ไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตรขับเคลื่อนความยั่งยืน เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นผ้าห่มรักษ์โลก 3,500 ผืน ในงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก ปี 4” ตอกย้ำการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตรขับเคลื่อนความยั่งยืน    เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นผ้าห่มรักษ์โลก 3,500 ผืน  ในงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก ปี 4” ตอกย้ำการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตรขับเคลื่อนความยั่งยืน เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นผ้าห่มรักษ์โลก 3,500 ผืน ในงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก ปี 4” ตอกย้ำการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

ไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม  ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร, ธนาคารกสิกรไทย, บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ใน Fest by SCGP และ Wake Up Waste จัดงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุขเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เผยผลสำเร็จของโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 พร้อมต่อยอดโครงการเปลี่ยนขยะเศษอาหารกว่า 220 ตันเป็นสารบำรุงดิน ปลูกผักบุ้งจีนมอบโครงการอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และเปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นผ้าห่มรักษ์โลกเตรียมมอบ 30 โรงเรียนในจังหวัดภาคเหนือ พร้อมเชิญชวนคนไทยและนักท่องเที่ยว ชม ชิม ช้อป แบบรักษ์โลกใน ECO–Market  และร้านค้าในเมืองสุขสยาม ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G

พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ได้รับเกียรติจาก นางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองสาน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคุณบัญชา ฉันทดิลก กรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม และคุณอนนต์ อัตถวิบูลย์ ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด  ร่วมเปิดงาน โดยมีผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตร ผู้สนับสนุนการจัดงาน สื่อมวลชน และประชาชน ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

คุณบัญชา ฉันทดิลก กรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม กล่าวว่า “เมืองสุขสยาม มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ SOOKSIAM สุขรักษ์โลก ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งได้ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ของไอคอนสยามในการดำเนินธุรกิจที่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับคนจำนวนมาก และต้องการเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย จึงได้นำกลยุทธ์ “ร่วมกันรังสรรค์ (Co-creation) และการสร้างคุณค่าสมประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (Creating Shared Values)” มาบรรจุเข้าไปในกระบวนการดำเนินธุรกิจทุกประเภท โดยให้ความสำคัญในการร่วมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

ดังนั้นโครงการ SOOKSIAM สุขรักษ์โลก จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการแสดงพลังของชุมชนเมืองสุขสยามที่ร่วมกันดูแลโลกใบนี้  เราเชื่อว่าการรวมพลังจากจุดเล็ก ๆ ผ่านผู้คน ร้านค้า และพันธมิตรของเมืองสุขสยาม จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เพื่อโลกของเราได้  ภายใต้กิจกรรม “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” เราภูมิใจที่ได้เปลี่ยนขยะเศษอาหารกว่า 220 ตันต่อปีให้เป็นสารบำรุงดิน เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นผ้าห่มสำหรับเด็ก ๆ โดยหวังว่าจากการรวมพลังรักษ์โลกของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาดูแลสิ่งแวดล้อม และร่วมกันส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป”

ทั้งนี้เมืองสุขสยามดำเนินโครงการ “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เพื่อประสานความร่วมมือกับพันธมิตรและผู้ประกอบการร้านค้าในเมืองสุขสยาม สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมและชุมชนผู้คน ผ่านการรณรงค์การลดขยะอย่างเป็นรูปธรรม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จัดตั้ง “สถานีคัดแยกขยะ” ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเยือนเมืองสุขสยาม ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และยังเปลี่ยนขยะเศษอาหารภายในเมืองสุขสยามที่มีมากกว่า 220 ตันต่อปี   ให้เป็นสารบำรุงดิน ส่งมอบให้สำนักงานสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว รวมถึง

รีไซเคิลขยะขวดน้ำพลาสติกที่มีมากถึง 912,500 ขวดต่อปี เป็นผ้าห่มรักษ์โลกที่ผลิตจากขวดน้ำพลาสติก 100% ภายใต้”โครงการห่มรักษ์ให้น้องอุ่น”

โดยในปี 2568 นี้ เมืองสุขสยามได้ต่อยอด “สารบำรุงดิน” ด้วยโครงการ “จากจานสู่ดิน ส่งต่อมื้อกลางวันให้เด็ก” ร่วมกับเกษตรกรเจ้าของสวนลูกหลานตาเต่า อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำสารบำรุงดินที่ได้จากขยะเศษอาหารในเมืองสุขสยาม ไปใช้ในกระบวนการเพาะปลูกผักบุ้งจีน เพื่อนำส่งต่อครัวโรงเรียนในโครงการอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนในเขตคลองสานและโรงเรียนใกล้เคียง เชื่อมโยงเป็นวงจรอาหาร ตั้งแต่ครัวเรือน โรงเรียน จนถึงการบริโภคของเด็ก ๆ ส่งต่อความสุขสู่ชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนมากขึ้น และยังเพิ่มจำนวนการผลิตผ้าห่มรักษ์โลกเป็น 3,500 ผืน เพื่อส่งมอบให้กับเด็กเล็กในโรงเรียนจังหวัดทางภาคเหนือจำนวน 30 โรงเรียน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในเมืองสุขสยาม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ภาชนะรักษ์โลก “Fest Bio Brown” นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ใน Fest by SCGP พัฒนาขึ้นจากเยื่อยูคาลิปตัส 100% สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 60 วัน อีกทั้งยังส่งต่อขวดพลาสติก กระป๋องน้ำพลาสติก และลังกระดาษให้ Wake Up Waste แพลตฟอร์มซื้อขายขยะรีไซเคิล นำไปเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่สร้างมูลค่าได้

นอกจากนี้ภายในงานมีประชาชนและนักท่องท่องเที่ยวสนใจเข้าชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ Upcycle นิทรรศการบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์รักษ์โลก สินค้าธรรมชาติ และงานแฮนด์เมดใน ECO–Market เพลิดเพลินกับการเลือกช็อปผลิตภัณฑ์รักษ์โลกอย่างผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากเชียงใหม่, ภาชนะไม้หวายธรรมชาติจากอยุธยา, กระเป๋า Tote Bag จากขวดพลาสติก PET และเสื้อผ้าเส้นใยรีไซเคิลไร้สารเคมี  รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ อาทิ เวิร์กช็อปปั้นของจิ๋วจากดินไทย ในวันที่ 18-19 กันยายน 2568 และ ในวันที่ 25-26 กันยายน 2568 ขณะเดียวกันเมืองสุขสยาม ยังได้ร่วมกับ “โครงการเหลือ – ขอ”  ให้ ‘สิ่งของ’ เหลือใช้ เปลี่ยนเป็นทุนการศึกษาให้น้องๆที่ขาดโอกาสในสังคม โดยสามารถร่วมบริจาคสิ่งของ อาทิ เสื้อผ้า, หนังสือ, กระเป๋า, ของเล่น, อุปกรณ์การเรียน ได้ที่จุดรับบริจาคบริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา (ประตู 5) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งทางโครงการเหลือ – ขอ จะส่งต่อไปยังมูลนิธิบ้านนกขมิ้น  

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกของเราให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ได้ในงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน และติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่ Facebook: SOOKSIAM

8 จุดไฮไลท์ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

8 จุดไฮไลท์ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

8 จุดไฮไลท์ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท วิมานสุริยา จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่าง กลุ่มดุสิตธานี และกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (70:30) ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok และผู้พัฒนา The Residences at Dusit Central Park โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ที่ดีที่สุดใน Super Core CBD ชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ร่วมสัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ครั้งใหม่ กับ สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนาด 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) ที่ออกแบบโดยไล่ระดับความสูงจากชั้น 4 ต่อเนื่องถึงชั้น 7 มอบทิวทัศน์แบบ Extended Park View เชื่อมต่อทิวทัศน์ของสวนดุสิตอรุณเข้ากับสวนลุมพินีอย่างไร้รอยต่อ และยังเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงการใช้ชีวิตของคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกไลฟ์สไตล์เป็นสำคัญ เกิดเป็นแลนด์มาร์คแห่งความสุขทั้งกายและใจที่รอต้อนรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่จะพาทุกคนหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองสู่พื้นที่ผ่อนคลายที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าที่เคย ท่ามกลางความร่มรื่นของพรรณไม้ไทย 100%

ชื่อของสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ได้รับแรงบันดาลใจจากความหมายอันงดงามระหว่างคำว่า “ดุสิต” ที่ไม่ได้เป็นเพียงชื่อโรงแรมดุสิตธานีที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และประเทศไทยมากว่า 60 ปีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขเปรียบดังสรวงสวรรค์ที่สงบ ร่มเย็น และงดงาม และคำว่า “อรุณ” ซึ่งหมายถึงแสงแรกของวันที่สะท้อนแสงสีเงินและแสงสีทองยามพระอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า ที่ไม่ได้เป็นเพียงการมาของแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของทั้งธรรมชาติและผู้คน พร้อมทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงดงามของวัดอรุณ สัญลักษณ์แห่งแสงรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ซึ่งปรากฏผ่านการออกแบบอาคารภายในโครงการฯ ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากยอดของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม จนกลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่ใครเห็นก็ล้วนทราบว่าสถานที่แห่งนี้คือเมืองดุสิตธานี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้อัตลักษณ์สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ยังคงมีความสวยงาม คลาสสิก และเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ดึงดูดสายตาของคนไทยและคนทั่วโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 8 ไฮไลท์เด่นของสวนดุสิตอรุณฯ ที่รอต้อนรับทุกคนเข้ามาเติมพลังกายและพลังใจในทุกช่วงเวลาของแต่ละวัน ได้แก่

อัฒจันทร์ดุสิตพินี (Dusitpini Amphitheatre) พื้นที่สันทนาการสำหรับคนเมืองที่รองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพักผ่อน เป็นจุดนัดพบ หรือเป็นพื้นที่สำหรับการจัดฟังก์ชั่นเช่นการจัดเวิร์คช็อป การแสดงศิลปะ ดนตรี และการจัดมินิอีเว้นต์ในวาระต่างๆ ณ พื้นที่นี้ ทุกคนจะได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมโปรดท่ามกลางวิวสีเขียวที่สวยงามของสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) สวนลุมพินี และภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา แน่นอนว่า ณ พื้นที่แห่งนี้ จะต้องเป็นที่ที่ใครๆ ต่างต้องหลงรัก เพราะจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่เข้ามาแต่งแต้มให้พื้นที่นี้เต็มไปด้วยสีสัน เสียงเพลง และเสียงหัวเราะ ตลอดเวลา

จุดชมวิวระเบียงรังนก (Bird Nest Viewpoint) จุดชมวิวที่มอบทิวทัศน์ที่เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อระหว่างสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) และสวนลุมพินี เกิดเป็นภาพของพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ใจกลางเมืองที่หาได้ยาก รวมกับความสวยงามของเส้นขอบฟ้าของเมืองกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดสำคัญที่สามารถมานั่งชมวิวพร้อมเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของธรรมชาติ หรือหากมาถ่ายภาพก็ได้มุมสวยไม่เหมือนใคร ทั้งในยามเช้าและค่ำคืน

จุดชมวิวสวัสดีบางกอก (Sawasdee Bangkok Viewpoint) จุดชมวิวที่ผู้มาเยือนจะได้เห็นภาพมุมสูงที่มอบทิวทัศน์เขียวขจีที่ทอดยาวออกไปของสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ที่เชื่อมกับต้นไม้สีเขียวของสวนลุมพินีได้อย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นภาพของเมืองกรุงเทพฯ ในมุมมองใหม่ที่ร่มรื่นราวกับอยู่ในหุบเขาใจกลางเมือง ส่วนใครที่ชื่นชอบการจิบกาแฟยามเช้าพร้อมชมวิวแสงเรกของวัน ลองหากาแฟแก้วโปรด แล้วแวะเวียนขึ้นมาสัมผัสความสวยงามได้เลย

เดอะ เทอเรส (The Terrace) ลานกิจกรรมของสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณ Food Passage ที่เชื่อมต่อระหว่างสวนดุสิตอรุณฯ และพื้นที่ของอาคารสำนักงาน Central Park Offices ลานแห่งนี้โดดเด่นด้วยการออกแบบให้พื้นมีลูกเล่นของกระเบื้องสีเทาตัดสลับกับกระจกสีฟ้าและน้ำพุ ทำให้พื้นที่นี้เป็นทั้งจุดนัดพบและเป็นอีกหนึ่ง Photo Spot ที่มอบบรรยากาศเท่ๆ ราวกับอยู่ต่างประเทศ

ม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513) น้ำตกของสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ที่รายล้อมไปด้วยไม้น้ำนานาพรรณ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “น้ำตกสวรรค์ชั้นดุสิต” น้ำตก 9 ชั้น หนึ่งในอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 พื้นที่ตรงนี้นอกจากจะได้ชมความสวยงามของสายน้ำแล้ว ยังได้รับลมธรรมชาติที่สร้างความความสงบร่มรื่น ร่มเย็น และความหรูหราเหนือกาลเวลา ทำให้พื้นที่สีเขียวแห่งนี้เย็นสดชื่นราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์แม้อยู่ใจกลางเมือง

เดอะ พลาซ่า (The Plaza)   สนามหญ้าสีเขียวซึ่งเป็นพื้นที่สันทนาการที่ให้คุณได้เดินเล่นพักผ่อนหรือทำกิจกรรมพร้อมแนบชิดธรรมชาติที่ร่มรื่น และยังรู้สึกเย็นสบายจากสัมผัสของละอองน้ำตกจากม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513) ที่ทำให้คุณอยากใช้เวลาที่ สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ทั้งวัน

ดี การ์เด้น (D Garden) พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่สำหรับลูกบ้านของโครงการ The Residences at Dusit Central Park และแขกของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่เหมาะกับการเดินเล่นเพื่อความผ่อนคลายท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้สวยงามนานาพรรณที่รอคุณมาสัมผัสกับสีสันสดใสและกลิ่นหอมสดชื่น โดยเป็นพื้นที่ชั้นสูงสุดของสวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ซึ่งนอกจากจะสามารถเดินเล่นได้อย่างเพลิดเพลินแล้ว ยังสามารถรับชมวิวที่ต่างจากจุดอื่นๆ ของสวนดุสิตอรุณฯ ได้เช่นกัน

เดอะ คอร์ดยาร์ด (The Courtyard) อีกหนึ่งพื้นที่กิจกรรมสำหรับแขกของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ D Garden ของ สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ที่สามารถรองรับกิจกรรมขนาดย่อมหลากหลายรูปแบบในบรรยากาศสบายๆ

นอกจากนี้ สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) ยังได้จัดพื้นที่สำหรับรองรับครอบครัวทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของคนรักสัตว์ที่ทางสวนดุสิตอรุณฯ ได้จัด Pets’ Area ที่สามารถพาน้องสัตว์เลี้ยงตัวโปรดมาวิ่งเล่นได้ และตัวสวนเองก็ยังเป็นสวน Pet-Friendly ที่สามารถพาน้องสุนัขและน้องแมวมาชมความสวยงามของธรรมชาติและสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกัน เพียงเตรียมรถเข็น สายจูง และอุปกรณ์รักษาความสะอาดมาด้วยก็สามารถเข้าสวนดุสิตอรุณฯ ได้เลย หรือ Joyful Playground สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ที่เด็กๆ จะได้สนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย และทางเดิน Natural Trail ที่ออกแบบด้วยหลักการของ Universal Design ที่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้รถเข็น ทำให้พื้นที่สีเขียวแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่โอบรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย อย่างแท้จริง

สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา         06.00 – 22.00 น. สามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม รวมไปถึงสิทธิพิเศษในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่กิจกรรมต่างๆ และโปรโมชั่นจากร้านค้าผู้ให้บริการภายในโครงการผ่าน LINE Official Account @dusitcentralpark

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ลางเนื้อชอบลางยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ลางเนื้อชอบลางยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ลางเนื้อชอบลางยา

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โลกยุคใหม่ที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง จึงมีหนึ่งในศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาไปจากเดิมอย่างมากคือ เภสัชพันธุศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมของแต่ละบุคคลกับการตอบสนองต่อยา โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การให้ยากับผู้ป่วยต้องมีความแม่นยำ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงสุด

แม้คำว่า “เภสัชพันธุศาสตร์” เป็นเรื่องใหม่และซับซ้อนมาก แต่แนวคิดนี้กลับสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยที่เราคุ้นเคยกันดีมานาน โดยเรามีสำนวนไทยคือ “ลางเนื้อชอบลางยา” หมายถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคลในการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะยา ตัวยาเดียวกันอาจให้ผลการรักษาที่ดีกับคน ๆ หนึ่ง แต่กลับใช้รักษาไม่ได้ผลกับอีกคนหนึ่ง หรือใช้แล้วอาจเกิดอาการแพ้ยา

สาเหตุหนึ่งเพราะว่าพันธุกรรม หรือยีนของแต่ละคน อาจมีผลต่อการดูดซึม การเปลี่ยนแปลง ขับออก และการออกฤทธิ์ของยา และด้วยความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในลำดับดีเอ็นเอ อาจส่งผลมหาศาลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา ตัวอย่าง เช่น คนสองคนได้รับยาชนิดเดียวกันในขนาดเท่ากัน แต่อาจมีผลลัพธ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีความสำคัญมากกับการใช้ยาบางชนิด ดังกรณีศึกษานี้ ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) เป็นยาลดกรดยูริกในเลือด ใช้รักษาโรคเกาต์ แม้จะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี แต่ในบางคนกลับทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อย่างเช่น ผู้มียีน HLA-B58:01 มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรงที่เรียกว่า กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome) หรือ ท็อกซิก อีพิเดอร์มัลเนโครไลซิส (Toxic Epidermal Necrolysis) คือภาวะผิวหนังลอก อักเสบ และอาจรุนแรงจนเสียชีวิต 

ทั้งนี้ คนไทยประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์มียีนเสี่ยงต่อการแพ้ยาตัวนี้ จึงจำเป็นต้องผ่านการตรวจยีนก่อนใช้ยาอัลโลพูรินอล การตรวจจึงสามารถช่วยป้องกันอาการแพ้รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผลตรวจบ่งว่าผู้ป่วยมียีนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาอัลโลพูรินอล แล้วเลือกใช้ยาอื่นแทน

การตรวจยีนชนิดนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในผู้ป่วยโรคเกาต์รายใหม่ และเริ่มนำไปใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ

นอกจากกรณีของยาอัลโลพูรินอล  ที่การแพ้ยามีความสัมพันธ์กับยีนบางชนิดแล้ว  ยารักษาโรคลมชัก ชื่อคาร์บามาเซปีน (carbamazepine) ก็อยู่ในข่ายการเฝ้าระวัง เพราะประชากรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงคนไทยบางคนมียีนที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง เพราะฉะนั้น การตรวจยีนก่อนใช้ยาคาร์บามาเซปีน จึงจำเป็นมาก เพราะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ที่ใช้ป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ ซึ่งคนไทยจำนวนหนึ่ง มียีนที่ทำให้ยาชนิดนี้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดซ้ำ การตรวจยีน จึงช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาได้เหมาะสม

จากที่กล่าวมานั้นสะท้อนให้เห็นว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” ไม่ใช่แค่สำนวนโบราณที่ไม่มีความหมาย แต่ทว่ามีหลักการที่สามารถอธิบายได้ด้วยเภสัชพันธุศาสตร์ โดยในปัจจุบันการตรวจยีนก่อนการใช้ยาบางชนิด จึงช่วยป้องกันอาการแพ้รุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ และทำให้ช่วยการเลือกใช้ยาและขนาดยาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของผู้ป่วย อันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสุขภาพ และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่เกิดจากการแพ้ยารุนแรง

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้ไหม ‘มะเร็งตับ’ เริ่มมจากแค่อาการคัน

รู้ไหม ‘มะเร็งตับ’ เริ่มมจากแค่อาการคัน

รู้ไหม ‘มะเร็งตับ’ เริ่มมจากแค่อาการคัน

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ซึ่งมะเร็งตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว

นายแพทย์อิศราพงษ์ ศิริชวโรจน์ อายุรแพทย์ชำนาญการด้านมะเร็งวิทยา  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า หลายคนอาจไม่รู้ว่า “อาการคันตามตัว” โดยไม่มีผื่น อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งตับโดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น ตัวเหลือง เหนื่อยง่าย หรือเบื่ออาหาร

นายแพทย์อิศราพงษ์ ศิริชวโรจน์ อายุรแพทย์ชำนาญการด้านมะเร็งวิทยา  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล

5 อาการเตือนโรคมะเร็งตับ ที่ควรรีบพบแพทย์  มีดังนี้ 1. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อเซลล์ตับเริ่มถูกทำลาย ร่างกายจะเผาผลาญและดูดซึมสารอาหารได้ลดลง ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายและน้ำหนักลดอย่างไม่ตั้งใจ 2. แน่นท้อง ปวดบริเวณชายโครงขวา อาจมีอาการแน่นหรือปวดท้องด้านขวาบน ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งในตับที่ขยายตัวและกดทับอวัยวะข้างเคียง 3. ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตับทำงานผิดปกติ ไม่สามารถขจัดสารบิลิรูบินออกจากร่างกายได้ ทำให้สารนี้สะสมในเลือด 4. คันตามตัว โดยไม่มีผื่น เกิดจากสารพิษ เช่น บิลิรูบิน ที่สะสมในร่างกาย ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยโรคตับและมะเร็งตับ ควรพบแพทย์หากมีอาการคันต่อเนื่องโดยหาสาเหตุไม่ได้ 5.  เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องโต อาจรู้สึกอึดอัดหรือแน่นท้องตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำในช่องท้อง หรือก้อนเนื้อในตับโตขึ้นจนกดทับระบบย่อยอาหาร

ตรวจคัดกรองมะเร็งตับ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีไวรัสตับอักเสบบี/ซี ผู้ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง หรือมีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว

การตรวจที่แนะนำ ได้แก่:  อัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound Whole Abdomen)  ตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ตรวจค่าการทำงานของตับ (LFTs) หรือหากมีประวัติมะเร็งในครอบครัว แนะนำให้ตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็ง (Cancer screening)

แม้ว่าอาการ “คันตามตัว” จะดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากเป็นต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย ตัวเหลือง แน่นท้อง หรือเบื่ออาหาร ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองโรคตับอย่างละเอียด เพราะยิ่งรู้เร็ว โอกาสในการรักษาก็ยิ่งสูงขึ้น

คุณแหน : 15 กันยายน 2568

คุณแหน : 15 กันยายน 2568

คุณแหน : 15 กันยายน 2568

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

II มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายธงทอง จันทรางศุ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พร้อมกก.สภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 ท่านได้แก่  นางปราณี สังขะตะวรรธน์,นายยืน ภู่วรวรรณ,นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์,นางสาวทัศนา บุญทอง,นายมานิตย์ จุมปา,นายศิริ การเจริญดี,นายประสาท สืบค้า,นายนนทพล นิ่มสมบุญ และนายเขมทัตต์ พลเดช ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2568..

II คณะกรรมการสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ แสดงความยินดีกับ อโนมา วิจิตรวิกรม และ ศิริรัตน์ ธำรงธีระกุล ในโอกาสได้รับรางวัล “นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น” ประจำปี 2567 ประเภทอาสาสมัครดีเด่น จากมูลนิธิศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์..

ll มัทนา บุนนาค เสียชีวิตแล้วหลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง จะมีพิธีสวดที่วัดมกุฎฯ ขณะนี้รอลูกกลับจากอเมริกา..

ll ครบรอบวันเกิด ภรณี ลีนุตตพงษ์ 12 ก.ย.ที่ผ่าน ดร.โอกาส เตพละกุล จัดเลี้ยงให้ที่ห้องอาหารเชฟแมนท่ามกลางเพื่อนรัก…ส่วน วงศ์ทิพย์ ชุ่มภาณี ครบ 7 รอบ 16 ก.ย. อบอุ่นพร้อมหน้าครอบครัวที่บ้านHome Sweet Home..

ll ธนิต ภูมิถาวร รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้มหกรรมสุขภาพผู้สูงอายุ เชิดชูเกียรติ โครงการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรองรับการพัฒนาในทุกมิติ สืบสานวัฒนธรรมประเพณี อัตลักษณ์ท้องถิ่น และน้อมนำศาสตร์พระราชามาสู่การปฏิบัติ จัดโดย สสจ.พิจิตร..

ll ชาว Digital CEO#6 ร่วมยินดีกับ บุปผา กวินวศิน ที่ได้รับรางวัล Mahidol University Alumni Recognition จาก คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล โดยจะเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 24 กย. 7.00-7.45 น. ณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล..

ll นพ.นพปฎล พรรณราย ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย รับมอบถุงบริการทางการแพทย์ จาก มาโนช สุขเพิ่ม บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด..

ll ทิพย์รัตน์ อรรถวิภัชน์ หนึ่งในสมาชิกวงทับทิมสยาม ดีใจกับ 2 เหรียญทอง Winner Category จาก Senior Choir และ Equal Voice Adult Choir ในการแข่งขันงาน Thailand lnternational Choral Festival 2025 ครั้งที่ 2 นี้มาก ผลงานทั้งหมดมาจากความทุ่มเททั้งกายและใจ ของ อ.ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ครูเดว์แห่งวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่นำวงเข้าแข่งขัน..

ll รศ.พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง เชิญญาติมิตรร่วมงานทำบุญอุทิศกุศล ครบรอบ 9 ปี ระลึกถึง พลเอก สุทิน จันทร์กระจ่าง 7 ต.ค. 14.00 ณ  วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ ..

คุณแหน

Bangkok’s Festivals ครั้งที่ 27 เปิดโชว์แรก ‘มหาภารตะ’ สุดตระการตา

Bangkok’s Festivals ครั้งที่ 27 เปิดโชว์แรก ‘มหาภารตะ’ สุดตระการตา

Bangkok’s Festivals ครั้งที่ 27 เปิดโชว์แรก ‘มหาภารตะ’ สุดตระการตา

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดฉากเทศกาล Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music  ด้วยการแสดง “มหาภารตะ” มหากาพย์อินเดียกว่า 5,000 ปี ในสไตล์ร่วมสมัย  อย่างงดงามตรการตา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความชื่นชมในศักยภาพของการแสดงร่วมสมัย จากนักแสดงระดับโลกที่ส่งตรงมาจากประเทศอินเดีย โดยมีเหล่าคนดังและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล, สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกวุฒิสภา, พิไลพรรณ สมบัติศิริ, ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ และนายกสมาคมบัลเลต์, มาซาโตะ โอตากะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยพร้อมภริยา  ร่วมด้วย ณพ ณรงค์เดช ควงคู่ภรรยาสุดสวย พอฤทัย ณรงค์เดช  ที่แต่งกายมาในชุดอินเดียสีสันสดใส และต้อ-มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดงชื่อดังและประชาชนทั่วไป เข้าชมการแสดงคับคั่ง ตอกย้ำถึงศักยภาพของเทศกาล Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music ที่เลือกเฟ้นโชว์ระดับโลกเข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย

การแสดงครั้งนี้นำมหากาพย์อินเดียอายุกว่า 5,000 ปี มาถ่ายทอดใหม่ในสไตล์วัฒนธรรมป็อป ผสมผสานลีลาการเต้น ดนตรีร่วมสมัย บทสวดมนต์โบราณ ฉากแอคชันสุดอลังการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยชุบชีวิตเรื่องราวสงคราม 18 วันระหว่างฝ่าย “ธรรมะ” และ “อธรรม” ให้กลับมามีพลังและเข้าถึงผู้ชมยุคใหม่ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยมีนักแสดง นักเต้น และนักดนตรีมากฝีมือกว่า 50 ชีวิต มาร่วมถ่ายทอดอารมณ์ ความรัก ความแค้น และความยิ่งใหญ่ พร้อมจัดเต็มทั้งฉากและเครื่องแต่งกายสุดวิจิตรที่สะท้อนวัฒนธรรมอินเดียโบราณ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ พาผู้ชมดื่มด่ำไปกับประสบการณ์สุดสมจริง เสมือนหลุดเข้าไปในมหากาพย์แห่งโลกยุคโบราณ

นอกจากการแสดงมหาภารตะแล้ว เทศกาลในปีนี้ยังอัดแน่นไปด้วย 14 การแสดงระดับโลกจากศิลปินกว่า 10 ประเทศที่ผู้ชมไม่ควรพลาด ได้แก่ Plácido Domingo ตำนานโอเปราระดับโลก เจ้าของ 12 รางวัลแกรมมี่ หนึ่งใน The Three Tenors ที่ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์จะขึ้นเวทีประเทศไทย ร่วมกับโซปราโนดาวรุ่ง Monica Conesa และวาทยกรหญิงผู้ทรงอิทธิพลจากอิตาลี Beatrice Venezi ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์เสียงร้องอันทรงพลังสะกดทุกสายตา

A Dream of Red Mansions บัลเลต์จีนร่วมสมัยจาก National Ballet of China ถ่ายทอดวรรณกรรมคลาสสิกจีนอันอมตะผ่านนักเต้นกว่า 80 ชีวิต และโปรดักชันสุดวิจิตรอลังการ ทั้งฉาก แสง และเครื่องแต่งกายจากปักกิ่ง เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรัก ความฝัน และบทเรียนชีวิตที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง Samara Opera & Ballet Theatre จากรัสเซีย พร้อมเสิร์ฟ 4 การแสดงยิ่งใหญ่ Tosca, Aida, The Nutcracker และ Three Masks of the King พร้อมโปรดักชันสุดอลังการ ออร์เคสตร้าสดเต็มวง นักแสดงมากฝีมือ รวมทั้งฉากและเครื่องแต่งกายสุดตระการตา

Pixel การแสดงจากฝรั่งเศสที่รวม สตรีทแดนซ์ ฮิปฮอป และการเต้นร่วมสมัย เข้ากับเทคโนโลยีแสง สี และเอฟเฟกต์สุดล้ำ สอดประสานอย่างเป็นจังหวะไปกับการเคลื่อนไหวของนักเต้นแบบเรียลไทม์ สร้างลูกเล่นสุดแปลกตาเหมือนเนรมิตเวทีให้มีชีวิต Cuba Vibra การแสดงที่ร้อนแรง เร้าใจ และเปี่ยมชีวิตชีวา ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งคิวบาผ่านทุกจังหวะการเคลื่อนไหว สุดยอดการแสดงจาก Lizt Alfonso Dance Cuba (LADC) รวมถึงโชว์พิเศษจากหลากหลายคณะนานาชาติ อาทิ Nocturna ฟลาเมงโกร่วมสมัยจากสเปน, NINA โชว์เต้นที่เล่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้กล้าหาญ, บทเพลงจาก Prague Philharmonia ออร์เคสตราชั้นนำของยุโรป และ Energy ∞ Infinite การแสดงเครื่องกระทบจังหวะสุดเก๋ที่รวมเครื่องดนตรีจากทั่วโลกมาไว้ที่เดียว

เทศกาล Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music จะจัดต่อเนื่องแบบเต็มอิ่มจุใจ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ตุลาคม 2568 นำเสนอการแสดงระดับโลกหลากหลายแขนง ทั้งโอเปรา บัลเลต์ ดนตรีคลาสสิก ละครเวที และการแสดงร่วมสมัย รวม 17 รอบการแสดง จาก 10 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมสามารถจับจองที่นั่งเพื่อสัมผัสประสบการณ์การแสดงระดับโลกสุดหายาก ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรมีจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และ http://www.thaiticketmajor.com/bangkokfestivals ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokfestivals.com

อดีตแอร์โฮสเตส ‘น้องนานะ นาตาลี สุกีอุระ’ คว้ามงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’

อดีตแอร์โฮสเตส ‘น้องนานะ นาตาลี สุกีอุระ’  คว้ามงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’

อดีตแอร์โฮสเตส ‘น้องนานะ นาตาลี สุกีอุระ’ คว้ามงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

14 กันยายน 2568 กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2568 นำโดย สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ได้จัดการประกวดรอบตัดสิน ณ โรงแรม เอส พาร์ค (ESC Park) รังสิต โดยสาวงามที่ชนะใจคณะกรรมการ คือ หมายเลข 17 นางสาว นาตาลี สุกีอุระ (น้องนานะ) อายุ 24 ปี สาวงามจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้ามงกุฎพร้อมกับเงินสดและของรางวัล รวมกว่า 1.5 ล้านบาท  เมื่อคืนวันเสาร์ที่  13 กันยายน 2568

เวที “นางสาวถิ่นไทยงาม” ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการนางงามไทยมาอย่างยาวนานถึง 75 ปี นับเป็นเวทีระดับประเทศเวทีแรกที่พร้อมนำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยรูปแบบการประกวดในปีนี้ที่เรียบหรู สง่างาม ทันสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้เช่นเดิม

การประกวดรอบตัดสินมีเหล่าดาราคนดังที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นำโดยสุดยอดนักแสดงหญิงมากฝีมือ ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล,  นักแสดงและผู้จัดละครไฟแรง หนิง-ปณิตา พัฒาหิรัญ ที่ให้เกียรติมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน พร้อมด้วย แอนนา เสืองามเอี่ยม – มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2565, โชตินภา แก้วจรูญ – นางสาวไทย 2568, สุชานุช ธรรมวงศ์ – นักแสดง ช่อง 7HD ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน โดยมี อรรณพ กิตติคุณ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เริ่มการประกวดด้วยการแสดงเปิดตัว 25 สาวงามในชุดว่ายน้ำย้อนยุคที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยอย่างปราณีต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเวทีการประกวดนี้ จากนั้นจึงประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายซึ่งปรากฏโฉมในชุดว่ายน้ำสากล ตามด้วยการประกวดในชุดธีม “เสน่ห์ผ้าไทย” โดยบริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด  ตามด้วการนอวดโฉมอย่างสง่างามในชุดราตรีเพื่อให้คณะกรรมการอีกครั้ง ภายใต้บทเพลงอมตะ Only You ซึ่งขับกล่อมโดยศิลปินระดับตำนาน The Platters ซึ่งบินตรงมาจากสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้นเป็นการประกาศผลรางวัลพิเศษ : รางวัล QUEEN OF SALES By Tel2tell tv shopping ได้แก่  หมายเลข 4 นางสาว พริธนิญา สริณศิญาพร  รางวัล TIP ICONIC STAR ได้แก่ หมายเลข 8 นางสาว ปาณิศา สุทธิสว่าง ตามด้วยการประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 5 คนก่อนเข้าสู่ช่วงตอบคำถามเป็นลำดับ  จากนั้นเป็นการเปิดตัว แพทย์หญิงศิรดา โล บลูโย่ – นางสาวถิ่นไทยงาม 2566  ที่มาอำลาตำแหน่งบนเวที

ต่อด้วยการเดิน Final Walk ของทั้ง 5 สาวงามด้วยบทเพลง “ถิ่นไทยงาม” อันเป็นบทเพลงอมตะและเป็นเอกลักษณ์ของเวทีการประกวด และประกาศผลการตัดสิน เริ่มจากรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (ได้รับตำแหน่งเท่ากันทั้ง 3 คน) ได้แก่ หมายเลข 2 นางสาว จารุปิยา บริบาลบุรีภัณฑ์ (น้องโณนี่) อายุ 25 ปี สาวงามจากกรุงเทพมหานคร, หมายเลข 12 นางสาว มาลัยกะ คาร (น้องมาลัย) อายุ 21 ปี สาวงามจากเชียงราย และ หมายเลข 15 นางสาว จิรัชยา สุขอินต๊ะ (น้องจุ๊กจิ๊ก) อายุ 27 ปี สาวงามจากพะเยา ได้รับรางวัล เงินสดมูลค่า 100,000 บาท พร้อมสายสะพาย และมาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยคือการประกาศรางวัลชนะเลิศ ผู้ครองมงกุฎ “นางสาวถิ่นไทยงาม 2568″ ตกเป็นของหมายเลข 17 นางสาว นาตาลี สุกีอุระ (น้องนานะ) อายุ 24 ปี สาวงามจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สายการบิน Gulf Air  จะได้รับรางวัล เงินสด 500,000 บาท มงกุฎเพชร มูลค่า 300,000 บาท พร้อมสายสะพาย และของรางวัลอีกมากมาย 

สำหรับรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ หมายเลข 3 นางสาว อัญชิศฐา สุขสงค์ (น้องบุษ) อายุ 20 ปี สาวนครศรีธรรมราช จากรั้วมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร รับรางวัลเงินสดมูลค่า 200,000 บาท พร้อมสายสะพาย.

012

คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์  ทรัมป์  ถูกมือปืนลอบยิงเสียชีวิต ขณะเข้าร่วมกิจกรรมถามตอบกับกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ในเมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ ช่วงหลังเที่ยงของวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (10 ก.ย.)

เคิร์กเสียชีวิตระหว่างเปิดเวทีแลกเปลี่ยนทัศนะกับเหล่านักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ภายใต้สโลแกน The American Comeback และ Prove Me Wrong ซึ่งเป็นเวทีที่เขาให้นักศึกษาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมถามถึงประเด็นที่สนใจ และดีเบตกับเขา โดยในระหว่างที่กำลังถกกับนักศึกษาในประเด็นเรื่อง ‘ความรุนแรงจากอาวุธปืน’ จากฝีมือของมือปืนที่เป็นกลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์ ในเหตุกราดยิงและสังหารหมู่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเคิร์กบอกว่า เขารับรู้ แต่ในระหว่างที่เคิร์กถามกลับว่า นับรวมความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรด้วยหรือไม่นั้น…มือปืนซึ่งซ่อนตัวอยู่บนหลังคาอาคารที่ห่างออกไปราว 180-200 หลา ได้ลั่นกระสุนจากอาวุธปืนไรเฟิลอัตโนมัติเข้าใส่ลำคอของเคิร์กอย่างแม่นยำ เลือดแดงฉานไหลทะลักขณะที่เจ้าตัวใช้มืดจับแผลถูกยิงก่อนล้มลงกับพื้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของผู้เห็นเหตุการณ์ที่วิ่งหนีแตกตื่น ก่อนที่เคิร์กจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

คลิปเหตุลอบสังหารครั้งนี้ มีผู้สามารถบันทึกไว้ได้ชัดเจน ขณะที่จนถึงตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่เอฟบีไอก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้

ชาร์ลี เคิร์ก คือใคร ?

ชื่อของ ชาร์ลี เคิร์ก อาจไม่คุ้นหูคนไทยส่วนใหญ่ แต่เขามีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐฯ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรสายอนุรักษ์นิยมไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Turning Point USA ซึ่งในช่วงก่อตั้ง เคิร์กมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มมีบทบาทเป็นนักเคลื่อนไหวเยาวชนและเข้าสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีผู้ติดตามในแพลตฟอร์ม X มากถึง 5.5 ล้านคน และเขายังเป็นคนที่มักถูกอธิบายว่าเป็นหน้าเป็นตาของขบวนการ “Make America Great Again” ด้วย โดยที่ทรัมป์มักจะชื่นชมเคิร์ก ว่าเขาเป็นผู้ดึงโหวตเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ให้หันมาสนับสนุนทรัมป์ในช่วงแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว อีกทั้งยังเป็นพิธีกรรายการพอดแคสต์และรายการวิทยุชื่อดัง ชื่อ The Charlie Kirk Show  นอกจากนี้ ยังปรากฎตัวในฐานะแขกรับเชิญและพิธีร่วมทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ เคิร์กยังเป็นเพื่อนสนิทลูกชายคนโตของประธานาธิบดีทรัมป์อีกด้วย

การปรากฏตัวของเคิร์กที่มหาวิทยาลัยในรัฐยูทาห์ ถือเป็นครั้งแรกในกิจกรรม American Comeback Tour ทั้งหมด 15 กิจกรรม ที่มีแผนจัดขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ บ่อยครั้งที่เขาใช้กิจกรรมลักษณะนี้ ที่มักมีฝูงชนนักศึกษาเข้ารับฟังเป็นจำนวนมากเพื่อเชิญผู้รับฟังร่วมดีเบตกับเขา

ที่ผ่านมา เคิร์กมักแสดงความเห็นและจุดยืนในประเด็นต่างๆ ที่มีความอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง หลายครั้งทำให้สายเสรีนิยมไม่พอใจอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการครอบครองอาวุธปืน ที่เจ้าตัวปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการควบคุมอาวุธปืน และย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ เขามักจะตอบสนองต่อเหตุกราดยิงด้วยการเบี่ยงไปที่ประเด็นเรื่องปัญหาสุขภาพจิต หรือการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรในภาพรวม มากกว่าที่จะจำกัดการครอบครองปืน นอกจากนี้ เคิร์กยังต่อต้านการทำแท้งอย่างถึงที่สุด รวมถึงต่อต้านกลุ่ม LGBTQ+ อย่างชัดเจน คัดค้านสิทธิ์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ อีกทั้งยังโจมตีสถานศึกษาที่สอนเนื้อหาครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ

เราเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก

เหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก ที่รัฐยูทาห์ สะท้อนว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ระยะอันตรายครั้งใหม่ของความรุนแรงทางการเมือง แม้ยังไม่ทราบแรงจูงใจ แต่หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ท่ามกลางเหตุลอบสังหารและโจมตีนักการเมืองอเมริกันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา จนเรื่องนี้กลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ หรือ New Normal ในสังคมอเมริกันไปแล้ว เพราะเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ก็เพิ่งรอดตายจากความพยายามลอบสังหารถึง 2 ครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นการลอบยิงระหว่างปราศรัยหาเสียงในรัฐเพนน์ซิลเวเนีย และกระสุนพุ่งเฉียดใบหูจนเลือดอาบ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มีนักการเมืองทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต ล้วนตกเป็นเป้าโจมตีและลอบทำร้ายหลายต่อหลายราย ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยทั้งหวาดกลัวและหมดหวังกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนดูเหมือนการเมืองและสังคมอเมริกันกำลังถอยหลังลงคลอง ย้อนไปยุคทศวรรษ 1960-1970 ที่การสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองเกิดขึ้นเป็นว่าเล่น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองและสังคมอเมริกันเผชิญกับการแบ่งขั้วรุนแรง และการใช้วาทกรรมสาดโคลนโจมตีฝ่ายตรงข้าม จนแทบจะไม่เหลือพื้นที่สำหรับความเข้าใจร่วมกันได้ เห็นได้จากหลังเหตุลอบสังหารเคิร์ก แม้นักการเมืองทุกฝ่ายทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน จะออกมาประสานเสียงประณามเหตุการณ์นี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันลดอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองลง แต่ก็ยังแอบแฝงไปด้วยวาทกรรมของการกล่าวหาและโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ที่บอกว่า เหตุการณ์นี้เป็นผลมาจากฝ่ายซ้ายที่ทำให้เกิดความรุนแรง ส่วนนักการเมืองฝ่ายขวาจากรีพับลิกันหลายคน ถึงกับเรียกร้องให้มีการแก้แค้นและตอบโต้ สะท้อนว่าการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก น่าจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเลวร้ายลง และอาจเกิดความรุนแรงตามมาอีก

ขณะเดียวกัน บางฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่า ตัวตนและสิ่งที่เคิร์กแสดงออกมาโดยตลอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตกเป็นเป้าสังหาร จากการแสดงความเห็นเผ็ดร้อน ตรงไปตรงมาจนดูเหมือนก้าวร้าวในหลายประเด็นขัดแย้ง ทั้งเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาอิสลาม ผู้อพยพ และความหลากหลายทางเพศ แม้จะไม่มีใครบอกว่าการลอบสังหารเขาเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แต่หลายคนชี้ว่า วาทกรรมของเคิร์กที่แสดงออกมามีส่วนทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมยิ่งคุกร่นมากขึ้น เข้าทำนองที่ว่า “พูดแบบนี้ก็สมควรโดนแล้ว”

การลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก จึงไม่ใช่เป็นเพียงคดีอาชญากรรมที่อุกอาจและเป็นโศกนาฏกรรมน่าเศร้าของการเมืองและสังคมอเมริกัน แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ ที่ความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายฝังรากหยั่งลึก เต็มไปด้วยวาทกรรมสาดโคลนให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม อันจะมีแต่ยิ่งบ่มเพาะความรุนแรง เกิดการตอบโต้ และยิ่งทำให้วงจรการนองเลือดทางการเมืองเลวร้ายลง ในสังคมที่เริ่มยอมรับความจริงจากอีกฝ่ายไม่ได้ และไม่ว่าใครก็มีอาวุธปืนในมือทั้งสิ้น

ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ม็อบ ‘ขวางทุกอย่าง’ ในฝรั่งเศส

สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงทั้งในกรุงปารีส และอีกหลายเมืองทั่วประเทศ ด้วยการกีดขวางการสัญจร เผาถังขยะ และปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ตามที่ประกาศจะ ‘ขวางทุกอย่าง’ (Block Everything) เพื่อแสดงความโกรธแค้นนักการเมืองและแผนการตัดลดงบประมาณ ท่ามกลางวิกฤตการเมืองในประเทศ หลังจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติลงมติปลดนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เข้ามารับตำแหน่งเป็นคนที่ 5 ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยลดความปั่นป่วนในประเทศลงได้

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบยุโรป และไปเที่ยวภาคพื้นยุโรปรวมทั้งเกาะต่าง ๆ มาหลายแห่งแล้ว สถานที่หนึ่งที่แนะนำอีกแห่งก็คือ Stockholm ราชินีแห่งทะเลบอลติก ทั้งนี้เพราะ Norse Atlantic Airways เพิ่งจะมาเปิดบินตรงระหว่างกรุงเทพกับสต็อกโฮมด้วยค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาถูกกว่าตั๋วจากกรุงเทพไปโตเกียวของสายการบินไทยเสียอีก เมื่อมีสายการบินใหม่บินหลายเมืองในกลุ่มสแกนดิเนเวียมาทำตลาดในไทยจึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้สัมผัสประเทศในกลุ่มนี้

ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียประกอบด้วย สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ทั้งสี่ประเทศล้วนเป็นประเทศมั่งคั่ง แต่มีภูมิอากาศที่หนาวเย็นมาก ชาวสแกนดิเนเวียจึงนิยมหลบหนาวมาเที่ยวประเทศไทย ในอดีต สายการบินที่บินตรงระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศนี้มี SAS, TG, FinnAir แต่ปัจจุบันเพิ่ม Norse Atlantic Airways ที่มีราคาเป็นมิตรมากจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งชาวสแกนและชาวไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันมากยิ่งขึ้น การเลือกเดินทางไป Stockholm เป็นที่แรกของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียก็เพราะเมืองหลวงของสวีเดนเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดใน 4 ประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมอีกด้วย

เมืองที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในปี 1252 นี้มีความหมายว่าเป็นหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยไม้ซุง นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเมืองนี้ถูกก่อตั้งโดย Birger Jarl เพื่อปกป้องสวีเดนจากการรุนราน เมื่อเมืองเติบโตขึ้นจากการค้าขายในทะเลบอลติกจนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และมีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง สต็อกโฮมก็เริ่มถูกรุกรานโดยพระเจ้าคริสเตียนที่สองแห่งเดนมาร์กในปี 1520 จนเกิดการสังหารหมู่ที่เรียกว่า Stockholm Bloodbath อย่างไรก็ดีเมื่อพระเจ้ากุสตาฟวาซา ได้เถลิงอำนาจในปี 1523 ประเทศก็กลับมามีความมั่นคงและมั่งคั่งขึ้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของยุโรป เมื่อประเทศมั่งคั่ง พระนางคริสติน่า ราชินีของสวีเดนก็ได้ให้การสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมากจนดึงดูดนักคิดนักเขียนจากหลายประเทศให้ย้ายมาอยู่สต็อกโฮม

คริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนเริ่มกลายเป็นมหาอำนาจส่งผลให้เมืองสต็อกโฮมใหญ่โตขึ้นและมีประชากรเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า จักรพรรดิเลยมีดำริให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นเพื่อกันอริราชศัตรู แต่เมื่อ TreKronor Castle ถูกไฟไหม้ พระราชวังสต็อกโฮมก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นจักรวรรดิสวีเดน และยกเลิกกำแพงเพื่อให้การขยายอาณาเขตเมืองเป็นไปได้ง่ายขึ้น โชคร้ายเริ่มมาเยือนเมื่อกาฬโรคระบาดในปี 1710 ส่งผลให้ประชากร 20,000 คนหรือกว่า 36% เสียชีวิตจนทำให้เมืองหยุดชงัก และเศรษฐกิจเสื่อมถอย เมืองเริ่มเติบโตอีกครั้งในสมัยพระเจ้ากุสตาฟที่สามหรือยุค Enlightenment นโยบายเศรษฐกิจของพระองค์ทำให้ประเทศก้าวหน้า อีกทั้งการชนะสงครามกับรัสเซียส่งเสริมให้ชื่อเสียงประเทศขจรขจาย ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่งผลให้เกิดการตั้งสถาบันทางด้านเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยมากมาย สต็อกโฮมกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีความหลากหลายมากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้อาคารโบราณหลายแห่งถูกทำลายลงแล้วสร้างใหม่มีความทันสมัย อุตสาหกรรมหนักก็เปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคและบริการ

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเมืองสต็อกโฮมจากสนามบินทำได้ไม่ยากเพราะมีรถ Express ถึงกลางเมืองเลย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวสายกินก็คือ Hotorgshallen ตลาดในร่มกลางเมือง ตลาดที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1880 และได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีพื้นที่มากขึ้นในปี 1953 นี้เป็นตลาดที่มีชั้นใต้ดินขายสินค้าที่มีความหลากหลายทั้งของพื้นเมืองและนานาชาติ นักท่องเที่ยวไม่เพียงจะได้สัมผัสตลาดที่สะอาด ทันสมัย สวยงาม และอุดมไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารปรุงสุกนานาชนิด แต่ยังจะมีโอกาสรับประทานอาหารในร้านเล็ก ๆ ที่มีอาหารพื้นเมืองและนานาชาติในสนนราคาที่ไม่สูงมากนักเทียบกับราคาในร้านอาหารอีกต่างหากด้วย