CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

CJT และ วีโร่ ติวเข้มนักข่าวใน SEA จัดการกับภัยคุกคามออนไลน์จากรายงานข่าว

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific ร่วมกับวีโร่ จัดโครงการเสริมทักษะนักข่าวในการจัดการกับภัยคุกคามออนไลน์และภัยคุกคามทางเพศระหว่างการทำงาน ในยุคที่การรายงานข่าวมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้น สื่อมวลชนและนักข่าวทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางเพศ ผ่านช่องทางออนไลน์ การข่มขู่ และวาทกรรมเกลียดชังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific (CJT) หรือชื่อเดิมคือ Dart Centre Asia Pacific เป็นองค์กรที่ทำงานสนับสนุนนักข่าวและสื่อมวลชนที่รายงานข่าวเกี่ยวกับความรุนแรง ภัยพิบัติ และโศกนาฏกรรม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 พร้อมส่งเสริมให้นักข่าวและสื่อมวลชนเข้าใจต่อผลกระทบทางจิตใจจากการทำงาน รายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และดูแลสุขภาวะของตนเอง ผ่านการจัดอบรม การมอบทุนการศึกษา การสนับสนุนสื่อความรู้ต่าง ๆ รวมถึงการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลสำหรับนักข่าวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

เพื่อสานต่อพันธกิจนี้ วีโร่ (Vero) บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และการตลาดดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้จับมือกับ CJT เพื่อร่วมกันจัดโครงการอบรมในชื่อ “Not Alone. Not Silenced” อันเป็นโครงการมอบทุนศึกษาเพื่อสนับสนุนความปลอดภัยทางดิจิทัลและความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับนักข่าวทั่วภูมิภาค 

อมันตา เปเรรา ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาของ CJT กล่าวว่า “สื่อมวลชนและนักข่าวคืออาชีพที่มีบทบาทอันสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมของเรา ทั้งจากการสืบหาข้อเท็จจริงและเปิดเผยความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม แต่ในขณะเดียวกัน งานของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ที่นักข่าวต้องเผชิญกับการคุกคาม การข่มขู่ และวาทกรรมเกลียดชังมากมาย CJT จึงพร้อมยืนเคียงข้างนักข่าวทั่วภูมิภาคเพื่อให้การสนับสนุนและจัดหาเครื่องมือในการรับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ เหล่านี้ เรายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับวีโร่ จะสามารถนำเอาผลงานของเราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงการและเครือข่ายสื่อและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น” 

โครงการสนับสนุนทุนศึกษาครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ International Program for the Development of Communication (IPDC) ประจำปี 2568 ขององค์การยูเนสโก โดยจะรวบรวมนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสาร จากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มาเข้าร่วมโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะในการรับมือกับผลกระทบจากวาทกรรมเกลียดชังและการคุกคามออนไลน์ เป็นระยะเวลา 10 เดือน

โปรแกรมดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1: การเวิร์กช็อปออนไลน์การแนะนำโครงการในช่วงเดือนมีนาคม ระยะที่ 2: การเวิร์กช็อป 4 วันในเดือนพฤษภาคม ที่กรุงเทพฯ และระยะที่ 3: การจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาทางออนไลน์ในช่วง 5 เดือนสุดท้าย โดยเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมในเดือนตุลาคม ผู้เข้าร่วมจะสามารถพัฒนาสื่อและเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้นักข่าวในประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถทำความเข้าใจและรับมือกับวาทกรรมความเกลียดชังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสื่อทั้งหมดจะถูกแปลเป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อให้นักข่าวในประเทศที่เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการทำงานจริง 

เปเรรา กล่าวเสริมว่า ผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รู้จักกับเครื่องมือ “เกราะป้องกันดิจิทัล” (Digital Flak Jacket) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้นักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลข่าวสารสามารถออกแบบวิธีรับมือเพื่อจัดการกับ TFGBV (ความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากเทคโนโลยี) วาทกรรมเกลียดชัง และภัยคุกคามทางดิจิทัลอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง 

นิธิกานต์ ลดาเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์ของวีโร่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันนักข่าวกำลังทำงานภายใต้แรงกดดันที่อาจส่งผลต่อทั้งอารมณ์และวิชาชีพ วีโร่จึงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสื่อมวลชนในมิติที่มากกว่าแค่การผลิตงานข่าวสาร ภายใต้ความร่วมมือกับ CJT ในครั้งนี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” 

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของวีโร่ในการสนับสนุนนักข่าวและวงการสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอกเฉียงใต้ โดยที่ผ่านมาวีโร่เคยร่วมงานกับหน่วยงาน EB Impact จากประเทศสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการเล่าเรื่องอย่างกล้าหาญและการรายงานข่าวเชิงสร้างสรรค์ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การฟอกเขียว และความเหลื่อมล้ำทางสังคม มาตั้งแต่ปี 2567 

ทั้งนี้ สื่อมวลชนที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยี และสนใจเข้าร่วมโครงการ “Not Alone. Not Silenced” สามารถสมัครเข้าร่วมผ่านทาง ลิงก์นี้ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเวิร์กช็อป จะจัดขึ้นในวันที่ 8-11 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่สามารถเข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ทั้ง 4 วันเท่านั้น โดยจะมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโดยคณะกรรมการจาก CJT อีกครั้ง โดยการดำเนินงานเป็นภาษาอังกฤษ

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

ผ่าตัดคืนเดียว ลดต้นทุนทั้งระบบ ‘MIS’ เขย่าโมเดลรักษากระดูกสันหลังไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็ก Minimally Invasive Surgery (MIS) พลิกภาพจำการผ่าตัดกระดูกสันหลัง จากการพักฟื้นยาวนาน สู่การรักษาที่รบกวนร่างกายน้อย ฟื้นตัวเร็ว ช่วยผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การผ่าตัดกระดูกสันหลังเคยถูกมองว่าเป็นการรักษาขั้นสุดท้าย ที่ต้องแลกกับแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ การพักฟื้นหลายวัน และความเสี่ยงหลังการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ Minimally Invasive Surgery (MIS) ที่เข้ามายกระดับมาตรฐานการรักษาโรคกระดูกสันหลังในยุคใหม่

