“ทิสโซต์” (Tissot) เปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชัน

“ทิสโซต์” (Tissot) เปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชัน

“ทิสโซต์” (Tissot) เปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชัน

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

ท่ามกลางความตื่นเต้นของการแข่งขันจักรยานระดับโลกอย่างตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) ที่ปีนี้ ทิสโซต์ (Tissot) ได้ตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีระบบจับเวลาด้านความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด ด้วยการร่วมเป็นผู้กำหนดจังหวะแห่งชัยชนะในรายการแข่งชื่อดัง พร้อมเฉลิมฉลองให้การแข่งขันด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชันอย่าง พีอาร์ 100 ตูร์เดอฟร็องส์ (PR100 Tour de France) รวมถึงคอลเลกชั่น ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต (T-Touch Connect Sport) ที่ยกระดับการฝึกซ้อมให้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วยฟีเจอร์ใหม่ Live Cycling Activity

ทิสโซต์ (Tissot) แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1853 โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 170 ปี ด้วยความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาประสิทธิภาพสูงในดีไซน์ที่ความทันสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ได้การยอมรับในแวดวงกีฬา ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีระบบจับเวลาด้านความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด

สำหรับสุนทรียภาพแห่งการแข่งขันที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลารุ่นสเปเชียลเอดิชันของพีอาร์ 100 (PR 100) ได้มาพร้อมกับรายละเอียดที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของกีฬา ความเร็ว ความแม่นยำ และความมุ่งมั่น ได้อย่างน่าสนใจ โดย พีอาร์ 100 ตูร์เดอฟร็องส์ (PR100 Tour de France) เป็นนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นถนนในสนามแข่ง หรือแอสฟัลต์ที่นักปั่นต้องฝ่าฟัน โดยใช้พื้นหน้าปัดสีดำลายพิเศษที่มีมิติคล้ายพื้นถนนจริง สื่อถึงเส้นทางอันท้าทายของการแข่งขัน ซึ่ง พีอาร์ 100 ตูร์เดอฟร็องส์ (PR100 Tour de France) ตกแต่งด้วยเข็มวินาทีรูปจักรยานสีเหลือง สีสัญลักษณ์ประจำการแข่งขันที่สดใสให้ความรู้สึกถึงพลังและความเร็ว โดยเข็มวินาทีถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายโครงจักรยาน เป็นดีเทลเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย ขณะที่เข็มโครโนกราฟก็เลือกใช้โทนสีที่แมทช์กันเพิ่มความกลมกลืน

โดยตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล 316L ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง ทนทานต่อรอยขีดข่วน และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เสริมด้วยฝาหลังสลักโลโก้ของแต่ละการแข่งขัน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองและความภูมิใจในเส้นทางของนักกีฬา และขับเคลื่อนด้วยกลไก G10.212 Chrono Quartz ที่ให้ความแม่นยำสูง ควบคุมเวลาได้เที่ยงตรงในระดับเสี้ยววินาที และกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร (10 บาร์) มีฟังก์ชันจับเวลา (Chronograph) แยกย่อยเป็น 3 หน้าปัด พร้อมแสดงวันที่ในช่องหน้าต่างแบบสปอร์ต บนพื้นสีดำที่สะท้อนความทันสมัยและความลึกลับในตัว มาพร้อมสายนาฬิกาที่ ผลิตจากวัสดุ 2 ชนิด ได้แก่ ผ้าและหนังผสมยาง ที่ลวดลายได้แรงบันดาลใจจากแฮนด์จักรยาน พร้อมสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละรายการแข่งขัน เคลือบด้วยสาร Super-LumiNova® ช่วยให้สามารถอ่านเวลาได้แม้ในสภาวะแสงน้อย คอลเลกชั่นนี้เหมาะ

สำหรับทั้งนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในกีฬาจักรยาน เพราะสามารถถ่ายทอดอารมณ์การแข่งขันและความกล้าท้าทายไว้บนข้อมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกหนึ่งไฮไลท์ประจำซีซั่นนี้คือคอลเลกชั่น ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต (T-Touch Connect Sport) Connected Watch ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้จริงในทุกกิจกรรม เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด Live Cycling Activity ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการปั่นจักรยานแบบเรียลไทม์จากนาฬิกาไปยังแอป T-Connect บนสมาร์ตโฟนได้ เปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็นแดชบอร์ดแสดงผลแบบเรียลไทม์ พร้อมดูข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างสะดวก ทั้งความเร็ว ระยะทาง โซนหัวใจ พลังงานที่เผาผลาญ และตำแหน่ง GPS บนแผนที่แบบเรียลไทม์ พร้อมฟังก์ชันเสริมอย่าง Strava Integration ที่ช่วยตรวจจับรอบอัตโนมัติ และกราฟพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยให้ทุกการฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต (T-Touch Connect Sport) เป็นนาฬิกาที่โดดเด่นด้านฟังก์ชันการออกกำลังกาย บนตัวเรือนขนาดหน้าปัด 43 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ พร้อมความสามารถในการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะกักเก็บสะสมพลังงานแสงจากหน้าปัด ช่วยทำให้นาฬิกาทำงานได้อย่างยาวนานโดยไม่จำเป็นต้องชาร์จ นอกจากนี้ยังมีกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ที่มีระบบสัมผัส มาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ที่สามารถสัมผัสขณะใช้งานในแต่ละฟังก์ชันได้อย่างสะดวกสบาย โดยตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมที่มีคุณสมบัติเบาและทนทาน พร้อมตกแต่งกรอบหน้าปัดนาฬิกาด้วยขอบเซรามิก ผสานฟังก์ชันและสมรรถนะที่เป็นหัวใจสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้ พร้อมฟังก์ชันการเปลี่ยนสายนาฬิกาได้อย่างสะดวก เพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ชื่นชอบ ตั้งแต่คุณสมบัติการติดตามการออกกำลังกายไปจนถึงการรับการแจ้งเตือนที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ซึ่งตัวนาฬิกาจะได้รับการอัปเดตและปรับปรุงฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ อยู่เสมอ

นอกจากนี้ ทิสโซต์ (Tissot) ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาสำหรับนักกิจกรรมตัวยง สำหรับสายลุย รักการเคลื่อนไหว และชอบทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กเอาต์ในฟิตเนส วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เดินเขา การเลือกนาฬิกานอกจากจะเลือกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและดีไซน์ที่เป็นตัวเองแล้ว ควรต้องพิจารณาจากคุณสมบัติที่พร้อมลุยไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ได้ในทุกสถานการณ์ เริ่มจาก ความแข็งแรงทนทาน ทนต่อรอยขีดข่วน และกันน้ำได้ รวมถึงระบบการจับเวลาที่แม่นยำ เพื่อให้ทุกกิจกรรมหรือการฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพมาขึ้น ที่สำคัญต้องน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายเพื่อความคล่องตัว

พบกับเรือนเวลาจาก “ทิสโซต์” (Tissot) ได้แล้วที่เคาน์เตอร์ “ทิสโซต์” (Tissot) ทุกสาขาทั่วประเทศไทย หรือช็อปออนไลน์ทาง Official  Website:https://www.tissotwatches.com/th-th, Shopee:https://shp.ee/xip2up6, Lazada: https://s.lazada.co.th/s.efbXj, Central Online:https://www.central.co.th/th/tissot และ Line Official  Account: @Tissot_TH

PAUL & JOE เปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่เซ็นทรัลชิดลม ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ความงามแบบสาวปารีเซียง

PAUL & JOE เปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่เซ็นทรัลชิดลม ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ความงามแบบสาวปารีเซียง

PAUL & JOE เปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่เซ็นทรัลชิดลม ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ความงามแบบสาวปารีเซียง

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

PAUL & JOE แบรนด์เครื่องสำอางจากฝรั่งเศสในเครือโอซีซี กรุ๊ป เปิดตัวเคาน์เตอร์ใหม่ตามคำเรียกร้อง ที่เซ็นทรัลชิดลม เชิญชวนสาวๆมาสัมผัสเสน่ห์แห่งความงามแบบสาวปารีเซียง แต่งแต้มความสวยที่มากกว่าแค่การแต่งหน้า ดึงความสดใสให้เปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และเมคอัพที่เพิ่มความสดชื่นให้ผิวในบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนความน่ารักน่าเอ็นดูของเจ้าแมวเหมียว

ซึ่งในวันเปิดตัวเคาน์เตอร์ PAUL & JOE ที่เซ็นทรัลชิดลม เซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์ได้ให้เกียรติมาร่วมงานมากมาย อาทิ กิฟท์ซ่า-ปิยา พงศ์กุลภาเบลล์-ปัญญ์วรัทพร ลิ่มเสถียร , ฝ้าย-เวฬุรีย์ ดิษยบุตร , ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์พรฟ้า-ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์ ยีนส์-เกวลิน ศรีวรรณาสิทธิพิเศษ! เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Paul & Joe ครบ 3,500 บาท รับฟรี! กระเป๋าเพาช์ Clear Shoulder Pouch ,Cleansing Gel N และ Protecting Foundation Primer หรือ ช้อปครบ 5,000 บาท รับฟรี! กระเป๋าเพาช์ Clear Shoulder Pouch และกิ๊ฟเซ็ทสกินแคร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ก.ค. 2568 เฉพาะที่เคาน์เตอร์ PAUL & JOE Beaute ณ เซ็นทรัลชิดลม เท่านั้นรีบจูงมือเพื่อนสาวมาช้อปกันได้ที่เคาน์เตอร์ PAUL & JOE ณ ชั้นG Beauty Galerie เซ็นทรัลชิดลม  #PaulAndJoeBeauteTH #NewCounter #CentralChidlom #ParisianBeauty

‘ดีพร้อม’ดันเครื่องประดับไทยดีไซน์หรู สู่แบรนด์ฮีโร่ในโลกแฟชั่น

'ดีพร้อม'ดันเครื่องประดับไทยดีไซน์หรู สู่แบรนด์ฮีโร่ในโลกแฟชั่น

‘ดีพร้อม’ดันเครื่องประดับไทยดีไซน์หรู สู่แบรนด์ฮีโร่ในโลกแฟชั่น

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.48 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาในกลุ่มซอฟต์พาวเวอร์ไทย ผ่านกิจกรรม“กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย” เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการผ่านหลักสูตรการสร้างอัตลักษณ์ และสร้างภาพลักษณ์ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 5 ผู้ประกอบการที่ออกแบบเครื่องประดับอัญมณี.ไทยในกลุ่ม Gemstone Jewelry ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหรูหรา และปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคใหม่พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่

Senexi โดย นิราญ ตุลยกิจจา เจ้าของแบรนด์ Senexi บอกเล่าถึงแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ ว่า “การออกแบบเครื่องประดับแต่ละชิ้นของแบรนด์ คือ การสื่อสารถึงความคลาสสิคแต่เข้าถึงง่าย โดยจุดเด่นของแบรนด์ คือ ความประณีตในการผลิตผลงานในแต่ละชิ้น”

ผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ของแบรนด์ คือ ผลิตภัณฑ์รูปแบบ Pave design (พาเว่ ดีไซน์) หรือ เทคนิคการออกแบบและฝังอัญมณีเม็ดเล็กจำนวนมากเรียงติดกันแบบชิดใกล้ โดยมีการออกแบบให้ดูทันสมัย และหรูหรา บ่งบอกถึงความเป็นตัวเองของผู้สวมใส่

Be’Shine โดย ชุติมา พิชิตรณชัยกุล อธิบายถึงแนวคิดการรังสรรค์เครื่องประดับว่า “เครื่องประดับของเราแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า ความงามแท้จริงเกิดจากเป็นตัวของตัวเอง เราจึงคัดสรรพลอยธรรมชาติแท้ที่มีประกายมีสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ละเม็ดจะไม่เหมือนกัน ซึ่งสื่อถึงตัวตนของผู้สวมใส่ที่แต่ละคนมีความแตกต่าง และมีความเปล่งประกายในตัวเอง”

ความเรียบง่ายที่ซับซ้อน ดีไซน์มีความมินิมอล แต่มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งคือจุดเด่นของเรา สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวเด่นของ Be’Shine ที่เป็นสินค้าตัวชูโรงคือ GALA collection เครื่องประดับที่เฉลิมฉลองความงามของผู้สวมใส่ด้วยแรงบันดาลใจจากแชมเปญ พลอยระยิบระยับ และเส้นสายที่โอบล้อมความงดงามจากภายใน

TAERA JEWELRY โดย วิชุดา แตระพรพาณิชย์ เจ้าของแบรนด์ TAERA JEWELRY เล่าถึงการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับเอาไว้ว่า เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีความคลาสสิค มีไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลงใหลในอัญมณีให้มากขึ้น นอกจากนี้เรายังเป็นแบรนด์เครื่องประดับและอัญมณีแบรนด์แรกที่สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับโลหะอัญมณีธรรมชาติจากฝีมือคนไทย”

“สินค้าเรือธงของ TAERA JEWELRY คือ Sugar Love collection คอลเลกชั่นพลอยรูปทรง Sugarloaf ออกแบบเป็นจี้ แหวน ต่างหู สไตล์คลาสสิคโดยแบรนด์ได้เพิ่มความทันสมัยเข้าไปด้วยอัญมณีสีพาสเทล เช่น สีฟ้า สีชมพู สีเขียว ทำให้ผู้สวมใส่ ดูสดใส อ่อนเยาว์ น่ารักหรูหรา”

“จังสุ่ยศิลป์” แบรนด์เครื่องประดับไทยที่เกิดจากคำสอนของคุณปู่ โดย ภูดิศ ภัทรวารินทร์ “แบรนด์มุ่งเน้นการสร้างสรรค์เครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะเทคนิคการทำงานที่โดดเด่นด้วยพื้นผิวที่ไม่ใช่งานขัดเงาหรืองานเรียบทั่วไป มาพร้อมคาแรกเตอร์การบิดพริ้วของรูปทรงที่อิงไปทางธรรมชาติ แนวคิดหลักในการผลิตเครื่องประดับแต่ละชิ้นยึดหลัก “Create Your Own Precious” หรือ “การสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับตัวเราเอง” โดยเชื่อว่าเครื่องประดับทุกชิ้นที่สร้างสรรค์มีคุณค่าโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะมันถูกสร้างขึ้นด้วยปรัชญาที่ว่า “คุณค่าที่แท้จริงมาจากสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองด้วยความภูมิใจ”

หนึ่งในผลิตภัณฑ์เรือธงของ จังสุ่ยศิลป์ คือ สร้อยคอที่มีลูกเล่นการถอดประกอบต่อกันได้ ซึ่งเป็นการออกแบบที่ซ่อนกลไกอย่างชาญฉลาดให้ดูสวยงาม ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความต้องการ สร้างความหลากหลายในการแต่งกายจากชิ้นเดียว”

BBBG JEWELRY BY CI โดย ชินภัทร อินทนากรวิวัฒน์ ระบุว่า BBBG JEWELRY สร้างสรรค์เครื่องประดับทุกชิ้นขึ้นจากความจริงใจ โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดหยกเต็มไปด้วยของปลอม และความไม่แน่นอน แต่ผลงานของเราทุกชิ้นทำมาจากหยกคุณภาพสูง เพราะแบรนด์เครื่องคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ขั้นตอนการประกอบไปจนถึงการส่งผลิตภัณฑ์ตรงถึงมือลูกค้า เพราะเราคือแบรนด์ที่ใส่ใจในความน่าเชื่อถือและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง”

“นอกจากวัสดุคุณภาพชิ้นเลิศที่เราคัดสรรมาแล้ว เราได้ผสมผสานอัญมณีหยกกับการออกแบบที่แฝงไปด้วยปรัชญา แนวคิด ความเชื่อโบราณ ที่ทำให้ผู้สวมใส่ได้รับรู้เรื่องราวและพลังงานด้านบวก เพื่อการอยู่อย่างมีความหวังในวันข้างหน้า และเพื่อการค้นหาความหมายของชีวิต ดังนั้นเครื่องประดับของเราจึงเป็นมากกว่าการสวมใส่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่คือการส่งมอบเรื่องราวและแนวคิดเชิงบวก ความรู้สึกดีๆ และความหมายดีๆ ไปสู่เจ้าของ”

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6883 กด 2 หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ http://www.diprom.go.th หรือ www.facebook.com/dipromindustry

‘Daryaganj’ จากกรุงเดลีสู่กรุงเทพฯ ผู้คิดค้นตำรับบัตเตอร์ชิกเก้น กว่า 7 ทศวรรษ

‘Daryaganj’ จากกรุงเดลีสู่กรุงเทพฯ ผู้คิดค้นตำรับบัตเตอร์ชิกเก้น กว่า 7 ทศวรรษ

‘Daryaganj’ จากกรุงเดลีสู่กรุงเทพฯ ผู้คิดค้นตำรับบัตเตอร์ชิกเก้น กว่า 7 ทศวรรษ

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

โรงแรม Park Plaza Bangkok สุขุมวิท 18 : Daryaganj ผู้คิดค้นบัตเตอร์ชิกเก้นและดาลมัคคานี นำสูตรต้นตำรับที่มีมาตั้งแต่ปี 1947 มามอบประสบการณ์รสชาติอาหารอินเดียเหนือแก่นักชิมชาวไทย  พร้อมเปิดตัว Gold Menu  ซึ่งมีเฉพาะที่กรุงเทพฯ  

ร้านอาหารชื่อดังของอินเดียเหนือ Daryaganj เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกนอกประเทศ โดยนำประสบการณ์กว่าเจ็ดทศวรรษของมรดกทางอาหารอินเดียเหนือมาสู่กรุงเทพฯ ร้านตั้งอยู่ในโรงแรม Park Plaza Bangkok สุขุมวิท 18 ก่อตั้งโดย ราฆาฟ จากกี หลานชายของ กุนดาน ลาล จากกี ผู้คิดค้นเมนูบัตเตอร์ชิกเก้นและดาลมัคคานี เมื่อปี 1947 ณ กรุงเดลี – ร่วมกับ อมิต บักกา – นักธุรกิจผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของ

ตำนานแห่งนวัตกรรมด้านอาหาร
เรื่องราวของบัตเตอร์ชิกเก้น ย้อนกลับไปยังอินเดียหลังการแบ่งแยกดินแดนในปี 1947 เมื่อ กุนดาน ลาล จากกี ผู้อพยพจากเปชาวาร์ ได้ร่วมก่อตั้งร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่าน Daryaganj ของกรุงเดลี ที่นั่นเองที่เขาได้สร้างสรรค์เมนู บัตเตอร์ชิกเก้น และ ดาลมัคคานี ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของอาหารอินเดียเหนือ และได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้ จากกียังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้คิดค้น ไก่พาโกรา (Chicken Pakora) และมีบทบาทสำคัญในการทำให้เมนูคลาสสิกอย่าง ไก่ทันดูรี (Tandoori Chicken), Mutton Seekh และ Mutton Burrah เป็นที่นิยมในร้านอาหารอินเดียทั่วโลก

ปัจจุบัน มรดกตำรับอาหารนี้สืบทอดโดย ราฆาฟ จากกี หลานชายของกุนดาน ลาล จากกี และ อมิต บักกา นักธุรกิจร้านอาหารมากประสบการณ์พร้อมรางวัลมากมาย ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กและร่วมกันก่อตั้ง Daryaganj ในปี 2019 เพื่อเป็นเกียรติแก่สูตรอาหารต้นตำรับที่คุณปู่สร้างขึ้น วันนี้พวกเขากำลังขยายตำรับอาหารนี้ออกไปนอกอินเดีย โดยกรุงเทพฯ นับเป็นสาขาต่างประเทศแห่งแรก

ราฆาฟ จากกี กล่าวว่า “เส้นทางของคุณปู่ผมเริ่มต้นจากครัวในเมืองเปศวาร์ ความหลงใหลในรสชาติของเขาทำให้เกิดเมนูระดับตำนานอย่าง บัตเตอร์ชิกเก้น และ ดาลมัคคานี ช่วงเวลาหลังการแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน คุณปู่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนโฉมอาหารอินเดียแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เราจะขยายตำรับอาหารของเขาสู่ระดับโลก ผมมักนึกถึงความถ่อมตนและความตั้งใจแน่วแน่ของเขาในการพัฒนาอาหารอินเดียเหนือเสมอ”

อมิต บักกา ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ กล่าวเสริม “การเปิดร้าน 15 แห่งในอินเดียเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม และตอนนี้เรากำลังนำรสชาติแท้ๆ ของอินเดียเหนือมาสู่กรุงเทพฯ เรามั่นใจว่าคุณภาพอาหาร การต้อนรับที่อบอุ่น และประสบการณ์การรับประทานอาหารที่กระตุ้นทั้งห้าประสาทสัมผัส จะดึงดูดทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อาหารของเราปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง คัดสรรอย่างพิถีพิถัน คลาสสิกเหนือกาลเวลาไม่ได้เผ็ดจัดหรือหนักจนเกินไป เราจึงมั่นใจว่า Daryaganj จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวกรุงเทพฯ” 

จากการที่ อมิต ได้ดูแล Daryaganj ซึ่งคว้ารางวัลอันทรงเกียรติกว่า 60 รายการ และได้รับการยอมรับในระดับประเทศผ่านรายการเรียลลิตี้ชื่อดัง Shark Tank India นั้น ช่วยตอกย้ำสถานะของร้านในฐานะตำนานแห่งบัตเตอร์ชิกเก้น และตอนนี้ กรุงเทพฯ กำลังจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมนูระดับตำนานนี้เป็นครั้งแรก

นำรสชาติแท้ของอาหารอินเดียเหนือสู่กรุงเทพฯ
ชัยยุทธ ศักดิ์จิระพงศ์ และ กวิน ศักดิ์นฤหล้า หุ้นส่วนของ Daryaganj ในประเทศไทยและเจ้าของโรงแรม Park Plaza Bangkok Soi 18 กล่าวว่า “กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เปิดรับความหลากหลายทางอาหาร และให้คุณค่ากับรสชาติดั้งเดิม ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเปิดตัว Daryaganj สู่ตลาดโลก เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการนำร้านอาหารอินเดียระดับตำนานนี้มาสู่ประเทศไทย”

การออกแบบภายในของ Daryaganj กรุงเทพฯ เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง กลิ่นอายวินเทจสุดคลาสสิก กับ ความหรูหราทันสมัย โดยนำแรงบันดาลใจจากศิลปะ Indian Art Deco มาตีความใหม่ให้เข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้คงคุณค่าความคลาสสิก และสะท้อนพลังของปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของร้านคือ ครัวแบบเปิด ที่จัดวางเตาทันดูรีและเตาย่างแบบดั้งเดิมไว้ด้านหน้า ให้ลูกค้าได้ชมเชฟรังสรรค์อาหารกันแบบสดๆ เพิ่มประสบการณ์ที่ดื่มด่ำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบาร์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม โดดเด่นด้วย กระจกโค้งงามสง่า แสงไฟบรรยากาศ และองค์ประกอบทองเหลืองสร้างบรรยากาศที่ทั้งหรูหราและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินไปกับเครื่องดื่มคลาสสิก หรือค็อกเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติอินเดีย ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับอาหารที่โดดเด่นไปด้วยส่วนประกอบของเครื่องเทศ

การเดินทางแห่งรสชาติจากมรดกตกทอดด้านอาหาร
Daryaganj คือการเฉลิมฉลองอาหารอินเดียเหนือแบบคลาสสิก ที่ทุกจานล้วนถ่ายทอดรสชาติอันเข้มข้น ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความประณีตในทุกขั้นตอนการปรุง เมนูของร้านได้รับการรังสรรค์รสชาติและเทคนิคการทำอาหารในยุคศตวรรษที่ 20 จาก Daryaganj ย่านเก่าแก่ในกรุงเดลี ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับชื่อร้าน โดยให้เกียรติรากเหง้าของอาหารอินเดียในยุคหลังได้รับเอกราช แม้เมนูสูตรต้นตำรับจะยังคงเป็นหัวใจหลักที่ Daryaganj กรุงเทพฯ ทางร้านยังได้เปิดตัว Daryaganj Gold Menu ที่นำความคลาสสิกมาผสมผสานกับนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่

สองรสชาติของบัตเตอร์ชิกเก้นระดับตำนาน
ที่ Daryaganj กรุงเทพฯ จะได้สัมผัสกับ บัตเตอร์ชิกเก้น สองสูตรที่สะท้อนการพัฒนาของเมนูนี้  นั่นคือ The Original 1947 Butter Chicken – สูตรลับที่รักษาเนื้อสัมผัสแบบดั้งเดิม และความเข้มข้นของรสชาติจากยุคครัวแบบเดิม และ Today’s Butter Chicken – สูตรที่พัฒนาให้ไก่เนียนนุ่มและเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับรสนิยมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

รวมถึงเมนูระดับตำนานจากปี 1947 อย่าง  The Original 1947 Dal Makhani – สูตรต้นตำรับของ กุนดาน ลาล จากกี ปรุงจากถั่วดำที่เคี่ยวข้ามคืนพร้อมเนยสด ใบลูกซัดแห้ง และมะเขือเทศสุกจากเถาที่นำมาบดแบบสดๆ
 The Original Tandoori Chicken – ไก่หมักโยเกิร์ตและเครื่องเทศสูตรลับ ย่างในเตาทันดูรีทั้งกระดูก สูตรต้นตำรับที่คิดค้นโดย โมคา ซิงห์ ที่ปรึกษาของจากกีในยุค 1920 ที่เปศวาร์ The Original Chicken Pakoda – ไก่ไร้กระดูกทอดกรอบในแป้งสูตรพิเศษ ปรุงรสด้วยเมล็ด Caromและผักชีบดสด  The Original Butter Paneer – คอจเทจชีสทิกก้าชิ้นนุ่มในซอสมะเขือเทศและเนย เพิ่มความหอมด้วยพริกเขียวและขิงซอย

เปิดตัว Daryaganj Gold Menu
Daryaganj Gold Menu มีเฉพาะที่กรุงเทพฯ โดยนำเสนอรสชาติที่หลอมรวมระหว่างมรดกด้านอาหารและนวัตกรรมได้อย่างนุ่มนวล รังสรรค์โดย เชฟภารัต เอส. บัท (Chef Bharath S. Bhat) ที่ปรึกษาด้านอาหารของ Daryaganj ซึ่งได้สร้างสรรค์เมนูพิเศษที่สะท้อนรสชาติอินเดียเหนือในมุมมองใหม่พิเศษ สำหรับสาขานี้เท่านั้น


ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในวงการอาหาร ทั้งในอินเดีย ตะวันออกกลาง และกรุงเทพฯ เชฟ ภารัต เอส. บัท (Bharath S. Bhat) เป็นเชฟชาวอินเดียคนแรกที่คว้าชัยในรายการ Iron Chef Thailand วิสัยทัศน์ของเขาคือการสร้างสรรค์เมนูร่วมสมัยที่ยังคงเอกลักษณ์ของอาหารอินเดียเหนือ ขณะเดียวกัน เชฟอภิเษก ยาดาฟ (Abhishek Yadav) หัวหน้าเชฟจากอินเดีย ยังคงมุ่งมั่นรักษาสูตรต้นตำรับให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ไฮไลต์จาก Daryaganj Gold Menu ประกอบไปด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยสุดพิเศษ Stuffed Kashmiri Morels – เห็ดมอเรลเนื้อละเอียด สอดไส้หน่อไม้ฝรั่งรสกลมกล่อม Amritsari Soft Shell Crab – ปูนิ่มทอดปรุงรสด้วยเมล็ด Carom เสิร์ฟพร้อมโฟมวาซาบิเบาๆ Keema Tak-a-Tak – เนื้อแกะสับรสเข้มข้น เสิร์ฟคู่กับ jeera khari fans แป้งอบกรอบหอมยี่หร่า

เมนูจานหลักระดับตำนาน ประกอบด้วย Lobster Afghani Malai – กุ้งล็อบสเตอร์หมักในซอสครีมเข้มข้น เสิร์ฟคู่กับสลัดส้มเผาเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่น 24 Carat Lamb Rack Biryani – บิรยานีระดับพรีเมียม ข้าวบาสมาติปรุงด้วยหญ้าฝรั่นและเครื่องเทศอุ่นๆ ซ้อนชั้นกับซี่โครงแกะเนื้อนุ่ม เคลือบด้วย ทองคำ 24 กะรัต

ขนมหวานประกอบด้วยเมนูดั้งเดิม อย่าง Gulab Jamun & Ras Malai – ขนมอินเดียคลาสสิกที่ทุกคนหลงรัก หรือจะเลือกการผสมผสานของนวัตกรรม อย่าง Rose Tiramisu – ทีรามิสุสูตรพิเศษที่เติมกลิ่นกุหลาบ Saffron Rasmalai Tres Leches – Rasmalai ที่ผสานความนุ่มของเค้ก Tres Leches เข้ากับความหอมของหญ้าฝรั่น และ Mango Gold Makhan Malai – ขนมครีมฟูเบารสนุ่ม ตกแต่งด้วยทองคำ นอกจากนี้ยังมี Kulfi Sticks – ไอศกรีมแท่งแบบดั้งเดิมจากอินเดีย ให้สัมผัสละลายช้าและรสเข้มข้น มาช่วยเติมเต็มความหลากหลายของเมนูของหวาน

Daryaganj กรุงเทพฯ เวลาเปิดทำการ: 18:30 น. – 23:30 น. ตั้งอยู่ที่โรงแรม Park Plaza Bangkok สุขุมวิท ซอย 18 โทร.0-2658-7077 e-mail: reservations@daryaganjbangkok.com Instagram: @daryaganjbangkok Facebook: daryaganjbangkok

Under Armour เปิดตัวทัวร์ระดับโลกครั้งแรกในเอเชีย เยาวชนไทยติดทีมลุย ‘Curry Camp’

Under Armour เปิดตัวทัวร์ระดับโลกครั้งแรกในเอเชีย เยาวชนไทยติดทีมลุย ‘Curry Camp’

Under Armour เปิดตัวทัวร์ระดับโลกครั้งแรกในเอเชีย เยาวชนไทยติดทีมลุย ‘Curry Camp’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) แบรนด์กีฬาชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ประกาศเปิดตัวทัวร์ระดับโลกสุดยิ่งใหญ่ “Curry Brand World Tour 2025”  ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย พร้อมสองซุปเปอร์สตาร์ NBA นำโดยสตีเฟน เคอร์รี และ เดอารอน ฟอกซ์ เดินทางเยือนหลากหลายเมืองในเอเชียช่วงเดือนสิงหาคม นี้ สร้างแรงบันดาลใจให้นักบาสรุ่นใหม่ พร้อมจัดแคมป์ “Curry Camp” และงานแฟนมีตสไตล์เฟสติวัล “Curry Con”

 นักกีฬาบาสเยาวชนเข้าร่วม “Curry Camp Asia” รวมทั้งสิ้น 3 คน ได้แก่ ณัฐสุดา บุญเพ็ชร, มณีเนตร สิทธิสําอางค์, และ ไมเคิล อนันดา บาร์วิช นักกีฬาไทยกลุ่มนี้จะได้ฝึกซ้อมแบบตัวต่อตัวกับ สตีเฟน เคอร์รี และ เดอารอน ฟอกซ์ พร้อมรับคำแนะนำจากโค้ชระดับโลก ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของพวกเขา ที่จะได้ตามความฝันและเรียนรู้จากมืออาชีพในเวทีระดับนานาชาติ ณ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ในเดือนสิงหาคม นี้

“Curry Brand World Tour 2025” นำโดยเจ้าของแบรนด์ สตีเฟน เคอร์รี โดยทัวร์ระดับโลกครั้งแรกนี้ จะพาคอนเซปต์ดั้งเดิมของ Curry Camp ออกนอกสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก มาพร้อมกิจกรรมบาสเกตบอลสุดสร้างสรรค์และประสบการณ์อินเตอร์แอคทีฟเต็มรูปแบบ ที่จะเดินทางไปหลากหลายเมืองในเอเชียทั้งโตเกียว ฮ่องกง ซีอาน และปิดท้ายด้วยกิจกรรมใหญ่ในเดือนสิงหาคม ณ เมือง ฉงชิ่ง ประเทศจีน กับการเปิดตัว Curry Camp Asia และงานแฟนมีตในรูปแบบ Basketball Culture Convention ครั้งแรกในชื่อ Curry Con แคมป์บาสระดับโลก “Curry Camp” กลับมาจัดอีกครั้งเป็นปีที่ 9 ในสหรัฐอเมริกา และขยายมายังเอเชียเป็นครั้งแรก ในปีนี้โดยคัดเลือกเยาวชนชาย-หญิงที่มีศักยภาพจากทั่วเอเชีย เพื่อฝึกซ้อมและเรียนรู้จาก สตีเฟน เคอร์รี และ เดอารอน ฟอกซ์ และทีมโค้ชมืออาชีพระดับโลก ผ่านการฝึกแบบ 1 ต่อ 1 ที่ผสมผสานทักษะบาสเกตบอลกับแนวคิดการเป็นผู้นำ ทั้งในและนอกสนาม 

“ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งกับทัวร์ปีนี้ ไม่เพียงจะได้กลับมาจัด Curry Camp ที่ซานฟรานซิสโกเท่านั้น แต่ยังเป็นครั้งแรกที่เราจะพาแคมป์นี้มาจัดในเอเชียด้วย ผมตั้งตารอที่จะได้ร่วมฝึก กับนักบาสเยาวชนที่เก่งที่สุดจากทั่วโลกทั้งในสหรัฐฯ และเอเชีย รวมถึงได้ร่วมมือกับ เดอารอน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับแฟน ๆ ในงาน Curry Con ครั้งแรก พร้อมกับได้เข้าใจเรียนรู้วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของอีกซีกมุมโลก” สตีเฟน เคอร์รี นักบาสระดับโลก NBA และประธาน Curry Brand ภายใต้ Under Armour กล่าว

อีกหนึ่งไฮไลต์ยิ่งใหญ่ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของ Curry Camp Asia กับการจัดงาน Curry Con เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นงานแฟนมีตแบบเฟสติวัล 3 วันเต็ม ที่เมืองฉงชิ่งระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2568 โดยจะเปิดให้แฟนๆ จากทั่วทั้งเอเชียได้ร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิดกับกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการอินเตอร์แอคทีฟ โซนแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ล่าสุด กิจกรรมเล่นกีฬากับนักบาสมืออาชีพ และการเจาะลึกประวัติศาสตร์และวิสัยทัศน์ของแบรนด์สำหรับอนาคตของวงการกีฬาบาส

นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อชุมชน และคอมมิวนิตี้ในภูมิภาคในเมืองต่าง ๆ ที่ไปเยือน ในระหว่างวันที่ 13–20 สิงหาคม ได้แก่ โอ๊คแลนด์ (สหรัฐฯ) โตเกียว (ญี่ปุ่น) ฮ่องกง, ซีอาน และฉงชิ่ง (จีน) โดยสตีเฟน เคอร์รี และ เดอารอน ฟอกซ์ จะเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและเพื่อสังคม อาทิ การเยี่ยมโรงเรียน ปรับปรุงสนามบาส และกิจกรรมหน้าร้าน เพื่อเข้าใจรากฐานทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ พร้อมสร้างสายสัมพันธ์ที่แท้จริงกับแฟนบาสทั่วภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงกีฬาเข้ากับหัวใจของผู้คนในภูมิภาค

ต้อนรับการมาเยือนของ Curry Brand World Tour สู่ภูมิภาคเอเชีย Under Armour จับมือกับ SWISH จัดกิจกรรม “Swish Combine Challenge Presented by Under Armour” เปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือสู่ระดับโลก สำหรับเยาวชนอายุระหว่าง 16–18 ปี เข้าร่วมทดสอบความสามารถใน 5 ทักษะหลักของบาสเกตบอล ด้านความเร็ว การกระโดด การเลี้ยงลูก การชู้ต และการส่งบอล เพื่อคัดเลือก 2 ผู้เล่นที่มีศักยภาพโดดเด่นที่เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วม Curry Brand World Tour 2025 ณ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 กรกฎาคม 2567 ณ SWISH Bangna โดยเปิดรับสมัครแล้ววันนี้จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 

ชวนเที่ยวไต้หวัน ขึ้นเขาคลายร้อน ลงทะเลเย็นสบาย กับ ‘เทศกาลกลางฤดูร้อนปี 2025’

ชวนเที่ยวไต้หวัน ขึ้นเขาคลายร้อน ลงทะเลเย็นสบาย กับ 'เทศกาลกลางฤดูร้อนปี 2025'

ชวนเที่ยวไต้หวัน ขึ้นเขาคลายร้อน ลงทะเลเย็นสบาย กับ ‘เทศกาลกลางฤดูร้อนปี 2025’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

เทศกาลกลางฤดูร้อนของไต้หวันเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2013 และได้กลายเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวช่วงฤดูร้อนที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน โดยปี 2025 มาในธีม “ขึ้นเขาคลายร้อน ลงทะเลเย็นสบาย” เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติทั้งภูเขาและทะเลเข้ากับกิจกรรมสุดพิเศษทั่วเกาะไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็น “เทศกาลบอลลูน” ที่ราบสูงลู่เหย่แห่งไถตง และ “เทศกาลพลุนานาชาติเผิงหู” รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติน่าทึ่ง “Blue Tears แห่งเกาะหมาจู่” ที่แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวันอย่าง อาเล็ก ธีรเดช ชื่นชอบเป็นพิเศษ เพื่อนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวไต้หวันที่หลากหลายในช่วงฤดูร้อน! กระแสความร้อนแรงของการท่องเที่ยวไต้หวันยังคงไม่หยุดเพียงแค่นี้ ต่อเนื่องจากความสนุกของเทศกาลฤดูร้อน ยังมีอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ที่แฟนคลับชาวไทยต่างรอคอยนั่นก็คืองานแฟนมีตติ้งครั้งแรกในต่างประเทศของอาเล็ก ธีรเดช ที่ไทเปในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ พร้อมโชว์ร้องเพลงจีนครั้งแรกของอาเล็กภายในงาน ปลุกกระแสท่องเที่ยวไต้หวันกับนักท่องเที่ยวชาวไทย!

เมนูคลายร้อนของไต้หวัน

อาหารการกินของไต้หวันในช่วงฤดูร้อน จะเน้นการขับความร้อนออกจากร่างกาย และเพิ่มความอยากอาหาร อย่างบะหมี่เย็นซอสงา ที่ใช้เส้นบะหมี่แช่เย็นราดด้วยซอสงาบด เสิร์ฟคู่แตงกวาและแครอทหั่นฝอย หรือขนมหวานแบบดั้งเดิม เช่น ซุปถั่วเขียวช่วยคลายร้อนและขับพิษ อ้ายหยู้หรือวุ้นกบที่อุดมด้วยเจลาติน เฉาก๊วยหอมสมุนไพร และน้ำแข็งไสไต้หวันหลากหลายรสชาติ ถือเป็นอาหารประจำฤดูร้อนที่ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะ “น้ำแข็งไสมะม่วง” นับเป็นตัวแทนฤดูร้อนของไต้หวัน มะม่วงพันธุ์อ้ายเหวินรสชาติหอมหวาน รสชาติแตกต่างจากมะม่วงของไทย หนึ่งในเมนูห้ามพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไต้หวัน นอกจากนี้ ไต้หวันยังขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งร้านเครื่องดื่มเขย่ามือ เมนูยอดฮิตอย่าง ชานมไข่มุก ชาฟัก (ชาตงกวา) และชาสมุนไพร ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคลายร้อน

แผนท่องเที่ยวไต้หวันช่วงฤดูร้อน: ขึ้นเขาคลายร้อน

การท่องเที่ยวบนภูเขาสูงเป็นทางเลือกยอดนิยมในฤดูร้อนของไต้หวัน พื้นที่บนภูเขา เช่น หยางหมิงซาน อาลีซาน เหอฮวนซาน และฟาร์มชิงจิ้ง เป็นสถานที่หลบร้อนที่มีอากาศเย็นสบาย นอกจากจะได้รับลมภูเขาเย็นสบายแล้ว ฤดูร้อนยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ขึ้นบอลลูนชมความงามของขุนเขาไต้หวันสุดสายตาจากมุมสูง

“เทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง” เป็นงานบอลลูนขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย จัดขึ้น ณ พื้นที่ราบสูงลู่เหย่ (Luye Highland) ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม ถึง 21 สิงหาคม 2025 โดยปิดทุกวันอังคาร กิจกรรมมีทั้งการแสดงบอลลูนลอยฟ้า สัมผัสประสบการณ์การขึ้นบอลลูนแบบผูกตรึงกับที่ คอนเสิร์ตแสงสีเสียง นอกจากนี้ ยังมีบอลลูนคาแรกเตอร์เจ้าแม่หมาจู่ Hello Kitty และDoraemon อีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟจากไทเปไปลู่เหย่ได้ ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง แล้วต่อรถ Taiwan Tourist Shuttle Bus สาย East Rift Valley Line แนะนำให้เลือกที่พักแบบ B&B ในเมืองไถตงหรือลู่เหย่ก็ได้

นอกจากงานบอลลูนไถตงแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของบอลลูนในเขตเมืองอีกด้วย เช่น งานบอลลูนเกาสงประจำปีที่จัดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม โดยจะประกาศวันและสถานที่จัดงานปี 2025 ราวเดือนสิงหาคม หากคุณชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งและธรรมชาติ อย่าลืมรอติดตามข่าวสาร!

แผนท่องเที่ยวไต้หวันช่วงฤดูร้อน: ลงทะเลเย็นสบาย

ไต้หวันโอบล้อมด้วยทะเล มีแนวชายฝั่งทะเลที่สวยงามและหลากหลาย ฤดูร้อนจึงเป็นช่วงเวลาดีเยี่ยมที่จะได้สัมผัสเสน่ห์ทิวทัศน์ของเกาะกลางทะเล ตั้งแต่ความยิ่งใหญ่ของดอกไม้ไฟที่เผิงหู ไปจนถึงความมหัศจรรย์ของ Blue Tears ที่เกาะหมาจู่ การท่องเที่ยวเกาะเล็ก ๆ ของไต้หวันมอบประสบการณ์พักผ่อนที่แตกต่างไม่เหมือนใคร

เทศกาลดอกไม้ไฟทางทะเลนานาชาติเผิงหู มีชื่อเสียงในระดับสากล จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2003 โดยในเดือนกรกฎาคมของทุกปีจะจุดพลุดอกไม้ไฟทุกวันอังคาร เวลา 20:00 น. ที่บริเวณลานสันทนาการกวนอินถิง (Guanyinting Recreation Area) แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยสามารถเข้าชมได้ฟรี และแนะนำให้มาจับจองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อเลือกมุมที่ดีที่สุด

ฤดูร้อนยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การออกไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยว Unseen อย่าง “เกาะหมาจู่” ใช้เวลาบินจากสนามบินซงซานในไทเปไปยังเกาะหมาจู่เพียงประมาณ 50 นาที ก็จะได้พบกับทัศนียภาพที่สวยงามจนต้องหยุดหายใจ ที่แม้แต่อาเล็ก ธีรเดช แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวันประจำปี 2025 ก็ยังประทับใจ ไฮไลต์สำคัญคือ “Blue Tears” สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติระดับโลกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมช่วงฤดูร้อน ปรากฏการณ์ประหลาดนี้เกิดจากไดโนแฟลเจลเลต (Dinoflagellates) พบเห็นได้ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นอกจากนี้ เกาะหมาจู่ยังมีพิพิธภัณฑ์ Matsu Blue Tears Ecological Museum ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเสมือนจริงสี่มิติ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ปรากฏการณ์ที่ CNN ยกให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

นั่งรถไฟท่องเที่ยว! สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นของไต้หวันแบบเจาะลึก

นับเป็นครั้งแรกในปี 2025 ที่มีการผนวกสถานีรถไฟที่มีเอกลักษณ์ 20 แห่งทั่วเกาะ เช่น เส้นทางรถไฟท่องเที่ยวสายจี๋จี๋ เน่ยวานและผิงซี และเส้นทางรถไฟสายท้องถิ่นอื่น ๆ ภายใต้ธีม “ท่องเที่ยวไปกับรถไฟ” เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวใช้บริการขนส่งมวลชนทั้งรถไฟ (TRA) รถไฟความเร็วสูง (HSR) และรถไฟฟ้า (MRT) ของแต่ละเมือง แต่ละสถานียังมีกิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น ลิ้มลองอาหารพื้นเมือง และเลือกซื้อสินค้าสร้างสรรค์จากชุมชน นอกจากนี้ การรถไฟไต้หวันยังได้เปิดตัวบัตรโดยสารพิเศษสำหรับเทศกาลกลางฤดูร้อนที่สามารถขึ้น-ลงรถไฟท้องถิ่นได้ไม่จำกัดครั้งในช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมจัดเส้นทางเดินเท้าเที่ยวโดยรอบสถานี เชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวและร้านอาหารในละแวกนั้น ซึ่งเหมาะมากสำหรับเพื่อน ๆ ชาวไทยที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงลึกและสัมผัสวิถีชีวิตจริงของผู้คนในไต้หวัน และแน่นอน อย่าลืมอีกหนึ่งเหตุผลดี ๆ ในการมาเยือนไต้หวันในปีนี้ เพราะอาเล็ก ธีรเดช จะจัดงานแฟนมีตติ้งต่างประเทศครั้งแรกในไทเป วันที่ 25 ตุลาคม 2025 พร้อมโชว์ร้องเพลงจีนครั้งแรกของเขา รอให้แฟน ๆ ได้สัมผัสความใกล้ชิดอย่างเต็มที่ในบรรยากาศสุดอบอุ่น นี่คือเหตุผลที่ดีที่สุดในการไปเยือนไต้หวันครั้งนี้อย่างแน่นอน!

เทศกาลฤดูร้อนของไต้หวัน ตั้งแต่ยอดเขาสูงจนถึงชายทะเล ตั้งแต่อาหารแบบดั้งเดิมไปจนถึงประสบการณ์ทันสมัย พร้อมนำเสนอตัวเลือกการท่องเที่ยวฤดูร้อนที่หลากหลายให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน จะขึ้นเขาหรือจะลงทะเล ฤดูร้อนนี้ไต้หวันก็พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ มาร่วมออกเดินทางท่องเที่ยวไต้หวันช่วงกลางฤดูร้อน และห้ามพลาดกับงานแฟนมีตติ้งในต่างประเทศครั้งแรกของอาเล็ก ธีรเดช ในวันที่ 25 ตุลาคม ที่ไทเป ซึ่งกำลังรอคอยแฟน ๆ ชาวไทยมาร่วมสร้างความทรงจำอันงดงามและเต็มไปด้วยความประทับใจไปด้วยกัน!

ลิ้นติดโปรแฟร์’68 อิ่มหนำสำราญ ชวน จูดี้-จารุกิตติ์ ร่วมภารกิจ บอกต่อความอร่อย

ลิ้นติดโปรแฟร์'68 อิ่มหนำสำราญ  ชวน จูดี้-จารุกิตติ์ ร่วมภารกิจ บอกต่อความอร่อย

ลิ้นติดโปรแฟร์’68 อิ่มหนำสำราญ ชวน จูดี้-จารุกิตติ์ ร่วมภารกิจ บอกต่อความอร่อย

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

“ลิ้นติดโปรแฟร์ : Food Hero” รวมพลกองทัพฮีโร่แห่งรสชาติ พร้อมเสิร์ฟเมนูเด็ดกว่า 1,000 รายการ งานเดียวที่รวมร้านเด็ดทั่วไทย เพื่อกอบกู้ความหิว และเติมพลังให้มื้อธรรมดา …พิเศษยิ่งกว่าเดิม!

งานนี้ได้ นักแสดงยูทูบเบอร์ “จูดี้ – จารุกิตติ์” มาร่วมเชิญชวนลิ้ม ลองบอกต่อความอร่อย กว่า 100 ร้านค้า ได้อิ่มหนำสำราญ ทั้ง คาว-หวาน อาทิ ไข่ครอบควนเนียง by เก่ง ธชย / สยามชาไทย (Siam Thai Tea) by เด่นคุณ งามเนตร / Fluke Cooking by ฟลุ้ค ณธัช / Top’s Homemade หมู-เนื้อ     แดดเดียว by ท็อป ดารณีนุช / ลูกชิ้นธงธง by ธงธง มกจ๊ก / ลุงแดงแกงใต้ by ปอ อรรณพ / Whibe ไวบี by แอมป์ พีรวัศ / หมูโชกุน / เจ๊แม็กซ์ เว้ยเฮ้ย.. / D’NutsSuperfood / ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม / เชฟเบิร์ดหมูกรอบ / ไฉไล ขนมไทยสไตล์ชาววัง / LYN หมี่ไก่ฉีก / บ้านลานตาล / พิมพิราหมี่กรอบ / กระเพาะปลา ข้าวผัดปู / ปั้นขลิบ จิวแอนด์เจน / KunnookOrange Juice / หอยจ๊อปูแม่วรรณา / ซ้งเสรีทอง ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง และอีกมากมาย

เจ้าแม่ตลาด ก้อง ปิยะ และ ท็อป ดารณีนุช  จัดหนักจัดเต็มทั้งจานหลักหลากรสเพลินปากกับของคาวแบบจุกๆ

และตบท้ายด้วยความหวานละมุนลิ้นกับของหวานละลานตา อิ่มอร่อยจัดหนัก 11 วันเต็ม!! เริ่ม 18 – 28 กรกฎาคม นี้  ณ  เซ็นเตอร์คอร์ท  ชั้น 1  ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ 

ฮีโร่ของอร่อยพร้อมแล้ว… แล้วคุณล่ะ พร้อมลุยหรือยัง!

-(016)

สาวน้อยมหัศจรรย์ ‘กาสะลอง-รษิกา’ เปิด ‘เคเอสแอล อะคาเดมี่’ สร้างอาชีพทางโลกดิจิตอล

สาวน้อยมหัศจรรย์ ‘กาสะลอง-รษิกา’ เปิด ‘เคเอสแอล อะคาเดมี่’ สร้างอาชีพทางโลกดิจิตอล

สาวน้อยมหัศจรรย์ ‘กาสะลอง-รษิกา’ เปิด ‘เคเอสแอล อะคาเดมี่’ สร้างอาชีพทางโลกดิจิตอล

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

ตำแหน่งผู้หญิงเก่งแห่งปี 68 ต้องยกให้กับสาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้ ที่เป็นทั้งเจ้าแม่โปรเจกต์, ประธานผู้ก่อตั้งบริษัท เคเอสแอล คอร์เปอเรชั่น (KSL Corporation) และบริษัทในเครือ อาทิ เคเอสแอล ออโต้ (KSL AUTO), เคเอสแอล เซ็นเตอร์ (KSL CENTER) ฯลฯ คุณกาสะลอง-รษิกา จิรัชฉณาณัณ ด้วยวัยเพียง 32 ปี ที่เป็นเจ้าของธุรกิจรถยนต์มือสอง ตั้งแต่อายุ 24 ปี พร้อมขยายกิจการได้ถึง 4 สาขา ในระยะเวลา 6 ปี ในอายุ 30 ปี การันตีด้วยยอดขายรถหรู รถยุโรปในปี 2020-2022 ถึง 2,000 คัน จนได้รับฉายาเป็น “เจ้าแม่รถหรู“

ในปัจจุบัน ด้วยวัยเพียง 32 ปี เธอคนนี้ยังไม่หยุดพัฒนา ล่าสุดได้เปิดตัวกิจการใหม่ สถาบันการศึกษา เคเอสแอล อะคาเดมี่ (KSL ACADEMY) ในเครือ เคเอสแอล คอร์เปอเรชั่น (KSL Corporation) โดยมีนโยบายในการช่วย 1 ล้านชีวิต ให้ได้มีอิสระภาพทางการเงิน พร้อมมอบโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือ และวิธีการสร้างเงินในอากาศผ่านโลกดิจิตอลไร้ขีดจำกัด โดยได้ทำพันธะสัญญาร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ สถาบันการเทรดระดับโลก โดยมี บอม-ชิษณุพงษ์ ผู้บริหาร ซีเอ็กซ์เอ็ม (CXM) ประเทศไทย ร่วมทำพันธะสัญญา (MOU) ร่วมกัน โดยมีทีมงานของทาง ซีเอ็กซ์เอ็ม (CXM) และผู้เข้าร่วมสัมนาเป็นสักขีพยาน ในครั้งนี้

คุณรษิกา จิรัชฉณาณัณ กล่าวว่า ก่อนที่จะก้าวมาจับธุรกิจการวิเคราะห์ทองคำอย่างถูกวิธี ได้ทำการศึกษามาจากสถาบันการวิเคราะห์ทองคำหลายที่ ทั้งลองเล่นเอง เจ็บเอง พลาดเอง จนมั่นใจในระบบ จึงได้เปิดทำการการสอนขึ้น และมีแผนงานที่จะให้ความรู้ในการทำเงินในโลกดิจิตอล ผ่านการวิเคราะห์ทองคำอย่างถูกต้อง ให้กับผู้คนทั่วทุกภาคของประเทศ ให้ได้เข้าถึงความรู้นี้ เริ่มต้นจาก ภาคกลาง และ ภาคอีสาน

นอกจากนี้แล้ว คุณกาสะลอง ยังได้รับหน้าที่เป็น แบรนด์ แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador) ของ สถาบันการศึกษาในโปรเจกต์นี้เองอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว ยังได้วางแผนการสอนสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างอาชีพในการเป็นนักวิเคราะห์การตลาดทองคำไปพร้อมๆ กัน ด้วยการจับมือทีมงานมืออาชีพ ลุยขยายตลาดเพื่อสร้าง “อาชีพทางโลกดิจิตอล” ที่มีรายได้ไร้ขีดจำกัดในโลกดิจิตอล

คุณกาสะลอง ยังได้กล่าวอีกว่า ตั้งใจและจริงจังกับการเปิดกิจการในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะต้องการให้คนที่ด้อยโอกาสได้มีสิทธิ์เข้าถึง เพราะตนเองเริ่มต้นมาจากฐานะที่ยากจน และเข้าใจดีว่า โอกาสเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงได้จัดงานสัมนา และการสอนฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ในทุกจังหวัดในประเทศไทย

 ผู้สนใจที่อยากเข้าร่วมงานสัมนา สามารถติดตามความเคลื่อนไหวเบื้องต้น ได้ที่ Facebook : Reasika Jirutchananun (**เนื่องจากระบบเพจ ยังไม่เรียบร้อย จะทำการอัพเดตความเคลื่อนไหวผ่านทางเฟสบุ๊คส่วนตัวให้ได้ติดตามไปก่อน เเละจะสามารถติดตามผ่านเพจ KSL academy ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฏาคม 68 นี้เป็นต้นไป**)

(**การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนลงทุน**)

-(016)

ไอคอนสยาม ร่วมฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เปรู ผ่านศิลปะในงาน “TORITO DE PUCARÁ: PERU AND THAILAND UNITED BY AR

ไอคอนสยาม ร่วมฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เปรู ผ่านศิลปะในงาน “TORITO DE PUCARÁ: PERU AND THAILAND UNITED BY AR

ไอคอนสยาม ร่วมฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เปรู ผ่านศิลปะในงาน “TORITO DE PUCARÁ: PERU AND THAILAND UNITED BY AR

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรู โดยจับมือกับสถานเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย  และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน “TORITO DE PUCARÁ: PERU AND THAILAND UNITED BY ART”  นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยที่แสดงถึงพลังแห่งศิลปะในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสองชาติ ผ่านผลงานประติมากรรม Torito de Pucará หรือ “โตริโต้ เด ปูการ่า” สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเปรู ที่สื่อถึงความคุ้มครอง ความเจริญรุ่งเรือง และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จำนวน 6 ผลงาน ขนาดสูง 1.5 เมตร ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินไทย 5 ท่าน และศิลปินเปรู 1 ท่าน ณ ธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 12–16 กรกฎาคม 2568 


สำหรับพิธีเปิดงาน “TORITO DE PUCARÁ: PERU AND THAILAND UNITED BY ART” อย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจาก คุณเซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน (Cecilia Zunilda Galarreta Bazán) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย, คุณชาลี จารุวัสตร์ ที่ปรึกษาด้านกิจการองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเหล่าศิลปินทั้ง 6 ท่าน ได้แก่ คุณจีระ จิรประวัติ ณ อยุธยา, คุณดิเอโก้ กอร์เนโฆ, ศาสตราจารย์ สุขุมาล สาระเกษตริน, คุณนักรบ มูลมานัส, คุณวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์, และคุณสมนึก คลังนอก  มาร่วมงาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมเฉลิมฉลองให้กับวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรู อย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

โดยนิทรรศการที่จัดแสดงผลงานครบทั้ง 6 ผลงานครั้งแรกในประเทศไทยจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 12–16 กรกฎาคม 2568 ณ ธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม จากนั้นผลงานทั้ง 6 ผลงาน จะเดินทางไปจัดแสดงต่อในจุดสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร  ระหว่างวันที่  17 กรกฎาคม ถึง  10 พฤศจิกายน 2568  โดยมี 1 ผลงานพิเศษจากคุณนักรบ มูลมานัส  จะถูกจัดแสดงต่อที่ไอคอนสยาม 

เชิญร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะที่สะท้อนมิตรภาพระหว่างสองวัฒนธรรมได้ในงาน “TORITO DE PUCARÁ: PERU AND THAILAND UNITED BY ART” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เปรู ผ่านประติมากรรมร่วมสมัยที่สร้างขึ้นด้วยหัวใจของศิลปินไทยและเปรู พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษถ่ายภาพสวยๆครบทั้ง 6 ผลงาน เพื่อลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไป–กลับประเทศเปรู  โดยงานนี้เข้าชมฟรีตลอดงาน ตั้งแต่วันที่ 12–16 กรกฎาคม 2568 ณ ธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1338   หรือ Facebook: ICONSIAM 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้จักฮุน เซน : เด็กวัด ลูกชาวนา สู่ผู้นำกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้จักฮุน เซน : เด็กวัด ลูกชาวนา สู่ผู้นำกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้จักฮุน เซน : เด็กวัด ลูกชาวนา สู่ผู้นำกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

จุดเริ่มต้นของตำนาน

จอมพล  สมเด็จ อัครมหาเสนาบดี เตโช ฮุน เซน (សម្តេចអគ្គមហាសេនាបតី តេជោ ហ៊ុន សែន)  เกิดเมื่อพ.ศ. 2495 ที่อำเภอสตึงเตรง จังหวัดกำปงจาม ในครอบครัวชาวนาผู้ยากจน มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วทางสายมารดา เขาเริ่มการศึกษาที่วัดนาควานในกรุงพนมเปญ และมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษและเวียดนาม แต่ในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ เขายังคงใช้ภาษาเขมรแล้วให้ล่ามแปลเพื่อรักษาศักดิ์ศรี

จากเขมรแดงสู่ความรัก

ปี พ.ศ. 2515 ในวัย 18 ปี เขาเข้าร่วมกับเขมรแดงในช่วงที่ประเทศตกอยู่ในภาวะสงคราม ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบจนตาข้างหนึ่งบอด และได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับกองพัน ช่วงนั้นเองเขาได้พบรักกับ “บุน รานี” พยาบาลสาว และแต่งงานในปี พ.ศ. 2517 มีบุตร 6 คน หนึ่งในนั้นคือ ฮุนมาเนต ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

ลี้ภัยจากพอล พต สู่การโค่นอำนาจ

เมื่อเขมรแดงเริ่มใช้นโยบายโหดเหี้ยม ฮุน เซนตัดสินใจแยกตัวและลี้ภัยไปเวียดนามในปี พ.ศ. 2520 เขาเข้าร่วมกับเฮง สัมรินและเดินหน้าสู้กับพอล พต ด้วยการสนับสนุนจากเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2522 ฮุน เซนกลับมากัมพูชาและโค่นอำนาจเขมรแดงสำเร็จ

ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด

จากรัฐมนตรีต่างประเทศในปี พ.ศ. 2522 เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2536 และครองตำแหน่งยาวนานกว่า 38 ปี นำพาประเทศสู่ความมั่นคงและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน”

มิติทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กัมพูชาภายใต้อิทธิพลจีน

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับจีนทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและคาสิโน อย่างไรก็ตาม บางธุรกิจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าพัวพันกับอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ การผลิตสินค้าแบรนด์จีนในกัมพูชา ส่งผลให้สหรัฐขึ้นกำแพงภาษีในบางช่วง

มิตรภาพกับไทยที่เปราะบาง

ฮุน เซนเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อความร่วมมือไทย-กัมพูชา แต่ในปี พ.ศ. 2568 ความสัมพันธ์แตกร้าวจากคำพูดของ “แพทองธาร” ที่เขาเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรี

ประเด็นชายแดนและศัตรูการเมือง

ฮุน เซนยื่นเรื่องต่อศาลโลกให้ตีความพื้นที่เขาพระวิหารใหม่ และในปี พ.ศ. 2568 เขายื่นฟ้องไทยเพิ่มเติมในพื้นที่ช่องบกและปราสาทโบราณ นอกจากนี้ เขายังปะทะกับสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านอย่างหนัก ทั้งในเรื่องการทุจริตและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เบื้องหลังนักการเมืองเหล็ก

คนจริง ไม่ยอมใคร

ฮุน เซนชอบกินปลาร้า และสับปะรดดอง เล่นกอล์ฟ ว่ายน้ำ และสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กอย่างตรงไปตรงมา เขาเชื่อมั่นในศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้ใครกดขี่ และพร้อมสู้ยิบตาเพื่อภาพลักษณ์ประเทศ หากถูกดูหมิ่นหรือข่มเหง

ความภาคภูมิใจในบทบาทผู้นำ

เขาภูมิใจในบทบาทผู้กอบกู้ประเทศ และผลักดันคนในครอบครัวให้มีบทบาทสำคัญทั้งในรัฐบาลและเศรษฐกิจ

จุดอ่อน

ใจร้อนและโกรธง่าย: ลักษณะนิสัยนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่น หรือการใช้มาตรการที่รุนแรงในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งหรือผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้

ไม่ยอมคนและไม่ยอมเสียหน้า: บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในตนเองที่สูงมาก ซึ่งในบางสถานการณ์อาจทำให้เขามีท่าทีแข็งกร้าว ไม่ยืดหยุ่น หรืออาจนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น เพื่อปกป้องสถานะหรือภาพลักษณ์ของตน

ไม่ให้ใครดูหมิ่นและยอมลำบากเพื่อรักษาศักดิ์ศรี : จุดนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของ “เกียรติและศักดิ์ศรี” สำหรับฮุน เซน อย่างมาก การที่เขาพร้อมจะเผชิญความยากลำบากเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง อาจทำให้เขามองข้ามผลประโยชน์ระยะยาวบางอย่าง เพื่อรักษาหน้าตาหรือภาพลักษณ์ที่ต้องการ