Smart Workspace Solutions: ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและผ่อนคลาย

1.ออกแบบกระบวนการทำงานให้เข้าใจง่าย เป็นระบบ ลดภาระงานซ้ำซ้อน 2.มีการใช้นวัตกรรม และโซลูชั่นการพิมพ์แคนนอน มาช่วยให้การจัดการงานเอกสารทำได้ลื่นไหลมากขึ้น เอื้อการทำงานแบบ Hybrid Working และ E-Workflow 3.เปิดพื้นที่นำเสนอไอเดียการทำงาน ปรับปรุงระบบงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้งานเสร็จเร็วและทำให้พนักงานได้รับประสบการณ์ที่ดี 4.จัดสรรพื้นที่ส่วนกลางในสำนักงานให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย พนักงานสามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานในพื้นที่นี้ได้ หรือเป็นพื้นที่สังสรรค์พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อคลายเครียดระหว่างวันได้

DEI & Human Rights: ส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมทุกระดับ

1.ให้สวัสดิการแก่คู่สมรสเท่าเทียม และสิทธิวันลาเพื่อดูแลภรรยาคลอดบุตรสำหรับพนักงานชาย 2.สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีและเป็นมิตร ลดปัญหาความขัดแย้ง ปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานทุกระดับอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม และให้เกียรติซึ่งกันและกัน 3.สร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกรุ่น ให้ทุกเสียงมีส่วนร่วมและเติบโตไปด้วยกัน

นอกจากนี้ แคนนอนยังมุ่งสร้างการสื่อสารภายในองค์กร (Internal Communication) ที่เข้าถึงได้ง่าย การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ  ดังนั้นการขับเคลื่อนโครงการ Big Smile Big Health ของแคนนอน ไม่ได้เพียงเพื่อทำให้องค์กรน่าอยู่เท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสรรค์องค์กรแห่งรอยยิ้มที่พนักงานทุกคนเติบโตได้อย่างแท้จริง สามารถส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพและพร้อมส่งต่อพลังบวกไปยังผู้บริโภคและพันธมิตรในวงกว้าง

สุขอนามัยที่ดีสู่สุขภาวะใจ ‘ไลอ้อน ประเทศไทย’ เติมเต็มคุณค่าผู้สูงวัยในงาน ‘วันผู้สูงอายุสากล 2568’

สุขอนามัยที่ดีสู่สุขภาวะใจ ‘ไลอ้อน ประเทศไทย’ เติมเต็มคุณค่าผู้สูงวัยในงาน ‘วันผู้สูงอายุสากล 2568’

สุขอนามัยที่ดีสู่สุขภาวะใจ ‘ไลอ้อน ประเทศไทย’ เติมเต็มคุณค่าผู้สูงวัยในงาน ‘วันผู้สูงอายุสากล 2568’

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไลอ้อน ประเทศไทย ตอกย้ำเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน งานวันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “บทบาทของผู้สูงอายุในการสร้างสังคมที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน” (The role older persons play in creating resilient, sustainable societies) ที่จัดขึ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง)

ชาติ จันทร์วิจิตร ประธาน บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจคู่คุณธรรม พัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตลอดระยะเวลา 56 ปี กล่าวว่า ไลอ้อน ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งทางกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม สนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงมีบทบาทที่แข็งขันในชีวิตครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายผู้สูงอายุ, สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรี, ส่งเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในการขับเคลื่อนสังคม, และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุในทุกมิติ

การเข้าร่วมและสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของไลอ้อนที่มุ่งหมายให้ผู้สูงอายุเป็นมากกว่ากลุ่มที่ต้องการการดูแล แต่เป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” ส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงศักยภาพของพวกเขา และเปลี่ยนมุมมองจากภาระไปสู่โอกาสในการสร้างสรรค์สังคมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนแนวคิด Healthy Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาวะ โดยมุ่งเน้นการยกย่องศักยภาพและคุณค่าของผู้สูงอายุต่อสังคม

ภายในงานวันผู้สูงอายุสากล ปี 2568 มีการจัดพื้นที่กิจกรรมหลากหลาย เช่น พื้นที่เพลินวัย 4 โซน ได้แก่เพลินกาย-ใจ (พื้นที่ตรวจสุขภาพและนวัตกรรม), เพลินชีวา (พื้นที่สิทธิสวัสดิการ), เพลินทำ (พื้นที่แสดงและจำหน่ายงานฝีมือ)  และ เพลินอารมณ์ (พื้นที่ให้บริการทั่วไป) รวมถึงกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน ซึ่งภายในบูธของไลอ้อน มีกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากและสุขอนามัยที่เหมาะกับวัย พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปาก แปรงสีฟันและยาสีฟันกู้ดเอจ (Goodage) เพื่อการมีสุขอนามัยที่ดี ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ เป็นการสร้างรอยยิ้มและส่งต่อความห่วงใยแก่ผู้สูงอายุที่มาร่วมงานกว่า 1,000 คน

ไลอ้อน ประเทศไทย เชื่อมั่นว่า การสนับสนุนในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับกำลังใจ ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสมดุลและความกลมเกลียวในสังคมหลากหลายวัยอย่างยั่งยืน

