Aces Night Club หนึ่งในไนต์คลับที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ยกระดับประสบการณ์ปาร์ตี้สู่มาตรฐานใหม่

Aces Night Club หนึ่งในไนต์คลับที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ยกระดับประสบการณ์ปาร์ตี้สู่มาตรฐานใหม่

Aces Night Club หนึ่งในไนต์คลับที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ยกระดับประสบการณ์ปาร์ตี้สู่มาตรฐานใหม่

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

พบกับบทใหม่ของวงการไนต์ไลฟ์ใจกลางเมือง กับ Aces Night Club จุดหมายของความสนุกแห่งใหม่ใจกลางซอยสุขุมวิท 11 ที่กำลังเป็นกระแสแรงที่สุดในตอนนี้ Aces พร้อมเปิดประสบการณ์ยามค่ำคืนด้วยบรรยากาศจัดเต็ม ดนตรีคุณภาพ และพลังงานสุดร้อนแรง สำหรับทั้งสายปาร์ตี้ชาวไทยและต่างชาติที่กำลังมองหาประสบการณ์ค่ำคืนสุดเหวี่ยงไม่เหมือนใคร

ภายใต้แนวคิด “Unapologetically Bold, Undeniably Sexy, Unleash Your Wild Side” Aces Night Club ชวนทุกคนมาปลดปล่อยตัวตนอย่างมั่นใจ สนุกไปกับบรรยากาศที่ออกแบบมาเพื่อการเฉลิมฉลอง และสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ สำหรับคนรักปาร์ตี้อย่างแท้จริง

Aces โดดเด่นด้วยดีไซน์หน้าคลับ LED Wall ขนาดใหญ่ และพื้นที่ภายในที่เปิดโล่ง บาร์ดีไซน์เปิดกว้าง 120 องศา เสริมทัพด้วยเหล่าดีเจทั้งไทยและต่างประเทศ และบรรยากาศเป็นกันเองที่พร้อมต้อนรับทุกคนที่หลงใหลในโลกของไนต์ไลฟ์ ไม่ว่าคุณจะอยากเต้น สังสรรค์กับเพื่อนใหม่ หรือดื่มด่ำกับจังหวะเพลง เอฟเฟคต์แสง สี เสียง แบบจัดเต็ม  Aces พร้อมเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทุกค่ำคืนเป็นคืนพิเศษ เพิ่มความสนุกด้วยโชว์เต้นสุดเร้าใจที่จัดแสดงตลอดทั้งคืน พร้อมด้วยดนตรีหลากหลายแนว ตั้งแต่ฮิปฮอป คอมเมอร์เชียล ไปจนถึงเฮาส์ ถ่ายทอดผ่านธีมและบรรยากาศที่แตกต่างกันในแต่ละคืน 

นอกจากดนตรีและความบันเทิงแล้ว Aces ยังภูมิใจนำเสนอเมนูค็อกเทลสูตรพิเศษ ที่รังสรรค์มาเพื่อสะท้อนตัวตนอันโดดเด่นของคลับแห่งนี้ เมนูซิกเนเจอร์ของ Aces Night Club รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ Ace of Spades ค็อกเทลเข้มลึกสดชื่นที่ผสานความเปรี้ยวของชรั๊บสูตรโฮมเมดอย่างลงตัว, King of Hearts Smooth เครื่องดื่มเบสรัมที่มีกลิ่นหอมบาง ๆ ของช็อกโกแลตและชาดำ ให้รสสัมผัสนุ่มลึกและหรูหรา, Amethyst ค็อกเทลวอดก้ากลิ่นผลไม้แบบทรอปิคอล ผสานความหวานละมุนอย่างกลมกล่อม มอบรสชาติสดใสแต่ดื่มง่าย และปิดท้ายด้วย Margarita Twist การตีความใหม่ของมาการิต้าในสไตล์สดชื่นเร้าใจ เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสเปรี้ยวซ่า สดใสในทุกแก้ว

มาสัมผัสความสนุกและเสน่ห์เฉพาะตัวของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนที่ Aces Night Club เพราะที่นี่ เราเชื่อในพลังของการสร้างค่ำคืนที่น่าจดจำ ผ่านอีเวนต์คุณภาพและบรรยากาศที่เป็นมิตร เข้าถึงง่าย เติมเต็มพลังให้กับชีวิตกลางคืนของคุณ ให้มีสีสันมากกว่าที่เคย ที่นี่ไม่ใช่แค่คลับทั่วไป แต่คือพื้นที่ของความมั่นใจ ความสนุก และการเชื่อมต่อระหว่างผู้คน ที่พร้อมเปลี่ยนทุกค่ำคืนให้กลายเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจ

ฉลอง 2 ปี ไอซีเอส ผนึก SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิด 2 คลินิกใหม่ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพครอบคลุมทุกด้าน

ฉลอง 2 ปี ไอซีเอส ผนึก SIRIRAJ H SOLUTIONS  เปิด 2 คลินิกใหม่ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพครอบคลุมทุกด้าน

ฉลอง 2 ปี ไอซีเอส ผนึก SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิด 2 คลินิกใหม่ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพครอบคลุมทุกด้าน

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฉลองครบรอบ 2 ปี ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม จับมือ ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS จัดงาน “ปีที่ 2 แห่งแรงบันดาลใจของการใส่ใจสุขภาพในทุกวินาที” ตอกย้ำความสำเร็จ ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มต่อเนื่อง รวม 2 ปีกว่า 48,000 ราย เปิด 2 คลินิกใหม่ คลินิกทันตกรรม และคลินิก Sleep @SIRIRAJ H SOLUTIONS ตอบโจทย์คนรักสุขภาพครอบคลุมยิ่งขึ้น คาดช่วยเพิ่มผู้ใช้บริการรายใหม่อีก 20% ขับเคลื่อนเทรนด์ Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบรับกับวิถีชีวิตยุคใหม่

ไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอซีเอส จำกัด กล่าวว่า ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ร่วมกับ ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS จัดงานยิ่งใหญ่ “ปีที่ 2 แห่งแรงบันดาลใจของการใส่ใจสุขภาพในทุกวินาที : The 2nd Year of Health Inspirations in Every Second” ฉลองโอกาสครบรอบ 2 ปี การเปิดศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS ณ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งจากการเปิดให้บริการตลอด 2 ปี ศูนย์ฯ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนเทรนด์การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคใหม่ ซึ่ง SIRIRAJ H SOLUTIONS ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างรอบด้าน ด้วยการให้บริการด้านสุขภาพเชิงลึกโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมองค์ความรู้ที่น่าเชื่อถือของศิริราช

จากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า SIRIRAJ H SOLUTIONS ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายที่คนรักสุขภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความไว้วางใจ เป็นศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการที่เข้าถึงได้สะดวก และมั่นใจได้ในคุณภาพมาตรฐาน ยิ่งไปกว่านั้น SIRIRAJ H SOLUTIONS ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์ Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบรับกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ให้เดินหน้าเติบโตอย่างมีศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ไอซีเอส ในการสร้างคอมมูนิตี้ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างสมดุล มีคุณภาพ และมีความสุขในทุกวัน ส่วนทิศทางจากนี้ ไอซีเอส และ SIRIRAJ H SOLUTIONS จะจับมือร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมต่อไปอีกในปีที่ 3 และปีต่อ ๆ ไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

“SIRIRAJ H SOLUTIONS คือภาพของความร่วมมือระหว่างภาคการแพทย์ระดับแนวหน้ากับภาคธุรกิจและชุมชนที่ร่วมกันคิด ร่วมกันสร้าง และผลักดันนวัตกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Co-creation ของ ICS ที่เชื่อว่าทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนสังคมคุณภาพได้” คุณไพรัช กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาว่า ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิดให้บริการ 19 คลินิก ครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย และเข้าถึงง่ายในการดูแลสุขภาพครบวงจร พร้อมให้การดูแลด้านการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ โดยนับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2567 มีจำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งรายบุคคล ตลอดจนในรูปแบบองค์กรภาครัฐและเอกชน รวม 2 ปี มีผู้รับบริการไปแล้วกว่า 48,000 ราย โดยคลินิกที่มีผู้รับบริการมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ คลินิกเลเซอร์ผิวหนังและความงาม, ศูนย์ตรวจสุขภาพ, คลินิกอายุรศาสตร์, ศูนย์ถันยรักษ์ และคลินิกสุขภาพหญิง นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นของการให้บริการด้านการแพทย์โดยทีมแพทย์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในการให้บริการทางการแพทย์ภายนอกโรงพยาบาลศิริราช

จากสถิติในปีที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการที่ SIRIRAJ H SOLUTIONS ในวันจันทร์-วันศุกร์ เฉลี่ย 250-300 รายต่อวัน และในวันเสาร์-วันอาทิตย์ เฉลี่ย 400-500 รายต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทย 90% ชาวต่างชาติ 10% และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 5-10% ต่อเดือน ตามกระแสความต้องการของผู้ใส่ใจสุขภาพที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

สำหรับทิศทางของปีที่ 3 จากนี้ ตั้งเป้าที่จะเพิ่มการบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาได้เปิดคลินิกใหม่ 2 คลินิกบริการ คือ คลินิกทันตกรรม ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพฟัน การขูดหินปูน การถอนฟัน การผ่าฟันคุด รวมถึงการรักษาโรคเหงือก นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้รับบริการมากกว่า 500 รายแล้ว และคลินิก Sleep @SIRIRAJ H SOLUTIONS ที่เปิดให้ผู้มีปัญหาด้านการนอนกรนซึ่งส่งผลต่อภาวะสุขภาพ สามารถรับบริการขอคำปรึกษาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนได้ อีกทั้งยังมีบริการ Sleep Test @Home รับเครื่องตรวจการนอนหลับไปทดสอบการนอนที่บ้าน โดยที่ผู้รับบริการไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

ทั้งนี้ จากการเปิดบริการ 2 คลินิกใหม่ คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้รับบริการรายใหม่มากขึ้น 20% โดยมีแผนรองรับผู้ใช้บริการประมาณ 500-1,000 รายต่อวัน นอกจากนี้ยังมีแผนการขยายฐานผู้รับบริการในปี 2569 ไปยังผู้รับบริการแบบองค์กรภาครัฐและเอกชนด้วยการเพิ่มบริการตรวจสุขภาพและบริการฉีดวัคซีนนอกสถานที่โดย Mobile Checkup เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละองค์กรและสถานประกอบการ

เพื่อร่วมฉลองให้กับความสำเร็จในปีที่ 2 ก้าวสู่ปีที่ 3 ของ SIRIRAJ H SOLUTIONS ไอซีเอส ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสุดเอ็กคลูซีฟ “The 2nd Anniversary Healthy Verse 2Gether” ให้สมาชิก ONESIAM ที่ซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพหรือหัตถการความงาม และนวดไทยแบบราชสำนัก กับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ครบ 5,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 1,000  บาท ได้ทันที จำนวน 100 สิทธิ์ตลอดรายการ รวมมูลค่า 100,000 บาท ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ติดตามเงื่อนไขการรับรางวัลได้ที่เฟสบุ๊ก ICS SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิดให้บริการแก่ผู้ที่รักสุขภาพทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ณ ชั้น 5  ICS Lifestyle Complex

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-414-1144 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Website : https://sirirajhsolutions.com/  หรือ Facebook : SIRIRAJ H SOLUTIONS

Labubu Baby ครั้งแรกของโลก โดย RAVIPA แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทย

Labubu Baby ครั้งแรกของโลก โดย RAVIPA แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทย

Labubu Baby ครั้งแรกของโลก โดย RAVIPA แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทย

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ เมื่อ RAVIPA แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทยที่เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่เชื่อมโยงงานดีไซน์เข้ากับความหมายอย่างลึกซึ้ง ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “Labubu Baby” อีกครั้ง เพื่อตอบรับเสียงเรียกร้องจากทั้งสาวก Labubu และนักสะสมทั่วโลก โดยความเอ็กซ์คลูซีฟของคอลเลกชันนี้ RAVIPA เป็นแบรนด์เดียวในโลกที่ทำเครื่องประดับ Fine jewelry Labubu Baby ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือกับ Kasing Lung ศิลปินระดับโลกเจ้าของจักรวาล “The Monsters” ที่โด่งดังในแวดวงอาร์ตทอย

Labubu Baby โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ถ่ายทอดความน่ารักและความหมายอันลึกซึ้ง ผ่านเครื่องประดับ และอาร์ตทอย 6 แบบ 6 สัญลักษณ์แห่งความโชคดี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นของสะสมและของขวัญแทนใจ โดยมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย เท่านั้น ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่พลาดในรอบที่ผ่านมา

คอลเลกชันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Labubu ปรากฏในรูปแบบ “เบบี้” โดยแต่ละชิ้นสื่อถึงพลังบวก ความหวัง และแรงบันดาลใจดังต่อไปนี้: Infinity – Endless Dreams สัญลักษณ์แห่งความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะความฝันไม่มีวันหมดอายุ Four-Leaf Clover – Whispering Luck สัญลักษณ์แห่งความโชคดีที่พกติดตัวไปได้ทุกที่ NorthStar – Guidance สัญลักษณ์แห่งความหวังที่คอยนำทางให้ผ่านพ้นอุปสรรคในทุกเส้นทางชีวิต Butterfly – Blissful Blossoming สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่อย่างสวยงามและเปี่ยมไปด้วยความสุข ความโชคดี Heart – Enchanting Love สัญลักษณ์แห่งความรักและส่งความรู้สึกดีๆ และ Wishbone – Dreaming Wishes สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ให้ทุกความฝันเป็นดั่งใจ

“Labubu Baby” คือคอลเลกชันความร่วมมือระดับนานาชาติที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ RAVIPA ในการผสานงานออกแบบที่มีความหมายเข้ากับศิลปะระดับโลก เพื่อส่งมอบความงดงามและคุณค่าทางสัญลักษณ์ให้แก่ผู้ครอบครอง การกลับมาครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญ สำหรับนักสะสมและผู้ที่ต้องการของขวัญที่เปี่ยมความหมาย สามารถเลือกชมและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ RAVIPA ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ Instagram: @ravipajewelry ,Facebook: RavipaLINE: @ravipajewelry  และ www.ravipa.com

เซเลบริตี้สายแฟกับกระเป๋า VALENTINO GARAVANI VIVA SUPERSTAR

เซเลบริตี้สายแฟกับกระเป๋า VALENTINO GARAVANI VIVA SUPERSTAR

เซเลบริตี้สายแฟกับกระเป๋า VALENTINO GARAVANI VIVA SUPERSTAR

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่องลุคหลากหลายของกระเป๋ารุ่นซิกเนเจอร์ประจำเมซงวาเลนติโนอย่าง Valentino Garavani Superstar ที่ครองใจเหล่าสาวกแฟชั่นด้วยดีไซน์เรียบหรูแต่แฝงเอกลักษณ์น่าหลงใหล ตอบโจทย์แฟชั่นนิสต้าในทุกลุคทุกสไตล์

เริ่มด้วยลุคแรกของหนุ่มสายแฟชั่นอย่าง เจฟ ซาเตอร์ หนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำ Maison Valentino โดยเจฟเลือกใช้กระเป๋า Valentino Garavani Viva Superstar สีงาช้างคู่กับสีดำ พร้อมแต่งกายในสไตล์เรียบง่ายและอบอุ่น สวมโททัลลุคจาก Maison Valentino ถ่ายทอดผ่านเสื้อแจ็กเก็ตลายตารางสีน้ำเงินเข้มกับเสื้อยืดพิมพ์ลาย Chez Valentino คู่กับกางเกงเดนิมแต่งปลายขา มอบลุคสบายๆ ให้อารมณ์ลำลองแต่ดูเก๋ไม่ซ้ำใคร

ต่อด้วยลุคจากสาว ฟรีน สโรชา อีกหนึ่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำเมซง ที่ฟรีนเลือกถือกระเป๋า Valentino Garavani Viva Superstar Crochet ในลุคเดินเล่นในช่วงวันหยุด ถ่ายทอดอารมณ์ผ่อนคลาย มอบความรู้สึกอ่อนโยนเข้ากับบรรยากาศฤดูร้อน

ถัดมาด้วยอีกหนึ่งลุคแฟชั่นจากกระเป๋า Valentino Garavani Viva Superstar ที่นักแสดงสาวมากความสามารถอย่าง น้ำตาล ทิพนารี เลือกใช้ โดยน้ำตาลสะพาย Valentino Garavani Viva Superstar โทนสีงาช้างคู่สีดำในวันท่องเที่ยวชมธรรมชาติ เสริมลุคสบายตาเข้ากับการแต่งตัวในวันหยุด พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศด้วยลุคสวยมีสไตล์ ตัดกับลุคของ พรีม ชนิกานต์ ที่พรีมเลือกแมตช์ Valentino Garavani Viva Superstar สีดำคู่กับสีน้ำตาลเข้ม ให้อารมณ์หรูหราสไตล์คลาสสิก โดยพรีมมาในลุคอ่อนหวาน มีความเป็นผู้หญิง ตัดกับ Valentino Garavani Viva Superstar โทนสีเข้ม ที่ดูเท่และเรียบหรูเข้ากันลงตัว

ปิดท้ายด้วยลุคซัมเมอร์จากเหล่านักแสดงสาว มิ้ลค์ พรรษา, เลิฟ ภัทรานิษฐ์ และ เอมี่ ทสร ที่แมตช์กระเป๋า Valentino Garavani Viva Superstar Crochet ในลุคสดใสมีชีวิตชีวา ต้อนรับกลิ่นอายฤดูร้อน โดยมิ้ลค์มาในลุคเรียบง่ายแต่ดูคล่องตัว ถือกระเป๋า Valentino Garavani Viva Superstar Crochet แต่งลาย VLogo สีดำ ที่มิ้ลค์เลือกแมตช์ในวันสบายๆ ถ่ายทอดสไตล์ในชีวิตประจำวัน ในขณะที่ เลิฟ และ เอมี่ เลือกแมตช์กระเป๋ารุ่นนี้ในลุคพักผ่อน พร้อมแต่งตัวด้วยกระเป๋าโทนสีอ่อนอย่าง Valentino Garavani Viva Superstar Crochet แต่ง VLogo สีขาว ดูสวยหวานราวกับฝัน มอบลุคอ่อนโยนแต่ผ่อนคลาย เหมาะสำหรับวันพักผ่อน

ดีไซน์ของกระเป๋า Valentino Garavani Viva Superstar ตกแต่งด้วยลาย VLogo ขนาดใหญ่ อันได้แรงบันดาลใจมาจากความเรโทรในยุค 1970s ผสานด้วยพาเลทสีที่สร้างความรู้สึกย้อนยุคราวกับสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย ที่ออกแบบกระเป๋าในโทนสีคลาสสิกไร้กาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นสีดำกับสีน้ำตาล สีงาช้างกับสีดำ และสีแดงกับสีดำ ซึ่งล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงเสน่ห์สุดคลาสสิกของ Maison Valentino ด้วยกันทั้งสิ้น

กระเป๋าตกแต่งด้วยดีเทลสายโซ่ที่สามารถเลื่อนปรับระดับได้ เหมาะสำหรับทุกการใช้งาน โดยมีให้เลือกถึงสามขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กกระทัดรัด พกพาง่ายแต่ดูหรูหรา เหมาะกับการใช้งานตั้งแต่ช่วงกลางวันถึงกลางคืน ขนาดกลางที่เหมาะกับการใช้งานในทุกวัน และขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บสัมภาระได้อย่างเต็มที่ เพิ่มด้วยอีกรุ่นที่ทำด้วยวัสดุพิเศษอย่าง Valentino Garavani Viva Superstar Crochet มาในดีไซน์ใหม่ทำด้วยวัสดุแรฟเฟียถักมือ

ด้วยสไตล์ทั้งหมดนี้ Valentino Garavani Viva Superstar จึงสามารถครองใจเหล่าเซเลบริตี้สายแฟชั่นได้อย่างสง่างาม

ตอกย้ำไทยเจ้าภาพจัดอีเวนต์ระดับโลก ‘เบนซ์ธนบุรี’ จับมือ ‘Maximage’ และ ททท. ต้อนรับดีว่าระดับตำนาน กับคอนเสิร์ตแห่งปี ‘Mariah Carey’ เต็มรูปแบบ

ตอกย้ำไทยเจ้าภาพจัดอีเวนต์ระดับโลก ‘เบนซ์ธนบุรี’ จับมือ ‘Maximage’ และ ททท. ต้อนรับดีว่าระดับตำนาน กับคอนเสิร์ตแห่งปี ‘Mariah Carey’ เต็มรูปแบบ

ตอกย้ำไทยเจ้าภาพจัดอีเวนต์ระดับโลก ‘เบนซ์ธนบุรี’ จับมือ ‘Maximage’ และ ททท. ต้อนรับดีว่าระดับตำนาน กับคอนเสิร์ตแห่งปี ‘Mariah Carey’ เต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดือนตุลาคม นี้  เมืองไทยจะลุกเป็นไฟด้วยเสียงของดีว่าระดับตำนาน Mariah Carey กับคอนเสิร์ตที่หลายคนรอคอย “Mariah Carey: The Celebration of MIMI – Live in Bangkok” จัดเต็มแบบ “วันเดียวเท่านั้น” ในวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของหลายองค์กรชั้นนำ โดยเฉพาะผู้สนับสนุนหลักอย่าง กลุ่มบริษัทธนบุรีพานิช (เบนซ์ธนบุรี) สะท้อนถึงจุดยืนในการเป็นมากกว่าผู้นำในการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ ที่สามารถเสนอประสบการณ์ คุณภาพในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ร่วมกับ Maximage โปรดักชันมือทองของเมืองไทย และที่ขาดไม่ได้คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเข้ามาเติมเต็มมิติเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจด้วยกลยุทธ์ Soft Power อย่างเต็มรูปแบบ ร่วมด้วย วิริยะประกันภัย ที่ร่วมสร้างความมั่นใจให้กับทุกก้าวของความยิ่งใหญ่นี้

นายปภณ วิริยะพันธุ์  ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทธนบุรีพานิช กับวิสัยทัศน์ที่ใหญ่กว่ารถยนต์  กล่าวว่า  “คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราตั้งใจจัดขึ้นเพื่อตอบแทนลูกค้า และเป็นการยืนยันว่ากลุ่มเบนซ์ธนบุรีไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่คือผู้นำเสนอประสบการณ์คุณภาพที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เราหวังว่าทุกคนจะได้รับความประทับใจระดับโลกจากการแสดงของ Mariah Carey อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในเมืองไทย”

ปภณ วิริยะพันธุ์  ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทธนบุรีพานิช

นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า  “Mariah Carey: The Celebration of MIMI – Live in Bangkok ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่คือหลักฐานที่ชัดเจนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดอีเวนต์ระดับโลก ซึ่ง ททท. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของ Event-based Tourism คอนเสิร์ตนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น สร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับจากประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเอเชีย ที่จะเดินทางเข้ามาชมโชว์เพียงหนึ่งเดียวในเอเชีย ณ ประเทศไทย นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยให้เป็น ฮับของ Soft Power ด้านดนตรีและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ อย่างแท้จริง”

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ด้านของผู้จัดงาน นางสาววิวรรณ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ Maximage ได้แสดงความภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตระดับโลก กล่าวว่า  “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้จัดงานคอนเสิร์ตระดับโลก ที่ในครั้งนี้ได้ร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญ โดยตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทีม Maximage ทำงานเบื้องหลังศิลปินนานาชาติมากมาย แต่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษยิ่ง ที่ประเทศไทยจะได้ต้อนรับ Mariah Carey ศิลปินหญิงระดับตำนาน ผู้เป็นเจ้าของบทเพลงอมตะ เช่น Hero, We Belong Together, Dreamlover ซึ่งได้รับรางวัล Grammy, American Music Awards และอีกมากมาย สำหรับเรา คอนเสิร์ตนี้ไม่ใช่แค่การแสดงดนตรี แต่คือ ‘ปรากฏการณ์’ ครั้งสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพอีเวนต์ระดับโลก ท้ายสุดขอขอบคุณ กลุ่มเบนซ์ธนบุรี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วิริยะประกันภัยและพันธมิตรที่ร่วมผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่ว่าจะเป็น, สยามพารากอน, ไทยเบฟ, น้ำแร่ตราช้าง, Quintessentially, Universal Music, ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ และอีกมากมาย ขอบคุณทีมงานเบื้องหลังทุกคน และท้ายที่สุด ขอเชิญชวนแฟนเพลงทุกคน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์ในค่ำคืนที่น่าจดจำที่สุดในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี”

วิวรรณ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ Maximage

ด้าน ไฮไลต์ในงานแถลงข่าวบรรยากาศในงานแถลงข่าว ณ แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน เต็มไปด้วยพลังของแฟนเพลงและเหล่าคนดังโดยมี “ทาทายัง” ดีว่าสายเลือดไทยขึ้นเวที ร้อง Hero   และ Dreamlover        ร่ วมกับ “ไอซ์ พาริส” ที่โชว์น้ำเสียงละมุนใน We Belong Together และ Without You แบบที่เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราว เหล่า Lambily Thailand อย่าง มาดามแหน, ลักขณา นะวิโรจน์, โอบอุ้ม จูตระกูล, สาลินี ปันยารชุน, กรกนก ยงสกุล, ก้อง ปิยะ, ป้าตือ -สมบัษร และ จูดี้ บอกเลยว่า เป็นการรวมพลังของแฟนพันธุ์แท้ที่รัก Mariah แบบสุดหัวใจ

จะว่าไป …. คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “การกลับมาของ Mariah Carey” แต่คือภาพสะท้อนของการจับมือกันระหว่างธุรกิจระดับชาติ ผู้นำสายโปรดักชัน และหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่มอง “ความบันเทิง” เป็นพลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับโลก

บัตรคอนเสิร์ต  พรีเซล VIP: 18 กรกฎาคม 2568 – บัตรราคา 20,000 บาท พร้อมของที่ระลึกสุดพิเศษ เปิดขายทั่วไป: 19 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ทางเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com และเคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา ราคาบัตร: 3,500 / 6,500 / 7,500 / 9,000 / 12,000 / 15,000 / 20,000 บาท

สกพอ. เปิดเวทีแข่งขัน ‘รังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา’ สร้างต้นแบบเมนูท้องถิ่นสู่สากล

สกพอ. เปิดเวทีแข่งขัน ‘รังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา’ สร้างต้นแบบเมนูท้องถิ่นสู่สากล

สกพอ. เปิดเวทีแข่งขัน ‘รังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา’ สร้างต้นแบบเมนูท้องถิ่นสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตอกย้ำ Soft Power ด้านอาหาร พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ EEC กับกิจกรรม “การแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา” ภายใต้ โครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

ในงานได้รับเกียรติจาก ฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน โดยมี  ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย เชฟชุมพล แจ้งไพร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์และประธานคณะกรรมการอนุกรรมการด้านอุตสาหกรรมอาหาร, ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), จรงค์ศักดิ์ รองเดช พิธีกรรายการภัตตาคารบ้านทุ่ง, ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษด้าน Food Stylist ระดับประเทศ, รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน 1 กพอ. รวมทั้งภาคีเครือข่าย ปราชญ์ชุมชน ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน เข้าร่วมงาน ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา

ฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน

ดร.จุฬา สุขมานพ เปิดเผยว่า สกพอ. ได้ดำเนินโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ร่วมกับภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม โดย มุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านอาหารของชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อนำเข้าสู่ฐานข้อมูลองค์ความรู้ชุมชนและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทั้งในมิติของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และสร้างให้เกิดมูลค่าต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้อาหารท้องถิ่นมีอัตลักษณ์และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว ยังมุ่งเข้าพัฒนาผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

รางวัลชนะเลิศ  Tradition Menu กับเมนูแกงส้มปลาอีกง

การแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา เป็นกิจกรรมในโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา เริ่มดำเนินโครงการและเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 ได้รับการตอบรับที่ดี สามารถสร้างความตื่นตัวและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ที่ต้องการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาด้านอาหารของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีผู้สมัครประกอบด้วยผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร สถาบันอาหาร กลุ่มชุมชน และประชาชนทั่วไปที่มีใจรักในการประกอบอาหาร และร่วมขับเคลื่อนเมืองฉะเชิงเทราให้เป็นเมืองแห่งวิทยาการอาหาร เข้าร่วมแข่งขันจำนวนกว่า 30 ทีม

การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. Tradition Menu: การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมแห่งฉะเชิงเทรา เลือก 1 เมนูต้นตำรับ ได้แก่ แกงส้มปลาอีกง อำเภอบางปะกง หรือ แกงส้มไหลบัวปลาสลิด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และ 2. Creative Menu: การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาแห่งฉะเชิงเทรา เลือก 1 เมนู จาก 11 เมนูอาหารอัตลักษณ์ของ 11 อำเภอ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ ต้มยำกุ้ง อำเภอบางคล้า, แกงส้มไหลบัวปลาสลิด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว, ปลาวงทอด อำเภอท่าตะเกียบ, มะม่วงน้ำปลาหวานปลาช่อนย่างแปดริ้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา, หมูหงส์ อำเภอแปลงยาว, ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ อำเภอพนมสารคาม, ข้าวต้มมัดไส้หมู อำเภอราชสาส์น, ไอศกรีมข้าวไรซ์เบอรี่ อำเภอสนามชัยเขต, แกงส้มปลาอีกง อำเภอบางปะกง, กระยาสารท อำเภอบ้านโพธิ์ และบ้าบิ่นมะพร้าวน้ำหอม อำเภอคลองเขื่อน

รางวัลชนะเลิศ  Tradition Menu กับเมนูแกงส้มปลาอีกง

การแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การตัดสินอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากการจัดวางวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำครัวอย่างเหมาะสม ความถูกต้องตามหลักวิชาชีพในการปรุงอาหาร ความสามารถในการจัดการเพื่อให้อาหารเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอผลงาน นอกจากนี้ จุดเด่นที่สำคัญในการแข่งขันคือ การใช้วัตถุดิบจากในจังหวัดฉะเชิงเทราที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบ พร้อมเชื่อมโยงถึงแหล่งที่มาจากชุมชนได้อย่างน่าสนใจ (Storytelling) รวมทั้งการรักษารสชาติพื้นฐานและอัตลักษณ์ของเมนูได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานอาหารในยุคปัจจุบันและมีคุณค่าทางโภชนาการ

รางวัลชนะเลิศ  Creative Menu กับเมนูชีสเค้กคลัมเบิ้ลมะม่วงน้ำปลาหวานปลาช่อนย่าง

“เมนูที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทรา จะได้รับการส่งเสริมและเพิ่มมูลค่า เพื่อต่อยอดให้เป็นเมนูต้นแบบประจำโรงแรมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเผยแพร่สูตรอาหารที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน เป็นองค์ความรู้ให้กับประชาชนและสามารถใช้เป็นเมนูเพื่อสร้างรายได้ ผ่านการสอนโดยสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับมาตรฐานอาหารพื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ความสำเร็จจากโครงการยกระดับภูมิปัญญาสู่การรังสรรค์เมนูแห่งฉะเชิงเทราถือเป็นการพัฒนาองค์ความรู้และภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นให้สามารถเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นโมเดลหลักต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดีอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้าย 

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้ร่วมพิจารณาผลงานของผู้เข้าแข่งขันอย่างรอบคอบและรอบด้าน ภายใต้หลักเกณฑ์การตัดสินที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยผลการแข่งขันในแต่ละประเภทมีรายละเอียด ดังนี้ ประเภท Tradition Menu : การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารภูมิปัญญาดั้งเดิมแห่งฉะเชิงเทรา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมคิดเช่นเน เมนูแกงส้มปลาอีกง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม In box คาเฟ่ เมนูแกงส้มไหลบัวปลาสลิด รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีมครัวร่มไม้ชายคลอง เมนูแกงส้มไหลบัวปลาสลิด รับเงินรางวัล 4,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

ประเภท Creative Menu : การแข่งขันรังสรรค์เมนูอาหารสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาแห่งฉะเชิงเทรา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Gonie Cafe’ เมนูชีสเค้กคลัมเบิ้ลมะม่วงน้ำปลาหวานปลาช่อนย่าง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Flame and Flavor เมนูปลาช่อนไรซ์เบอร์เกอร์ มะม่วงกรอบ รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีมบางคล้าคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองท์ เมนูเมี่ยงพล่ากุ้งใบชะพลูกระยาสารท  รับเงินรางวัล 4,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

QUINN เผยมิวส์คนล่าสุด ‘พอลล่า เทเลอร์’ ผ่านแคมเปญ The Divine Within

QUINN เผยมิวส์คนล่าสุด ‘พอลล่า เทเลอร์’ ผ่านแคมเปญ The Divine Within

QUINN เผยมิวส์คนล่าสุด ‘พอลล่า เทเลอร์’ ผ่านแคมเปญ The Divine Within

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

QUINN (ควินน์) แบรนด์แฟชั่นสะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์อันทรงพลัง เหนือกาลเวลา กล้าที่จะแตกต่าง ต้อน รับแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall 2025 ภายใต้แคมเปญ The Divine Within นิยามใหม่ของความงามผ่านงานออกแบบที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม ถ่ายทอดตัวตนของผู้หญิงอย่างสงบนิ่ง มั่นคง เปี่ยมพลัง และเต็มไปด้วยความมั่นใจในแบบของตนเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานประติ มากรรมกรีกโรมัน และสัญลักษณ์ของเทพีโบราณ ทว่าถ่ายทอดออกมาอย่างร่วมสมัย ในรูปแบบของ Contemporary Femininity ที่นิ่งขรึมแต่ยังเปี่ยมด้วยแรงดึงดูด แนวคิดที่ถ่ายทอดออกมาอย่างมีชีวิตผ่านนักแสดง อย่าง พอลล่า เทเลอร์ ผู้หญิงที่มีตัวตนชัดเจนในทุกก้าวย่าง สะ ท้อนนิยามแห่งความงามเหนือกาลเวลา พอลล่า คือ มิวส์ (Muse) ที่สะท้อนจิตวิญญาณของคอลเลกชั่นนี้ พร้อมทั้งมีความมั่นใจในตัวตนที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์แบบ

ซิลูเอตอันพลิ้วไหวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของเหล่าเทพีในยุคโบราณ ถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัยด้วยเทคนิคการตัดเย็บที่เน้นเสริมสรีระอย่างพอดี ลายเส้นอันเป็นไอคอนิกถ่ายทอดผ่านเดรสเนื้อบางเบา ไปจนถึงคอร์เซ็ตรูปทรงชัดเจน ใช้วัสดุอย่างแมตต์เครป คอตตอนทอแห้ง นิตบิดเกลียว ไปจนถึงการพิมพ์เทคนิคพิเศษ Trompe l’oeil ที่สร้างมิติใหม่ของการมองเห็น เป็นการท้าทายขอบเขตระหว่างของจริงกับภาพลวงตา ถ่ายทอดผ่านโทนสีที่สะท้อนความนิ่งสงบของพิพิธภัณฑ์ศิลป์ ได้แก่ สีดำ ครีมข้าวโอ๊ต เบจอมน้ำตาล ช็อกโกแลต ดาร์กไวน์ มิดไนท์บลู และเขียวมาลาไคต์  สื่อถึงความคลาสสิก ลุ่มลึก และทรงพลังในเวลาเดียวกัน

ไฮไลต์ของลายพิมพ์ในคอลเลกชั่นนี้ ได้แก่ เปลือกหอยบนผ้าทอจากแรงบันดาลใจใน The Birth of Venus และหนึ่งในเทคนิคเด่นของคอลเลกชั่นคือการใช้ลายพิมพ์ที่จำลองชั้นเสื้อผ้าซ้อนกัน เช่น เดรสแขนล้ำที่พิมพ์ลายเดรสสายเดี่ยวพริ้วไหวทับบนตัว, เกาะอกที่พิมพ์ลายเสื้อผ้าอีกชั้นซ้อนอยู่ด้านใน ไปจนถึงเดรสคอปีนที่จำลองลายของชุด Slip Dress ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการพิมพ์บนผืนเดียวโดยไม่ต้องซ้อนเลเยอร์จริง สำหรับเครื่องประดับ QUINN เลือกใช้ภาษาของประติมากรรมเป็นแกนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัด ต่างหู และสร้อยคอที่หล่อขึ้นเป็นรูปดวงตาและฝังคริสตัลละเอียด หรือเข็มขัดหัวบัคเคิลรูปปากที่ชวนให้นึกถึงงานปั้นแบบกรีกโบราณ เป็นตัวแทนของความงามที่แห่งศิลปะที่สวมใส่ได้

สัมผัสกับเส้นลายผสานความอ่อนช้อยแบบเทพีกับ The Divine Within ประจำฤดูกาล Fall 2025 ได้แล้ววันนี้ที่ QUINN ทุกสาขา และทางออน ไลน์ที่ iamquinn.com

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาลดไข้ให้ได้ผลดี

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนในบ้านเมืองของเราน่าจะคุ้นเคยกับการเป็นไข้และการใช้ยาลดไข้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยเป็นไข้ค่อนข้างบ่อย 
อาการไข้เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดเมื่อร่างกายต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือการอักเสบ โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังเป็นสัญญาณบอกเราว่ากำลังมีภาวะผิดปกติ
สาเหตุของไข้มีตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจากโรคภูมิต้านตนเอง ผลข้างเคียงจากยา การฉีดวัคซีน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด ความเครียดเรื้อรังก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบและมีไข้ได้เช่นกัน
เราจะรู้ว่าเป็นไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 36.2–37.5°C หากสูงเกินช่วงนี้ถือว่าเริ่มมีไข้ โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 37.6–38.3°C  
ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 38.4–39.4°C  
ไข้สูง อุณหภูมิร่ายกายอยู่ระหว่าง 39.5–40.5°C 
แต่ถ้าอุณหภูมิร่ายกายเกิน 40.5°C จัดว่าไข้สูงมาก  
การวัดไข้ ทำได้ช่องทาง แต่ละวิธีที่ใช้วัดอุณหภูมิจะมีผลต่อค่าที่ได้ เช่น การวัดอุณหภูมิใต้ลิ้นและทางหูมักให้ค่าที่แม่นยำที่สุด  
 

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะได้จัดการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง 
ส่วนการลดไข้มีหลายวิธี เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเพื่อระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามข้อพับ เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ ควรพักในห้องที่อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงห้องร้อนหรืออับ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น และต้องดื่มน้ำให้มาก หรือดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการระบายความร้อน  
ยิ่งเด็กเล็กที่เป็นไข้ ก็ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไข้สูงมาก อาจจะทำมีอาการชัก ต้องหมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออก
การใช้ยาลดไข้ ตัวยาหลักและเป็นยาตัวแรกที่ขอให้เลือกใช้ ในกรณีผู้ป่วยไม่แพ้หรือป่วยเป็นโรคตับ ได้แก่ พาราเซตามอล (ได้กล่าวถึงโดยละเอียดเกี่ยวกับยาพาราเซตามอลไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่ายาพาราเซตามอล ก็คือ ยาไอบูโพรเฟน เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีทั้งในรูปแบบยาน้ำและยาเม็ด 
ขนาดแนะนำทั่วไปในเด็กคือ 5–10 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง โดยมีขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/วัน 
ส่วนขนาดสำหรับผู้ใหญ่คือ 200-400 มิลลิกรัม/ครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง 
สามารถขอให้เภสัชกรช่วยคำนวน และกำหนดขนาดยาให้น่าจะดีกว่า แต่ยานี้มีข้อควรระวังมากกว่ายาพาราฯ คือ ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ และยานี้มีอุบัติการการแพ้มากกว่ายาพาราเซตามอล 
ดังนั้น หลังการใช้งานต้องติดตามอาการ ถ้ามีอาการผื่นขึ้น หายใจติดขัดแสดงว่าแพ้ยา ต้องหยุดใช้ยาทันที หากอาการรุนแรงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากเรื่องการแพ้ยาแล้ว ยาไอบูโพรเฟนยังมีข้อควรระวังสำคัญอีก 2 อย่างคือ กัดกระเพาะ จึงต้องรับประทานหลังอาหารทันที และอาจทำให้ไตวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัจจัยเสี่ยงไตวายอยู่ก่อนแล้ว 
แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเป็นไข้ที่โดยทราบสาเหตุ หรือไม่มั่นใจในสาเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด เนื่องจากจะทำให้บางโรคมีภาวะที่แย่ลง และเป็นอันตราย เช่น โรคไข้เลือดออก  
แต่ถ้าหากใช้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5°C นานเกิน 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการซึม อาเจียน หรือหายใจลำบาก ต้องไปพบแพทย์ทันที
นอกจากยาฝรั่งแล้ว ก็มียาไทย และยาสมุนไพรไทยสำหรับลดไข้ ซึ่งมีหลายชนิดตามภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับบางส่วน เช่น  ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ยาจันทน์ลีลา เป็นต้น 
ถ้าต้องใช้ยา และต้องการคำแนะนำขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน เพื่อจะได้ใช้ยาได้ถูกต้องเหมาะสม
สรุป ไข้เป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากหลายสาเหตุ การใช้ยาลดไข้ที่แนะนำ (ถ้าไม่แพ้) คือ พาราเซตามอล นอกจากการใช้ยาลดไข้แล้ว ควรบรรเทาไข้ด้วยวิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดื่มน้ำมากเปล่ามากๆ 
แต่หากรักษาด้วยตนเองภายใน 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยและข้อเตือนว่าระยะนี้มีไข้เลือดออกระบาด จึงต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ยาให้ถูกต้อง หากกรักษาอาการผิด หรือล่าช้าเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอนกรนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

นอนกรนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

นอนกรนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่า “การนอนกรน” เป็นเพียงปัญหากวนใจเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลร้ายแรง แต่ความจริงแล้ว เสียงกรนอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ “หยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น” (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่โรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์หญิงณัชชา อินทรกำแหง อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านการนอนหลับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า การนอนกรนสามารถเกิดได้กับทุกคน โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ความเหนื่อยล้าสะสม  การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน  น้ำหนักตัวเกิน  ภาวะภูมิแพ้หรือคัดจมูก ทำให้หายใจลำบาก แม้อาการนอนกรนจะดูไม่รุนแรง แต่หากเกิดบ่อยและมีอาการร่วมอื่น ๆ อาจเป็นสัญญาณของ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น(Obstructive Sleep Apnea) ซึ่งมักจะมีอาการหลับไม่สนิท ง่วงในเวลากลางวันทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อดนอน ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอวัยวะทางเดินหายใจ เช่น จมูก ช่องคอ ลิ้นหรือผนังคอหอย เกิดความผิดปกติ จนส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ทำให้อากาศผ่านได้ลดลง หรือเกิดการอุดกั้น นำไปสู่การหยุดหายใจชั่วขณะ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก หากไม่รักษาอาจนำไปสู่การเป็นโรคทางหัวใจ และโรคอื่น ๆ ได้

อาการที่เป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ สะดุ้งตื่นกลางดึกเหมือนหายใจไม่ออก ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปากแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน สมาธิและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นการนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจ ดังนี้

การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติเช่นลมชักขณะหลับ

การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่

การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่

การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้าออกทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่ กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ(CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมอง ตรวจเช็กผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่ามีความผิดปกติของภาวะนอนกรน แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ เป็นต้น

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีวิธีการรักษาได้หลายวิธีได้แก่ 1.การใช้เครื่องช่วยหายใจCPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% 2. การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย อาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน 3.การใส่อุปกรณ์ทันตกรรม (Oral appliance) ช่วยดึงลิ้นและกรามบางส่วนมาข้างหน้า เพื่อลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะหลับ

อย่างไรก็ตาม การนอนกรนที่เกิดบ่อยและมีอาการร่วม อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงโดยไม่รู้ตัว หากสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เพราะ การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อน และฟื้นฟูคุณภาพการนอนให้กลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง

กรมวิทย์ฯ เผยโควิดสายพันธุ์ ‘XFG’ สายพันธุ์ที่ต้องจับตา แพร่กระจายได้เร็ว หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่รุนแรง

กรมวิทย์ฯ เผยโควิดสายพันธุ์  ‘XFG’  สายพันธุ์ที่ต้องจับตา  แพร่กระจายได้เร็ว หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่รุนแรง

กรมวิทย์ฯ เผยโควิดสายพันธุ์ ‘XFG’ สายพันธุ์ที่ต้องจับตา แพร่กระจายได้เร็ว หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่รุนแรง

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยโควิดสายพันธุ์ “XFG” เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตา แพร่กระจายได้เร็ว อีกทั้งหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้ป่วยรุนแรง

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศจัดให้โควิด 19 สายพันธุ์ “XFG” เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตา (Variant Under Monitoring) เนื่องจากมีคุณสมบัติด้านการแพร่กระจายที่รวดเร็ว และสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าสายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่น

โควิด 19 สายพันธุ์ XFG เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน เกิดจากการผสมกันของสายพันธุ์ LF.7 และ LP.8.1.2 ตรวจพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 และมีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในตำแหน่งโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) รวม 11 ตำแหน่ง ได้แก่ T22N, S31P, K182R, R190S, R346T, K444, V445R, F456L, N487D, Q493E และ T572I ซึ่งการกลายพันธุ์เหล่านี้มีผลต่อความสามารถของไวรัสในการแพร่กระจายและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน

นายแพทย์ยงยศ กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วโลก พบว่า สายพันธุ์ XFG* มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สายพันธุ์ NB.1.8.1* ยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่พบมากที่สุด แม้จะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม สำหรับในประเทศไทย ตรวจพบสายพันธุ์ XFG* เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 และจนถึงปัจจุบันมีรายงานสะสมแล้วจำนวน 23 ราย ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคโควิด 19 เพื่อเฝ้าระวังการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 23 มิถุนายน 2568 ได้ตรวจรหัสพันธุกรรมของตัวอย่างจำนวน 236 ราย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1* ร้อยละ 83.9, สายพันธุ์ XFG* ร้อยละ 6.8, สายพันธุ์ XEC* ร้อยละ 5.9 และพบสายพันธุ์อื่นๆ เช่น JN.1*, LP.8.1* ในสัดส่วนเล็กน้อย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัสอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลจีโนมของไวรัสเข้าสู่ฐานข้อมูลสากล GISAID อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนระบบเฝ้าระวังโรคระดับโลก โดยตั้งแต่เริ่มมีการระบาดในประเทศไทยในเดือนมกราคม 2563 จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อมูลจีโนมของเชื้อโควิด 19 สะสมแล้วทั้งสิ้น 48,541 ราย

แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสายพันธุ์ XFG* ส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น แต่ขอให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม