Good Goods เปิดบ้านใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Modern Craft’ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับดีไซน์ร่วมสมัย

Good Goods เปิดบ้านใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Modern Craft’ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับดีไซน์ร่วมสมัย

Good Goods เปิดบ้านใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Modern Craft’ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับดีไซน์ร่วมสมัย

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชน พัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนชุมชนและสินค้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ เซ็นทรัล ทำ หนึ่งในโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าขยายสาขาที่ 8 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Modern Craft” ผสานเสน่ห์ไทยกับความร่วมสมัย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ชั้น LG ภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค แลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่อย่างลงตัว

สาขาใหม่นี้ถ่ายทอดตัวตนร่วมสมัยที่เติบโตท่ามกลางความเป็นเมือง แต่ยังคงความจริงใจ อบอุ่นและเชื่อมโยงกับชุมชน ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ร้านถูกออกแบบให้มีความเปิดกว้าง และมีโซนคิออสก์ (Kiosk) ที่กลมกลืนกับพื้นที่ของศูนย์การค้า เพื่อการช็อปปิงที่สะดวกสบาย เน้นความรู้สึกเป็นกันเอง มีการใช้โทนสีอบอุ่นและสบายตา อาทิ สีขาว เบจ และสีน้ำตาลไม้ พร้อมการเลือกใช้วัสดุที่ได้จากชุม ชน เช่น งานหัตถศิลป์จากไม้ไผ่โดยสมาคมผู้พิการทุกประเภท จ.น่าน ผ้าย้อมครามจากวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร งานปักมือจากผู้ต้องขังทัณฑสถานหญิง จ.เชียงใหม่ และมีการนำเศษผ้าเหลือใช้มาประดับตกแต่งในร้าน นำเสนอในดีไซน์ที่ร่วมสมัย พิถีพิถันในรายละเอียด และคำนึงถึงมิติความยั่งยืน

เอกลักษณ์สำคัญของ Good Goods ยังคงเป็นงานออกแบบที่เน้นใช้วัสดุจากชุมชนเป็นองค์ประกอบหลักของร้าน แต่ละมุมภายในร้านถูกสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวและสะท้อนฝีมือของช่างฝีมือไทยจากหลากหลายชุมชน ท่ามกลางบริบทของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และวิถีชีวิตเมืองที่เร่งรีบ ร้าน Good Goods สาขานี้จึงเปรียบเสมือน เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้คนได้หยุดพัก เพื่อสัมผัสเสน่ห์วิถีไทยและงานคราฟต์คุณภาพอย่างใกล้ชิด ผ่านมุมมองการออกแบบที่ร่วมสมัย เข้าใจง่าย และจริงใจ

พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การเปิดตัว Good Goods สาขานี้ ซึ่งเป็นสาขาที่ 8 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค สะ ท้อนถึงความตั้งใจที่จะทำให้ ‘สินค้าชุมชนของไทย’ ก้าวเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเมือง ผ่านการออกแบบที่ร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ เชื่อว่าร้านนี้จะเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถมาพบปะ แลกเปลี่ยน และสัมผัสเรื่องราวของชุมชนไทยได้อย่างแท้จริง”

ปัจจุบัน Good Goods มีทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ ปี 2562 เปิดร้าน Good Goods สาขาแรกในรูปแบบ Concept Store ณ ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ โซน Hug Thai และได้มีการขยายพื้นที่จาก 197  ตรม. เป็น 420 ตรม. เมื่อกันยายน ปี 2565

ปี 2565 เปิดสาขาที่ 2 ณ จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่ ใกล้กับตลาดต้นไม้คำเที่ยง บนถนนอัษฎาธร

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 3 ณ เซ็นทรัลภูเก็ต ฟอลเรสต้า ชั้น G โซน Hug Thai

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 4 ณ ห้างสรรพสินค้าชิดลม ชั้น 6

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 5 ณ เซ็นทรัลป่าตอง ชั้น 1 โซนเครื่องสำอางค์ จ.ภูเก็ต

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 6 ณ โรบินสัน โอเชี่ยน จังซีลอน ชั้น 1 ตึก Botanica จ.ภูเก็ต

ปี 2568 เปิดสาขาที่ 7 ณ เซ็นทรัลพัทยา ชั้น G

ปี 2568 เปิดสาขาที่ 8 ณ เซ็นทรัล พาร์ค ชั้น LG (สาขาล่าสุด)

สินค้าไฮไลท์ภายในสาขาเซ็นทรัล พาร์ค มีดังนี้ กระเป๋าหวายสาน กับการรังสรรค์งานหัตถกรรมท้องถิ่นจากหวายที่สานโดยกลุ่มผู้ผลิตหัตถ กรรมในชุมชน จ.เชียงใหม่ ออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงทันสมัย เพื่อสานต่อภูมิปัญญาไทยให้อยู่คู่สังคมต่อไป

กระเป๋าสานพลาสติกดีไซน์ใหม่จาก Good Goods ร่วมกับสมาคมรวมใจคนพิการ จ.อุดรธานี ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานและการเลือกคู่สีที่ต้องการสร้างสินค้าที่พร้อมใช้ ตะกร้าสานใบนี้จึงไม่เพียงเป็นภาชนะใส่ของ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างอาชีพและคุณค่าให้แก่คนพิ การ

ชุดเสื้อผ้าจากผ้าฝ้ายเข็นมือ ผ้าฝ้ายเข็นมือจากวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติด้วยกระบวน การเข็นฝ้ายมือ และย้อมสีจากธรรมชาติในโครงการ “ป่าให้สี” ที่เซ็นทรัล ทำสนับสนุน Good Goods นำมาพัฒนาสู่ดีไซน์ใหม่ เพื่อสืบสานและรักษามรดกไทยให้คงอยู่ในสังคมต่อไป

แบรนด์ “กุ๊ด กุ๊ดส์” (Good Goods) ดำเนินงานโดย บริษัท เซ็นทรัลทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (Central Tham Social Enterprise Co., Ltd.) ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนชุมชนและสินค้าไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างร่วมสมัยและยั่งยืน โดยยึดแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ด้วยแนวคิด “ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างโอกาสให้ผู้คน และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันองค์ความรู้ ส่งเสริมทัก ษะการผลิต การตลาด และการสื่อสาร พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนทุกภาคส่วนสู่ การท่องเที่ยวยั่งยืน และโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา Good Goods ทำงานร่วมกับ 56 ชุมชนใน 27 จังหวัด พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ โมเดล ESG ที่สอดคล้องกับ UN SDGs

Good Goods ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อกลางระหว่างชุมชนผู้ผลิตและผู้บริโภคในเมืองใหญ่ ด้วยการคัดสรรสินค้าคุณภาพสูง ที่มีทั้งคุณค่าด้านการใช้งานพร้อมเรื่องราวและวัฒนธรรม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทั้งชุมชนและสังคมในภาพรวม

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

  1. ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย
  2. ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

ซีพี โชว์พลังนวัตกรรม 4 หมื่นล้าน ผ่าน CP Innovation Expo 2025

ซีพี โชว์พลังนวัตกรรม 4 หมื่นล้าน ผ่าน CP Innovation Expo 2025

ซีพี โชว์พลังนวัตกรรม 4 หมื่นล้าน ผ่าน CP Innovation Expo 2025

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โลกกำลังเคลื่อนสู่ยุคเศรษฐกิจที่วัดกันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี มากกว่าทุนและแรงงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี องค์กรชั้นนำของไทยจึงประกาศบทบาทการเป็น ‘องค์กรแห่งนวัตกรรม’ ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ยังสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้ ซีพีจะถ่ายทอดพลังนั้นผ่านเวที ‘ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025’ (CP Innovation Exposition &Symposium 2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–21 กันยายน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่พนักงานกว่า 500,000 คน ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกให้ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาซีพีสู่เป้าหมายการเป็น Tech Driven Company

ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี และในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 8 ซึ่งมีผลงานกว่า 3,000 ชิ้นส่งเข้าประกวด คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท และมีกว่า 200 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกขึ้นจัดแสดงในงาน ถือเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ของเครือซีพีในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงพนักงานทุกระดับและทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมนำเสนอผลงาน ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ รูปแบบธุรกิจ และความยั่งยืน ที่ต่อยอดสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้ทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยว่า “เครือซีพีได้วาง ‘นวัตกรรม’ เป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนองค์กร โดยจัดตั้งคณะกรรมการนวัตกรรมและโครงสร้างกำกับดูแลในทุกระดับ เพื่อกำหนดทิศทางและสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและพันธมิตร ตลอดจนการส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่าน “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025” ที่จัดขึ้นเฉพาะผู้บริหารและพนักงานซีพีและบริษัทในเครือฯ โดยปีนี้มีผลงานกว่า 3,000 ชิ้นส่งเข้าประกวด คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท และผ่านการคัดเลือกกว่า 200 ผลงานขึ้นจัดแสดง ถือเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ที่ไม่เพียงเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ แต่ยังสร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้พนักงานกว่า 500,000 คนทั่วโลก ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต”

การจัดงานปีนี้ได้กำหนด 3 แกนหลัก ได้แก่ Human–Innovation–Sustainability เป็นหัวใจสำคัญในการนำเสนอ สะท้อนพลังของคนซีพีในฐานะนวัตกรที่เป็นแรงขับเคลื่อนองค์กร พร้อมผลงานที่ใช้ได้จริง ทั้งด้านอาหารปลอดภัย พลังงานสะอาด โลจิสติกส์อัจฉริยะ และดิจิทัลโซลูชัน ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดประเภทผลงานออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ นวัตกรรมกระบวนการ นวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยแต่ละผลงานถูกพัฒนาใน 2 ระดับ คือ ระดับต้นแบบทดลอง (Proof of Concept/Pilot) และระดับขยายผลสู่การใช้งานจริง (Scaling/Commercialization) ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นทั้งพลังการคิดค้นและศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

ผลงานที่เข้าร่วมในครั้งนี้มีความหลากหลาย ตั้งแต่นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม หลายผลงานได้ถูกต่อยอดใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์แล้ว และอีกหลายผลงานพร้อมต่อยอดในอนาคต ไฮไลต์สำคัญของงานคือการมอบรางวัล Chairman Awards เพื่อเชิดชูนวัตกรผู้สร้างผลงานที่สร้างคุณค่า ทั้งด้านธุรกิจและสังคม ซึ่งนับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วทั้งเครือฯ

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “การจัดงานซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป ครั้งนี้นับเป็นการสืบสานวิสัยทัศน์ของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ และประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ ที่วางรากฐานให้ “นวัตกรรม” เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนองค์กร โดยซีพีจะยังคงเดินหน้าลงทุนทั้งในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาคน เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่กล้าคิด กล้าลอง และกล้าสร้างการเปลี่ยนแปลง นี่คือยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะทำให้เครือซีพีพร้อมแข่งขันในโลกอนาคต”

ทั้งนี้ ตลอด 4 วันของการจัดงาน มีกิจกรรมเข้มข้นที่สะท้อนการเป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ในการแบ่งปันองค์ความรู้ เร่งนวัตกรรมสู่การใช้จริง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งการจัดนิทรรศการ CP Innovation for Sustainability Center ที่เล่าถึงกว่า 100 ปีแห่งการพัฒนาองค์กรผ่านมุมมองนวัตกรรม, เวทีเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ  รวมถึง Showcase นวัตกรรมกว่า 200 ผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในธุรกิจและสังคม นอกจากนี้ ยังมีการจัดการประชุมวิชาการ CP Symposium 2025 เปิดเวทีให้นักวิชาการและนักวิจัยภายในเครือฯ นำเสนอผลงานกว่า 100 ชิ้น ครอบคลุมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิศวกรรม ดิจิทัล และความยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่บ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้จริง และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยธุรกิจ นักวิจัย และพันธมิตรภายนอก

ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม จึงไม่ใช่เพียงเวทีจัดแสดงผลงาน แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงคน เทคโนโลยี และสังคม เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม ตอกย้ำบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะองค์กรไทยที่พร้อมแข่งขัน และยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเวทีนวัตกรรมโลก

MAEWKHOO เปิดตัวคอลเลกชัน ‘Earth Is Not My Home’ ครั้งแรกของ Womenswear ฉีกกรอบภาพดั้งเดิม ‘ผ้าไหมไทย’

MAEWKHOO เปิดตัวคอลเลกชัน ‘Earth Is Not My Home’ ครั้งแรกของ Womenswear ฉีกกรอบภาพดั้งเดิม ‘ผ้าไหมไทย’

MAEWKHOO เปิดตัวคอลเลกชัน ‘Earth Is Not My Home’ ครั้งแรกของ Womenswear ฉีกกรอบภาพดั้งเดิม ‘ผ้าไหมไทย’

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นการเปิดตัวเสื้อผ้าผู้หญิงครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมเป้าหมายสำคัญในการฉีกกรอบภาพลักษณ์ดั้งเดิมของ “ผ้าไหมไทย”  ผ่านแนวคิดและข้อสงสัย สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร “เมื่อมนุษย์ต้องย้ายถิ่นฐานไปยังดาวดวงอื่น”  พร้อมการตั้งคำถามสำคัญ เราจะนำอะไรติดตัวไปพร้อมกับการเดินทางสู่จักรวาลใหม่ในครั้งนี้? สำหรับ MAEWKHOO คำตอบคือ ความเป็นตัวเอง ศิลปะ และวัฒนธรรม

แนวคิดและงานออกแบบทั้งหมดในคอลเลกชันนี้ รังสรรค์โดยทีม MAEWKHOO นำโดย เดนนิส คาร์ลสัน ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และ CEO ของแบรนด์ ผู้ผลักดันแฟชั่นไทยสายดื้อให้ออกนอกกรอบเดิม และแสดงให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถ “สุด” และ “ไปได้ไกล” หากอยู่ในมือของคนที่กล้าคิดต่าง

คอลเลกชัน Earth Is Not My Home ได้นำเสนอทั้งสามคำตอบ ผ่านการเลือกใช้ผ้าไหมไทยที่ผสมผสานเข้ากับโครงชุดแนว Futuristic สะท้อนให้เห็นถึงความเซ็กซี่ตามฉบับของแบรนด์
ไม่ว่าจะเป็นลุคจัดจ้านที่หยิบเอาบอดี้สูทมาจับคู่กับ Sheer Dress ผ้าไหมไทย ไปจนถึงไอเท็มซิกเนเจอร์ Thaiwaiian shirt ลายใหม่ ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรม ในแนวคิดของ MAEWKHOO

งานเปิดตัวคอลเลกชันจัดขึ้นที่ร้าน Tahona ชั้น 33 โรงแรม Intercontinental ซึ่งโดดเด่นด้วยงาน interior สุดล้ำ ราวกับอยู่นอกโลก เสริมภาพลักษณ์ของคอลเลกชันให้ทรงพลังยิ่งขึ้น ตามไปอัพเดทคอลเลคชั่น Earth Is Not My Home ได้ที่ Instagram: @maewkhoo / Website: www.maewkhoo.com / Line: @maewkhoo

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย  โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย, หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง นอกจากนี้ ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST คือ B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy) การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)  การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

การป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด

“โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน” นพ. สิทธิ กล่าวทิ้งท้าย