กลับมาอีกครั้ง !! นิทรรศการ ‘ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3’ UNHCR ระดมทุนเพื่อการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก

กลับมาอีกครั้ง !! นิทรรศการ ‘ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3’ UNHCR ระดมทุนเพื่อการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก

กลับมาอีกครั้ง !! นิทรรศการ ‘ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3’ UNHCR ระดมทุนเพื่อการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR), พระเมธีวชิโรดม (ท่านว.วชิรเมธี) ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR และพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย : Art for Refugees ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความหวัง…ใช้ชีวิตให้ดี ทำโลกให้งาม” โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” ของ UNHCR ที่จัดขึ้นทั่วโลก เพื่อมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ลี้ภัยที่มีความรู้ความสามารถได้สานต่อความหวังและความฝันสำหรับการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนผู้ลี้ภัยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกกว่า 123 ล้านคน ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น เพราะความขัดแย้ง การประหัตประหาร ความรุนแรง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย การศึกษา เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย ช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อชุมชนของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงการศึกษายังคงมีความท้าทายอยู่มาก มีเยาวชนผู้ลี้ภัยเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่ได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา แคมเปญ Aiming Higher ของ UNHCR มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างในส่วนนี้ และสนับสนุนวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 และขยายผลเพื่อให้ถึงเป้าหมาย เพื่อให้เยาวชนผู้ลี้ภัยร้อยละ 15 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  ซึ่งงรู้จักกันในชื่อเป้าหมาย “15by30”

“ท่ามกลางภาวะงบประมาณด้านมนุษยธรรมลดลงทั่วโลก โครงการที่ดำริโดยพระเมธีวชิโรดม พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) และศิลปินไทยทั้ง 31 ท่าน ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการมอบความหวังและโอกาสสำหรับเยาวชนผู้ลี้ภัย”  แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าว “รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากนิทรรศการครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน นี่ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างวุฒิการศึกษา แต่คือการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมพลังให้เยาวชนผู้ลี้ภัยได้แสดงศักยภาพและแสดงความคิดเห็น   เตรียมความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับชุมชนของพวกเขาอย่างมีความหมาย และแบ่งปันอนาคตที่ดีร่วมกันทั่วโลก”

แนวคิดของนิทรรศการ “ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย” เริ่มต้นขึ้น 8 ปี ที่ผ่านมา โดยพระเมธีวชิโรดม ซึ่งให้การสนับสนุน UNHCR ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ช่วยเผยแพร่เมตตาธรรมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น

“งานสร้างคน สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาคือสิ่งที่อาตมาเน้น และให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะการศึกษาคือพลังคือโอกาส คือการให้ชีวิตใหม่กับเด็ก และเยาวชน ในครั้งนี้ ได้ขยายความช่วยเหลือมาถึงน้องๆ ผู้ลี้ภัยให้ได้รับการศึกษาขั้นสูงเพื่อให้พวกเขาได้รับโอกาสครั้งที่สอง และเป็นประชากรที่มีคุณภาพของโลก” พระเมธีวชิโรดม ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR กล่าว

นิทรรศการ “ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3” ได้รับการสนับสนุนจากศิลปินไทยจำนวน 31 ราย  ได้แก่ กวีนิพนธ์โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)  ศ. เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปํญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่น และสุดสวิง ด้วยการใช้การวาดเส้นผสมตัดเส้นเทคนิคใหม่ๆ อย่างการกรีดและสร้างร่องรอยในผืนผ้าใบ  เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ ศิลปินชาวไทยฉายา LINECENSOR โดดเด่นงานจิตรกรรม และภาพพิมพ์  คณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) จักรพงษ์ เทพเกาะ ศิลปินจิตรกรรมชาวไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการสะท้อนอารมณ์ และความคิดผ่านเทคนิคสีน้ำมัน และอะคริลิกบนผ้าใบ จักรี คงแก้ว ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ที่สร้างสรรค์ผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการแกะไม้เป็นหิน ชัชวาล รอดคลองตัน ศิลปินจิตรกรรมและประติมากรรมชาวไทยที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ  ชัชวาลย์ วรรณโพธิ์ ศิลปินจิตรกรรมและภาพพิมพ์ชาวไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการถ่ายทอดความงามในบรรยากาศของแสงธรรมชาติผ่านเทคนิคสีน้ำมันและภาพพิมพ์เทคนิคผสม

ชัยรัตน์ แสงทอง ศิลปินผู้สะท้อนสัจธรรมและความงามอันเรียบง่ายของวิถีชนบทไทย ผ่านจิตรกรรมเหมือนจริง  งดงามในเชิงทัศนศิลป์ เปี่ยมด้วยความรู้สึก และเรื่องราวที่ลึกซึ้ง เญอรินดา แก้วสุวรรณ ศิลปินจิตรกรรมและศิลปะประดิษฐ์ชาวไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการใช้เทคนิค เย็บปักถักร้อย เพื่อสะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แทน โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชาวไทย ผู้มีผลงานโดดเด่นในด้าน จิตรกรรมและศิลปะดิจิทัล ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ศิลปินชาวไทยผู้มีผลงานโดดเด่นในด้านจิตรกรรมและประติมากรรมไทยร่วมสมัย ธณกฤษภ์ ทิพย์วารี ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงทางด้านจิตรกรรม ธนชัย อุชชิน ศิลปินที่มีความโดดเด่นในด้าน จิตรกรรมสไตล์แอบสแตรกต์ (Abstract)  ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร อาจารย์และศิลปินชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมที่สะท้อนประเด็นด้านความเท่าเทียมทางเพศ  นที อนันทะประดิษฐ์ ศิลปินไทย ผู้มีผลงานโดดเด่นในด้าน ประติมากรรมดินเผา โดยเฉพาะ “ตุ๊กตาดินเผา” ปรีชา ชัยสร ศิลปินผู้ถ่ายทอดชีวิตใหม่ให้แก่ก้อนหินไร้ชีวิต ผ่านปลายพู่กัน เปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นภาษาศิลป์ ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณและความหมาย

พลวัฒน์ สามิดี ศิลปินไทยรุ่นใหม่ ที่ทำงานด้านจิตรกรรม ภาราดา วิรัสวีร์ ศิลปินอิสระ (และอาจารย์พิเศษ) ซึ่งโดดเด่นด้านงาน ประติมากรรม / สื่อประสม 3 มิติ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินหญิงชาวไทย ที่โดดเด่นในแนวงานจิตรกรรมล้อเลียน (caricature-influenced) ผ่านภาพใบหน้าและร่างกายที่มีสัดส่วน “หัวโต” วรสันต์ สุภาพ ศิลปินไทย ผู้มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ จิตรกรรม วิษณุพงษ์ หนูนันท์ศิลปินร่วมสมัยที่มีผลงานโดดเด่นในนิทรรศการ “Mammals” ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ  สุรสิทธิ์ เสาว์คง ศิลปินไทย ที่มีชื่อเสียงในวงการจิตรกรรม   สุริยา นามวงษ์           ศิลปินไทย และภัณฑารักษ์ (Curator) ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) สุวัฒน์ชัย ทับทิม ศิลปินที่ทำงานในรูปแบบของงานจิตรกรรมไทยที่มีความร่วมสมัย  เสงี่ยม ยารังษี ศิลปินเชียงราย กับการนำเสนอผลงานศิลปะ ที่วาดรูปในแนวธรรมชาติ อนันต์ยศ จันทร์นวล ศิลปินไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านจิตรกรรม เอกชัย ลวดสูงเนิน ศิลปินแนวอิมเพสชั่นนิสม์อันดับต้น ๆ ของประเทศไทย  โอม รัชเวทย์ นักวาดการ์ตูนอิสระ ผลิตผลงานนิยายภาพ พุทธประวัติ และบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย โดยไม่มีค่าเข้าชม  รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ UNHCR เพื่อนำไปสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้านแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยต่อไป

ในขณะที่การศึกษาระดับสูงคือการบ่งชี้เส้นทางชีวิตของเราทุกคน สำหรับผู้ลี้ภัย การศึกษาคือ โอกาสครั้งที่สองในการสร้างชีวิตใหม่และอนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขา ครอบครัว และชุมชนที่มอบที่พักพิง ร่วมมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก โปรดติดต่อ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน  โทร. 063-270-9334

ร้อยดวงใจไทยทั่วหล้า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2568

ร้อยดวงใจไทยทั่วหล้า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2568

ร้อยดวงใจไทยทั่วหล้า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วันที่ 23 ตุลาคม และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม ตลอดเดือนตุลาคม 2568 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคม มีวันสำคัญของพระมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ 2 พระองค์ คือ “วันปิยมหาราช” 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงวางรากฐานและพัฒนาสยามประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม” และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2436 นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “สภากาชาดไทย”จวบจนปัจจุบัน และ“วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน และเป็นศูนย์รวมใจของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ  ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านการบริการโลหิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร “รังสิตานุสรณ์” เพื่อเป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิต และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2512 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิตหลังใหม่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของทั้ง 2 พระองค์ ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ อันเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร์

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมแสดงความจงรักภักดี บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการ“น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช” พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศกำลังพระวรกายเพื่อความผาสุกของพสกนิกรชาวไทย และร่วมสืบสานพระราชปณิธานการทำความดีเพื่อแผ่นดินไทย ตลอดเดือนตุลาคม 2568 บริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์  หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) : สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม บางแค เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขางามวงศ์วาน ท่าพระ บางแค บางกะปิ  ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)  ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จ.ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

