คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความอร่อยของมัทฉะสูตรพรีเมียม พร้อมคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความอร่อยของมัทฉะสูตรพรีเมียม พร้อมคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความอร่อยของมัทฉะสูตรพรีเมียม พร้อมคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

คริสปี้ ครีม ประเทศไทย โดนัทสูตรลิขสิทธิ์อันดับ 1 ที่ครองใจคนทั่วโลก เอาใจสาวกมัทฉะด้วย “Krispy Kreme Matcha Series” เครื่องดื่มใหม่ที่คัดสรรมัทฉะแท้จากแหล่งปลูกมัทฉะระดับโลก เมืองคาโกชิมะ ประเทศญี่ปุ่น มารังสรรค์เป็น 3 เมนูพิเศษ เริ่มด้วย “เพียว มัทฉะ 100%” (100% Pure Matcha) มัทฉะเข้มข้นช่วยบูสต์เอเนอร์จีให้สดชื่นตลอดวัน, “ไอซ์ โคโคนัท มัทฉะ” (Iced Coconut Matcha) มัทฉะคุณภาพดีผสานกับความหอมของมะพร้าว ถูกใจสายโคโคนัทเลิฟเวอร์ ปิดท้ายด้วย “ไอซ์ คาราเมล มัทฉะ ลาเต้” (Iced Caramel Matcha Latte) ที่สุดของความลงตัวระหว่างมัทฉะรสเข้ม, นมสด และซอสคาราเมลกลมกล่อม ที่พิชิตใจทุกเพศทุกวัย

เติมพลังให้สดใสไปทั้งวันกับเครื่องดื่มมัทฉะแท้เกรดพรีเมียม Krispy Kreme Matcha Series ในราคา 85 บาท (ขนาด 12 ออนซ์) หรือจับคู่ความอร่อย Krispy Kreme Matcha Series Perfect Together เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว และ ออริจินอล เกลซ 2 ชิ้น ในราคาเพียง 110 บาท

และกลับมาอีกครั้งกับคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท โดย คริสปี้ ครีม จับมือ KitKat® เวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลต แบรนด์ดังระดับโลก “Krispy Kreme X KitKat” รวมสองขั้วความอร่อยระหว่างโดนัทสุดโปรดและเวเฟอร์ในดวงใจ พร้อมเสิร์ฟเป็น 3 รสชาติใหม่ล่าสุด “คลาสสิก ช็อกโก ครันช์”(Classic Choco Crunch Made with KitKat®) โดนัทเนื้อนุ่มเคลือบมิลก์ช็อกโกแลต โรยคิทแคทครัมเบิลกรุบกรอบ พร้อมคิทแคทเต็มแท่ง, “ช็อกโก คริสปี้”(Choco Crispy Made with KitKat®) โดนัทเคลือบคิทแคทสเปรดเข้มข้น ท็อปคิทแคทเวเฟอร์ชิ้นโต เคี้ยวเพลินจนวางไม่ลง

ปิดท้ายความฟินขั้นสุดกับความอร่อยคูณสาม “ช็อกโก เดอลุกซ์” (Choco Deluxe Made with KitKat®) โดนัทเคลือบมิลก์ช็อกโกแลต สอดไส้คิทแคทครีมสูตรพิเศษ พร้อมโรยคิทแคทครัมเบิล ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบหยุดโลกกับ “Krispy Kreme x KitKat Doughnuts” ในราคาเพียง ชิ้นละ 35 บาท หรือจะเลือกซื้อแบบเซตที่มาพร้อมกล่องลายลิมิเต็ดทั้งแบบแพ็ก 3 ในราคา 105 บาท (คิทแคท โดนัท 3 ชิ้น) หรือแบบเซต ในราคาเพียง 315 บาท (คิทแคท โดนัท3 ชิ้น, แอสซอร์ทเตท 3 ชิ้น และออริจินอล เกลซ 6 ชิ้น) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ ร้าน คริสปี้ ครีม ทุกสา ขาใกล้บ้านคุณ (ราคาดังกล่าว ยกเว้น สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินดอนเมือง และแอปพลิเคชัน ฟู้ดดิลิเวอรี) ติดตามความเคลื่อน ไหวของ คริสปี้ ครีม โดนัท สุดโปรดของคุณได้ที่ www.krispykreme.co.th หรือ www.facebook.com/krispykremethailandfanpage หรือ #Krispykremethailand

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา ฉลอง Pride Month 2025 ดันไทยสู่ Pride Landmark ระดับโลก

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา ฉลอง Pride Month 2025 ดันไทยสู่ Pride Landmark ระดับโลก

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา ฉลอง Pride Month 2025 ดันไทยสู่ Pride Landmark ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำนวัตกรรมประกันภัยที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “คิดเผื่อ เพื่อทุกชีวิต” เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมที่มากกว่า

ความเท่าเทียม และยังเป็นที่ยอมรับสำหรับทุกความหลากหลาย พร้อมก้าวสู่เสรีภาพแบบไร้ขีดจำกัด และแสดงออกถึงตัวตนอย่างภาคภูมิ โดยร่วมกับกลุ่มบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดฉลอง Pride Month ในงาน Thailand’s Pride Celebration 2025 ภายใต้แนวคิด “Pride For All” หวังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งความยั่งยืน รวมถึงกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ชูประเทศไทยสู่ Pride Landmark โลกไปพร้อมกัน

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ กล่าวว่า “การให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในมิติสังคม ไทยวิวัฒน์เชื่อมั่นว่า ทุกคนควรมีพื้นที่ในการแสดงออกถึงตัวตนได้อย่างเสรี ภายใต้สิทธิมนุษยชนที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือสถานะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ขับเคลื่อนกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมคุณค่าของความแตกต่างในทุกมิติ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ยอมรับทุกความหลากหลายอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองในปัจจุบันคือ ‘เศรษฐกิจสายรุ้ง’ หรือ Rainbow Economy ที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยในฐานะพื้นที่ปลอดภัยอันดับหนึ่งของโลกสำหรับชุมชน LGBTQIAN+ ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน เกาหลี และตะวันออกกลาง ที่มองไทยเป็นศูนย์กลางของการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรม ในฐานะบริษัทประกันวินาศภัยไทยที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมแห่งความเท่าเทียม เราจึงภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ในการจัดงาน Thailand’s Pride Celebration 2025 ภายใต้แนวคิด “Pride For All” เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Pride Landmark ระดับโลกอย่างแท้จริง”

นอกจากการร่วมเฉลิมฉลองในเดือน Pride แล้ว ไทยวิวัฒน์ยังได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความภาคภูมิใจและเสรีภาพ ผ่านการเข้าร่วมขบวนพาเหรดในงาน “PATTAYA International PRIDE Festival 2025” ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลของเมืองพัทยา พร้อมทั้งจัดบูธกิจกรรมภายในงาน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของการประกันภัยที่ไม่จำกัดอยู่เพียงกรอบของเพศ หรือสถานะทางสังคม แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง

ภายในงาน ไทยวิวัฒน์ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ Active Health ที่ออกแบบมาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ในช่วง Pride Month ผ่านโค้ดส่วนลดภายในงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Body Paint สุดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้แสดงออกถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของตนเองในรูปแบบศิลปะอย่างภาคภูมิ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการยอมรับและเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงคุณค่าและหัวใจหลักของไทยวิวัฒน์ภายใต้แนวคิด “คิดเผื่อ เพื่อทุกชีวิต” ซึ่งไม่เพียงหมายถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย แต่ยังมุ่งเน้นการเข้าใจชีวิตในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ ความปลอดภัย ไลฟ์สไตล์ และสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยเปิดรับความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวาง ไทยวิวัฒน์จึงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมของบริษัทฯ รวมถึงสาระความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยแบบเข้าใจง่าย และข่าวสารผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพหรือประกันภัยอื่น ๆ พร้อมสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผู้นำด้านประกันภัยครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น Health, Entertainment หรือ Travel ได้ทางเว็บไซต์ http://www.thaivivat.co.th / Facebook: Thaivivat Insurance – ไทยวิวัฒน์ / LINE Official: @thaivivat หรือโทรสอบถามรายละเอียดที่เบอร์ 02-200-7000

-(016)

โมเดอร์นฟอร์ม ได้รับเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน สะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

โมเดอร์นฟอร์ม ได้รับเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน สะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

โมเดอร์นฟอร์ม ได้รับเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน สะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN โดย นางวรุณี ทองลงยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายทรัพยากรมนุษย์และสื่อสารองค์กร เข้ารับมอบใบประกาศนียบัตรรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” (Carbon Footprint for Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน เมื่อไม่นานมานี้ ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ

โมเดอร์นฟอร์มตอกย้ำความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรตามมาตรฐานสากล ISO 14064-1:2018 โดยใช้ข้อมูลปี 2567 เป็นปีฐาน ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง (Scope 1) ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3: Fuel- and energy related activities) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนและดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซลง 20% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593

การได้รับการรับรอง CFO ต่อเนื่องในปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนความโปร่งใสในการจัดการก๊าซเรือนกระจก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโมเดอร์นฟอร์มในการสนับสนุนเป้าหมาย Net-Zero ของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน

Coaching English ครบรอบ 28 ปี จัด Fun Park พร้อมเปิดเทคโนโลยีช่วยเรียน ช่วยสอนสุดล้ำ

Coaching English ครบรอบ 28 ปี จัด Fun Park พร้อมเปิดเทคโนโลยีช่วยเรียน ช่วยสอนสุดล้ำ

Coaching English ครบรอบ 28 ปี จัด Fun Park พร้อมเปิดเทคโนโลยีช่วยเรียน ช่วยสอนสุดล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

สถาบันสอนภาษา Coaching English โดย ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร เตรียมจัดงานเพื่อทักษะด้านภาษาอังกฤษครั้งใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 28 ปี ของสถาบันสอนภาษาอังกฤษ Coaching English พร้อมเปิดตัวเครื่องมือช่วยเรียน ช่วยสอน นวัตกรรมสุดทันสมัย Smart Learning ภายในงาน “Game On” by Coaching English วันที่ 2-3 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ลานโปรโมชั่นชั้น G ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ บางแค

Coaching English สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ภายใต้การรับรองของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสถาบันที่เน้นการเรียนแบบกิจกรรม (Activity Based Learning) ทั้งในห้องเรียน และการเรียนแบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษของเด็กไทย ให้มีความสามารถ ทัดเทียมกับนานาชาติมากยิ่งขึ้น โดยใช้หลักการเรียนการสอนตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และเครื่องมือในการช่วยเรียน ช่วยสอน เพื่อให้มีความทันสมัย และสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนา แอปพลิเคชั่นชื่อว่า Smart Learning ในรูปแบบของ VDO-Based Learning เพื่อการเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และตามระดับ CEFR (Pre A1–B2) (มาตรฐานสากลที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภา ษา โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 (ผู้เริ่มต้น) ถึง C2 (เชี่ยวชาญ)) นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ สมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ อีกทั้งยังได้รับรางวัล การบริหารจัดการการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนดีเด่น จากกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2564 และ รางวัลแอปพลิเคชั่นส่งเสริมการเรียนรู้ทางภาษาอังกฤษดีเด่น จากสมาคมพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี 2566 โดยสถาบัน Coaching English มี สโลแกน ง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ว่า “ภาษาคือโอกาส” และเมื่อไม่นานมานี้ ทางบริษัท อีพีพลัส เลิร์นนิ่ง จำกัด ผู้บริหารสถาบันสอนภาษาอังกฤษ Coaching English ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในโครงการ “ภาษาคือโอกาส” เพื่อเสริมศักยภาพ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร กล่าวว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เพียงแต่ต้องการให้เป็นที่รู้จัก แต่ต้องการส่งต่อสิ่งดีๆให้วงการการศึกษาด้านภาษาอังกฤษของไทยได้พัฒนาก้าวไปอยู่ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่วิชาหนึ่งในห้องเรียน แต่คือ “กุญแจแห่งโอกาส” สำหรับการใช้ชีวิต ดังนั้นจึงพยายามพัฒนา ปรับปรุง ทั้งระบบการเรียนการสอน การจัดการ พร้อมจัดหาเครื่องมือเพื่อช่วยการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพ ทันยุค ทันสมัย อยู่ตลอดเวลา Smart Learning เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยตอบโจทย์ทั้งผู้สอน ผู้เรียน ให้สามารถพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของตัวเองได้ทุกที่ ทุกเวลา และพร้อมที่จะเปิดตัวภายในงานด้วย จึงอยากจะขอฝากงาน “Game On” ไว้ด้วยคะ อยากให้มาอัพเดททักษะด้านภาษาอังกฤษ ด้วยเทคโนโลยีกันคะ การศึกษาด้านภาษาอังกฤษของเด็กไทยในยุค AI จำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยการเรียน การสอน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความสะดวก สามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน”

ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้น้องๆ หนูๆ ได้เข้าร่วมความสนุกอีกมากมาย เช่น เล่นเกมส์เสริมทักษะ, Workshop ระบายสีปูนปลาสเตอร์, Rally Activities (กิจกรรมฐานเก็บสะสมแต้มเพื่อรับรางวัล), การออกร้านของสถาบันต่างๆ และกิจกรรมการแสดงบนเวที เป็นต้น

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ ได้ที่ www.coachingenglish.in.th หรือ  https://www.facebook.com/share/195q3nE2qn/  

ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์

ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์

ริดสีดวงไม่ต้องผ่า ‘NeoLaser’ ยิงตรง เจ็บน้อย หายไว พักฟื้นสั้น

ริดสีดวงไม่ต้องผ่า  ‘NeoLaser’ ยิงตรง เจ็บน้อย หายไว พักฟื้นสั้น

ริดสีดวงไม่ต้องผ่า ‘NeoLaser’ ยิงตรง เจ็บน้อย หายไว พักฟื้นสั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.43 น.

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มประชากรทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เอื้อต่อการเกิดโรค เช่น การนั่งหรือยืนนาน การเบ่งถ่ายอุจจาระแรงบ่อยครั้ง การท้องผูกเรื้อรัง หรือการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วย Neolaser แผลเล็ก เจ็บน้อย และลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์อนนต์ ใจอ่อนน้อม ศัลยแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการที่หลอดเลือดบริเวณทวารหนักเกิดการโป่งพองหรือยื่นนูนออกมา ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก คือ ริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก โดยริดสีดวงภายในจะเกิดขึ้นภายในทวารหนัก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในระยะแรก ขณะที่ริดสีดวงภายนอกจะโผล่ออกมานอกทวารหนัก ทำให้ผู้ป่วยสามารถรู้สึกถึงก้อนนิ่ม ๆ ได้เมื่อสัมผัส

นายแพทย์อนนต์ ใจอ่อนน้อม ศัลยแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี 

ส่วนมากมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งหรือยืนนาน การเบ่งถ่ายอุจจาระแรงบ่อยครั้ง การท้องผูกเรื้อรัง การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยรวมถึงหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีภาวะความดันในช่องท้องสูง

อาการของโรคริดสีดวงมีความหลากหลาย ตั้งแต่ถ่ายอุจจาระมีเลือดสดปน เจ็บหรือแสบขณะขับถ่าย มีอาการคันบริเวณทวารหนัก ไปจนถึงการที่ก้อนริดสีดวงโผล่ออกมานอกทวารหนัก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง ภาวะติดเชื้อ หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันในก้อนริดสีดวงที่ทำให้เจ็บปวดรุนแรงมากขึ้น

ในอดีต การรักษาริดสีดวงทวารที่มีอาการรุนแรงมักต้องอาศัยการผ่าตัด ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ได้ผล แต่ก็มักสร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยจำนวนมาก เนื่องจากเจ็บแผลหลังผ่าตัด การฟื้นตัวช้า และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาแนวทางการรักษาริดสีดวงที่ปลอดภัย เจ็บน้อย และใช้เวลาฟื้นตัวสั้นลง หนึ่งในนั้นคือเทคโนโลยีเลเซอร์ “NeoLaser “

การรักษาริดสีดวงด้วย NeoLaser เป็นวิธีที่ใช้พลังงานเลเซอร์ชนิดเฉพาะเจาะจงในการทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนริดสีดวง แพทย์จะสอดหัวเลเซอร์ขนาดเล็กเข้าไปในเนื้อเยื่อของก้อนริดสีดวงโดยตรง และทำการปล่อยพลังงานเลเซอร์แบบพัลส์เข้าไปยังบริเวณที่ต้องการ พลังงานจากเลเซอร์จะช่วยทำให้เนื้อเยื่อริดสีดวงค่อย ๆ หดตัวและฝ่อไปเองโดยไม่ต้องตัดหรือเย็บ ส่งผลให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการใช้ NeoLaser ในการรักษาริดสีดวงนั้นมีหลายประการ ได้แก่ มีความปลอดภัยและความแม่นยำสูง ด้วยพลังงานเลเซอร์ที่สามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำ แพทย์จึงสามารถรักษาเฉพาะจุดที่มีปัญหาโดยไม่กระทบต่อเนื้อเยื่อส่วนอื่น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บน้อยมาก ทั้งในระหว่างและหลังการรักษา เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังไม่มีบาดแผลเปิด จึงลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในไม่กี่วัน

NeoLaser ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีริดสีดวงระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการริดสีดวงภายในระดับที่ 2 หรือ 3 ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือในกรณีที่ริดสีดวงมีเลือดออกซ้ำบ่อยครั้ง การใช้เลเซอร์ช่วยรักษาจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถทำร่วมกับวิธีการรักษาอื่นได้ตามดุลยพินิจของแพทย์

ริดสีดวงทวาร อาจเป็นโรคที่ดูเหมือนไม่อันตราย แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะวิธีที่เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญ เทคโนโลยี NeoLaser จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อยู่อย่างไรให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

โลกของเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ชื่อว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (Non-communicable diseases, NCDs) จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี พ.ศ. 2565 ผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 74% หรือ คิดเป็นจำนวน 45 ล้านคนทั่วโลก และในรายงานนี้ คนไทยเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 77% มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หรือนับเป็นจำนวนเท่ากับ 380,400 คนต่อปี หรือ จะมีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs สูงถึง 44 คน ต่อชั่วโมง อีกทั้ง การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ยิ่งเป็นตัวเน้นย้ำให้เห็นถึงอันตรายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เมื่อองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนที่ติดเชื้อโควิด19 มีโอกาสเสียชีวิตและเจ็บป่วยรุนแรงมากกว่าคนปกติ 7 เท่า, โรคหลอดเลือดสมอง 3.9 เท่า, โรคเบาหวาน 3 เท่า, โรคหลอดเลือดหัวใจ 2.9 เท่า, และ โรคความดันโลหิตสูง 2.3 เท่า

นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ

“การเกิดกลุ่มโรค NCDs มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภคสินค้าตามกระแสนิยม” นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์) นายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินอาหารที่มากเกินไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก การสูบบุหรี่ การเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง รวมไปถึงปัญหาความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ และมลภาวะทางอากาศ ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยแนวทางการมี ‘พฤติกรรมสุขภาพดีที่ยั่งยืน’ หรือ Sustainable Wellness”

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ให้ความหมายของ Sustainability ไว้ว่า การตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบัน โดยไม่ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นถัดไป ดังนั้น การสร้างพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable health behaviours) ไปพร้อมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน (Sustainability literacy) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงแค่คนในรุ่นปัจจุบัน แต่รวมถึงของคนรุ่นถัดไปอีกด้วย

นายแพทย์ตนุพล ให้คำแนะนำง่ายๆว่า การมีพฤติกรรมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน สามารถปฏิบัติง่ายๆ ตามหลักการ 5 ข้อนี้ ได้แก่ 1.อาหารจากพืช 2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3.อากาศดี 4.การนอนหลับที่ดี และ 5.กิจกรรมจิตอาสา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกของเราอีกด้วย

ผลสำรวจของ Mintel รายงานว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคในปีช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2564 ถึงพ.ศ. 2565 มีแนวโน้มในการรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์ลดลง ไม่เพียงแต่เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงเหตุผลทางด้านสุขภาพด้วย แม้ว่าผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ และวีแกน จะมีสัดส่วนคงที่ที่ 3% และ 1% ตามลำดับ แต่สัดส่วนของผู้บริโภคที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Carnivore) ลดลง จาก 33% เหลือ 28% และแนวโน้มการหันมารับประทานแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) เพิ่มมากขึ้นจาก 10% เป็น 13%

สำหรับประเทศไทยเอง การหันมาหาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อย่างการบริโภคพืชผักสวนครัวที่หาได้ตามท้องถิ่น หรือผักผลไม้ตามฤดูกาล ช่วยสนับสนุนแนวทางการรับประทานอาหารสุขภาพแบบยั่งยืนได้ เพราะสามารถลดการใช้น้ำ สารเคมี และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการขนส่ง อีกทั้ง การรับประทานอาหารพื้นบ้านแบบไทยๆ ที่อุดมไปด้วยผักและสมุนไพรหลากหลายชนิด ยังให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระสูง และยังผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยอีกด้วย

การมีพฤติกรรมสุขภาพดีแบบยั่งยืน ไม่ได้จำกัดเพียงแค่รูปแบบการรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางกายด้วย นิยามการออกกำลังกายอย่างยั่งยืนนั้นกว้างกว่าการออกกำลังกายเพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ โดยไม่ได้คำนึงแค่เพียงระยะเวลา ความหนัก และความถี่ที่เพียงพอ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไม่บริโภคอาหารหรืออาหารเสริมมากเกินไป การใช้สถานที่ออกกำลังกายและอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางในชีวิตประจำวัน อย่างการเดินเท้า วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (carbon footprint)

การเดินทางแบบใช้แรงกายตัวเองเป็นหลัก (Active transportation) เช่น การเดิน การขี่จักรยาน การพายเรือ เป็นรูปแบบการเดินทางที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน (carbon-free) และเพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย ช่วยสร้างเสริมสุขภาพในทุกช่วงอายุ ในรายงานปี พ.ศ. 2554 ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International พบว่า การเดินทางแบบใช้แรงกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 11% รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคมะเร็งบางชนิด

การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ยังมีส่วนช่วยชะลอการสั้นลงของเทโลเมียร์ (Telomere) โดยเทโลเมียร์เป็น DNA ส่วนปลายสุดของโครโมโซม สามารถบ่งชี้อายุของเซลล์ในร่างกาย (Biological age) และบอกภาวะเสื่อมของเซลล์ (Degenerative status) ซึ่งหากความยาวเทโลเมียร์สั้น ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและแก่ชราก็เพิ่มมากขึ้น งานวิจัยจาก National Health and Nutrition Examination Survey ที่ถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2560 ในผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจำนวน 5,823 คน พบว่า หากมีการใช้พลังงานของการออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ มากกว่า 1000 METs (Metabolic Equivalent of Task) อย่างเช่น การวิ่ง เป็นเวลา 30 หรือ 40 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการสั้นลงของเทโลเมียร์ และลดอายุของเซลล์ได้ 9 ปี เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

อากาศที่เราหายใจ เป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น เกิดเหตุการณ์ความร้อนที่รุนแรง บ่อยครั้ง และยาวนานมากขึ้น วงจรการหมุนเวียนอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาวะโลกร้อน ยังส่งผลให้คุณภาพอากาศแย่ลง อากาศที่ไม่ดีนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การระคายเคืองที่ตา จมูกและคอ อาการไอ อาการภูมิแพ้ การหายใจลำบาก หรือถ้าแย่ไปกว่านั้นก็คือ ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในระยะยาวมลพิษทางอากาศ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด และยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงอีกด้วย

การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็น การไม่สูบบุหรี่ การลดการบริโภคอาหารแปรรูป หรือหลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อน และลดการสร้างฝุ่น PM2.5 และ PM10 จากเครื่องยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อากาศสะอาด ลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ไม่เฉพาะแค่ตัวเรา แต่รวมไปถึงครอบครัวและผู้คนอื่นๆ บนโลกอีกด้วย

แม้การนอนหลับจะดูเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ขณะตื่นนอน มนุษย์จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร พลังงานไฟฟ้า และเชื้อเพลิง สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับช่วงเวลาของการตื่นนอน ยิ่งมนุษย์เรานอนหลับน้อยลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

นอกเหนือจากการใช้ทรัพยากรในยามตื่น การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพและระยะเวลาไม่เพียงพอ ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาสุขภาพจิต และระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง การที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระบบการรักษาพยาบาล เป็นการเพิ่มของเสียทางการแพทย์ ที่มีทั้งขยะติดเชื้อ ของมีคม สารเคมี สารกัมมันตภาพรังสี การกำจัดของเสียที่ไม่เหมาะสม สามารถทำให้เกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ได้และการเผาทำลายก็ต้องใช้อุณหภูมิสูง การนอนหลับที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงแค่การดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่งผลต่อสุขภาพจิต และอารมณ์ของผู้คนเป็นอย่างมาก หากสิ่งแวดล้อมดี มลภาวะน้อย จิตใจก็จะแจ่มใส ความเครียดลดน้อยลง กิจกรรมจิตอาสา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การเก็บขยะตามแม่น้ำลำคลอง ชายหาด หรือท้องถนน การช่วยคัดแยกขยะของชุมชน รวมไปถึงกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับส่งต่อความรู้ที่ถูกต้อง

พฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การอยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ การนอนหลับที่มีคุณภาพ และอารมณ์ดีอยู่เสมอ เป็นพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากแนวทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ ถูกผนวกเข้ากับ การส่งเสริมด้านความยั่งยืน ก็จะสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพของประชากร ไปพร้อมกับพัฒนาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม บรรลุผลสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 “การที่คนมีสุขภาพที่ดี จะช่วยเอื้อต่อการพัฒนาทางสังคม เพราะถ้าคนแข็งแรง เจ็บป่วยน้อย ก็จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ประกอบกับ ถ้าสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมดี อากาศสะอาด อาหารสุขภาพเข้าถึงได้ง่าย  ก็ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนที่เรารัก และโลกใบนี้ มาร่วมสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” นายแพทย์ตนุพล  กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic)  มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยเรื่องสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด Live longer, Healthier and Happier ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่  ไลน์ : @bdmswellnessclinic or  https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ : http://www.bdmswellness.com  หรือติดตามรับฟังไปกับคุณหมอแอมป์ได้ที่ https://youtu.be/ORzelkS8jak

กลับมาอีกครั้ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ เวทีประกวดที่ยาวนานที่สุดของเมืองไทย

กลับมาอีกครั้ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ เวทีประกวดที่ยาวนานที่สุดของเมืองไทย

กลับมาอีกครั้ง ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’ เวทีประกวดที่ยาวนานที่สุดของเมืองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.17 น.

สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการนางงามไทยมายาวนาน สองพ่อลูก สมใจนึก เองตระกูล ประธานที่ปรึกษากองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม และ สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหาร กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ร่วมกันจัดการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม” เพื่อเฟ้นหาสาวงามระดับแนวหน้าเข้าร่วมประชันความงามบนเวที พร้อมเปิดตัวการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2568“ อย่างเป็นทางการ ณ เอส สตูดิโอ (ESC Studio) รังสิต ภายใต้แนวคิด “ไทยแบบใหม่ ไม่ลืมถิ่น”

ในงานมีสาวงามผู้เคยชนะการประกวดจากเวทีนี้มาร่วมเป็นเกียรติมากมาย อาทิ แอนนา เสืองามเอี่ยม (มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2565), โชตินภา แก้วจรูญ (นางสาวไทย 2568), จิณณ์ณิตา บุดดี (มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016) , พมลชนก ดิลกรัชตสกุล (รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019) และ สุชานุช ธรรมวงศ์ (นักแสดง / มิสมอเตอร์โชว์ 2020)

สินีนารถ เองตระกูล กล่าวว่า ได้มีโอกาสเข้ามาสนับสนุนการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม” เป็นปีที่ 10 จากความสำเร็จที่ผ่านมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม” เวทีประกวดที่มีสาวงามระดับแนวหน้าที่ส่งต่อสาวงามก้าวขึ้นสู่ชัยชนะบนเวทีระดับชาติมาแล้วมากมาย และในโอกาสฉลองการประกวดครบ 75 ปี ของเวที “นางสาวถิ่นไทยงาม” ซึ่งเป็นเวทีอันทรงเกียรติที่จัดการประกวดต่อเนื่องมายาวนานที่สุดในประเทศไทย กองประกวดฯ ได้มุ่งหมายให้งานประกวดที่มีตำนานอันงดงามและยาวนานนี้ “ยิ่งใหญ่สมค่า” ทำให้ปีนี้การคัดสรรตำแหน่งนางสาวถิ่นไทยงามและรองชนะเลิศฯ ทุกคนจะต้องเข้มข้นที่สุด และจะยังคงรักษาวัฒนธรรมและความงดงามของความเป็นไทยไว้อย่างสวยงาม โดยจะผสมผสานความทันสมัยให้เข้ากันกับเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “ไทยแบบใหม่ ไม่ลืมถิ่น” ซึ่งผู้ครองมงกุฎนางสาวถิ่นไทยงามในปีนี้ นอกจากเงินรางวัล 500,000 บาท มงกุฎเพชร และสายสะพาย ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลพิเศษอีกมากมาย รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านบาท

แพทย์หญิงศิรดา โล บลูโย่ นางสาวถิ่นไทยงาม 2566 กล่าวปิดท้ายว่า “ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อร่วมสร้างปรากฏการณ์ในการประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2568 ในครั้งนี้ อยากชวนน้องๆ เพื่อนๆ ทุกคนได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้จากที่ไหน มาสมัครและมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวถิ่นไทยงามด้วยกัน รับรองว่าเวทีนี้จะพาคุณก้าวไปสู่เวทีแห่งชีวิตจริงที่ยิ่งใหญ่และสวยงามกว่าเดิมอย่างแน่นอน”

เวทีนางสาวถิ่นไทยงาม 2568 กำลังเปิดรับสมัครสาวๆ ที่อายุระหว่าง 17-28 ปี  เข้าร่วมประกวด โดยสามารถสมัครทางออนไลน์ได้ที่ แฟนเพจ : นางสาวถิ่นไทยงาม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่  2 กันยายน 2568 มาร่วมลุ้นและเชียร์เหล่าสาวงามผู้เข้าประกวดได้ ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเอส พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel) รังสิต

Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 บทสรุป 1 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘Demna’

Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 บทสรุป 1 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘Demna’

Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 บทสรุป 1 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ของ ‘Demna’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บาเลนเซียกา (Balenciaga) อวดโฉมคอลเลคชั่น คอลเล็กชั่นกูตูร์ ครั้งที่ 54 ผลงานการสร้างสรรค์ของ  Demna ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Balenciaga ผสานกลิ่นอายของ M. Balenciaga ที่ปรากฏอยู่ทั่วทั้งคอลเล็กชั่น โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

“คอลเล็กชั่นนี้ คือบทสรุปอันสมบูรณ์แบบของหนึ่งทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ภายใต้แบรนด์ Balenciaga ผมได้เข้าใกล้ความรู้สึกพึงพอใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่เป็นไปไม่ได้อย่างไม่รู้จบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาในแบบฉบับของ Cristóbal Balenciaga ลุคทั้งหมดได้รับการบันทึกภาพตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงปารีส เพื่อแสดงความเคารพต่อเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแฟชั่นของผม

เสียงประกอบในโชว์คือเสียงพูดของทีมงานที่ยอดเยี่ยมของผมทุกคน ผู้ที่ช่วยให้วิสัยทัศน์ของผมสำหรับแฟชั่นเฮ้าส์แห่งนี้เป็นจริงมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา”  Demna กล่าว

เสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้มีโครงสร้างที่แฝงไว้ด้วยความประณีตและประติมากรรม ในขณะเดียวกันก็โอบรับแนวคิดแบบมินิมอลและการตัดทอนทางสถาปัตยกรรม อีกทั้ง กลิ่นอายของ M. Balenciaga ปรากฏอยู่ทั่วทั้งคอลเล็กชั่น  ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อย่างสูท Danielle ซึ่งเป็นการรังสรรค์จากชุดฮาวน์สทูธที่เธอสวมในปี 1967 ถูกตัดเย็บขึ้นใหม่ด้วยกลิ่นอายแบบ Cristóbal Balenciaga ที่เธอถ่ายทอดออกมา

ลุคฟินาเล่ที่สวมใส่โดย Eliza คือเดรสผ้าลูกไม้กีปูร์แบบไร้ตะเข็บ ที่ขึ้นโครงด้วยเทคนิคงานทำหมวกขั้นสูง และนี่คือชุดราตรีสไตล์ประติมากรรมแบบมินิมอลขั้นสูงสุด ที่สะท้อนทุกสิ่งที่แฟชั่นเฮ้าส์แห่งนี้ยึดถือ

ขณะที่ชุดเทเลอริ่งที่พัฒนาร่วมกับห้องเสื้อของครอบครัวทั้ง 4 จากเมืองเนเปิลส์ สะท้อนสไตล์ Neapolitan แบบไร้โครงสร้างที่ริเริ่มโดย Vincenzo Attolini ซึ่งสูททั้ง 9 ชุดถูกออกแบบให้เป็นขนาด “one-size-fits-all” ที่ตัดเย็บมาให้พอดีกับรูปร่างของนักเพาะกาย แต่ยังคงสวมใส่ได้โดยนางแบบหลากหลายรูปร่าง เพราะไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่นิยามร่างกาย แต่เป็นร่างกายที่นิยามเสื้อผ้า เติมเต็มด้วยเครื่องประดับอย่างถุงใส่เสื้อผ้าที่ได้รับการตีความใหม่ด้วยหนังหรือผ้า scuba satin ซึ่งปักชื่อของนายแบบและนางแบบแต่ละคนไว้—อ้างอิงถึงธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีมายาวนานของการตัดเย็บแบบสั่งตัด (bespoke) แห่งเนเปิลส์ 

ด้วยความหลงใหลในเครื่องประดับของ Elizabeth Taylor จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ Lorraine Schwartz สร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงแบบสั่งทำพิเศษกว่า 1,000 กะรัต ประดับด้วยเพชรสีขาว มรกตธรรมชาติ แซฟไฟร์พัดพารัดชา เพชรสีชมพู และเพชรสีเหลืองคานารี่ เพื่อเติมเต็มคอลเล็กชั่นนี้

วีโร่เปิดบ้านจัดงาน MicroFluent Open House ครั้งแรก ชวนอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ แชร์ความรู้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน

วีโร่เปิดบ้านจัดงาน MicroFluent Open House ครั้งแรก ชวนอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ แชร์ความรู้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน

วีโร่เปิดบ้านจัดงาน MicroFluent Open House ครั้งแรก ชวนอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ แชร์ความรู้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวแพลตฟอร์ม MicroFluent พื้นที่เชื่อมต่ออินฟลูเอนเซอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับแบรนด์ชั้นนำ วีโร่ได้จัดงาน MicroFluent Open House ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ Vero SuperCampus ในกรุงเทพฯ โดยมีอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมงาน

ด้วยการสนับสนุนจากจาก vivo งาน Open House ครั้งนี้นับเป็นการเปิดตัวเครือข่าย MicroFluent สำหรับครีเอเตอร์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งที่พร้อมสำหรับการเติบโตอย่างสร้างสรรค์และสร้างเส้นทางอาชีพที่ประสบความสำเร็จให้กับเหล่าครีเอเตอร์ ในครั้งนี้ วีโร่ได้ออกแบบงาน Open House ให้เป็นเหมือนงานรวมตัวขนาดย่อม โดยมี อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์ระดับไมโครและนาโนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเพียง 29 คน เพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่าและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในอนาคตงาน Open House และเวิร์คช็อปในนาม MicroFluent มีแผนจะขยายให้มีผู้เข้าร่วมมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนามได้เรียนรู้และสร้างเครือข่ายในลักษณะเดียวกัน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีอิมแพค การสร้างแบรนดิ้งให้กับตัวเอง และการสร้างคอนเทนต์เพื่อเพิ่ม โอกาสในการพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ที่ตรงกับสไตล์และตัวตนของครีเอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีครีเอเตอร์ ชื่อดังอย่าง Babyjolystar (เจมส์ ฤกษ์รัตน์ รุ่งแจ้ง) และ Dreambarcode (ดรีม ฐิติพันธุ์ พันธุ) มาร่วมเป็นสปีกเกอร์ในช่วงเสวนาพิเศษ โดยทั้งสองคนได้เล่าถึงเส้นทางการเป็นครีเอเตอร์ของตัวเอง พร้อมแชร์เทคนิคและเคล็ดลับที่มาจากประสบการณ์จริงในการประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ที่มีการแข่งขันสูง

อุมาพร วิทเทเกอร์-ทอมป์สัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าและประธานฝ่ายอินฟลูเอนเซอร์ของวีโร่  กล่าวว่า “งาน MicroFluent Open House ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การรวมตัวของอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการสร้างคอนเนคชันระหว่างกัน      ที่วีโร่ เราเชื่อมั่นเสมอว่าอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างชื่อเสียงและความไว้วางใจให้กับแบรนด์ สำหรับเรา วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์คือการบ่มเพาะครีเอเตอร์ โดยเฉพาะครีเอเตอร์หน้าใหม่ ให้พวกเขาสามารถค้นหาอัตลักษณ์เฉพาะตัว และฝึกฝนทักษะต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่ากับทั้งแบรนด์และผู้ชม”

อย่างไรก็ตาม เมื่อครีเอเตอร์เริ่มร่วมงานกับแคมเปญของแบรนด์และสามารถสร้างรายได้จากแคมเปญเหล่านั้นได้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจข้อกำหนดทางภาษี เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ งาน MicroFluent Open House จึงมีการจัดช่วงเสวนาพิเศษเรื่องการเงินและภาษีโดย ธัญพิชชา สุขสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของวีโร่ โดยครอบคลุมเนื้อหาทั้งการจัดการภาษีสำหรับอาชีพฟรีแลนซ์ และการเตรียมเอกสารทางการเงินที่จำเป็น

“ที่วีโร่ เราเชื่อว่าการสร้างอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคุณภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมอบความรู้ด้านการเงินที่เป็นรากฐานสำคัญของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ในฐานะผู้ประกอบการอิสระ การมีพื้นฐานเรื่องการจัดการเงินที่ดี ตั้งแต่การเข้าใจภาษีแต่ละประเภท บริหารจัดการภาษี รวมถึงการวางแผนทางการเงิน ถือเป็นรายละเอียดสำคัญที่จะช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถวางแผนรายได้ การออม หรือการลงทุน อย่างรอบด้าน ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์”

แพลทฟอร์ม MicroFluent เปิดรับอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์จากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทุกสาขาและทุกระดับ โดยเมื่อลงทะเบียนแล้ว โปรไฟล์ของครีเอเตอร์จะถูกเพิ่มในฐานข้อมูลครีเอเตอร์ระดับภูมิภาคของวีโร่ และได้รับโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานแคมเปญที่มีค่าตอบแทน งานคอลแลบผลิตภัณฑ์ หรือการเข้าร่วมอีเวนต์พิเศษต่าง ๆ ที่จัดขึ้นด้วย

เสียงเล็กๆ สู่พลังเปลี่ยนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ หนุนเยาวชนลุกขึ้นสู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

เสียงเล็กๆ สู่พลังเปลี่ยนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ หนุนเยาวชนลุกขึ้นสู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

เสียงเล็กๆ สู่พลังเปลี่ยนโลก มูลนิธิศุภนิมิตฯ หนุนเยาวชนลุกขึ้นสู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราต่างก็สัมผัสได้ถึงผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโลกรวนที่ทวีความรุนแรง    ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น หรือคุณภาพอากาศที่แย่ลง โดยเฉพาะในประเทศไทย แม้เราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เรากลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้กัน น้ำท่วม ภัยแล้ง ฝุ่น PM2.5 ล้วนกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

รัตนธิดา ประวัง

“เราไม่สามารถพูดถึงอนาคตของโลกได้ หากเราไม่ฟังเสียงเยาวชน เพราะพวกเขาไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ แต่คือ ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญที่สุด”  นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ รัตนธิดา ประวัง ผู้จัดการโปรแกรมงานวิชาการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เชื่อมาตลอด เธอกล่าวต่อว่า “เด็กและเยาวชนไม่ควรถูกมองเพียงแค่ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบอีกต่อไป พวกเขาควรมีพื้นที่ในการเรียนรู้ แสดงออก และมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ควรเริ่มตั้งแต่ในห้องเรียน ในชุมชน หรือแม้แต่ปลูกความคิดในตัวเด็กเอง โดยมีผู้ใหญ่คอยรับฟังและส่งเสริม

สำหรับการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการพัฒนาเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม เราได้ร่วมกับทีมวิชาการของมูลนิธิฯ ในการออกแบบรูปแบบ โครงการพัฒนาชีวิตเยาวชน Youth Development (Youth+) ซึ่งไม่ได้เป็นแค่แนวทางพัฒนาเยาวชน แต่คือการสร้างกระบวนการให้เยาวชนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ วางแผนและลงมือทำ สะท้อนในสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนต้องเผชิญและเข้าใจปัญหาได้ดีที่สุด   ในปัจจุบัน เรามีกลุ่มผู้นำเยาวชนมากกว่า 40 กลุ่มทั่วประเทศ โดยเด็กๆ เหล่านี้ได้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการของตัวเอง โดยมีพี่เลี้ยงในชุมชนและภาคีเครือข่ายคอยอยู่เคียงข้างและเป็นแรงสนับสนุนให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดที่ยึดถือในการทำงาน

นั่นคือ ‘ความเห็นทั่วไปข้อที่ 26’ ของคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่ระบุว่า เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน เราจึงมุ่งมั่นและพยายามสร้างโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำจริง และเติบโตจากประสบการณ์นั้นด้วยตนเอง” รัตนธิดา กล่าว

กลุ่มแกนนำเด็กและเยาวชนนำเสนอผลงานด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยความทุ่มเทดังกล่าว จึงนำไปสู่ความสำเร็จอันเป็นที่ยอมรับจากสังคม คือผลงานเยาวชนของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ส่งเข้าประกวดระดับประเทศกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมหรือกรมลดโลกร้อน ซึ่งได้รับรางวัลรางวัลเชิดชูเกียรติเครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2567 และมีถึง 3 โรงเรียนในพื้นที่ดำเนินงาน ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ได้แก่ 1. รางวัลประเภทเหรียญทอง : โครงการเครือหวายปลอดขยะ (ขวดพลาสติก) 2. รางวัลประเภทเหรียญเงิน : โครงการหนองสลุด Zeo Waste   3. รางวัลประเภทเหรีญเงิน : โครงการ Keep Bottle Exchange Money โครงการเก็บขวดเปลี่ยนเป็นเงิน  นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนเยาวชนของศุภนิมิตในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก

เด็กและเยาวชนกับบทบาทความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับปี 2568 นี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง คุณรัตนธิดา ประวัง ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า “เพื่อเป็นการเติมไฟและจุดประกายไอเดียสุดสร้างสรรค์ ต่อยอดโครงการเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ ไม่นานมานี้ เราได้จัดกิจกรรมสรุปผลงาน “โครงการเยาวชนสร้างสรรค์ สร้างสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน” หรือ   Youth-Led Environment and Sustainability Program (Trash2Cash) ปีที่ 2 ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้คิดและสร้างสรรค์ผลงานจากขยะหรือวัสดุใช้แล้ว เพื่อนำกลับมาสร้างมูลค่าได้จริง และยังช่วยสร้างรายได้ระหว่างเรียน ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนจุดยืนของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสิทธิเด็กในมิติต่าง ๆ ความสำเร็จที่เราได้กลับมานี้ ไม่ได้มีเพียงแค่รางวัล แต่มันคือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการเติบโต ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เด็กและเยาวชนทุกคนล้วนมีศักยภาพเพียงพอ ถ้าหากได้รับโอกาสและการสนับสนุนจากผู้ใหญ่

เยาวชนศุภนิมิตฯ รับรางวัลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2567

“จากประสบการณ์ที่เราได้ทำงานร่วมกับเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่า การออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้ โครงการพัฒนาชีวิตเยาวชน Youth Development (Youth+) คือการวาง แกนกลาง ที่เป็นเหมือนแนวทางในการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้มีเวที หรือมีพื้นที่สำหรับพัฒนาตัวเอง  เพื่อให้พวกเขามีพลังในการขับเคลื่อนสังคมจากชุมชนของตนเองได้อย่างแท้จริง เพราะนอกเหนือจากภาวะผู้นำ เราอยากเห็นเด็กมีทักษะวิชาชีพติดตัว เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา หากไม่มีเครื่องมือหรือความสามารถรองรับ ก็อาจเผชิญกับความยากลำบากได้ง่าย แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมาได้ เขาจะไม่ลุกขึ้นมาเพียงลำพัง เขาจะดึงคนรอบตัวลุกขึ้นมาด้วย และนั่นแหละ คือพลังของการพัฒนาเยาวชนที่แท้จริง” รัตนธิดา กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามและอัพเดตความเคลื่อนไหวการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/lfWMZ7 FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand    IG:https://www.instagram.com/worldvision_thailand Youtube : https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft และ X : https://twitter.com/WorldVisionTH