สุดเจ๋ง! นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ‘เด็กปลอดพอด’ ช่วยให้เด็กเกิดทักษะฉลาดรู้ทันสื่อ รู้โทษอันตราย

สุดเจ๋ง! นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ‘เด็กปลอดพอด’ ช่วยให้เด็กเกิดทักษะฉลาดรู้ทันสื่อ รู้โทษอันตราย

สุดเจ๋ง! นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า ‘เด็กปลอดพอด’ ช่วยให้เด็กเกิดทักษะฉลาดรู้ทันสื่อ รู้โทษอันตราย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.55 น.

แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. แถลงผลหนังสือนิทานทรงพลังเข้าถึงหัวใจเด็ก บ่มเพาะพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่เด็กเล็ก ติดตัวไปจนโต

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านและ 23 องค์กร จัดงานแถลงข่าว “พลังเด็ก พลังเครือข่ายรู้ทันทอยพอด” เปิดผลสำรวจทักษะพื้นฐานการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (Media Information and Digital Literacy : MIDL) และพฤติกรรมสุขภาพจากการใช้ชุดนิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด” พร้อมสานพลังภาคี ประกาศมาตรการ “หยุดบุหรี่ไฟฟ้า ภัยร้ายทำลายเด็กไทย“ ที่โรงแรมแม่น้ำ รามาดา พลาซ่า กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร คณะที่ 8 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “เป้าหมายพิเศษ ระยะ 10 ปี ( พ.ศ.2565-2574) สสส. ให้ความสำคัญในด้านการสร้างเสริมเสริมสุขภาพทุกด้านและการลดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะประเด็นภัยที่คุกคามเด็ก แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เป็นหนึ่งในภาคีสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) ได้บูรณาการร่วมกับสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) เครือข่ายอ่านยกกำลังสุข เครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ พื้นที่ปฏิบัติการเด็กปลอดพอดกว่า 233 พื้นที่ ใช้นิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด” เป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกัน ให้รู้เท่าทันภัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งการติดตามผลของ We are happy ใน 16 พื้นที่ นำร่อง เด็ก 576 คน พบว่า เด็กกลุ่มวัยอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและประถมศึกษาตอนต้น มีทักษะเท่าทันสื่อ โดยรู้จักแยกแยะระหว่างทอยพอดและของเล่นเข้าใจรู้ถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีผลกับตนเองและครอบครัว เด็กหลายคนร้องขอให้พ่อแม่เลิกบุหรี่ – บุหรี่ไฟฟ้า เพราะอยากให้พ่อแม่อยู่กับลูกไปนานๆ ฯลฯ โดยจากระดับ 3 คะแนน มีระดับค่าคะแนน ถึง 2.45, 2.83 และ 2.87 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก หากทุกๆ องค์กรนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวาง จะได้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา

นางสุดใจ  พรหมเกิด  ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และกลุ่ม We are happy นำเสนอผลการศึกษาทักษะพื้นฐาน MIDL และพฤติกรรมสุขภาพ ชุดนิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด”  โดยกล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถึงอนุบาล เป็นประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลที่น่าตกใจชี้ว่า ผู้ปกครองจำนวนมาก ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้บุตรหลานตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้นคือ บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กเสพติดได้ในเวลารวดเร็วเพียง 3-4 ครั้ง ซึ่งเร็วกว่าบุหรี่ทั่วไป นอกจากนี้ คุณสมบัติเฉพาะที่ไม่มีกลิ่นเหมือนบุหรี่ทั่วไป แต่กลับมีกลิ่นหอม อาจทำให้เด็กหลงเสพหลายครั้ง ไม่รู้ว่ากำลังทำลายปอด และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้”

ทางแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และภาคีเครือข่ายฯ จึงได้พัฒนาหนังสือภาพสำหรับเด็กและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร ซึ่งได้รับการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญงานสร้างสรรค์เด็กระดับแถวหน้าของเมืองไทยเพื่อให้เด็กเล็กสามารถรับรู้เรื่องราวและเข้าใจเนื้อหาได้โดยมีผู้ใหญ่ คุณครู พ่อแม่ ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ทำให้เด็กเรียนรู้เข้าใจ และป้องกันภัยให้ตนเองได้ ที่สำคัญคือ มีข้อมูลสำหรับผู้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองหรือครูได้เข้าใจถึงที่มาและความสำคัญของหนังสือ รวมถึงวิธีที่จะช่วยปกป้องเด็ก

“นิทานชุดนี้ ได้ถูกนำไป ทดลองใช้ในพื้นที่ต้นแบบ 233 แห่ง และเก็บข้อมูลเชิงลึกใน 16 พื้นที่ โดยกลุ่ม We are happy พบว่า ชุดหนังสือสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความตระหนักรู้ โดยเฉพาะจากกิจกรรม “พี่สอนน้องอ่าน” ที่ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาอ่านนิทานให้รุ่นน้องอนุบาลฟังในโรงเรียน นอกจากน้องเล็กจะรู้จักทอยพอดแล้ว นักเรียนรุ่นพี่บางคนถึงกับตกใจและหวาดกลัวมาก เมื่อได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ ผู้ปกครองและครูยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เด็กอาจมาสารภาพการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ เราคาดว่า หนังสือนิทานนี้จะช่วยให้ ครอบครัวที่ไม่รู้จักอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าหันมาระมัดระวัง ตระหนักถึงความเสี่ยง หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และดูแลสุขภาพปอดและร่างกายมากขึ้น นี่เป็นการตอกย้ำถึง “พลังของหนังสือ พลังของเด็ก” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผู้รับสารเท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และป้องกันภัยให้ตนเองได้อีกด้วย”

นางสุดใจ  กล่าวต่อว่า  “หนังสือนิทานชุด “เด็กปลอดพอด” ได้ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้กับเด็ก โดยมีพื้นฐานมาจากความสำเร็จของหนังสือชุดที่เคยจัดทำมาแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีกับทั้งเด็กทั่วไปและเด็กออทิสติก งานวิจัยสถาบันราชานุกูล ยังพบว่า หนังสือสำหรับเด็กออทิสติกสามารถเสริมสร้างสุขภาพและพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กได้เกือบเทียบเท่าเด็กปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ มีการออกแบบนิทาน “อานีสเป็นหัด” เผยแพร่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็สามารถหยุดภัยคุกคาม การเสียชีวิตของเด็กได้เช่นกัน จึงเป็นที่มาของการผลิตหนังสือชุดนี้ นอกจากนี้เราได้เชิญ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สพฐ. ซึ่งกำกับดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนทั่วประเทศ สป.สช., สช. ฯลฯ มาร่วมและพิจารณานำหนังสือนิทานเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุก ที่สำคัญในการขยายผลงานที่มีคุณค่าออกไปในวงกว้าง แม้ว่าหน่วยงานจะมีงบประมาณที่จำกัดก็ตาม”

นางสุดใจ กล่าวเน้นย้ำความสำคัญเพิ่มเติมว่า “นิทานเล่มเล็กๆ แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งใหญ่ หากผู้ใหญ่มีความเข้าใจจะสามารถส่งมอบเรื่องราวเหล่านี้ไปถึงมือและหัวใจของเด็กได้ การกระทำเช่นนี้จะช่วย สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพบ่มเพาะได้ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย (0-8 ปี) สิ่งนี้จะคงอยู่ ติดตัวไปจนโต ทั้งนี้ ในส่วนของการเข้าถึงหนังสือ ทาง SOOK Publishing ได้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ และแผนงานฯ การอ่าน สสส. ยังให้บริการดาวน์โหลดฟรี ผ่านช่องทางออนไลน์ http://www.happyreading.in.th และเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มพื้นที่ห่างไกลหรือเปราะบาง

ขณะที่ นางสาวสายใจ  คงทน จากกลุ่ม We are happy ร่วมศึกษาผลสำรวจฯ  กล่าวว่า “ผลการศึกษาเผยว่า “เด็กในระดับเตรียมอนุบาลก็สามารถตัดสินใจและแยกแยะได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากของเล่นตุ๊กตาธรรมดาอย่างไร โดย เด็กอนุบาล (4-5 ขวบ) สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวจากหนังสือนิทานได้ ส่วนเด็กประถมศึกษาตอนต้น มีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้น สำหรับหนังสือนิทานยอดนิยมจากหนังสือทั้ง 7 เล่ม พบว่าบางเล่มเป็นที่นิยมเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มเด็กผู้ชาย ชื่นชอบนิทานที่มีลักษณะเป็นฮีโร่ มีการ์ตูน และกิจกรรมให้ทำ เช่น เรื่อง “ขบวนการปราบทอยพอด” และ”มาร์สแมนกับยายเช้า” ซึ่งมีตัวละครที่เด็กคุ้นเคยอยู่แล้ว การมีกิจกรรมช่วยให้เด็กจดจำเนื้อหาได้ดี ส่วนนิทานรองลงมาที่ได้รับความนิยม คือ “อีเล้งเค้งโค้ง พับปลอดพอด” เด็กคุ้นเคยกับตัวละคร และจดจำวลีเด็ดติดปากว่า “อีเล้งเค้งโค้ง ไม่เอาทอยพอด” ซึ่งเด็กหลายคนจะพูดตามว่า “หนูก็ไม่เอาทอยพอดเหมือนกัน”

นางสาวสายใจ กล่าวต่อว่า “นิทานเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความรู้ความเข้าใจในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลในวงกว้างสู่ครอบครัวและชุมชน เด็กๆ ได้กลายเป็น “นักสื่อสารสุขภาวะตัวน้อย” พวกเขานำเรื่องราวจากนิทานไปเล่าให้พ่อแม่ผู้ปกครองฟังที่บ้าน รวมถึงนำกิจกรรม เช่น การวาดรูประบายสี “บ้านปลอดบุหรี่” กลับไปทำด้วย” มีคุณครูสะท้อนว่า “ผู้ปกครองบมาบอกว่า เด็กๆ ที่บ้านพูดว่า “ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” และแสดงความห่วงใยต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง เช่น การเตือนว่า “อย่าสูบนะ มันอันตรายนะ” นอกจากนี้ ครูยังให้พ่อแม่ผู้ปกครองยืมหนังสือนิทานกลับไปเล่าให้ลูกฟังที่บ้านด้วย แสดงให้เห็นว่า เด็กอยากฟังเรื่องราวเหล่านี้”

ดังนั้น การศึกษานี้ ยืนยันได้ว่ากระบวนการเรียนรู้ของเด็กสามารถเกิดขึ้นและเรียนรู้เท่าทันได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาในหนังสือ ผ่านผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือผู้ปกครอง ที่นำไปอ่านให้เด็กฟัง นิทาน จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ เข้าใจ และแยกแยะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Christie’s Workshop : International Exposure’ ติวเข้มศิลปินไทยรุ่นใหม่สู่เวทีโลก

เจาะลึกเบื้องหลัง 'Christie’s Workshop : International Exposure' ติวเข้มศิลปินไทยรุ่นใหม่สู่เวทีโลก

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘Christie’s Workshop : International Exposure’ ติวเข้มศิลปินไทยรุ่นใหม่สู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.11 น.

ปิดฉากลงอย่างน่าประทับใจ สำหรับ “Christie’s Workshop: International Exposure” อีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษใน โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ ครั้งที่ 8 (Early Years Project #8 ) ภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของ คริสตีส์ ประเทศไทย (Christie’s Thailand) บริษัทจัดการประมูลงานศิลปะชั้นนำของโลก ร่วมกับ ฝ่ายการศึกษาและฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อสนับสนุนให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในกลไกตลาดโลก นำโดย คุณประภาวดี โสภณพนิช รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท คริสตีส์ ประจำกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2568 ณ คริสตีส์ อ๊อกชั่น (ประเทศไทย)

ปลดล็อกศักยภาพ: จากความคิดสร้างสรรค์สู่ตลาดศิลปะระดับโลก

บรรยากาศภายในเวิร์คช็อปวันที่ 27 มิถุนายน 2568 เต็มไปด้วยความเข้มข้นและพลังของศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง 8 คน ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการฯ โดยได้รับโอกาสพิเศษในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากคุณเด็กซ์เตอร์ ฮาว (Dexter How) รองประธานกรรมการและผู้เชี่ยวชาญอาวุโส แผนกศิลปะศตวรรษที่ 20 และ 21 บริษัท คริสตีส์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับมุมมองของนักสะสมงานศิลปะระดับนานาชาติต่องานศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิธีการตั้งราคาเมื่อนำผลงานเข้าสู่ตลาด และมองแนวโน้มตลาดศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

นอกจากนี้ ศิลปินรุ่นใหม่ยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานผ่านมุมมองของ “ก้องกาน” (Gongkan) หรือ คุณกันตภณ เมธีกุล ศิลปินชื่อดังของไทยที่ประสบความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติ ในประเด็นเกี่ยวกับ “เส้นทางสู่ศิลปินอาชีพที่ประสบความสำเร็จในตลาดศิลปะ” ปิดท้ายด้วยการนำเสนอผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง 8 คน เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติ เทคนิคการสร้างสรรค์ และรับฟังคำแนะนำจากวิทยากร

ส่วนกิจกรรมพิเศษในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ในโครงการ EYP#8 ได้นำเสนอแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลงานให้แก่คณะกรรมการเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมร่วมฟังเสวนาพิเศษ โดย ดร.กฤติยา กาวีวงศ์ ภัณฑารักษ์และผู้อำนวยการศิลป์ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน / คุณประภาวดี

โสภณพนิช รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการบริษัทคริสตีส์ ประจำกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย / คุณเพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์ หัวหน้าฝ่ายนิทรรศการและหัวหน้าภัณฑารักษ์ หอศิลปกรุงเทพฯ ร่วมกันถ่ายทอดกระบวนการเบื้องหลังโครงการให้แก่บุคคลทั่วไป ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงบทส่งท้ายของโครงการ EYP#8 ปิดท้ายด้วยการมอบทุนจาก Christie’s Thailand ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ในโครงการฯ จำนวน 3 ท่านๆ ละ 100,000 บาท ได้แก่ พิชชาภา หวังประเสริฐกุล ผลงาน “Things Left to Forget & Things that Stay” พิพัฒน์พงศ์ ศรีเพ็ง ผลงาน “Persona” และ ลลิตา สิงห์คำปุก ผลงาน “Till We Meet Again” (กว่าจะพบกันอีก)

ความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อขับเคลื่อนวงการศิลปะไทย

หัวใจหลักของเวิร์กช็อปในครั้งนี้คือการ “ติดปีก” ให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ มีความพร้อมและความมั่นใจในการก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ (International Exposure) เนื้อหาจึงครอบคลุมมิติที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอาชีพศิลปินในปัจจุบัน ตั้งแต่ภาพรวมของระบบนิเวศศิลปะ (Art Ecosystem) ไปจนถึงกลยุทธ์และทักษะต่างๆ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ ภูมิทัศน์ตลาดศิลปะโลก (The Global Art Market) การเตรียมความพร้อมอย่างมืออาชีพ (Professional Practice) การนำเสนอผลงานและการตั้งราคา (Presentation & Pricing) รวมไปถึงเบื้องหลังโลกแห่งการประมูล (The World of Auctions) ตั้งแต่การคัดเลือกผลงาน การประเมินราคา การจัดทำแค็ตตาล็อก ไปจนถึงโลจิสติกส์และการขนส่งผลงานศิลปะข้ามพรมแดน

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้น คือการเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ซักถามและพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับทีมงานของคริสตีส์ ที่นอกจากจะถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ แล้วยังสร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในการวางแผนเส้นทางอาชีพในระยะยาวได้อย่างดี ทั้งยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ศิลปินมองเห็นคุณค่าและศักยภาพในงานของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น

Christie’s Workshop: International Exposure ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของหอศิลปกรุงเทพฯ ในการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพศิลปินไทยอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของคริสตีส์ ประเทศไทย ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันความรู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย โดยเวิร์กช็อปในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญ ที่ขับเคลื่อนศิลปินรุ่นใหม่ของไทยให้ก้าวเดินไปข้างหน้า และสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมในครั้งต่อไปได้ที่ https://www.facebook.com/baccpage

#baccpresents #Earlyyearsproject #bacc #baccbangkok #bangkokartandculturecentre #yourbacc #saveyourbacc #หอศิลปกรุงเทพฯ #EYP8 #กิจกรรมการศึกษา

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ช่องทางข้ามแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ประเทศไทยและกัมพูชามีพรมแดนทางบกและทางทะเลยาวกว่า 800 กิโลเมตร ครอบคลุม 7 จังหวัดของไทย ตั้งแต่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ไปจนถึงตราด พรมแดนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ แต่ยังเป็นเส้นทางการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายของบุคคล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

1. จังหวัดอุบลราชธานี :   ชายแดนสามประเทศ

1.1 ช่องเม็ก (ด่านถาวร อ.สิรินธร): ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของภาคอีสานตอนล่าง เชื่อมต่อกับด่านวังเต็งของกัมพูชา สินค้าหลักคือสินค้าเกษตรและอุปโภคบริโภค มีนักท่องเที่ยวและแรงงานข้ามชาติผ่านเข้าออกจำนวนมาก สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

1.2 ช่องจอม (ด่านถาวร อ.น้ำยืน): เชื่อมต่อ โอสมัจ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย เส้นทางนี้สามารถใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและจักรยานยนต์ ผ่านไร่มันสำปะหลังได้  เป็นเส้นทางขนหัวมันสำปะหลังด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่จากอุดรมีชัย  

1.3 ช่องอานม้า (จุดผ่อนปรนการค้า อ.น้ำยืน): ตรงข้ามกับ บ้านสะเตียลกวาง อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา   สินค้าหลักคือสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก    มีความเสี่ยงเรื่อง การลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายและสินค้าหนีภาษี

1.4 ช่องบก (จุดผ่อนปรนชั่วคราว อ.น้ำยืน)เชื่อมต่อกับจังหวัดพระวิหาร  เป็นรอยต่อสามเหลี่ยมมรกต สินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรตามฤดูกาล แต่ต้องระวัง การลักลอบเข้า-ออกและขนส่ง สินค้าผิดกฎหมายขนาดเล็ก

1.5 ช่องทางธรรมชาติ: พบมากในอำเภอสิรินธร, นาจะหลวย, น้ำยืน, และบุณฑริก ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขนของเถื่อน ยาเสพติด และ เป็นเส้นทางหลักของการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้หลบหนีคดี และขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการลักลอบขนไม้พะยูง

2. จังหวัดศรีสะเกษ: เส้นทางสู่เขาพระวิหาร

2.1 ช่องสะงำ (ด่านถาวร อ.ภูสิงห์): เชื่อมต่อกับด่านโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย สินค้าเกษตรและไม้แปรรูปเป็นสินค้าหลัก มีการเดินทางของผู้ป่วยกัมพูชาเข้ามารักษาในไทย ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า สินค้าเกษตรหนีภาษี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง

2.2 ด่านชายแดนเขาพระวิหาร (อ.กันทรลักษ์): เพื่อการท่องเที่ยว

2.3 ช่องตาเมาะและช่องเป็น (จุดผ่อนปรนชั่วคราว อ.ภูสิงห์และขุนหาญ): มีการค้าสินค้าพื้นเมืองและเกษตรเล็กน้อย แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็ก

2.4 ช่องทางธรรมชาติ: พบมากในพื้นที่ป่าเขาตามแนวเขาพระวิหารในอำเภอภูสิงห์ ขุนหาญ และกันทรลักษ์ ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขน ยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ของป่าผิดกฎหมาย รวมถึงการค้าโบราณวัตถุ และเป็นเส้นทางของแรงงานผิดกฎหมายและกลุ่มขบวนการลักลอบต่างๆ

3. จังหวัดสุรินทร์: ตลาดชายแดนที่คึกคัก

3.1 ช่องจอม (ด่านถาวร อ.กาบเชิง): เชื่อมต่อกับด่านโอสะเม็ด จ.อุดรมีชัย มีตลาดชายแดนขนาดใหญ่ สินค้าหลากหลายตั้งแต่อุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ไปจนถึงรถยนต์มือสอง ประเด็นสำคัญคือ สินค้าหนีภาษี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการลักลอบนำรถยนต์ที่ผิดกฎหมายเข้าออก

3.2 ช่องสายตะกู (ด่านถาวร อ.บ้านกรวด)เชื่อมต่อกับบ้านโอเสม็ด   มีการค้าสินค้าเกษตรและพื้นเมือง แต่ยังต้องระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็กโดยคนเดินเท้าหรือจักรยานยนต์

3.3 ช่องทางธรรมชาติ: กระจายอยู่ตามแนวชายแดนในอำเภอกาบเชิง พนมดงรัก และบัวเชด สินค้าที่ลักลอบส่วนใหญ่คือข้าว มันสำปะหลัง ไม้เถื่อน สัตว์ป่า ยาเสพติด และของป่าผิดกฎหมาย และเป็นเส้นทางของ แรงงานผิดกฎหมายและขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงการขนช้างและสัตว์ป่าหายาก

4. จังหวัดบุรีรัมย์: ช่องทางสำคัญสู่การค้าเกษตร

4.1ช่องสายตะกู (ด่านถาวร อ.บ้านกรวด): เชื่อมต่อกับด่านจุลเสม็ด จ.อุดรมีชัย สินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด เป็นสินค้าสำคัญที่ผ่านด่านนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ การลักลอบนำสินค้าเกษตรหนีภาษี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

4.2 ช่องทางธรรมชาติ: พบในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด ละหานทราย และโนนดินแดง ซึ่งเป็นเส้นทางของการลักลอบขน ยาเสพติด ของเถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย และผู้หลบหนีคดี

5. จังหวัดสระแก้ว: ด่านที่คึกคักที่สุดและแหล่งอาชญากรรมไซเบอร์

5.1 บ้านคลองลึก (ด่านถาวร อ.อรัญประเทศ): เชื่อมต่อกับเมืองปอยเปต จ.บันเตยมีชัย เป็นด่านการค้าชายแดนหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทย-กัมพูชา มีการผ่านเข้าออกของสินค้าทุกประเภท รวมถึงนักท่องเที่ยว แรงงานต่างด้าว และนักพนัน ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นคือ การลักลอบขนยาเสพติด (เป็นเส้นทางสำคัญ) สินค้าหนีภาษีและปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การฉ้อโกงทางออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) และการฟอกเงิน

5.2 จุดผ่อนปรนต่างๆ (บ้านตาพระยา, บ้านหนองปรือ, บ้านป่าไร่): 

5.3 ช่องทางธรรมชาติ: มีอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะรอบๆ อำเภออรัญประเทศ เช่น บ้านเขาดิน  บ้านดงงู   บ้านหนองแวง หนองปรือ   แนวป่าร้างข้างโรงเกลือ  อำเภอคลองหาด อำเภอโคกสูง อำเภอวัฒนานคร และอำเภอตาพระยา สินค้าที่ลักลอบเข้า-ออกมีตั้งแต่ น้ำมันปิโตรเลียม อาหารแปรรูป ไปจนถึงยาเสพติด (ยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน) บุหรี่ อาวุธปืน และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญคือเป็นเส้นทางหลักของการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การเคลื่อนไหวของกลุ่มผิดกฎหมาย รวมถึง ผู้หลบหนีคดีและกลุ่มคอลเซ็นเตอร์

6. จังหวัดจันทบุรี: ด่านการค้าผลไม้และอัญมณี

6.1ด่านบ้านแหลม (ด่านถาวร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี): เชื่อมต่อกับด่านปรม และช่องกร๊อมเรียง  จังหวัดพระตะบอง เป็นเส้นทางสำคัญของการค้าผลไม้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด) สินค้าที่ต้องระวังคือ การลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย  ด้วยรถกระบะ

6.2ด่านบ้านผักกาด (ด่านถาวร อ.โป่งน้ำร้อน  จ.จันทบุรี ): เชื่อมต่อกับด่านกรอมเรียง จังหวัดพระตะบอง มีการค้าสินค้าเกษตรและอัญมณี ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบนำเข้าอัญมณี และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

6.3 บ้านซับตารี (จุดผ่อนปรน อ.สอยดาว): มีการค้าสินค้าเกษตรตามฤดูกาลและสินค้าพื้นเมือง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง การลักลอบเข้า-ออกและการค้าสิ่งผิดกฎหมายขนาดเล็ก

6.4 ช่องทางธรรมชาติ: พบได้ตามแนวชายแดนในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว ส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขน ยาเสพติด ของป่า และเป็นเส้นทางของแรงงานผิดกฎหมาย ผู้หลบหนีคดี รวมถึงเหยื่อบัญชีม้าที่ถูกส่งข้ามแดนไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

7. จังหวัดตราด: ประตูสู่ทะเลและการค้าชายแดนทางน้ำ

7.1บ้านหาดเล็ก (ด่านถาวรทางบก อ.คลองใหญ่): เชื่อมต่อกับด่านจามเยียม จังหวัดเกาะกง มีการค้าอาหารทะเล สินค้าประมง และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และยาเสพติด

7.2 ท่าเรือแหลมศอกและท่าเรืออื่นๆ (ช่องทางทางทะเล อ.เมืองตราด): มีการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางเรือไปยังเกาะกงและท่าเรืออื่นๆ ของกัมพูชา สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การลักลอบขนส่งยาเสพติด การลักลอบขนถ่ายน้ำมันผิดกฎหมาย การลักลอบขนแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ทางทะเล และการประมงผิดกฎหมาย

7.3 ช่องทางธรรมชาติ (ทางบก): มีตามแนวชายแดนในอำเภอคลองใหญ่และบ่อไร่ ซึ่งเป็นเส้นทางของการลักลอบขน ยาเสพติด ของเถื่อน แรงงานผิดกฎหมาย และผู้หลบหนีคดี

สินค้าและบุคคลที่ถูกจับกุมบ่อยครั้ง

โดยรวมแล้ว สินค้าที่ถูกจับกุมบ่อยที่สุดคือ ยาเสพติด (ยาบ้า, ไอซ์, กัญชา),สินค้าหนีภาษี (สุรา, บุหรี่, น้ำมัน), สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า, ไม้แปรรูปผิดกฎหมาย, ของป่าคุ้มครอง, รถยนต์และรถจักรยานยนต์ผิดกฎหมาย ส่วนบุคคลที่ถูกจับกุมบ่อยคือ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย, บุคคลที่มีหมายจับคดีอาชญากรรมร้ายแรง (ยาเสพติด, ค้ามนุษย์, ฉ้อโกง), แก๊งคอลเซ็นเตอร์, ขบวนการค้ามนุษย์, และผู้ที่พยายามหลบหนีเข้าเมืองหรือออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

โดย  สุริยพงศ์

เปลี่ยนอัญมณีให้มีชีวิต 5 แบรนด์ไทยเล่าเรื่องผ่านเครื่องประดับ สู่วงการแฟชั่นโลก

เปลี่ยนอัญมณีให้มีชีวิต 5 แบรนด์ไทยเล่าเรื่องผ่านเครื่องประดับ สู่วงการแฟชั่นโลก

เปลี่ยนอัญมณีให้มีชีวิต 5 แบรนด์ไทยเล่าเรื่องผ่านเครื่องประดับ สู่วงการแฟชั่นโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

เปิดฉากกันไปแล้วกับ “กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย” ที่ได้ทำการเฟ้นหาผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยเพื่อเข้าอบรมและพัฒนาทักษะการทำธุรกิจผ่านการพัฒนาทักษะเชิงธุรกิจและการตลาดแฟชั่นให้คำปรึกษาเชิงลึก พร้อมสร้างภาพลักษณ์ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) พร้อมดึงอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย สร้างต้นแบบ Hero Brand เพื่อยกระดับสู่แบรนด์ระดับสากลในอนาคตต่อไป

แน่นอนว่าการถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอัญมณีและเครื่องประดับนั้นนับว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์อีกหนึ่งสาขาที่ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ให้ความสำคัญ และเร่งเครื่องพัฒนามาอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบาย ดีพร้อม คอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความงดงามของผู้ประกอบการในกลุ่ม Art & Craft Jewelry 

