BETTER COMMUNITY ชวนปลุกพลังนักลงมือทำ กับ Community in Action ในงาน SX2025

BETTER COMMUNITY ชวนปลุกพลังนักลงมือทำ กับ Community in Action ในงาน SX2025

BETTER COMMUNITY ชวนปลุกพลังนักลงมือทำ กับ Community in Action ในงาน SX2025

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมเป็นพลังเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ใน ‘Community in Action’ ที่โซน BETTER COMMUNITY ในงาน SX2025 มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียนปี 6 รวมพลังชุมชนเพื่อการปรับตัวและอยู่รอดไปด้วยกันในวิกฤตโลกรวน พบกับบทบาทของนักลงมือทำ และอาสาสมัครในสาขาต่าง ๆ  ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมจากเครือข่ายกว่า 50 องค์กร ที่จะจุดประกายความหวัง เติมแรงศรัทธา และปลุกคุณให้ลุกขึ้นมาเป็น Active Citizen ผู้ลงมือเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปพร้อมกัน ร่วมกันในการที่จะริเริ่มและผลักดันให้เกิด “ชุมชนที่ปรับตัวได้และอยูรอดในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”

รับฟังแนวทางการปรับตัวของเมืองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ผ่านเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ แต่ปลุกให้คุณลุกขึ้น ‘ลงมือทำ’ จริง ผ่าน 3 พื้นที่สุดสร้างสรรค์ ได้แก่ Inspiring Showcase มาปลุกและค้นพบความเป็น Active Citizen ผ่านเรื่องราวของเครือข่ายพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เครือข่ายเพื่อดูแลกันและกัน และเครือข่ายเมืองเพื่อทุกคน Connect the Dots จุดเปิดรับอาสาสมัครในด้านต่าง ๆ พร้อมกิจกรรมสำรวจตนเองเพื่อคนหากิจกรรมอาสาที่เหมาะกับคุณ Gathering Space พื้นที่รับฟังการแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์จากผู้ลงมือทำจริง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่ออยู่รอดในโลกยุคใหม่

มาเป็นส่วนหนึ่งของพลังจิตอาสาและร่วมขับเคลื่อนภารกิจยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างชุมชนให้รอดจากวิกฤตโลกรวนได้ที่ โซน BETTER COMMUNITY ชั้น G  งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025)  26 กันยายน-5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง FB : Sustainability Expo, http://www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย

รวมพลังคนรุ่นใหม่ สายแฟชั่นรักษ์โลก ‘USE LOOP REPEAT’ ช้อปอย่างมีสติ ใช้อย่างมีค่า แชร์แรงบันดาลใจสู่โลกที่ดีขึ้น

รวมพลังคนรุ่นใหม่ สายแฟชั่นรักษ์โลก ‘USE LOOP REPEAT’ ช้อปอย่างมีสติ ใช้อย่างมีค่า แชร์แรงบันดาลใจสู่โลกที่ดีขึ้น

รวมพลังคนรุ่นใหม่ สายแฟชั่นรักษ์โลก ‘USE LOOP REPEAT’ ช้อปอย่างมีสติ ใช้อย่างมีค่า แชร์แรงบันดาลใจสู่โลกที่ดีขึ้น

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เริ่มต้นบทใหม่แห่งสไตล์ที่ดีต่อโลกด้วยพลังใจ! งาน “Open Market: USE LOOP REPEAT: BETTER LOOK MARKET” โดย OPEN HOUSE Co-living Space ร่วมกับ Loopers แพลตฟอร์มส่งต่อเสื้อผ้ามือสอง จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ณ OPEN HOUSE ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของสายแฟชั่นรักษ์โลกและคนรุ่นใหม่ที่มองหาสไตล์ “ดูดีอย่างมีความหมาย” ตลอดเดือนกันยายน นี้

ภายในงานอบอวลไปด้วยความพลังสร้างสรรค์จากผู้ร่วมงานที่มาเลือกช้อปสินค้า Conscious Lifestyle ร่วมเวิร์กช็อปและวงสนทนาที่เปิดมุมมองใหม่ สู่ความหมายของการ “ช้อปอย่างมีสติ ใช้อย่างมีค่า และแชร์แรงบันดาลใจสู่โลกที่ดีขึ้น” บรรยากาศของงานทำให้แนวคิด Better Look, Better Life & Better Planet ไม่ได้เป็นเพียงคอนเซปต์ แต่เป็นวิถีชีวิตที่จับต้องได้จริง ทุกการเลือกเล็กๆ ล้วนถักทอเป็นแรงขับเคลื่อนให้ตัวเราและโลกของเรา Better ขึ้นอย่างมีความหมาย

พีช พชร จิราธิวัฒน์ นักแสดง นักธุรกิจ และผู้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม Social Entreprise

พุ่งตรงไปที่โซน MINDFUL CRAFT, FASHION & LIFESTYLE MARKET ที่รวมแบรนด์รักษ์โลกกว่า 30 แบรนด์จากเครือข่าย “Friends of Loopers” ให้เลือกช้อปอย่างจุใจ ตั้งแต่แก็ตเจ็ตสายเทคของ Aukey, แฟชั่นและเครื่องประดับจากวัสดุอัปไซเคิลอย่าง Wastic, MYW accessories, Dash., Rubber Idea และ Akaneg Form ของใช้ในบ้านที่ผสมดีไซน์กับฟังก์ชันจาก Onest และ Qualy ไปจนถึงไอเทมรักษ์โลกจาก Bygge Solutions, No plastic shop, Triple BEEs Wrap และสินค้าสุขภาพและความงามจาก Grab n’ Grow, EVERYDAY, Ira Thailand, Dare & Bare และ Fineday Sunscreen รวมถึงงานคราฟต์ดีไซน์จาก Craft colour มาร์เก็ตนี้ จึงไม่ได้มีดีแค่ของช้อป แต่เต็มไปด้วยไอเดียที่อยากพกกลับไปใช้ต่อ ทำให้ทุกการใช้จ่ายมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ทั้งยังสามารถช้อปสินค้าออนไลน์ผ่านแอป Loopers ได้อีกด้วย

ส่วน OPEN WORKSHOPS ที่มีกิจกรรมกว่า 20 รายการ ก็กลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญที่ใครต่อใครต่างตั้งใจมาลองทำจริง ไฮไลต์อย่างเวิร์กช็อป Bring ‘Bag’ To Life ที่ชุบชีวิตเสื้อผ้า pre-loved ให้กลายเป็นกระเป๋าดีไซน์ยูนีค หรือ Workshop by Fair Chocolate ที่ให้ได้สัมผัสช็อกโกแลตไทยแบบเข้มข้นได้รับเสียงตอบรับไม่ขาดสาย ขณะเดียวกัน กิจกรรมในสัปดาห์ต่อไปก็ชวนให้รอคอย ไม่ว่าจะเป็น Reading Club by Bangkok Literature & Arts Festival: SUSTAINABILITY ที่เปิดพื้นที่ให้นักอ่านได้มาแลกเปลี่ยนหนังสือและแชร์มุมองด้านความยั่งยืนในบรรยากาศที่ชวนเชื่อมโยงความคิด, Craft with Heart, Talk with Hand ที่ชวนร่วมสร้างสรรค์กับกลุ่มนักศึกษาผู้บกพร่องทางการได้ยินจากสถาบันราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเชื่อมความเข้าใจด้วยภาษามือและงานคราฟต์ รวมถึง Own Your Colour, Define Your Type ที่ชวนค้นหาเฉดสีและสไตล์ที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อลดการช้อปเกินจำเป็น ทำให้เวิร์กช็อปแต่ละกิจกรรมเป็นมากกว่าความสนุก แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ตัวเองและเชื่อมโยงกับโลกอย่างลึกซึ้ง

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณ The Steps ก็คึกคักไม่แพ้กัน เต็มไปด้วยพลังจากผู้ฟังที่มาร่วม OPEN TALKS หนึ่งในไฮไลต์คือบทสนทนากับ พีช พชร จิราธิวัฒน์ นักแสดง นักธุรกิจ และผู้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม Social Entreprise ในหัวข้อ “Believe It. See It. Do It. — จากความเชื่อสู่ผลลัพธ์ทีละก้าว” เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำธุรกิจอาหารควบคู่กับงานเพื่อสังคม ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนควรเข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Loopers ที่ต้องการให้คนเข้าถึงแฟชั่นคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้เช่นกัน บทสนทนานี้ชวนให้ผู้ฟังเห็นว่าการทำหลายบทบาทพร้อมกันไม่ใช่เรื่องยาก หากมีสิ่งที่เชื่อเป็นแก่นกลาง และ ‘ความเชื่อเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้จริง’ เติมเต็มบรรยากาศการพูดคุยที่ทำให้ OPEN TALKS ครั้งนี้ทรงพลังและมีความหมาย

มนต์-นมนต์ นฤขัตพิชัย และ ณ-ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ 

อีกหนึ่งบทสนทนาที่น่าสนใจคือ “Buying and Being” ซึ่งได้ ณ-ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ นักแสดงและนายแบบ และ มนต์-นมนต์ นฤขัตพิชัย คอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้าน Self-love และ smart living มาร่วมแชร์มุมมองในฐานะผู้บริโภคที่ต้องการปรับไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อตัวเองและโลกอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่า “ทุกคนมีทางเลือกมากมายที่ทำได้เลย และอยากให้มองว่าไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกวัน”
บทสนทนานี้สะท้อนให้เห็นว่าการรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกซื้อเลือกใช้ที่เป็น Mindful Choice ที่ดีต่อเรา และเป็นไลฟ์สไตล์ที่ทำซ้ำได้เรื่อย ๆ

งานนี้ยังคงมีอีกหลายกิจกรรมที่รอให้คุณมาสัมผัสตลอดเดือนกันยายน นี้ กับ WEEKEND TALK ที่จะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ ณ Honeyful Café โดยมีหัวข้อชวนคุยที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ “WEAR YOUR VALUE” (ชุดที่เป็นเรา เป็นแบบไหน) ที่จะชวนสำรวจสไตล์ที่สะท้อนคุณค่าผ่านสิ่งที่คุณสวมใส่, “STAY COOL IN A BOILING WORLD” (ใจเย็นในวันที่โลกร้อน) ที่จะมาแบ่งปันวิธีบาลานซ์ใจในวันที่โลกปั่นป่วน, “DOER IN SURVIVAL MODE” (ใจฉ่ำ (ช้ำ) ผู้ประกอบกรรมคนทำงาน) ที่จะมาแลกเปลี่ยนเรื่องราวและมุมมองชีวิตคนทำงานหลายบทบาทในยุคนี้ ปิดท้ายด้วย “EAT | EXERCISE | ENDURANCE” ENDURANCE (สารพัดกระบวนท่ากว่าจะรักตัวเอง) ที่จะมาถอดรหัส “Self-Love” ผ่านการดูแลกายใจอย่างยั่งยืน ที่จะเติมพลังให้ผู้ฟังนำไปปรับใช้ได้จริง

ทุกกิจกรรมของ “USE LOOP REPEAT” จึงย้ำชัดว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มจากการเลือกสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะช้อป ลงมือทำ หรือแชร์ไอเดียดี ๆ ล้วนสะท้อนแนวคิด Better Look, Better Life & Better Planet อย่างเป็นรูปธรรม

งาน “Open Market: USE LOOP REPEAT: BETTER LOOK MARKET” จัดต่อเนื่องถึง 30 กันยายน 2568 ที่ OPEN HOUSE ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เข้าร่วมฟรี! มาลองสำรวจสไตล์ใหม่ สร้างสรรค์แรงบันดาลใจ และสนุกกับไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อทั้งตัวเองและโลก พร้อมแชร์มุมมองของคุณผ่าน #UseLoopRepeat2025

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Loopers.shop และ Instagram Loopers.shop

‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป’จับมือภาคอุตสาหกรรม เดินหน้ารณรงค์คัดแยกขยะพลาสติกใส

'เดอะมอลล์ กรุ๊ป'จับมือภาคอุตสาหกรรม เดินหน้ารณรงค์คัดแยกขยะพลาสติกใส

‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป’จับมือภาคอุตสาหกรรม เดินหน้ารณรงค์คัดแยกขยะพลาสติกใส

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป นำโดย คุณณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, คุณนายอดุล ขาวละออ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชนคุณชยภัทร ด่านอำไพ Vice president of Marketing Management สานต่อโครงการ “The Mall Group Go To Zero : PET Bottle Machine” จัดกิจกรรม “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกของรางวัล” เชิญชวนประชาชนร่วมคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นทาง โดยนำขวดพลาสติกใส (PET) มา  รีไซเคิลและอัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

โดยโครงการฯ มุ่งหวังลดปริมาณขยะพลาสติก และสร้างสังคมรีไซเคิลอย่างยั่งยืน โดยเมื่อนำขวด PET มาหยอดที่ PET Bottle Machine ทุก 1 ขวด จะได้รับ 50 คะแนน สะสมครบ 1,000 คะแนน แลกรับของรางวัล อาทิ ชุดกล่องอเนกประสงค์ R-PET หรือ สมาชิกนิตยสารรายปี Lifestyle & Travel / Around ได้ทันทีปัจจุบันมีจุดบริการ PET Bottle Machine รวม 9 สาขา ได้แก่  เอ็มโพเรียม,  เอ็มควอเทียร์,  เอ็มสเฟียร์, สยามพารากอน, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  ท่าพระ , งามวงศ์วาน , บางแค, บางกะปิ และ   เดอะมอลล์ โคราช เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดทั้งปี โดยเริ่มตั้งแต่ 15 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

เปิดผลลัพธ์ก้าวหน้าซีพี! ผนึกกำลังทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ทั่วโลก ปักธง “Zero Waste” ผ่านหลักคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หนุนแปรรูปและฟื้นฟูทรัพยากร ส่งต่ออาหารกว่า 4 ล้านมื้อ

เปิดผลลัพธ์ก้าวหน้าซีพี! ผนึกกำลังทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ทั่วโลก ปักธง “Zero Waste” ผ่านหลักคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หนุนแปรรูปและฟื้นฟูทรัพยากร ส่งต่ออาหารกว่า 4 ล้านมื้อ

เปิดผลลัพธ์ก้าวหน้าซีพี! ผนึกกำลังทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ทั่วโลก ปักธง “Zero Waste” ผ่านหลักคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หนุนแปรรูปและฟื้นฟูทรัพยากร ส่งต่ออาหารกว่า 4 ล้านมื้อ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ประกาศเดินหน้าเป้าหมาย “Zero Waste” อย่างเป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Forward Faster เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 8 การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน และเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ผ่านการออกแบบระบบจัดการทรัพยากร และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ก้าวข้ามจากแนวคิด “ใช้-ผลิต-ทิ้ง” สู่ “ใช้-ผลิต-ทิ้ง-แปรรูปเพิ่มมูลค่า” นับเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เพียง “ลดการใช้” แต่ยัง “เพิ่มคุณค่า” กลับคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “ทุกวันนี้ปัญหาขยะและมลภาวะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นแรงกดดันระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข เครือซีพี โดยดำริของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจไปสู่วิถีที่ยั่งยืน โดยนำนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 5Rs ได้แก่ Re-educate สร้างความรู้ความเข้าใจใหม่แก่พนักงานและผู้บริโภค, Reduce ลดการใช้พลาสติกตั้งแต่ต้นทาง, Recycle ใช้วัสดุรีไซเคิลได้พร้อมระบบจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ, Replace ใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Reinvent ลงทุนในงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกดั้งเดิม”

นอกจากนี้ ดร.ธีระพล ยังระบุว่า “Zero Waste จึงไม่ใช่เพียงการจัดการขยะหรือของเสีย แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ฟื้นฟูทรัพยากร และส่งคืนคุณค่ากลับสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม เครือซีพีเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ธีระพลกล่าวเสริม พร้อมย้ำถึงเป้าหมายปี 2573 ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์กำหนดไว้ในการเป็นองค์กร Zero Waste และ Zero Carbon

สำหรับผลสำเร็จที่จับต้องได้ในปี 2567 หรือปีที่ผ่านมา ได้แก่ 93.61% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้, 86.91% ของเสียจากการผลิตถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการจัดการอาหารส่วนเกินกว่า 1,417 ตัน เพื่อส่งต่อสู่ผู้เปราะบางในสังคม คิดเป็น 4,050,113 มื้ออาหาร ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

โดยที่ผ่านมาเครือเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจยังดำเนินบทบาทเชิงรุก โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนกลไก Extended Producer Responsibility (EPR)  ตลอดจนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Business Coalition for a Global Plastics Treaty ร่วมกับกลุ่มภาคธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า และเพื่อผนึกกำลังร่วมสนับสนุนการจัดทำสนธิสัญญาระดับโลก ที่มีเป้าหมายยุติมลพิษจากพลาสติก โดยมีโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการส่งเสริมการเก็บบรรจุภัณฑ์ไปรีไซเคิล โดยรณรงค์และสนับสนุนให้ลูกค้าและผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัปไซเคิล พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรรีเทลและรีไซเคิล จัดตั้งจุดรับบรรจุภัณฑ์ทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้จริง โดยสามารถรับคืนพลาสติกกว่า 458,605 กิโลกรัม และกล่อง-ลังกระดาษกว่า 32 ล้านกิโลกรัม

ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังมีผลงานการดำเนินโครงการ Zero Waste ที่สำคัญ ดังนี้

1. ธุรกิจค้าปลีก โดย บมจ. ซีพี ออลล์ – 7-Eleven และ ALL Café: ร่วมมือกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) ซึ่งเป็นมูลนิธิกู้ภัยอาหารแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานบริหารจัดการอาหารของประเทศไทย และ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้ดำเนินธุรกิจ “แม็คโคร – โลตัส” ที่มุ่งลดขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Food Waste to Landfill) ภายในปี 2573 ผ่านโครงการหลัก “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” โดยร่วมมือกับพันธมิตร นำนวัตกรรมสีเขียวมาจัดการขยะอาหาร เปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกทิ้ง นำมาสร้างประโยชน์ ต่อสังคม เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม ซึ่งภายใต้โครงการหลักจะประกอบด้วย 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) “กินได้ไม่ทิ้งกัน” การสนับสนุนอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดี และไม่หมดอายุ ส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ เช่น ครอบครัวรายได้น้อยในชุมชน ผ่านความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร โดยโครงการ BKK FOOD BANK รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และ SOS 2) “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน” ที่เน้นการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืน โดยนำนวัตกรรมสีเขียวมาเปลี่ยนขยะอาหารเป็นประโยชน์ เพิ่มมูลค่า เช่น การเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF ให้เกษตรกร ลดต้นทุนอาหารสัตว์และสร้างสินค้าใหม่ เพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

2. ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร (ซีพีเอฟ): ผนึกกำลังร่วมกับมือพันธมิตรทางธุรกิจ ผลักดันโครงการทดลองนำเศษเปลือกไข่กลับใช้เป็นวัตถุดิบทางเลือกในกลุ่มการผลิตสินค้าสุขภัณฑ์ โดยปริมาณการทดลองใช้เปลือกไข่ในการผลิตสินค้ากลุ่มสุขภัณฑ์มากกว่า 40 ตัน มีเป้าหมาย 800 ตันต่อปี

3. ธุรกิจโทรคมนาคม (ทรู คอร์ปอเรชั่น): จัดโครงการ “e-Waste HACK BKK 2024” รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2.03 ล้านชิ้น เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้อง พร้อมต่อยอดเป็นเวทีนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรที่เคยถูกทิ้ง โดยความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทููตสวีเดน ประจำประเทศไทย กรุุงเทพมหานคร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุุณทหารลาดกระบัง และบริษัท เอสเค เทส ไทยแลนด์ จำกัด

4. ธุรกิจในต่างประเทศ (ประเทศจีน): โครงการฟาร์มสุกรขนาดใหญ่แบบบูรณาการ เมืองเซียงหยาง มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เกิดจากความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์และรัฐบาลท้องถิ่น มุ่งพัฒนาการจัดการฟาร์มสุกรควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ครอบคลุมพื้นที่ 10 อำเภอ 23 หมู่บ้าน เกษตรกรเข้าร่วม 216 ครัวเรือน รวม 3,240 คน โดยฟาร์มที่เข้าร่วมดำเนินงานตามกรอบ Zero Waste อาทิ นำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจากฟาร์ม และกากตะกอนอินทรีย์ที่เกิดขึ้นจากระบบชีวภาพ กลับไปใช้ประโยชน์กับพื้นที่ปลูกข้าวโพด เป็นต้น ของเสียจากฟาร์มนำไปใช้ประโยชน์ได้ 100% 

ล่าสุด เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ทั้ง CPF, CPALL, CPAXTRA และ CPPC ได้รวมพลังสะท้อนพันธกิจ Zero Waste ของเครือฯ ผ่านการสนับสนุนกิจกรรม SPOGOMI WORLD CUP 2025 THAILAND Qualifiers การแข่งขันกีฬาเก็บขยะระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ พาร์คพารากอน สยามพารากอน โดยมีพันธมิตรหลัก ได้แก่ จี-ยู ครีเอทีฟ และสยามพิวรรธน์ กิจกรรมนี้ใช้ “กีฬา” เป็นสื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปหันมาใส่ใจการจัดการขยะในชีวิตประจำวัน เครือซีพีมองว่าการมีส่วนร่วมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ขยายผลได้จริงในระดับสังคม

พร้อมกันนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังสืบสานมรดกแห่งสายน้ำ ผ่านโครงการ สืบสานมรดกแห่งสายน้ำ–แม่น้ำเจ้าพระยา โดยจัดกิจกรรมต่างๆ บนพื้นที่สาธารณะและชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ การติดตั้ง ทุ่นดักขยะ เฟสแรกยาวกว่า 3 กิโลเมตร จากสะพานตากสินถึงสะพานพระปกเกล้า เริ่มติดตั้งที่ท่าเรือไอคอนสยามก่อนขยายไปยังท่าเรืออื่นๆ ตลอดจนกิจกรรม เก็บขยะเนื่องในวันแม่น้ำโลก (26 กันยายน 2568) และ เก็บกระทงในวันลอยกระทง (5 พฤศจิกายน 2568) และรวมถึงการติดป้ายรณรงค์ไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำและเผยแพร่กฎระเบียบการใช้แม่น้ำเจ้าพระยา

โครงการนี้ยังมีบอร์ดนิทรรศการมรดกแห่งสายน้ำ–แม่น้ำเจ้าพระยา ติดตั้งบริเวณท่าเรือสำคัญ ได้แก่ ท่าเรือไอคอนสยาม ท่าเรือสาทร ท่าเรือสี่พระยา ท่าเรือราชวงศ์ และท่าเรือท่าดินแดง ทั้งสองโครงการสะท้อนความตั้งใจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการสร้าง ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งการส่งเสริมพฤติกรรมใหม่ การจัดการขยะอย่างยั่งยืน และการฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นรูปธรรม


การขับเคลื่อนสู่ Zero Waste ของเครือเจริญโภคภัณฑ์จึงไม่เพียงแต่สร้างผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อม แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ตอกย้ำเจตนารมณ์ของเครือฯ ในการ Forward Faster เดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างมั่นคง ครอบคลุม และขยายผลในระดับโลก

เชื่อม ‘ไทยสู่โลกอนาคต’ อว. จับมือมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา พัฒนากำลังคนวิชาชีพ ยกระดับทักษะแรงงาน

เชื่อม ‘ไทยสู่โลกอนาคต’ อว. จับมือมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา พัฒนากำลังคนวิชาชีพ ยกระดับทักษะแรงงาน

เชื่อม ‘ไทยสู่โลกอนาคต’ อว. จับมือมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา พัฒนากำลังคนวิชาชีพ ยกระดับทักษะแรงงาน

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

กระทรวง อว.เชื่อม “ไทยสู่โลกอนาคต” จับมือมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (ASU) สหรัฐฯ ยกระดับอุตสาหกรรม “เซมิคอนดักเตอร์ – ไมโครอิเล็กทรอนิกส์” พร้อมสร้างระบบนิเวศ 2 ประเทศหุ้นส่วนไทย – สหรัฐฯ พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทวิภาคีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรมเส้นทางปริญญาร่วมภายใต้เครือข่ายพันธมิตร ASU-Cintana และโปรแกรมพัฒนากำลังคน/วิชาชีพเพื่อยกระดับทักษะแรงงาน 

12 กันยายน 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า ตนพร้อมพร้อมด้วยรศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร(MUT) และผู้แทนอาวุโสจากภาครัฐ ผู้นำสถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม อาทิ นายนฤตม์ เทอดสถีรกุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. และ ดร.ปรอง กองทรัพย์โต Chief of Staff, Lumentum International (Thailand)  ได้เดินทางไปหารือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (ASU) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เป็นศูนย์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ภายใต้กรอบนโยบาย CHIPS and Science Act พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนากำลังคนในสาขาเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ กับ Dr. Michael M. Crow, President of Arizona State University (ASU) ที่เมืองเทมปี รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร(MUT) และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (ASU) จะครอบคลุมในหลายมิติ ได้แก่ 1.โครงการวิจัยและการศึกษาแบบร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และการผลิต 2.การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทวิภาคีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ 3.โปรแกรมเส้นทางปริญญาร่วม ภายใต้เครือข่ายพันธมิตร ASU-Cintana และ 4.โปรแกรมพัฒนากำลังคนและวิชาชีพ เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และนวัตกรรมในสาขาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายของไทยในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์เข้ากับศักยภาพด้านการศึกษาและการวิจัยของ ASU ก่อให้เกิดความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเรียนรู้ แบ่งปัน และเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครในฐานะหนึ่งในศูนย์พัฒนากําลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของไทย ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการศึกษา การวิจัย และอุตสาหกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ของความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

“นี่คือความร่วมมือที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรผ่านการแลกเปลี่ยนบุคลากร การฝึกอบรมและการจัดอบรมระยะสั้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในภาคการอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนและความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ในภาพรวม” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

นอกจากการลงความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ศ.ดร.ศุภชัยและคณะยังได้ร่วมหารือกับคณะผู้บริหารของ ASU การประชุมโต๊ะกลมกับภาคอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำ เช่น Intel, Microchip, Siemens, Deca, Benchmark รวมทั้งหน่วยงาน Arizona Commerce Authority และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจเมือง Chandler เข้าร่วม เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของความร่วมมือสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมพบปะกับผู้นำระดับโลก คณาจารย์ และนักวิจัยของ ASU จากหลายส่วนงาน อาทิ สถาบัน Biodesign, โรงเรียนการจัดการระดับโลก Thunderbird, MacroTechnology Works, ASU Health, Dreamscape Learn สำนักงานวิจัย นวัตกรรม และผู้ประกอบการของ Fulton Schools โดยได้หารือความร่วมมือในด้านหลักสูตร การฝึกอบรมคณาจารย์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมชีวการแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพ การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงเยี่ยมชมอาคาร Interdisciplinary Science and Technology Building 12 (ISTB12) ซึ่งเพิ่งเปิดใช้งาน และเป็นที่ตั้งของ School of Manufacturing Systems and Networks ในวิทยาเขตโพลีเทคนิค

โดย รศ.ดร.ภานวีย์ เปิดเผยหลังการเยี่ยมชม ISTB12 และโรงเรียน Manufacturing Systems and Networks ของ ASU ว่า ถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง งานวิจัยล้ำสมัยด้านการผลิตขั้นสูงและหุ่นยนต์เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการของมหาวิทยาลัยมหานครและของประเทศไทย อีกทั้งยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเรา ขอขอบคุณโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่  ASU มอบให้เราในครั้งนี้ด้วย

“ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับชาติ และรู้สึกซาบซึ้งที่ได้มี ASU เป็นพันธมิตรสำคัญ” ศ.ดร.ศุภชัย ได้กล่าวย้ำถึงทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย.

-(016)

‘Enlit Asia 2025’ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

‘Enlit Asia 2025’ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

‘Enlit Asia 2025’ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

ผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้สร้างนวัตกรรมจากทั่วภูมิภาค มารวมพลังเพื่อเร่งสร้างสรรค์แนวทางความร่วมมือ ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงของอาเซียน

Enlit Asia 2025 งานชั้นนำด้านพลังงานของอาเซียน เปิดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ กรุงเทพฯ (BITEC) โดยรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักนวัตกรรม มาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 กันยายน 2568 นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมส่งเสริมการสนทนาเชิงลึกตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ตั้งแต่การผลิตจนถึงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้พลังงาน

ในพิธีกล่าวเปิดงาน ดร. วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอนาคตพลังงานอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนว่า “ประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนและมีความมั่นคงในอาเซียน” โดยคณะกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นความก้าวหน้าของประเทศไทยในการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอาเซียนว่า “ความก้าวหน้าของเราด้านการบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์และลม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างมาตรฐานภูมิภาคด้านการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน”

วันเปิดงานเริ่มต้นด้วยการเสวนาเวลา 10.15 น. ที่เจาะลึกเส้นทางหลายมิติของอาเซียนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การเสวนานี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการประชุมสุดยอด มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายสุทธิศูนย์ ผ่านกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในด้านพลังงานหมุนเวียน ดิจิทัลไลเซชัน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค เนื้อหาสำคัญของการเสวนาเน้นถึงโครงการส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดน กรอบกฎหมายและข้อกำกับดูแล รวมถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาเอกชน และผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ ในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงข่าย และขับเคลื่อนความยั่งยืนของระบบพลังงาน

ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับภูมิภาคว่า “ตำแหน่งยุทธศาสตร์ของประเทศไทยใน EEC ช่วยให้ประเทศสามารถนำการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคได้ผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือ” ในทำนองเดียวกัน คุณพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการ (แผนงานและวิศวกรรม) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและกลยุทธ์การลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิว่า “การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายสุทธิศูนย์จำเป็นต้องบูรณาการพลังงานหมุนเวียนพร้อมกับการรับประกันความเสถียรของโครงข่าย” คุณธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสริมว่า “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงนวัตกรรมด้านการเงิน มีความสำคัญต่อการเอาชนะความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานอย่างยั่งยืน” คุณดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (MEA) กล่าวเพิ่มเติมว่า “การวางแผนโครงข่ายอย่างสร้างสรรค์และการใช้โซลูชันดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของพลังงานในประเทศ”

โดยรวมแล้ว การเสวนาเน้นย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก

การบรรยายพิเศษเพิ่มเติมได้สำรวจโอกาสในภูมิภาคด้านพลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน และพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมกับการใช้ประโยชน์จาก AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการจัดเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การอภิปรายได้เน้นไปที่การปรับปรุงโรงงานเดิม การใช้เชื้อเพลิงร่วม และเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อสนับสนุนการผสมผสานพลังงานที่หลากหลายของอาเซียน

Enlit Asia 2025 ทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับนวัตกรรม โดยมีผู้สนับสนุน เช่น Trilliant Networks, Mitsubishi Power และ Kraken สร้างเวทีให้กับอนาคตด้านพลังงานของอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม Business Matching สามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชันเครือข่ายที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยให้ผู้เข้าร่วมสามารถนัดประชุมแบบตัวต่อตัวกับผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้งานง่ายนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเร่งการเติบโต พร้อมเสริมบทบาทของ Enlit Asia ในฐานะตัวเร่งความร่วมมือ

งานประชุมเชิงเทคนิค (Technical Conference) ซึ่งมี Knowledge Hubs เป็นส่วนประกอบ เริ่มต้นด้วยเซสชันที่เข้าร่วมได้ฟรีในสามหอประชุม ครอบคลุมหัวข้อ พลังงานใหม่ (New Energy) ปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digitalisation) และโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น ทนทาน และเชื่อมต่อกัน (Flexible, Resilient & Connected Grid) โดยเซสชันเหล่านี้ จะมอบความรู้เชิงปฏิบัติและกรณีศึกษา พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมในอุตสาหกรรม

ภายในงาน มีผู้จัดแสดงมากกว่า 350 ราย แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงจากผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม กิจกรรมเด่น ของวัน ได้แก่ Nuclear Forum และ Multi-stream Summit ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้นำด้านพลังงานได้พูดคุยเกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงาน การผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน โดยผู้เข้าร่วมสามารถสำรวจโซลูชันที่ปรับแต่งเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการระบบไฟฟ้าของอาเซียนในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งแจกของและโปรโมชั่นจากพันธมิตรที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การเข้าร่วมงานแบบตัวต่อตัว

ทาง Enlit Asia 2025 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 12,000 คน เพิ่มขึ้นจากผู้เข้าชม 11,000 คนในปี 2024 โดยมีบูธผู้จัดแสดงกว่า 350 บูธ ครอบคลุมผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในภูมิภาค ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ผู้พัฒนาโครงการ ที่ปรึกษา วิศวกร และผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ ทำให้งานนี้ตอกย้ำตำแหน่งในฐานะแพลตฟอร์มพลังงานชั้นนำของอาเซียน

“Enlit Asia คือจุดเชื่อมต่อของภาคพลังงานอาเซียน ที่รวมผู้ตัดสินใจและนักนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมมือและเร่งความก้าวหน้าไปสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน” กล่าว คุณไซมอน ฮอร์, Portfolio Director, Enlit Asia

‘กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์’คว้ารางวัลการเชิดชูเกียรติ รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ

'กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์'คว้ารางวัลการเชิดชูเกียรติ รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ

‘กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์’คว้ารางวัลการเชิดชูเกียรติ รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.19 น.

กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เอ็มมีเน้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มมีเน้นซ์ ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทย ล่าสุดได้รับการรับรอง มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2568

ในโอกาสนี้ คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ได้เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติจาก คุณฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

การรับรองครั้งนี้สะท้อนถึงการดำเนินงานที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ นิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า โดยกระบวนการตรวจสอบยังมีหน่วยงานภายนอกร่วมกำกับดูแลเพื่อสร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ อาทิ ศาลฎีกา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เป็นต้น

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังนับเป็นการตอกย้ำถึงมาตรฐานการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ หลังจากที่เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ “ธรรมาภิบาลดีเด่น ด้านการปฏิบัติต่อผู้บริโภค ประจำปี 2567” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสี่สถาบันสำคัญ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม อันเป็นประโยชน์ต่อคู่ค้า ลูกค้า พนักงาน ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย

คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า “รางวัลนี้นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน ตลอดเวลากว่า 50 ปี กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ไม่เพียงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า แต่ยังเป็นแนวทางที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันในระดับสากล”

คุญสุชานันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร ทีมงาน พนักงาน และพันธมิตรทุกฝ่ายที่ยึดมั่นในค่านิยมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ จนกลายเป็นรากฐานของการดำเนินงานที่แข็งแรง และเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

“เราจะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์และยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจด้านการแพทย์อย่างไม่หยุดยั้ง เป้าหมายของเราคือการเป็นผู้นำที่ไม่เพียงสร้างคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังใส่ใจต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนที่เราอยู่ร่วมด้วย” คุณสุชานันท์กล่าวทิ้งท้าย

รพ.จุฬาฯ เดินหน้าจัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน CheckPD แก่อสม. อาสากาชาด

รพ.จุฬาฯ เดินหน้าจัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน CheckPD แก่อสม. อาสากาชาด

รพ.จุฬาฯ เดินหน้าจัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน CheckPD แก่อสม. อาสากาชาด

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.57 น.

นายเตช บุนนาค เลขาธิการ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงานการลงพื้นที่เชิงรุกคัดกรองโรคพาร์กินสัน ณ หอประชุมโรงเรียนสามโคก ในการนี้ ศ. นพ. รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยังได้จัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน  “CheckPD” พร้อมสอนการตรวจคัดกรองแก่อสม. อาสากาชาด จากนั้นจึงให้บริการตรวจประเมิน และคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน พร้อมทั้งยืนยันผลการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแก่ประชาชนที่มาร่วมงานในครั้งนี้ประมาณ 600 คน

พาร์กินสัน เป็นโรคเรื้อรังทางระบบประสาท ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พบมากในผู้สูงอายุ และยังพบในคนอายุต่ำกว่า 60 ปีอีกด้วย

ผู้ที่สนใจตรวจคัดกรองในเบื้องต้น สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CheckPD ได้ที่แอปสโตร์และเพลย์สโตร์ โดยใช้เวลาในการทำแบบประเมินความเสี่ยงประมาณ 20 นาที ซึ่งผลที่ได้จากการทดสอบมีความแม่นยำสูงถึง 90%   

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท ‘นักปั้นดาว’ ปักหมุดเชื่อมหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท ‘นักปั้นดาว’ ปักหมุดเชื่อมหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท ‘นักปั้นดาว’ ปักหมุดเชื่อมหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้ารุกตลาดสากลเต็มรูปแบบ ในฐานะ “นักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทยเชื่อมความงามไกลสู่สากล : Nurturing Thai Crafts to Global Trends” พร้อมผลักดันงานคราฟต์แบรนด์ไทยสู่เวทีการค้าระดับโลก ชูความสำเร็จแบรนด์ไทยที่ส่งต่อคุณค่างานคราฟต์ไทยสู่ตลาดสากล พร้อมปักหมุดเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ไทยให้มีการปรับประยุกต์ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์หัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า เพื่อขานรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในด้านขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชื่อมโยงตลาดการค้าระหว่างประเทศ SACIT จึงเดินหน้าภารกิจในการเป็น Trendsetter ที่ส่งเสริมให้คนทำงานหัตถกรรมเข้าใจในเทรนด์ ความชื่นชอบ และความต้องการของตลาด สอดรับกับบทบาทการเป็น “นักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทยเชื่อมความงามไกลสู่สากล – Nurturing Thai Crafts to Global Trends” เพื่อมุ่งผลักดันและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้สร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ไทย ตั้งแต่ระดับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม New Young Craft และสมาชิก SACIT โดยจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ นำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่จะนำมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ไทย พร้อมต่อยอดโอกาสเชิงพาณิชย์สู่การสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์สินค้าทั้งตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ

“SACIT ไม่เพียงทำหน้าที่ในการส่งเสริมคุณค่าและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ผลักดันกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม เพื่อให้สามารถเติบโต ผลิตผลงานที่สอดรับกับเทรนด์โลก โดย SACIT ได้ดำเนินการบ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ผสานงานคราฟต์เข้ากับนวัตกรรม หรือให้มีการต่อยอดภูมิปัญญาทักษะเชิงช่างผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โครงการประกวดแนวคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมระหว่างประเทศ (International Craft Creation Concept Award 2025: I.CCA. 2025) หรือโครงการ SACIT Concept ที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงนักออกแบบที่มีชื่อเสียงในวงการงานคราฟต์ มาทำงานร่วมกับช่างหัตถกรรม และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตลอดจนสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับยูเนสโก และสยามพิวรรธน์ ในการส่งเสริมช่างหัตถศิลป์ไทยในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก 7 จังหวัดเมืองสร้างสรรค์ สู่เวทีโลกผ่านผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยมีความร่วมมือกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI และดีไซเนอร์ชั้นนำในการสร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษ รวมถึงการสร้างเครือข่ายงานคราฟต์ร่วมกับนานาประเทศอย่าง จีน ญี่ปุ่น พม่า และเวียดนาม เป็นต้น โดยมีเป้าหมายในการมีส่วนร่วมพัฒนาและส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่เพื่อผลักดันกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์ไทยให้มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น”   

สำหรับสมาชิกของ SACIT ที่มีผลงานไฮไลต์ที่โดดเด่น สร้างการยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ช่างฝีมือไทย อาทิ นายมานพ วงศ์น้อย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2558 ประเภทเครื่องรัก-เครื่องเขิน ผู้รังสรรค์งานเครื่องรักร่วมสมัย ด้วยเทคนิคลงรักประดับเปลือกไข่ที่ผสมผสานเทคนิคจากต่างประเทศเข้าด้วยกันกับงานรักดั้งเดิมตามภูมิปัญญาล้านนาได้อย่างลงตัว ที่มีผลงานสะดุดสายตาแบรนด์ดังอย่าง Cartier และ แบรนด์จักสานงานไม้ไผ่ “Vassana” โดย นายสาวิน สายมา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมปี 2568 ประเภทเครื่องจักสาน ที่ฉีกกรอบภาพจำเดิมของงานจักสานแบบดั้งเดิมสู่งานหัตถศิลป์ล้านนาโฉมใหม่ที่สามารถเข้าถึงใจคนในยุคสมัย สามารถเป็นหนึ่งในช่างฝีมือที่สร้างสรรค์ผลงานสุดอลังการร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Dior ใน Dior Gold House รวมถึง นางสาวฐาณิญา เจนธุระกิจ สมาชิก SACIT เจ้าของแบรนด์เครื่องปั้นเซรามิกไทย “THANIYA” แบรนด์คราฟต์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งศิลป์ไทยผ่านการหลอมรวมภูมิปัญญางานเซรามิกเข้ากับเทคนิคการเขียนลวดลายสไตล์ Modern Contemporary ได้อย่างงดงาม 

ครูมานพ วงศ์น้อย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2558 ประเภทเครื่องรัก-เครื่องเขิน เล่าถึงโอกาสการต่อยอดเครือข่ายงานหัตถศิลป์กับผลงานล่าสุดว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกของ SACIT ซึ่งได้รับโอกาสสำคัญหลายครั้งในการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่รู้จัก และล่าสุดได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้อยู่เบื้องหลังผลงานหัตถศิลป์สร้างสรรค์กับแบรนด์เครื่องประดับหรูระดับโลกอย่าง คาร์เทียร์ บูติก แฟลกชิปสโตร์ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ สร้างสรรค์ภูมิปัญญาโบราณงานลงรักปิดทองผสมผสานกับการใช้เปลือกไข่อันบอบบาง ตกแต่งชั้นวางของดิสเพลย์สินค้าประดับภายในร้าน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากฝรั่งเศส ผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 4 เดือนในการสร้างสรรค์ผลงาน ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงจากประสบการณ์กว่า 50 ปี

“การได้ร่วมงานกับลักซ์ชัวรีแบรนด์ชั้นนำถือเป็นหนึ่งในหนทางสร้างการรับรู้ถึงงานศิลปหัตถกรรมไทยอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะเทคนิคดังกล่าวซึ่งปัจจุบันมีผู้ชำนาญกลุ่มงานประเภทนี้น้อยราย จึงควรค่าอย่างยิ่งแก่การร่วมกันอนุรักษ์เพื่อไม่ให้สูญหายไป ปัจจุบันฐานลูกค้ามีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยได้ส่งออกสู่ตลาดประเทศในแถบยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนิยมภาชนะ ทองเหลือง ทองแดง นำมาขึ้นรูปเป็นแจกัน เฟอร์นิเจอร์ไม้รูปสัตว์ ผสานเทคนิคลงรักประดับเปลือกไข่และรักสีอย่างมีเอกลักษณ์” ครูมานพ กล่าว

นายสาวิน สายมา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมปี 2568 ประเภทเครื่องจักสาน (จักสานไม้ไผ่) และทายาทผู้สืบสานแบรนด์ VASSANA (วาสนา) จาก จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า งานจักสานเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมและถักทอขึ้นจากวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านเส้นสายและลวดลายที่แฝงเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม และคุณค่าทางสังคม สำหรับแนวทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์วาสนา ได้ตีความงานจักสานดั้งเดิมให้ร่วมสมัย มีรูปทรงอิสระมากขึ้น ด้วยวิธีสานแบบใหม่ จนเกิดเป็น ‘ลายริ้ว’ ซึ่งเป็นลวดลายที่สร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ Vassana และผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง คือ “พวงมาลัยจักสานไม้ไผ่” ที่เกิดจากแรงบันดาลใจในการทำสินค้าที่มีเรื่องราวทางวัฒนธรรมโดยสร้างสรรค์ออกมาได้อ่อนช้อย และมีความคลาสสิก จนผลงานได้รับการยอมรับจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Dior และสามารถสร้างตำนานบทใหม่ ส่งต่อคุณค่างานหัตถศิลป์ไทยด้วยการได้เป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์ที่ตกแต่งอยู่ใน Dior Gold House และได้มีการรังสรรค์กระเป๋ารุ่นพิเศษที่ผสมผสาน     เส้นสายของงานจักสานไทยเข้าไว้กับแฟชั่นระดับ iconic อวดสายตานักท่องเที่ยว และยังได้สร้างการยอมรับในงานศิลปหัตถกรรมไทยในเวทีสากล

นอกจากนี้ VASSANA ยังผสานงานจักสานเข้ากับการตกแต่ง-ออกแบบภายในโดยผลิตเป็นชิ้นงาน Art Deco ขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีความพลิ้วไหว และยังคงอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว โดยรังสรรค์เป็นโมเดลสำหรับตกแต่งอาคารสถานที่ต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า รีสอร์ท และโรงแรม เป็นต้น ล่าสุดยังได้ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สู่ประสบการณ์มื้ออาหารสุดพิเศษ ผ่านการร่วมมือกับร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และของตกแต่งบนโต๊ะอาหารจากงานจักสาน เพื่อมอบประสบการณ์มิติใหม่ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสถึงสุนทรียภาพของวิถีไทยและศิลปหัตถกรรมที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฐาณิญา เจนธุระกิจ เจ้าของแบรนด์เครื่องหอม-ของแต่งบ้าน THANIYA (ฐาณิญา) และสมาชิก SACIT

ด้าน นางสาวฐาณิญา เจนธุระกิจ เจ้าของแบรนด์เครื่องหอม-ของแต่งบ้าน THANIYA (ฐาณิญา) และสมาชิก SACIT เปิดเผยว่า เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ THANIYA คือ การนำเอาภูมิปัญญาของงานเซรามิกที่มีเสน่ห์ และมีความประณีตจากการเขียนลายด้วยมือ นำมาปรับประยุกต์ต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหอม ที่มีการพัฒนาสารสกัดของตัวเทียนซึ่งทำจากข้าวหอมมะลิไทยสายพันธุ์ดีจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดกาฬสินธุ์มาทำเป็นเทียนหอม สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ทั้งยังประยุกต์สร้างสรรค์กลิ่นต่างๆ โดยคัดสรรดอกไม้และสมุนไพรไทยมาผ่านการกลั่นอย่างพิถีพิถัน จนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้ เสน่ห์ที่สะดุดตา สะดุดใจกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ THANIYA คือ เครื่องหอมที่บรรจุในเซรามิกที่เขียนลายด้วยมือทีละชิ้น มีทั้งลวดลายกราฟิก และลายไทยร่วมสมัย จับคู่ความผ่อนคลายให้เข้ากับงานหัตถกรรมได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีการออกแบบตราสัญลักษณ์สินค้าที่ผสมผสานระหว่างตัวเลขไทยมาเรียงร้อยใหม่ให้เป็นสากล และผสานเอกลักษณ์เครื่องลายคราม อย่างการเขียนสีฟ้าครามลงบนเครื่องเคลือบสีขาวออกแบบฟิวชั่นกับดีไซน์สมัยใหม่ เพื่อให้เข้ากับเทรนด์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น  

ปัจจุบันแบรนด์ THANIYA 1988 ส่งต่อภูมิปัญญาในการเขียนลายเซรามิก ที่เข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและของตกแต่งบ้าน โดยวางจำหน่ายครอบคลุมทั้งในเอเชียและยุโรป มีสาขาทั้งในไทย และต่างประเทศ อาทิ อิตาลี ออสเตรีย เยอรมนี ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตของขวัญสำหรับแขกผู้เข้าชมแฟชั่นโชว์ของแบรนด์หรูอย่าง CHANEL Cruise 2019 ที่กรุงเทพฯ รวมถึงแฟชั่นวีคของ Louis Vuitton ในมิลานและเซี่ยงไฮ้ ความสำเร็จนี้ทำให้เครื่องหอมไทยจาก THANIYA 1988 เป็นที่รู้จักในระดับโลก และกลายเป็นงานคราฟต์ไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ

ดังนั้น การก้าวสู่บทบาท “นักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทย” ของ SACIT ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดคุณค่าและความงดงามของภูมิปัญญาไทย แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายงานคราฟต์ไทยสู่สากล สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้สร้างสรรค์รุ่นใหม่ และยกระดับภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับบนเวทีโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th  หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมอัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยจากสถานการณ์พายุโซนร้อน “คาจิกิ”  ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ หอประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้มี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี , วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิฯ, เอสนะ ชินชำนาญ ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์พระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมในพิธี

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รอง ปธ.กก.ที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทน ปธ.กก. มูลนิธิฯ ประธานในพิธีถวายถุงยังชีพแก่พระภิกษุสงฆ์

จากสถานการณ์พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น และเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก และเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนได้รับผลกระทบใน 4 ตำบล 35 หมู่บ้าน 769 ครัวเรือน 2,816 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมจำนวน 25 ราย และบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน 157 ครัวเรือน 980 คน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานพิธีกล่าวเปิดงาน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ จึงได้เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 100 รูป และประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่เเจ่ม จำนวน 2,000 ถุง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

ประธานพิธีมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย

“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง คือการร่วมกัน ระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และ จิตสาธารณะเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้ง การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบถุงยังชีพ

ตลอดระยะเวลา 30 ปี มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน“ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งการแบ่งปันน้ำใจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยสมทบทุนผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน ชื่อบัญชี “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.friendsofpa.or.th หรือโทร. 02-054-6546 และ 084-9048785  

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิฯ มอบถุงยังชีพ

เอสนะ ชินชำนาญ ผอ.กองงานในพระองค์พระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย,วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, เอสนะ ชินชำนาญ, ทศพล เผื่อนอุดม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับประชาชนที่มารับถุงยังชีพพระราชทาน

ถุงยังชีพพระราชทานสร้างรอยยิ้มช่วยบรรเทาทุกข์ยามประสบความเดือดร้อน