เอเอส วัตสัน เฉลิมฉลองวันเภสัชกรโลก เพื่อเชิดชูเกียรติเภสัชกร

เอเอส วัตสัน เฉลิมฉลองวันเภสัชกรโลก เพื่อเชิดชูเกียรติเภสัชกร

เอเอส วัตสัน เฉลิมฉลองวันเภสัชกรโลก เพื่อเชิดชูเกียรติเภสัชกร

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

ในวันเภสัชกรโลก เอเอส วัตสันภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญของเครือข่ายเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตที่มีสุขภาพได้ดีขึ้น

 “ในวันอันมีความหมายนี้ เราขอแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อเภสัชกรกว่า 3,000 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกือบ 10,000 คนของเอเอส วัตสันทั่วโลก นอกเหนือจากการให้บริการในร้านแล้ว พวกเขายังให้บริการคำปรึกษาทางออนไลน์ในหลายๆ ตลาดของเรา แสดงถึงความทุ่มเทและใส่ใจ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือทุกเวลา ทุกที่ ความเชี่ยวชาญของพวกเขานั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้ลูกค้าของเราก้าวผ่านเส้นทางสุขภาพด้วยความมั่นใจ” ปีเตอร์ แมคแน็บ International Commercial Director of AS Watson กล่าว

ตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจด้านสุขภาพของเอเอส วัตสันยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การให้ความสำคัญกับการดูแลเชิงป้องกันที่เพิ่มมากขึ้น และการเติบโตที่แข็งแกร่งของหมวดสินค้า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายโดยรวมของสินค้าสุขภาพและความงาม เพิ่มขึ้นกว่า 10% โดยหมวดวิตามินและอาหารเสริมก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เช่นกัน และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักและฟิตเนส เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจกว่า 20%

การควบคุมน้ำหนัก กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยยอดขายผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องพุ่งขึ้น 130% เมื่ออัตราโรคอ้วนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้าจำนวนมากขึ้นหันมาพึ่งพาเภสัชกรที่น่าเชื่อถือเพื่อขอคำแนะนำที่ปลอดภัยและเชี่ยวชาญ เภสัชกรของเอเอส วัตสันให้การเข้าถึงยาและอาหารเสริมสำหรับการควบคุมน้ำหนัก พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับโภชนาการ วิถีชีวิต และแนวทางสุขภาพที่ยั่งยืน เพื่อเสริมพลังให้ลูกค้าดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้

เสริมการเติบโตของหมวดสินค้านี้คือการนำกลยุทธ์ค้าปลีก O+O (ออฟไลน์ และออนไลน์) ของเอเอส วัตสันมาใช้อย่างรวดเร็ว

ยอดขายออนไลน์ของผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปสู่การเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพจำเป็นที่น่าเชื่อถือผ่านช่องทาง O+O ที่สะดวก การเพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการชื่นชอบประสบการณ์ช้อปปิ้ง O+O เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในการจัดการสุขภาพของตนเองในเชิงรุก

เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มเหล่านี้ เอเอส วัตสันได้ขยายผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยนำเสนอสินค้าครบครันตั้งแต่วิตามินและอาหารเสริม ไปจนถึงโซลูชันเฉพาะโรค เอเอส วัตสันมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเดินทางด้านสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของลูกค้าทุกคน ด้วยทั้งความกว้างและความลึกของตัวเลือก

เสริมพลังลูกค้าสุขภาพทุกช่วงอายุ

เอเอส วัตสันกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลังในด้านประชากรศาสตร์ของลูกค้า โดยทั้งคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุต่างให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองมากขึ้น

มีการเติบโตอย่างน่าทึ่ง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนในกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยที่แสวงหาผลิตภัณฑ์สุขภาพ การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภควัยรุ่นเกี่ยวกับการดูแลเชิงป้องกันและความเป็นอยู่ที่ดีพวกเขากำลังแสวงหาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่สะดวกซึ่งสนับสนุนวิถีชีวิตและเป้าหมายสุขภาพระยะยาวของพวกเขา

ในขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าที่มีอายุสูงขึ้น (Silver Generation) ซึ่งคิดเป็นกว่า 30% ของลูกค้าด้านสุขภาพของเอเอส วัตสันและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ลูกค้ากลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 1.4 เท่าของผู้ซื้อสินค้าสุขภาพทั่วไป สะท้อนการมีส่วนร่วมและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพเฉพาะบุคคลที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของพวกเขา

ปีเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราภาคภูมิใจที่ได้ให้บริการลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่มีอายุน้อยและผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นพลังขับเคลื่อนในหมวดสุขภาพ และเรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนพวกเขาด้วยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ชอปปิงสุขภาพแบบ O+O “

ขณะที่เอเอส วัตสันยังคงพัฒนาไปพร้อมกับตลาดสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นของเราต่อนวัตกรรม การเข้าถึงได้ และการดูแลที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางยังคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมพลังให้เภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพด้วยเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เหมาะสม เรากำลังสร้างอนาคตของการค้าปลีกสุขภาพ ที่เป็นแบบเฉพาะบุคคล ครอบคลุม และเชื่อมต่อทางดิจิทัลมากขึ้น

‘เลดี้กาก้า เมืองไทย’สุดภูมิใจ นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน คว้ารางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025

'เลดี้กาก้า เมืองไทย'สุดภูมิใจ นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน คว้ารางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025

‘เลดี้กาก้า เมืองไทย’สุดภูมิใจ นำ ภูมิปัญญาชาวบ้าน คว้ารางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

อีกครั้ง กับความภูมิใจ ที่นำ ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่าง “น้ำมันมะรุม” หรือ GOLDEN MORINGA OIL คว้ารางวัล RENEWING FACIAL OIL AWARD GURU’S PICK ในงาน SUDSAPDA BEAUTY AWARDที่ผ่านมา “โซเฟีย เชน”เจ้าของฉายา (เลดี้กาก้า เมืองไทย)ในฐานะที่เป็น ตัวแทน บริษัท ปัญญา เนเชอรัล แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด เข้ารับรางวัล ในครั้งนี้ และเป็นความภาคภูมิใจ ที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งในการ ขับเคลื่อน ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่าง “น้ำมันมะรุม” ซึ่งเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สู่ธุรกิจระดับโลก กับ GOLDEN MORINGA OIL BY PANYA Natural โดยคุณ โซฟี่ กล่าวว่า

“โซฟี่ ..รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้เป็นตัวแทนของบริษัท PANYA มารับรางวัล Renewing Facial Oil Award ในงาน Sudsapda Beauty Award 2025 ค่ะ ทุกหยดของ Golden Moringa Oil เกิดจากความตั้งใจของ “คุณเอ็มมี่”  ที่จะใช้นวัตกรรมพัฒนาน้ำมันมะรุมที่ทำเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและตอบโจทย์ผิวของผู้หญิงไทยอย่างแท้จริงจริง ๆ แล้ว รางวัลนี้ไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว แต่เป็นของลูกค้าทุกคนที่เชื่อมั่นและสนับสนุน PANYA มาตลอดขอบคุณทุกเสียงตอบรับ ขอบคุณที่เลือกให้ PANYA อยู่ในชีวิตประจำวันของคุณนะคะ…..เราสัญญาว่าจะตั้งใจพัฒนาสิ่งดี ๆ แบบนี้ต่อไป เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ของที่ทั้งดีต่อผิว และดีต่อใจค่ะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ”

โดยในงาน“SUDSAPDA BEAUTY AWARDS 2025” ปีที่ 11 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “VIBRANCY & SERENITY” ความมีสีสันและความสงบ สื่อถึงการดูแลตัวเองที่สร้างทั้งสีสันและความสงบจากการเติมเต็มให้ตัวเอง ซึ่งในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ชั้นนำต่างๆ รวมทั้ง THAI BEAUTY BRAND ที่ได้รับรางวัล 55 รางวัล ผ่านการโหวตทางออนไลน์ และการลงคะแนนจากคณะกรรมการ 4 ท่าน ได้แก่ น้องฉัตร – ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ Makeup Artist แถวหน้าของเมืองไทย, ดร.อานุภาพ เอื้อยฉิมพลี อาจารย์และ อินฟลูเอนเซอร์ด้านความงามแห่ง DARM BEAUTY LEGEND, ออม – สุชาร์ มานะยิ่ง นักแสดงสาวที่หลงใหลในสกินแคร์และสีสันของเมคอัพ และการคัดสรรโดย BEAUTY EDITOR แห่ง SUDSAPDA ณิชารีย์ หวานชะเอม,ศศิมา อิศรางกูร ณ อยุธยา บรรณาธิการอำนวยการ SUDSAPDA เผยว่า “เป็นเวลา 11 ปี ที่ทาง SUDSAPDA จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล SUDSAPDA BEAUTY AWARDS อย่างต่อเนื่อง นับเป็นรางวัลที่ทาง SUDSAPDA ตั้งใจมอบให้แก่ทุกแบรนด์ที่เป็นไอคอนด้านความงาม โดยปีนี้มาในธีม “VIBRANCY & SERENITY” สีสันสดใสและความสงบ สื่อถึงการดูแลตัวเองทั้งภายนอกและภายในที่สมดุล เพื่อสร้างความมั่นใจและความสุขในตัวเรา

คุณแหน : 29 กันยายน 2568

คุณแหน : 29 กันยายน 2568

คุณแหน : 29 กันยายน 2568

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.20 น.

๐๐พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลโทบุญสิน พาดกลาง เป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษ  ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป..๐๐

๐๐ ฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.เชิญร่วมงานคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ครบรอบ 14 ปี วันที่ 7 ต.ค. 10.00 น. ที่ห้องประชุมสายลม 5011 สำนักงาน กสทช. และเชิญร่วมบริจาคเงินเพื่อการกุศลให้แก่สภากาชาดไทย ในโครงการ “เงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย..๐๐

๐๐สวด นิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ ศาลาเถา บุญมา วัดธรรมมงคลเถาบุญนนท์วิหาร สุขุมวิท 101  วันที่ 28 ก.ย.-4 ต.ค.19.00 น.ฌาปนกิจ 5 ต.ค.15.00 น..อภิญญา แจ้งอริยวงศ์ ภริยาผู้วายชนม์ ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้..

๐๐ยองใย เกษมศรี ณ อยุธยา ประธานก่อตั้งชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน ผลิตสินค้าเพื่อหารายได้มาทำกิจกรรมของชมรม มีเสื้อยืด กระเป๋าสะพายกระเป๋าหิ้ว สอบถามได้ที่ 081-5625968..๐๐

๐๐ บุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดการอบรม การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ พ.ศ. 2568..๐๐

๐๐สถาบันพระบรมราชชนก ลงนาม MOU กับ คณะเภสัชฯ ม.มหิดล จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์แห่งใหม่ โดยมีเภสัชมหิดลเป็นสถาบันพี่เลี้ยง เพื่อหนุนการผลิตเภสัชกรลงพื้นที่ชนบท มุ่งยกระดับบริการปฐมภูมิ เพิ่มการเข้าถึงยา ลดปัญหาซื้อยากินเอง พร้อมต่อยอดความรู้ด้านการผลิตยาและสมุนไพร เพื่อพัฒนาสาธารณสุขไทยอย่างยั่งยืน..๐๐

๐๐ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม ชวนเพื่อนๆ Digital CEO#8 กว่า 20 คนมาสังสรรค์และรวมฉลองให้ ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็น ผอ.สำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ 1 ตค.นี้ งานนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์, ใจทิพย์ ยศกรณ์, กล้า ตั้งสุวรรณ, ณัฐพงศ โกวิทยานันท์, ไพโรจน์ เกียรติศิริขจร, ภัทริณี ภูมิวาร, ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์, ดร.วิชัย สีสุด ไม่พลาด..๐๐

๐๐ติดลมบนแล้วสำหรับแฟนคลับภาพยนตร์ไทยสุดหลอน “ธี่หยด 3” ยาจิตร์ ยุวบูรณ์  คุณแม่ของ ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ โปรดิวเซอร์คนเก่ง  ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมชมรอบปฐมฤกษ์ 1 ต.ค.นี้..๐๐

๐๐ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานบ.เคเอฟยู ผู้นำเข้าอาหาร เบเกอรี่และช็อกโกแลตแบรนด์ดังจากทั่วโลกอย่าง  See’s Candies ช็อกโกแลตพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา มาเปิด Pop-up Store แห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 โซน Central Court  ..๐๐

คุณแหน

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต ลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุก แหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต  ลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุก แหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต ลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุก แหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

หลายคนเข้าใจว่าถ้าเรา “ไม่ติดเค็ม” ก็คงไม่เสี่ยง “โรคไต” แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ทำร้ายไตเราอย่าง “โซเดียม” กลับซ่อนอยู่ในอาหารไม่เค็มหลายอย่าง ทั้งในขนมปังหรือกุนเชียงที่แทบไม่มีรสเค็ม หรือแม้แต่ชานมไข่มุกและเยลลี่ โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่การศึกษาพบว่าคนไทยส่วนใหญ่กลับกินโซเดียมมากถึง 3,600–3,700 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกินเกือบเท่าตัว สะท้อนถึงความไม่รู้ในเรื่องโซเดียมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร ทำให้หลายคนเป็นโรคไตไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่โรคไตเข้าสู่ระยะรุนแรงจนสายเกินแก้

พญ. ฉมานันท์ สัจจานนท์ อายุรแพทย์โรคไต ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต เผยข้อมูลอันตรายของโรคไต และแหล่งที่มาของโซเดียมที่เราไม่เคยรู้ พร้อมเทคนิคง่ายๆ ในการลดโซเดียมเพื่อปกป้องไตของเราให้แข็งแรง

โรคไตคืออะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตหรือยัง

ไต เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสีย ช่วยควบคุมระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะที่เรียกว่า ‘โรคไต’ จึงหมายถึงการที่ไตทำงานผิดปกติ ซึ่งแบ่งการวินิจฉัยออกเป็น 2 แบบ คือ การตรวจพบความผิดปกติของไต เช่น มีนิ่วหรือถุงน้ำในไต สภาพไตผิดปกติจากการอัลตราซาวนด์โปรตีนรั่วในไต เม็ดเลือดแดงและขาวรั่วออกมาจากปัสสาวะ เป็นต้น ส่วนอีกแบบคือเมื่อตรวจพบว่าอัตราการการกรองของเสียของไต (eGFR) ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ซึ่งค่านี้อาจจะลดลงเมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไปจนเลือดเสียสมดุล ทำให้เรากระหายน้ำและดื่มน้ำมากขึ้น พอน้ำและโซเดียมไปสะสมในเลือดมากจะทำให้ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ไตทำงานหนักจนหน่วยกรองไต (glomerulus) ถูกยืดและเสื่อมลง ทำให้ค่า eGFR ลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทบสุขภาพ

รู้จักโรคไตทั้ง 5 ระยะ อย่าปล่อยให้ลุกลามจนเป็นอันตราย

โรคไตที่วัดจากค่า eGFR แบ่งออกเป็น 5 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะมีค่า eGFR เกิน 90 ระยะที่ 2 จะมีค่า eGFR อยู่ในช่วง 60–90 ซึ่งยังไม่นับว่าเป็นโรคไตเสื่อม เป็นการบ่งบอกว่าไตเริ่มทำงานผิดปกติ แต่มักไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจน ทว่าเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งค่า eGFR จะลดลงต่ำกว่า 60 อาจจะเริ่มเกิดอาการผิดปกติ เช่น ตัวบวม ปัสสาวะเริ่มมีฟอง หรือปวดศีรษะรุนแรง จากความดันโลหิตสูง หากปล่อยให้ลุกลามจนถึงระยะที่ 4–5 ที่มีค่า eGFR ต่ำกว่า 30 อาจทำให้ไตเสียหายถาวร โดยผู้ป่วยอาจปัสสาวะออกน้อยลง ตัวบวมเรื้อรัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีอาการสับสนหรือซึม ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาอาจมีน้ำท่วมปอด หรือความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจวายหรือเส้นเลือดสมองแตกได้

สายกินต้องรู้ มัดรวมอาหารไม่เค็มแต่ ‘โซเดียม’ สูง

หลายคนเข้าใจอาหารที่มีโซเดียมต้องมีรสเค็ม แต่โซเดียมเป็นเพียงส่วนประกอบในเกลือหรือเครื่องปรุงรสที่เรียกว่าโซเดียมคลอไรด์ หากโซเดียมไปรวมกับสารอื่น ๆ อาจไม่ทำให้เกิดรสเค็ม แต่ก็ยังมีผลเสียต่อร่างกายเหมือนเดิม โดยตัวอย่างของอาหารที่มีโซเดียมแต่อาจไม่มีรสเค็ม ได้แก่ ขนมปังและเบเกอรี่ที่ใส่ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอกหรือกุนเชียงที่ใช้โซเดียมไนไตรท์เพื่อถนอมอาหาร หรือของหวานพวกชานมไข่มุกและเยลลี่ที่มีสารทำให้เหนียวหนึบอย่างโซเดียมอัลจิเนต และสุดท้ายคืออาหารกระป๋องและน้ำผลไม้กล่องที่มีโซเดียมเบนโซเอตเป็นสารกันบูด เป็นต้น

มีโรคประจำตัว-เด็ก-ผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวัง

กลุ่มเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต โดยเฉพาะโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำในไตหรือนิ่วในไต ส่วนอีกกลุ่มคือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพราะหากควบคุมโรคไม่ได้ ไตต้องกรองน้ำตาลหรือรับแรงดันสูงเกินไปจนเสื่อมเร็วขึ้น “ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่กินขนมขบเคี้ยวหรือฟาสต์ฟู้ดบ่อย ๆ ก็มักได้รับโซเดียมเกินจำเป็น คือมากกว่า 1,000 มก. สำหรับเด็ก และ 1,500 มก. สำหรับวัยรุ่น แม้ร่างกายเด็กจะฟื้นตัวได้ดีกว่า แต่การสะสมโซเดียมตั้งแต่อายุยังน้อยก็เป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมในระยะยาว ส่วนอีกกลุ่มที่ต้องระวังคือผู้สูงอายุ เพราะร่างกายซ่อมแซมได้ช้าลงและมักมีโรคร่วมหลายอย่าง จึงต้องควบคุมการกินให้ดีกว่าเดิม” พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ อธิบาย

ปัสสาวะผิดปกติ-กดร่างกายแล้วมีรอยบุ๋ม สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนของโรคไตที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ปัสสาวะมีฟองมากขึ้น ตื่นมาปัสสาวะบ่อยกลางดึก ปัสสาวะออกน้อยลงหรือมีสีผิดปกติ เช่น สีน้ำตาลเข้มคล้ายน้ำปลาและน้ำอัดลม นอกจากนี้ หากมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่เมื่อกดบริเวณหน้าแข้งหรือหลังเท้าไว้ 3–5 วินาทีแล้วเกิดรอยบุ๋มไม่คืนรูป รวมถึงอาการบวมรอบดวงตาหรือใบหน้า ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจมีโซเดียมหรือน้ำส่วนเกินสะสมมากเกินไป จึงควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

ฟอกไต ปลูกถ่ายไต ไม่ใช่ทางเลือกแรก ตรวจพบโรคไตตั้งแต่ระยะแรกยังรักษาได้

โรคไตจะรักษาตามสาเหตุและระยะของโรค หากตรวจพบค่า eGFR ผิดปกติไม่เกินระยะที่ 3 และไม่ได้ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ยังสามารถรักษาตามอาการและควบคุมโรค เช่น คุมความดันโลหิตและเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมถึงการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเพื่อลดภาระการทำงานของไต แต่ถ้าพบค่า eGFR เข้าสู่ระยะที่ 4-5 อาจต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทน เช่น การฟอกไต ซึ่งมีทั้งการฟอกทางเลือดและการล้างไตทางช่องท้อง และในบางรายอาจต้องปลูกถ่ายไตเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุด

“หลายคนเป็นโรคไตเพราะไม่รู้ว่าอาหารที่กินอยู่ทุกวันมีโซเดียมมากกว่าที่คิด ดังนั้นอยากให้เริ่มลดโซเดียมวิธีง่าย ๆ ด้วยการไม่เติมเครื่องปรุงเพิ่ม ไม่ซดน้ำซุปจนหมด เน้นกินอาหารสดแทนข้าวกล่องหรืออาหารแปรรูป และดื่มน้ำระหว่างวันให้เพียงพอเพื่อช่วยขับโซเดียม ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะถ้าพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังมีโอกาสรักษาไตให้กลับมาแข็งแรงได้เสมอ” พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

เดอะไนน์ ติวานนท์ หนุนเยาวชนแสดงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม รีไซเคิลขวดน้ำ PETไร้ค่า สู่ของใช้รักษ์โลก

เดอะไนน์ ติวานนท์ หนุนเยาวชนแสดงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม  รีไซเคิลขวดน้ำ PETไร้ค่า สู่ของใช้รักษ์โลก

เดอะไนน์ ติวานนท์ หนุนเยาวชนแสดงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม รีไซเคิลขวดน้ำ PETไร้ค่า สู่ของใช้รักษ์โลก

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัญหาขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง กลายเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมระดับโลก ข้อมูลสถิติชี้ว่า มนุษย์สร้างขยะเฉลี่ยถึง 1.14 กิโลกรัมต่อวัน โดยส่วนหนึ่งเป็นขยะจากบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการย่อยสลาย หากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ขยะเหล่านี้ไม่เพียงสร้างมลพิษต่อดิน น้ำ และอากาศ แต่ยังสะสมและสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก

เอ็ม บี เค ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา และเชื่อว่าการแก้ไขสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จาก ตัวเราเอง จึงมุ่งมั่งขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลาย อาทิ “ข.ขวดรักษ์โลก” และ “แยกขวดช่วยน้อง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคัดแยกขวดพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง และส่งต่อสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยัง สร้างคุณค่าใหม่ ให้กลับคืนสู่โรงเรียนและชุมชน สร้างทั้งประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ล่าสุด ในงานตลาดนัดวัยเรียน ปีที่ 4 ภายใต้โครงการ MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน ที่เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์ การค้าในเครือ เอ็ม บี เค ไม่เพียงเป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ สร้างรายได้เสริม และเรียนรู้โลกการค้าขายจริง แต่ยังเป็นเวทีเปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพด้านสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ หนึ่งในไฮไลต์ที่เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงาน ตลาดนัดวัยเรียน ปี 4 คือการนำเสนอผลงาน “ถังรักษ์โลก ฝาสร้างค่า ปลูกจิตอาสา พัฒนายั่งยืน” ผลงานสร้างสรรค์จากนักเรียนและครูโรงเรียนชุม ชนวัดบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเข้าร่วมโครงการ “แยกขวดช่วยน้อง” ภายใต้การสนับสนุนของ เอ็ม บี เค สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงได้อย่างโดดเด่น โดยบูรณาการการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสู่การปฏิบัติจริง มีการเก็บรวบรวมฝาขวดพลาสติกกว่า 2,500 ฝา ภายใน 1 ภาคเรียน คิดเป็นน้ำหนักฝาพลาสติกประมาณ 5 กิโลกรัม โดยฝาขวดเหล่านี้ถูกเปลี่ยนโฉมเป็น “ถังรักษ์โลก” ดีไซน์สวยงาม ใช้งานได้จริงในโรงเรียน และทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงปฏิบัติให้นักเรียนได้เห็นวงจรชีวิตของวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะ ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมพัฒนาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม สร้างจิตอาสาให้กับนักเรียน ครูในโรงเรียนและชุมชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ณัฐธิดา ศรีมงคุณ ครูโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า “เราเห็นเด็ก ๆ ทิ้งฝาขวดจำนวนมาก จึงนำความรู้จากโครงการแยกขวดช่วยน้อง มาต่อยอดคิดประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุรีไซเคิล จนกลายเป็นถังรักษ์โลกจากฝาขวด เพื่อให้เด็กๆ ตระหนักถึงผลกระทบและเห็นว่าพวกเขามีส่วนช่วยลดขยะในโรงเรียนได้จริง ที่ผ่านมานักเรียนสนุกกับโครงการฝาแลกยิ้มมาก และเกิดความเข้าใจว่าฝาขวดสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อยากฝากถึงทุกโรงเรียนว่าขยะมีค่าเสมอ หากเรานำมารีไซเคิลให้ถูกวิธีค่ะ”

และอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คือ ฐานรีไซเคิลเวิร์กชอป วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ ที่นำถุงผ้ารักษ์โลกมาให้เด็กๆ ร่วมระบายสี พร้อมเรียนรู้ว่าถุงผ้าเหล่านี้ทำจากขวดน้ำพลาสติกใส (PET) ผ่านการอัปไซเคิลในโรงงานแปรรูป ถักทอผสมเส้น ใยสังเคราะห์จนกลายเป็นผืนผ้า ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ  ผ้าไตรจีวร  ผ้าห่ม  เสื้อโปโล และชุด PPE  ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน  

ปารณีย์ แก้วเกิดสี จิตอาสาวัดจากแดง กล่าวเสริมว่า“กิจกรรมเวิร์คชอปวันนี้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าหากมีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ขยะเหล่านั้นสามารถนำกลับมาให้เกิดประโยชน์ได้อีก โดยถุงผ้า 1 ใบสามารถลดขยะจากขวดน้ำ 4 ขวด หรือผ้าห่ม 1 ผืน ผลิตจากขวดน้ำ 11 ขวด เทียบเท่าการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือการปลูกต้นไม้ 0.1 ต้น “เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน มาช่วยกันปลูกฝังเด็กๆ ทำให้เห็นว่าการคัดแยกขยะสามารถเริ่มได้ที่ตัวเราเองค่ะ ” 

ความร่วมมือระหว่าง เอ็ม บี เค  เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ โรงเรียนและชุมชน ในงานนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นศักยภาพของการรีไซเคิล แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนตระหนักว่า ขยะทุกชิ้นสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าได้ หากเรามองเห็นโอกาสและลงมือทำ เป้าหมาย “ขยะเป็นศูนย์” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการเดินทางที่เริ่มต้นได้จากเราทุกคน  และจากมือเล็ก ๆ ของเด็กในวันนี้ อาจกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืนในวันข้างหน้า

ณัฐธิดา ศรีมงคุณ ครูโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี

ณัฐธิดา ศรีมงคุณ ครูโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี

ปารณีย์ แก้วเกิดสี จิตอาสาวัดจากแดง

ปารณีย์ แก้วเกิดสี จิตอาสาวัดจากแดง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2025  ระดมความคิด ’วิกฤตโลก ทางออกไทย’  เสนอทางออก ‘ยั่งยืน’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2025  ระดมความคิด ’วิกฤตโลก ทางออกไทย’  เสนอทางออก ‘ยั่งยืน’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2025  ระดมความคิด ’วิกฤตโลก ทางออกไทย’  เสนอทางออก ‘ยั่งยืน’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเวทีเสวนาแห่งปี MFLF Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด“วิกฤตโลกทางออกไทย” (Global Challenges, Local Solutions at Scale) โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรีวีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็น ทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในการก้าวข้ามวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลก ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน

ในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกและไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง การค้า และกฎระเบียบสากลที่เข้มขึ้น ขณะเดียวกันวิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไฟป่ากว่า 42 ล้านไร่ทั่วโลก กดดันเศรษฐกิจฐานรากของไทย แม้ป่าไม้ในประเทศลดลงช้ากว่าหลายภูมิภาค แต่หากไม่มีมาตรการเชิงรุกจะปรับตัวไม่ทัน รายงาน IPCC ชี้ว่าการดำเนินงานด้านการเงินและการเชื่อมโยงชุมชนยังไม่พอ เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ดร. พิรุณ ยกมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงให้เห็นเป็นกรณีศึกษาว่า การอนุรักษ์ต้องควบคู่การใช้ประโยชน์และแบ่งปันผลลัพธ์อย่างเป็นธรรม ด้านการค้า มาตรการ CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรปจะกระทบสินค้าส่งออกและรายได้ของประเทศ ส่วนตลาดคาร์บอนในไทยยังอ่อน จำเป็นต้องเชื่อมโยง T-VER กับภาคบังคับ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป้าหมายสำคัญคือสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ออกกฎหมายและกองทุนภูมิอากาศเชื่อมตลาดคาร์บอนกับภาคบังคับ และกระจายประโยชน์สู่ประชาชน เพื่อให้ไทยก้าวสู่ net zero ปี 2050 ได้อย่างมั่นคง

หม่อมหลวงดิศปนัดดาดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึง บทบาทสำคัญของชุมชนและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนในวันนี้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ถึง 4 เท่า สะท้อนผลลัพธ์จากการทำงานหนักและความร่วมมือของชุมชน พร้อมเน้นว่าการอนุรักษ์และการป้องกันจะเกิดผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน

โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการขับเคลื่อนต่อไปว่า BAU (Business As Usual) ไม่เพียงพอ การทำงานต่อไปต้องลงลึกกว่าการทำงานแบบเดิม และไม่มองเพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องครอบคลุมถึงความผาสุกโดยรวม รวมถึงเรื่อง well-being ซึ่งมีธรรมชาติอยู่ในนั้นด้วย

นอกจากนี้ ควรคว้าโอกาสจากปัญหา เราพร้อมหรือยังที่จะลงทุนด้าน nature credits เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องพิ สูจน์ด้วยผลลัพธ์จริง อย่างโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนแสดงให้เห็นแล้วว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกฝ่ายให้ความสำคัญและร่วมมือกัน รวมถึงต้องมองระยะยาวแบบข้ามรุ่น เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เพียง 10–15 ปี แต่ต้องมองไปถึงรุ่นถัดไปที่อาจได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจและความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และต้องหากฎเกณฑ์ใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และป้องกันไม่ให้ธุรกิจเข้าไปครอบงำการพัฒ นาที่ควรเป็นของชุมชน โดยภาคการเกษตรคือหัวใจ หากเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรจะสามารถสร้างและกระจายรายได้ในวงกว้าง เนื่องจาก supply chain ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศเรา และที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึง cost of action และ cost of inaction ว่าการลงมือหรือการเพิกเฉยจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร

จากนั้นเป็นการเสวนาหลัก 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่1 “วิกฤตโลกทางออกไทย” มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนคือ ปิยะชาติอิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ดร.กรินทร์บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และ ดร.สุภัชญาเตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยสะท้อนภาพรวมของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนหลายคนมองว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนขัดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เนื้อหาในการพูดคุยชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนและการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเดินไปด้วยกันได้ หากเกิดการ “รีบาลานซ์” ระหว่างผลกำไรกับผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและมองโอกาสจากการลงทุนสีเขียวเพื่อสร้าง S curve ใหม่ ลดต้นทุนของการไม่ทำ และใช้กลไก Public Private Partnership (PPP) กับระบบนิเวศที่เอื้อให้ภาคธุรกิจและชุมชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังเน้นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรควรเริ่มจากการกระจายอำนาจสู่ชุมชน คิดเชิงป้องกันมากกว่ารอแก้ไข และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติกว้าง ทั้งหมดนี้ คือแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ช่วงที่2 “กุญแจสู่การอยู่รอดของคนและธรรมชาติ” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ณกรณ์ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ทวิโรจน์ทรงกำพล ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) นิรันดร์นิรันดร์นุต Country Project Manager, UNDP BIOFIN และ สมิทธิหาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้เสวนาย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคป่าไม้ต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ รวมถึงความจำเป็นของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนในฐานะตัวเชื่อมมนุษย์ คาร์บอน และสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งรักษาและขยายพื้นที่สีเขียวที่ไม่ใช่เพียงเป็นป่าไม้ แต่เป็นพื้นที่เขียวที่มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าชุมชนที่สอดคล้องกับ SDGs และเป้าหมาย Net Zero

ในขณะเดียวกัน การลงทุนนวัตกรรมทางการเงิน เช่น blended finance และการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน จะเปิดโอกาสสร้างผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งลดก๊าซเรือนกระจก รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และยกระดับชีวิตชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจผนวกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลยุทธ์สร้างมูลค่า โครงการป่าชุมชนจึงถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานสูงและการมีส่วนร่วมของชุมชน และยังเป็นสะพานไปสู่นวัตกรรมการเงินใหม่ๆ เช่น biodiversity credit และ nature credit ที่กระจายโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ชนบท ทำให้การลงทุนด้านความยั่งยืนกลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และกุญแจสู่การอยู่รอดของทั้งคนและธรรมชาติก็คือการรักษา และเพิ่มปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพที่โลกกำลังสูญเสียไปอย่างมากให้กลับคืนมาเพื่อความอยู่รอดของคนรุ่นต่อๆ ไป เพราะถ้าคนไม่รอด ป่าไม่รอด ธุรกิจก็ไม่รอด