คุณแหน : 11 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 11 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 11 ตุลาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานทรัพย์จำนวน 42 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่ถูกกระสุนปืนใหญ่กัมพูชาได้รับความเสียหาย…ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน…

ll ขอแสดงความยินดีกับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผอ.หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า เมื่อเร็วๆนี้…

ll เริ่มจากครั้งแรกเป็นลูกค้าที่ ไฉไลเกรซ เชียงดาว ของ ไฉไล โกมารกุล ณ นคร แล้วถูกใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งบรรยากาศ อาหาร รวมทั้งของสะสม(ที่ชอบเหมือนๆกัน) ทำให้ ต่อมา เมื่อมีเวลาว่างคราใด ทพ.รัฐวิศร์ เพชรจันทร์ จะไปเยี่ยมเยือน ไฉไลเกรซ เสมอ อย่างเมื่อวันเสาร์ก่อนก็บินไปพักผ่อนที่นั่น 2-3 วัน พร้อมทำหน้าที่ช่วยดูแลแขกอื่นๆ ด้วยความสุขสนุกสนาน โดย คุณหมอมีแผนการว่า ปีใหม่จะพาเพื่อนชุดใหญ่ไปเที่ยวที่นั่นอีก…เพราะศีลเสมอกัน จากลูกค้า กลายเป็นญาติดั่งนี้…

ll จิตใจไม่อยู่กับตัว หลายเดือนก่อน ขนิษฐา สุนทรปักษิน เผลอเหยียบคันเร่ง แทนที่จะเหยียบเบรค ปรากฎเสียหายมิใช่น้อยๆ ดีที่เกิดเหตุการณ์ในรั้วบ้าน หากอยู่ตามท้องถนน ไม่อยากนึกสภาพ?? เป็น สว.แล้ว ต้องระมัดระวังให้มากๆ ขอให้ขับขี่ปลอดภัย …อย่างไรก็ตามเจ้าตัวกำลังเตรียมตัวไปลงcruise นาน 3 เดือน…หลังเคยมีทริปทางเรือเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไปเที่ยวไม่ทั่ว…

ll ส่วน ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เคยมีทริปลง cruise ปีก่อรยาวนาน 6 เดือน แต่ปีนี้มีแพลนทริปไปอเมริกากลาง อเมริกาใต้ รวม 8 ประเทศ ยาวนานหนึ่งเดือนเต็ม เริ่มเดินทางต้นเดือนหน้า…ขอให้ Happy Flight…

ll ดร.เจริญวิชช์ หาญแก้ว จะไปเยือนถิ่นมองโกล มีโอกาสมาที่Ordos Prairie ที่นี่จัดเป็นSoft Power ได้เป็นอย่างดี มีทั้งสวนดอกไม้ แต่งชุดประจำชาติ นั่งรถเลื่อน เป็นอาทิ…

ll ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร มีน้องภา(ระ)เป็นสุนัข 10 ตัว ทำให้ไปไหนไกลๆบ่ได้ ขณะเดียวกัน ก็แนะนำเพื่อนๆวัฒนาฯร่วมรุ่น ให้ไปกินอาหารกันที่ร้าน”หอมรัญจวน”ย่านบางรัก ช่วงส่งท้ายปีเก่า มีอาหารไทย-เวียตนาม บริการครบเซ็ต…

ส่วน พรทิพย์ สาริกบุตร ประพฤติตนเป็นสาวนานาชาติ ด้วยการสวมใส่ชุดอินเดีย ถือกระเป๋ารักชาติไทย แต่ไปกินอาหารจีน โดยมีเพื่อนๆวัฒนาวิทยาลัยรุ่น 93 ร่วมโต๊ะ อิ่มอร่อยพร้อมหน้ากัน เมื่อวันอังคารที่แล้ว…

ll ข่าวเศร้า งานขาว-ดำ…ค่ำนี้(11 ต.ค.) 18.00 น.สวดพระอภิธรรมศพ พวงเพ็ญ สูยะนันทน์ อดีตนักวิชาการ 11 ผอ.โครงการประจำสำนักนโยบายและแผน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ ณ ศาลา 5 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน คืนสุดท้าย และ ฌาปนกิจ 12 ต.ค.17.00 น. ณ เมรุ 2…-0- กำหนดฌาปนกิจ ศพ อดีต ผอ.ท่าอากาศยานเชียงใหม่ อมรรักษ์ ชุมสาย ณ อยุธยา ณ วัดอุทัยธาราม 11 ต.ค.15.00 น…ญาติสนิทมิตรรัก ชาวท่าอากาศยานไทย(ทอท.)ไปร่วมไว้อาลัยกันโดยพร้อมเพรียงกัน…

ll สัปดาห์ก่อน ชวลิต วิจิตรพันธุ์ ประสบอุบัติเหตุลื่นตกบันไดที่บ้าน มีอาการปวดคอ ปวดไหล่ นงลักษณ์ ภรรยาและลูกๆ คัทยา-ภารวัฒน์ พาส่งรพ.จุฬาภรณ์ แพทย์ทำทีซีสแกน พบเลือดซึมในสมอง ต้องแอดมิทในห้อง มินิไอซียู เพื่อสังเกตอาการแล้วย้ายอยู่ห้องปกติอีก 2 วัน ก่อนจะอนุญาตให้กลับบ้านได้เมื่อวันเสาร์ก่อน !!…

บารอนเนส

‘โอโซน วิลล่า ภูเก็ต’ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่เปิดวิสัยทัศน์สู่ศูนย์กลาง ‘Wellness Tourism’ระดับโลก พลิกโฉมการพักผ่อนสู่รูปแบบใหม่

'โอโซน วิลล่า ภูเก็ต'ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่เปิดวิสัยทัศน์สู่ศูนย์กลาง 'Wellness Tourism'ระดับโลก พลิกโฉมการพักผ่อนสู่รูปแบบใหม่

‘โอโซน วิลล่า ภูเก็ต’ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่เปิดวิสัยทัศน์สู่ศูนย์กลาง ‘Wellness Tourism’ระดับโลก พลิกโฉมการพักผ่อนสู่รูปแบบใหม่

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.52 น.

บริษัท วิลล่า เมดิก้า ภูเก็ต  ผู้บริหารโครงการ “โอโซน วิลล่า ภูเก็ต” (Ozone Villa Phuket) ซึ่งเป็นพูลวิลล่าระดับพรีเมียม ตั้งเป้าเดินหน้าเพื่อปักหมุดให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism แห่งเอเชีย พลิกโฉมแนวคิดการพักผ่อนให้ก้าวไกลกว่าที่เคย ด้วยการผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมจับมือพันธมิตรระดับโลกในแวดวงสุขภาพและการท่องเที่ยว ได้แก่ GIVORA, WHALA Club, FENGWO Holdings Group และ GENESENN เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub แห่งภูมิภาค

โอโซน วิลล่า ภูเก็ต โดดเด่นด้วยดีไซน์พูลวิลล่าส่วนตัวสุดหรู ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ทั้งสระว่ายน้ำ ซาวน่า จากุซซี่ และออนเซ็นส่วนตัว เพื่อการฟื้นฟูร่างกายอย่างล้ำลึก รวมถึงห้องครัวครบชุดสำหรับรังสรรค์มื้อพิเศษ และจุดชมวิวบนยอดเขาสำหรับดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ภายในโครงการยังเปิดตัว “Health Club” ศูนย์สุขภาพครบวงจร พร้อมโปรแกรมรีทรีทเฉพาะบุคคล และบริการจาก Healthy Culture Wellness Clinic ที่เน้นแนวทาง Holistic Health — การดูแลสุขภาพทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ภายใต้แนวคิด “สุขภาพที่แท้จริงคือความสมดุลของทุกมิติแห่งชีวิต”

ผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก

คุณจีราวัฒน์ พุทธิไตรสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอโซน วิลล่า ภูเก็ต และบริษัท คัลเจอร์ จำกัด (WHALA Club) เปิดเผยว่า   

“เราตั้งเป้าปักหมุดภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism แห่งเอเชีย ไม่เพียงมอบประสบการณ์พักผ่อนสุดหรู แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้มาเยือนสามารถฟื้นฟูสุขภาพอย่างแท้จริง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Health Club Private Pool Villa ที่ผสานการพักผ่อน การลงทุน และการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนไว้ด้วยกัน”คุณจีราวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ โอโซน วิลล่า ภูเก็ต ยังได้จับมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ 4 องค์กรหลัก เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

– WHALA CLUB : แพลตฟอร์มศูนย์กลางเครือข่ายเวลเนสระดับโลก รวบรวมโรงแรม คลินิก และสถานประกอบการเพื่อสุขภาพพรีเมียม พร้อมขยายเครือข่ายบริการผ่าน MOU กับ GENESENN, FENGWO Holdings Group และสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน (SMTIA)

– FENGWO Holdings Group : ผู้นำเทคโนโลยีระดับสากล นำนวัตกรรม AI เข้ามายกระดับการตลาดและการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมายทั่วโลก

– GIVORA : แพลตฟอร์มสุขภาพครบวงจร ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเชิงรุก ร่วมลงทุนด้านเครื่องมือแพทย์และนวัตกรรม เพื่อเสริมศักยภาพแก่สถานพยาบาลและผู้ร่วมลงทุนทั่วประเทศ

– GENESENN : ผู้นำด้านเทคนิคการแพทย์เชิงรุกและการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม ถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางและร่วมพัฒนาโปรแกรมสุขภาพมาตรฐานสากล

การรวมพลังของพันธมิตรทั้ง 4 ฝ่าย นับเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดัน “โอโซน วิลล่า ภูเก็ต” สู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness และการลงทุนด้านสุขภาพครบวงจรในเอเชีย ด้วยการผสานจุดแข็งของที่พักระดับพรีเมียม เทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัย และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ไม่เพียงสร้างเสถียรภาพให้กับโครงการ แต่ยังเปิดโอกาสการลงทุนที่คุ้มค่า และมอบประสบการณ์พักผ่อนเหนือระดับให้แก่นักลงทุนและผู้มาเยือนจากทั่วโลก

‘ดร.เบน-กัลยานี’สุดปลื้ม! ‘ชูวิทย์’อวยพรวันเกิด

'ดร.เบน-กัลยานี'สุดปลื้ม! 'ชูวิทย์'อวยพรวันเกิด

‘ดร.เบน-กัลยานี’สุดปลื้ม! ‘ชูวิทย์’อวยพรวันเกิด

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.12 น.

ครบรอบวันคล้ายวันเกิดทั้งที (11 ตค.) ดร.เบน-กัลยานี กมลวิศิษฎ์ ในวัย 40 กว่าๆ ที่เรียกได้ว่า ยังสวยสะพรั่ง!!!ล่าสุด คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อวยพรวันเกิดให้สะใภ้คนนี้ไม่ธรรมดา นอกจากจะชมว่า ลูก 4  แล้ว ยังสวยไม่สร่าง แถมยังเป็นผู้หญิงเก่ง ฉลาด เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง เก่งทั้งงานบ้าน งานเรือน งานธุรกิจส่วนตัวก็ไปได้สวย อย่างนี้เข้าตำรา “สะใภ้พันล้าน” มะคะ

ททท. เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 รวบรวม Subculture ให้ทุกคนค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวตัวเอง

ททท. เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 รวบรวม Subculture ให้ทุกคนค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวตัวเอง

ททท. เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 รวบรวม Subculture ให้ทุกคนค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.52 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ของตนเองกับ 5 โซนกิจกรรมที่รวบรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของประเทศไทยไว้แบบจัดเต็ม ระหว่างวันที่ 9 – 12 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G ฮอลล์ 3 – 4

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว  หรือ Tourism Hub ของโลก ซึ่งไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางแต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงการเดินทาง วัฒนธรรม และประสบการณ์อย่างไร้รอยต่อ การจัดงาน DNA Travel & Fair 2025 ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีเวนต์สำคัญที่ได้นำแนวคิด Subculture หรือ วัฒนธรรมย่อย มาผนวกกับการท่องเที่ยวตามความสนใจ เพื่อสร้างประสบการณ์  ที่แตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวได้ค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวที่เข้ากับตนเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทาง ที่ตรงใจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้นำเสนอสินค้าบริการและกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย อันนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่าพฤติกรรมการเดินทาง   ของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงแค่การเยี่ยมชมสถานที่สวยงาม แต่มุ่งค้นหาประสบการณ์ที่มีความหมาย เน้นความเป็นส่วนตัว และตอบสนองต่อความสนใจเฉพาะด้านของตนเองอย่างแท้จริง (Personalized Experience)    ทำให้การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ททท. จึงได้จัดงาน DNA Travel & Fair 2025 ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการ “DNA 2025 (Destination Navigator Assessment)” นำเสนอผ่านแนวคิด “Thailand’s Subculture: Decode Your Journey” เพื่อเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่ตอบโจทย์การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านความชอบส่วนบุคคล พร้อมทั้งนำเสนอเส้นทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งผจญภัย วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ จัดเต็มผ่าน 5 โซนกิจกรรม ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานตลอด 4 วันกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้ตลอดการจัดงานกว่า 400 ล้านบาท

ภายในงาน DNA Travel & Fair 2025 ททท. ได้จัดแบ่งเป็น 5 โซนหลักที่รวบรวมความสนใจของนักเดินทางไว้ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

โซน THAI POP: รวบรวมวัฒนธรรมสมัยนิยม ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และดนตรี ที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดง Art Toy จาก Trendy Gallery พบกับกองทัพศิลปินจาก GMMTV อาทิ มิลค์-เลิฟ, จิมมี่-ซี และ fandom characters อาทิ Polcasan, Demier และ Muv muv และ บูท Official Merchandise จาก GMMTV

โซน SIAM STYLE:  พาทุกท่านย้อนมนต์เสน่ห์ของไทยในอดีตผ่านกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ กิจกรรมดูดวงกับอาจารย์แห้ว ศาลเจ้าพ่อนาคราช และการออกร้านขายสินค้าของศิลปินหมอลำลูกทุ่งชื่อดัง

โซน WORK & PLAY: คอมมูนิตี้สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ และเทคโนโลยี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และวิถีการทำงานแบบ Workation โดยมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ นิทรรศการภาพถ่ายจาก “Fotoclub BKK” บูทกิจกรรมจาก Fastwork รวมโอกาสสร้างรายได้และไอเดียสุดครีเอทีฟในที่เดียว และ TikTok Live Studio

โซน LIFESTYLE & FAMILY: ตอบโจทย์ทุกความชอบที่หลากหลาย เพิ่มพลังชีวิต เติมเต็มความสุข สำหรับครอบครัว พบกับ Jurassic World Experience  การแสดงสัตว์เลี้ยงแสนรู้ และกิจกรรมนวดผ่อนคลาย

โซน THAI TASTE: สวรรค์ของนักชิมรวบรวมสุดยอดร้านอาหารชื่อดังในกระแส เพื่อสร้างสุดยอดประสบการณ์ด้านอาหารมาให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส พร้อมกิจกรรม Chef Workshop จากเชฟภูมิ เชฟชื่อดังของเมืองไทย

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานห้ามพลาดชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังได้ทุกวัน ได้แก่ 9 ตุลาคม 2568 : เก่ง หฤษฎ์ และ น้ำปิง นภัสกร นักแสดงนำจากซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด”เวลา 19.30 น. 10 ตุลาคม 2568 : การแสดงจากคณะลิเกสองเทพบุตรสุดที่รัก เวลา 13.00 น. และ คอนเสิร์ตจาก PALMY เวลา 18.00 น. 11 ตุลาคม 2568 : ยูกิ ไหทองคำ เวลา 13.00 น. และ 12 ตุลาคม 2568 : ปิดท้ายความม่วน ด้วย ลำไย ไหทองคำ เวลา 13.00 น. การแสดงจากศิลปิน FELIZZ เวลา 14.00 น. และ วงหมอลำแห่งยุค ระเบียบวาทะศิลป์ เวลา 15.00 น.

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ร่วมสะสมแต้มจากการซื้อสินค้าและบริการภายในงาน โดยทุก ๆ 100 บาท จะได้รับ 10 แต้ม สำหรับนำไปแลกและลุ้นรับสิทธิพิเศษจากบูทต่าง ๆ ภายในงาน

ทั้งนี้ งาน DNA Travel & Fair 2025 จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ –  12 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น.

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G ฮอลล์ 3 – 4  ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้งงาน โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page: Thailand Festival หรือ โทร. 1672 Travel Buddy

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

ผู้บริโภคชาวไทยกำลังสะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงมีการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น (discretionary spending) อย่างยืดหยุ่น ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับพลวัตที่พบในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนและเป็นโจทย์สำคัญที่ธุรกิจสมัยใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ

แม้กำลังซื้อจะตึงตัว แต่ผู้บริโภคในทุกระดับฐานะทางการเงินต่างหาทางประนีประนอมเพื่อตอบสนองความต้องการ ตัวอย่างเช่น พนักงานหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ เลือกซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดด้วยการผ่อนชำระเป็นงวด ขณะที่แรงงานก่อสร้างพาครอบครัวออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่รอช่วงโปรโมชันสิ้นเดือนเพื่อซื้อของใช้จำเป็น ในบางกรณี ผู้บริโภคถึงขั้นกู้ยืมเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพ เหล่านี้สะท้อนถึงวงจรหนี้และการใช้จ่ายที่น่ากังวล ซึ่งทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง

พฤติกรรมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันในภาพรวม แต่ก็แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้บริโภคทั่วประเทศจัดการการเงินส่วนบุคคล และการเลือกประนีประนอมตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันไป

บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ได้ทำการวิจัยล่าสุดเพื่อประเมินภูมิทัศน์ผู้บริโภคไทยที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมการสำรวจสถานะทางการเงินของครัวเรือน มุมมองต่อรายได้ หนี้สิน การใช้จ่าย การออม รวมถึงปัจจัยขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย

ความเชื่อมั่นโดยรวมและผลต่อการใช้จ่าย

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ โดยกว่าร้อยละ 60 มองว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่” หรือ “แย่มาก” อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ (Mass Affluent Consumer: MAC) ซึ่งหมายถึงครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป ยังคงแสดงมุมมองเชิงบวกมากที่สุด ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความเชื่อมั่นในระดับต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับทั้งค่าเฉลี่ยประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

[ข้อมูลเพื่อการอ้างอิง: ระดับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลของคนไทยอยู่ที่ 39% ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ (35%) และอินโดนีเซีย (47%) แต่ต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคอย่างจีน (59%) และอินเดีย (61%) อย่างมีนัยสำคัญ]

ความเชื่อมั่นที่ลดต่ำนี้สะท้อนสภาวการณ์ภาพใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ความสามารถในการปรับเพิ่มรายได้ที่จำกัดในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ตลอดจนระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นและจำกัดศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค

เมื่อมองไปที่โครงสร้างการใช้จ่าย รายจ่ายจำเป็นยังคงครองสัดส่วนหลักของกระเป๋าเงินที่ตึงตัวอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างระหว่าง MAC และผู้บริโภครายได้น้อยกลับชัดเจนอย่างยิ่ง ครัวเรือน MAC ยังสามารถกันเงินส่วนเกินเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และลงทุนได้ ขณะที่ครอบครัวรายได้น้อยต้องยึดติดกับรายจ่ายพื้นฐานและความต้องการเล็กน้อย ๆ ซึ่งมักทำให้ต้องดึงเงินออมมาใช้ ความเหลื่อมล้ำนี้ยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้ที่ ‘มี’ และผู้ที่ ‘ไม่มี’ ในสังคมไทย

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น”

แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะถดถอย แต่ผู้บริโภคชาวไทยกลับโดดเด่นในความสามารถที่จะ “จัดสมดุล” ระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

สวนทางกับความเชื่อทั่วไป—และแม้แต่กับสิ่งที่ผู้บริโภคกล่าวอ้างเอง—สัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (discretionary) ของคนไทยกลับทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ตามรายงาน Global Consumer Radar ของ BCG ผู้บริโภคมักประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคไม่สอดคล้องกับความจริง ส่งผลให้การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองก็คลาดเคลื่อนไปด้วย

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย แนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมจึงแทบไม่กระทบต่อความตั้งใจที่จะใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการ แม้รายได้จะลดลง ค่าใช้จ่ายในหมวดฟุ่มเฟือยก็ยังคงอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสี่ของรายจ่ายทั้งหมด (22%–25%)

สิ่งนี้สะท้อนแรงผลักที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง—ความปรารถนาต่อความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์ที่ใฝ่หา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว “คู่ควรกับอินสตาแกรม” การซื้อสินค้าราคาแพง การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือการแสวงหาสถานะทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ

เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับประสบการณ์และสินค้าที่ตนให้คุณค่ามากที่สุด ผู้บริโภคจึงมักเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายการ “ความจำเป็น” อย่างของใช้พื้นฐานคือสิ่งแรกที่ถูกหั่นงบประมาณ การปรับนี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อในปริมาณที่น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการหาสินค้าลดราคา หรือการเลือกแบรนด์ที่มีราคาย่อมเยามากขึ้น

การยอมสละสิ่งจำเป็นเพื่อเติมเต็มความปรารถนาส่วนตัวของผู้บริโภคไทยนี้ นำมาซึ่งข้อคิดสำคัญสองประการสำหรับนักการตลาดยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภค:

ข้อแรก คือการช่วงชิงสัดส่วนรายจ่ายด้าน “ความต้องการ” ให้ได้มากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าหรูเสมอไป แต่ควรเป็นสินค้าที่ให้ความรู้สึกว่าได้อัปเกรดไลฟ์สไตล์ เช่น Sephora ที่นำเสนอสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองในฐานะ “หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง” (affordable luxuries) ควบคู่ไปกับการจำหน่ายแบรนด์ระดับโลกในร้านเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความพิเศษ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมงบประมาณได้

ข้อที่สอง คือการนำเสนอสินค้าจำเป็นที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า (value-tier offerings) เช่น ของชำหรือผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าเป็นหนทางประหยัดที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น Muji ที่วางกลยุทธ์ครอบคลุมทั้งสเปกตรัม ตั้งแต่สินค้าพื้นฐานราคาไม่แพงอย่างผ้าฝ้ายและอุปกรณ์จัดเก็บ ไปจนถึงสินค้าพรีเมียม เช่น สิ่งทอพิเศษ เฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ขนาดกะทัดรัด และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ที่คัดสรรมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและควบคุมการใช้จ่ายได้ แม้แต่ในสินค้าจำเป็นก็ตาม

ภูมิทัศน์สินเชื่อ

การใช้จ่ายและการกู้ยืมมักเดินควบคู่กันเสมอ หากต้องการเข้าใจผู้บริโภคไทยอย่างครบถ้วน จึงจำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์หนี้ในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย ปัจจุบันราวหนึ่งในสามของครัวเรือนไทย แบกรับหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคมากถึง 80% ของประเทศ (ไม่รวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและการศึกษา) ภาพนี้สะท้อน “ภูเขาหนี้” ขนาดใหญ่ที่กดทับคนกลุ่มน้อยแต่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ที่น่าสนใจคือ “กลุ่มลูกหนี้อันดับต้น ๆ” (top-debtors) มีการกระจุกตัวอยู่ชัดเจน โดยเกือบสองในสามของพวกเขาเป็นครัวเรือนชนชั้นกลางที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000–49,000 บาท และมียอดหนี้เฉลี่ยสูงกว่าผู้บริโภคไทยโดยรวมถึงราวสามเท่า การทำความเข้าใจภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนของกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

โซนอันตรายของผู้มีหนี้สูง

ความสมดุลที่เปราะบางระหว่าง “ความทะยานอยาก” และ “ศักยภาพทางการเงิน” กำลังก่อให้เกิดกับดักสำหรับกลุ่มผู้มีหนี้สูงสุด พวกเขามักเข้าสู่วัฏจักร “กู้เพิ่มเพื่อใช้เพิ่ม” เริ่มจากการยอมรับ “ไลฟ์สไตล์ที่พึ่งพาการกู้ยืม” และปล่อยให้ความฝันเกินเลยความจริงของฐานะครัวเรือน

ในปีที่ผ่านมา มูลค่าสินเชื่อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าผู้บริโภคทั่วไปถึงหกเท่า อีกทั้งยังมีอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (debt-to-service ratio) สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า ที่น่ากังวลคือ สามในสี่ของกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มการชำระหนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันเป็นสัญญาณชัดเจนของการเร่งตัวเข้าสู่วงจรหนี้ (debt spiral)

พลวัตนี้สะท้อนเรื่องราวสำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้านหนึ่งคือการบ่งชี้ถึง “ความพร้อมที่จะกู้” ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในครัวเรือนชนชั้นกลางที่กลายเป็นผู้กู้รายใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเผยให้เห็น “ความเปราะบาง” ของครัวเรือนรายได้น้อยที่จำนวนไม่น้อยกำลังแบก “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ”

การยกระดับ “การประเมินความเสี่ยง” ของสถาบันการเงินจึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อลดโอกาสผิดนัด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกเกณฑ์ใหม่ว่าด้วย “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2568 โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการโอนหนี้ เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด ความย้อนแย้งของไทย—ที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นแต่ยังคงใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น—สะท้อนให้เห็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ผู้บริโภคยังคงเข้าถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต แม้หนี้จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสร้างทั้งศักยภาพการเติบโตสำหรับธุรกิจ และความรับผิดชอบมหาศาลสำหรับผู้ปล่อยสินเชื่อ

ในภาพรวม แม้กลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อ (MAC) จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในระยะยาว โดยคาดว่าจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะเติบโต 14% ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ประเทศไทยจำเป็นต้องหาทาง “ประสานความปรารถนากับวินัยทางการเงิน” เพื่อสร้างการบริโภคที่ยั่งยืนโดยไม่ผลักภาระหนี้ไปสู่อนาคต

ขอขอบคุณ อาทิตยา บาเทีย (Aditi Bathia, Expert Project Lead, Center for Customer Insight [CCI], BCG) ที่ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองอันทรงคุณค่าแก่บทความนี้