นพ. วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ 

นพ. วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคนิค MIS ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ใช้แผลขนาดเล็กเพียงประมาณ 0.5 เซนติเมตร อาศัยกล้องและเครื่องมือเฉพาะทาง ทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงตำแหน่งที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเปิดแผลกว้างหรือตัดกล้ามเนื้อจำนวนมากเหมือนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม

“แม้จะยังใช้คำว่า ‘ผ่าตัด’ แต่ MIS เป็นการรบกวนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว จนหลายกรณีสามารถพักฟื้นเพียงคืนเดียว

และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย” นพ. วิศิษฐ์ กล่าว

เทคนิค MIS ถูกนำมาใช้รักษาโรคกระดูกสันหลังหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือทับเส้นประสาท, โรคกระดูกสันหลังเสื่อม, ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ, กระดูกสันหลังเคลื่อน รวมถึงความผิดรูปหรือเนื้องอกบริเวณกระดูกสันหลัง

จุดเด่นสำคัญของการผ่าตัดแผลเล็ก คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลุก เดิน และทำกิจวัตรพื้นฐานได้ภายใน 6–24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ลดความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อในโรงพยาบาลหรือภาวะแทรกซ้อนจากการนอนนิ่ง แต่ยังช่วยลดต้นทุนทางอ้อม ทั้งด้านเวลาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

ทั้งนี้ การพักฟื้นเพียงคืนเดียวไม่ได้หมายถึงการลดทอนมาตรฐานการดูแล แต่เป็นผลจากการวางระบบรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินผู้ป่วยอย่างเหมาะสม เทคนิคการผ่าตัดที่แม่นยำ การเฝ้าระวังอาการหลังผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามผลและฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง

นพ. วิศิษฐ์ ย้ำว่า การเลือกเข้ารับการผ่าตัดแผลเล็ก MIS ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน และระบบดูแลหลังการรักษา เพื่อให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว ที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

โรงพยาบาลเอส โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-Spine and Joint Hospital)  มีจุดแข็งจากการมุ่งเน้นการรักษาในกลุ่มโรคเฉพาะ ทำให้ทีมแพทย์มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยกระดูกสันหลังในเคสซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง สามารถประเมินแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การคัดกรองว่าใคร “จำเป็นต้องผ่าตัด” และใครสามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ ไปจนถึงการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) ให้ตรงกับลักษณะโรคอย่างแท้จริง

อีกทั้ง มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับการผ่าตัดแผลเล็กโดยตรง รวมถึงการใช้กล้องและเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการรบกวนเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำ MIS ให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

อีกหนึ่งปัจจัยที่แตกต่าง คือระบบดูแลหลังผ่าตัดแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังอาการในช่วง 24 ชั่วโมงแรก การวางแผนฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด ไปจนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวคิด “พักฟื้นคืนเดียว” เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เร็วขึ้น ลดการสูญเสียเวลาและต้นทุน ทางอ้อมในระยะยาว  

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) โทร.02-034-0808     

ทีเส็บปลุกพลัง Creator Economy เปิดเคล็ดลับสร้างตัวตนยุคคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ทีเส็บปลุกพลัง Creator Economy เปิดเคล็ดลับสร้างตัวตนยุคคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ทีเส็บปลุกพลัง Creator Economy เปิดเคล็ดลับสร้างตัวตนยุคคอนเทนต์ครีเอเตอร์

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่อนาคต ผ่านพลังของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และครีเอเตอร์ จัดกิจกรรมประกาศผลรางวัลผู้ชนะเลิศในการแข่งขัน “Spark Challenge: Influencer Competition” เวทีประกวดเฟ้นหาครีเอเตอร์จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศที่มีมูลค่ารางวัลรวมกว่า 100,000 บาท พร้อมจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการสร้างตัวตนและการยืนระยะอย่างยั่งยืนในโลกดิจิทัล

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวเปิดงานว่า ทีเส็บต้องการผลักดันอุตสาหกรรมไมซ์ให้ก้าวไปไกลกว่าการจัดงานในรูปแบบเดิม แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้จัดงาน แบรนด์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ และผู้ชมเข้าด้วยกัน ผ่านพลังของการเล่าเรื่องและประสบการณ์

“งานเฟสติวัลครั้งนี้ ไม่ได้วัดความสำเร็จแค่จำนวนคนหรือรายได้ แต่คือประสบการณ์ที่ผู้ร่วมงานได้รับ และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์คือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน”

ดร.ศุภวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจครีเอเตอร์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราการเติบโตสูงถึง 22.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 และแบรนด์ทั่วโลกกว่า 82% เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นกลยุทธ์หลัก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ติดตามและชุมชนของครีเอเตอร์ได้กลายเป็น “สินทรัพย์” ที่มีมูลค่า

“ทีเส็บอยากเห็นการใช้พลังของ Local Identity หรืออัตลักษณ์ท้องถิ่น มาเล่าเรื่องเทศกาล เมือง และชุมชนไทย เพื่อเชื่อมโยงจาก Local สู่ Global และสร้างความหมายที่ยั่งยืนมากกว่ายอดวิวระยะสั้น” ดร.ศุภวรรณ กล่าว

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือเวทีเสวนา “Identity is the New Currency: แบรนด์ชอบ คนดูจำ สูตรลับสร้างตัวตนอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่” โดยวิทยากรจากหลากหลายมุมมอง ได้แก่ สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore, วิไลลักษณ์ โพธิ์ตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด THE STANDARD และ ภาวิดา ชิตเดชะ หรือ ICEPADIE อินฟลูเอนเซอร์และผู้ก่อตั้ง Happy Sunday

สุวิตา จรัญวงศ์

สุวิตา จรัญวงศ์ กล่าวว่า ในยุค AI และ Virtual Influencer ความเป็นมนุษย์และตัวตนแท้จริงยิ่งสำคัญ การสร้างตัวตนต้องส่องกระจก 3 ด้าน ได้แก่ DNA ตัวเอง เสียงสะท้อนจากคนดู และอัลกอริทึม โซเชียลมีเดีย ครีเอเตอร์ควรหาโอกาสใหม่ๆ เช่น MICE Creator หรือขยายตลาดต่างประเทศ โดยใช้ AI ช่วยเรื่องภาษา เพื่อสร้างความโดดเด่น

ด้านความยั่งยืน สุวิตาย้ำเรื่อง Influencer Safety คือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องระวังแบรนด์ที่อาจชักจูงไปในทางผิดจริยธรรม ซึ่งจะกระทบชื่อเสียงระยะยาว คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่คือต้องมี ความมั่นใจในตัวเอง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ เพื่อช่วยให้ผ่านช่วงเริ่มต้นที่มีแรงเสียดทาน

วิไลลักษณ์ โพธิ์ตระกูล

วิไลลักษณ์ โพธิ์ตระกูล กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์เน้นหา Influencer ที่มีตัวตนและคุณค่าที่ตรงกับแบรนด์ เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงแทนการใช้สื่อแบบวงกว้าง อย่าง THE STANDARD ก็ปรับตัวด้วยการปั้นผู้เชี่ยวชาญในสังกัดให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ตัวแทนความเชี่ยวชาญต่าง ๆ เช่น ดร.วิทย์ สิทธิเวคินในด้านประวัติศาสตร์ หรือ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ในด้านธุรกิจ

“การยืนระยะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้นกับมูลค่าระยะยาว การรับงานที่ไม่ตรงจุดยืนเพราะเงินอาจทำให้เสียความน่าเชื่อถือ ควรตื่นตัวและพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่เสมอ และพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป หากหยุดพัฒนาอาจถูกกลืนหายไปจากตลาด” วิไลลักษณ์ กล่าว

ภาวิดา ชิตเดชะ

ภาวิดา ชิตเดชะ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากบิวตี้บล็อกเกอร์ สู่การเป็นนักธุรกิจและคุณแม่ โดยยึดหลักความจริงใจและความเป็นเพื่อนในการเล่าเรื่อง เน้นการทำงานกับแบรนด์อย่างมีจุดยืน ไม่เป็นนกแก้วนกขุนทองในการท่องบทตามแบรนด์ที่มาร่วมงาน เพื่อรักษาตัวตนและป้องกันภาวะหมดไฟ พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐานผลงาน

“อย่าหลงในแสงสีและยอดไลก์หรือยอดวิวจนหลงลืมความรับผิดชอบในฐานะผู้สร้าง หรือผลิตคอนเทนต์ขยะเข้าสู่สังคม เพราะการกู้ชื่อเสียงที่เสียไปทำได้ยาก การหาตัวตนของอินฟลูเอนเซอร์ปัจจุบันทำได้ด้วยการค้นหาตัวเองไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่เราสนใจ และเสียงตอบรับและเวลาจะช่วยแสดงตัวตนของเราออกมา” ภาวิดา กล่าว

หลังจบการเสวนา เป็นการนำเสนอผลงานของผู้เข้ารอบสุดท้ายจากเวที Spark Challenge: Influencer Competition ซึ่งเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์จากทั่วประเทศได้นำเสนอแนวคิดและตัวตนผ่านผลงานวิดีโอ พร้อมตอบคำถามจากคณะกรรมการแบบสด

ผลการตัดสินรางวัล มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ สรัสนันท์ คำดีบุญ จากช่อง RoamingYim ยิ้มแบกเป้เที่ยว จากกรุงเทพมหานคร (กรุงเทพและปริมณฑล) รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และโอกาสร่วมงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์กับ THE STANDARD  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ธนกร ศรีเพ็ชร์ จากช่อง หมูตั้ม ชวนหิว จากนครสวรรค์ (ภาคกลางและภาคตะวันออก) รับเงินรางวัล 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ พีรวัส กันธา จากช่อง อ้ายติ๊ก บะดาย จากเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) รับเงินรางวัล 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Recognition Award มูลค่า 3,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มอบให้ครีเอเตอร์อีกหลายราย อาทิ Dream Destination, สาวน้อยคิดบวก, โอ๊ตเที่ยวไปเล่าไป, ไอธี.คลับ, HappyBoonry, โฟมเด้อค่ะ, บีม IBeam, ลูกปลาชอบจริง, Naya ที่อ่านว่า นายา, สมาธิ 360°, กิ๊ฟอุ่น สายมู และหมวยพลอย รีวิว

กิจกรรม Spark Challenge: Influencer Competition และเวทีเสวนาครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของทีเส็บในการใช้พลังของคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย เชื่อมโยงเทศกาล เมือง และชุมชนไทยสู่เวทีโลก ผ่านการเล่าเรื่องที่มีความหมาย สร้างประสบการณ์ และความเชื่อใจที่ยั่งยืนในระยะยาว

เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของลูกรัก

เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของลูกรัก

เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของลูกรัก

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก หลายคู่รักมักเลือกช่วงเวลานี้ในการเริ่มต้นวางแผนชีวิตคู่และสร้างครอบครัว แต่ในมิติของการสร้างชีวิตใหม่นั้น “ความรัก” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถิติอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหา “ภาวะมีบุตรยาก” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายครอบครัวต้องเผชิญ

การเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการบำรุง แต่คือการตรวจเช็กและปรับสมดุลร่างกายในเชิงลึก เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับทารกที่จะเกิดมา

สถิติและสถานการณ์ปัจจุบัน: ทำไมการเตรียมตัวจึงสำคัญ?

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า อัตราการเกิดในประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปีที่ผ่านมาจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 70 ปี นอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การตั้งครรภ์ล่าช้าหรือล้มเหลว

พญ. ประยงค์ศรี คำประพันธ์ สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลธนกาญจน์ ให้ข้อมูลว่า การเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ สามารถลดความเสี่ยงจากการแท้งบุตร ภาวะครรภ์เป็นพิษ และความพิการแต่กำเนิดของทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการวางแผนครอบครัวยุคใหม่

ปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก คือการใช้ชีวิตของผู้หญิงในปัจจุบันเต็มไปด้วยปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นปัจจัยที่เรามองข้าม

1.ความเครียดและไลฟ์สไตล์ (Stress & Lifestyle): ความเครียดสะสมส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมน Cortisol ซึ่งไปรบกวนวงจรการตกไข่ ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิลดลง

2. ภาวะอักเสบในร่างกาย (Chronic Inflammation): การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือการสัมผัสมลภาวะอย่าง PM 2.5 ส่งผลให้เกิดการอักเสบในระดับเซลล์ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่

3. โรคทางกรรมพันธุ์และโรคแฝง: โรคบางชนิด เช่น พาหะธาลัสซีเมีย หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจไม่แสดงอาการ แต่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทารกในครรภ์

การผสานศาสตร์การแพทย์และธรรมชาติบำบัดเพื่อความพร้อมที่สมบูรณ์

การเตรียมตัวที่เห็นผลลัพธ์ดีที่สุด คือการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) ทั้งจากการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และการปรับโภชนาการ รวมถึงการตรวจสุขภาพเชิงรุก (Medical Check-up): การตรวจเลือดเพื่อหาความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และการฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนหัดเยอรมัน ล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่ พญ.ประยงค์ศรี เน้นย้ำเพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็ก

วริษา เนื้อนุ้ย บาร์โรด์ CEO Mommy Booster ผู้เชี่ยวชาญด้าน Naturopathy ให้คำแนะนำว่า การทานสารอาหารที่ช่วยบำรุงไข่และมดลูก เช่น กรดโฟลิก (Folic Acid), สังกะสี (Zinc) และไขมันดีจากธรรมชาติ รวมถึงการเรียนรู้วงจรของร่างกายตัวเอง (Cycle Syncing) จะช่วยให้คุณแม่รู้จังหวะที่ร่างกายพร้อมที่สุดสำหรับการปฏิสนธิ

การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ คือบทพิสูจน์ของความรักและการแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตใหม่ที่จะเกิดขึ้น การใช้เวลาเตรียมกายและใจให้พร้อมไม่เพียงแต่จะเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ แต่ยังเป็นการส่งมอบต้นทุนทางสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับลูกรักตั้งแต่อยู่ในครรภ์ PRINC Group พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทุกครอบครัวให้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่นี้ด้วยความมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต’

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เดินทางมาครบรอบปีที่ 31 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับ อพวช.หรือ NSM สู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคและสู่พิพิธภัณฑ์ระดับโลก

‘รากฐานของ NSM มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2535 โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการจัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ ‘เครื่องมืออันทรงพลัง’ ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากสายพระเนตรอันกว้างไกล จึงนำมาสู่การจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า ‘อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา’ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM แถลงความสำเร็จของ NSM

ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ซึ่งในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4,000,000 คน โดย NSM มีนิยามก้าวต่อไปที่ชัดเจนสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 5 แห่ง ดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มุ่งสู่ภารกิจสำรวจโลกวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานภายใต้แนวคิด ‘The Ultimate Science Exploration Mission’ , 2.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มุ่งสู่ภารกิจ ศูนย์กลางการอนุรักษ์และความหลากหลายทางชีวภาพแห่งเอเชีย ภายใต้แนวคิด ‘ASIA’s Hub for Biodiversity Conservation’ , 3.พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งสู่ภารกิจพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสุดล้ำเพื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ภายใต้แนวคิด ‘IT Museum Transforms into Future Digital Playground’ , 4.พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า มุ่งสู่ภารกิจนิทรรศการที่มีชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท รัชกาลที่ 9 ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Ecosystem with Living Exhibition that Ignite Eco-Consciousness’ และ 5.FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนเยาวชนจาก ‘ผู้ดู’ ให้เป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ผ่านการบ่มเพาะทักษะอาชีพแห่งอนาคต

‘ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง ‘นวัตกรไทย’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน’ นายสุวรงค์ กล่าว

แน่นอนสิ่งที่สำคัญอีกประการในก้าวที่ 31 คือ NSM จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชม เพื่อยกระดับ NSM ให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยมีการออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ สำหรับทุกคนในสังคม

‘ด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ เราได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และงาน ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569 นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก’ นายสุวรงค์ ระบุ

สำหรับก้าวต่อไปของ NSM นายสุวรงค์ เล่าว่า โครงการที่เป็นหัวใจสำคัญของก้าวต่อไปคือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น ‘พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร’ โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ได้

‘ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา ‘ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง’ กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา’ นายสุวรงค์  กล่าว

NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ ‘Eco-system แห่งการเรียนรู้’ ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอคือเพื่อนร่วมโลก และเพื่อนแท้ของมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หมา แมว คือเพื่อนร่วมโลงมนุษย์ โลกนีัไม่ได้เป็นเพียงสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น เพราะยังมีหมามีแมวและสรรพสัตว์อื่น ๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ นก สิงโต เสือ จระเข้ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ฯลฯ ร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองว่า มนุษย์เป็นเจ้าของโลกใบนี้ แล้วเหยียดว่าสัตว์อื่น ๆ เป็นเพียงผู้มาขออาศัยโลกของมนุษย์

มนุษย์กับสัตว์ โดยเฉพาะกับหมา และแมว นับได้ว่าอยู่ร่วมบ้านกันมานานหลายพันปี จนทำให้มีความเชื่อว่าหมาแมวเป็นเพื่อนแท้สี่ขาของมนุษย์ และบางสังคมก็ยกย่องหมาแมวว่าเป็นเทพของชุมชน นั่นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับหมาและแมว ดังนั้น เมื่อเราไปดูหลุมฝั่งศพของมนุษย์ในยุคโบราณจึงเห็นว่ามีศพของมนุษย์ถูกฝั่งไว้ใกล้ ๆ กับซากของหมา ส่วนแมวนั้นได้กลายเป็นเสมือนเทพในความเชื่อของกรีก แล้วก็ยังเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่นว่ามีแมวกวักน่ารัก ๆ นั่งส่งยิ้มหวานกวักมือตลอดเวลา ราวกับไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า (เพราะเป็นแมวกวักที่ใส่ถ่ายไฟฉาย) 

แต่สำหรับหนังสือพิมพ์แนวหน้าแล้ว ต้องบอกว่าทั้งเจ้าของผู้ก่อตั้ง และพนักงานจำนวนไม่น้อยต่างมีความรักให้กับหมาและแมวอย่างมาก เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่เคยไปที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ฯ ก็จะพบว่ามีน้องหมาอยู่ที่บริเวณต้อนรับ (reception) บางคนจึงเรียกน้องหมาว่า เป็นพนักงานต้อนรับสี่ขา

แล้วคนที่ติดตามหนังสือพิมพ์แนวหน้ามาเป็นประจำก็จะรู้ดีว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้สนับสนุนเรื่องสวัสดิภาพสัตว์อย่างมาก ดังนั้น จึงมีโครงการร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำโครงการทำหมันให้หมาแมวจรจัด และมีเจ้าของ พร้อมกับตรวจสุขภาพสัตว์ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ และวัคซีนรวม โดยโครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว และยังมีความร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกด้วย โดยจัดทำคอลัมน์ประจำชื่อ pet care เพื่อให้ความรู้กับผู้อ่านให้มีความเข้าใจการเลี้ยงดู ดูแลสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เขามีสุขภาพดียืนยาว คุณผู้อ่านติดตามคอลัมน์ pet care ได้ทุกวันเสาร์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์แนวหน้า  และเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม นครปฐม ได้ร่วมกับทำโครงการชุมชนปลอดโรค สังคมปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปี 2569 โดยดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว ในปีนี้มีผู้นำหมาและแมวไปรับบริการทำหมันรวม 53 ตัว แบ่งเป็นหมา 10 ตัว แมว 43 ตัว และให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ วัคซีนรวม และกำจัดเห็บหมัด รวมทั้งหมด 80 ตัว

่ต้องบอกเหมือนทุกครั้งที่ไปออกทริปบริการชุมชนว่า ได้เห็นถึงความรักของมนุษย์ที่มีให้กับหมาแมว โดยเฉพาะคนที่ดูแล้วไม่ใช่คนร่ำรวยเหลือล้น แต่ทว่ามีใจเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงอย่างที่สุด ได้เห็นถึงความตั้งใจจริง ความเสียสละของบรรดาสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่และอาจารย์จากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่รวมโครงการมาด้วยกันตลอดเวลาเกือบ 20 ปี และซาบซึ้งกับความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ที่ประสานงานทำโครงการด้วยดีมาตลอดสองปี แล้วจะต้องทำโครงการนี้กับเทศบาลเมืองกระทุ่มล้มไปเรื่อย ๆ เพราะได้รับเสียงเรียกร้องจากชาวกระทุ่มล้มว่าอยากให้คุณหมอไปให้บริการทุกปี (แต่บางคนบอกว่าอยากให้ไปปีละ 2 ครั้ง) 

ขอบคุณเหล่าบรรดาอาจารย์และสัตวแพทย์ที่ร่วมกันจัดหาเวชภัณฑ์ และหยูกยาสำหรับให้บริการกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก รวมถึงสัตว์จรจัด ขอบคุณบริษัทห้างร้านที่ให้การสนับสนุนด้านเวชภัณฑ์บางตัวในโครงการนี้ และย้ำว่าโครงการที่เราทำนี้ไม่ได้เก็บเงินจากผู้นำสัตว์เลี้ยงไปรับบริการ แต่เรามุ่งหวังว่าเราอยากเห็นว่าสัตว์เลี้ยงทุกชีวิตมีสวัสดิภาพที่ดี เพราะสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์ในชุมชน ก็หมายถึงสวัสดิภาพที่ดีของคนในชุมชน แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โปรดติดต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091 7233615 สำหรับชุมชนที่ต้องการได้รับบริการนี้ สามารถติดต่อได้เช่นกันที่หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

คุยกัน 7 วันหน : เรียลลิตี้หาคู่วัยเกษียณ ดังเป็นพลุแตกในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รายการเรียลลิตี้โชว์หาคู่ที่ติดตามชีวิตคนโสดวัยกลางคนจำนวน 5 คู่ กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียจีนเมื่อไม่นานมานี้ จุดขายสำคัญของรายการคือการเจาะลึกความซับซ้อนทางอารมณ์ของกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งเป็นมุมที่หาดูได้ยาก ทำให้ผู้ชมหันมาทำความเข้าใจคนรุ่นก่อนและสิทธิในการมีความรักของพวกเขาใหม่อีกครั้ง

รายการ “ฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์” (Forever By Your Side) ดำเนินเรื่องท่ามกลางทิวทัศน์โรแมนติกของเมืองต้าหลี่ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ผู้เข้าร่วมรายการอายุระหว่าง 46-53 ปี รวม 10 คน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานกว่า 10 วัน ขณะร่วมทริปเดินทางจากต้าหลี่ไปยังประเทศไทย

จุดที่ต่างจากการนัดบอดของคนทั่วไปในวัยเดียวกัน คือการที่แขกรับเชิญในรายการ ให้ความสำคัญกับการตามหา “คู่ชีวิต” มากกว่าเน้นเรื่องหลักประกัน เช่น เงินบำนาญ บ้าน การรักษาพยาบาล หรือความคาดหวังแบบพิมพ์นิยมเดิมๆ

เส้นทางรักของพวกเขาก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างบนโลกออนไลน์จีน นับตั้งแต่เริ่มออกอากาศเมื่อปลายเดือนธันวาคม จนติดอันดับหัวข้อยอดนิยมในโซเชียลมีเดียชื่อดังของจีนอย่างเวยโป๋ ข้อมูลระบุว่ารายการนี้ดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ได้อย่างล้นหลาม โดยผู้ชมถึงร้อยละ 70 มีอายุระหว่าง 24-29 ปี

ความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากกระแสการเพิ่มขึ้นของ “ผู้สูงวัยรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แขกรับเชิญในรายการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ฉีกกฎความชราแบบเดิมๆ ด้วยความสง่างาม มีชีวิตชีวา และที่สำคัญที่สุดคือความปรารถนาในรักแท้ที่ร้อนแรงไม่แพ้หนุ่มสาว ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นว่า พวกเขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่จะสามารถออกเดทในรูปแบบนี้ได้

เผยความปรารถนาของผู้สูงวัย

รายการใช้รูปแบบ “ซิตี้ เลิฟ” (City love) ที่เน้นการออกทริปด้วยกัน โดยจะเชิญผู้เข้าร่วมรายการมาแสดงความรู้สึกส่วนลึกในใจ ผ่านจดหมายในขวดแก้ว สื่อสารกับอีกฝ่ายในระดับที่ลึกซึ้ง และเกิดเป็นความสัมพันธ์ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเติมตัวละครใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ดราม่าสุดเข้มข้น

บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเสี่ยวหงซู (Rednote) มีกลุ่มแชตผุดขึ้นเพื่อให้ชาวเน็ตรุ่นใหม่ร่วมแชร์ความรู้สึกขณะดูรายการนี้ บางคนถึงขนาดยกให้เป็นรายการวาไรตี้แห่งปี

หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความนิยมให้กับรายการ คือความตั้งใจที่จะลบภาพจำเชิงลบเกี่ยวกับคนรุ่นเก่า เราจะเห็นว่าบรรดาแขกรับเชิญในรายการไม่ได้ดูหัวโบราณหรือน่ารำคาญ แต่พวกเขากลับเผชิญปมความรู้สึกซับซ้อนเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป เช่น ความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา และการชิงรักหักสวาท ผู้ชมรุ่นใหม่จำนวนมากเปลี่ยนท่าทีจากความสงสัยไปเป็นความหลงใหลในการดูสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “กลยุทธ์รักฉบับผู้ใหญ่”

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า รายการนี้สะท้อนเทรนด์ประชากรใหม่หลังจีนก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับปานกลาง โดยจวบจนถึงสิ้นปี 2024 จีนมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปมากถึง 310 ล้านคน เกิดเป็น “กลุ่มคนผมสีดอกเลา” (Silver generation) รุ่นใหม่ ที่มีสุขภาพค่อนข้างดี มีการศึกษาดีขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน และพวกเขาเหล่านี้นี่เองที่กำลังเขียนนิยามของความชราขึ้นใหม่

ในรายการฟอเอเวอร์ บาย ยัวร์ ไซด์ หลิวอวี้กัง ดีไซเนอร์อิสระวัย 53 ปี กล่าวว่าเขา “พอใจสุดๆ” กับชีวิตหลังลูกๆ เข้ามหาวิทยาลัย เพราะสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ ตื่นนอนตามธรรมชาติได้ทุกวัน “มันเหมือนได้รับตั๋วเข้าสู่ชีวิตใหม่อีกครั้งเลยครับ” เขาพูดติดตลก

ความรักไม่จำกัดวัย

แขกรับเชิญอีกคนคือ หม่าชิง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ เธอเผยกับผู้ชมว่าคนที่เด็กที่สุดที่เธอเคยเดทด้วย มีอายุน้อยกว่าเธอถึง 18 ปี

คนสูงอายุรุ่นใหม่ในจีนจำนวนมากที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาท่ามกลางยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนเช่นเดียวกับหลิวและหม่า มีแนวโน้มที่จะโฟกัสความต้องการทางจิตใจและคุณค่าของตนเองมากขึ้นหลังเกษียณ

เสียงตอบรับจากคนหนุ่มสาวยังเผยให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกลงไปของผู้คน ที่มักถูกละเลยหรือถูกปิดกั้นมานาน เจียงหลิงซวง ผู้กำกับรายการกล่าวกับสื่อว่า “ความรักไม่เคยจำกัดวัย” เขาชี้ว่า “เช่นเดียวกันกับคนหนุ่มสาว คนรุ่นพ่อแม่ของเราก็โหยหาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไม่ต่างกัน แต่ความต้องการนั้นมักถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยหน้าที่การงาน ลูกหลาน และเรื่องจุกจิกในชีวิตประจำวัน”

สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก วัยเกษียณเคยหมายถึงการเข้าสังคมที่ลดลงและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความเหงาและความสูญเสียทางใจในช่วงบั้นปลายชีวิต โดยการสำรวจระดับชาติในปี 2021 พบว่าร้อยละ 14.2 ของผู้สูงอายุชาวจีนอาศัยอยู่เพียงลำพัง

แม้จะยังไม่สามารถสะท้อนตัวตนของคนกลุ่มนี้ทั้งหมด แต่รายการนี้ก็ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าด้านทัศนคติที่คนในสังคมมีต่อความชรา “ในสังคมที่เข้าสู่ภาวะสูงวัยอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่คือการที่ได้มีคนอยู่เคียงข้างและความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้ง” เจียงกล่าว

กระตุ้นเศรษฐกิจสีเงิน

รายการได้ฉายภาพของคนสูงวัยกลุ่มใหม่ที่มีความต้องการในด้านสังคม นันทนาการ การศึกษา และวัฒนธรรม เพิ่มมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรสูงวัยในจีน ทำให้ความต้องการทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ด้วยศักยภาพของคนกลุ่มนี้ “เศรษฐกิจสีเงิน” (silver economy) จึงกำลังสร้างช่องทางใหม่ๆ ให้แก่การเติบโตของภาควัฒนธรรมและความบันเทิง

คลิปวิดีโอจากรายการหาคู่ดังกล่าวที่มีการโพสต์ลงบน “โต่วอิน” (ติ๊กต็อกจีน) มียอดวิวสะสมทะลุ 650 ล้านครั้ง ตลาดละครสั้นที่กำลังเฟื่องฟูของจีนก็กำลังกอบโกยรายได้จากเทรนด์นี้ ด้วยการผลิตผลงานละครที่เจาะกลุ่มผู้ชมสูงวัย ข้อมูลชี้ว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ผู้ชมละครสั้นในจีนเกือบครึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

ข้อมูลทางการระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 รายได้จากบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี เศรษฐกิจสีเงินโดยรวมของจีนมีมูลค่าราว 7 ล้านล้านหยวน (ราว 31.78 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 30 ล้านล้านหยวน (ราว 136.2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

เศรษฐกิจสีเงินถูกผนวกเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาของจีน เห็นได้จากเมื่อต้นปี 2024 สำนักงานทั่วไปแห่งคณะรัฐมนตรีจีนได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัย และปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้จัดหาบริการด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ข้อเสนอสำหรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ก็มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Flemish Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มักมีผลงานของศิลปินหลายสัญชาติ Flemish Artist เป็นศิลปินสัญชาติหนึ่งที่โด่งดังมาก Flemish Artist คือกลุ่มจิตรกรและประติมากรที่อาศัยอยู่ในแถบ Flanders ซึ่งก็คือเมือง Brugge และ Antwerp เบลเยี่ยมและส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ศิลปินกลุ่มนี้รุ่งเรืองมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 พวกเขาได้สร้างนวัตกรรมทางด้านศิลปะมากมายผ่านผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งศาสนจักรและชีวิตประจำวัน

ลักษณะเด่นของผลงานจิตรกรรมจากศิลปินกลุ่มนี้คือ มีรายละเอียดมาก และมีความเป็น Realism โดยใช้สีสันที่ค่อนข้างสดใสที่ตรงข้ามกัน มีความเป็นนวัตกรรมที่แปลกแยกจากช่วงเวลาก่อนหน้าค่อนข้างมาก แม้ศิลปินส่วนหนึ่งยังคงนำเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักรมาเป็นหัวข้อ แต่ก็มีลักษณะของเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่มากกว่าการเป็นเสมือนหนึ่งภาพเหมือนเท่านั้น คือมีการนำเนื้อหาจากในพระคัมภีร์แต่ละตอนมาสร้างเป็นฉากในงานจริง ๆ ยิ่งกว่านั้นงานจากศิลปินกลุ่มนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งงานทิวทัศน์ก็มีผลิตกันไม่น้อย แม้จะยังไม่ทิ้งงานภาพเหมือนซึ่งศิลปินสามารถใช้เป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ในการเลี้ยงชีพด้วย ศิลปินกลุ่มนี้ยังแบ่งเป็น 2 ยุคคือ ยุคต้นคือ Van der Weyden ซึ่งผลิตงานที่เน้นเรื่องราวของศาสนจักรที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และยุคหลังที่เรียกว่า Flemish Baroque ประกอบด้วย Peter Paul Rubens และ Van Dyck ที่เน้นเรื่องแสงและความอลังการ

Peter Paul Rubens ที่เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 1577 นี้ถือเป็นศิลปินกลุ่ม Flemish Baroque ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด งานของเขามีอัตลักษณ์และได้รับความนิยมสูงสุดจากที่ฝีแปรงของเขาสามารถสร้างสีสันและอารมณ์ร่วมที่แปลกประหลาดจนถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญแห่งยุดเลยทีเดียว ไม่ว่าผลงานนั้นจะเป็นเรื่องราวใดก็ตาม เขาไม่เพียงประสบความสำเร็จทางด้านชื่อเสียงโดยได้รับการยกย่องให้เป็นอัศวินทั้งจากพระเจ้าฟิลิปที่สี่แห่งราชสำนักสเปน และพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งแห่งอังกฤษ ยังมีผลงานมากมายตลอดชีวิตถึง 1,400 กว่าชิ้น  ผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา นิยายปรับปรา  การล่าสัตว์ และภาพทิวทัศน์ นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะรังสรรค์งานภาพเหมือนทั้งภาพตัวเอง และเพื่อน ยิ่งกว่านั้นเขายังมีงานออกแบบพรมทอ และงานพิมพ์อีกต่างหากด้วย ไม่เพียงเขาจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ยังมีความสามารถในการเป็นนักสะสมงานศิลปะและนักขายงานอีกต่างหากด้วย

ตัวอย่างผลงานของ Rubens ใน National Museum Stockholm อาทิ The Andrians เป็นเรื่องราวของ Bucchus เทพเจ้าแห่งสุราจากนิยายปรัมปราของกรีกผู้สามารถผลิตไวน์ได้อย่างไม่จำกัดกำลังเมามายอยู่ในงานเฉลิมฉลองนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Titian ที่จัดแสดงอยู่ ณ Prado เมืองมาดริด ผลงานของ Rubens ชิ้นนี้ใช้สีซึ่งสดใสกว่า และมีชีวิตชีวาราวกับฉากในละครเวทีจนกลายเป็นแบบอย่างของงานแนวนี้ต่อมาอีกหลายศตวรรษ

Susanna and the Elders ผลงานจากตอน The Story of Susanna in Babylon ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีชายชราแอบดู Susanna กำลังอาบน้ำจนทำให้เธอร้องเรียนว่าถูกล่วงละเมิดนี้เป็นผลงานที่ศิลปินได้มีโอกาสรังสรรค์ภาพนู้ดได้โดยไม่เคอะเขิน ภาพ Susanna ที่ค่อนข้างอวบนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมของความสวยงามของสตรีในอดีตที่อวบกว่าปัจจุบันอันเป็นผลมาจากความคิดที่ว่า สตรีที่อวบจะสามารถมีน้ำนมเลี้ยงบุตรให้รอดได้ดีกว่าสตรีที่ผอม  The Death of Seneca เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Seneca นักปรัชญาและที่ปรึกษาของจักรพรรดิ Nero ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความอดทนสูงผู้ถูกเข้าใจผิดจากจักรพรรดิ Nero ว่ามีส่วนร่วมในการลอบปลงพระชนม์จึงถูกจักรพรรดิ Nero สั่งให้ฆ่าตัวตายด้วยการกรีดเลือดจากแขนตัวเองซึ่งทำให้เลือดออกอย่างช้า ๆ และตายอย่างทรมาน นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าสีหน้าของ Seneca ดูไม่สะทกสะท้านและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นสะท้อนถึงความมั่นใจในตัวเองว่าไม่ได้ทำผิด และมีความทระนงอย่างยิ่งยวด

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

Science Update : ‘นาโนพลาสติก’ ส่งผลกระทบปลา

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซ่านโถวของจีน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การประมงของจีนในมณฑลกวางตุ้ง และสถาบันวิจัยการเกษตรตอนเหนือ สังกัดมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ดาร์วินของออสเตรเลีย ได้สำรวจผลกระทบของนาโนพลาสติกต่อการรับรู้และความสามารถการปรับตัวของปลาเมดากะทะเลหรือปลาซิวข้าวสารญี่ปุ่น (Oryzias melastigma) โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมของปลาเมดากะทะเลที่สัมผัสกับอนุภาคนาโนพลาสติกโพลีสไตรีนทรงกลม กับปลาเมดากะที่ไม่สัมผัสสารดังกล่าว ด้วยการเอาพวกมันเข้าไปอยู่ในเขาวงกต

แม้ระยะเวลาโดยรวมในการหาทางออกจากเขาวงกตจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ปลาเมดากะที่สัมผัสนาโนพลาสติกกลับมีอัตราการตัดสินใจผิดพลาดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเร็วกว่า

ศาสตราจารย์ซูนิล คัดรี ผู้ร่วมทำงานวิจัย ระบุว่าการเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น เพิ่มโอกาสที่สัตว์ชนิดนั้นจะเลือกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างการหาอาหารหรือเมื่อเผชิญหน้าผู้ล่า โดยพฤติกรรมของปลาที่ผิดเพี้ยนไปเนื่องจากนาโนพลาสติกอาจขัดขวางการหาอาหาร การเอาตัวรอดจากผู้ล่า รวมถึงการผสมพันธุ์และวางไข่ซึ่งล้วนจำเป็นสำหรับการอยู่รอด และอาจหมายถึงการล่มสลายของระบบนิเวศทางทะเล พร้อมเรียกร้องให้มีนโยบายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อควบคุมมลพิษพลาสติกในทะเลและปกป้องทรัพยากรประมง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่ง ที่ทวีปแอฟริกา ในสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดของบ้านหลังหนึ่ง มี ดอกกุหลาบสีแดง ดอกใหญ่ในกระถาง ชูดอก อวดกลีบที่เรียงซ้อนกันอย่างประณีต ทุกเช้าที่มีน้ำค้างเกาะบนใบ กุหลาบจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นราชินีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก แต่ข้างๆ กระถางของกุหลาบ มี ต้นกระบองเพชร ต้นเตี้ยม่อต้อ ผิวสีเขียวเข้มขรุขระ แถมยังมีหนามแหลมคมดูน่ากลัวตั้งอยู่

                     ทุกๆ วัน ดอกกุหลาบมักจะบ่นพึมพำให้ดอกไม้อื่นๆ ฟังว่า “โอ๊ย… ทำไมเจ้าของบ้านถึงเอาต้นไม้น่าเกลียดแบบกระบองเพชรนี้มาวางข้างๆ ฉันนะ ดูสิ ผิวก็ขรุขระ หนามก็เยอะแยะไปหมด ใครมาเห็นเข้าจะพลอยทำให้ฉันดูแย่ไปด้วย!”

                     ต้นกระบองเพชรได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเงียบๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงสุภาพว่า “พี่กุหลาบจ๋า ธรรมชาติให้ฉันมีรูปร่างแบบนี้ ก็เพื่อให้ทนความแห้งแล้งได้ยังไงล่ะ”

                     กุหลาบสะบัดหน้าหนีแล้วพูดว่า “หึ! ข้ออ้างของพวกสกปรกน่ะสิ ฉันน่ะสวยและมีกลิ่นหอม ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ ไม่เหมือนนายหรอก!”

                     วันเวลาผ่านไป เข้าสู่ “ฤดูร้อน” แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นดินแห้งผาก ฝนไม่ตก และเจ้าของบ้านต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ทำให้ไม่มีใครมารดน้ำต้นไม้เลย

                     ดอกกุหลาบ ที่เคยสวยงาม เริ่มคอตก กลีบดอกสีแดงสดเริ่มแห้งเหี่ยวและร่วงโรย รู้สึกหิวน้ำจนแทบจะยืนต้นไม่ไหว

                     แต่ต้นกระบองเพชร กลับยังคงดูแข็งแรงและสดชื่นเหมือนเดิม เพราะได้สะสมเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นที่อวบอิ่ม

                     วันหนึ่ง กุหลาบมองเห็น นกกระจอก บินมาเกาะที่ต้นกระบองเพชร แล้วใช้ปากจิกเข้าไปในลำต้นเบาๆ เพื่อดื่มน้ำคลายร้อน กุหลาบรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นน้ำไหลออกมาจากต้นไม้ที่ดูแห้งแล้งต้นนั้น

                     ด้วยความหิวน้ำจนทนไม่ไหว กุหลาบจึงรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบา “น้องกระบองเพชร… พี่ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับเธอนะ ตอนนี้พี่หิวน้ำมากจนจะตายอยู่แล้ว เธอพอจะแบ่งน้ำให้พี่บ้างได้ไหม?”

                     กระบองเพชรไม่ได้นึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างใจดีว่า “ได้สิครับพี่กุหลาบ เราเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา พี่เอารากของพี่ มาแตะที่รากของผมนะ ผมจะแบ่งความชุ่มชื้นไปให้”

                     กระบองเพชรแบ่งปันน้ำที่เขาสะสมไว้ให้กุหลาบ จนกุหลาบเริ่มกลับมาสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันนับตั้งแต่นั้นมา และกุหลาบก็ไม่เคยดูถูกใครที่รูปภายนอกไม่สวยงามอีกเลย

                     นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ภาวนามัย ในการขัดเกลาใจให้สะอาด ตรงที่ แต่เดิมนั้น ดอกกุหลาบมีความหลงตน ถือตัวและอคติ คิดแต่ความงามภายนอกและดูแคลนผู้อื่น แต่เมื่อกุหลาบเผชิญวิกฤติ และได้รับความเมตตาจากกระบองเพชรแบ่งน้ำไปให้ จึงเกิดปัญญาความรู้แจ้ง ด้วยการการตื่นรู้ ยอมรับผิดขอโทษ กุหลาบได้รู้ความจริงว่าความสวยงามภายนอกนั้นเปราะบาง คุณค่าแท้จริงอยู่ที่น้ำใจภายใน และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน

                    นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “น้ำใจจะทำให้เรามีเพื่อนที่ดี คนที่เราคิดว่าไม่สวยไม่หล่อ อาจจะเป็นคนที่มีน้ำใจและเก่งที่สุดในยามคับขันก็ได้”

                    เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน เรื่อง ดอกกุหลาบกับกระบองเพชร (The Rose and the Cactus) สอนเรื่องการพึ่งพาอาศัย และให้อภัยต่อกัน

อาทร  จันทวิมล