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด แต่ในขณะที่เราฉลองความยืนยาวของชีวิต กลับมีปัญหาหลายด้านที่ซ่อนอยู่และมักถูกมองข้าม ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะ

ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการท้องเสียและ/หรืออาเจียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญหลายระบบ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะเพ้อ หกล้มและกระดูกหัก การบาดเจ็บของไต และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น การประเมินภาวะขาดน้ำอย่างเหมาะสมและการเลือกแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในประชากรสูงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและมีความเปราะบางต่อภาวะดังกล่าว

ความชุกและผลกระทบของภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจาก ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า แม้ว่าภาวะขาดน้ำจะเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป แต่กลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในประชากรผู้สูงอายุที่พักอาศัยในสถานดูแลหรือโรงพยาบาล ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะนี้สูงถึงร้อยละ 17–28 ผลกระทบที่ตามมามีตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ความเหนื่อยล้า ความสับสน ไปจนถึงภาวะรุนแรง เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น

กลไกทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ได้แก่

  • ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง กลไกควบคุมความกระหายน้ำที่สมองตอบสนองต่อการกระตุ้นได้น้อยลง
  • การทำงานของไตลดลง ไตมีความสามารถในการขับของเสียและการทำให้ปัสสาวะเข้มข้นลดลง ส่งผลให้สูญเสียน้ำมากขึ้น
  • ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อน้อยลงและมีไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการรักษาสมดุลน้ำลดลง (เนื้อเยื่อไขมันมีน้ำประมาณ 11% ขณะที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อมีน้ำประมาณ 75%)
  • ความบกพร่องทางความคิด เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือภาวะเพ้อ อาจทำให้ลืมดื่มน้ำหรือสื่อสารความต้องการไม่ได้
  • การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค และยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย หรือยาลดความดันบางกลุ่ม อาจเพิ่มการสูญเสียน้ำและเกลือแร่

การประเมินภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

การประเมินภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุทำได้ยากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากลักษณะผิวหนังเปลี่ยนแปลงตามวัย เช่น ผิวแห้งหรือหย่อนคล้อย แม้ไม่มีการสูญเสียน้ำจริง โดยพบว่าชั้นผิว epidermal จะบางลง 10-50% ในช่วงอายุ 30-80 ปี ซึ่งส่งผลต่อการช่วยกักเก็บน้ำในชั้นผิวได้ลดลง

แนวทางการดูแลรักษา

การให้สารน้ำทางปาก (oral rehydration therapy, ORT) เป็นแนวทางหลักในการรักษาภาวะขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยควรเลือก ORS (oral rehydration solution) ตามสูตรมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่มีความสมดุลของโซเดียมและกลูโคสเหมาะสม  (Na⁺ 75 mmol/L, glucose 75 mmol/L, osmolarity ประมาณ 245 mOsm/L) หรือเกลือแร่ชนิดที่ระบุว่าใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียเพื่อให้ดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ดึงน้ำกลับเข้าสู่ลำไส้ (การดูดซึมของโซเดียมและกลูโคสจะผ่าน SGLT1 transporter ที่ลำไส้เล็ก) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับสารน้ำทางปากได้ เช่น มีอาการอาเจียนรุนแรง ซึม หรือมีภาวะช็อก ควรรีบส่งต่อโรงพยาบาลเพื่อรับสารน้ำทางหลอดเลือด (intravenous fluids) อย่างเร่งด่วน

ดังนั้นการตระหนักในเรื่องของภาวะขาดน้ำจากอาการท้องเสียหรืออาเจียน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายหรือทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุ รวมถึงการประเมินอาการ และการเลือกใช้เกลือแร่ที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ร่วมบริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤติเลือดขาดแคลน

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลที่ให้บริการรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ โดยสามารถบริจาคซ้ำได้ทุก 3 เดือน ซึ่งการบริจาคโลหิตเพียงครั้งเดียว สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากถึง 3 คน และยังถือเป็นการดูแลสุขภาพของผู้บริจาคไปในตัวอีกด้วย

นอกจากนี้ หมู่โลหิตมีความสำคัญในการให้โลหิตแก่ผู้ป่วย การตรวจหาชนิดหมู่โลหิตของตนเองจึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับโลหิตเป็นประจำ ควรตรวจหาชนิดของหมู่โลหิตไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้รับโลหิตที่มีหมู่โลหิตตรงกับตนเองให้มากที่สุด เป็นการป้องกันการหาโลหิตที่เข้ากันได้ยากและสามารถช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงที

ร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องได้ทุกๆ 3 เดือน เพียงแค่คุณมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี  น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมบริจาคโลหิต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ หรือ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 10 กันยายน 2568

คุณแหน : 10 กันยายน 2568

คุณแหน : 10 กันยายน 2568

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมคิด จันทมฤก ผวจ.ปทุมธานี เป็นประธานทำบุญตักบาตรแด่คณะสงฆ์ 122 รูป เนื่องในโอกาสครบรอบ 121 ปี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อรวบรวมข้าวสารอาหารแห้งส่งมอบช่วยเหลือคณะสงฆ์ 323 วัด ใน 4 จ.ชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วย มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน โดยมี พระพรหมดิลก เป็นประธานสงฆ์..
  • รัฐฉัตร ศิริพานิช ผจก. สนง.บริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) นำทีมงานศึกษาดูงานที่ ศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืนและศูนย์บริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจร รวมถึงตัวอย่างโครงการศึกษาของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ ม.เชียงใหม่ โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช., ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล, รศ.ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ และ ผศ.ดร.อนุชา พรมวังขวา ต้อนรับ..
  • ยินดีกับผู้จบการอบรม หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 5 เช่น อโรชา นันทมนตรี, สมหวัง อารีย์เอื้อ, สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์, วิภู วิมลเศรษฐ, นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล, วัชชพล ปริสุทธิ์กุล, ผศ.ดร.ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล, เฉลิมศักดิ์ กองกันภัย, ดร.สุพรชัย แสงรัตน์วัชรา, ธีรภัทร พรมนุชาธิป, เทมส์ ไกรทัศน์, พิมพ์ปวีณ์ นิลสุพรรณ, วัชชพล ปริสุทธิ์กุล, สวัสดิ์ ดวงแก้ว, ภูกิจ ดิศธรานนท์, ณัฐภัทร จิตนะมงคล, ฐิติพร สุภาษี, จันทพร เจริญลาภนพรัตน์, ปริณดา มีฉลาด, วัชระ จึงมงคลสวัสดิ์, วิทวัส กันยารอง..
  • ชาว Digital CEO#3 ยินดีกับ กษมา กองสมัคร ได้เป็น รักษาการ รอง ผอ.กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ดีป้า..
  • ดร.ปรีสาร รักวาทิน ชวนผู้บริหารรัฐและเอกชนรุ่นใหม่ร่วมอบรมหลักสูตร Digital Jump Start #3 for Young Digital CEO เสริมความรู้ด้าน Digital Big Data, Digital Automation,  Digital Connect, Digital Access มีวิทยากรกว่า 60 ท่าน พร้อมศึกษาดูงานในประเทศและ ณ นครปักกิ่งและเทียนสิน รับสมัครถึง 24 ก.ย. รายละเอียดที่ 089-142-8990 หรือ  https://www.depa.or.th/th/article-view/depa-young-digital-ceo-3..
  • ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมบริจาคสมทบทุน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล รับมอบ..
  • สุเมธ สุรบถโสภณ ในนาม สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมลงนาม MOU ความร่วมมือกับ อ.วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ในนาม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อการพัฒนาด้านวิชาการ และการส่งเสริมศักยภาพ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยมี ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, พล.ร.ท.นพ.ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา, ดร.ภากร ปีตธวัชชัย, เฉลิมพล โชตินุชิต, ดร.ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์, ดร.วิชัย สีสุด, วศวิศว์ ปุณณะสุขขีรมณ์ ร่วมด้วย..
  • มูลนิธิกำลังใจ จัดงาน พาก้าวเข้าสู่ โครงการบันไดฝัน สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ (ดร.ละมูล ลือสุขประเสริฐ) ครั้งที่ 16 โดยมี นริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.สมุทรสาคร เป็นประธาน..

น้องใหม่

เซอร์เวียร์ เปิดสำนักงานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เซอร์เวียร์ เปิดสำนักงานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เซอร์เวียร์ เปิดสำนักงานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

บริษัท เซอร์เวียร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทยาและเวชภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศสที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 50 ปี เปิดสำนักงานใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “New Office, Moved by You” พื้นที่ทำงานแห่งใหม่นี้ไม่เพียงเป็นสำนักงาน แต่เป็นศูนย์รวมแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและสังคมไทย

แบรดลีย์ ลอยด์ กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค กล่าวว่า “บริษัทเซอร์เวียร์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสูตรยารวมเม็ดเดียว (Single Pill Combinations – SPCs) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและความร่วมมือของการใช้ยา และช่วยส่งเสริมการควบคุมโรคเรื้อรัง อาทิ โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ได้อย่างมีประสิทธิผล”

“สำหรับเรา ‘นวัตกรรม’ ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ป่วยอย่างแท้จริง เรามองการแพทย์ในอนาคตเป็นระบบที่ผสมผสานระหว่างความแม่นยำ การดูแลเฉพาะบุคคล และความยั่งยืน สำนักงานใหม่ของเราไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพที่เข้าถึงได้และยั่งยืน”

ญานีค ฌีรารด์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ปรัชญา ‘Moved by You’ เป็นแรงขับเคลื่อนทุกสิ่งที่เราทำ ตั้งแต่การพัฒนายา การสร้างพันธมิตร ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เซอร์เวียร์ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงในประเทศไทย ทั้งด้านการดูแลผู้ป่วย การสร้างความร่วมมือกับแพทย์และโรงพยาบาล รวมถึงการพัฒนายาและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่น โรคซึมเศร้า โรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมถึงโรคมะเร็ง ในประเทศไทย  วันนี้ สำนักงานใหม่ของเราไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยอย่างแท้จริง เรามีเป้าหมายต่อยอดการลงทุนในงานวิจัย พัฒนายา และสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน”

ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ผมขอย้ำถึงความสำคัญของ “นวัตกรรม” ในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพและเภสัชกรรม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมระบบสาธารณสุขให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยผลักดันทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจของความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพทั่วโลก”

ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย รวมเปิดสำนักงานใหม่

“ในโอกาสนี้ ผมขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองฝ่ายอย่างยั่งยืน ฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกของสหภาพยุโรป มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้น และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจทั้งในยุโรปและประเทศไทย”

การเปิดสำนักงานใหม่ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเซอร์เวียร์ ประเทศไทย สะท้อนถึงปรัชญา ‘Moved by You’ และความมุ่งมั่นด้านมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างนวัตกรรมยาเพื่อผู้ป่วย สำนักงานใหม่นี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

ไทยเบฟ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เสริมศักยภาพระบบเตือนภัย ติดตั้ง 72 สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

ไทยเบฟ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เสริมศักยภาพระบบเตือนภัย ติดตั้ง 72 สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

ไทยเบฟ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เสริมศักยภาพระบบเตือนภัย ติดตั้ง 72 สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุน มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ   72 สถานี ด้วยงบประมาณ 18,638,000 บาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ  28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อยกระดับระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร

สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ประกอบด้วยสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝน 52 สถานี และสถานีตรวจวัดระดับน้ำ 20 สถานี โดยข้อมูลจากสถานีโทรมาตรฯ จะถูกเชื่อมโยง และแสดงผลแบบเรียลไทม์ ผ่านเว็บไซต์คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ http://www.thaiwater.net และ แอปพลิเคชัน ThaiWater เพื่อใช้วิเคราะห์สถานการณ์เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และสนับสนุนการตัดสินใจ เชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ และทันท่วงที

นอกจากสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ  ไทยเบฟ ยังร่วมกับ สสน. จัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กร และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถติดตาม ประเมินสถานการณ์น้ำ และเรียนรู้วิธีการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที โดยมี คุณต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและ กลยุทธ์ไทยเบฟ และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. เป็นประธานเปิดการอบรม  

นรินธร สวัสดิ์รักษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจะค่าน จ.เชียงใหม่ 

นรินธร สวัสดิ์รักษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจะค่าน จ.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า “ที่ผ่านมา เรายังใช้การตรวจวัดแบบแมนนวลซึ่งไม่ทันต่อเหตุการณ์ การมีสถานี   โทรมาตรอัตโนมัติ จะช่วยให้เราจะได้รับข้อมูลที่เรียลไทม์ สามารถแจ้งกับชุมชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ลดความสูญเสียเหมือนอย่างที่ผ่านมา”

มานพ แก้วฟู นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าสถานีวิจัยต้นน้ำดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

มานพ แก้วฟู นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าสถานีวิจัยต้นน้ำดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า “สถานีโทรมาตรฯ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้งานวิจัยด้านระบบนิเวศมีข้อมูลที่เชื่อถือได้มากขึ้น เพราะทำให้การติดตามสภาพอากาศเป็นระบบเดียวกัน”

ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 

ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า  “การติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ จะช่วยเติมเต็มข้อมูลให้ครบถ้วนครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เสริมศักยภาพระบบการเตือนภัยให้สามารถเฝ้าระวัง และเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ข้อมูลที่ได้จากโทรมาตรยังเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ และวิจัยระบบนิเวศทางธรรมชาติในระยะยาว เพื่อทำ   ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้”

การติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของไทย ข้อมูลจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติจะช่วยเสริมฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติให้สมบูรณ์ และเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนเตือนภัย ป้องกันภัยพิบัติ รวมถึงใช้ในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำได้อย่างแม่นยำ และยั่งยืนต่อไป

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI และนางยุพา ล่ำซำ นำทัพผู้บริหาร นางปุณฑริกา ใบเงิน และนายวาสิต ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ และพนักงาน เข้ารับ “รางวัลบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับที่ 1 ประจำปี 2567” และนางนวลพรรณยังได้รับ “รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสำนักงาน คปภ. และระบบประกันภัย ประจำปี 2567” จากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 (Prime Minister’s Insurance Award 2025) ซึ่งจัดงานโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เอวัน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กล่าวว่า “การได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศความทุ่มเท แรงกายแรงใจร่วมกัน ของทุกคนในครอบครัวเมืองไทยประกันภัย เพื่อพัฒนาองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และสร้างเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เหนือสิ่งอื่นใด เมืองไทยประกันภัยขอขอบคุณลูกค้าและผู้เอาประกันภัยทุกท่าน ที่มอบความไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลตลอดมา ความเชื่อมั่นที่ทุกท่านมอบให้ คือพลังสำคัญ ที่ทำให้เมืองไทยประกันภัยสามารถยืนหยัด พัฒนา และก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ”

รางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญขององค์กร ที่ตอกย้ำจุดยืนการเป็นองค์กรที่ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างต่อเนื่อง ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่ไปกับการคืนกำไรทางใจสู่สังคม เพราะเชื่อเสมอว่าอาชีพประกันภัยคือการช่วยเหลือและเยียวยาผู้คนอย่างแท้จริง

เมืองไทยประกันภัย ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และส่งมอบความอุ่นใจ พร้อมปรับตัวให้เท่าทัน ในขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัย ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เพื่อให้คนไทยมั่นใจว่าเมืองไทยประกันภัยจะอยู่เคียงข้างคนไทยทุกในมิติชีวิต