จิม ทอมป์สัน เปิดศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ผลักดันหัตถศิลป์ดั้งเดิมไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์ยุคใหม่

จิม ทอมป์สัน เปิดศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ผลักดันหัตถศิลป์ดั้งเดิมไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์ยุคใหม่

จิม ทอมป์สัน เปิดศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ผลักดันหัตถศิลป์ดั้งเดิมไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์ยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยืนหยัดในฐานะหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าส่งออกที่พุ่งทะยานถึง 6,064.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานกว่า 402,000 คนใน 2,607 โรงงานทั่วประเทศ จากข้อมูลของรายงานสถิติสิ่งทอไทย 2566/2567 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ทว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์ผลงานที่สอดรับกับดีมานด์ใหม่ๆ ของผู้บริโภค

จิม ทอมป์สัน หนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมผลักดันศักยภาพของผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปในยุคที่โลกยังไม่รู้จักคำว่า “Thai Silk” ชายชาวอเมริกันนามว่า เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่โอเอสเอส หรือซีไอเอในปัจจุบันคือผู้เปลี่ยนโฉมหน้าผ้าไหมไทยจากผ้าท้องถิ่น สู่แฟชั่นไอเทมระดับโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาไหมไทย” ในปี ค.ศ. 1951 แบรนด์ จิม ทอมป์สัน ภายใต้ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ได้ถือกำเนิดขึ้น จากนั้นจึงมีการขยายฐานการผลิตไปที่จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความตั้งใจในการสานต่อศิลปะการทอผ้าแบบดั้งเดิม จิม ทอมป์สัน นำเทคนิคโบราณมาผสานเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการผ้าไหมโดยได้พาไหมไทยเข้าสู่ตลาดสิ่งทอระดับโลก ตลอด 74 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เดินหน้าขยายขอบเขตธุรกิจ จากผ้าไหมสู่ผลิตภัณฑ์และบริการไลฟ์สไตล์ครบวงจร ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสากล

ในฐานะแบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทยที่ครอบคลุมทั้งแฟชั่น สินค้าผ้าตกแต่ง ตลอดจนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ทุกย่างก้าวของจิม ทอมป์สัน มักเป็นที่จับตาของวงการ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่สินค้าแฟชั่นและผ้าตกแต่งได้โลดแล่นอยู่ในซีรีส์สุดฮอตอย่าง The White Lotus 3 จนกลายเป็นกระแสไวรัลทั่วโลก ไปจนถึงการเผยโฉมคอลเลกชันผ้าตกแต่งที่งาน Paris Déco Off งานโชว์เคสสิ่งทอสุดยิ่งใหญ่ที่คนในวงการตกแต่งภายในทั่วโลกรอคอยทุกปี โดยสินค้าผ้าตกแต่งบ้านของจิม ทอมป์สันได้ส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมีโชว์รูม 5 แห่งในกรุงเทพฯ ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก และแอตแลนต้า มีโรงแรมกว่า 20 แห่งที่ติดอันดับ The World’s 50 Best Hotels เลือกใช้ผ้าตกแต่งของ จิม ทอมป์สัน

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ผ้าของแบรนด์ยังประดับตกแต่งสเปซในโรงแรมชั้นนำ โครงการเรสซิเดนซ์ และโปรเจกต์ระดับไฮเอนด์อีกหลายร้อยแห่งทั่วโลก  โดยสินค้าผ้าตกแต่งของจิม ทอมป์สัน ให้ความสำคัญกับการเชิดชูและสานต่อเทคนิคงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของไทย อาทิ คอลเลกชัน Matmi II ที่สืบสานการมัดย้อมแบบไทยโดยช่างฝีมือท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาเส้นใยผ้าให้มีคุณสมบัติพิเศษ อาทิ ไม่ลามไฟ สะท้อนน้ำ หรือการใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% ที่สะท้อนน้ำ ป้องกันรังสียูวี และคงสีสันสดใสอยู่เสมอ

ในปี 2568 จิม ทอมป์สัน ได้ปักหมุดหมายสำคัญมากมาย อาทิ การร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเตรียมนำเสนอ Jim Thompson Heritage Quarter ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการสืบสานวัฒนธรรมไทยในมิติของประวัติศาสตร์ แฟชั่น และอาหาร ที่จิม ทอมป์สัน ได้รวบรวมมาไว้ในไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กแห่งเดียว

จิม ทอมป์สัน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของวงการสิ่งทอเมืองไทย ที่กล้าคิด กล้าทลายกรอบ และกล้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ด้วยคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้ดีเอ็นเอที่ชัดเจนในการสานต่อมรดกวัฒนธรรมให้เข้ากับบริบทยุคใหม่ ในโลกที่ทุกแบรนด์ต้องสร้างความแตกต่างด้วยการเล่าเรื่อง จิม ทอมป์สัน พิสูจน์ให้เห็นว่าความ “Proudly Made in Thailand” บนเวทีสากลเป็นอย่างไร

‘สแกนม่านตา’ เคลียร์ 5 ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิด พร้อมประกาศเป็นศัตรูกับมิจฉาชีพ

‘สแกนม่านตา’ เคลียร์ 5 ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิด พร้อมประกาศเป็นศัตรูกับมิจฉาชีพ

‘สแกนม่านตา’ เคลียร์ 5 ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิด พร้อมประกาศเป็นศัตรูกับมิจฉาชีพ

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสแกนม่านตา World นำโดย นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการ  Tools for Humanity ประจำประเทศไทย นายฟาเบียน โบดันสไตเนอร์ Managing Director จาก World Foundation พร้อมด้วยพันธมิตรประเทศไทย ร่วมแถลงข้อเท็จจริงหลังเผชิญกระแสข่าวลือและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโครงการสแกนม่านตา World อย่างแพร่หลาย โดยได้ยืนยันชัดเจน 5 ประเด็นหลัก เพื่อแก้ไขทุกความเข้าใจผิดของสาธารณชน

World เป็นเทคโนโลยีระดับโลกที่ก่อตั้งโดย Sam Altman (ผู้สร้าง ChatGPT) และ Alex BlaniaWorld ไม่ใช่โครงการที่ทำโดย “มิจฉาชีพที่ไหนก็ไม่รู้” แต่เป็นเทคโนโลยีระดับโลกจากบริษัท Tools for Humanity (TFH) ก่อตั้งโดย Alex Blania และ Sam Altman นักวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เป้าหมายสำคัญคือการต่อสู้กับมิจฉาชีพที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 33 ล้านคน รวมถึงในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และอีกหลายประเทศ

ระบบใช้เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่ยืนยันตัวตน

เทคโนโลยีสแกนม่านตาของ World ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยืนยันว่าเป็น “มนุษย์จริง” ไม่ใช่บอทหรือ ปัญญาประดิษฐ์ โดยจะไม่ถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น ระบบนี้ไม่ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้อง เปิดเผยชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลส่วนตัวใด ๆ และระบบก็ไม่สามารถ ติดตามผู้ใช้งานได้

ยืนยันปลอดภัย ไม่ซื้อ-เก็บ-ขายข้อมูลชีวมิติ ข้อมูลรั่วไหลไม่เป็นความจริง

ระบบ World ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด ภาพม่านตาที่สแกนจะถูกแปลงเป็น Iris Code ซึ่งไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นภาพได้ และภาพต้นฉบับจะถูกลบทันทีโดยไม่ถูกนำไปซื้อขายหรือจัดเก็บ ข่าวลือเรื่อง “ข้อมูลรั่วไหล” หรือ “นำข้อมูลไปขาย” จึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ระบบ World ไม่มีการเข้าถึง หรือผูกข้อมูลกับแอปพลิเคชันทางการเงินใด ๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมทางการเงินตามที่มีการเผยแพร่

ภัคพล ตั้งตงฉิน และ ฟาเบียน โบดันสไตเนอร์

ปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงาน ภายใต้กฏหมายและข้อบังคับไทย

World ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด และหารืออย่างต่อเนื่องกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การปฏิบัติงานโปร่งใสและถูกต้องตามข้อบังคับ นอกจากนี้ยังได้จัดทำ Auditor Report โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เช่น Theori และ Trail of Bits ตรวจสอบระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งทั้งหมดถูก เปิดเผยแบบโอเพนซอร์สบน GitHub ให้ทุกคนทั่วโลกเข้ามาตรวจสอบได้ เพื่อยืนยันว่าระบบปลอดภัยและไม่มี ช่องโหว่แอบแฝง

แยกมนุษย์ออกจาก Bot เพื่อป้องกันการฉ้อโกงในโลกดิจิทัล

ภารกิจหลักของ World คือการปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์ ด้วยการสร้าง “เกราะ” พิสูจน์ ความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางยุคที่มิจฉาชีพใช้บอทและ AI หลอกลวงมากขึ้น เทคโนโลยีสแกนม่านตาของ World ทำให้สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังบัญชีหรือธุรกรรมออนไลน์เป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่บัญชีปลอมจึงช่วย ลดปัญหาการหลอกลวงทางดิจิทัลที่อาศัยบอทหรือการสวมรอยได้อย่างมีนัยสำคัญ ในประเทศไทย World ได้ร่วม มือกับพันธมิตร เช่น Pantip, Whoscall, Eventpop และเกม Ragnarok Landverse เพื่อเสริมเกราะคุ้มกันให้กับ ผู้ใช้งานจริง

         ทั้งนี้ World มุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสร้างระบบนิเวศในประเทศไทย อย่างจริงจัง จึงประกาศจัด “Orb Hackathon” โครงการสุดท้าทายที่เชิญผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนาเข้ามาทดสอบ ความแข็งแกร่งของระบบ Orb พร้อมจัดสรรเงินรางวัลสำหรับผู้ที่ค้นพบช่องโหว่ การเปิดเวทีครั้งนี้สะท้อนถึงความมั่นใจและความโปร่งใสของ World ที่กล้าเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบ อย่างเปิดเผยและ พร้อมพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และต่อเนื่องจากโครงการ “Build With World” บริษัทฯ ประกาศลงทุนกว่า 25 ล้านบาท ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาไทยในการสร้าง Mini Apps และฐานข้อมูลที่ใช้ World ID เป็นกลไกยืนยันความเป็นมนุษย์ เงินลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ เร่งการเติบโตของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ และผลักดันให้ผู้พัฒนาไทย ก้าวสู่เวทีโลกด้วยนวัตกรรมระดับสากล

ท้ายสุดนี้ World ขอให้ประชาชนโปรดระมัดระวัง มิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีที่แอบอ้าง โดยเฉพาะ การอ้างว่าแจกเงินสดหรือสิ่งตอบแทนเป็นการส่วนตัว เพื่อเข้าถึงบัญชี World ของท่าน ทั้งนี้การยืนยัน ความเป็นมนุษย์ผ่าน Orb ต้องดำเนินการทุกขั้นตอนผ่านระบบและแอป World เท่านั้น

คุณแหน : 9 กันยายน 2568

คุณแหน : 9 กันยายน 2568

คุณแหน : 9 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • พิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา…ท่ามกลางความยินดีของส.ส.ในพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกในครอบครัว ที่มาร่วมพิธีในวันนั้น…หลังจากที่ นายกฯอนุทิน ได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่โปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้ถวายสัตย์ว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรม ให้สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติ ตามพระราชปณิธาน และเจนารมย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ฯ…จากนั้น นายกฯอนุทิน ได้เดินไปคุกเข่าลงกราบที่ตักบิดา-มารดา คุณพ่อชวรัตน์ และ คุณแม่ทัศนีย์ ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง…
  • เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ อารีย์ กังวานเนาวรัตน์ เป็นผู้แทน นศ.วบส.นิด้า รุ่นที่ 1 หอบดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อนุทิน ชาญวีรกุล ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยมี มาดามธนนนท์ ภริยานายกฯ รับมอบแทน เมื่อวันก่อน…
  • ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจติดตาม ประเด็นสำคัญในทิเบต (TIBET) ในโอกาสที่ องค์ดาไลลามะ ผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณของชาวทิเบตทั้งปวง ปัจจุบันพระองค์ประทับลี้ภัยอยู่ในประเทศอินเดีย ทรงเป็นผู้ที่คนไทยจำนวนมากให้ความเคารพเลื่อมใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีการศึกษาปัญญาชนและผู้มีชื่อเสียงในสังคมไทย อาทิ พระไพศาล วิสาโล, แม่ชีศันสนีย์, อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์, และ ดร.วิรไท สันติประภพ บัดนี้พระองค์ทรงมีพระชันษาครบ 90 ปี ประเด็นเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งและพันธกิจ จึงกลับมาเป็นประเด็นข้อสนทนาอย่างซีเรียส กลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งกับรัฐบาลจีนอีกครั้ง โดยรัฐบาลจีนกำหนดว่าผู้สืบทอดตำแหน่ง ดาไลลามะองค์ใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลจีน ส่วนดาไลลามะองค์ปัจจุบันประกาศว่าผู้สืบทอดตำแหน่งองค์ใหม่ภายหลังจากพระองค์เสียชีวิตแล้วต้องได้รับการเห็นชอบจาก “สำนัก” ในพระองค์ท่านเท่านั้น!… ซึ่งชาวพุทธต่างเกรงว่าในที่สุดถ้าข้อขัดแย้งนี้ไม่ได้รับการแก้ไขให้ลงตัว จะมุ่งไปสู่ปัญหา “สองดาไลลามะ” ซึ่งไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์นี้…
  • ถึงวันนี้ประเด็นเรื่องกำแพงภาษี (TARIFF) ของประธานาธิบดีทรัมป์ เล่นเอาการค้าระหว่างประเทศปั่นป่วนอย่างไม่เคยปรากฏ ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กเกิดอาการซวนเซจนถึงอาจจะล้มละลายได้ บรรยากาศวุ่นวายอย่างนี้ในอดีตสมัยท่าน “โค้วตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาไทยเคยเอ่ยวลีอมตะว่า “ยุ่งตายห่ะ” … ก็เป็นจริงดังว่ามีผลกระทบมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทย ธีระ วชิรขจร อดีตผู้บริหารบริษัทข้ามชาติสัปดาห์ที่แล้วไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่ง PACKAGE ของขวัญไปให้ญาติในสหรัฐฯ ปรากฏว่าถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ายังเกิดความสับสนเกี่ยวกับระเบียบและอัตราภาษีทรัมป์ในอเมริกาจึงต้องงดให้บริการประเภทนี้ชั่วคราว ส่วน คุณธีระฯ จำเป็นต้องดำเนินการต่อจึงไปรับบริการที่บริษัทเดลิเวอรี่ฝรั่ง ค่าบริการก็จะสูงลิบจากของสิ่งเดียวกันค่าบริการเพียง 300 บาท ก็จะกลายเป็นเกือบ 2,000 บาท…มากมายจริงๆ !!…

บารอนเนส

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มนุษย์แม่หลายคนจะต้องเผชิญทั้งความสุข ความเหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์ คลอดลูก และการเลี้ยงดูลูก จนทำให้มนุษย์แม่หลายคนอาจเกิดความเครียด ความกังวล จนมีอาการซึมลง ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนและอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital  กล่าวว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)เป็นโรคแทรกซ้อนหลังคลอดที่พบได้บ่อยในระยะ 1 ปีแรก ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจากคลอดลูก ส่งผลให้อารมณ์ของแม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital

  1. ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) เกิดจากการที่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทำให้ มีความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก  นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปมักมีอาการอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา
  2. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) สามารถเกิดได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังการคลอด กลุ่มนี้จะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งหงุดหงิด ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก โดยจะมีระยะของอาการที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน และจะต้องได้รับการรักษาไม่สามารถหายเองได้
  3. โรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) มักเกิดในช่วงหลังคลอด 1-4 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการฉุนเฉียว ร้องไห้ง่าย คึกคัก คล้ายอาการของโรคไบโพลาร์ หูแว่ว ประสาทหลอน บางครั้งก็ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก โดยโรคกลุ่มนี้ไม่สามารถหายได้เอง และจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของภาวะโรคจิตหลังคลอดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูก

สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการสูญเสียคุณค่าตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ไม่พร้อมตั้งครรภ์, ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย, ตั้งครรภ์ครั้งแรก, หรือมีประวัติแท้งมาก่อน ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง ขาดการช่วยเหลือสนับสนุนที่เพียงพอจากครอบครัวและสังคมทั้งด้านจิตใจและร่างกาย มักมีประวัติซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์

หลังคลอดคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย คือบาดเจ็บหลังคลอด การได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อระงับความเจ็บปวด การอดนอน การเสียเลือด นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน และสารสื่อประสาท serotonin, norepinephrine ส่งผลให้การตื่นตัวลดลง รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย

ด้านจิตสังคม คือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นคุณแม่ การให้นมบุตร รับมือกับความคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้างในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณแม่

การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอด ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของโรคต่อคุณแม่และทารก และความเสี่ยงของการได้รับยารักษา เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ หากอาการไม่รุนแรง อาจพิจารณาการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อน อาจเป็นการทำจิตบำบัดชนิดต่าง ๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้การรักษาแบบใช้ยาชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงจิตแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ทำจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เริ่มมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม

Oakley ฉลอง 50 ปีในไทย ถ่ายทอดการเดินทางผ่านกีฬา วัฒนธรรม และดีไซน์

Oakley ฉลอง 50 ปีในไทย ถ่ายทอดการเดินทางผ่านกีฬา วัฒนธรรม และดีไซน์

Oakley ฉลอง 50 ปีในไทย ถ่ายทอดการเดินทางผ่านกีฬา วัฒนธรรม และดีไซน์

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

50 ปี 600 เดือน 18,262 วัน คือระยะเวลาที่ Oakley ใช้ในการกำหนดนิยามใหม่ของคำว่าเป็นไปได้ ตลอดครึ่งศตวรรษแห่งนวัตกรรมอันไม่หยุดยั้ง ความกล้าในการคิดค้น พัฒนา และก้าวออกจากขีดจำกัดเดิม ๆ  และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญครั้งนี้ Oakley ประเทศไทย ได้เปิดตัว “Oakley Bunker Bangkok” ณ Bangkok Kunsthalle โดยเปลี่ยนพื้นที่จัดงานให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นได้หลากหลายประสบการณ์ นำพาผู้ร่วมงานย้อนรอยเส้นทางของแบรนด์ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต

งานเฉลิมฉลองในครั้งนี้ได้ต้อนรับเหล่านักกีฬา ผู้นำทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และสมาชิก Oakley Collective ให้ได้ดื่มด่ำกับการสำรวจ DNA ของ Oakley อย่างลึกซึ้ง ที่ซึ่งเป็นการหลอมรวมเอาวิทยาศาสตร์ กีฬา และวัฒนธรรมมาบรรจบกัน ทุกมุมของ Oakley Bunker ถูกออกแบบเพื่อปลุกเร้าความน่าตื่นตาตื่นใจ ท้าทายมุมมอง และถ่ายทอดพันธสัญญาของ Oakley ในการก้าวข้ามทุกขีดจำกัดอย่างไม่หยุดยั้ง

การเดินทางไปกับ Oakley ในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการรำลึกถึง Jim Jannard ผู้ก่อตั้ง Oakley ในปี 1975 จากนวัตกรรมด้ามจับรถมอเตอร์ครอสสุดล้ำ วิสัยทัศน์ของเขาถือกำเนิดขึ้นในห้องแล็บของโรงรถในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ได้ต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม ความแม่นยำด้านดีไซน์ และสมรรถนะด้านกีฬา

ภายใน Heritage Zone พบกับ Timeline Wall ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสำคัญของ Oakley ตลอด 5 ทศวรรษ โดยมีการจัดแสดงสิ่งสะสมหายาก 5 ชิ้น ภายใต้แสงไฟล้ำอนาคตที่สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนแห่งการสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์ ตอกย้ำให้เห็นว่า Oakley ไม่เคยเป็นผู้ตามกระแสแต่คือผู้กำหนดและพลิกนิยามของกระแส สร้างสรรค์อุปกรณ์กีฬาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับจากนักกีฬา ศิลปิน นักดนตรี และผู้ทรงอิทธิพลด้านสไตล์ทั่วโลก

จากเรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรม เข้าสู่โลกปัจจุบันของ Oakley จากเดิมที่ออกแบบเพื่อเหล่านักกีฬาเท่านั้น ในยุคปัจจุบันนี้กรอบแว่นของ Oakley ได้กลายเป็นที่นิยมของซูเปอร์สตาร์และเทรนด์เซ็ตเตอร์ระดับโลกที่ร่วมกันขับเคลื่อนแฟชันสตรีทและกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดแสดงพรีวิวคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Retention Redefine แว่นตาประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดของ Oakley ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพของนักกีฬาระดับโลกโดยเฉพาะ ไฮไลต์คือ 2 สไตล์ใหม่อย่าง Stunt Devil และ Stunt Wing ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Oakley Hyper Grip ช่วยมอบความกระชับสูงสุด น้ำหนักเบา และกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลเพื่อความสบายในการสวมใส่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงกรอบแว่นตาในกลุ่มกีฬาและแว่นสายตาที่ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอของ Oakley ในโซนเฉพาะด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ Oakley สามารถติดตามได้ที่: https://www.instagram.com/oakleysea and www.facebook.com/oakleyasia/

‘อีกฟากด้านกระดานหก’โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ คว้ากวีนิพนธ์ซีไรต์ปี2568

'อีกฟากด้านกระดานหก'โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ คว้ากวีนิพนธ์ซีไรต์ปี2568

‘อีกฟากด้านกระดานหก’โดย ศิวกานท์ ปทุมสูติ คว้ากวีนิพนธ์ซีไรต์ปี2568

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.05 น.

8 ก.ย.68 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมงานประกาศผลการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2568 ประเภท “กวีนิพนธ์” โดยมีคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) เป็นประธานงานประกาศผลการตัดสินรางวัลฯ โดยมีคณะกรรมการตัดสินรางวัล ฯ ผู้แทนหน่วยงานรัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้อง Auditorium C asean Ratchada ชั้น 10 อาคาร CW Tower ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ปีนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2568 ประเภท “กวีนิพนธ์” จำนวนทั้งหมด 69 เรื่องและมีผลงานที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการตัดสินรางวัลฯเข้ารอบคัดเลือก 18 เรื่องและเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ อีกฟากด้านกระดานหกของศิวกานท์ ปทุมสูติ , บังฟ้าเบิกอบายของนายทิวา, บทกวีตีพิมพ์บนสรวงสวรรค์ในปีต่อมาของซะการีย์ยา อมตยา , นักล่าแสงแรกของธรรมรุจา ธรรมสโรช , เสียงสวดมนต์ของคนใบ้ขององอาจ สิงห์สุวรรณ , เราอยู่บนดาวดวงเดียวกันไหมของนิตา มาศิริ , แม่น้ำต่างหากสร้างสะพานของวิศิษฐ์ ปรียานนท์ , คนกลืนฝนจนเอ่อล้นพ้นดวงตาของชาย แสงอากาศ

โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลฯ มีมติให้กวีนิพนธ์เรื่อง “อีกฟากด้านกระดานหก” ของศิวกานท์ ปทุมสูติ ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปีพุทธศักราช 2568 เนื่องจากมีความโดดเด่นในด้านการนำเสนอแนวคิดที่รื้อสร้างมุมมองเกี่ยวกับความแตกต่างของช่วงวัย ชนชั้นและอุดมการณ์ ฉายภาพการต่อสู้ทางวาทกรรมและอำนาจซึ่งแทรกซึมอยู่ในทุกระดับทั้งสังคมไทยและสังคมโลกผ่านสัญลักษณ์ “กระดานหก” เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านมองโลกอีกด้านหนึ่งที่แปลกต่างจากกรอบความคิดเดิม

กวีสืบทอดขนบทางวรรณศิลป์และสร้างสรรค์ใหม่ ใช้ลีลาร้อยกรองหลากหลาย เพื่อสะท้อนภาพสังคมปัจจุบันด้วยกลวิธีนำเสนอทั้งแบบมีเรื่องเล่าและแบบตั้งคำถามให้คิด ผสานท่วงทำนองกวีโบราณและร่วมสมัย ใช้ทั้งศัพท์โบราณ ภาษาถิ่นและภาษาพูดเพื่อสร้างวรรณศิลป์อันมีลักษณะเฉพาะตน

ส่งแรงเชียร์ ‘น้องแพน – ภูภัทรา’ ตัวแทนประเทศไทย ชิงชัย ‘Pharaohs Cup 2025’ รุ่นเยาวชน

ส่งแรงเชียร์ 'น้องแพน - ภูภัทรา' ตัวแทนประเทศไทย ชิงชัย 'Pharaohs Cup 2025' รุ่นเยาวชน

ส่งแรงเชียร์ ‘น้องแพน – ภูภัทรา’ ตัวแทนประเทศไทย ชิงชัย ‘Pharaohs Cup 2025’ รุ่นเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

ร่วมส่งแรงเชียร์! “น้องแพน” สาวน้อยยิมนาสติกดาวรุ่งดวงใหม่วัย 13 ปีจากสโมสรจินตนา เป็นตัวแทนประเทศไทย ชิงชัย “Pharaohs Cup 2025” รุ่นเยาวชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการยิมนาสติก

ถือเป็นการจัดการแข่งขันที่น่าจับตามองมากที่สุด อีกรายการหนึ่งของวงการยิมนาสติก สำหรับการจัดการแข่งขันยิมนาสติกรายการ Pharoahs Cup ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ในประเภท WAG Youth Program age caregory-13 ปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2568 โดยประเภทดังกล่าว ถือเป็นรุ่นการแข่งขันที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของวงการยิมนาสติกระดับโลก โดยล่าสุด ทางด้านสมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ได้คัดเลือก “น้องแพน” เด็กหญิงภูภัทรา จงจิระวงศา (Pan – Pupattra Jongjeerawongsa) จากสโมสรยิมนาสติกจินตนา (JRC Gymnastics Club) หนึ่งในนักกีฬาดาวรุ่ง ที่น่าจับตามองของวงการยิมนาสติกไทย เป็นตัวแทนประเทศไทย เช้าร่วมการแข่งขันในประเภทดังกล่าว โดยมี “โค้ชเติ้ง” ชณณ สมจิตร (Coach Terng-Chanon Somjit) ทุ่มเทฝึกซ้อมให้กับนักกีฬา อย่างเข้มข้น

สำหรับประวัติของ น้องแพน – เด็กหญิงภูภัทรา จงจิระวงศา (Pan – Pupattra Jongjeerawongsa) ถือเป็นนักกีฬายิมนาสติกรุ่นยุวชน ดาวรุ่งที่มีผลงานโดดเด่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา “น้องแพน” เคยคว้า แชมป์บุคคลรวมอุปกรณ์ รุ่น Pre-Junior (ยุวชน) ในรายการ JRC Stars 2024 และ ล่าสุดยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬากรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” ที่จะจัดขึ้นในปี 2569 ระหว่างวันที่ 7 – 17 พฤษภาคม 2569 ด้วย จึงอาจเรียกได้ว่า เป็นความสำเร็จ ก้าวสำคัญ ที่จะเปิดโอกาสให้ “น้องแพน” ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเวทีระดับโลก และเป็นความหวังของวงการยิมนาสติกไทย

“น้องแพน” เด็กหญิงภูภัทรา จงจิระวงศา กล่าวว่า เธอรู้สึกภูมิใจอย่างมาก กับการได้เป็นตัวแทนของสมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ไปแข่งขันในรายการดังกล่าว “แพน ภูมิใจอย่างมาก ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขัน และดีใจอย่างมาก ที่จะได้แสดงศักยภาพ และความสามารถตัวเอง ซี่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกของตัวเอง ในสนามการแข่งขันระดับโลก และที่ผ่านมา ก็ได้มีการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาตัวเองมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สมกับความตั้งใจ ในความมุ่งมั่น ที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันในรายการใหญ่ๆ ระดับโลกต่อไป”

ทั้งนี้ น้องแพน ยังได้กล่าวขอบคุณ โค้ชเติ้ง-ชณณ สมจิตร โค้ชผู้ฝึกซ้อมที่ทุ่มเทการฝึกซ้อมให้กับเธอมาโดยตลอด “แพน ขอขอบคุณโค้ชเติ้ง ที่ทุ่มเทการฝึกสอนนักกีฬายิมนาสติก ซึ่งโค้ช ไม่ได้แค่การช่วยพัฒนาทักษะด้านยิมนาสติกให้กับนักกีฬาทุกคนเท่านั้น แต่โค้ขยังมีความมุ่งมั่น และเป้าหมาย ที่จะพานักกีฬาไทยไปสู่เวทีโอลิมปิก อีกด้วย”

ด้าน โค้ชเติ้ง-ชณณ สมจิตร ถือได้ว่าเป็น โค้ชที่มีความมุ่งมั่น ในการปลุกปั้นนักกีฬาไทยสู่โอลิมปิก และถึงแม้จะเป็นโค้ชหน้าใหม่ในวงการยิมนาสติกประเทศไทย แต่ก็เรียกได้ว่า มีผลงานและประสบการณ์ในการเป็นนักกีฬายิมนาสติกมาอย่างยาวนาน ทั้งการเป็นยิมนาสติกศิลป์ ยิมนาสติกแอโรบิก และ กีฬาเชียร์ลีดดิ้ง รวมถึง เคยเป็นตัวแทนสโมสร และตัวแทนจังหวัด ไปคว้าแชมป์ประเทศไทยมาแล้ว รวมถึง ยังได้รับใบอนุญาตการเป็นโค้ชอย่างเป็นทางการ จากสมาคมยิมนาสติกออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็น คนไทยคนแรกที่ผ่านการรับรอง และเป็นหนึ่งใน Technical Member ของ Gymnastics Australia อีกด้วย

โดย โค้ชเติ้ง กล่าวถึงน้องแพนว่า นับตั้งแต่เจอน้องครั้งแรก ก็มองเห็นแล้วว่า น้องแพนมีพื้นฐานการเล่นยิมนาสติกมาค่อนข้างดีมากระดับหนึ่งแล้ว “ความเป็นนักกีฬาของน้องเรียกว่า ค่อนข้างดีเลยก็ว่าได้ เพราะน้องมีพื้นฐานกีฬาอื่นๆ มาด้วยก่อนหน้านั้น ส่วนการตัดสินใจ คัดเลือกน้องแพน เป็นตัวแทนนักกีฬาของสมาคมฯ ก็เพราะมองเห็นศักยภาพในตัวของน้อง รวมถึงความตั้งใจฝึกซ้อมเป็นอย่างดี ตลอดจนมีผลงานการแข่งขันในรายการอื่นๆ ที่ดีขึ้นตามลำดับอายุของน้อง ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงมีพัฒนาทั้งร่างกาย และความสามารถมาเรื่อยๆ ด้วย”

“สำหรับความคาดหวัง ตัวของน้องแพน ในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่18-21 กันยายน 2568 ผมคาดหวังแต่เพียงว่า อยากให้น้องแพน ได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ตามที่ได้ฝึกซ้อมมา และไม่มีความกดดัน เพื่อให้ได้ผลงานของน้องออกมาอย่างดีที่สุด เนื่องจากการแข่งขันในรายการนี้ มีนักกีฬายิมนาสติกระดับโลก เข้ามารวมตัวกันเยอะมาก โดยมาจากหลายประเทศทั่วโลก จึงอยากขอให้คนไทยทุกคนได้ร่วมกันช่วยส่งแรงใจไปเชียร์ น้องแพน รวมถึงนักกีฬายิมนาสติกของไทยทุกคน ที่ร่วมไปแข่งขันในรายการนี้ด้วย โดยสามารถร่วมส่งแรงใจ ไปให้นักกีฬายิมนาสติกของเรา ได้ที่ทางเว็บไซส์ ของทางสมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ถือเป็นอีกช่องทางการติดตามข่าวสารการแข่งขันกีฬายิมนาสติกของไทย” โค้ชเติ้ง กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

ททท. เปิดตัว ‘TAT Connex Creator Challenge’ ชวนอินฟลูฯ ร่วมโปรโมตท่องเที่ยวไทยชิงรางวัล

ททท. เปิดตัว 'TAT Connex Creator Challenge' ชวนอินฟลูฯ ร่วมโปรโมตท่องเที่ยวไทยชิงรางวัล

ททท. เปิดตัว ‘TAT Connex Creator Challenge’ ชวนอินฟลูฯ ร่วมโปรโมตท่องเที่ยวไทยชิงรางวัล

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.13 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม “TAT Connex Creator Challenge : เที่ยวไทยให้ Connex เฟ้นหาคอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดปัง” ณ SCBX NEXT TECH สยามพารากอน โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานเปิดงานฯ พร้อมกันนี้ได้รับเกียรติจากนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมเสวนาฯ ภายในงานยังจัดกิจกรรม “TAT Connex Workshop : How to Create Content ให้ปัง” เชิญ 3 วิทยากรตัวท็อปมาแลกเปลี่ยนทักษะการสร้างสรรค์คอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยผ่านแพลตฟอร์ม TAT Connex เสริมประสิทธิภาพการตลาดและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมชวนผู้สนใจส่งวิดีโอคอนเทนต์ท่องเที่ยวเข้าร่วมประกวดและลุ้นรับรางวัล ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม -14 กันยายน 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://www.tatconnex.com/campaign/6f5ce7df-00cb-4c00-b0df-a2e44194614e

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า กิจกรรม TAT Connex Creator Challenge :เที่ยวไทยให้ Connex เฟ้นหาคอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดปัง” และ “TAT Connex Workshop : How to Create Content ให้ปัง” เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดโครงการ TAT Connex ที่ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่มีความสำคัญ เพิ่มโอกาสทางการตลาดและประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ TAT Connex ทั้งรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับอินฟลูเอนเซอร์ให้สามารถพัฒนาธุรกิจและสร้างสรรค์คอนเทนต์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการและอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 500 ราย บรรยากาศกิจกรรม “TAT Connex Creator Challenge : เที่ยวไทยให้ Connex เฟ้นหาคอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดปัง” ณ SCBX NEXT TECH ยังได้รับเกียรติจาก คุณจิระวดี คุณทรัพย์ (รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท., โซอี้-ภญ.โสภา พิมพ์สิริพานิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล, คุณศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร (อพท.), คุณนุช หอมรสสุคนธ์ (TCEB) รวมถึง 2 สาวอินฟลูเอนเซอร์คนดัง Denise Webber และ เบลล์ ภัสราภรณ์ ภูริพงศ์ธนวัต มาร่วมงาน พร้อมเป็นวิทยากรในกิจกรรมเวิร์คช็อป

สำหรับกิจกรรม TAT Connex Creator Challenge : เที่ยวไทยให้ Connex เฟ้นหาคอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดปัง ททท. เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวมาร่วมสร้างสรรค์วิดีโอคอนเทนต์ท่องเที่ยวไทยในสไตล์ของตนเอง พร้อมโปรโมตแพลตฟอร์ม TAT Connex โพสต์ลงโซเชียลมีเดียของตัวเอง พร้อมเมนชั่น @tatconnex และติดแฮชแท็ก #TATConnex , #creatorchallenge , #TATConnexCreatorChallenge , #AmazingThailand

โดยการตัดสินแบ่งเป็น 2 เกณฑ์หลัก คือ ความคิดสร้างสรรค์ และ Engagement รวมของโพสต์ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – 9 กันยายน 2568 ผ่านเว็บไซต์ http://www.tatconnex.com และส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 14 กันยายน 2568 โดยจะประกาศผลผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายในวันที่ 18 กันยายน 2568 และประกาศผู้ชนะ 3 อันดับ ในงานประกาศรางวัลวันที่ 20 กันยายน 2568 โดยผู้ชนะอันดับ 1 จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 รางวัลละ 20,000 บาท

สำหรับงานแถลงข่าวฯ ในวันที่ 6 กันยายน 2568 ททท. ยังได้จัดกิจกรรม TAT Connex Workshop : How to Create Content ให้ปัง” ประกอบด้วยกิจกรรมเสวนา “Creators & Tourism: Driving Growth Together” เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดการเติบโตไปพร้อมกันระหว่างครีเอเตอร์และการท่องเที่ยว โดยมี นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ผู้มีอิทธิพลทางความคิดด้านการท่องเที่ยว (Influencer) และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ร่วมเสวนา และยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทักษะการผลิตคอนเทนต์อย่างใกล้ชิด แบบไม่มีค่าใช้จ่าย กับ 3 วิทยากรตัวท็อป ได้แก่ กิจกรรมเวิร์กชอป “AI Shortcut for Creator Economy” เคล็ดลับการใช้ Ai ทำคอนเทนต์ให้ปัง ให้ไวกว่าเดิม จากผู้เชี่ยวชาญด้านการนำ AI ประยุกต์ใช้ในธุรกิจ “โซอี้ เจ้าของช่อง Digital Shortcut”  ต่อด้วยกิจกรรมเวิร์กชอป “Capturing Journeys Telling Travel Stories Through the Lens” เรียนรู้ทริคถ่ายรูปจาก “กอล์ฟ เจ้าของช่องกอล์ฟมาเยือน” และเติมพลัง สร้างแรงบันดาลใจกับ “เบนซ์ เจ้าของช่อง The Gaijin Trips แบกเป้เที่ยวคนเดียว” เอกลักษณ์โดดเด่น ทำวิดีโอสไตล์เรียบง่ายไม่ซ้ำใครในหัวข้อ “From Journeys to Stories The Gaijin Trips”

ททท. เชื่อมั่นว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเปิดตัวกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์ม TAT Connex ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ด้าน Digital Marketing ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสื่อมวลชน KOL อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ในการทำงานร่วมกันและสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย รวมทั้งจะเป็นประโยชน์กับการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและยกระดับ Customer Journey ให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธภาพ

-(016)

DIPROM เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อน Soft Power ก้าวสู่ตลาดอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ

DIPROM เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อน Soft Power ก้าวสู่ตลาดอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ

DIPROM เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อน Soft Power ก้าวสู่ตลาดอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.09 น.

อาหารและเครื่องดื่มไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก “ดีพร้อม” เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อน Soft Power ก้าวสู่ตลาดอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 270 ล้านบาท

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) จัดกิจกรรม “การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม” ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้า Phenix ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มไทยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน พร้อมเปิดพื้นที่เป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงาน ทดสอบตลาด สร้างโอกาสทางการค้า และขยายเครือข่ายธุรกิจ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 270 ล้านบาท นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุนพลังสร้างสรรค์หรือ Soft Power เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศและพัฒนาความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้พร้อมในการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระดับสากล อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญ เป็นหนึ่งใน 14 สาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง ดีพร้อมได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานผ่านนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ตามนโยบาย 4 ให้ 1 ปฏิรูป ให้ทักษะใหม่ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และปฏิรูปดีพร้อมสู่องค์กรที่ทันสมัย และหลักการ Soft Power DNA ได้แก่ “การสร้างสรรค์และต่อยอด การโน้มน้าว และการเผยแพร่” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการกว่า 50 ราย ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพ และเพิ่มช่องทางตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญ และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า ดีพร้อมได้ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มใน 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการโดยมุ่งเน้นหัวข้อสำคัญด้านวัตถุดิบท้องถิ่น การประยุกต์ใช้นวัตกรรม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและความยั่งยืน การวางกลยุทธ์ธุรกิจ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Soft Power และการเล่าเรื่อง (Storytelling) 2) การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการรายกิจการ ทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบบรรจุภัณฑ์และด้านการตลาด เพื่อเพิ่มคุณค่าและสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ 3) การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดผ่านการสร้างเนื้อหา (Content Marketing) โดยการสร้างสรรค์ผ่านสื่อให้น่าสนใจ จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่สามารถจดจำได้ นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือเรื่องราวของแบรนด์ ผ่านสื่อออนไลน์ ตลอดจนสื่อ Social Media ต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดการส่งเสริมการบริโภค ดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และ 4) การจัดงานสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเผยแพร่ผลสำเร็จของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีผู้รับบริการจากทั้งธุรกิจประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ห่อหมกปลา น้ำปลาร้า ก๋วยเตี๋ยวแห้งสูตรพริกเผา วาฟเฟิลขนมครกกรอบ น้ำสลัด 4 ภาค บิสกิตปลากระพงไข่เค็ม เมี่ยงคําบาร์ คุกกี้ไข่ผํา ซอสต้มยํากุ้งน้ำใส เป็นต้น รวมถึงธุรกิจประเภทผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น เครื่องดื่มโปรตีนน้ำมะปิ๊ด น้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ไซเดอร์กล้วยพร้อมดื่ม ลอดช่องสิงคโปร์พร้อมดื่ม น้ำผลไม้ผสมไข่ผํา น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ผสมน้ำเห็ด เป็นต้น

“ผลสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมที่จะยกระดับคุณภาพและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงขยายโอกาสทางการค้าสู่ตลาดที่กว้างขวางมากขึ้น ดีพร้อมจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการในสาขาอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย และผลักดัน Soft Power ให้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

เปิดตัว 30 สาวงามชิงตำแหน่ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ สวย ความสามารถรอบด้าน บุคลิกภาพดี มีความเป็นไทย

เปิดตัว 30 สาวงามชิงตำแหน่ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’  สวย ความสามารถรอบด้าน บุคลิกภาพดี  มีความเป็นไทย

เปิดตัว 30 สาวงามชิงตำแหน่ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ สวย ความสามารถรอบด้าน บุคลิกภาพดี มีความเป็นไทย

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

เปิดโฉมหน้าเรียบร้อยแล้วสำหรับกองประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2568″ ซึ่งนำโดย สมใจนึก เองตระกูล ประธานที่ปรึกษา และ สินีนารถ เองตระกูล ประธานบริหาร กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ซึ่งจัดการคัดเลือกผู้สมัครเข้าประกวดในปีนี้ที่มีผู้สมัครกว่าร้อยคน โดยคัดเหลือเพียง 30 คนสุดท้าย ซึ่งทั้งหมดจะเข้าร่วมประชันความงาม ไหวพริบ และความสามารถ รอบตัดสินในโอกาสฉลองการประกวดครบ 75 ปี

สินีนารถ เองตระกูล เปิดเผยว่า “ในปีนี้เรามุ่งเฟ้นหาสาวงามที่เพียบพร้อมด้วยความสวย บุคลิกภาพดี มีความสามารถรอบด้าน พร้อมที่จะนำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งมีผู้สมัครคึกคักเช่นเคยกว่าร้อยคน โดยรอบคัดเลือกที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเข้มข้น ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาจากใบสมัคร และวิดีโอแนะนำตัว ให้เหลือ 50 คน จากนั้นจึงได้นัดหมายเพื่อทำการสัมภาษณ์ และให้เหล่าสาวงามได้แสดงความสามารถและโชว์ปฏิภาณไหวพริบขับเคี่ยวกันอย่างสูสีจนเป็นที่หนักใจของคณะกรรมการเป็นอย่างมาก”

เหล่า 30 สาวงามที่ผ่านด่านรอบสัมภาษณ์ ได้อวดโฉมพร้อมกันครั้งแรกด้วยการเข้าเยี่ยมชม และถ่ายทำ VTR ในอาณาจักรเอสพาร์ค รังสิต (ESC Park) ศูนย์รวมสนามกีฬาและแหล่งสันทนาการชั้นนำ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บตัวหลัก โดยบรรยากาศการถ่ายทำ VTR เป็นไปอย่างคึกคักและสนุกสนาน

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 7-12 กันยายน ผู้เข้าประกวดทั้ง 30 คน จะร่วมขับเคลื่อนเพื่อคัดเลือกตำแหน่งพิเศษ อาทิ TIP ICONIC STAR , QUEEN OF SALES By Tel2tell tv shopping และเหล่าสาวงามจะได้ร่วมกิจกรรมเก็บตัวที่ให้ประสบการณ์สุดพิเศษ อาทิ กิจกรรมเล่าประกันภาษาถิ่น กับ ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) , เยี่ยมชม บริษัท อีเอ ไบโอ อินโนเวชั่น จำกัด (EBI) บริษัทในเครือของ บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เพื่อชมกระบวนการผลิต Bio Products อาทิ Bio PCM สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น สิ่งทอ (ผ้าไทย) รวมถึงการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) , ท่องเที่ยววิถีใหม่ ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทำกิจกรรม  Workshop ผ้ามัดย้อม กับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) , สนุกกับกิจกรรมช้อปปิ้งจาก บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด  มารังสรรค์เมนูอาหารพื้นถิ่น 4 ภาค และยังสนุกกับกิจกรรมกันแดดทั่วถิ่น กับ BB Care

ส่วนการประกวดรอบตัดสินจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 ณ โรงแรม เอส พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel)  รังสิต ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามลุ้นเหล่าสาวงามได้ที่แฟนเพจ FB: นางสาวถิ่นไทยงาม