เริ่มต้นที่ “PONK SMITHI – พ้อง สมิทธี” โดย พ้อง พรสมิทธิกุล เล่าถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับเงินตาไม้ ว่า “เครื่องประดับของเราใช้เทคนิค Mokume Gane ผสมผสานโลหะเงิน ทองแดง ผ่านการตีขึ้นรูปด้วยฝีมือช่างไทยกว่า 2,000 ครั้ง สร้างลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใครในแต่ละชิ้น”

“การสร้างลาย ‘เงินตาไม้’ คือการเดินทางสู่ความสำเร็จ การเข้าร่วมกิจกรรมกับดีพร้อมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดแบรนด์สู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย”

“Charites Gems”  โดย ธนาวัฒน์ พนาเชวง ถ่ายทอดแนวคิดการรังสรรค์เครื่องประดับเอาไว้ ว่า “แบรนด์ของเราถ่ายทอดความงามผ่านลวดลายและแรงบันดาลใจระดับโลก เราเชื่อว่าเครื่องประดับไม่ใช่แค่ของสวยงาม แต่ยังเล่าเรื่องราว ถ่ายทอดจิตวิญญาณ ความปราณีต และศิลปะในแต่ละชิ้น เราเชื่อว่าอัญมณีไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความงาม แต่คือ แหล่งพลังแห่งเรื่องเล่าและอารมณ์ พลอยทุกเม็ดในคอลเลกชันจึงถูกคัดเลือกนอกจากนี้แบรนด์ยังได้ใช้เศษพลอยหรือพลอยตกไซส์เพื่อนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยแนวคิด “Refined from the Unrefined” ให้กลายเป็นชิ้นงานที่เปี่ยมความหมายและคุณค่า”

“Nanique” โดย บุษบา อยู่อ่อน เจ้าของแบรนด์ เล่าถึงแนวคิดการทำแบรนด์เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “แนวคิดของแบรนด์คือการมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ เครื่องประดับของเราโดยเฉพาะต่างหู มักจะมีสองข้างไม่เหมือนกัน เพื่อสะท้อนความเป็นธรรมชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล”

“ความไม่สมบูรณ์แบบ คือนิยามใหม่ของความงาม และกิจกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างเรื่องราวของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ่ายทอดแนวคิดผ่านการออกแบบและสื่อสารได้อย่างตรงจุด”

MONVATOO London โดย มลล์วธู สุขสบาย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ MONVATOO London เอาไว้ว่า  แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติอังกฤษที่นำศิลปะและจินตนาการมาผสานกับงานฝีมือชั้นสูงอย่างลงตัว แรงบันดาลใจหลักมาจากสัตว์ในตำนานและเทพนิยาย ทำให้ทุกชิ้นงานเต็มไปด้วยเรื่องราวและความหมายเฉพาะตัว เครื่องประดับแต่ละชิ้นผลิตอย่างประณีตในลอนดอน โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น เงินสเตอร์ลิง ทอง 18K และทองเหลือง พร้อมเทคนิคการลงยาทาสีมือและแอร์บรัชที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับผลงาน  

“สินค้าของเราจะเน้นไปที่เครื่องประดับ เช่น แหวน ต่างหู ในคอลเลกชันมังกร (Dragon) การออกแบบได้รับแรงบันดาลมาจากความสวยงามของมังกร รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตในตำนาน ที่พร้อมจะทุกคนที่สวมใส่เครื่องประดับของเราก้าวเข้าไปสู่โลกเวทมนต์”

ปิดท้ายที่ “Yufa Jewelry” โดย ฟาทิห์ คะระมาน ระบุว่า Yufa Jewelry แบรนด์เครื่องประดับที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปีในตลาดอาหรับและตลาดมุสลิม ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างสรรค์เครื่องประดับที่เน้นการออกแบบอย่างเข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหมายและรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

 “ความเป็นเอเชีย คือการมีรากวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งการออกแบบเครื่องประดับจึงได้ผสมผสานระหว่างความเป็นท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน แบรนด์ของเราใช้ช่างชุมชนจากสุโขทัย และช่างฝีมือชาวอาข่า และเลือกใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น โคนเปลือกหอยที่เหลือจากงานมุกในภาคเหนือ มาต่อยอดเป็นชิ้นงานใหม่ชูแนวคิด Sustainability และเพิ่มคุณค่าให้กับงานฝีมือพื้นถิ่นได้อย่างงดงาม”

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6883 กด 2 หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ http://www.diprom.go.th หรือ www.facebook.com/dipromindustry

‘รวมพลังสนับสนุนให้เด็กๆ แข็งแรง’ ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ รณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย

‘รวมพลังสนับสนุนให้เด็กๆ แข็งแรง’ ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ รณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย

‘รวมพลังสนับสนุนให้เด็กๆ แข็งแรง’ ดานอน ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ รณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anaemia: IDA) เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านการเรียนรู้และการเจริญเติบโต ดานอน ประเทศไทย จึงได้จัดกิจกรรมในชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปรา การ โดยได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร ทั้งจากศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา

กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย และสำนักงานเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร รวมถึง โรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ และสำนักงานนิคมอุตสาห กรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่ผู้ปกครอง และกิจกรรมเรียนรู้ผ่านการเล่นที่สนุกสนานสำหรับเด็กกว่า 250 คน ภายใต้โครงการ Danone Day ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับโลกของดานอนที่สนับสนุนให้พนัก งานดานอนทั่วโลกมีส่วนร่วมในการตอบแทนสังคม กิจกรรมในครั้งนี้ต่อยอดความมุ่งมั่นระยะยาวของดานอน ประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาภาวะ IDA ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ การรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สาธารณชน และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ดานอนยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำ อาทิ บิ๊กซี โลตัส และซีเจ เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ต้องเจาะเลือดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้การตรวจคัดกรองเชิงป้องกันเข้าใกล้คนในชุมชนมากขึ้น

เด็กไทย ใน อาจมีความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA)

ภาวะ IDA เป็นหนึ่งในภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 6 ปี แต่มักถูกละเลย ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ภา วะ IDA อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง รวมถึงการทำงานของร่างกายและสมองของเด็ก การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน จากข้อมูลสถิติในประเทศไทยบ่งชี้ว่า เด็กไทยประมาณ 1 ใน 3 อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในกิจกรรม Danone Day นี้ ดานอนจึงนำเครื่องมือตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA โดยไม่ต้องเจาะเลือดพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ไปตรวจเด็กๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการรวมกว่า 250 คน

การจัดตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA และให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง

หนึ่งในความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยที่เกิดขึ้นนี้ คือกิจกรรมที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุง เทพมหานคร โดยดานอน ประเทศไทยและพนักงานที่มาร่วมเป็นอาสามัครได้ร่วมมือกับศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา กรุงเทพมหานครและกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองภาวะ IDA แก่เด็กๆ กว่า 150 คน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับโภชนาการและการดูแลสุขภาพในระยะเริ่มต้น กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเปิดงานพร้อมด้วยผู้บริหารจากสำนักอนามัย และสำนักงานเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และสำนักโภชนา การ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสุขภาวะที่ดีของเด็กไทย

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช  เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยกล่าวว่า: “ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่กลับมักถูกมองข้าม การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้เราสามารถดูแลและป้องกันก่อนที่ภาวะนี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ดิฉันขอขอบคุณผู้ปกครองทุกท่านที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ และขอชื่นชมความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและดานอน ประเทศไทย ที่ทำให้การตรวจคัดกรองและกิจกรรมการให้ความรู้เป็นไปอย่างราบรื่น ดิฉันหวังว่าโครงการนี้จะขยายผลต่อไป เพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กทุกคน”

กิจกรรมเกมและการตรวจคัดกรองภาวะ IDA แบบไม่ต้องเจาะเลือดสำหรับนักเรียนระดับปฐมวัย
ที่โรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลกว่า 100 คนได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมเกมและการเรียนรู้พร้อมเข้ารับการตรวจหาความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA) โดยไม่ต้องเจาะเลือด กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ ดานอน ประเทศไทย และสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคเอกชนในการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัย

ดร.สุกัญญา มันตาดิลก ผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์ ๙ กล่าวว่า “ความร่วมมือเพื่อจัดกิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันในการดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ๆ ดังเช่นการสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการตรวจคัดกรองและการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะ IDA นี้” ด้าน ดร.เพียงใจ หาญวัฒนาวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางพลี กล่าวเสริมว่า “กิจกรรมในวันนี้คือตัว อย่างที่ดีของการนำแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปฏิบัติ โดยเฉพาะความร่วมมือนี้ที่เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพของเยาวชนในชุมชน” ในงานนี้ยังมีอาสาสมัครจากดานอนเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นกับเด็ก ๆ อย่างสนุกสนาน และช่วยจุดประกายการเรียนรู้เรื่องสุขภาพอย่างเป็นธรรม ชาติ สนุก และเหมาะสมกับวัยอีกด้วย”

ขับเคลื่อนสุขภาพเด็กไทยอย่างยั่งยืน

“ที่ดานอน เราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กครับ” แดนิช ราห์มัน ผู้จัดการทั่วไป ดานอน ประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “กิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การตรวจคัดกรองภาวะ IDA แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆได้เมื่อเรามีเป้าหมายเดียวกัน ดังเช่นที่ทุกท่านสนับสนุนให้มีการตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA นี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะเป็นก้าวสำคัญเพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กๆ เช่นกัน”

“ด้วยแรงขับเคลื่อนจากวิสัยทัศน์ของดานอนที่ว่า ‘สุขภาพของผู้คนและสภาวะของโลกเชื่อมโยงถึงกันและกัน’ บริษัทฯ จึงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้บริการสุขภาพเข้าถึงชุมชนได้ง่ายขึ้น ผ่านการสนับสนุนทั้งทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน Danone Day ที่ผ่านมานี้จึงไม่ใช่วันที่พิเศษแค่กับพนักงานของเรา แต่คือวันที่ดานอนมีโอกาสได้ร่วมสร้างสิ่งที่มีความหมายที่สุด นั่นคือสุขภาวะที่ดีของเด็กและชุมชน”

ความร่วมมือเพื่อให้เด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแรง
กิจกรรมในครั้งนี้สำเร็จได้จากความร่วมมือ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับสุขภาพและโภชนาการของเด็กไทย การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศ และดานอน ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการสร้างความร่วมมือเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนครอบครัวไทยผ่านโภชนาการ การศึกษา และการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความอร่อยของมัทฉะสูตรพรีเมียม พร้อมคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความอร่อยของมัทฉะสูตรพรีเมียม พร้อมคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟความอร่อยของมัทฉะสูตรพรีเมียม พร้อมคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

คริสปี้ ครีม ประเทศไทย โดนัทสูตรลิขสิทธิ์อันดับ 1 ที่ครองใจคนทั่วโลก เอาใจสาวกมัทฉะด้วย “Krispy Kreme Matcha Series” เครื่องดื่มใหม่ที่คัดสรรมัทฉะแท้จากแหล่งปลูกมัทฉะระดับโลก เมืองคาโกชิมะ ประเทศญี่ปุ่น มารังสรรค์เป็น 3 เมนูพิเศษ เริ่มด้วย “เพียว มัทฉะ 100%” (100% Pure Matcha) มัทฉะเข้มข้นช่วยบูสต์เอเนอร์จีให้สดชื่นตลอดวัน, “ไอซ์ โคโคนัท มัทฉะ” (Iced Coconut Matcha) มัทฉะคุณภาพดีผสานกับความหอมของมะพร้าว ถูกใจสายโคโคนัทเลิฟเวอร์ ปิดท้ายด้วย “ไอซ์ คาราเมล มัทฉะ ลาเต้” (Iced Caramel Matcha Latte) ที่สุดของความลงตัวระหว่างมัทฉะรสเข้ม, นมสด และซอสคาราเมลกลมกล่อม ที่พิชิตใจทุกเพศทุกวัย

เติมพลังให้สดใสไปทั้งวันกับเครื่องดื่มมัทฉะแท้เกรดพรีเมียม Krispy Kreme Matcha Series ในราคา 85 บาท (ขนาด 12 ออนซ์) หรือจับคู่ความอร่อย Krispy Kreme Matcha Series Perfect Together เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว และ ออริจินอล เกลซ 2 ชิ้น ในราคาเพียง 110 บาท

และกลับมาอีกครั้งกับคู่ความอร่อยหยุดโลก คริสปี้ ครีม X คิทแคท โดนัท โดย คริสปี้ ครีม จับมือ KitKat® เวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลต แบรนด์ดังระดับโลก “Krispy Kreme X KitKat” รวมสองขั้วความอร่อยระหว่างโดนัทสุดโปรดและเวเฟอร์ในดวงใจ พร้อมเสิร์ฟเป็น 3 รสชาติใหม่ล่าสุด “คลาสสิก ช็อกโก ครันช์”(Classic Choco Crunch Made with KitKat®) โดนัทเนื้อนุ่มเคลือบมิลก์ช็อกโกแลต โรยคิทแคทครัมเบิลกรุบกรอบ พร้อมคิทแคทเต็มแท่ง, “ช็อกโก คริสปี้”(Choco Crispy Made with KitKat®) โดนัทเคลือบคิทแคทสเปรดเข้มข้น ท็อปคิทแคทเวเฟอร์ชิ้นโต เคี้ยวเพลินจนวางไม่ลง

ปิดท้ายความฟินขั้นสุดกับความอร่อยคูณสาม “ช็อกโก เดอลุกซ์” (Choco Deluxe Made with KitKat®) โดนัทเคลือบมิลก์ช็อกโกแลต สอดไส้คิทแคทครีมสูตรพิเศษ พร้อมโรยคิทแคทครัมเบิล ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบหยุดโลกกับ “Krispy Kreme x KitKat Doughnuts” ในราคาเพียง ชิ้นละ 35 บาท หรือจะเลือกซื้อแบบเซตที่มาพร้อมกล่องลายลิมิเต็ดทั้งแบบแพ็ก 3 ในราคา 105 บาท (คิทแคท โดนัท 3 ชิ้น) หรือแบบเซต ในราคาเพียง 315 บาท (คิทแคท โดนัท3 ชิ้น, แอสซอร์ทเตท 3 ชิ้น และออริจินอล เกลซ 6 ชิ้น) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ ร้าน คริสปี้ ครีม ทุกสา ขาใกล้บ้านคุณ (ราคาดังกล่าว ยกเว้น สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินดอนเมือง และแอปพลิเคชัน ฟู้ดดิลิเวอรี) ติดตามความเคลื่อน ไหวของ คริสปี้ ครีม โดนัท สุดโปรดของคุณได้ที่ www.krispykreme.co.th หรือ www.facebook.com/krispykremethailandfanpage หรือ #Krispykremethailand

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา ฉลอง Pride Month 2025 ดันไทยสู่ Pride Landmark ระดับโลก

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา ฉลอง Pride Month 2025 ดันไทยสู่ Pride Landmark ระดับโลก

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผนึก เซ็นทรัลพัฒนา ฉลอง Pride Month 2025 ดันไทยสู่ Pride Landmark ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำนวัตกรรมประกันภัยที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “คิดเผื่อ เพื่อทุกชีวิต” เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมที่มากกว่า

ความเท่าเทียม และยังเป็นที่ยอมรับสำหรับทุกความหลากหลาย พร้อมก้าวสู่เสรีภาพแบบไร้ขีดจำกัด และแสดงออกถึงตัวตนอย่างภาคภูมิ โดยร่วมกับกลุ่มบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดฉลอง Pride Month ในงาน Thailand’s Pride Celebration 2025 ภายใต้แนวคิด “Pride For All” หวังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งความยั่งยืน รวมถึงกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ชูประเทศไทยสู่ Pride Landmark โลกไปพร้อมกัน

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ กล่าวว่า “การให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในมิติสังคม ไทยวิวัฒน์เชื่อมั่นว่า ทุกคนควรมีพื้นที่ในการแสดงออกถึงตัวตนได้อย่างเสรี ภายใต้สิทธิมนุษยชนที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือสถานะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ขับเคลื่อนกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมคุณค่าของความแตกต่างในทุกมิติ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ยอมรับทุกความหลากหลายอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองในปัจจุบันคือ ‘เศรษฐกิจสายรุ้ง’ หรือ Rainbow Economy ที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยในฐานะพื้นที่ปลอดภัยอันดับหนึ่งของโลกสำหรับชุมชน LGBTQIAN+ ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน เกาหลี และตะวันออกกลาง ที่มองไทยเป็นศูนย์กลางของการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรม ในฐานะบริษัทประกันวินาศภัยไทยที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมแห่งความเท่าเทียม เราจึงภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ในการจัดงาน Thailand’s Pride Celebration 2025 ภายใต้แนวคิด “Pride For All” เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Pride Landmark ระดับโลกอย่างแท้จริง”

นอกจากการร่วมเฉลิมฉลองในเดือน Pride แล้ว ไทยวิวัฒน์ยังได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความภาคภูมิใจและเสรีภาพ ผ่านการเข้าร่วมขบวนพาเหรดในงาน “PATTAYA International PRIDE Festival 2025” ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลของเมืองพัทยา พร้อมทั้งจัดบูธกิจกรรมภายในงาน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของการประกันภัยที่ไม่จำกัดอยู่เพียงกรอบของเพศ หรือสถานะทางสังคม แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง

ภายในงาน ไทยวิวัฒน์ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ Active Health ที่ออกแบบมาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ในช่วง Pride Month ผ่านโค้ดส่วนลดภายในงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Body Paint สุดสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้แสดงออกถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของตนเองในรูปแบบศิลปะอย่างภาคภูมิ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการยอมรับและเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงคุณค่าและหัวใจหลักของไทยวิวัฒน์ภายใต้แนวคิด “คิดเผื่อ เพื่อทุกชีวิต” ซึ่งไม่เพียงหมายถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย แต่ยังมุ่งเน้นการเข้าใจชีวิตในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ ความปลอดภัย ไลฟ์สไตล์ และสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยเปิดรับความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวาง ไทยวิวัฒน์จึงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมของบริษัทฯ รวมถึงสาระความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยแบบเข้าใจง่าย และข่าวสารผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพหรือประกันภัยอื่น ๆ พร้อมสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผู้นำด้านประกันภัยครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น Health, Entertainment หรือ Travel ได้ทางเว็บไซต์ http://www.thaivivat.co.th / Facebook: Thaivivat Insurance – ไทยวิวัฒน์ / LINE Official: @thaivivat หรือโทรสอบถามรายละเอียดที่เบอร์ 02-200-7000

-(016)

โมเดอร์นฟอร์ม ได้รับเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน สะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

โมเดอร์นฟอร์ม ได้รับเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน สะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

โมเดอร์นฟอร์ม ได้รับเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน สะท้อนความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN โดย นางวรุณี ทองลงยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายทรัพยากรมนุษย์และสื่อสารองค์กร เข้ารับมอบใบประกาศนียบัตรรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” (Carbon Footprint for Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน เมื่อไม่นานมานี้ ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ

โมเดอร์นฟอร์มตอกย้ำความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรตามมาตรฐานสากล ISO 14064-1:2018 โดยใช้ข้อมูลปี 2567 เป็นปีฐาน ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง (Scope 1) ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3: Fuel- and energy related activities) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนและดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซลง 20% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593

การได้รับการรับรอง CFO ต่อเนื่องในปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนความโปร่งใสในการจัดการก๊าซเรือนกระจก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโมเดอร์นฟอร์มในการสนับสนุนเป้าหมาย Net-Zero ของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน

Coaching English ครบรอบ 28 ปี จัด Fun Park พร้อมเปิดเทคโนโลยีช่วยเรียน ช่วยสอนสุดล้ำ

Coaching English ครบรอบ 28 ปี จัด Fun Park พร้อมเปิดเทคโนโลยีช่วยเรียน ช่วยสอนสุดล้ำ

Coaching English ครบรอบ 28 ปี จัด Fun Park พร้อมเปิดเทคโนโลยีช่วยเรียน ช่วยสอนสุดล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

สถาบันสอนภาษา Coaching English โดย ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร เตรียมจัดงานเพื่อทักษะด้านภาษาอังกฤษครั้งใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 28 ปี ของสถาบันสอนภาษาอังกฤษ Coaching English พร้อมเปิดตัวเครื่องมือช่วยเรียน ช่วยสอน นวัตกรรมสุดทันสมัย Smart Learning ภายในงาน “Game On” by Coaching English วันที่ 2-3 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ลานโปรโมชั่นชั้น G ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ บางแค

Coaching English สถาบันสอนภาษาอังกฤษ ภายใต้การรับรองของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสถาบันที่เน้นการเรียนแบบกิจกรรม (Activity Based Learning) ทั้งในห้องเรียน และการเรียนแบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษของเด็กไทย ให้มีความสามารถ ทัดเทียมกับนานาชาติมากยิ่งขึ้น โดยใช้หลักการเรียนการสอนตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และเครื่องมือในการช่วยเรียน ช่วยสอน เพื่อให้มีความทันสมัย และสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนา แอปพลิเคชั่นชื่อว่า Smart Learning ในรูปแบบของ VDO-Based Learning เพื่อการเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และตามระดับ CEFR (Pre A1–B2) (มาตรฐานสากลที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภา ษา โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 (ผู้เริ่มต้น) ถึง C2 (เชี่ยวชาญ)) นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ สมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ อีกทั้งยังได้รับรางวัล การบริหารจัดการการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนดีเด่น จากกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2564 และ รางวัลแอปพลิเคชั่นส่งเสริมการเรียนรู้ทางภาษาอังกฤษดีเด่น จากสมาคมพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี 2566 โดยสถาบัน Coaching English มี สโลแกน ง่ายๆแต่ลึกซึ้ง ว่า “ภาษาคือโอกาส” และเมื่อไม่นานมานี้ ทางบริษัท อีพีพลัส เลิร์นนิ่ง จำกัด ผู้บริหารสถาบันสอนภาษาอังกฤษ Coaching English ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในโครงการ “ภาษาคือโอกาส” เพื่อเสริมศักยภาพ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหาร กล่าวว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เพียงแต่ต้องการให้เป็นที่รู้จัก แต่ต้องการส่งต่อสิ่งดีๆให้วงการการศึกษาด้านภาษาอังกฤษของไทยได้พัฒนาก้าวไปอยู่ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่วิชาหนึ่งในห้องเรียน แต่คือ “กุญแจแห่งโอกาส” สำหรับการใช้ชีวิต ดังนั้นจึงพยายามพัฒนา ปรับปรุง ทั้งระบบการเรียนการสอน การจัดการ พร้อมจัดหาเครื่องมือเพื่อช่วยการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพ ทันยุค ทันสมัย อยู่ตลอดเวลา Smart Learning เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยตอบโจทย์ทั้งผู้สอน ผู้เรียน ให้สามารถพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของตัวเองได้ทุกที่ ทุกเวลา และพร้อมที่จะเปิดตัวภายในงานด้วย จึงอยากจะขอฝากงาน “Game On” ไว้ด้วยคะ อยากให้มาอัพเดททักษะด้านภาษาอังกฤษ ด้วยเทคโนโลยีกันคะ การศึกษาด้านภาษาอังกฤษของเด็กไทยในยุค AI จำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยการเรียน การสอน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความสะดวก สามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน”

ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้น้องๆ หนูๆ ได้เข้าร่วมความสนุกอีกมากมาย เช่น เล่นเกมส์เสริมทักษะ, Workshop ระบายสีปูนปลาสเตอร์, Rally Activities (กิจกรรมฐานเก็บสะสมแต้มเพื่อรับรางวัล), การออกร้านของสถาบันต่างๆ และกิจกรรมการแสดงบนเวที เป็นต้น

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ ได้ที่ www.coachingenglish.in.th หรือ  https://www.facebook.com/share/195q3nE2qn/  

ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์

ปัญญาภรณ์ เชาวน์รัตน์

ริดสีดวงไม่ต้องผ่า ‘NeoLaser’ ยิงตรง เจ็บน้อย หายไว พักฟื้นสั้น

ริดสีดวงไม่ต้องผ่า  ‘NeoLaser’ ยิงตรง เจ็บน้อย หายไว พักฟื้นสั้น

ริดสีดวงไม่ต้องผ่า ‘NeoLaser’ ยิงตรง เจ็บน้อย หายไว พักฟื้นสั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.43 น.

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มประชากรทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เอื้อต่อการเกิดโรค เช่น การนั่งหรือยืนนาน การเบ่งถ่ายอุจจาระแรงบ่อยครั้ง การท้องผูกเรื้อรัง หรือการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วย Neolaser แผลเล็ก เจ็บน้อย และลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์อนนต์ ใจอ่อนน้อม ศัลยแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการที่หลอดเลือดบริเวณทวารหนักเกิดการโป่งพองหรือยื่นนูนออกมา ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก คือ ริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก โดยริดสีดวงภายในจะเกิดขึ้นภายในทวารหนัก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในระยะแรก ขณะที่ริดสีดวงภายนอกจะโผล่ออกมานอกทวารหนัก ทำให้ผู้ป่วยสามารถรู้สึกถึงก้อนนิ่ม ๆ ได้เมื่อสัมผัส

นายแพทย์อนนต์ ใจอ่อนน้อม ศัลยแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี 

ส่วนมากมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งหรือยืนนาน การเบ่งถ่ายอุจจาระแรงบ่อยครั้ง การท้องผูกเรื้อรัง การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยรวมถึงหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีภาวะความดันในช่องท้องสูง

อาการของโรคริดสีดวงมีความหลากหลาย ตั้งแต่ถ่ายอุจจาระมีเลือดสดปน เจ็บหรือแสบขณะขับถ่าย มีอาการคันบริเวณทวารหนัก ไปจนถึงการที่ก้อนริดสีดวงโผล่ออกมานอกทวารหนัก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง ภาวะติดเชื้อ หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันในก้อนริดสีดวงที่ทำให้เจ็บปวดรุนแรงมากขึ้น

ในอดีต การรักษาริดสีดวงทวารที่มีอาการรุนแรงมักต้องอาศัยการผ่าตัด ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ได้ผล แต่ก็มักสร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยจำนวนมาก เนื่องจากเจ็บแผลหลังผ่าตัด การฟื้นตัวช้า และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาแนวทางการรักษาริดสีดวงที่ปลอดภัย เจ็บน้อย และใช้เวลาฟื้นตัวสั้นลง หนึ่งในนั้นคือเทคโนโลยีเลเซอร์ “NeoLaser “

การรักษาริดสีดวงด้วย NeoLaser เป็นวิธีที่ใช้พลังงานเลเซอร์ชนิดเฉพาะเจาะจงในการทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนริดสีดวง แพทย์จะสอดหัวเลเซอร์ขนาดเล็กเข้าไปในเนื้อเยื่อของก้อนริดสีดวงโดยตรง และทำการปล่อยพลังงานเลเซอร์แบบพัลส์เข้าไปยังบริเวณที่ต้องการ พลังงานจากเลเซอร์จะช่วยทำให้เนื้อเยื่อริดสีดวงค่อย ๆ หดตัวและฝ่อไปเองโดยไม่ต้องตัดหรือเย็บ ส่งผลให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการใช้ NeoLaser ในการรักษาริดสีดวงนั้นมีหลายประการ ได้แก่ มีความปลอดภัยและความแม่นยำสูง ด้วยพลังงานเลเซอร์ที่สามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำ แพทย์จึงสามารถรักษาเฉพาะจุดที่มีปัญหาโดยไม่กระทบต่อเนื้อเยื่อส่วนอื่น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บน้อยมาก ทั้งในระหว่างและหลังการรักษา เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังไม่มีบาดแผลเปิด จึงลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในไม่กี่วัน

NeoLaser ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีริดสีดวงระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการริดสีดวงภายในระดับที่ 2 หรือ 3 ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือในกรณีที่ริดสีดวงมีเลือดออกซ้ำบ่อยครั้ง การใช้เลเซอร์ช่วยรักษาจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถทำร่วมกับวิธีการรักษาอื่นได้ตามดุลยพินิจของแพทย์

ริดสีดวงทวาร อาจเป็นโรคที่ดูเหมือนไม่อันตราย แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะวิธีที่เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญ เทคโนโลยี NeoLaser จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย