พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’ แสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’  แสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’ แสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  จัดนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม”  (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ฉลองพระองค์ชุดไทย อมรินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ฉลองพระองค์ ชุดไทยศิวาลัย และฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ ที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นต้นแบบในการทรงฉลองพระองค์ชุดไทยในรูปแบบต่างๆ และได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการตัดเย็บสวมใส่ จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชดำริว่า ประเทศไทยควรจะนำชุดไทยประจำชาติตามพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสนอต่อองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งปัจจุบันได้ถูกบรรจุเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2569

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงและสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยม ด้วยการต่อยอดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ และเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านนิทรรศการ กิจกรรม และโครงการต่างๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่ม ทั้งยังทรงสนับสนุนให้ประชาชนและคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการแต่งกายไทยในทุกโอกาส เพื่อให้ชุดไทยเป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การรักษาและเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยให้คงอยู่คู่สังคมโลกอย่างภาคภูมิ

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นมาได้ตระหนักถึงคุณค่าและเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมทุกวัน ณ ห้องจัดแสดง 1 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจําหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราค 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 (โปรดแสดงบัตรประจําตัว) นักเรียนหรือนักศึกษา และเด็กอายุ 12 ปี – 18 ปี ราคา 50  บาท  เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกิจกรรม “ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ” ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ บ้านหนองนกเขียน ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในเขตพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28กรกฎาคม 2568โดยมี ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ให้การต้อนรับ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในการจัดกิจกรรม พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากูล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมด้วย ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ,นันทิกา นิลวรสกุล ,แพทริค หอรัตนชัย และ ภาวินี ไชยสิทธิ์ คณะที่ปรึกษาและผู้บริหารจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้    

ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ “มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ในครั้งนี้ ซึ่งมีการปลูกกล้าไม้มากกว่า 5,000 ต้น โดยเป็นกล้าไม้ที่ได้รับการผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดตะไคล เห็ดระโงก และเห็ดตับเต่า ซึ่งจะสามารถเจริญเติบโตร่วมกับรากไม้และช่วยสร้างระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ และยังให้ผลผลิตเป็นเห็ดบริโภคได้ในอนาคตที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริม และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการฟื้นฟู ดูแลรัก ษาผืนป่า ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะและสร้างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมถึงอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามพันธกิจหลักของ “มูลนิธิผืนป่าในใจเรา”

โดยได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและหลายภาคส่วน ตามที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายใต้โครงการ “การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบการปลูกไม้มีค่าและพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาแบบครบวงจร” ดำเนินการโดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดนี้ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถประยุกต์ใช้กับทรัพยากร และอุปกรณ์พื้นฐานในระดับครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประชาชนสามารถผลิตกล้าไม้ และเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่อใช้ในการปลูกป่า และยังสร้างรายได้จากการเก็บเกี่ยวเห็ดที่เกิดร่วมกับต้นไม้ในอนาคต เป็นการพัฒนาอาชีพบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

กิจกรรมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการจัดอบรม “การผลิตเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา และการเตรียมกล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา” ณ ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) ให้แก่นักเรียน และประชาชน จำนวน 70 คน ด้วยความร่วมมือของ “มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินกิจกรรมปลูกป่าดังที่กล่าวข้างต้น โดยใช้กล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา จำนวน 5,000 กล้า โดยเชื้อเห็ดบางส่วนได้จัดซื้อมาจาก “มูลนิธิเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้” ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนไม้มีค่าที่ได้รับรางวัลระดับประเทศจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

“มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือทุกมิติในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน “จากหนึ่งกล้า สู่ผืนป่าในใจเรา”

สยามเซ็นเตอร์-ไปรษณีย์ไทย-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน ‘รักเธอประเทศไทย’ ชวนคนไทยส่งกำลังใจให้ทหารในพื้นที่ชายแดน

สยามเซ็นเตอร์-ไปรษณีย์ไทย-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  จัดงาน ‘รักเธอประเทศไทย’ ชวนคนไทยส่งกำลังใจให้ทหารในพื้นที่ชายแดน

สยามเซ็นเตอร์-ไปรษณีย์ไทย-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน ‘รักเธอประเทศไทย’ ชวนคนไทยส่งกำลังใจให้ทหารในพื้นที่ชายแดน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์  จับมือ ไปรษณีย์ไทย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมแสดงความภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านงาน “รักเธอประเทศไทย” ในรูปแบบ POP UP SHOWCASE สุดครีเอทีฟ ให้ได้อินไปกับพลัง Thai Spirit ผ่านแฟชั่น อาร์ต และไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของสยามเซ็นเตอร์ ด้วยการรวมผลงานและสินค้าสร้างสรรค์จากดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยตัวจริงที่ร่วมส่งกำลังใจให้ชาวไทยผ่านพ้นสถานการณ์ไปด้วยกัน

เริ่มจากกิจกรรม DIY โปสการ์ด “รักเธอประเทศไทย” โดยสยามเซ็นเตอร์ ร่วมกับไปรษณีย์ไทย ร่วมส่งต่อความรักและกำลังใจถึงทหารที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่และพี่น้องทั่วประเทศ ผ่านโปสการ์ดกับสติกเกอร์ลายเอ็กซ์คลูซีพมากมาย จากนักออกแบบสายเลือดครีเอทีฟ และแบรนด์ไทยชื่อดัง นำโดย 27 FRI, ลงนวมบอยส์, FLYNOW III, Greyhound Original, Kloset and Etcetera, Leisure Projects, Maison Wonder Anatomie, NNJT, PORIIN,  Sleeping Cloud, SmileyHound, Daddy and the muscle academy, Vinn Pattararin และ ฟอร์ด-ฐิติพงศ์ ที่พร้อมใจกันมาแสดงพลังสร้างสรรค์เฉพาะที่สยามเซ็นเตอร์  เท่านั้น

ร่วมแชร์ความรักแบบไดเร็คเพียงถ่ายรูป DIY Postcard พร้อมติด #รักเธอประเทศไทย แชร์ลงบนช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย รับฟรี สติกเกอร์ #รักเธอประเทศไทย และพบกับโปสการ์ดดีไซน์ของคุณบนจอทั่วสยามเซ็นเตอร์ และยังสามารถร่วมกิจกรรม DIY Badge โดยนำใบเสร็จภายในศูนย์ฯ ครบ 200 บาท หรือ สมาชิก ONESIAM SuperApp ใช้เพียง 1 ONESIAM Coin เพื่อแลกสิทธิ์ ฟรี!  และลูกค้าทั่วไปสามารถบริจาค เพื่อร่วมกิจกรรม DIY Badge โดยเงินบริจาคทั้งหมดร่วมสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พลาดไม่ได้ กับ สยามเซ็นเตอร์ x Absolute Siam Store เปิดคอนเซ็ปต์ป๊อปอัพ ร่วมกับแบรนด์ไทยสุดฮอต ที่มาอวดไอเดียอาร์ท ดึงจิตวิญญาณไทยมาทวิสต์ใหม่ในมุมมองสุดคูล ยูนีค และแตกต่าง ทั้ง T-Shirt, Tote Bag, ผ้าพันคอ จัดมาเปิดตัวในงานนี้โดยเฉพาะ และสินค้าสุดครีเอทีฟมากมายจาก ไม่ว่าจะเป็น  Akkara, NNJT, Tai, Daroon, ArtSaveWorld, Windwear, Bangkok OK, Being A Bro Studio, Dawood, Choui, Ek Ka Nek, Anona และ Araya

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน สยามเซ็นเตอร์  ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวบรวมผลงานสุดครีเอทีฟจากเหล่านักออกแบบและยังก์ทาเลนท์ไทย ทั้งแฟชั่นและอาร์ททอย อาทิ Hayak Studio, Liko Loko, Motmo Studio, Sawasdee Cat, Yak Kiku Studio, Caliico, CocoSui, JapFac และ MaMad มาให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด

พบกับงาน รักเธอประเทศไทย พร้อมร่วมส่งความรักและกำลังใจให้กันได้แล้วที่เอเทรียม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันนี้ – 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สตรีทอาร์ตคิงภูมิพล โดยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ ร่วมกับศิลป์สร้างสรรค์นครปฐม จัดทำโครงการ สตรีทอาร์ตคิงภูมิพล ที่อาคารโรงยิมโรงเรียนเทศบาล1 วัดพระงาม จ.นครปฐม โดยมี นพพล โกมารชุน ได้ส่งมอบผลงาน ทั้ง 2 กำแพง ได้แก่ โรงยิม รร.เทศบาล1 วัดพระงาม(สามัคคีพิทยา) และอาคารสนามแบตมินตัน พระราชวังสนามจันทร์ ให้กับ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีนครนครปฐม ร่วมรับมอบ..
  • ยินดีกับ ศุธาศินี สมิตร และ ฐนิตา ศิริทรัพย์ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน..
  • มิตรสหายร่วมยินดีกับผู้บริหารเทคโนโลยีคนเก่ง ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ที่ได้เป็น Head of Digital Technology Academy ของ AIS Digital Academy..
  • ชื่นชมการจัดงานรับน้อง วตท.36 (สายใย-สายสัมพันธ์ วตท.รุ่นพี่สานสามัคคีรุ่นน้อง 1-36) จัดโดย วตท.35 ที่จัดได้ยิ่งใหญ่อลังการ มีรุ่นพี่ๆมารับน้องกันอย่างอบอุ่นโดยเฉพาะรุ่น 25 และ34..
  • ช่วงนี้ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เดินสายรับรางวัล ล่าสุดได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนปทุมคงคาประเภทสาขาผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในภาคเอกชน จัดโดย สมาคมนักเรียนเก่าปทุมคงคา..
  • อัญชัญ แช่มชื่น มอบเงินบริจาค สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารรพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี..
  • มิตรสหายยินดีกับ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ ที่ได้รับพระราชทาน รางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2568 สาขาแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์..
  • ยามนี้ กรกฎ ชาตะสิงห์ ได้ เกษียณอายุ ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บมจ.การบินไทย และได้รับมอบหมายให้เป็น ที่ปรึกษาและ ผู้เชี่ยวชาญสายการพาณิชย์ ต่ออีกระยะหนึ่ง โดยมี กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ รับตำแหน่งนี้แทน..
  • จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บจ.บิทคับแคปปิตอลกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ (Bitkub) และศิษย์เก่าดีเด่นนิวซีแลนด์ปีนี้ ฝากข้อคิดให้น้องๆที่กำลังจะไปศึกษาต่อต่างประเทศว่า การศึกษาที่นิวซีแลนด์เป็นมากกว่าหนทางสู่การคว้าใบปริญญา แต่มันคือการเดินทางเพื่อค้นพบศักยภาพของตนเอง คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุณจะไม่ใช่แค่พร้อมสำหรับการทำงาน แต่พร้อมที่จะสร้างสรรค์ คิดค้นนวัตกรรม และเป็นผู้นำ..
  • ชาว CDA#3 ปลื้มใจแทน พรรณา ปัญจวีณิน ที่ บจ.สิทธินันท์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน ได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2025” แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ..
  • อนุโมทนาบุญกับ วารุณี ฉัตรทนานนท์ บจ.โนเนมไอเอ็มซี ที่บริจาคเงินเพื่อปรับปรุงต่อเติมห้องผู้ป่วยในชาย รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี นพ.ปรีชา สุมาลัย ผอ.รพ. รับมอบ..

น้องใหม่

เปิดตัว ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล

เปิดตัว ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล

เปิดตัว ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ ภายในบูธนิทรรศการของ บพข. ในงาน อว.แฟร์ 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐและภาควิชาการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจตลอดช่วงกิจกรรม

ผู้บริหาร บพข. กล่าวว่า หมอลำไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงพื้นบ้าน แต่คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และพร้อมที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลก โครงการนี้จึงเป็นภารกิจสำคัญในการนำงานวิจัยเข้ามาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและตระหนักว่า นวัตกรรมจากวิถีไทยนั้นมีพลังมหาศาล โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปวัฒนธรรม หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อผลักดันหมอลำให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย บพข. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทุนวิจัยและความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของเราถูกต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน”

พิธีเปิดเริ่มต้นด้วยการแสดงโปงลางบรรเลงบทเพลงเทิดพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน ก่อนเข้าสู่ช่วงการเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ พร้อมฉายวิดีทัศน์แนะนำบทบาทของ บพข. ในการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับศิลปะหมอลำในฐานะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติผ่านกระบวนการวิจัยและบ่มเพาะศิลปิน พร้อมการแสดงหมอลำประกอบแสง สี เสียง และยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การแสดง Orchestra อีสาน ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากลอย่างกลมกลืน, เวทีเสวนาในหัวข้อ “หมอลำก้าวสู่ Soft Power ทั้งในระดับประเทศและสากล” โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเอกชน และนักวิจัย พร้อม VTR สะท้อนมุมมองของชาวต่างชาติที่มีต่อหมอลำ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงหมอลำขนานแท้จากคณะเสียงอีสาน และกิจกรรมแจกของที่ระลึกภายใต้แนวคิด “หมอลำรักษ์โลก” ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

‘Eco Supreme’แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

'Eco Supreme'แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

‘Eco Supreme’แบรนด์เสื้อรักษ์โลก ได้การรับรอง 3 ฉลาก พร้อมรับรางวัล Thailand Textiles Tag

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าสำหรับลูกค้าองค์กรด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี ประกาศเปิดตัว Eco Supreme ธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products ครบทั้ง 3 แบบจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมสนับสนุนองค์กรไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะแบรนด์เสื้อรักษ์โลกที่มีความน่าเชื่อถือระดับสูง ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตเสื้อโปโลจากวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดพลาสติก PET เสื้อผ้าเก่า และเศษวัสดุธรรมชาติ ผ่านกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนลงได้มากถึง 74% เมื่อเทียบกับเสื้อโปโลทั่วไป 

นายวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  (CEO) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าสำหรับลูกค้าองค์กร (B2B) โดยเฉพาะ ด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้แบรนด์เข้าใจความต้องการของลูกค้าในทุกระดับอย่างลึกซึ้ง การก่อตั้งแบรนด์ Eco Supreme เกิดจากความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาขยะพลาสติก จึงพัฒนาแนวคิดผสาน Carbon Footprint เข้ากับแฟชั่นองค์กร เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และขับเคลื่อนตามแนวทาง Green Transition พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) และมหาวิทยาลัยศิลปากร

นายวีรวุฒิ กล่าวต่อว่า เสื้อโปโลของ Eco Supreme มีจุดเด่น และแตกต่างจากแบรนด์เสื้อผ้า เนื่องจากเป็นแบรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อมรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products ครบทั้ง 3 แบบ ได้แก่ Carbon Footprint of Product, Carbon Footprint Reduction และ Carbon Footprint of Circular Economy ในปี 2024 ได้รับฉลากรวมแล้วถึง 9 ฉลากจาก 4 ผลิตภัณฑ์ โดยผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้โครงการของ สสว.

นอกจากมาตรฐานระดับสากลแล้ว Eco Supreme ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย อาทิ ขวด PET รีไซเคิล เศษผ้า ผ้าตบชวา แห และอวน เพื่อลดขยะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผลิตภัณฑ์ของ ECO Supreme สามารถคำนวณ Carbon Footprint ได้จริง ทำให้เหมาะกับองค์กรที่ต้องทำ ESG Report, CFO Report, CSR, Green Office หรือ SDGs ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของ Eco Supreme จึงมีคุณภาพสูง ไม่ต้องรีด ระบายอากาศดี ใส่สบาย และดูแลง่าย เหมาะกับทั้งใช้งานจริงและภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำอย่าง AIS, บ้านปู, ปตท., RATCH GROUP และ UNESCO ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Eco Supreme ในการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบค่า Carbon Footprint แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมของผลิตภัณฑ์ Eco Supreme ขณะที่เสื้อโปโลผ้าคอตตอนทั่วไปมีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเฉลี่ย 11.5 กิโลกรัมต่อเสื้อ 1 ตัว เสื้อโปโล Eco Supreme ที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิลมีค่า Carbon Footprint เพียง 2.94 กิโลกรัมต่อเสื้อ 1 ตัว ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์ของ Eco Supreme ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง74% ทันที” นายวีรวุฒิ กล่าวสรุป

ด้านนางมนธิดา มาลาบุปผา ผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจ (Business Development Manager) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวเสริมว่า Eco Supreme มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือองค์กรภาคธุรกิจและสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยเฉพาะที่ต้องการลด Carbon Footprint อย่างเร่งด่วน บริษัทที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น CBAM, EU Green Deal และสถาบันการศึกษาที่ต้องการผสานเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับการเรียนรู้ ด้านกลุ่มเป้าหมายรองยังมีสถานที่ท่องเที่ยว สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ และหน่วยงานที่มีตัวละครหรือแบรนด์เป็นของตนเองที่ต้องการพัฒนาเป็นของที่ระลึกในรูปแบบที่น่าซื้อและเป็นมิตรกับโลก

สำหรับแนวทางการทำการตลาด Eco Supreme การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสถานที่ที่ตรงกลุ่ม เช่น สวนสัตว์ หรือ     อีเวนต์รักษ์โลก โดยที่ผ่านมาได้จัดทำและจำหน่ายเสื้อลาย “น้องหมูเด้ง” รวมไปถึงมีการร่วมมือ “ปังปอนด์” ภายใต้ลิขสิทธิ์ วิธิตา แอนิเมชั่น นอกจากนี้แบรนด์ยังได้ออกบูธในงานต่างๆ อาทิ, Character Fest ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน เช่น มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และองค์กรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ Eco Supreme ยังได้รับ Thailand Textiles Tag จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) โดยการบูรณาการกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นรางวัลการันตีคุณภาพของเนื้อผ้าความคงทนของสี ความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ผลิตจากกระบวนการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้และกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (Made in Thailand)

เราไม่เพียงมุ่งหวังที่จะเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ารักษ์โลก แต่ยังมุ่งหวังที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจทั่วประเทศ เพราะการทำธุรกิจให้ดีและการรักษ์โลกไปพร้อมกันนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง เราพร้อมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ซัพพลายเออร์ พันธมิตร หรือแม้แต่คู่แข่งกลายเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกใบนี้ นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการวัดผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีแผนขอรับรองฉลาก Carbon Footprint เพิ่มอีก 10 ฉลากจาก 4 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าองค์กรว่า Eco Supreme จะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลกอย่างแท้จริง” นางสาวมนธิดา กล่าวสรุป

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด Line Official: @grandy.co.th Facebook: Eco Supreme โทร 081-9346614 อีเมล: info@ecosupreme.org

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

ดีพร้อม โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายมุสลิม สู่ตลาดแฟชั่นเชิงสร้างสรรค์ ปั้นผู้ประกอบการ 20 แบรนด์ไทย เป็นสินค้าพรีเมี่ยมสู่ตลาดสากล ภายใต้แนวคิด “Our Culture Muslims”

นายวุฒิชัย ประชาพร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้มองเห็นโอกาสในความท้าทายที่จะยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่นสาขาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ตามนโยบาย 4 ให้ 1 ปฏิรูป ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และปฏิรูปดีพร้อมสู่องค์กรที่ทันสมัย ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม      ที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในทุกด้านอย่างตรงจุดผ่าน “กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและ เครื่องแต่งกายมุสลิมให้ เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)” ภายใต้แนวคิด “Our Culture Muslims” โดยมุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการแฟชั่นมุสลิมไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ผ่านการพัฒนาสินค้า เชิงวัฒนธรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นระดับพรีเมี่ยม จากการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ทั้งในด้านการออกแบบลวดลายและการวางแพทเทิร์น การตัดเย็บ การยกระดับกระบวนการผลิตสู่มาตรฐานพรีเมี่ยม การวางแผนธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

นายวุฒิชัย กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ สไตล์มุสลิมวิถีแห่งความงามและศรัทธา การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้าน่าสนใจแบบมืออาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านการควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้ากลุ่มแฟชั่นมุสลิม เทคนิคการทอและการย้อมสีธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น พร้อมทั้งกิจกรรม Workshop ในหัวข้อ กลยุทธ์การตลาดและโอกาสการขยายธุรกิจ แนวโน้มการออกแบบ/ตัดเย็บสินค้าแฟชั่นมุสลิม และ การทำแพทเทิร์น เสื้อผ้าแฟชั่นมุสลิม โดย คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการ ทำแพทเทิร์น และการตัดเย็บ และ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE  และ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ และ ดร.กรกลด คำสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและการตัดเย็บ และ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ

ทั้งนี้ ตลาดเสื้อผ้ามุสลิมเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคชาวมุสลิมทั่วโลก สูงเป็นอันดับ 3 รองจากตลาดเสื้อผ้าสหรัฐฯ และจีน ด้วยมูลค่าราว 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7.43 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าประชากรมุสลิมโลกจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 73 ในช่วงปี       2553 – 2593 ทำให้ประชากรมุสลิมมีจำนวนมากถึง 2,800 ล้านคน คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของประชากรโลก ซึ่งเป็นแนวโน้ม  ที่ดีในการเติบโตของสินค้าแฟชั่นมุสลิม และคาดว่าจะมีมากขึ้นในทุกปี สำหรับประเทศไทยนับว่ามีศักยภาพในฐานะผู้ผลิตสินค้าฮาลาลที่มีความหลากหลาย อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลฮาลาล อาหารฮาลาล การท่องเที่ยวฮาลาล เวชภัณฑ์  ฮาลาล แฟชั่นสำหรับชาวมุสลิม เป็นต้น

สำหรับกิจกรรม “กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิมให้เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)” นี้มีผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 26 กิจการ และมีผู้ประกอบการผ่านการคัดเลือกจำนวน 20 กิจการ เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งแฟชั่นมุสลิมชายและหญิง ที่สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของ “แฟชั่นมุสลิมไทย” ให้มีความพร้อมก้าวสู่ระดับสากล โดยคาดว่าจะสามารถขยายผลทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดรายได้กว่า 70 ล้านบาท และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ดีพร้อม เชื่อมั่นว่าการดำเนินกิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย แฟชั่นมุสลิม ให้มีคุณภาพสูงเป็นสินค้า Premium ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดสากล

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยและประเทศชาติเสมอ            จึงได้อาสาเป็นสื่อกลางเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมเขียนคำขอบคุณถึงเหล่าทหารผู้กล้าผ่าน Social Campaign “To Our Heroes” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา นำโดย รุจิเรศ นีรปัทมะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ และสรรหาที่ดิน และ พรวดี โรจน์รุ่งสัตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการตลาด และสื่อสารองค์กร ได้สานต่อแคมเปญ ด้วยการนำเสื้อ “To Our Heroes” สกรีนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยจำนวน 1,000 ตัว มอบให้แก่เหล่าทหารกล้า ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลโท อนุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบกเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำกำลังใจและคำขอบคุณจากคนไทยส่งต่อถึงทหารแนวหน้า

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็น “Centre of Life” ที่เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการใช้ชีวิต แต่ยังเป็น “พื้นที่” และสื่อกลางในการเชื่อมใจผู้คนจากทุกภูมิภาค ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศได้พร้อมใจกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอยักษ์ที่หน้าศูนย์การค้า อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์รับบริจาคและศูนย์บริจาคโลหิตที่สาขาต่างๆ และล่าสุดกับการส่งข้อความจากใจคนไทย To Our Heroes…ที่สกรีนไว้บนเสื้อ เพื่อให้ทุกครั้งที่เหล่าทหารสวมใส่ พวกเขาจะรับรู้ว่าคนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และร่วมส่งกำลังใจให้ทหารทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

ภายใต้ Brand Purpose “Imagining better futures for all” เซ็นทรัลพัฒนาเชื่อมั่นว่า “พลังใจ” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ และจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ เพื่อให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นทั้งหัวใจของชุมชนและศูนย์กลางชีวิตของคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’ รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’  รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’ รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยความตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินด้วยชีวิต และเพื่อแสดงพลังแห่งความรักชาติ หน่วยงานภาคเอกชน กลุ่มศิลปิน ร้านอาหารชั้นนำ และโรงแรมห้าดาว จึงร่วมกันจัดโครงการ “รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)” ภายใต้ความตั้งใจระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวของทหารไทยผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมจัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้แก่กองทัพไทย นำโดยสองพลังหญิงเก่ง ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานโครงการรักแผ่นดิน และ  นันทิยา อินทรลิบ กรรมการโครงการรักแผ่นดิน

งานแถลงข่าวการจัดงานจัดขึ้น ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ ภายในงานได้รับฟังเรื่องราว “คนรักแผ่นดิน” โดย พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก ดำเนินรายการโดย วารินทร์ สัจเดว พร้อมเผยรายละเอียดของงานการกุศลหลักที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ โดยร้านอาหารชั้นนำและโรงแรมห้าดาวจะร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ รายได้ทั้งหมดจะมอบให้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานโครงการรักแผ่นดิน กล่าวว่า “Love Peace Unity คือความรัก ความสามัคคี ความสงบสุขทุกชาติและศาสนา  และผู้นำต้องเสียสละ ไม่ใช่เรื่องแสวงอำนาจ เราอยากให้ประชาชนและภาคเอกชนทุกคนเห็นว่าไม่มีใครถูกลืมจากเหตุการณ์วิกฤติในครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละเพื่อปกป้องชาติ งานการกุศลครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสะพานที่ส่งต่อกำลังใจให้ถึงครอบครัวทหารไทย เพราะด้วยเราตระหนักถึงการทำเรื่องที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ และอีกสำคัญคือประเทศไทยเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ”

ทางด้าน นันทิยา อินทรลิบ กรรมการโครงการรักแผ่นดิน กล่าวต่อว่า “โครงการรักแผ่นดินเกิดจากความตั้งใจของคนไทยทุกภาคส่วนที่จะตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ครอบครัวของพวกเขาสมควรได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นและต่อเนื่อง การรวมพลังในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการระดมทุน แต่ยังสร้างการรับรู้ให้สังคมหันมามอง เห็นคุณค่า และตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าทหารผู้สละชีพเพื่อชาติ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจและความช่วยเหลือไปให้ทหารตามตะเข็บชายแดน”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก อนุชา เสมารัตน์ กรรมการและผู้ช่วยผู้จัดการ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ในปีนี้ครบรอบ 50 ปี มูลนิธิสายใจไทย เราตอกย้ำบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสู้รบป้องกันประเทศชาติ. ซึ่งปัจจุบันดูแลทหารผ่านศึกพิการประมาณกว่า 3,300 คน”

ขณะที่ พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก กล่าวว่า “เรื่องราวของคนรักแผ่นดิน คือแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคน ภารกิจของเราคือการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเหล่าทหารผู้ปกป้องชาติ และการเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจและกำลังใจให้ทั้งกองทัพและประชาชน และมุ่งดำเนินงานโครงการ ‘กตัญญูคลับ’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพและสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แสดงให้เห็นถึงความมีกตัญญู ของเยาวชนคนไทยต่อ ‘4 เสาหลัก’ ได้แก่ 1.พ่อแม่ 2.ครูและสถาบันการศึกษา 3. ชาติและบ้านเมือง 4.สถาบันพระมหากษัตริย์”

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและบริจาคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวทหารไทย รายได้ทั้งหมดจะมอบให้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย งานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก เดอะมอลล์ กรุ๊ป  บริษัท โภชานันท์ จำกัด  ฟัวกราส์ควีน กองทัพบก สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ  บริษัท อาร์.พี.มีเดีย กรุ๊ป จำกัด และบริษัท สุนทรฟิล์ม จำกัด 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า (Garment, Footwear, and Travel Goods – GFT) เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยมีบทบาทอย่างมากในการสร้างงานให้ชาวกัมพูชากว่า 8 แสนคน แต่ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 อุตสาหกรรมดังกล่าวประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากการปิดพรมแดนของไทย และการขึ้นภาษีนำเข้าจากประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐเมริกา

1.ที่ตั้งโรงงานและการดำเนินงาน โรงงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกกระเป๋า (GFT) ส่วนใหญ่ตั้งกระจุกตัวอยู่รอบกรุงพนมเปญ และในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สีหนุวิล กันดาล บาเวต ปอยเปต โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยมีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับบุรุษ สตรี และเด็ก ชุดชั้นใน  รองเท้ากีฬาและรองเท้าแฟชั่น ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ และกระเป๋าเป้ 

2.จำนวนคนงาน ในปี 2567 อุตสาหกรรม GFT เป็นผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา โดยมีจำนวนคนงานโดยประมาณอยู่ที่กว่า 800,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงจากพื้นที่ชนบท โดยมีรายได้เฉลี่ย ราว 7,000 บาทต่อเดือน   แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับการปิดโรงงานบางแห่งและการเลิกจ้างแรงงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาภายในประเทศ แต่โดยรวมแล้ว ภาคส่วนนี้ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือนจำนวนมากในกัมพูชา แรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ย้ายถิ่นฐานมาจากชนบทเพื่อหางานทำในเมือง

3.ตลาดส่งออกหลัก สินค้า GFT จากกัมพูชาถูกส่งออกไปยังตลาดหลักทั่วโลก โดยมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ สหภาพยุโรป (EU) เยอรมนีและสหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดมาอย่างยาวนาน โดยกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการ “ทุกสิ่งยกเว้นอาวุธ” (Everything But Arms – EBA) แม้ว่าส่วนหนึ่งของสิทธิ EBA จะถูกระงับไปในปี 2563 แต่ EU ยังคงเป็นปลายทางสำคัญสำหรับสินค้า GFT ของกัมพูชา

โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กัมพูชาได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ General System of Preferences (GSP) สำหรับสินค้ากลุ่มกระเป๋าเดินทางในปี 2560 ขณะที่ แคนาดา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมา แต่ก็ยังคงมีบทบาทในการรองรับสินค้าส่งออกของกัมพูชา

4.ผลกระทบจากภาษีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ นโยบายการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในพ.ศ. 2568 โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน (“สงครามการค้า”) ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรม GFT ของกัมพูชา ในช่วงแรก มีการคาดการณ์ว่ากัมพูชาอาจได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยรวมมีความซับซ้อน โดยโอกาสบางส่วนของคำสั่งซื้อที่เคยอยู่ในจีนอาจย้ายมาที่กัมพูชา ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในระยะสั้น และความท้าทาย เพราะสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อคำสั่งซื้อจากตลาดหลักของกัมพูชา นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้ายังสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนในภูมิภาค

5.ผลกระทบจากการที่ไทยปิดพรมแดน (กรกฎาคม 2568) การที่ประเทศไทยปิดพรมแดน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกัมพูชาในหลายมิติ อาทิ การขนส่งและโลจิสติกส์ การปิดพรมแดนขัดขวางการขนส่งวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการผลิต (เช่น ผ้า ด้าย กระดุม ซิป) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยและจีนผ่านทางประเทศไทย รวมถึงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกไปยังท่าเรือในไทย (เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง) หรือผ่านแดนไปยังประเทศอื่น ๆ นำไปสู่ความล่าช้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และทำให้คำสั่งซื้อล่าช้าหรือถูกยกเลิก , การเคลื่อนย้ายแรงงาน การปิดพรมแดนกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามแดนที่ทำงานในประเทศไทยและส่งเงินกลับมายังครอบครัวในกัมพูชา , ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวจะลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในกัมพูชา เนื่องจากความเสี่ยงด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนใหม่ๆในระยะยาว

สรุป อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ทั้งนโยบายการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และการปิดพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยในเดือนกรกฎาคม 2568

โดย สุริยพงศ์