ททท. สร้างแกร่งเสน่ห์ไทยนำคณะทูต 6 ประเทศสัมผัสวิถีไทยราชบุรี Wellness Tourism ‘เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง’

ททท. สร้างแกร่งเสน่ห์ไทยนำคณะทูต 6 ประเทศสัมผัสวิถีไทยราชบุรี Wellness Tourism 'เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง'

ททท. สร้างแกร่งเสน่ห์ไทยนำคณะทูต 6 ประเทศสัมผัสวิถีไทยราชบุรี Wellness Tourism ‘เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.06 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. จัดโครงการ “เที่ยวไทยกับ Diplomat : 5 Must Do สุขทุกเส้นทาง” ภายใต้แนวคิด Cultural Diplomacy through Tourism Experience พาคณะทูตานุทูตจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ตุรกี มอลตา กัวเตมาลา และเกาหลีใต้ สัมผัสประสบการณ์วิถีไทย “ราชบุรี–Wellness Tourism” ระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568 (2 วัน 1 คืน)

โครงการดังกล่าวถือเป็นการนำเสนอ Soft Power เสน่ห์ไทย ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทั้ง สุขภาพดี วิถีชุมชน และศิลป์ไทย ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ Wellness Destination และสะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยในมิติทางการทูต ที่ช่วยสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีต่อประชาคมโลกอย่างยั่งยืน

กิจกรรมวันแรก (13 กันยายน 2568)

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการต้อนรับอันอบอุ่น โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมต้อนรับและมอบของที่ระลึก ให้กับคณะทูตทั้ง 6 ประเทศ ณ โรงแรม SO/ Bangkok ก่อนออกเดินทางสู่จังหวัดราชบุรี เมืองท่องเที่ยวที่มีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว

• ThaiZone Spa : เปิดประสบการณ์การผ่อนคลายด้วย สปาสมุนไพร และนวดแผนไทย ที่ได้รับรางวัล Wonder Thainess Wellness 2568 (Must Try)

• Willow Café and Restaurant: รับประทานอาหารกลางวันในบรรยากาศอบอุ่น ด้วยเมนูไทย–นานาชาติ ที่สร้างความประทับใจ (Must Taste)

• บ้านแก้วสมุนไพร : ทดลองทำยาดม ยาหม่อง และขนมจากสมุนไพรพื้นบ้าน เรียนรู้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย และวิถีชีวิตชุมชน (Must See / Must Try)

• Phapok Eco Resort : เข้าพักที่รีสอร์ทบูทีค 4 ดาวแห่งแรกในสวนผึ้ง ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เขากระโจม” มอบประสบการณ์พักผ่อนที่ไม่เหมือนใคร (Must Seek)

บรรยากาศวันแรก คณะทูตจาก 6 ประเทศ ต่างประทับใจกับการต้อนรับอันอบอุ่นของชุมชนราชบุรี ก่อนจะเข้าพักผ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประสบการณ์ใหม่ในวันถัดไป

 กิจกรรมวันที่สอง (14 กันยายน 2568)

การเดินทางวันที่สองมุ่งเน้นการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับสุขภาวะอย่างยั่งยืน

• ตลาดโอ๊ะป่อย : ตลาดเช้าริมธารของชาวกะเหรี่ยง ชื่อ “โอ๊ะป่อย” แปลว่า พักผ่อน เปิดโอกาสให้คณะทูตได้เดินชมตลาดริมน้ำ (Must See) ร่วมทำบุญตักบาตรพระล่องแพ (Must Seek) และจับจ่าย ลิ้มรสอาหาร–ขนมพื้นบ้านเพื่อสุขภาพ (Must Taste / Must Buy)

• ร้านโอ่งข้าวโอ่งน้ำ : รับประทานอาหารกลางวันเมนูดัง น้ำพริกโอ่งแตก รสชาติจัดจ้านคู่ผักสด และ ผัดคะน้าเต้าหู้ดำ วัตถุดิบพื้นถิ่นขึ้นชื่อของโพธาราม (Must Taste)

• ศูนย์การเรียนรู้โอ่งราชบุรี : เยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์โอ่งมังกร (Must See) พร้อมร่วมเวิร์กช็อป ปั้นโอ่งฮีลใจ ที่ช่วยฝึกสมาธิและเปิดประสบการณ์เชิงศิลปะ (Must Try)

เส้นทางท่องเที่ยวการทูต “ราชบุรี–Wellness Tourism” ไม่เพียงนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ แต่ยังตอกย้ำอัตลักษณ์ไทย ที่ผสมผสานอาหาร สุขภาพ วิถีชีวิต และงานหัตถศิลป์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ภายใต้แนวคิด 5 Must Do in Thailand คณะทูตทั้ง 6 ประเทศ ต่างประทับใจกับการต้อนรับของชุมชน และได้รับความทรงจำอันดีที่สะท้อนถึงพลัง Soft Power เสน่ห์ไทย ซึ่งจะเป็นสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

#AmazingThailand

#5MustDoThailand

#RatchaburiWellnessTourism

#SoftPowerThailand

#Ratchaburi

‘ซีพี’ มอบเครื่องช่วยหายใจ – รถพยาบาลอัจฉริยะ เสริมศักยภาพการแพทย์ชายแดน รวมกว่า 50 ล้านบาท”

‘ซีพี’ มอบเครื่องช่วยหายใจ - รถพยาบาลอัจฉริยะ เสริมศักยภาพการแพทย์ชายแดน รวมกว่า 50 ล้านบาท”

‘ซีพี’ มอบเครื่องช่วยหายใจ – รถพยาบาลอัจฉริยะ เสริมศักยภาพการแพทย์ชายแดน รวมกว่า 50 ล้านบาท”

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ตอกย้ำบทบาทองค์กรเอกชนที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยทุกครั้งที่เผชิญวิกฤต ล่าสุดได้ส่งมอบนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรด่านหน้าในพื้นที่ชายแดน โดยมอบ เครื่องช่วยหายใจพกพาสมรรถนะสูงและขนาดเล็กที่สุดในโลก จำนวน 10 เครื่อง และรถพยาบาลอัจฉริยะ 2 คัน รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท แก่กรมแพทย์ทหารบก กองทัพบก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและช่วยเหลือทหารกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “การสนับสนุนด้านการแพทย์ในครั้งนี้ มุ่งเสริมพลังให้แก่บุคลากรด่านหน้า ทั้งแพทย์ พยาบาล และทหาร รวมถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านสาธารณสุข เราเชื่อว่าการช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการบริจาค แต่คือการลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกธุรกิจในเครือ เพื่อส่งต่อความห่วงใยไปถึงผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนอย่างแท้จริง”

เครื่องช่วยหายใจพกพา Ventway นับเป็นนวัตกรรม Ultra Portable Ventilator ที่ก้าวล้ำที่สุดในปัจจุบัน ด้วยขนาดกะทัดรัดเพียง 1.1 กิโลกรัม แต่สมรรถนะสูงและทนทาน สามารถใช้งานได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ครอบคลุมตั้งแต่การกู้ชีพฉุกเฉิน การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไปจนถึงการดูแลภาคสนาม จุดเด่นคือมีระบบผลิตอากาศในตัวโดยไม่ต้องพึ่งถังออกซิเจน และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล รวมถึงถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในกองทัพสหรัฐฯ กว่า 300 เครื่อง

ขณะที่ รถพยาบาลอัจฉริยะ มาพร้อมเทคโนโลยีระดับโลก รองรับระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ที่สามารถส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย ทั้งชีพจร ความดัน คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และระดับออกซิเจนในเลือด ไปยังโรงพยาบาลได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ทีมแพทย์เตรียมความพร้อมในการรักษาได้ตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยถึงมือ ภายในยังเสริมด้วยนวัตกรรมการเคลือบนาโนไทเทเนียมบนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อป้องกันการสะสมเชื้อโรค และระบบแยกอากาศระหว่างห้องโดยสารและห้องคนขับ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ รถพยาบาลทั้งสองคันจะถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนเครื่องช่วยหายใจจะกระจายไปยังกองพันเสนารักษ์ หน่วยแพทย์ชายแดน และโรงพยาบาลในพื้นที่

พลโทเกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ผู้บัญชาการโรงเรียนเสนารักษ์ ในฐานะผู้แทนรับมอบ กล่าวว่า “ขอขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือสำหรับเครื่องช่วยหายใจและรถพยาบาลอัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมาก ทำให้สามารถลำเลียงและช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว พร้อมส่งข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้ทันที ถือเป็นการยืดโอกาสชีวิตและสร้างความมั่นใจให้แก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง”

ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือได้สานต่อภารกิจเพื่อสังคมมาโดยตลอด ทั้งการมอบอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ อุปกรณ์สื่อสาร ตลอดจนทุนการศึกษาและโอกาสเข้าทำงานแก่บุตรทหารหาญ จนถึงปัจจุบันได้มอบความช่วยเหลือในพื้นที่ชายแดนรวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท สะท้อนเจตนารมณ์ตามค่านิยม “สามประโยชน์” ที่วางประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไว้เหนือสิ่งอื่นใด พร้อมย้ำว่าไม่ว่าสถานการณ์ใด ซีพีจะยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ

เปิดภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก กับทัวร์คอนเสิร์ต ‘สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป’

เปิดภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก  กับทัวร์คอนเสิร์ต ‘สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป’

เปิดภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก กับทัวร์คอนเสิร์ต ‘สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินไทยสู่เวทีโลก กับทัวร์คอนเสิร์ต “สยามโซนาต้า: บทบรรเลงสู่สยาม ก้องกังวานสู่ยุโรป” (Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak) จากไทยสู่ยุโรป รวม 4 ประเทศ ยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้ชมระดับเวิลด์คลาส

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย, บริษัท ไทยเบเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ณัฐ ยนตรรักษ์ ภูมิใจเสนอ “ภารกิจดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ สู่เวทีโลกกับทัวร์คอนเสิร์ต Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak” ที่จะยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้ชมระดับเวิลด์คลาสกับการแสดงคอนเสิร์ตของ “ณัฐ ยนตรรักษ์” ศิลปินไทยผู้สร้างปรากฏการณ์บนเวทีสากลด้วยผลงานการแสดงเปียโนคอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก โดยการแสดงครั้งนี้จะจัดขึ้น ณ 4 เมืองสำคัญด้านศิลปะวัฒนธรรมระดับโลก เริ่มจาก กรุงเทพ (ศาลาสุทธสิริโสภา), บูดาเปสต์ (Franz Liszt Academy of Music), เวียนนา (Ehrbar Saal) และปิดท้ายที่ ปารีส (พิพิธภัณฑ์กีเมต์) ระหว่างวันที่ 21 กันยายน 2568 ถึง 3 ตุลาคม 2568

การจัดคอนเสิร์ต Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak 4 ภาคที่สามารถตราตรึงใจผู้ชมต่างชาติและถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่เวทีนานาชาติได้อย่างสง่างามกว่า 102 รอบการแสดงใน 16 ประเทศทั่วโลก สำหรับปีนี้ การแสดงสยามโซนาตาจะถูกยกระดับด้วยมิติใหม่แห่งศิลปะการแสดงที่มาพร้อมกับ รูป รส กลิ่น เสียง จากความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหลากหลายแบรนด์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมชาวต่างชาติได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้ง เสียงดนตรี ศิลปะ และ วัฒนธรรมอันทรงคุณค่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าไปอยู่ในใจนักท่องเที่ยวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ณัฐ ยนตรรักษ์ และ พ-วงเดือน อินทราวุธ ยนตรรักษ์ เล่าถึงรายละเอียดของการจัดแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ว่า “การทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญสู่เวทีนานาชาติผ่านการบรรเลงบทเพลง Siam Sonata ที่ผสานทำนองพื้นบ้านทั้ง 4 ภาคในรูปแบบดนตรีร่วมสมัยสไตล์ตะวันตกมาร้อยเรียงในรูปแบบเปียโนโซนาต้า ดนตรีที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่าย ไปบรรเลงใน 4 หอแสดงระดับตำนานใน 4 ประเทศสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีคลาสสิก ได้แก่ 21 กันยายน 2568 – กรุงเทพฯ (ประเทศไทย) จัดแสดง ณ ศาลาสุทธสิริโสภา หอแสดงที่ ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อถ่ายทอดคุณภาพเสียงธรรมชาติที่ดีที่สุดในประเทศไทย

25 กันยายน 2568 – บูดาเปสต์ (ประเทศฮังการี) จัดแสดง ณ Liszt Academy สถาบันดนตรีระดับตำนานโดยมีโฆษกรัฐสภาฮังการีให้เกียรติเป็นเจ้าภาพ

30 กันยายน – เวียนนา (ประเทศออสเตรีย) จัดแสดง ณ Ehrbar Saal หอแสดงเก่าแก่กว่า 149 ปีที่เคยต้อนรับคีตกวีระดับบรมครูอย่าง Brahms และ Mahler โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา

3 ตุลาคม – ปารีส (ประเทศฝรั่งเศส) จัดแสดง ณ Musée Guimet พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป จัดขึ้นในวาระเฉลิมฉลอง 340 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส โดยได้รับเกียรติจากสมาคมผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพร่วม นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ศิลปินไทยได้รับเชิญให้แสดง ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งขึ้นชื่อในฐานะเวทีระดับชาติโดยมีการคัดเลือกศิลปินอย่างเข้มงวด การได้รับโอกาสครั้งนี้จึงถือเป็นเกียรติยศอันทรงคุณค่าในระดับนานาชาติ

แต่ละประเทศล้วนเป็น “บ้านแห่งดนตรี” ของคีตกวีผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้รับเกียรติคำเชิญอย่างเป็นทางการให้ขึ้นบรรเลงบนเวทีอันทรงคุณค่าของแต่ละประเทศ ซึ่งมิใช่โอกาสที่ศิลปินจะเข้าถึงได้ง่าย

การแสดงครั้งนี้จะเริ่มต้นด้วย “โนรา แฟนตาซี” บทเพลงใหม่ล่าสุดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘รำโนรา’ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (UNESCO Intangible Cultural Heritage) นอกจากจะเปิดปฐมฤกษ์ในทัวร์นี้แล้ว บทเพลงนี้จะได้มีส่วนในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสอีกด้วย สิ่งที่สะท้อนคุณค่าอันลึกซึ้งและเป็นประจักษ์พยานแห่งสายสัมพันธ์ครั้งนี้ คือเรื่องราวชีวิตของ คุณเอลิซาเบธ ซานา (Elizabeth Zana) ผู้ซึ่งได้อุทิศตนในการอุปถัมภ์เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสมากกว่า 350 คนในจังหวัดกระบี่ ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ ผ่าน N.A.T Association หลังเหตุการณ์สึนามิและยังคงเป็นสะพานเชื่อมแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อด้วยบทเพลง “ไก่แก้ว” ที่หยิบทำนองคุ้นหูของคนไทยมารังสรรค์ใหม่ในรูปแบบการเดี่ยวเปียโนร่วมสมัย และปิดท้ายด้วยผลงานไฮไลท์ “สยามโซนาต้า” (Siam Sonata) บทเพลงที่ร้อยเรียงทำนองพื้นบ้านอันทรงเอกลักษณ์จากทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย โดยการบรรเลงในครั้งนี้ได้เพิ่มมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยการผสมผสานกลองไทย และเครื่องเคาะหลากชนิด โดยศิลปินรับเชิญ วูกัช คูเชดโว (Łukasz Kurzydło) นักเพอร์คัสชั่นนิสชาวโปแลนด์ ผู้หลงใหลในดนตรีไทยและนำมาผสานกับเทคนิคตะวันตกอย่างลงตัว พร้อมกับการแสดงนาฏลีลาจาก CCI -สถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ สร้างพลัง ความเร้าใจ และ ความตื่นเต้นที่ยกระดับดนตรีคลาสสิกไปอีกขั้น

ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม ผู้ชมจะได้เดินทางผ่านบทเพลงที่สะท้อนอัตลักษณ์ทั้ง 4 ภาคของไทย ไม่ว่าจะเป็น เพลงเกี่ยวข้าว ภาคกลาง, เต้ยสามจังหวะและโห่สามลา ภาคอีสาน, เพลงเงี้ยวรำลึกหรือมงแชะ ภาคเหนือ และ เพลงกราวตะลุงกับปาเต๊ะ ภาคใต้ พร้อมบทเพลงอื่นๆ ที่สอดแทรกอยู่ในแต่ละภาคอย่างครบถ้วน โดยการไปแสดงทัวร์ครั้งนี้ เรายังได้เห็นการผนึกกำลังทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็น #ทีมไทยแลนด์ เพื่อให้ผู้ชมนานาชาติได้สัมผัสความเป็นไทยในทุกมิติดังที่ พ-วงเดือน ยนตรักษ์ กล่าวไว้ว่า

“ไอเดียเริ่มแรกมาจากที่เราอยากจะนำศิลปะวัฒนะธรรมไทยไปอวดชาวต่างชาติและอยากให้เขามาเที่ยวประเทศไทยเพราะเพลงของเรามันมีเมืองไทยครบทั้งสี่ภาค เราก็เลยมองว่า ถ้าอยากให้คนมาเที่ยว เราจำเป็นจะต้องเอาของดีที่เราภูมิใจไปอวด แน่นอนของที่เรามีอยู่ในมือก็คือดนตรีและการแสดง แต่เนื่องจากประเทศไทยมีหลายสิ่งที่อวดได้ไม่ใช่เฉพาะการแสดง เราก็เลยลองนึกสนุก ลองชวนแบรนด์ไทย ที่เราใช้ในชีวิตจริงไปกับเราด้วย ปรากฏได้มาครบทุกมิติเลยค่ะทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง อย่าง Thaibev ก็อยู่กับเรามาตลอด น่าดีใจที่ Thaibev มองว่าศิลปะวัฒนธรรมและดนตรีเป็นเรื่องของความยั่งยืน ดอกบัวคู่เองก็เป็นแบรนด์ไทยที่แสดงความเป็นไทยและใช้สมุนไพรธรรมชาติของไทย เป็นสูตรสีม่วงที่ชอบเลยค่ะ ที่เราจะเอาไปด้วย

ในส่วนของรูป เราก็ได้ ‘ครูปาน สมนึก คลังนอก’ ส่ง น้อง Cocoon ในเวอร์ชั่น Siam Sonata ไปกับพี่ๆ ครั้งนี้ด้วย และ บริษัท SVOA มาช่วยสร้างความสนุกคึกคักทั้งบนเวทีและกิจกรรมในงาน ในส่วนของกลิ่น ทาง Divana ก็จะทำกลิ่นพิเศษซึ่งเป็นกลิ่น Siam Sonata ที่แสดงความเป็นไทยในแบบของเรา และในส่วนของรส เราได้มาม่าคัพ รุ่นพิเศษ Siam Sonata รสต้มยำกุ้ง ร่วมขบวนมาให้ผู้ชมเราทุกคน เป็นรสที่ครองใจใครทุกคน ขณะที่ในด้านสุขภาพเรายังมี APEX ด้วยนะคะ ครบเลยค่ะ รูป รส กลิ่น เสียง และยังมีสุขภาพ Wellness ก็เป็นของเด่นของประเทศเราค่ะ…”

“ที่สำคัญแฟนเพลงชาวไทยยังสามารถติดตามบรรยากาศและความเคลื่อนไหวแบบ Real Time ตลอดการเดินทาง เพื่อร่วมส่งแรงใจแก่ศิลปินผู้ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติครั้งสำคัญ ร่วมภาคภูมิใจไปพร้อมกันเมื่อได้เห็นการตื่นตะลึงของผู้ชมระดับเวิลด์คลาสจากทั่วโลกที่สัมผัสกับมนต์เสน่ห์ดนตรีไทยในครั้งนี้” พ-วงเดือน กล่าวปิดท้าย

“Siam Sonata: Musical Tour Through Thailand 2025 by Nat Yontararak” ภารกิจทางดนตรีครั้งสำคัญที่กำลังจะพาเสียงเปียโนจากไทย ไปก้องกังวานบนเวทีโลก เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนเสียงดนตรีไทยให้ดังไกลระดับอินเตอร์ ร่วมติดตามติดตามภารกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้แก่ เฟสบุคแฟนเพจ Nat Yontararak Official, Fiercelive by Jijie และ YouTube : Nat Yontararak Official และ Fiercebook.com สำรองบัตรคอนเสิร์ตรอบปฐมทัศน์ได้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนนี้ ทาง [ticketmelon.com]

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปรุงเมนูพระราชทานในงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปรุงเมนูพระราชทานในงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงปรุงเมนูพระราชทานในงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์’

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน  “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” โดยความร่วมมือของมูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  ณ เอ็ม ทาวเวอร์ (Em Tower) ชั้น 14 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายดนุชา สินธวานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน เฝ้าฯ รับเสด็จ โอกาสนี้ นายสุรัตน์ อัมพุช ประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา

 นายดนุชา สินธวานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ด้วยความร่วมมือเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เพื่อประชาสัมพันธ์น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ให้เป็นที่รู้จักและยังได้สนับสนุนพื้นที่เพื่อเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต ทุกสาขา

จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” โดยทรงปลูกต้นกล้าชาน้ำมันสายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า ในการนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ต้นทางผืนป่า ปลายทางน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ที่บอกเล่าเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดคามีเลีย อาทิ เรื่องเล่าของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย การเดินทางของต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ คามีเลีย โอลีเฟร่า สู่การสร้างผืนป่าและรายได้สู่ราษฎร คุณประโยชน์มหัศจรรย์ของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย สีธรรมชาติจากผืนป่า สร้างคุณค่างานหัตถกรรม และทศวรรษแห่งความร่วมมือสู่ความสำเร็จอีกก้าวในวันนี้

โอกาสนี้ ทรงปรุงเมนู “แป้งฟิโลสอดไส้ชีสทอดน้ำมันเมล็ดคามีเลีย เสิร์ฟกับโยเกิร์ตน้ำผึ้ง” และพระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนานำเมนูทรงปรุงมาประมูลแก่ผู้ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมี นายสุรัตน์ อัมพุช, นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช และนางศิริลักษณ์ ภัทรประสิทธิ์ ไม้ไทย ร่วมประมูล จากนั้น ได้ทอดพระเนตรเมนูอาหารจากร้านค้าที่เข้าร่วมเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ในปีนี้ ซึ่งทุกเมนูปรุงจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย พร้อมทอดพระเนตรบูทกิจกรรมในพื้นที่จัดงาน

ต่อมาเสด็จพระราชดำเนินไปยังกูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ ทอดพระเนตรการปรุงอาหารด้วยน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ จากเชฟของแผนก ยู ฮันท วี คุค (You Hunt We Cook) สเตชั่นปรุงสดจากวัตถุดิบพรีเมียมในกูร์เมต์ มาร์เก็ต และทอดพระเนตรร้านอาหารและร้านค้าที่เข้าร่วมงานในพื้นที่เอ็ม มาร์เก็ต (Em Market)

การจัดงานครั้งแรกได้เกิดขึ้นในปี 2558 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และครั้งที่สองในปี 2559 ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ในครั้งนั้นยังคงใช้ชื่อว่า “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” อีกทั้งยังจัดงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ชื่อ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชาสัญจร” ต่อมาในปี 2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชานุมัติให้เปลี่ยนชื่อจากน้ำมันเมล็ดชาเป็น “น้ำมันเมล็ดคามีเลีย” เพื่อให้มีความเป็นสากลและลดความสับสนในกลุ่มผู้บริโภค จึงนำมาซึ่งการจัดงานภายใต้ชื่อ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” ในปี 2565 ถึงปัจจุบัน

น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ นั้นเริ่มขึ้นในปี 2547 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า   กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลิตน้ำมันเมล็ดคามีเลียในประเทศไทย โดยมีพระราชประสงค์ให้คนไทยได้บริโภคน้ำมันที่มีคุณภาพ และเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ราษฎรบนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการฟื้นฟูเสริมสร้างพื้นที่ป่าไม้บริเวณต้นน้ำ           ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลกัน

นางสาวพลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กราบบังคมทูลรายงานความร่วมมือการจัดงานระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ว่าเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี ในการประชาสัมพันธ์ และจัดจำหน่ายน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เพื่อให้คนไทย ได้รับรู้ถึงคุณประโยชน์นานัปการของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก

งาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่  23 กันยายน 2568 ณ เอ็ม มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ รวมถึงการจัดจำหน่ายน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภายใต้แบรนด์ภัทรพัฒน์ ซึ่งในโอกาสครบรอบ 10 ปีความร่วมมือ ได้จัดทำผลิตภัณฑ์พิเศษ ครีมอาบน้ำและสบู่ ภัทรพัฒน์ คามีเลีย โอลีเฟร่า แอนด์ โกโก้ บัตเตอร์ นำคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มานำเสนอผ่านแบรนด์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยมบัตเตอร์แบร์ เพื่อเพิ่มความสดใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ มาจัดจำหน่ายให้ผู้ร่วมชมงานอีกด้วย รวมถึงความอร่อยจากร้านระดับมิชลินและร้านดังที่รังสรรค์เมนูจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มาจัดจำหน่ายให้ผู้ร่วมชมงานและผู้ใส่ใจในสุขภาพได้มีประสบการณ์โดยตรงกับการบริโภคน้ำมันเมล็ดคามีเลีย”

ความเป็นมาของน้ำมันเมล็ดคามีเลียนั้น เป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ น้ำมันเมล็ดคามีเลียยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ โรคอัมพาต โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้ง น้ำมันเมล็ดคามีเลียสามารถทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะใช้ในการหมัก การผัด หรือการทอดด้วยอุณหภูมิสูง น้ำมันเมล็ดคามีเลียถือเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ในสินค้าน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภายใต้ตราสินค้าภัทรพัฒน์

 ในงานพบสินค้าจากร้านค้าในเครือมูลนิธิชัยพัฒนา อาทิ สินค้าจากร้านภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย รวมถึงผ้าไหมย้อมสีจากเปลือกผลชาน้ำมัน สายพันธุ์คามีเลีย โอลีเฟร่า ฝีมือการทอจากกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร ของมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงความอร่อยจากร้านดังระดับมิชลินที่รังสรรค์เมนูจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้แก่ ลูกชิ้นลวกหอมเจียวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย จากร้านกิมง้วนลูกชิ้นปลา แกงปูใบชะพลู จากร้านครัวต้นฝน บะหมี่เป๊าะคลุกแห้งยำโบราณ จากร้านชาม ผัดไทยกุ้งคุณชู จากร้านผัดไทยคุณชู ข้าวแกงกะหรี่หมูก้อนทอด จากร้าน Ama Curry บะหมี่หมูแดงย่างเตาถ่าน จากร้านตั้งใจย่าง หมูสะเต๊ะ จากร้านจึงอังลัก ฟูจิซังโชกุปัง จากร้าน Shirokumaya Bakery

อีกทั้ง พบกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์  Pat Pat’s Camellia Oleifera & Cocoa Butter Soap และ Body Wash ในรูปแบบ Butterbear Series ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา กับ Butterbear ด้วยการนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมคุณภาพที่สะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ You Hunt We Cook ได้สรรค์สร้างเมนูโดยใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ พร้อมเสิร์ฟทั้งเมนูตะวันตกและตะวันออก เช่น ซี่โครงหมูบาร์บีคิว แซลมอนกระทะร้อน พอร์คช็อปกระทะร้อน ข้าวกะเพราเนื้อสับ ข้าวผัดไก่เม็ดมะม่วงหิมพานต์

คุณแหน : 16 กันยายน 2568

คุณแหน : 16 กันยายน 2568

คุณแหน : 16 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● ในวิถีทางการเมืองฝรั่งมักมีคำพูดติดปากว่า “SIGN OF TIME” หมายถึง การสังเกตเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ท่าน หน.พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ตอนเช้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มาพร้อมสต๊าฟตามปกติ แต่หลังจากสภาฯ ลงมติเลือกตั้งให้ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต่อจากนั้น สถานการณ์เปลี่ยนไปแบบกลับตาลปัตร ขาเดินทางกลับขบวนรถของ ท่านว่าที่นายกฯ เปลี่ยนเป็นขบวนรถแบบ “MORTORCADE” มีสต๊าฟจากหลายหน่วยงานยาวเหยียด อาทิ ทำเนียบฯ, กลาโหม, มหาดไทย, ศรภ., สตช., สมช. ฯลฯ นำขบวนโดยชุดใหญ่ไฟกะพริบ ซูเปอร์ไบค์จราจรกลาง 4 คัน…ก่อนปิดรายงานนี้ขอเสริมว่าเราเองเคยมีประสบการณ์นั่งร่วมอยู่ในรถ ศรภ. ร่วม มอเตอร์เคต ต้องบอกเลยว่าขอให้ ศรภ. โปรดให้ความเมตตากับผู้คนที่เขาต้องใช้ทางหลวงหรือทางด่วนในเวลาเดียวกับคณะวีไอพีด้วย โดยเฉพาะคนขับผู้หญิงซึ่งทั่วไปจะขับไม่แข็งแรง เจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช้อำนาจเต็มที่ โดยไม่แคร์ใคร (ซึ่งเคยเป็นมาทุกยุคทุกสมัย) แต่ขบวนรถนำของท่านนายกฯใหม่ติดดิน คงไม่เป็นเช่นนั้นกระมังคะ…

●● สอดคล้องกับเดือนกันยายนฤดูแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับบิ๊ก 3 เหล่าทัพรวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปตามธรรมชาติมีทั้งการขยับตัวประสานงานรวมทั้งล็อบบี้ท่ามกลางกองเชียร์ของใครของมันส่วนรายละเอียดตัวบุคคลแคนดิเดตในตำแหน่งต่างๆ ผู้อ่านทราบดีอยู่แล้ว คำคุ้นหู “บิ๊ก” ก็เป็นแค่นามธรรมเพราะในปัจจุบันทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างก็เป็นมืออาชีพไม่ยุ่งการเมืองแล้ว การเป็นบุคลิก “คารีสม่า” เปรี้ยงปร้างบารมีสูงกลายเป็นเรื่องในตำนานหมดยุคไป คงเหลือแต่ความเป็นเอกภาพส่วนหนึ่งขององค์กรเท่านั้น ขอยกตัวอย่างความเป็น “บิ๊กทหาร” ในอดีต… เพื่อนผู้สื่อข่าวอาวุโสเคยเล่าให้ฟังว่าได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ “บิ๊กเสือ” พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ กับคณะที่ภัตตาคารจิตรโภชนา ซึ่งช่วงเย็นมักจะมีผู้ใช้บริการหลายร้อยคน ท่านบิ๊กเสือ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งสำคัญคุมกำลังทหาร กล่าวคือ “แม่ทัพภาคที่ 1 รักษาการ ผบ.พล 1” วันนั้นบิ๊กเสือไปตรวจราชการชายแดนเสร็จภารกิจบิน ฮ.กลับมาลงที่ฐานบินใกล้ร้านฯ ผู้สื่อข่าวอาวุโสพร้อมสต๊าฟทหารออกไปรับที่หน้าร้าน พวกเขาเดินตามบิ๊กเสือไปสู่ห้องอาหารวีไอพี ขณะนั้นเสียงคนนับร้อยคุยกันกระหึ่มบวกเสียงช้อนส้อมกระทบกันโช้งเช้ง แต่พอท่านบิ๊กเสือปรากฏตัวเดินผ่าน เชื่อหรือไม่ว่าแทบทุกคนฟรีสนิ่งหมด เงียบถนัดใจ, เหมือนหยุดเฟรมหนังสโลว์โมชั่นฝรั่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้เราคงไม่มีโอกาสพบเห็นอีกแล้ว…

●● กิจกรรมที่จัดมาเป็นประจำทุกปี เทวี แย้มสรวล มธุรส โอสถานนท์ทนฤทธิ์ พันธ์เมธา พาเด็กๆ ผู้พิการซ้ำซ้อนพิการทางสายตาไปเที่ยวทะเล ปีนี้จัดระหว่าง 18-20 พ.ย.พาไปเที่ยวทะเลที่หาดน้ำใส สัตหีบ ท่านใดสนใจร่วมทำบุญ โทร. 096-2649195 ..

●● สันทนี วายุโชติ กับ สุรพล สุขถาวรสามีบินด่วนจาก L.A. มาเมืองไทย เพื่อร่วมกับพี่ๆ น้องๆ จัดงานศพ คุณแม่ชรัตน์ วายุโชติ โดยพิธีสวดพระอภิธรรม ระหว่าง 11-17 ก.ย.18.30 น. ส่วนฌาปนกิจ 18 ก.ย. 16.00 น.ณ วัดราษฎร์บำรุง ซ.เพชรเกษม 69 บางแค กทม. …

●● พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพน้อยคนิษฐ์ จันทรังษี ภริยา อภินันท์ จันทรังษี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 16 ก.ย. 16.00 น. ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ นนทบุรี…

●● พิธีสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่ สุโข ภูมิรัตน 14-17 ก.ย.19.00 น. ณ ศาลา 3 วัดผาสุกมณีจักร (เมืองทองธานี) และฌาปนกิจ 18 ก.ย.17.00 น. …

●● เพราะเป็นคนที่รักษาสุขภาพ “ฟัน” มากๆ เมื่อเร็วๆนี้ สุพจน์ ผจญยุทธ์ เกิดเหตุผิดพลาดไปกัดของแข็งจนฟันบิ่น ต้องรีบมาที่ Edelweiss ร้านทำฟันที่มาประจำ อย่างด่วนที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมไปทริปฝรั่งเศส นาน 2 สัปดาห์ ออกเดินทาง 18 ก.ย.นี้….

●● ย้อนอดีตกันเล็กน้อย…ดีเจหน่อย ราเชนทร์ ชุมสายฯ ร้องเพลง Hey Paula คู่กับ ดีเจผุสดี โสรัต ก่อนเริ่มงานคอนเสิร์ต The Platters กับวง Little Jazz เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา…ผู้ที่ไปช้าพลาดฉาก สำคัญนี้ไปได้ บ่นเสียดายกันเป็นทิวแถว !!

บารอนเนส

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน ‘เทศกาลของดีจังหวัดพะเยา เกษตรปลอดภัย ผักสวยน้ำใส’ หนุนเศรษฐกิจฐานรากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน ‘เทศกาลของดีจังหวัดพะเยา เกษตรปลอดภัย ผักสวยน้ำใส’ หนุนเศรษฐกิจฐานรากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน ‘เทศกาลของดีจังหวัดพะเยา เกษตรปลอดภัย ผักสวยน้ำใส’ หนุนเศรษฐกิจฐานรากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.21 น.

โลตัส ผู้นำธุรกิจค้าปลีกภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนผักสวยน้ำใสพะเยา สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงคำ และสำนักงานพัฒนาชุมชน จัดงาน “เทศกาลของดีจังหวัดพะเยา เกษตรปลอดภัย ผักสวยน้ำใส” บริเวณลานกิจกรรม โลตัส สาขาเชียงคำ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และต่อยอดโครงการ “ฮักน้ำยม พะเยาโมเดล” ที่มุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำยมควบคู่ไปกับการสร้างงานสร้างอาชีพในท้องถิ่น โดยได้รับเกียรติจาก  นายไชยกฤต ปิงเมือง ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักเรียนโรงเรียนเชียงคำวิทยาคม สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสร้างบรรยากาศคึกคัก

ทั้งนี้ โลตัส สาขาเชียงคำ ได้สนับสนุนพื้นที่จัดงานในทุกวันพฤหัสบดี ตลอดเดือนกันยายน เพื่อให้เป็นพื้นที่สร้างความสุขของชุมชน (Happy Community) รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนและชุมชนเข้าด้วยกัน โดยภายในงานมีการจำหน่ายผักและผลไม้สด ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ตลอดจนสินค้า OTOP อาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้าน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นับเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตในชุมชนกับผู้บริโภคโดยตรง สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ช่วยตอกย้ำแนวทางการทำธุรกิจที่เติบโตเคียงคู่กับสังคม สิ่งแวดล้อม และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

LifeDee เปิดตัวฟังก์ชันใหม่ แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไข้เลือดออกและดัชนีความร้อน

LifeDee เปิดตัวฟังก์ชันใหม่ แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไข้เลือดออกและดัชนีความร้อน

LifeDee เปิดตัวฟังก์ชันใหม่ แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไข้เลือดออกและดัชนีความร้อน

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดงานเปิดตัวแอปพลิเคชัน LifeDee V.2 เพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน โดยการนำเอาเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศประยุกต์ใช้ด้านสุขภาพ หรือ GeoHealth แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงโรคไข้เลือดออกและการติดตามดัชนีความร้อน” ณ ห้องมิราเคิล แกรนด์ C ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร       

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า แอปพลิเคชัน Life Dee ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของ GISTDA ในการนําเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูลด้านสาธารณสุขเชิงพื้นที่ หรือ Geo-Health โดย Life Dee Version 2  ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเวอร์ชันแรก เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

GISTDA ได้เพิ่มขีดความสามารถของแอปพลิเคชัน คือ 1.การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สกัดจากข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลด้านสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ รวมถึงไข้เลือดออก 2.การติดตามดัชนีความร้อนเพื่อแจ้งเตือนประชาชน ที่เป็นการบูรณาการข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศร่วมกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศภาคพื้นดิน พัฒนาระบบแจ้งเตือนดัชนีความร้อน (Heat Index) เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อน

โดยในปี 2569 Life Dee จะต่อยอดการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในการเข้าถึงบริการสาธารณะให้แก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการให้สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมและปลอดภัยในที่สาธารณะ ตามมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ที่จอดรถ ทางลาด ป้ายและสัญลักษณ์ การให้บริการข้อมูล และห้องน้ำ

การเปิดตัวแอปพลิเคชันครั้งนี้มีทั้งการบรรยายพิเศษ ตลอดจนการนำเสนอผลงานและตัวอย่างการประยุกต์ใช้จริงของ Life Dee Version 2 พร้อมการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสารสนเทศและด้านสาธารณสุข เพื่อร่วมกันผลักดันการใช้ประโยชน์จาก Geo-Health ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภูมิภาคต่อไป  ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

ด้าน นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “การพัฒนา Life Dee Version 2 เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะดัชนีความร้อนและโรคไข้เลือดออกที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล มีความรู้ในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ถือเป็นการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับบุคคล และเพิ่มศักยภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต”

นวัตกรรมภูมิสารสนเทศเพื่อสุขภาพ (Geo-Health) เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อพัฒนางานด้านสาธารณสุขเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนไทย พร้อมการรับมือภัยสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผ่านแอปพลิเคชัน Life Dee ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี เริ่มต้นที่แอปไลฟ์ดี” ซึ่งเป็นการผลักดันการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และรับมือกับโรคภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน “Life Dee” คือ ก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่ยุค GeoHealth ซึ่งเป็นการผสานองค์ความรู้ด้านภูมิสารสนเทศเข้ากับข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในเชิงลึก ข้อมูลดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการกระจายตัวของโรค ปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์และกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้อย่างตรงจุด

-(016)

ททท. ดึง อ.คฑา นำเที่ยวเส้นทางศรัทธา ‘50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล’

ททท. ดึง อ.คฑา นำเที่ยวเส้นทางศรัทธา ‘50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล’

ททท. ดึง อ.คฑา นำเที่ยวเส้นทางศรัทธา ‘50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล’

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.16 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดึง อ. คฑา ชินบัญชร นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 

วัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมพันธมิตร PT Max card ,C.P.Land ,Sixt ,X Peng จัดกิจกรร ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ประเพณีวัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน และศาลเจ้าจีน ในแต่ละพื้นที่ อันมีความงดงามของสถานที่ วิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน โดยมี อ. คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอเส้นทางสายศรัทธา โดยมี พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์, เยี่ยม เศรษฐบุตร, ภูมน สมดี, อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์,  ศศินันท์ ออลแมนด์ ร่วมงาน

พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี ร่วมจัดกิจกรรม กล่าวเชิญชวนสมาชิก Max Card แชะ&แชร์ ส่งรูปถ่ายพร้อมบอกเล่าประสบการณ์ การท่องเที่ยวศาลเจ้าจีน คอนเทนต์โดนใจกรรมการมากที่สุด สำหรับรางวัลทริปท่องเที่ยวสุด exclusive กับ อ.คฑา ชินบัญชร จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง)

เยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงแรมในเครือฟอร์จูน กล่าวว่า โรงแรมในเครือฟอร์จูนยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวตามโครงการ เที่ยว 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย–จีน ด้วยสิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกผู้ถือบัตร MAX CARD เมื่อจองห้องพักทุกประเภทกับโรงแรมในเครือฟอร์จูน กรุ๊ป               

ศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่น พร้อมกันนี้ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ ซี.พี.แลนด์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยและจีน ตลอดจนการยกระดับประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ภายใต้พันธกิจ  “คุณภาพเพื่อทุกชีวิตไ ภายใต้กลุ่มธุรกิจฟอร์จูนกรุ๊ป เป็นกลุ่มโรงแรมภายใต้การบริหารของ CP LAND (ซี.พี. แลนด์) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความประทับใจในทุกมิติ”

ภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ เร้น อะ คาร์ ให้บริการรถเช่าทั้งแบบชื้อเพลิงและรถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด ทั้งรถ Xpeng G6 / Zeeker X / AION Y / BYD ATTO3  กล่าวว่า พร้อมเปิดใหบริการเช่ารถราคาพิเศษสำหรับร่วมกิจกรรมดังกล่าว

‘วินเทอร์’พร้อมเหล่าคนดังฮอลลีวู้ด ตบเท้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ Ralph Lauren คอลเลกชัน Spring 2026

'วินเทอร์'พร้อมเหล่าคนดังฮอลลีวู้ด ตบเท้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ Ralph Lauren คอลเลกชัน Spring 2026

‘วินเทอร์’พร้อมเหล่าคนดังฮอลลีวู้ด ตบเท้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ Ralph Lauren คอลเลกชัน Spring 2026

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

Ralph Lauren เปิดรันเวย์ ณ มหานครนิวยอร์ก อัปเดตคอลเลกชัน Spring 2026 โดยนี้มีเหล่าแฟชั่นไอคอนระดับโลกเดินทางมาร่วมชมแฟชั่นโชว์อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น วินเทอร์ ป๊อปสตาร์สาวสุดฮอตจากวง Aespa, อัชเชอร์, นิค โจนาส, แมกกี้ โรเจอร์ รวมถึงเหล่าคนดังจากฮอลลีวู้ด อย่าง นาโอมิ วัตต์, เจสสิกา แชสเทน, โอปราห์ วินฟรีย์ และอีกมากมาย ที่ต่างโดดเด่นด้วยเครื่องแต่งกายจาก Ralph Lauren เพื่อร่วมชมโชว์ในครั้งนี้

โดย Ralph Lauren คอลเลกชัน Spring 2026 ถ่ายทอดแรงบันดาลใจของสาวนักฝันที่ชอบลงมือทำ ด้วยการเลือกสรรเสื้อผ้าที่สะท้อนให้เห็นถึงสองบุคลิกในตัว ผ่านสไตล์อันโดดเด่นที่เผยความคิดแบบโมเดิร์นซึ่งเกิดจากความเรียบง่ายสไตล์มินิมอลแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน ผ่านการตัดเย็บอันแม่นยำในโทนสีดำ ขาว และแดงสร้างลุคที่สะดุดตา ในขณะที่ความละเอียดอ่อนด้านการตัดเย็บอย่างการเลือกใช้วัสดุทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้สะท้อนตัวตนได้อย่างดีเยี่ยม กรอบแนวความคิดนี้เผยให้เห็นถึงความแตกต่างที่น่าหลงใหล รูปทรงอันเย้ายวนผสานเส้นสายที่เข้ากับโวลูมขนาดใหญ่ สัญลักษณ์คลาสสิกถูกปรับเปลี่ยนด้วยลูกเล่นที่คาดไม่ถึง เครื่องประดับเงินเงางามแกว่งไกวอย่างเรียบหรู หมวกปีกกว้างเพิ่มสัมผัสของความลึกลับโรแมนติก

การผสมผสานหลากหลายไอเทมมาเป็นไลน์อัประดับไฮเอนด์นี้ สานต่อดีเอ็นเอของ Ralph Lauren ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากชุดผู้ชายมาออกแบบเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับสาวๆ อย่าง เสื้อโค้ทโปโลสีขาวขัดเงาสวมทับไอเทมชิ้นเล็กๆ ของคอลเลกชันอย่างบราท็อปและกางเกง ชุดสูทสีขาวที่โดดเด่นเป็นพิเศษในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แจ็กเก็ตคลาสสิกผูกเข็มขัดที่เอวใส่คู่กับกางเกงทรงหลวม เสื้อแจ็กเก็ตเชิ้ตที่มาพร้อมกระเป๋าเสื้อใช้งานได้หลากหลายสวมทับกางเกงทรงบานรัดที่ข้อเท้า ปิดท้ายด้วย เทรนช์แจ็กเก็ตสวมทับกางเกงสามส่วน มอบลุคที่มีสไตล์มากขึ้น การนำเสื้อเชิ้ตคลาสสิกมาปรับโฉมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวโอเวอร์ไซส์ที่มีดีเทลตรงหน้าอก พร้อมเนกไทลายขวางผูกที่เอวใส่คู่กับกางเกงสีดำ เสื้อทูนิคแบบนักกวีพร้อมโบว์ที่คอขนาดใหญ่ และเชิ้ตเดรสสีแดงยาวครึ่งน่อง

นอกจากนี้ ยังมีเดรสอื่นๆ ที่มาเพิ่มความหลากหลายให้กับสไตล์สบายๆ ไม่ว่าจะเป็นซันเดรสผ้าฝ้ายสีแดงที่มีคอร์เซ็ต มอบลุคที่ดูเย้ายวนมีเสน่ห์ มินิเดรสทรงเอสีดำสวมทับกระโปรงจีบยาวให้ลุคที่ดูมั่นใจ และเดรสลายดอกโอเวอร์ไซส์แบบพลิ้ว ให้กลิ่นอายวินเทจยุค 40s ชุดราตรียาวให้ความเซ็กซี่แบบเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นชุดราตรีสีแดง – ดำที่มีทั้งทรงบานและโค้งเข้ารูป เสื้อยืดดำตัวเล็กใส่กับกระโปรงปักเลื่อมสร้างคอนทราสต์ด้วยลุคหรูหราแบบสปอร์ต

การเพิ่มลายทางแนวนอน ลายพิมพ์ขนาดเล็กและใหญ่ รวมถึงผ้าถักนวัตกรรมใหม่ ช่วยเสริมความโดดเด่นให้คอลเลกชัน ในทางกลับกัน วัสดุบางชิ้นที่เลือกใช้ให้ความรู้สึกละเอียดอ่อน ตัวอย่างของงานแพทช์เวิร์กที่เป็นซิกเนเจอร์ คือ สลิปเดรสและชุดเอี้ยมที่ทำจากเศษผ้าสีขาวหลากหลายชนิด นอกจากนี้ ยังใช้เทคนิคการทำหนังล้ำสมัยที่ต้องดูด้วยตาและสัมผัสใกล้ๆ จึงจะสามารถชื่นชมได้เต็มที่ ทั้งบัสเตียร์ขอบระบายที่ทำจากหนังยืด ชุดสูทสุดคมทำจากหนังเบาพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากกระดาษโบราณ และผลงานสั่งทำพิเศษ ชุดสูทกระโปรงทรงเรียวสร้างสรรค์จากแถบหนังที่บางเหมือนขนตาปักลงบนผ้าลินิน

เครื่องประดับในคอลเลกชันช่วยเสริมแนวคิดความต่างอย่างมีชั้นเชิง ทั้งกระเป๋าถือทรงสวยประดับด้วยโลหะเงิน กระเป๋าบางใบสะท้อนแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับโลหะเงินแกะสลัก ขณะที่บางใบนำกระเป๋าทอแบบคลาสสิกมาแปลงโฉมใหม่ให้มีโครงสร้างที่โดดเด่นมากขึ้น สำหรับรองเท้ามีให้เลือกทั้งแบบลวดลายฉลุ เอสปาดริล และรองเท้าแตะแบบทอทั้งส้นสูงและส้นแบน โดย กระเป๋า Ralph ในซีซันนี้มาพร้อมหนังทอและพื้นผิวหลากหลาย สะท้อนรายละเอียดงานฝีมือสุดประณีตเช่นเดียวกับที่เคยปรากฎในคอลเล็กชันอื่น ๆ

งานแฟชั่นโชว์ที่จัดขึ้นในพื้นที่ของสำนักงานใหญ่ เลขที่ 650 ถนน Madison ถือเป็น “การกลับบ้าน” ของโชว์ในคอลเลกชันนี้ ภายในงานได้รับการออกแบบให้มีความเรียบง่ายแบบใกล้ชิดด้วยผนังสีขาว บันไดโค้ง และที่นั่งสี่เหลี่ยม ตัดกับพื้นสีดำและโคมไฟหวาย เพื่อให้ผู้ชมได้โฟกัสไปที่เสื้อผ้าได้อย่างเต็มที่

#RalphLaurenTH

พิธีปัจฉิมนิเทศหลักสูตรผู้นำ พอช.รุ่นที่ 2 ร่วมสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนประเทศ

พิธีปัจฉิมนิเทศหลักสูตรผู้นำ พอช.รุ่นที่ 2 ร่วมสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนประเทศ

พิธีปัจฉิมนิเทศหลักสูตรผู้นำ พอช.รุ่นที่ 2 ร่วมสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.15 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ณ โรงแรม Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit 57(แบงคอก มาริออท โฮเทล สุขุมวิท57) ได้จัดพิธีปัจฉิมนิเทศหลักสูตรผู้นำพลังอำนาจแห่งชาติ (พอช.) รุ่นที่2โดยมี ศ.พล.ต.ต.ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ #ประธานหลักสูตรผู้นำพลังอำนาจแห่งชาติ (พอช.)กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.บุษรา วงศ์รักศักดิ์ #ผู้อำนวยการหลักสูตร และ ดร.บุษรา ทองอินทร์ #รองผู้อำนวยการหลักสูตร , คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ , พล.อ.อาชวินทร์ เศวตเศรนี , Dr.Alan Lim (ดร.อลัน ลิม) ประธานรุ่นที่ 2 และ ผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ตลอดจนนักการเมือง ซึ่งเป็นผู้เข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าวร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความสำเร็จของหลักสูตรในการสร้างเครือข่ายผู้นำที่หลากหลายและทรงพลัง

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิชาการจากผู้เข้าอบรม และพิธีมอบโล่เกียรติคุณ แสดงถึงการยกระดับองค์ความรู้และการพัฒนาภาวะผู้นำ #เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อประเทศชาติ

ในช่วงค่ำ นายกร ทัพพะรังสี #อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นกล่าวโอวาทและแสดงความยินดี ร่วมด้วย พลเอกอาชวินทร์ เศวตเศรณี #ประธานรุ่นกิตติมศักดิ์ พอช.รุ่น 2 ที่มาร่วมงานอย่างอบอุ่น บรรยากาศปิดท้ายด้วยการแสดงจากผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 2 คอนเสิร์ต BEN SILLY FOOLS (เบน ซิลลี่ฟูล)และ Live Band & Karaoke(ไลฟ์แบนด์ แอนด์ คาราโอเกะ) ที่สร้างสีสันและความทรงจำประทับใจ

ทั้งนี้ ในบรรดาผู้สำเร็จการศึกษา มี คุณรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้บริหาร #บริษัทชไนเดอร์ลิฟท์(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรรุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคธุรกิจเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาวะผู้นำ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศ โดยคุณรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ได้เปิดเผยถึงองค์ความรู้และประสบการณ์จากการเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรผู้นำพลังอำนาจแห่งชาติ (พอช.) โดยกล่าวว่า

“ความเป็นผู้นำมิได้เกิดจากการครอบครอง หากแต่อยู่ที่การแบ่งปัน ผู้นำไม่จำเป็นต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย แต่คือผู้ที่สามารถสร้างรอยยิ้มและความสุขแก่ผู้อื่นได้ การเป็นผู้นำที่ดี คือการส่งเสริมให้สังคมมีการแบ่งปัน และการพัฒนาที่ยั่งยืน #เพื่อส่วนรวมประเทศชาติและพระศาสนา”

โดยหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้พัฒนาภาวะผู้นำและสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม โดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการศักยภาพเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

พิธีปัจฉิมนิเทศในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ พร้อมขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน