Networking Reception บางกอกเจมส์ครั้งที่ 72 สุดยิ่งใหญ่ โชว์อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาชาวโลก

Networking Reception บางกอกเจมส์ครั้งที่ 72 สุดยิ่งใหญ่ โชว์อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาชาวโลก

Networking Reception บางกอกเจมส์ครั้งที่ 72 สุดยิ่งใหญ่ โชว์อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาชาวโลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผู้จัดงานหลักร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน) (GIT) ผู้ร่วมจัดงาน ได้จัดกิจกรรม Networking Reception ในงานแสดงสินค้า “Bangkok Gems and Jewelry Fair” ครั้งที่ 72  เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ณ ห้องเพลนารี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนักธุรกิจในอุต สาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยและทั่วโลกเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

กิจกรรม Networking Reception นับว่าเป็นไฮไลท์สำคัญของงานบางกอกเจมส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสพบปะ พูดคุยและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากทั่วโลก อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายทางการค้าท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ พร้อมชมเครื่องประดับระดับมาสเตอร์พีซจากผู้แสดงสินค้าที่คัดสรรมาจัดกแสดงในงานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำว่างานบางกอกเจมส์เป็นศูนย์กลางในการเสริมสร้างเครือข่ายการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญอีกด้วย

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือนาซา แถลงว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาได้ใช้เวลากว่า 1 ปีตรวจสอบข้อมูลจากหินที่มีลักษณะคล้ายลายเสือดาว ซึ่งยานสำรวจดาวอังคาร ‘เพอร์เซเวียแรนซ์’ ได้สำรวจเมื่อปี 2567 บริเวณแหล่ง Bright Angel ในหลุมอุกกาบาตเจซีโร ตะกอนก้นทะเลสาบบนดาวอังคาร พบว่าอาจมีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ หรือสัญญาณสเปกตรัม ที่สอดคล้องกับสารอินทรีย์ในชั้นหินโคลน (mudstone) ที่บริเวณแหล่ง Bright Angel ซึ่งรวมถึงสัญญาณรามาน จี แบนด์ (Raman G band) หรือสัญญาณแสงที่สื่อถึงการมีอยู่ของสารอินทรีย์ในหิน ซึ่งในโลกมักเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

นอกจากนี้ การตรวจพบแร่วิเวียนไนต์ (vivianite) หรือฟอสเฟตของเหล็ก และเกรย์ไกต์ (greigite) หรือซัลไฟด์ของเหล็ก บ่งชี้ถึงปฏิกิริยาเคมีระหว่างโคลนที่มีเหล็กสูงกับสารอินทรีย์ หลังจากการทับถมของตะกอนในทะเลสาบโบราณ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ในชั้นตะกอนบนโลก แร่เหล่านี้มักเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญของจุลชีพที่ย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างแร่เหล่านี้ขึ้นมาถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอบคำถามว่า มนุษยชาติอยู่เพียงลำพังในจักรวาลหรือไม่ เนื่องจากพื้นผิวหินที่มีลวดลายแปลกตาเหล่านี้ ได้รับความสนใจตั้งแต่แรกเห็นเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และทำให้เกิดการตรวจสอบว่ามีสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหรือไม่

อย่างไรก็ดี นาซาย้ำว่า การค้นพบดังกล่าวเป็นแค่ผลลัพธ์เบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต (abiotic) ก็สามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายกันได้ จึงไม่สามารถตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้อย่างสิ้นเชิงโดยอาศัยข้อมูลจากยานสำรวจเพียงอย่างเดียว

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภานิติบัญญัติรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก อนุมัติร่างกฎหมายที่จะอนุญาตให้ประชาชนฟ้องร้องบุคคลที่ผลิต จัดจำหน่าย จัดส่งทางไปรษณีย์ หรือให้บริการยาทำแท้งเข้าหรือออกจากรัฐเท็กซัส เตรียมส่งร่างกฎหมายให้ เกร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกันซึ่งคัดค้านเรื่องการทำแท้งลงนาม ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม และจะทำให้รัฐเท็กซัสเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ปราบปรามวิธีการทำแท้งที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศ

ร่างกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปฟ้องร้องผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายยาทำแท้งได้ โจทก์ที่ชนะคดีจะได้รับค่าเสียหายอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.23 ล้านบาท) หากโจทก์ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับทารกในครรภ์ พวกเขาจะมีสิทธิ์ได้รับเงินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น และจะต้องบริจาคเงินที่เหลือให้กับองค์กรการกุศลที่พวกเขาเลือก ส่วนผู้หญิงที่ใช้ยาทำแท้งจะไม่ถูกฟ้องร้องตามร่างกฎหมายนี้ เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ใช้ยาหลังการแท้งบุตรเอง

แคโรล อัลวาราโด วุฒิสมาชิกรัฐจากพรรคเดโมแครต ซึ่งลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ได้ออกมาโจมตีสภานิติบัญญัติ ว่าได้ทำให้ชาวเท็กซัสกลายเป็นนักล่าเงินรางวัล และว่าส่วนที่โหดร้ายที่สุดของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการลงโทษที่เจตนา

รัฐเท็กซัสมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำแท้งที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ และห้ามการทำแท้งเกือบทั้งหมดแล้ว ด้านนักวิเคราะห์ในท้องถิ่นกล่าวว่าร่างกฎหมายข้างต้นมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการท้าทายทางกฎหมายจากกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิการทำแท้งอย่างแน่นอน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสมรภูมิสำคัญในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชา เป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล รวมถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา เช่น KPNLF และกลุ่มเขมรเสรี ทั้งยังเป็นฐานทัพ ศูนย์บัญชาการและจุดพักพิงสำหรับนักรบเขมรแดงที่ใช้ปฏิบัติการตามแนวชายแดนอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของวิกฤต

แต่ก่อนนี้ ชาวบ้านหนองจานส่วนหนึ่งเป็นพวกโจรและผู้ค้าของเถื่อนชายแดนไทย กัมพูชา  หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง พ.ศ.2518 และก่อตั้งกัมพูชาประชาธิปไตย พระนโรดม สีหนุถูกกักตัวในบ้านพักรับรอง กลุ่มผู้สนับสนุนพระองค์ถูกกีดกันออกจากอำนาจหรือถูกกวาดล้าง หลังจากที่เขมรแดงถูกกลุ่มเฮงสัมริน ฮุนเซน ที่มีกองทัพเวียดนามหนุนหลังโค่นล้มเมื่อต้นปี พ.ศ. 2522 พระนโรดม สีหนุทรงลี้ภัยออกจากกัมพูชา จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ.2522-2523 มีกลุ่มมูลินากา (Moulinaka  Mouvement de Liberation National du Kampuchea) ที่เป็นชาวกัมพูชาสนับสนุนพรรคฟุนซินเปคของเจ้านโรดม สีหนุนำโดย กง ซีเลียห์ อดีตนายทหารเรือ และพันเอกเนม โสภณ เข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองจาน ต่อมาในปี พ.ศ.2522 เมื่อเวียดนาม และเฮงสัมริน ฮุนเซน เข้ายึดครองกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากที่ต่อต้านเวียดนาม และกลุ่มเขมรแดงที่พ่ายศึก จึงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย องค์กรนานาชาติ เช่น UNHCR และ ICRC รวมถึงรัฐบาลไทย ได้ร่วมกันจัดตั้งค่ายอพยพขึ้นที่บ้านหนองจานและโนนหมากมุ่น

การสู้รบที่บ้านหนองจาน

ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจานไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิง แต่ยังเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเฮงสัมรินของกัมพูชาที่สนับสนุนโดยเวียดนาม โดยเฉพาะแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ ทั้งอาวุธและเงินทุนเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามและสหภาพโซเวียต ทำให้ค่ายแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

พ.ศ.2520 พวกเวียดนามบุกโจมตีหมู่บ้านคนไทยชายแดน บริเวณบ้านสันรอชงัน บ้านแสง และบ้านโนนหมากมุ่น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว มีการฆ่าเผาบ้านเรือนและฐาน ตชด.212 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า ร้อยคน พ.ท.ประจักษ์ สว่างจิตร ได้นำทหารต่อสู้และบุกเข้าไปถึงกรุงปอยเปต

การโจมตีครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2523 เมื่อทหารเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินบุกโจมตีค่ายหนองจานเพื่อบังคับให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศและสังหารผู้ที่ขัดขืน แต่ทหารไทยได้เข้ายึดพื้นที่กลับคืนมาได้

ในช่วงปี พ.ศ.2523-2527 บ้านหนองจานถูกทหารเวียดนามโจมตีบ่อยครั้งทั้งทางบกและทางอากาศ   การต่อสู้ครั้งสำคัญเกิดเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2527 ทำให้ค่ายถูกทำลายและต้องถูกทิ้งร้างในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ผู้ลี้ภัยกว่า 30,000 คนต้องอพยพไปยังค่ายอื่นๆ เช่น เขาอีด่าง และพื้นที่อพยพที่ 2 (ไซต์ 2)

ความช่วยเหลือจากนานาชาติและบทบาทของกลุ่มต่อต้าน

วิกฤตผู้ลี้ภัยในครั้งนี้สะท้อนภาพสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาและนานาชาติให้ความช่วยเหลืออย่างมหาศาล เพื่อสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เข้ายึดครองกัมพูชา ขณะที่เขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนก็เป็นอีกกลุ่มที่ประกาศต่อต้านรัฐบาลใหม่นี้ ทำให้ในที่สุดแล้ว กลุ่มต่อต้านต่าง ๆ รวมถึง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) และ กองทัพเจ้าสีหนุ ได้รวมตัวกันต่อสู้กับกองกำลังเวียดนาม แม้ว่ากลุ่มที่ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นี้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก ICRC (Muller, Yannick) , ชุมชนคนสุรินทร์

ติวเข้มผู้ประกอบการปทุมฯ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้า พร้อมแข่งขันทุกสนาม

ติวเข้มผู้ประกอบการปทุมฯ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้า พร้อมแข่งขันทุกสนาม

ติวเข้มผู้ประกอบการปทุมฯ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้า พร้อมแข่งขันทุกสนาม

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดดิจิทัล คัดเลือกผู้ประกอบการ ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร นวัตกรรม และบริการของจังหวัดกว่า 100 ราย เข้าคอร์สติวเข้มความรู้ด้านการตลาดยุคดิจิทัล หวังพัฒนาทักษะทางการตลาดออนไลน์ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

นายองครักษ์  ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดดิจิทัล ภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาด สินค้าอุตสาหกรรม เกษตร และธุรกิจบริการ กิจกรรม : ยกระดับเพิ่มขีดความสามารถทางการตลาดสินค้าศักยภาพจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 9 และ 11 กันยายน 2568 ณ โรงแรมทินิดี จ.ปทุมธานี ว่าจังหวัดปทุมธานีเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพ ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพภาพทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการด้านการตลาดยุคใหม่ หรือตลาดดิจิทัล ให้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนช่องทางการตลาดของตนเอง ขยายตลาดสินค้าให้แพร่หลายในวงที่กว้างขึ้นได้ การจัดกิจกรรมฝึกอบรมทั้ง 2 ครั้งนี้ ได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพรวมกว่า 100 ราย เข้ามารับการถ่ายทอดความรู้ และรับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดในธุรกิจได้

“การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งการอบรมด้านการตลาดในวันนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการของเรามีความรู้ความเข้าใจในกลไกตลาด สามารถสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ หรือสร้างเรื่องราวให้กับสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและขยายตลาดได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดด้วย”

ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงวัตถุประสงค์และความคาดหวังในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้จึงมุ่งเน้นการให้ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาดยุคดิจิทัล การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์  การตัดคลิปวิดิโอบนมือถือด้วย CAPCUT การสร้างคอนเทนท์ด้วยเทคโนโลยี AI และเทคนิคการไลฟ์สดให้ปังแบบมืออาชีพ ซึ่งเราคาดหวังว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยการอบรมครั้งนี้จะสร้างเสริมทักษะ ด้านการตลาดสมัยใหม่ การตลาดออนไลน์ ให้กับผู้ประกอบการไมใน้อยกว่า 100 ราย

การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดปทุมธานีและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการสินค้าศักยภาพและนวัตกรรมของจังหวัดปทุมธานี ให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการยกระดับสินค้าศักยภาพของจังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้างต่อไป

-(016)

TOA จับมือพันธมิตร สร้างพลังความร่วมมือตั้งต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม สนับสนุนวิชาชีพช่างงานสี-เคมีภัณฑ์ให้ผู้ก้าวพลาด สร้างงานสร้างรายได้

TOA จับมือพันธมิตร สร้างพลังความร่วมมือตั้งต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม สนับสนุนวิชาชีพช่างงานสี-เคมีภัณฑ์ให้ผู้ก้าวพลาด สร้างงานสร้างรายได้

TOA จับมือพันธมิตร สร้างพลังความร่วมมือตั้งต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม สนับสนุนวิชาชีพช่างงานสี-เคมีภัณฑ์ให้ผู้ก้าวพลาด สร้างงานสร้างรายได้

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมสี – วัสดุปกป้องพื้นผิว เคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก จับมือกับพันธมิตร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ BigTrees ร่วมจัด โครงการฝึกอาชีพ ‘วิชาชีพช่างงานสีและเคมีภัณฑ์’ เพื่อมอบโอกาสให้แก่ผู้ก้าวพลาดในเรือนจำที่ใกล้พ้นโทษได้เรียนรู้ทักษะอาชีพจริง สามารถนำไปใช้สร้างงาน สร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากกลับคืนสู่สังคม

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยมีโรงเรียนตั้งต้นดี (Restart Academy) – โครงการของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้พ้นโทษในการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และมอบโอกาสให้ผู้เคยทำผิดได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของสังคม โดยได้รับการสนับสนุนจาก พราว เรียล เอสเตท ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการแนะนำโครงการ Restart Center และ BigTrees กลุ่มอนุรักษ์ “ต้นไม้ใหญ่” ในเมือง เพื่อร่วมมือกันเปิดพื้นที่สร้างโอกาสในการฝึกทักษะอาชีพแก่ผู้คนอย่างยั่งยืน

TOA ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงพร้อมสนับสนุนโครงการฝึกอาชีพ ‘วิชาชีพช่างงานสีและเคมีภัณฑ์’ ให้แก่ผู้ก้าวพลาดเรือนจำจังหวัดนนทบุรี โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก TOA ให้ความรู้และแนะนำเทคนิคต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างทาสี–เคมีภัณฑ์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคการฝึกปฏิบัติจริง เริ่มตั้งแต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานสีประเภทต่างๆ ทั้งสีทาผนัง ด้วยผลิตภัณฑ์สีทาภายนอกคุณภาพสูง SuperShield นวัตกรรมสีรองพื้นรวมทับหน้า 4Seasons 2 in 1 สีงานไม้ TOA Fiberstain Ultimate สีทาไม้ สูตรสีน้ำอะคริลิกแท้ 100% ที่ทาได้ทั้งไฟเบอร์ซีเมนต์และไม้จริง มีทั้งชนิดโปร่งแสงและทึบแสง ผ่านมาตรฐาน LEED V4.1 และWELL V2  สีงานเหล็ก TOA Glipton 2in1 สีเคลือบทับหน้าพร้อมรองพื้นกันสนิม สีสร้างลาย Loft สีสร้างพื้นผิวต่างๆ TOA WallTex รวมทั้งเคมีภัณฑ์ก่อสร้างซ่อมแซมรอยแตกร้าว ผลิตภัณฑ์กันซึม หลังคา ดาดฟ้า ห้องน้ำ ฯลฯ จนไปถึงขั้นตอนการเตรียมพื้นผิว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน เทคนิคการทาสีบนพื้นผิวต่างๆ อย่างถูกวิธี ตลอดจนการแนะนำเส้นทางสู่อาชีพในตลาดแรงงาน

อาชีพที่เป็น “โอกาสใหม่” TOA มองว่า วิชาชีพช่างงานสี – เคมีภัณฑ์ซ่อมแซมรอยแตกร้าวและกันซึม คือทักษะที่ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจรีโนเวทและปรับปรุงอาคารกำลังเติบโต แต่กลับขาดแคลนแรงงานผู้เชี่ยวชาญ โอกาสนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว หากผู้ที่มุ่งมั่นยังสามารถต่อยอดจากการรับงานเล็กๆ ไปสู่การเป็นผู้รับเหมา และพัฒนาเป็นเจ้าของกิจการ SME ได้ในอนาคต

TOA ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังในการจุดประกาย “การเริ่มต้นใหม่” ให้กับผู้ที่เคยก้าวพลาด ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและทักษะอาชีพที่มั่นคง เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

แอสตร้าเซนเนก้า และ สมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจสนับสนุน ‘โครงการพัฒนาความรู้และการฝึกอบรมแพทย์’

แอสตร้าเซนเนก้า และ สมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจสนับสนุน ‘โครงการพัฒนาความรู้และการฝึกอบรมแพทย์’

แอสตร้าเซนเนก้า และ สมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจสนับสนุน ‘โครงการพัฒนาความรู้และการฝึกอบรมแพทย์’

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ สมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทย ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนิน “โครงการพัฒนาความรู้และการฝึกอบรมแพทย์” (Educational Training Program for Medical Professionals) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับองค์ความรู้ ทักษะการดูแลผู้ป่วย และความสามารถด้านการวิจัยของแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ต่อยอดในสาขาเวชปฏิบัติผู้ป่วยนอก โดยเน้นการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประชากรไทยและทั่วโลก

ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตราว 400,000 รายต่อปี หรือประมาณ 74% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และสร้างภาระทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราว 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลกว่า 139,000 ล้านบาท และความสูญเสียจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่มาจาก เช่น ภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[1] ซึ่งส่งผลให้ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับภาระที่สูงขึ้นทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรทางการแพทย์

ศาสตราจารย์ นพ. ธันยชัย สุระ นายกสมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การป้องกันและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นกุญแจสำคัญในการลดความรุนแรงของโรค ภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายระยะยาว ความร่วมมือในการดำเนิน ‘โครงการพัฒนาความรู้และการฝึกอบรมแพทย์’ ครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญในการเปิดพื้นที่ในการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพให้แก่แพทย์รุ่นใหม่ สอดคล้องกับพันธกิจของสมาคมในการยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยนอกและส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ที่มุ่งหวังให้แพทย์รุ่นใหม่มีองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทักษะการวิจัยเชิงคลินิก และความสามารถในการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานสากล เพื่อช่วยลดภาระโรคเรื้อรังและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน”

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets กล่าวว่า “แอสตร้าเซนเนก้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเสริมศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ เพราะเราเชื่อว่าการยกระดับความรู้และทักษะของแพทย์จะส่งผลเชิงบวกต่อสังคมและระบบสาธารณสุขในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้กับสมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการดูแลผู้ป่วยนอกและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยขยายการเข้าถึงเครื่องมือและแนวทางป้องกันที่ทำให้แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยและการรักษาได้อย่างทันท่วงทีและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาความรู้และการฝึกอบรมแพทย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และสมาคมอายุรศาสตร์ผู้ป่วยนอกแห่งประเทศไทย มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา และการ

ป้องกันโรค รวมถึงการคัดกรองโรค เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทยและเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต

ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ รับมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่จาก ‘อินเทลโนเวชั่น’

ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ รับมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่จาก ‘อินเทลโนเวชั่น’

ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ รับมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่จาก ‘อินเทลโนเวชั่น’

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับมอบรถรับบริจาคเลือดนอกสถานที่ (Mobile Blood Bank) จาก นายสัตวแพทย์ ธนันต์ ลีละยูวะ กรรมการกลุ่มบริษัทอินเทลโนเวชั่น และครอบครัว เพื่อใช้ต่อยอดงานวิชาการด้านโลหิตวิทยาทางสัตวแพทย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่เจ็บป่วย ในธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

พิธีมอบจัดขึ้น ณ ตึกสัตววิจักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ถนนอังรีดูนังค์ โดยมี ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ อ.น.สพ. ชัยยศ ธารรัตนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เล็ก สัตวแพทย์หญิง สุวรัตน์ วดีรัตน์ หัวหน้าแผนกธนาคารเลือดและคลินิกโลหิตวิทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารร่วมเป็นผู้รับมอบ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก บอย โกสิยพงษ์, อรรณนพ จิรกิติ, กิตติ์รวี เลิศสุริยภักดิ์, โกมล เจียรวนนท์, เจนจิรา พรประภา มาร่วมงาน และเสวนาเล่าถึงความเป็นมาของโครงการ CU Blood Bank

สัตวแพทย์หญิง สุวรัตน์ วดีรัตน์ หัวหน้าแผนกธนาคารเลือดและคลินิกโลหิตวิทยา เปิดเผยว่า ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ก่อตั้งมากว่า 14 ปี มีเป้าหมายเพื่อศึกษาวิจัยทางโลหิตวิทยาสัตวแพทย์ ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เลือดจำเพาะสำหรับการรักษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สัตวแพทย์ และสร้างเครือข่ายเจ้าของสัตว์ที่สมัครใจบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง

เลือดที่ได้รับบริจาคจะผ่านกระบวนการแยกส่วนออกเป็นหลายชนิด ได้แก่ Red Whole Blood, Packed Red Cells, Platelet Concentration, Frozen Plasma, Fresh Frozen Plasma และ Plasma Rich Platelet การแยกส่วนเลือดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากเลือดที่มีอยู่อย่างจำกัด และในอนาคตจะมีการนำผลการวิจัยและพัฒนา Albumin สกัดจากสุนัข มาทำ Canine Albumin ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในระดับโลกมาใช้เพื่อการรักษาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ขั้นตอนการใช้เลือดยังต้องอาศัยการตรวจสอบความเข้ากันได้ โดยเจ้าของสามารถส่งตัวอย่างเลือด หรือพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาที่คณะสัตวแพทยศาสตร์เพื่อตรวจสอบ ซึ่งในสุนัขมีหมู่เลือดที่ซับซ้อนถึง 8 กลุ่มหรือมากกว่า จึงจำเป็นต้องมีการตรวจอย่างถูกต้องก่อนนำเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดไปใช้ในการรักษา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากการวิจัยด้านผลิตภัณฑ์เลือดแล้ว ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงยังมีเป้าหมายพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานที่สามารถรองรับการวิเคราะห์และตรวจสอบเลือดอย่างครบวงจร รวมถึงการศึกษาวิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) แบบจำเพาะในทางสัตวแพทย์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการรักษาและเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพสัตว์ในอนาคต

รถรับบริจาคเลือดเคลื่อนที่ที่ได้รับมอบครั้งนี้ ถูกออกแบบและดัดแปลงเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ สามารถออกไปรับบริจาคเลือดจากสัตว์เลี้ยงได้ถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีการตรวจสุขภาพสัตว์ผู้บริจาคเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้รับมีคุณภาพและปลอดภัย คาดว่าธนาคารเลือดสามารถรวบรวมเลือดได้มากกว่าหนึ่งพันถุงต่อปี และเมื่อนำมาแยกส่วนแล้วจะสามารถช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นายสัตวแพทย์ ธนันต์ ลีละยูวะ กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ว่า เป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัย ตลอดจนช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ต้องการเลือด ผ่านโครงการ Mission4P ซึ่งเป็นกิจกรรมตอบแทนสังคมที่ครอบครัว และกลุ่มบริษัท อินเทลโนเวชั่นได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมหลากหลายด้าน ทั้งการแพทย์และการศึกษา เช่น การผลิตแอลกอฮอล์ชนิดน้ำสำหรับล้างมือ ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 ให้โรงพยาบาลและผู้ที่จำเป็นต้องใช้ รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆให้โรงพยาบาล ตลอดจนโรงงานต้นแบบการทำกาแฟเพื่อใช้ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย

การมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่ในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการรักษาสัตว์เลี้ยง ต่อยอดองค์ความรู้เชิงวิชาการ และสร้างความยั่งยืนให้กับการดูแลสุขภาพสัตว์ในประเทศไทย

หากมีสัตว์ป่วย เจ้าของสามารถติดต่อขอรับผลิตภัณฑ์เลือด ได้ที่คลินิกฉุกเฉิน คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 02-2189810 ตลอด 24 ชม.

คุณแหน : 13 กันยายน 2568

คุณแหน : 13 กันยายน 2568

คุณแหน : 13 กันยายน 2568

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • ขอแสดงความยินดีกับ ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และ นายกสมาคมYWCA โอกาสที่เข้ารับรางวัล นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี 2567 จากมูลนิธิปกรณ์ อังศุสิงห์ โดยมี ฯพณฯ องคมนตรี พลากร สุวรรณรัฐ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล เมื่อเร็วๆนี้…
  • อดีต ออท.ไนโรบี โฆสิต ฉัตรไพบูลย์ กับ มาดามวลัยรัตน์ ช่วงนี้อยู่อังกฤษ ไปเยี่ยมลูกสาว กับครอบครัว ด้วยความสุดคิดถึงหลานสาวตัวน้อย วัยช่างพูด “ฟีบี้” ซึ่งทำให้คุณตาคุณยายชื่นใจเป็นที่ยิ่ง…
  • นี่ก็เรื่องน่าชื่นใจ เมื่อดอกบัวสวรรค์ที่บ้านของ ผุสดี โสรัต ออกดอกบาน งามแฉล้ม หลังรอมานานหลายปี…
  • เย็นวันนี้ (13 ก.ย.) สมใจนึก เองตระกูล จัดคอนเสิร์ต The Platters ที่ โรงแรมเอส ปาร์ค รังสิต…แฟนเพลงได้คึกคักกันอีกครั้ง…
  • น่าตกใจ เมื่อทราบข่าว ดร.เจริญวิชช์ หาญแก้ว เจอะเจออุบัติเหตุทางรถยนต์ ปรากฎว่า รถพัง แต่เธอรอดชีวิต…คนดี คุณพระคุ้มครอง…
  • ปลื้มปริ่มไปกับ คุณย่าสุวรรณา เบญจดล เมื่อทราบว่า เอสเตอร์ หลานสาวคนเล็กวัย 7 ขวบของคุณย่า ลงแข่งขันแบตมินตันทีไร ได้รับชัยชนะทุกที…เก่งจริงๆ…
  • มนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ รหัส 161 จัดงานเลี้ยงรุ่น ชื่อว่า “70 วิบวับ” @ The PUD English Garden ประดิษฐ์มนูญธรรม เมื่อเที่ยงหลายวันก่อน นำโดย สมชาย ศักดิกุล และสุกัลยา ฤทธิรักษ์ สนุกสนานกันตั้งแต่เริ่มจนถึงปิดงาน …อภิญญา อยู่พุ่มพฤกษ์ นำลีดส์เพลง “วาทูซี่” เพลงดังประจำคณะฯ ส่วน ศรีประภา นารายณ์กิตติกุล กลับจากเที่ยวเมืองฉงซิ่ง ประเทศจีน เวลาเที่ยงวัน รีบบึ่งแท๊กซี่ไปร่วมงานทันที เพราะกลัวสนุกไม่ทันเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 60 ชีวิต…งานนี้ “70 วิบวับ” ตัวจริง เสียงจริง บางคนอายุอานามเกินเลยไปบ้าง เพื่อนก็ให้อภัย…
  • ส่วน มนุษศาสตร์ มช.รหัส 151 ก็ไม่น้อยหน้า เต็มภักดิ์ จารุประกร และ อารยา อินทรครรชิต กำลังรวบรวมเพื่อนร่วมรุ่นไปร่วมงาน ประเพณีรับน้องขึ้นดอย ของชาว มช. ประมาณกลาง พ.ย.นี้ โดยมี พนมวรรณ อยู่ดี และประนอม เฉินบำรุง คนเมืองเชียงใหม่คอยดูแลจัดการทุกๆเรื่อง เพื่อให้เพื่อนๆกลับไปร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน ว่ากันว่า เฉิดฉัน จ๋วงพานิช รีบตอบรับว่า ชัวร์ ฉันไปแน่นอน เพราะกลัวตกขบวน เช่นเดียวกับ พัชรา วรศริน มนุษย์ 161 นายกสมาคมYWCA หมาดๆก็รับปากมาด้วย… ส่วน ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ผู้ไม่เคยพลาดมาก่อน แต่ต้องบ่นอุบเสียดาย ไม่สามารถร่วมงานได้ในปีนี้ ด้วยติดภารกิจไปเมืองจีนกับครอบครัว…ไม่เป็นไร ปีหน้าค่อยว่ากัน…
  • ข่าวเศร้า พิเชฐ มณีดุลย์ รัฐศาสตร์ มช.รหัส 18 จากไปกะทันหัน ด้วยเส้นเลือดหัวใจตีบ ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติสัมปรายภพ กำหนดฌาปนกิจศพ 13 ก.ย.14.00 น. ณ ฌาปนสถานเด่นห้า จ.เชียงราย…
  • ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “วายุโชติ” ในการจากไปของ คุณแม่ชรัตน์ วายุโชติ มารดาของ สันทนี วายุโชติ สื่อมวลชนอาวุโส พิธีสวดพระอภิธรรมศพจัด 11-17 ก.ย.18.30 น. ที่ศาลา 5 วัดราษฎร์บำรุง ซ.เพชรเกษม 69 บางแค กทม. และฌาปนกิจศพ 18 ก.ย.16.00 น…ขอเชิญญาติมิตรร่วมไว้อาลัยคุณแม่ชรัตน์โดยพร้อมหน้ากัน…
  • พล.อ.ท.เจริญ อยู่เจริญ สามี ดุษฏี ได้จากโลกนี้ไปแล้วตั้งแต่เช้าวันเสาร์ มีหลานๆ อาทิ นนท์ปวิช-อิสิรยา-ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร และ เหลน แพรพลอย มหาวิจิตร ช่วยกันจัดงานจนเสร็จสิ้นไปเมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีป้า และน้าๆ ญาติๆเป็นกำลังใจอย่างท้วมท้น…จึงบอกกล่าวญาติมิตรที่ยังไม่ทราบข่าว เพื่อให้ทราบโดยทั่วกัน !!…

บารอนเนส

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ชวนเยาวชนบุกฐานบัญชาการลับ ถอดรหัสพลิกฟื้น คืนสมดุลโลก ‘Triple R’

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ชวนเยาวชนบุกฐานบัญชาการลับ ถอดรหัสพลิกฟื้น คืนสมดุลโลก  ‘Triple R’

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ชวนเยาวชนบุกฐานบัญชาการลับ ถอดรหัสพลิกฟื้น คืนสมดุลโลก ‘Triple R’

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปลี่ยนศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เป็นฐานบัญชาการลับ ชวนเยาวชนและผู้สนใจมาติดอาวุธด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ไปกับภารกิจถอดรหัส “Triple R” สร้างการจู่โจมเชิงบวกที่จะช่วยพลิกฟื้น คืนสมดุล ให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมเปิดพื้นที่พิเศษให้เยาวชนอำเภอขนอม โชว์ไอเดียสร้างสรรค์ที่จะพลิกฟื้นท้องถิ่นให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2568 ของศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมวิทย์ พลิกโลก ตอน EGCO Base: Mission for Change ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 2 – 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา และนิทรรศการพิเศษที่เปิดให้เยี่ยมชมถึงวันเด็กแห่งชาติปี 2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ณเรศ ชูเกิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด เปิดเผยว่า “EGCO Groupและโรงไฟฟ้าขนอมในกลุ่มเอ็กโก มีความเชื่อเรื่อง “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” จึงมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชนผ่านการจัดงานสัปดาห์วิทย์ฯ ของศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นประจำทุกปี สำหรับงานสัปดาห์วิทย์ฯ ปี 2568 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มุ่งเน้นให้เยาวชนได้จุดประกายแรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเปรียบเหมือน “เครื่องมือแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตไปเป็นพลเมืองโลก ที่ตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกและส่งเสริมศักยภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวอย่างยั่งยืน”

วิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ประธานในพิธีเปิดงานสัปดาห์วิทย์ฯ ปี 2568 กล่าวว่า “ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอำเภอขนอม คือ พลังจากฝัน ของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู และสร้างสิ่งใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม การจัดงานสัปดาห์วิทย์ฯ จึงเป็นโครงการที่ดีในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เยาวชนได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวนอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในอำเภอขนอมที่มีอยู่มากมาย ในนาม จ.นครศรีธรรมราชขอขอบคุณ EGCO Group และโรงไฟฟ้าขนอมที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการให้กับเด็กๆ ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง”

พินทุ์สุดา เปี่ยมปิติ ผู้จัดการส่วนกิจกรรมองค์กรและสังคม ฝ่ายสื่อสารองค์กร EGCO Group กล่าวว่า “งานสัปดาห์วิทย์ฯ ปี 2568 ได้เปลี่ยนศูนย์เรียนรู้ฯ ให้เป็นฐานบัญชาการลับบ่มเพาะนวัตกรน้อย ให้ออกไปปฏิบัติภารกิจดึงโลกกลับมาสู่ภาวะที่ดีขึ้นตามแนวคิด “Triple R” ได้แก่ Refuse ปฏิเสธหรือยุติการทำลายความสมบูรณ์ทางธรรมชาติตั้งแต่ต้นทาง Refillฟื้นฟูและเติมความสมบูรณ์ทางธรรมชาติให้ฟื้นคืนโดยเร็ว และ Reverse สร้างผลกระทบในเชิงย้อนทางจากลบสู่บวก โดยหวังผลเชิงบวกให้โลกฟื้นคืนสมดุลสู่ความสมบูรณ์ นอกจากนี้ ความพิเศษของงานในปีนี้คือ การเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับประถมและมัธยมในอำเภอขนอม ร่วมกับนักศึกษาสำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ออกแบบพื้นที่จริงในชุมชน ด้วยแนวคิดการฟื้นฟู (Regenerative) ซึ่งผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และพลังแห่งการเรียนรู้ของเยาวชนผู้เข้าร่วมการประกวดในกิจกรรม Mission for Change 30 ผลงาน ได้นำมาจัดแสดงเป็นไฮไลท์ของงานสัปดาห์วิทย์ฯ ปีนี้ด้วย”

ภายในงานสัปดาห์วิทย์ฯ ในปีนี้ จัดแสดงกิจกรรมทั้งหมด 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 EGCO Base Mission ฐานลับเปลี่ยนโลก: เข้าสู่ฐานบัญชาการลับและเดินทางข้ามมิติเวลาไปถอดรหัส “Triple R” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพลิกฟื้น คืนสมดุลโลกอย่างยั่งยืน ผ่านภาพยนตร์ 4 มิติ ที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โซนที่ 2 EGCO Regenerative ภารกิจค้นหานวัตกรรม: ออกตามหานวัตกรรมที่ช่วยพลิกฟื้นโลกแบบคืนสมดุล (Regenerative) จากตัวอย่างไอเดีย “ลดโลกเดือด” ของนวัตกรน้อยปี 2567 และไอเดียนวัตกรรมอื่นๆ ทั้งจากประเทศไทยและทั่วโลก ตลอดจนพบกับผลงานกว่า 30 ชิ้นจากการประกวดออกแบบในโครงการ “Mission for Change: Reverse the Impact…Revitalize Future Community Co-design Competition” ที่เปิดโอกาสให้นวัตกรระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในอำเภอขนอม สำรวจปัญหาภายในท้องถิ่น และร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ใช้ AI นำเสนอแนวคิด Regenerative ที่ช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์เมืองขนอมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยศูนย์เรียนรู้ฯ จะประสานความร่วมมือและนำส่งผลงานของเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกไปยังหน่วยงานภาครัฐใน อ.ขนอม เพื่อร่วมแบ่งปันความฝันในการพัฒนาท้องถิ่น โซนที่ 3 EGCO Act Now or Never ! เปลี่ยนโลกด้วยตัวเรา: เปิดพื้นที่ให้นวัตกรน้อยแชร์ไอเดีย Regenerative ของตัวเอง เพื่อสร้างเมืองขนอมแห่งอนาคต รวมถึงมีกิจกรรมแปลงร่างเป็น “Re-Gen Hero” ด้วยเทคโนโลยี AI และระบายสีเครื่องมือ Regenerative และสแกนภาพให้ไปปรากฏบนกำแพง Magic Wall พร้อมเขียน “ข้อความเปลี่ยนโลก” เพื่อส่งสัญญาณสู่อนาคต โดย EGCO Group จะรวบรวมความคิดและไอเดียสร้างสรรค์ของผู้เยี่ยมชมนิทรรศการฯ ส่งต่อไปที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายในอนาคตด้วย  เมื่องานสัปดาห์วิทย์ฯ จบลง ศูนย์เรียนรู้ฯ ยังคงจัดแสดงนิทรรศการพิเศษทั้ง 3 โซนอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันเด็กแห่งชาติของปี 2569 (10 มกราคม 2569)

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วง หน้าได้ที่เว็บไซต์ www.egco.com/th/khanom-learningcenter โทร. 075 466 062 หรือ 098 014 2249 หรือติดตามข้อมูลและข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/khanomlearningcenter/