ช่วงที่ 3 “เสวนาพิเศษ” โดยมี วิชัยเป็งเรือน ผู้ใหญ่บ้านต้นผึ้งและประธานเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ คุณทอน ใจดี ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดพะเยา และตัวแทนภาคธุรกิจ ไพบูล ตันกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หุ้นส่วนและกรรมการบริษัท PwC Thailand ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของชุมชนที่ร่วมโครงการป่าชุมชน โดยย้ำว่าการดูแลป่าอย่างเป็นระบบช่วยให้คนกับธรรมชาติเกื้อกูลกันในทุกมิติ ชุมชนทั้งที่แม่โป่งและบ้านปี้มีคณะกรรมการและชาวบ้านทุกช่วงวัยร่วมกันวางกฎระเบียบ ใช้ประโยชน์และดูแลป่าอย่างยั่งยืน จัดการแหล่งน้ำและเชื้อเพลิง ลดไฟป่า และต่อยอดเป็นอาชีพเสริม เช่น ทำจานใบไม้ ไม้กวาด น้ำผึ้ง และการท่องเที่ยวชุมชนจนเกิดกองทุนและเครือข่ายปลอดการเผา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่เป็นแหล่งศึกษาและถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชนอื่นด้านภาคเอกชนมองว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและการลงทุนด้านความยั่งยืน  จึงเข้ามาสนับสนุนและให้คำปรึกษาด้านการตรวจติดตามการเงิน เพื่อเสริมสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่สะท้อนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

อีกวาระสำคัญภายในงาน คือพิธีส่งมอบคาร์บอนเครดิตจำนวน43,123ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า(tCOe) ซึ่งถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มากที่สุดที่เคยมีการส่งมอบในประเทศไทย จากโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ: การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุม 12 โครงการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา โดยส่งมอบให้แก่ 7 องค์กรเอกชน ความสำเร็จนี้อาศัยความร่วมมือจาก 14 หน่วยงานและเครือข่ายป่าชุมชน และตั้งอยู่บนรากฐาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่มูลนิธิฯ สานต่อร่วมกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนกว่า 30 ราย ฟื้นฟูป่าชุมชนแล้วกว่า 250,000 ไร่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมพร้อมส่งเสริมศักยภาพชุมชนในการรักษาป่าและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ตลอดจนการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

การจัดงานMFLFSustainabilityForum2025ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งปีในการระดมความคิดและความร่วมมือ ร่วมหาทางออกด้านความยั่งยืน แต่ยังสะท้อนพันธกิจระยะยาวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯที่จะยืนหยัดเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน โดยมีทั้งเวทีนี้และกิจกรรมอื่นๆเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ “ความยั่งยืน” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจริงในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล 

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล 

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ ครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ ครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ ครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568 ”  โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร  นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล รองอธิบดีกรมศิลปากร นางเสริมกิจ ชัยมงคล รองอธิบดีกรมศิลปากร นางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายนิติกร กรัยวิเชียร  ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะผู้จัดงานเฝ้ารับเสด็จฯ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เขตพระนคร

เนื่องในโอกาส 100 ปี วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร วันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2568 มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ร่วมกับกรมศิลปากร ได้จัดทำโครงการ “เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยดำเนินการผ่านสื่อ และกิจกรรม ๓ ด้าน ได้แก่ การจัดทำหนังสือ การจัดทำสารคดี และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ที่ได้รวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตร ตลอด 20 ปีแห่งพระชนม์ชีพ แม้ว่าจะเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทว่าทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะองค์ประมุขของประเทศเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของบริบทสังคมไทยที่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข พระองค์ทรงนำพาประเทศก้าวผ่านความท้าทายและปัญหาที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ระหว่างประเทศภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมใจของปวงชนชาวไทยทั้งชาติอย่างแท้จริง

การจัดโครงการดังกล่าว ยังมุ่งเน้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้ทราบถึงพระเกียรติคุณ พระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจสำคัญ ในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของปวงชนชาวไทย สมดังพระนาม “อานันทมหิดล” อันมีความหมายว่า “ผู้ทรงเป็นที่รักแห่งแผ่นดิน” โดยกรมศิลปากร ได้เอื้อเฟื้อข้อมูลและพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาได้ยาก ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการสืบค้นเอกสาร และสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติและหอสมุดแห่งชาติที่ล้วนมีคุณค่าอย่างยิ่งในการทำให้การดำเนินโครงการสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามา  ธิบดินทร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี 20 กันยายน 2568”  ได้จัดแสดงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ เอกสารหลักฐานต้นฉบับ สื่อสิ่งพิมพ์ และศิลปวัตถุ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในรัชสมัย เพื่อน้อมถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร  รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย  ผู้ทรงเป็นดุจแสงสว่างและความหวังของคนไทยทั้งชาติ

นิทรรศการนี้เสมือนการเดินทางกลับไปสู่ช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งแม้จะทรงครองสิริราชสมบัติเป็นเวลาเพียง ๑๒ ปี แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้นยังคงปรากฎอยู่บนผืนแผ่นดินไทยตราบจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งการนำเสนอเนื้อหา ออกเป็น ๘ ช่วงระยะเวลา ตลอดพระชนม์ชีพ ได้แก่  1. หม่อมเจ้าอานันทมหิดล  2. “เจ้านายเล็ก ๆ” ในวังสระปทุม 3. สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง 4. ทรงราชย์เพื่อแผ่นดิน 5. นิวัตเป็นมิ่งขวัญพระนคร พ.ศ. 2481 6. ยุวกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย 7. ราชาเป็นสง่าแห่งแว่นแคว้น  และ 8. ธำรงไว้ในดวงใจแห่งแผ่นดิน

นิทรรศการฯ เปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันนี้  – วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 022241408,022241333 หรือ Facebook: National Museum Bangkok

อาหารคลีนก็ทำให้อ้วนได้ กับดักสุขภาพที่รบกวนฮอร์โมนโดยไม่รู้ตัว

อาหารคลีนก็ทำให้อ้วนได้ กับดักสุขภาพที่รบกวนฮอร์โมนโดยไม่รู้ตัว

อาหารคลีนก็ทำให้อ้วนได้ กับดักสุขภาพที่รบกวนฮอร์โมนโดยไม่รู้ตัว

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กินคลีนแล้วทำไมยังอ้วน? คำถามยอดฮิตที่ยังไม่มีคำตอบสำหรับใครหลายคน ในยุคที่ผู้คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การหันมากินอาหารคลีนกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนกลับตั้งคำถามว่า “ทั้งที่กินคลีน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ทำไมน้ำหนักถึงไม่ลดลง หรือบางรายกลับน้ำหนักเพิ่มขึ้น?” คำถามนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความไม่เข้าใจในเรื่องโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงความซับซ้อนของระบบเผาผลาญในร่างกายที่ยังถูกมองข้ามอีกด้วย

เทรนด์สุขภาพมาแรง แต่โรคอ้วนยังคงพุ่งไม่หยุด แม้พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยจะเริ่มเปลี่ยนไป โดยหันมากินอาหารคลีน คุมแคลอรี หรือการเลือกวัตถุดิบไขมันต่ำ โปรตีนสูง แต่ข้อมูลทางสถิติกลับแสดงให้เห็นแนวโน้มที่สวนทาง โดยอัตราการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) กลับยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือความย้อนแย้งที่สะท้อนว่าพฤติกรรมสุขภาพแบบ “ดูดีภายนอก” อาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เข้าใจกลไกภายในอย่างลึกซึ้ง การลดน้ำหนักไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานเข้า-ออก แต่คือ “สมดุลของฮอร์โมน”

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ W9 Wellness Center

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ W9 Wellness Center ให้ข้อมูลว่า การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่การคำนวณพลังงานที่รับเข้าและพลังงานที่ใช้ออกไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “สมดุลของฮอร์โมน” หลายชนิดในร่างกาย เช่น อินซูลิน คอร์ติซอล เอสโตรเจน หรือเลปติน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเผาผลาญ ความหิว ความอิ่ม และการเก็บสะสมไขมัน โดยเฉพาะผู้ที่เคยลดน้ำหนักหลายครั้ง ระบบฮอร์โมนมักถูกปรับเปลี่ยนจนทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปยากยิ่งขึ้น

กับดักของอาหารคลีน เมื่อของดีอาจไม่ดีอย่างที่คิด โดยอาหารคลีนในยุคนี้มักมาในรูปแบบอาหารสำเร็จรูป อาหารกล่องแช่แข็ง หรือของว่างสุขภาพอย่างกราโนล่าบาร์ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ หลายชนิดมีการเติมสารให้ความหวานทดแทน หรือสารปรุงแต่งรสเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น แม้มีพลังงานต่ำ แต่สารเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสมดุลฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนอินซูลิน และสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อระบบเผาผลาญ อีกทั้งบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิต อาจพบสารปนเปื้อนได้ เช่น สาร BPA, Phthalates ที่พบในพลาสติก ซึ่งเป็นสารรบกวนฮอร์โมน (Endocrine disruptor) ทำให้การทำงานของฮอร์โมนเพศและไทรอยด์ผิดปกติ ทั้งยังเป็นสารก่อโรคอ้วน (Obesogens) โดยตรง มีงานวิจัยเชื่อมโยงกับโรคอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนอินซูลินและเลปติน ทำให้การควบคุมความหิว-อิ่มผิดปกติ ส่วนไมโครพลาสติก เริ่มพบในอาหารที่ผ่านกระบวนการบรรจุและเก็บนาน งานวิจัยใหม่ชี้ว่าอาจกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและมีผลต่อระบบเผาผลาญ

การเลือกบริโภคเวย์โปรตีนเป็นหลักแทนแหล่งโปรตีนจากอาหารหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว หรือปลา อาจสะดวกและดูเป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีสำหรับหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหรือควบคุมน้ำหนัก แต่การพึ่งเวย์โปรตีนเป็นหลักแทนโปรตีนจากอาหารปกติ ก็มีข้อเสียและสร้างความเสี่ยงหลายประการที่ควรระวัง เช่น เวย์โปรตีนเป็นอาหารแปรรูปที่อาจมีสารเติมแต่งอย่างสารให้ความหวานเทียม สารแต่งกลิ่น หรือสารกันบูด ซึ่งอาจไปรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารไม่สมดุล เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือการดูดซึมสารอาหารลดลง และแม้ว่าเวย์โปรตีนจะไม่มีน้ำตาล แต่มีงานวิจัยพบว่าเวย์โปรตีนสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้มากพอๆ กับคาร์โบไฮเดรตบางชนิด ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) นอกจากนั้น เวย์โปรตีนบางชนิดอาจมีสารกระตุ้นที่แฝงอยู่ เช่น สารเร่งดูดซึม หรือฮอร์โมนจากกระบวนการผลิตในนมวัว ซึ่งอาจไปรบกวนฮอร์โมนเพศชายหรือหญิงได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความผิดปกติของระบบฮอร์โมนอยู่เดิม เมื่อรู้สึกว่าเวย์โปรตีนสะดวก รวดเร็ว หลายคนจึงเริ่มละเลยการเตรียมอาหาร และลดการกินผัก ผลไม้ หรือโปรตีนจากธรรมชาติ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

ฮอร์โมน คือปัจจัยสำคัญที่ควบคุมทั้งความหิว ความอิ่ม และการสะสมไขมัน หากสมดุลถูกรบกวน แม้กินน้อยหรือเลือกทานอาหารคลีนก็ยังไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดที่ผลิตจากต่อมหมวกไต ทำหน้าที่หลักในการตอบสนองต่อความเครียด ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และยังควบคุมวงจรการตื่น-หลับของร่างกาย โดยจะหลั่งมากที่สุดในตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายตื่นตัวและลดลงในตอนกลางคืน เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การนอนหลับ หากคอร์ติซอลสูงเรื้อรัง จะเพิ่ม ความอยากอาหาร โดยเฉพาะอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งผลต่ออินซูลิน ทำให้ดื้อต่ออินซูลิน และเพิ่มการสะสมไขมันในช่องท้อง (viceral fat)

“การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องของการนับแคลอรีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลฮอร์โมนด้วย ขณะเดียวกันการเลือกแต่อาหารคลีน ขณะที่ฮอร์โมนกลับถูกรบกวน ก็อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่ลง ซึ่งปัจจุบันเราพบเคสดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น” นพ.พิจักษณ์ กล่าว

W9 Wellness Center แนะนำให้ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพเลิกมองเพียงแค่ “ปริมาณหรือแคลอรี” ของอาหาร แต่หันมาทำความเข้าใจผลของอาหารที่มีต่อฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ “ปัญหาน้ำหนักเกิน” ไม่ได้มาจากแค่แคลอรี่ แต่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่ไม่สมดุล ด้วยวิธีเลี่ยงกับดักอาหารคลีน โดยเลือกอาหารที่บรรจุในกล่องแก้ว แทนภาชนะพลาสติก หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในกล่องพลาสติก โดยเฉพาะในไมโครเวฟ เพราะความร้อนเพิ่มการปล่อยสารเคมี ทานอาหารให้หลากหลาย สมดุลสารอาหารให้ดี ไม่กินอาหารซ้ำ เช่น บางคนกินแต่อกไก่กับผักลวก เป็นหลัก แต่ขาดไขมันดีและคาร์บเชิงซ้อน จะทำให้ระบบเผาผลาญช้าลงและอ่อนเพลียได้ เลือกอาหารคลีนที่สดใหม่ ไม่เก็บนาน ไม่แช่แข็ง หากทำอาหารคลีนทานเองได้จะสามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ได้ดีที่สุด

แนวทางที่ยั่งยืนคือ เลือกรับประทานอาหารจากพืชที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุดเป็นหลัก (Whole food Plant-based diet) ลดอาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพความพร้อมของร่างกาย ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ และบริหารจัดการความเครียด การตรวจสุขภาพฮอร์โมนและเมตาบอลิซึมเชิงลึกอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเคสที่ร่างกายเสียสมดุล เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนโภชนาการ การเสริมวิตามิน–โภชนเภสัช เพื่อปรับสมดุลและการดูแลสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โปรแกรม “Personalized Weight & Hormone Balance” ของ W9 Wellness Center ถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้ที่แม้จะ “กินคลีน” แต่ยังลดน้ำหนักไม่ได้ สามารถกลับมาฟื้นสมดุลร่างกายและจัดการปัญหาได้ตรงจุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายตรวจสุขภาพเชิงลึกได้ที่ W9 Wellness Center ทั้ง 2 สาขา สาขารพ.พระรามเก้า และ สาขาเพลินจิตเซ็นเตอร์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ซึ่งปัญหาปัญหาสุขภาพและโรคที่พบบ่อยในวัยเกษียณ ได้แก่

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจขาดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคกระดูกพรุน
  • ภาวะสมองเสื่อม  โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
  • ปัญหาทางสายตาและการได้ยิน เช่น ต้อกระจกและหูเสื่อม
  • การหกล้มและบาดเจ็บ เนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและทรงตัวไม่ดี

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว และจำเป็นต้องใส่ใจดูแลสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน การดูแลตัวเองแบบองค์รวมแบบง่ายๆ จึงสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในวัยเกษียณ ตั้งแต่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นผัก ผลไม้ และโปรตีน                                                                                                   การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น เดิน โยคะ หรือไทเก๊ก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  รักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรง หากิจกรรมที่ผ่อนคลาย และได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ติดตามผลการรักษาของโรคที่เป็นอยู่แล้ว และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นใหม่

ในการใช้ยาของผู้สูงอายุก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากปัจจัยทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การใช้ยาบางชนิดจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย หรือมีปฏิกิริยาระหว่างยาที่อันตรายกว่าในวัยหนุ่มสาว ยาบางชนิดที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุ เช่น

  • ยาต้านฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้บางชนิด เช่น Diphenhydramine Chlorpheniramine เนื่องจากยาเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วงซึม, เวียนหัว, ปากแห้ง, ตาพร่ามัว, ท้องผูก, และปัสสาวะลำบาก นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของการหกล้ม และทำให้การทำงานของสมองบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้อาการสมองเสื่อมแย่ลงได้
  • กลุ่มยานอนหลับ และยาคลายกังวล ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงซึม, มึนงง, สับสน, และเสียการทรงตัว เพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มและบาดเจ็บอย่างรุนแรง การใช้ในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะพึ่งพิงยา หรือติดกับการใช้ยา
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (หรือเรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac ยากลุ่มนี้ค่อนข้างน่ากลัว เนื่องจากการใช้ยาในกลุ่มนี้ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร, แผลในกระเพาะอาหาร, และผลกระทบต่อการทำงานของไต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคไตหรือมีภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการหัวใจล้มเหลวแย่ลงได้
  • ยาที่รักษาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่แล้ว ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังอยู่แล้ว เมื่อสงสัย หรือประสบปัญหาต้องปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือเภสัชกร

ขอย้ำในข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

  • ก่อนใช้ยาต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ โดยแจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงยาแผนโบราณและอาหารเสริม
  • ก่อนใช้ยาต้องตรวจสอบชื่อยา ขนาด และวิธีการใช้ให้ถูกต้อง อ่านฉลากยาอย่างละเอียดและสอบถามให้เข้าใจ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือเภสัชกร
  • ระวังยาที่อาจมีผลต่อการทรงตัว เนื่องจากยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวดบางชนิด และยาแก้แพ้บางชนิด  อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง และเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม
  • ไม่ควรซื้อยาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
  • จัดเก็บยาอย่างเหมาะสม เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บในที่ที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากยา

โดยสรุปแล้ว การใช้ยาในผู้สูงอายุจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยแพทย์และเภสัชกรจะประเมินจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สุขภาพโดยรวม, โรคประจำตัว, และการทำงานของตับและไต เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและมีขนาดการใช้ยาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และหากมีปัญหา หรือคำถามใดๆ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ศูนย์ข้อมูลยา หรือเขามาขอคำปรึกษาได้ที่โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โดยตรง ขอให้ท่านที่อยู่ในวัยเกษียณมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีชีวิตเกษียณที่สำราญ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เด็กเก่งวัฒนาวิทยาลัย ‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มีรางวัลโลกการันตีต่อเนื่อง

เด็กเก่งวัฒนาวิทยาลัย ‘Wattana Girls’ Chorus’  สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มีรางวัลโลกการันตีต่อเนื่อง

เด็กเก่งวัฒนาวิทยาลัย ‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มีรางวัลโลกการันตีต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง สำหรับคณะนักร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ที่ได้รับเชิญไปร่วมพิธีเปิด–ปิด และการแสดง Friendship Concert ในงาน Panda’s Singing Chengdu (International) Children’s Chorus Week 2025 ระหว่างวันที่ 7–12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน พร้อมทั้งขึ้นเวทีพิเศษ “Voice of Friendship” Forest Concert ที่เมืองเผิงโจว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยน้องๆ ขับร้องเพลงไทย สวัสดี และ รำวงเมดเลย์ ถ่ายทอดความเป็นไทยและพลังเสียงกังวานใส สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมจากนานาประเทศ

สำหรับ Wattana Girls’ Chorus นั้นมีผลงานและรางวัลการันตีระดับโลกมาแล้วมากมาย ในปีนี้คณะนักร้องเพิ่งคว้ารางวัล 2 เหรียญทอง และรางวัล Special Prize จากการแข่งขันที่ประเทศสโลวาเกีย ในปี 2567 คว้ารางวัล 2 เหรียญทอง และ Champion of Category จากการแข่งขันที่ฮ่องกง และในปี 2566 ได้รับรางวัล 1 เหรียญเงินจากเวที World Choir Games ที่ประเทศเกาหลีใต้ และรางวัลล่าสุดที่ได้รับมาเมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กับ 3 รางวัลGold Award, Best Conducting Award และ Best Piano Accompaniment and Artistic Direction Award จากงาน 11th ASEAN International Choral Festival

ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ เป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักของน้องๆ ซึ่งหลายคนได้รับการปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยอนุบาล ทั้งเรื่องวินัยในการฝึกฝนตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ความสม่ำเสมอ ความอดทน การแบ่งเวลาเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงการฝึกภาษาอังกฤษที่ได้จากในห้องเรียน เพื่อให้จดจำเนื้อร้องได้อย่างแม่นยำ และการฝึกฝนทักษะต่างๆ ในด้านการร้องเพลง จนได้กลายมาเป็น Thai Soft Power ที่โชว์ศักยภาพของ Wattana Girls’ Chorus ในฐานะนักกีฬาทางวัฒนธรรมด้านเสียงเพลง นับเป็นการโชว์ศักยภาพของเยาวชนไทยที่สร้างความประทับใจและสะกดสายตาผู้ชมในเวทีโลก สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจส่งเสริมศักยภาพของบุตรหลาน ขณะนี้ทางโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ประจำปี 2569 แล้ว ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป