งานวิจัยชี้ ‘โพรไบโอติกส์ในมดลูก’ สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

งานวิจัยชี้ 'โพรไบโอติกส์ในมดลูก' สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

งานวิจัยชี้ ‘โพรไบโอติกส์ในมดลูก’ สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.25 น.

งานวิจัยชี้ “โพรไบโอติกส์ในมดลูก” สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) จุลินทรีย์ชนิดดีที่หลายคนคุ้นเคยว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพลำไส้และการย่อยอาหาร แท้จริงแล้วยังมีผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องคลอดและมดลูก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการฝังตัวอ่อน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (ICSI)

ครูก้อย  นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์และผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom.co.th แหล่งความรู้ด้านการเตรียมตั้งครรภ์ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก  ได้ให้ข้อมูลว่า โพรไบโอติกส์ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ยังมีผลโดยตรงต่อ สุขภาพของมดลูกและช่องคลอด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจถูกมองข้ามในการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น อิ๊กซี่ (ICSI)

โพรไบโอติกส์ คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในหลายระบบของร่างกาย เช่น ลำไส้ มดลูก ช่องคลอด ผิวหนัง ช่องปาก ทางเดินหายใจ และระบบปัสสาวะ โดยทำหน้าที่เฉพาะตามตำแหน่งที่อยู่ โดยในลำไส้โพรไบโอติกส์ช่วยย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร ผลิตกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยับยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรค ซึ่งแน่นอนว่า ระบบลำไส้มีความเชื่อมโยงกับภูมิคุ้มกันโดยตรง โดยประมาณ 70% ของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มต้นที่ลำไส้ และถ้าลำไส้มีจุลินทรีย์ที่ดีน้อยลงหรือถูกทำลาย ก็จะมีผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายๆ ระบบในร่างกาย ซึ่งการอักเสบมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ ถ้ามีการอักเสบในร่างกายสูง อาจลดคุณภาพของไข่ ตัวอ่อน และอาจกระทบต่อมดลูกและลดโอกาสการฝังตัวของตัวอ่อนได้ สำหรับระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โพรไบโอติกส์ มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในมดลูกและช่องคลอด ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

ครูก้อย นัชชา กล่าวเสริมว่า สำหรับสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ การมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงย่อมช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จ ทั้งในการตั้งครรภ์ธรรมชาติและการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยในระดับนานาชาติเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์และภาวะเจริญพันธุ์ พบว่าโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ Bifidobacterium และ Lactobacillus จุลินทรีย์ดีทั้งสองประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการเสริมภูมิคุ้มกันและส่งผลดีต่อภาวะเจริญพันธุ์ และเหมาะสมกับคนที่เตรียมตัวมีบุตร คนตั้งครรภ์

โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่า โพรไบโอติกส์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ อ้างอิงรายงานวิจัย เรื่อง  Enhancement of Natural Immune Function by Dietary Consumption of Bifidobacterium lactis (HN019) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Clinical Nutrition ปี 2000 ได้ทำการทดลองในอาสาสมัครที่รับประทาน Bifidobacterium lactis HN019 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่รับประทานมีระดับ Interferon Alpha สูงขึ้น ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในการต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย นอกจากนี้ บิฟิโดแบคทีเรียมยังมีบทบาทในการย่อยอาหาร ผลิตกรดไขมันสายสั้น ลดการอักเสบของร่างกาย และพบได้ในอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต กิมจิ ผักดอง นัตโตะ และขนมปังเปรี้ยว

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษาพบว่า โพรไบโอติกส์กลุ่มแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งเชื้อก่อโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบในช่องคลอด โดยงานวิจัย Effect of Lactobacillus rhamnosus and Lactobacillus acidophilus on bacterial vaginal pathogen ตีพิมพ์ใน International Journal of Immunopathology and Pharmacology ปี 2017 ได้ศึกษาสายพันธุ์ Lactobacillus rhamnosus HN001 และ Lactobacillus acidophilus La-14 พบว่าโพรไบโอติกส์ ทั้ง 2 สายพันธุ์ ช่วยยับยั้งการฟักตัวและการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้อย่างสมบูรณ์

กลไกสำคัญของแลคโตบาซิลลัสคือการปรับสมดุลจุลชีพและลดค่า pH ในช่องคลอด ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการเจริญของเชื้อก่อโรค จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแหล่งอาหารที่อุดมด้วยแลคโตบาซิลลัส ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ มิโสะ นัตโตะ คีเฟอร์ (Kefir) ชาหมักคอมบูชา

ครูก้อย กล่าวด้วยว่า ความสมดุลของจุลินทรีย์ในมดลูกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากเยื่อบุโพรงมดลูกมีสภาพแวดล้อมที่ดีและมีจุลินทรีย์ที่เอื้อต่อสุขภาพในปริมาณมาก ก็ยิ่งเอื้อต่อกระบวนการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการตั้งครรภ์ ซึ่งมีงานวิจัยพบความเชื่อมโยง “จุลินทรีย์ในมดลูกกับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ” อ้างอิงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Microbiome ปี 2022 เปิดเผยว่า องค์ประกอบของจุลินทรีย์ในเยื่อบุมดลูกอาจมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีบุตรยากและเข้ารับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การศึกษาจากกลุ่มผู้หญิง 342 คน พบว่า ผู้ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์หรือแท้งในระยะแรก มักมีจุลชีพกลุ่ม AtopobiumGardnerellaStreptococcus และชนิดก่อโรคอื่น ๆ มากกว่าปกติ ในขณะที่ผู้ที่ตั้งครรภ์สำเร็จและคลอดบุตรได้ มีจุลินทรีย์กลุ่ม Lactobacillus ในปริมาณสูงกว่าอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยชี้ว่า องค์ประกอบจุลินทรีย์ในมดลูกอาจใช้เป็น ตัวบ่งชี้ (biomarker) เพื่อประเมินโอกาสความสำเร็จของการย้ายตัวอ่อน และอาจช่วยพัฒนาการวินิจฉัยและการรักษาผู้มีบุตรยากในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ร่างกายอาจสูญเสียโพรไบโอติกส์ได้จากหลายปัจจัย เช่น การบริโภคอาหารแปรรูป การใช้ยาบางชนิด ความเครียด การติดเชื้อ หรืออายุที่เพิ่มขึ้น การดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงสุขภาวะของอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้หญิง สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการวางแผนตั้งครรภ์หรือเตรียมตัวสำหรับกระบวนการช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น ICSI การใส่ใจสุขภาพในทุกมิติ รวมถึงการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์สำหรับผู้หญิง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลตัวเอง ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟอร์ตี้ โพรไบโอติกส์ บาย ครูก้อย (Ferty Probiotics By KruKoy)

ติดตามความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/BabyAndMom.co.th/

TikTok: https://www.tiktok.com/@babyandmom.co.th

Line OA: @BabyAndMom.co.th (ปรึกษาครูก้อยและเคล็ดลับบำรุงเตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก)

ทีเส็บพัฒนาเส้นทางไมซ์ใหม่ ชูเสน่ห์ไทยสร้างความต่าง – ประสบการณ์ทรงคุณค่า

ทีเส็บพัฒนาเส้นทางไมซ์ใหม่ ชูเสน่ห์ไทยสร้างความต่าง - ประสบการณ์ทรงคุณค่า

ทีเส็บพัฒนาเส้นทางไมซ์ใหม่ ชูเสน่ห์ไทยสร้างความต่าง – ประสบการณ์ทรงคุณค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

ทีเส็บพัฒนา  เส้นทางไมซ์ใหม่ เส้นทางที่ใช่สำหรับทุกงาน ชูเสน่ห์ไทย หลากหลายทางเลือกที่คุ้มค่า สร้างความต่าง และประสบการณ์ทรงคุณค่า ให้กับงานไมซ์ในทุกมิติ

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โดยฝ่ายการตลาดไมซ์ในประเทศ ได้พัฒนา“เส้นทางไมซ์ใหม่ เส้นทางที่ใช่สำหรับทุกงาน” เพื่อนำเสนอตัวอย่างทางเลือกสำหรับการจัดงาน ไมซ์ในประเทศ ที่มีครบทั้งจุดหมายการจัดงานที่พร้อมสรรพสำหรับทุกกิจกรรมไมซ์รวมถึงกิจกรรมระหว่างการเดินทาง ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร  เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้จัดงานไมซ์ สามารถคัดสรรจุดหมายและเส้นทางสำหรับจัดงานไมซ์ ที่ตอบโจทย์มากที่สุด นอกจากสถานที่และองค์ประกอบรองรับการจัดงานที่ได้มาตรฐานการจัดงานระดับสากลแล้ว ในแต่ละเส้นทางที่คัดสรรมานี้ยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ไทยที่หลากหลาย ผ่านอัตลักษณ์ของท้องถิ่นไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ วิถีชีวิต หรือภูมิทัศน์ธรรมชาติ ที่พร้อมจะสร้างความประทับใจ และและประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้เข้าร่วมไปพร้อมๆ กับการสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

เพื่อการค้นพบเส้นทางที่ใช่อย่างรวดเร็ว ทีเส็บ โดยฝ่ายการตลาดไมซ์ในประเทศ ได้จัดทำคู่มือเส้นทางสายไมซ์ใหม่ ผ่านลิงก์ https://online.flipbuilder.com/ebooksj/xrcj/ ออกแบบมาให้ทุกองค์กรนำไปปรับใช้ได้จริง เปรียบเสมือน “แผนที่แห่งแรงบันดาลใจ” ที่ช่วยให้องค์กรเลือกเส้นทางไมซ์ที่เหมาะสมกับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทีม การประชุมขับเคลื่อนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ หรือทริปก่อนหรือหลังเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานเทศกาล ที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและตลาดใหม่ ๆ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: TCEB Domestic MICE

-(016)

สสธวท จับมือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนและพันธมิตร จัดเวิร์คชอปเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคดิจิทัล

สสธวท จับมือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนและพันธมิตร  จัดเวิร์คชอปเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคดิจิทัล

สสธวท จับมือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนและพันธมิตร จัดเวิร์คชอปเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สสธวท) และเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับยุคดิจิทัล”

(ที่ 3 จากซ้าย) ดร. ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน, เบญจมาส แก่นเมือง ร่วมด้วย พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช, วัชรี ศรีตระกูล,  มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม และอนุสรี ทับสุวรรณ

ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล, วทันยา อมตานนท์ และ พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ

(ที่ 6 จากซ้าย) ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล, วัชรี ศรีตระกูล, กรรณนิกา เจริญลักษณ์, มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม และผู้เข้าร่วมประชุมที่ได้รับใบประกาศนียบัตร

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน-ประเทศไทย (ASEAN Women Entrepreneurs Network-Thailand) หรือ AWEN ประเทศไทย ร่วมกับ อธิบดี แรมรุ้ง วรวัธ จากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เจ้าของรางวัล สุดยอดผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ปี 2558 ได้ร่วมมือกันจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับยุคดิจิทัล” ขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมี เบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการในช่วงเช้า และ กรรณนิกา เจริญลักษณ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและมอบประกาศนียบัตรแก่กลุ่มผู้ประกอบการสตรี นักธุรกิจ และผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคดิจิทัล ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน ในช่วงเย็น

บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับยุคดิจิทัล”

งานประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับเกียรติจากทีมคณาจารย์ผู้ชำนาญจากหลักสูตร เอบีไอ หรือ Academy of Business Intelligence จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมให้ความรู้และประสานงาน อาทิเช่น ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล ผู้ช่วยอธิการบดี ผศ.ดร.รวิภา อัครจินดานนท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ พร้อมด้วย วทันยา อมตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้บรรยายจากบริษัทฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด (เต่าบิน) และ พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ บริษัท เก็ทบิซ (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจ รวมทั้งเทคนิคการปรับวิธีการและวางกลยุทธ์ในโลกดิจิทัล นอกจากนี้ พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ได้นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนม จาก “ชาตรามือ” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มไทยชื่อดัง มาให้ผู้เข้าอบรมได้ลิ้มลองเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายระหว่างกิจกรรม ทำให้การอบรมครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและการแลกเปลี่ยนที่สร้างสรรค์ โดยมี มาลีรัตน์  ปลื้มจิตรชม ที่ปรึกษาและอดีตประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และวัชรี ศรีตระกูล กรรมการ AWEN อาเวน ไทยแลนด์ ร่วมเป็นกำลังใจตลอดการอบรม

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรี กับ AI สำหรับยุคดิจิทัล” เกิดจากผลกระทบของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาแทนที่งานหลายประเภท เช่น การตลาด บริการลูกค้า งานเอกสาร บัญชี และโรงงาน ทำให้คนที่ปรับตัวไม่ทัน เสี่ยงรายได้ลดลง และเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มหาวิทยาลัยศรีปทุมจึงได้จัดทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เอไอ (AI Business Talent) อีก 20 คน ร่วมเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนวิธีการลงมือปฏิบัติ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางธุรกิจ การประชุมในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการสตรีไทยในยุคดิจิทัลเพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิผล นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพสตรีนักธุรกิจไทยให้ก้าวทันยุคสมัยและเข้มแข็งในทุกมิติ

รพ.พระรามเก้า มอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนที่สู่พื้นที่ห่างไกลให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียม

รพ.พระรามเก้า มอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนที่สู่พื้นที่ห่างไกลให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียม

รพ.พระรามเก้า มอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนที่สู่พื้นที่ห่างไกลให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมและสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ป่วยในเมืองใหญ่และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ความคิดริเริ่มนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาเทียบเท่าระดับสากล

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “โครงการดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจที่จะนำมาตรฐานการรักษาระดับสากลขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ที่โรงพยาบาลไม่สามารถเข้าถึงโดยตรง เราจึงส่งมอบเครื่องมือแพทย์ทันสมัยให้โรงพยาบาลอื่น ๆ เพื่อนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยในท้องถิ่นห่างไกล และสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพใกล้บ้านมากที่สุด”

นพ.จิรัชย์ จิรธรรมโอภาส,นพ.วิทยา วันเพ็ญ ,นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ และ ขมาภรณ์ ธัมพิพิธ

โครงการ “ส่งต่อการให้” ต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลได้บริจาครถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ (Mobile Mammogram) แก่ รพ. ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เพื่อป้องกันและคัดกรองโรค และในปีนี้โรงพยาบาลได้ยกระดับเป้าหมายด้วยการสนับสนุนชุดผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องความละเอียดสูง พร้อมระบบสร้างภาพด้วยเทคนิคการเรื่องแสง และเครื่องตัดเลาะเนื้อเยื่อเย็บปิดหลอดเลือด ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างคล่องตัวและใช้ในการรักษาผู้ป่วยโดยตรง

ขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการ กำกับดูแลฝ่ายบัญชีการเงิน โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวเสริมว่า การมอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนในครั้งนี้ “เราเข้าใจปัญหาและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง โดยพิจารณาจากสองปัจจัยหลัก คือ การยกระดับจากการป้องกันสู่การรักษา หลังจากโครงการคัดกรองมะเร็งพบผู้ป่วยระยะเริ่มต้น กล้องผ่าตัดเคลื่อนที่จะช่วยเชื่อมต่อระหว่างการตรวจพบโรคกับการรักษาได้ทันที และหัวใจของความคล่องตัว (Mobility) ที่ช่วยให้เครื่องมือนี้เคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลชุมชน ลดภาระผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไกลเข้าสู่โรงพยาบาลศูนย์ นี่คือแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย”

นพ.จิรัชย์ จิรธรรมโอภาส ศัลยแพทย์ส่องกล้องและผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลหาดใหญ่ กล่าวว่า โรงพยาบาลหาดใหญ่ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่รับส่งต่อผู้ป่วยระดับสูงสุด กำลังประสบภาวะคอขวด เนื่องจากเคสผู้ป่วยทั้งง่ายและซับซ้อนถูกส่งต่อมาที่นี่ทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องรอคิวผ่าตัดนานถึง 2 วัน และผู้ป่วยจากพื้นที่ห่างไกลต้องเผชิญอุปสรรคด้านภาษา ค่าใช้จ่าย และการเดินทางซ้ำหลายครั้ง จนบางรายต้องยุติการรักษาก่อนเวลา

“กล้องผ่าตัดเคลื่อนที่” ที่ได้รับบริจาคไม่ใช่เพียงเครื่องมือใหม่ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย ช่วยยกระดับการผ่าตัดเคสซับซ้อนในโรงพยาบาลศูนย์และสามารถเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างกว้างขวาง ผู้ป่วยจึงเข้าถึงการผ่าตัดส่องกล้องที่เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ลดเวลารอคอยและจำนวนครั้งที่ต้องเดินทาง ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและความกังวลของครอบครัว รวมถึงสร้างเส้นทางการรักษาที่ต่อเนื่องจากการคัดกรองมะเร็งไปสู่การรักษา แพทย์และโรงพยาบาลชุมชนยังสามารถใช้เครื่องมือนี้ต่อยอดโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเสริมศักยภาพบุคลากรในการผ่าตัดซับซ้อน คาดว่าเครื่องมือนี้จะช่วยผู้ป่วยได้กว่า 500–600 รายต่อปี

ด้าน พญ.กรชนก ตั้งนภาดล แพทย์ผู้ชำนาญการศัลยกรรม โรงพยาบาลยะลา กล่าวว่า การมีเครื่องมือผ่าตัดทันสมัยในพื้นที่ช่วยลดอุปสรรคด้านระยะทางและค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด กล้องผ่าตัดผ่านส่องกล้องความละเอียดสูง 4K ช่วยลดแผล ฟื้นตัวเร็ว เพิ่มความแม่นยำ ลดภาวะแทรกซ้อน และคืนโอกาสให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นพ.วิทยา วันเพ็ญ กล่าวปิดท้ายว่า การจัดหาเครื่องมือผ่าตัดไม่ใช่เพียงการยกระดับเทคโนโลยี แต่คือการทลายกำแพงอุปสรรค ทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ลดภาระค่าใช้จ่าย และได้รับผลการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้โรงพยาบาลยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น เปิดบ้านให้นักเรียนและนักศึกษาแพทย์เข้ามาดูงาน (Shadowing) ส่งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปอบรมบุคลากรโรงพยาบาลต่างจังหวัด รวมถึงแนวคิดใหม่ในการนำอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวจากโรงพยาบาลเอกชนผ่านกระบวนการปลอดเชื้อ (Sterilize) นำกลับมาใช้ในโรงพยาบาลรัฐ สร้างคุณค่าและประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลน

รพ.จุฬาภรณ์ฯ บูรณาการทีมรักษาหัวใจและหลอดเลือด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2568 ‘อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะสาย’

รพ.จุฬาภรณ์ฯ บูรณาการทีมรักษาหัวใจและหลอดเลือด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2568  ‘อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะสาย’

รพ.จุฬาภรณ์ฯ บูรณาการทีมรักษาหัวใจและหลอดเลือด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2568 ‘อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะสาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์บริการวิชาการส่งเสริมสุขภาพเนื่องในวันหัวใจโลก ประจำปี 2568 บูรณาการทีมแพทย์และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพด้านการดูแลรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ร่วมส่งสารรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ถึงอันตรายและภาวะต่างๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายใต้แนวคิด “อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจก่อนจะสาย” ใช้ใจร่วมกันเอาชนะโรคหัวใจและหลอดเลือดไปด้วยกัน เพื่อร่วมตอกย้ำสารรณรงค์ตามคำขวัญสมาพันธ์หัวใจโลก คือ YES USE HEART FOR ACTION  ทั้งนี้ สมาพันธ์หัวใจโลกได้กำหนดให้ทุกวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day)และได้ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 20.5 ล้านคนต่อปี แต่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 80% สามารถป้องกันได้หากเข้าถึงการรักษาที่มีคุณ ภาพและได้รับการคัดกรองตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น รวมถึงทางเลือกในการเลือกโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย สำหรับประเทศ ไทยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 2.6 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นพ. ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ ดร.นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด นำทีมทอล์กสร้างแรงบันดาลใจภายใต้หัวข้อ YES USE HEART FOR ACTION กับ 8 ทีมการดูแลหัวใจครบวงจรของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ AF Virtual Ward ระบบการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทางไกล ที่ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด แม้จะอยู่ที่บ้าน ลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ตามพระดำริของ ศ.ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมีพระปณิธานในการพัฒนาต่อยอดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมการรักษาทุกโรคให้กับประชาชน โดยตลอดระยะเวลาของการดำเนินงานศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลได้มุ่งพัฒนาและสร้างนวัตกรรมสุขภาพใหม่ๆ ของการให้บริการดูแลผู้ป่วยกลุ่มหัวใจและหลอดเลือด ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลฯได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย และลดระยะเวลาการฟื้นตัวของผู้ป่วยโดยครอบคลุมการรักษาโรคหัวใจที่ซับซ้อนในทุกมิติด้วย 8 ทีมการดูแลหัวใจครบวงจร ประกอบด้วย

ทีมหัตถการสวนหลอดเลือดหัวใจ ที่มากประสบการณ์และมีความชำนาญสำหรับการตรวจและรักษาผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด ทำการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านสายสวน TAVR, การรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วด้วย MitraClip โดย ดร.นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด และแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “การรักษาที่ดีเริ่มจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ หน่วยหัตถการของเรา เริ่มจากการตรวจสวนหัวใจเพื่อประเมินสภาพหลอดเลือดหัวใจแบบปัจจุบันทันด่วน ร่วมกันวางแผนการรักษาแบบรายบุคคลกับคนไข้และครอบครัว การรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนช่วยลดภาระการผ่าตัด ลดระยะเวลาพักฟื้น และกลับสู่ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเรามีทีมฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงรองรับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพื่อ ให้การรักษารวดเร็ว ปลอดภัย และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง”

ทีมรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ใช้แนวทางมาตรฐานสากลในการดูแลผู้ป่วยด้วยการปรับยา เทคโนโลยีการบำบัดเพื่อประสานจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) ที่มีสายไฟไปยังห้องหัวใจทั้งสองข้าง เพื่อให้หัวใจเต้นพร้อมกันดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิ ภาพการสูบฉีดเลือด ส่วน ICD (Implantable Cardioverter Defibrillator) คือเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ ที่จะตรวจจับและช็อกไฟฟ้าเพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และระบบติดตามระยะไกล โดย นพ.โชคอนันต์ ไทยถิรโรจน์ แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลแบบองค์รวม ที่นี่เราใช้แนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากล (guideline-directed care) โดยเริ่มจากการปรับยาอย่างเป็นระบบ ติดตามอาการและการทำงานของหัวใจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการให้การศึกษาเรื่องการดูแลตัวเองที่บ้าน ทีมของเรายังสามารถพิจารณาใช้เทคโนโลยีช่วยรักษา ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตฉับพลันและเพิ่มคุณภาพชีวิต นอกจากนี้เรานำระบบติดตามระยะไกลและบริการผู้ป่วยนอกแบบสหสาขาเข้ามาใช้ เพื่อลดการกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจากที่บ้าน” พร้อมกล่าวถึงบริการใหม่ AF Virtual Ward ว่า “โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นโรคที่ต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เดิมผู้ป่วยมักต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อการดูแลใกล้ชิด แต่ด้วย AF Virtual Ward ผู้ป่วยสามารถอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย โดยมีการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพกับทีมแพทย์ตลอดเวลา บริการนี้ผู้ป่วยจะได้รับ อุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณชีพและเครื่องตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งส่งข้อมูลถึงแพทย์ทันที ทำให้สามารถปรับการรักษาและให้คำแนะนำได้แบบเรียลไทม์ ทั้งยังช่วย ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายและลดระยะเวลาในการมาโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ โรงพยาบาลจุฬา ภรณ์ ยังเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่นำ AF Virtual Ward มาประยุกต์ใช้จริง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาโรคหัวใจของประเทศให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ”

ทีมรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ วินิจฉัยด้วย Electrophysiology study และรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า (RF, Cryoablation) ที่มีอัตราการหายขาดสูง โดย นพ.สนัฐชา อาภาคัพภะกุล แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “ภาวะหัวใจเต้นผิดจัง หวะมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงอาการที่รุนแรงและเสี่ยงต่อชีวิต การตรวจวินิจฉัยด้วย Electrophysiology study (EPS) และการทำแผนที่ไฟฟ้าภายในหัวใจช่วยให้เราระบุตำแหน่งสาเหตุได้อย่างแม่นยำ จากนั้นใช้การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) ด้วยพลังงานความร้อน (RF) หรือความเย็น (Cryo) ทำลายจุดที่ก่อปัญหา ซึ่งมีอัตราการหายขาดสูงถึง 80–90% หลังหัตถการ ผู้ป่วยจะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลและปรับการรักษา ทั้งนี้เราจะอธิบายความเสี่ยงและทางเลือกทั้งหมดให้ผู้ป่วยตัดสินใจร่วมด้วยความเข้าใจ”       

ทีมรักษาภาวะหัวใจในผู้ป่วยมะเร็ง ดูแลผู้ป่วยร่วมกับทีมมะเร็งอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบจากยาและการรักษามะเร็งต่อหัวใจ โดย รศ. พญ.ชลธิชา ตั้งกิจ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ กล่าวว่า “การรักษามะเร็งในปัจจุบันได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ยาและการรักษาบางชนิดอาจส่งผลต่อหัวใจ การคัดกรองหัวใจก่อนการให้ยารักษามะเร็งจึงเป็นกุญแจสำคัญ เราจะประเมินการทำงานของหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าและคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจก่อน ระหว่างและหลังการรักษาเพื่อจับสัญญาณความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ” และ พญ.ชญานี สำแดงปั้น แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติ ทีมจะแจ้งกับทีมมะเร็งเพื่อปรับแผนการรักษา เช่น ลดความเสี่ยงโดยปรับยาระยะเวลาหรือทางเลือกการรักษา อีกทั้ง ให้การดูแลหัวใจเชิงป้อง กันและการฟื้นฟูเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษามะเร็งต่อเนื่องโดยได้รับการปกป้องหัวใจไปพร้อมกัน”

ทีมรักษาหัวใจในเด็ก ให้บริการตรวจคัดกรอง รักษา และติดตามเด็กที่มีโรคหัวใจแต่กำเนิด โดย  พญ.ศรัยอร ธงอินเนตร แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวว่า “หัวใจเด็กคือหัวใจของอนาคต เราตระหนักว่าโรคหัวใจไม่ได้เป็นแต่ผู้ใหญ่ เด็กที่มีปัญหาด้านโรคหัวใจแต่กำเนิดหรือเกิดภายหลังต้องการการตรวจคัดกรองและติดตามระยะยาว เราใช้การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echocardiogram, อุป กรณ์บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Holter และการทดสอบสมรรถภาพตามความเหมาะสมเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน” และ พญ.ธมกร ขวัญยืน แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับเด็กบางรายสามารถรักษาด้วยหัตถการผ่านสายสวนที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ได้ ขณะที่บางรายต้องการการผ่าตัดร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านทารกและวิกฤติเด็ก การให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองและการติดตามการเจริญเติบโตเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลระยะยาว”

ทีมผ่าตัดรักษาหัวใจ เน้นการผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็ก (minimally invasive) และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เพื่อแก้ไขภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน CABG ร่วมเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อลดระยะพักฟื้น โดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก นำโดย นพ.สุขสันต์ กนกศิลป์,นพ.พิเชษฐ์ เลิศปันณะพงษ์, นพ.โกเมน เสนงาม และ นพ.ฆนากร แก้วกิติพงษ์ โดยงานนี้ นพ.สุขสันต์ กล่าวว่า “การผ่าตัดหัวใจยุคใหม่มุ่งเน้นความปลอดภัยและการฟื้นตัวเร็ว ที่โรงพยาบาลฯเราให้บริการผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็ก (minimally invasive) สำหรับการซ่อม/เปลี่ยนลิ้นหัวใจ และการทำบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) เมื่อจำเป็น เทคโนโลยีกล้องและเครื่องมือเฉพาะช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หลังผ่าตัดเรามีระบบการฟื้นฟูและติดตามแบบครบวงจรเพื่อให้ผู้ป่วยกลับสู่ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย”

ทีมตรวจสมรรถภาพหัวใจ ให้บริการตรวจด้วยเทคโนโลยีครบวงจร อาทิ ECG, Holter, Echocardiography, CPET เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด นพ.ปรัชญา ระหว่างบ้าน แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือดกล่าวว่า “การตรวจสมรรถภาพและการวินิจฉัยเชิงลึกคือฐานข้อมูลสำคัญของการดูแลหัวใจ เรามีบริการ ECG, Holter,ExerciseStress Test, Echocardiography รวมถึง CT/MRI หัวใจและการทดสอบการเผาผลาญขณะออกกำลังกาย (CPET) ในบางราย เพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจอย่างครบถ้วนผลการตรวจเหล่านี้ช่วยให้ทีมแพทย์ทุกสาขาร่วมกันตัดสินใจการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน” และเนื่องในวันหัวใจโลก นพ.ปรัชญาได้ฝากข้อคิดสำคัญว่า “หัวใจของทุกท่านมีเพียงดวงเดียว ดูแลด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ กินอาหารที่ดี ลดความเครียด และตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ เพราะหัวใจแข็งแรง คือคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

ทีมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือด ฟื้นฟูด้วยโปรแกรมออกกำลังกาย โภชนาการและกาสนับสนุนด้านจิตใจ โดยนักกายภาพ บำบัด เบญญาดา  สุธนาวรกุล หัวหน้าหน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ หลอดเลือดและปอด กล่าวว่า “การรักษาไม่ได้จบเพียงเมื่อหัตถการเสร็จการฟื้นฟูเป็นขั้นตอนสำคัญที่คืนความแข็งแรงและคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยโปรแกรมฟื้นฟูของเราประกอบด้วยการออกกำลังกายแบบกำหนดเฉพาะบุคคลที่คำนึงถึงความเสี่ยง การฝึกการหายใจและกายภาพบำบัด การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ และการสนับสนุนด้านจิตใจ เรามีการติดตามผลเชิงวัตถุประสงค์ เช่น สมรรถภาพการออกกำลังกาย (VO2) และการลดการกลับเข้าโรงพยาบาล เพื่อวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน”

ภายในงานนอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์จากทีมแพทย์ทั้งหมดแล้ว ยังได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (TAVR) พร้อมทั้งพูดคุยกับพระเอกหนุ่ม สมิธ-ภาสวิชญ์  บูรณนัติ ที่มาร่วมทอล์กส่งต่อพลังบวกสร้างพลังใจให้กับผู้ป่วย โดยมี ดีเจเอกกี้–เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ ร่วมดำเนินรายการเติมเต็มบรรยากาศให้มีความสุข สนุกและอบอุ่นสร้างพลังใจให้กับทุกคนที่มาร่วมงานอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งร่วมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพหัวใจคนไทยให้แข็งแรงด้วยการชวนกันลุกขึ้นมาออกกำลังและร่วมเป็นสะพานบุญเชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรงด้วยหัวใจแห่งการให้ ผ่านการร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาโรคลิ้นหัวใจผ่านสายสวนได้ที่บัญชี ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 942-300099-2 ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ยังคงเดินหน้าด้วยพันธกิจในการยกระดับคุณภาพการรักษาโรคหัวใจของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพหัวใจโดยมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ปักหมุด ‘ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้’ นอกห้องเรียน เปิดบ้านต้อนรับกิจกรรมเพื่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ปักหมุด ‘ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้’ นอกห้องเรียน เปิดบ้านต้อนรับกิจกรรมเพื่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ปักหมุด ‘ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้’ นอกห้องเรียน เปิดบ้านต้อนรับกิจกรรมเพื่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ย้ำอีกภาพลักษณ์ในฐานะ “ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้” ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดประชุม หรือแสดงนิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้  สร้างประสบการณ์นอกห้องเรียนให้เยาวชน และคนรุ่นใหม่ได้เติมเต็มแรงบันดาลใจ  ค้นหาตัวตน ผ่านกิจกรรม และอิเวนต์ที่หลากหลาย โดยในเดือนตุลาคม 2568 ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เตรียมพื้นที่ต้อนรับ 3 งานใหญ่ระดับชาติ และนานาชาติ ได้แก่ SX2025 – Sustainability Expo 2025, มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) และ gamescom asia x Thailand Game Show 2025

ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SX2025

เริ่มต้นกับงาน SX2025 – Sustainability Expo 2025 : มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่และจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568  ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ และอิเวนต์ระดับโลกที่สร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากมาก โดยเฉพาะ “KIDS ZONE” โซนกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มาร่วมสร้างจินตนาการ และจุดประกายความคิดด้านความยั่งยืนตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านกิจกรรม เวิร์กชอปและคอนเทนต์สร้างสรรค์ตลอด 10 วัน “วันนี้มาวาดรูปนกกระเรียนกับคุณแม่ หนูชอบมากค่ะ”  น้องคาริน ด.ญ. คารินญา แก้วบุตรา อายุ 4 ปี กำลังสนุกกับการระบายสีนกกระเรียน กับคุณแม่โบร์

คุณแม่โบร์ และด.ญ. คารินญา แก้วบุตรา

“คุณแม่ชอบที่จะพาน้องมาทำกิจกรรม ที่นี่มีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทำเยอะเลยค่ะ สถานที่กว้างขวางให้เด็กได้มีพื้นที่วิ่งเล่น ทำกิจกรรมได้เต็มที่ ร่วมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบเลย สะดวกมาก ๆ และน้องก็ชอบด้วยค่ะ” แม่โบร์ กล่าวก่อนที่จะพาน้องคารินเข้าไปทำกิจกรรม ที่ KIDS ZONE กันต่อ

ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SX2025 กล่าวว่า  งาน SX2025 จัดขึ้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ไม่ได้เป็นเพียงงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ของทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปิดโลกทัศน์ ผ่านกิจกรรมใน KIDS ZONE และเวที Enactus World Cup 2025 ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิ  รากแก้วร่วมกับ Enactus ประเทศไทย โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนหลัก

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์สำคัญ คือการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 Presented by ThaiBev ที่แข่งขันกันไปตั้งแต่ 26-28 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นการรวบรวมนักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 30 ประเทศ มานำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Generation: Re.” และนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในเวทีการแข่งขันระดับโลกครั้งนี้   ซึ่งจะเปลี่ยนศูนย์ฯ สิริกิติ์ ให้กลายเป็นพื้นที่ประลองความคิด จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลก

“เรียกว่า 32 ประเทศทั่วโลก มารวมตัวกันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ค่ะ”  เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ  น้องกบ  เกริกกนก เตละวานิช และน้องแก๊ป จอมขวัญ จันทร์สะอาด ตัวแทนน้องทีมCocoa Go Green ตัวแทนจากทีม “Cocoa Go Green” น้องๆ ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนประเทศไทย ที่มาร่วมแข่งขัน Enactus World Cup 2025เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในครั้งนี้ว่า “ตื่นเต้นกันมากเลยค่ะ เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งในเวทีระดับโลก และยังเป็นครั้งแรกที่จัดการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ประเทศไทย หนูรู้สึกว่าศูนย์ฯ สิริกิติ์ มันมีครบจบ สถานที่กว้างขวาง ไม่แออัด เพื่อน ๆ  ต่างชาติบอกกับพวกหนูว่ารู้สึกประทับใจสถานที่จัดงานอย่างศูนย์ฯ สิริกิติ์มาก ๆ นอกจากสะดวก สบาย สะอาด ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้พวกเราได้ร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่ดีในการการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 ที่ประเทศไทยด้วยค่ะ”

เกริกกนก เตละวานิช และ จอมขวัญ จันทร์สะอาด

อีกหนึ่งอิเวนต์ใหญ่ปลายปีกับงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 งานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ทุกคนรอคอย เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 ภายใต้ธีม “Melody of Books” งานนี้ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยังคงเป็นบ้านหลังใหญ่ที่กลายเป็นจุดนัดพของคนรักหนังสือ ได้มาสัมผัสประสบการณ์การอ่านในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยปีนี้เยาวชน คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น จากผลสำรวจในงานสัปดาห์หนังสือฯ ครั้งที่ 53 (ที่มา PUBAT, เมษายน 2568) พบว่าผู้เข้าร่วมงาน มากกว่า 43.65% เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z (อายุ 11–26 ปี) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่างานมหกรรมหนังสือไม่ได้เป็นเพียงตลาดซื้อขายหนังสือ แต่เป็น “ปรากฏการณ์ทางสังคม” ทำให้เห็นวัฒนธรรมการอ่าน และการเรียนรู้   ของคนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวมากขึ้น ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน

คณะอาจารย์และน้องทีม Cocoa Go Green

ปิดท้ายด้วย gamescom asia x Thailand Game Show 2025 งานในครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของสองอิเวนต์เกมระดับโลกภายใต้ธีม “World of Gaming” จัดขึ้นวันที่ 16 – 19 ตุลาคม 2568 โดยใช้พื้นที่ของศูนย์ฯ สิริกิติ์ เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ และวัยรุ่นสายเกม สามารถทำกิจกรรม ทั้งการแข่งขันอีสปอร์ต การเปิดตัวเกมใหม่ Meet & Greet กับครีเอเตอร์ชื่อดัง และโซน Interactive Experience ที่ทุกคนได้ลองเล่นเกมแบบเต็มอรรถรส ศูนย์ฯ สิริกิติ์ จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งความบันเทิง แต่ยังเป็นห้องเรียนไร้กำแพง ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านครีเอทีฟคอนเทนต์ และนวัตกรรมเกมได้ไม่จำกัด

บรรยากาศงาน Thailand Game Show 2024

บรรยากาศมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ศูนย์ฯ สิริกิติ์ พร้อมต้อนรับทุกงานที่สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เยาวชน และคนรุ่นใหม่ได้มา ใช้ชีวิตที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ โดยเฉพาะทั้ง 3 อิเวนต์ที่มีความยิ่งใหญ่ระดับชาติและนานาชาตินี้ทำให้ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ก้าวข้ามความเป็นศูนย์ประชุม แต่เป็น “พื้นที่สร้างการเรียนรู้มีชีวิต” ด้วยสภาพแวดล้อมที่กว้างขวาง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เต็มไปด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์นอกห้องเรียน ได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง และใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

มสคท. มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคและเงินปลอบขวัญ แก่ทหารที่เสียชีวิตปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

มสคท. มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคและเงินปลอบขวัญ แก่ทหารที่เสียชีวิตปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

มสคท. มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคและเงินปลอบขวัญ แก่ทหารที่เสียชีวิตปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รวมพลังส่งกำลังใจเพื่อช่วยเหลือกำลังพลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธาน กก.มูลนิธิฯ พร้อมด้วย คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กก.จัดการและเหรัญญิก,ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานฝ่ายจัดทำดอกไม้,พล.ต.หญิง กุมาริกา วีระมงคล เลขานุการ,พล.ท.ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล รอง เสธ.ทบ.(1) และคณะ,พ.อ.ธราทร ชาญแก่นจันทร์ รอง ผอ.สปบ.กพ.ทบ.(2) ,คณะผู้แทน ทภ.2, ผู้แทน กร.ทบ. และผู้แทน กง.ทบ ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคและเงินปลอบขวัญให้แก่ทหารที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (มสคท.) นำโดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานกรรมการ,คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการและอาสาสมัครของมูลนิธิฯ รวมทั้งบริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผู้มีจิตศรัทธาร่วมกับมูลนิธิฯ จัดให้มีพิธีมอบเงินปลอบขวัญชดเชยให้แก่ทหารที่เสียชีวิต พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค และสิ่งของจำเป็นให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมี พล.ท.ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารบก (1) และคณะ,พ.อ.ธราทร ชาญแก่นจันทร์ รองผู้อำนวยการกรมกำลังพลทหารบก(2) ,คณะผู้แทนกองทัพภาคที่ 2 ,ผู้แทนกรมกิจการพลเรือนทหารบก และผู้แทนกรมการเงินทหารบก เป็นผู้รับมอบเพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารหาญเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจต่อไป ณ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จำนวนเงินที่กำลังพลจะได้รับ 15 คน รวมเป็นเงิน 280,000 บาท และจำนวนเงินสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค รวมเป็นเงิน 1,237,695 บาท รวมมูลค่าที่มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบในวันนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 1,517,695.- บาท (หนึ่งล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหกร้อย เก้าสิบห้าบาทถ้วน )

5 เหตุผลที่คนไทยควรไปชม Khao Yai Fog Forest @Khao Yai Art Forest ประสบการณ์ศิลปะในม่านหมอกของ ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ ศิลปินระดับโลก

5 เหตุผลที่คนไทยควรไปชม Khao Yai Fog Forest @Khao Yai Art Forest ประสบการณ์ศิลปะในม่านหมอกของ ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ ศิลปินระดับโลก

5 เหตุผลที่คนไทยควรไปชม Khao Yai Fog Forest @Khao Yai Art Forest ประสบการณ์ศิลปะในม่านหมอกของ ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ ศิลปินระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจจะเคยเห็นภาพทะเลหมอกท่ามกลางพื้นที่สีเขียวของ Khao Yai Art Forest จังหวัดนครราชสีมา ที่กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชียล ซึ่งในความเป็นจริงทะเลหมอกที่สวยงามราวภาพฝันไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากแต่เป็นผลงานศิลปะ “Khao Yai Fog Forest” ประติมากรรมหมอก (fog sculptures) ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ (Fujiko Nakaya) ด้วยความหลงใหลที่เธอมีต่อธรรมชาติ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ ฟูจิโกะจึงนำทั้งหมดมาผสมผสานกันเป็นงาน Landscape เพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับการชมงานศิลปะผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ประติมากรรมทะเลหมอกของเธอจัดแสดงในงาน Biennale ทั่วโลกมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 รวมถึงจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ทว่ายังมี 5 เรื่องจริงที่หลายคน (อาจ) ไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Khao Yai Fog Forest นี่คือเหตุผลที่คนไทยควรไปชมงานศิลปะที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกตกหลุมรัก!

ฟูจิโกะ นากายะ

1. ศิลปินผู้บุกเบิก: กว่า 5 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะจากม่านหมอก

ในวัยกว่า 90 ปี ฟูจิโกะ นากายะ เป็นศิลปินผู้บุกเบิกการจัดแสดงประติมากรรมหมอกให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก เธอเริ่มสร้างสรรค์ประติมากรรมหมอกมาตั้งแต่ปี 1970 โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘อุกิจิโระ นากายะ’ คุณพ่อของเธอและนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกการสร้างหิมะเทียม ผลงานของคุณพ่อทำให้เธอกล้าที่จะลุกขึ้นมาท้าทายขนบเดิม ๆ ของวงการศิลปะที่มักจะจัดแสดงผลงานอยู่กับที่ เธอจึงเลือกทำงานกับ ‘หมอก’ ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ คือการออกแบบ Pepsi Pavilion งาน Expo’70 โอซาก้า ที่เธอสร้างหมอกปกคลุมอาคารทั้งหมด ทำให้เกิดผลงานที่ลึกลับ ตื่นตาตื่นใจ และแตกต่างจากงานศิลปะทั่วไป

ไม่กี่ปีต่อมา ฟูจิโกะได้เข้าร่วมกลุ่ม Experiments in Art and Technology (E.A.T.) ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สร้างชื่อเสียงให้เธอ ฟูจิโกะยังให้คำนิยมเกี่ยวกับประติมากรรมหมอกว่าเป็น “Interactive Sculpture” หรือประติมากรรมที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับผลงาน โดยรูปทรงของหมอกจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศในแต่ละช่วงเวลา อันเกิดจากการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ เธอยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของหมอกที่มีต่อสภาพแวดล้อม ผ่านการจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและระบบนิเวศตลอดระยะเวลาหลายปี จนค้นพบผลกระทบที่หมอกมีต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ การที่ Khao Yai Art Forest สามารถนำผลงานของศิลปินระดับโลกมาจัดแสดงนั้น จึงนับเป็นโอกาสดีของวงการศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย

2. ศิลปะมีชีวิต: สร้างสรรค์โดยธรรมชาติและเทคโนโลยี

ฟูจิโกะ นากายะ ไม่ได้มองว่าหมอกเป็นเพียงวัตถุ แต่เป็นประติมากรรมมีชีวิต (Living Sculpture) ที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อม เช่น ลม, อุณหภูมิ, และความชื้น ทำให้การชม Fog Sculpture ในแต่ละครั้งจึงมอบประสบการณ์การชมงานศิลปะที่ไม่ซ้ำกันเลย หมอกอาจจะลอยตัวหนาในวันฟ้าปิด หรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในวันที่ลมแรง ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นกับพลังของธรรมชาติที่ยากจะคาดเดา ทำให้ผลงานชิ้นนี้มีพลวัตและน่าค้นหาอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ประติมากรรมหมอกของเธอยังได้รับการจัดแสดงในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบถาวรและนิทรรศการชั่วคราว ได้แก่ Fog Sculpture #08025 F.O.G. จัดแสดงถาวรภายในพิพิธภัณฑ์ Guggenheim Museum Bilbao เมืองบิลบาโอ ประเทศสเปน, Foggy wake in a desert: An ecosphere จัดแสดงถาวรภายใน National Gallery of Australia แคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย, ผลงาน Veil ที่สร้างขึ้นเพื่อปกคลุมบ้านกระจก (The Galss House) อันโด่งดังของ Philip Johnson ที่เมือง New Canaan รัฐคอนเนทิคัต สหรัฐอเมริกา, Cult of Mist จัดแสดงที่ Neue Nationalgalerie ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และร่วมออกแบบสนามเด็กเล่นที่มีหมอกปกคลุมเป็นระยะ ๆ ในสวนสาธารณะ Showa Kinen Park กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

3. ม่านหมอกบริสุทธิ์จากระบบน้ำสะอาด ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประติมากรรมหมอก เกิดจากการใช้หลักการทางฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปั๊มแรงดันสูง, ท่อน้ำ, และหัวฉีดขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ได้รับการติดตั้งอย่างแม่นยำในพื้นที่จัดแสดง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำจาก ‘Aquaria’ แบรนด์แรกของโลกที่คิดค้นและพัฒนาเครื่องผลิตน้ำจากอากาศที่ทั้งสะอาดและดื่มได้อย่างปลอดภัย โดยระบบจะฉีดน้ำสะอาดผ่านหัวฉีดขนาดเล็กจิ๋ว ทำให้เกิดละอองน้ำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-30 ไมครอน ซึ่งเล็กพอที่จะลอยในอากาศเหมือนหมอกตามธรรมชาติ ละอองน้ำที่ปล่อยออกมาจะลอยตัวอยู่ในอากาศเกิดเป็นม่านหมอกที่เย็นสบายและสะอาดบริสุทธิ์ แล้วยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศได้อย่างดี ผู้ชมจึงสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์ศิลปะได้อย่างปลอดภัยและหายใจได้เต็มปอด

4. สวรรค์ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์และชาว Instagram

ด้วยทัศนียภาพที่งดงามราวกับอยู่ในความฝัน Khao Yai Fog Forest ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับเหล่า คอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ม่านหมอกที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมพื้นที่สร้างบรรยากาศที่ลึกลับและน่าค้นหา เกิดเป็นภาพถ่ายและวิดีโอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ แสงที่ส่องกระทบกับละอองน้ำในแต่ละช่วงเวลายังสร้างมิติและความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้อย่างไม่รู้จบ ใครที่อยากไปเช็คอินถ่ายรูปกับประติมากรรมหมอก Khao Yai Fog Forest จะเปิดหมอกให้เข้าชมเป็นรอบ ๆ ทุกวันพฤหัส-ศุกร์ เวลา 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์จะเปิด 2 รอบคือ 11:30 และ 16:30 น

5. ประสบการณ์ศิลปะที่ต้องใช้ทุกประสาทสัมผัส

การเสพศิลป์ที่ Khao Yai Fog Forest ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมองด้วยตา แต่เป็นการใช้ ทุกประสาทสัมผัสเพื่อรับรู้ถึงตัวตนของศิลปะอย่างแท้จริง คุณจะได้สัมผัสกับความเย็นและความชื้นจากละอองหมอกที่กระทบผิว ได้ยินเสียงน้ำและเสียงลมที่พัดผ่าน ได้กลิ่น ไอดินและต้นไม้ชุ่มน้ำ และมองเห็นการเคลื่อนไหวของม่านหมอกที่โอบล้อมรอบตัว เป็นประสบการณ์ที่ดึงเราออกจากโลกดิจิทัลและเชื่อมต่อกับธรรมชาติและศิลปะได้อย่างลึกซึ้ง นับเป็นการเปิดประสบการณ์การชมงานศิลปะในรูปแบบใหม่ที่หาได้ยากในปัจจุบันนอกจากความสวยงามแล้ว หมอกยังเป็นสื่อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “หมอกทำให้สิ่งที่มองเห็นกลายเป็นมองไม่เห็น และทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น เช่น อากาศ ความชื้น และสายลม กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้” ความพิเศษนี้คือสิ่งที่ทำให้ผลงานของฟูจิโกะ นากายะ ดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา เพราะผู้ชมจะมองเห็นการเคลื่อนไหวของสายลมที่พัดพาหมอกไปในทิศทางต่าง ๆ ทำให้ Khao Yai Fog Forest เป็นมากกว่าการชมงานศิลปะ แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การ ได้ยิน และการสัมผัสความเคลื่อนไหวของหมอกที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นี่คือโอกาสที่คุณจะได้มาพบกับประสบการณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจดจำและตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ของการชมงานศิลปะ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและแตกต่างจากหอศิลป์ทั่วไป Khao Yai Art Forest ยังชวนคุณไปเพลิดเพลินไปกับ ‘Forest Foods’ ที่ปรุงด้วยวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ Chef Cares และ เชฟวุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร ผู้พลิกแพลงอาหารไทยให้มีความร่วมสมัย ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Website: https://www.khaoyaiart.com/  FB: Khao Yai Art Forest IG: https://www.instagram.com/khaoyai_art_forest/?hl=en

Gen ยัง Active 50+ เปิดเวทีเสวนาผนึกกำลังผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศ

Gen ยัง Active 50+ เปิดเวทีเสวนาผนึกกำลังผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศ

Gen ยัง Active 50+ เปิดเวทีเสวนาผนึกกำลังผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการ Gen ยัง Active 50+ จัดเสวนา “บูรณาการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในระยะยาวของประเทศไทย” ในงาน “ส่งเสริมภูมิกาย สร้างเสริมภูมิใจ ให้วัย Gen ยัง Active 50+” เนื่องในวันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons) ระดมผู้กำหนดนโยบายสุขภาพระดับประเทศ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมสูงวัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ที่ โรงแรมสยามแคมเปนสกี้ กรุงเทพมหานคร

โครงการ Gen ยัง Active 50+ จัดโดย ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) และภาคีเครือข่าย มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับคนไทยวัยทำงานและผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือกลุ่ม Gen ยัง Active ให้ตระหนักและใส่ใจสุขภาพของตนเองและครอบครัว โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้แข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย พร้อมสนับสนุนให้กลุ่ม Gen ยัง Active มีศักยภาพในการใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟ และเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดชีวิต (Life-Course Immunization) เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องสุขภาพของประชาชนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยสูงอายุ ผ่านคำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อให้ประชาชนที่สนใจให้สามารถเข้าถึงความรู้และความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค อันจะช่วยส่งเสริมการตัดสินใจเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างมีข้อมูล โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงและฟื้นตัวช้า วัคซีนที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนนิวโมค็อกคัส วัคซีน RSV วัคซีนงูสวัด วัคซีนโควิด-19 และวัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ

นอกจากนี้ มิติของ Life-course Prevention สำหรับผู้สูงอายุก็เป็นอีกแนวคิดสำคัญ ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะโรคติดต่อหรือโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการป้องกันการบาดเจ็บ โดยเฉพาะการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความพิการและการเสียชีวิต ดังนั้น จึงต้องอาศัยมาตรการแบบองร์รวม ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม จนถึงระบบบริการสุขภาพ  เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งของประเทศ

แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย เสริมว่า กรมอนามัยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยแนะนำให้ผู้สูงอายุหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ อีกทั้ง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยในปัจจุบัน โดยเวชศาสตร์วิถีชีวิตให้ความสำคัญกับ 6 เสาหลัก ได้แก่ 1. การรับประทานอาหารที่สมดุลและมีโภชนาการเหมาะสม 2. กิจกรรมทางกายเหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3. การจัดการและผ่อนคลายความเครียด 4. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 5. การหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 6. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทั้งนี้ หากผู้สูงอายุสามารถนำแนวทางทั้งหกด้านนี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ นำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น”

นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีน เนื่องจากสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลจากสื่อออนไลน์ที่หลากหลายและถูกส่งต่อกันในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลที่ยากต่อการคัดกรอง อีกทั้งยังมีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ซึ่งถูกเผยแพร่ซ้ำโดยขาดการตรวจสอบรอบด้าน จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนมีความลังเลหรือปฏิเสธการรับวัคซีน จนเสียโอกาสในการป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง จึงจำเป็นต้องอาศัย “ภูมิคุ้มกันความรู้” โดยการรู้เท่าทันและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อไปยังผู้อื่น เพราะภูมิคุ้มกันความรู้ที่แข็งแกร่ง เปรียบเสมือนการได้รับวัคซีนที่ช่วยปกป้องตนเองและครอบครัว และนำไปสู่การสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกันทางความรู้  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของสังคมโดยรวม

นายแพทย์วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า สปสช. เล็งเห็นความสำคัญของการรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมุ่งขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริม การป้องกัน และการดูแลอย่างเป็นระบบ โดยได้จัดสรรงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ด้านบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P: Prevention and Promotion) แยกจากงบรักษาพยาบาล เพื่อสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในผู้สูงอายุ อาทิ ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงต่อการหกล้ม รวมถึงสุขภาพช่องปากและสายตา ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผ่านกองทุนสุขภาพท้องถิ่น และมีผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังได้บรรจุวัคซีนที่จำเป็นไว้ในสิทธิประโยชน์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคประจำตัว พร้อมทั้งศึกษาและพิจารณาบรรจุวัคซีนใหม่ ๆ ที่เหมาะสมในอนาคต อาทิ วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ วัคซีนงูสวัด และวัคซีน RSV ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทัล เช่น ระบบข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลอย่างทั่วถึง โดยมีเป้าหมายให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่เพียงเป็นหลักประกันการรักษาพยาบาล แต่เป็นพลังสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง พึ่งพาตนเองได้ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 1.3 ล้านคน หรือร้อยละ 23.73 ของประชากร ภายใต้นโยบาย “9 ดี 9 ด้าน” ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในมิติ “สุขภาพดี” ได้จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ “Active Aging” ครบทั้ง 50 เขต รวม 491 ชมรม มีสมาชิกกว่า 50,793 คน เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและใจ ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังดำเนินโครงการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเชิงป้องกัน เช่น การฝึกกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการหกล้ม และการฝึกความจำเพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่าผู้เข้าร่วมมีสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นกว่าร้อยละ 70 ด้านการป้องกันโรค กรุงเทพมหานครให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยในปี 2568 มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปเข้ารับการฉีดแล้วกว่า 193,000 คน และอยู่ระหว่างพิจารณานำนวัตกรรมวัคซีนใหม่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงในกลุ่มผู้สูงอายุให้มากขึ้น หวังลดความรุนแรงของโรคและภาระการรักษา พร้อมกันนี้ยังมีการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ อาทิ ศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุ ระบบบริการสุขภาพดิจิทัล การแพทย์ทางไกล รวมถึงการปรับปรุงทางเดินเท้าและพื้นที่สาธารณะให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ผู้สูงอายุไม่เพียงแต่อยู่ได้ แต่ยังอยู่ดี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน

เปิดรันเวย์แฟชั่นวีค BIFW2025 ต้อนรับ 11 ดีไซเนอร์ไทยสาดพลังสู่สายตาทั่วโลก

เปิดรันเวย์แฟชั่นวีค BIFW2025 ต้อนรับ 11 ดีไซเนอร์ไทยสาดพลังสู่สายตาทั่วโลก

เปิดรันเวย์แฟชั่นวีค BIFW2025 ต้อนรับ 11 ดีไซเนอร์ไทยสาดพลังสู่สายตาทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาเขย่าวงการแฟชั่นในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่  เปิดรันเวย์แฟชั่นวีคยิ่งใหญ่แห่งปี “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” (BIFW2025) จัดเต็ม 11 รันเวย์โชว์ จาก 11 ดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยระดับท็อป ถ่ายทอดมุมมองแฟชั่นที่เหนือความคาดหมาย พร้อมนำเสนอเทรนด์แฟชั่นแห่งอนาคต และเผยศักยภาพของเหล่าแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่สู่สายตาโลก ตอกย้ำการเป็น World Class Fashion Destination ศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก กลางเดือนตุลาคม นี้

“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” (BIFW2025) เวทีแฟชั่นวีคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นงานแฟชั่นสำคัญของเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 โดย สยามพารากอน ร่วมกับ สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในปีนี้เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการเนรมิตที่สุดแห่งเวทีแฟชั่นระดับโลก ภายใต้แนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์อันเหนือชั้นและโชว์ที่เหนือความคาดหมาย เพื่อเผยศักยภาพของแฟชั่นไทยสู่สายตาโลก โดย BIFW2025 ยังเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารกสิกรไทย, บริษัทเมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด, ซิติเซ่น (CITIZEN), แมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ (M.A.C Cosmetics) และ แอปโซลูท อิทส์ อิน อาวเวอร์ สปิริต (Absolut It’s in our Spirit)

ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM กล่าวว่า “ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา Siam Paragon Bangkok International Fashion Week  นับได้ว่าเป็นเวทีแฟชั่นวีคที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นไทย รวมถึงแวดวงแฟชั่นของภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นศูนย์กลางของการออกแบบที่เปี่ยมด้วยพลังของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านแฟชั่น ตลอดจนเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เปิดให้ดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้าได้นำเสนอสุดยอดผลงาน สนับสนุนให้นักสร้างสรรค์คลื่นลูกใหม่ได้แสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในแวดวงแฟชั่น และมอบประสบการณ์ด้านแฟชั่นให้กับผู้คน เป็นมหกรรมงานแฟชั่นที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทยไปด้วยกัน

ปีนี้ สยามพารากอน นำเสนอเวทีแฟชั่นที่เหนือความคาดหมายและน่าจับตามองที่สุด เพื่อก้าวสู่การเป็นแฟชั่นวีคระดับโลกอย่างแท้จริง ผนึกกำลัง 11 ดีไซเนอร์และแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย อาทิ ๒๗FRIDAY, 37°c Thirty-seven degrees Celsius, ASAVA, FLYNOW, FUNDAO, Greyhound Original, ISSUE, Leisure Projects, NAGARA, PAINKILLER Atelier, PATINYA รันเวย์สุดไอคอนิกที่รวมพลังครีเอทีฟของดีไซเนอร์ไทย นำเสนอคอลเลกชันฤดูกาลใหม่ ภายใต้แนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน พร้อม Live แฟชั่นโชว์ทั้ง 11 โชว์ ให้แฟชั่นนิสต้าและผู้สนใจแฟชั่นจากทางเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก Siam Paragon ระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2568

ด้วยแนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ทำให้ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 ในปีนี้ จะส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษ (Extraordinary Experiences) ช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่มากกว่าแฟชั่นโชว์บนรันเวย์, เรื่องราวสุดพิเศษ (Extraordinary Storytelling) ที่ชวนให้ทุกคนดื่มด่ำไปกับเรื่องราวหลากหลายซึ่งสะท้อนผ่านผลงานของเหล่าดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้า, ความประทับใจแสนพิเศษ (Extraordinary Impact) กับบรรยากาศของงานแฟชั่นวีคระดับโลกที่ทุกคนรอคอย และไม่เคยทำให้ผิดหวัง รวมถึงสถานที่สุดพิเศษ (Extraordinary Locations) เต็นท์สีขาวขนาดยักษ์สุดไอคอนิกอันเป็นที่จดจำของเหล่าแฟชั่นนิสต้า โดย Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 มาพร้อมไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้มากมาย

สัมผัสปรากฏการณ์แฟชั่นวีคสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” กลางเดือนตุลาคม 2568 นี้ ที่สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.siamparagon.co.th หรือเฟซบุ๊ก Siam Paragon