คุณแหน : 1 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 1 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 1 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เตช บุนนาค เป็นประธานเปิดการประชุมเหล่ากาชาดจังหวัดภาค 4 ครั้งที่ 168 ประจำปี 2568 พร้อมมอบนโยบายการทำงานของเหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอ โดยมี อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐมและนายกเหล่ากาชาดจ.นครปฐม, กฤษฎา บุญราช ร่วมพิธี..
  • มิตรสหายชาว BRAIN 2 ปลื้มใจกับ สาระ ล่ำซำ ที่ เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัลบริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด 5 ปีซ้อน พร้อมรางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่น สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนทุกมิติ..
  • จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบเงินบริจาค จาก สุรชัย โสตถีวรกุล พร้อมครอบครัว เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตา ศูนย์รับบริจาคอวัยวะและศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย..
  • ธานินทร์ พานิชชีวะ พร้อมเพื่อนๆ Digital CEO#6 กลุ่ม DE เช่น รังสรรค์ พวงปราง, อุกฤษฎ์ ตั้งสืบสกุล, จีรพัชรินทร์ อรรถจินดา, สมชาย ตรีรัตนนุกูล, อรรถวิทย์ เฉลิมทรัพยากร, วรเศรษฐ์ องค์สรานนท์, ภัทรา สุวรรณเดช, พงษ์ชัย วงศ์ชัยชินศรี, ธีรพันธ์ ดิษยบุตร, กฤษณ์ พันธ์รัตนมาลา, ธนศักดิ์ รัตนหิรัญภรณ์ ไปสังสรรค์และเลี้ยงเกษียณอายุราชการให้ วราภรณ์ ชมกลิ่น รอง ผอ.สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล..
  • ชาว Digital CEO#8 ร่วมยินดีกับ ณรงวิทย์ ชดช้อย ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรีได้รับรางวัลดีเด่น ประเภท “แหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ” ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (กินรี) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดโดย ททท…
  • ชื่นชม นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ นำ GRACZ ลงนามร่วมกับ บจ.สปิน เวิร์ค เป็น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (Official Silver Sponsor) สำหรับการแข่งขัน SEA Games ครั้งที่ 33 และ ASEAN Para Games ครั้งที่ 13 ด้วยภารกิจทดแทนพลาสติกและโฟมด้วยบรรจุภัณฑ์เยื่อพืชธรรมชาติ 100% ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม GRACZ พร้อมผลักดันให้เป็น “Green SEA Games” และ “Carbon Neutral Event” ยกระดับมาตรฐานใหม่ของกีฬาอาเซียน..
  • วชิรา การสุทธิ์ เป็นผู้แทนธนาคารออมสิน มอบเงินสนับสนุนเพื่อนำไปช่วยเหลือและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ ตลอดจนดูแลครอบครัวของผู้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง รับมอบและ พล.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว ร่วมเป็นสักขีพยาน..
  • พิชชากร วัชรานุรักษ์ และ วิทวัส กันยารอง ไปเป็นวิทยากรในการอบรมเชิงปฎิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ จ.บึงกาฬ ตามคำเชิญของ สมหวัง อารีย์เอื้อ รอง ผวจ.บึงกาฬ..
  • ขอเชิญ แพทย์ บุคลากรวิชาชีพ บุคคลทั่วไป ร่วม “งานประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3” (The 3rd National Forum on CME) จัดโดย ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา 15-17 ต.ค. ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพฯ ลงทะเบียนและดูรายละเอียดที่ https://bit.ly/3H0R4Jn..

น้องใหม่

ENRICH คว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025’

ENRICH คว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน 'BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025'

ENRICH คว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน ‘BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025’

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

ENRICH Lighting คว้ารางวัล ผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี (Lighting Product) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแสงสว่าง คุณภาพมาตรฐานระดับประเทศ

ผลิตภัณฑ์ส่องสว่าง ENRICH สร้างชื่อเสียงในวงการอีกครั้ง ด้วยการคว้า รางวัลผลิตภัณฑ์ส่องสว่างยอดเยี่ยมแห่งปี (Lighting Product) ในงาน “BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2025” จัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา

ENRICH เป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่องสว่างคุณภาพสูง ที่มีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานอย่างยอดเยี่ยม โดดเด่นด้วยหลอดไฟและโคมไฟแอลอีดีเกรดอุตสาหกรรม ที่คัดสรรมาเพื่อความคุ้มค่า คงทน และตอบโจทย์การใช้งานจริง ด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในกลุ่มที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ โดยได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำทั่วประเทศ

นายอัครวัฒน์ ฉันทแดนสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ริชเชส ซัพพลาย จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “รางวัลนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัท ที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่องสว่างคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ ENRICH ขอบคุณทีมงาน ลูกค้า และพันธมิตรทุกท่านที่ไว้วางใจและสนับสนุน เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทมุ่งขยายตลาดสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันแสงสว่างครบวงจรในระดับภูมิภาค พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน ENRICH ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายสินค้าในกลุ่ม Green Products ไม่น้อยกว่า 30% ของยอดขายรวม ภายใน 3 ปี และเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ ENRICH วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ร้านไฟฟ้าชั้นนำทั่วประเทศ รวมทั้ง Mr.DIY, Big C และ WeHome เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐาน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.enrichlighting.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง LINE Official: @enrichlighting

-(016)

เซเลบริตี้ร่วมเฉลิมฉลอง Cartier Flagship Boutique Grand Opening @Siam Paragon

เซเลบริตี้ร่วมเฉลิมฉลอง Cartier Flagship Boutique Grand Opening @Siam Paragon

เซเลบริตี้ร่วมเฉลิมฉลอง Cartier Flagship Boutique Grand Opening @Siam Paragon

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการแฟชั่นและจิวเวลรี่ เมื่อ Cartier จัดงานเฉลิมฉลองการเปิดบูติกแฟล็กชิปแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด Heavenly Cartier ที่นำศิลปะ การออกแบบ และดนตรีมาหลอมรวมเป็นประสบการณ์เดียวกัน อย่างยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ โดยเนรมิต Jewelry Hall ให้กลายเป็นเวทีแห่งความตระการตา ผสานศิลปะ การออกแบบ และดนตรีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการต่างตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง รวมถึง สุพัตรา อยู่วิทยา และ ว่าน – กุศลิน ลัญจกรกุล ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานในฐานะ Top Spender ของ Cartier ประเทศไทย โดย สุพัตรา อยู่วิทยา เลือกสวมสร้อยคอ “Panthère Canopée” จากคอลเลกชัน Nature Sauvage Chapter3 ผลงาน High Jewelry ชิ้นเอกที่ Cartier ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเสือแพนเตอร์ผู้ทรงพลัง แฝงกายในป่าลึกลับแห่งจินตนาการ เฝ้ามองอัญมณีไพลินซีลอน น้ำหนัก 26.53 กะรัต อย่างสง่างาม

ขณะที่ ว่าน – กุศลิน ลัญจกรกุล เลือกเสริมลุคด้วย กำไลและต่างหู จากคอลเลกชัน Cactus de Cartier ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “กระบองเพชร” ตัวเรือนทองคำเหลืองประดับด้วย มรกต, ทับทิม และเพชร ซึ่งช่วยขับเน้นเสน่ห์และบุคลิกอันมั่นใจได้อย่างลงตัว

นอกจากจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนอันทรงเกียรติแล้ว การปรากฏตัวของทั้งคู่ไม่เพียงสร้างสีสันให้กับค่ำคืน แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Cartier กับลูกค้าคนสำคัญ

งานเฉลิมฉลองครั้งนี้ยังเป็นการรวมตัวของเหล่าคนดังและศิลปินระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส, ธนภพ ลีรัตนขจร, และ เจฟ ซาเตอร์ ในฐานะ Friends of the Maison ร่วมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร, หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง, เจนเย่ เมธิกา, ไอซ์ ณัฐรัตน์ และ ขุนพล ปองพล ที่มาช่วยเติมเต็มบรรยากาศงานให้มีชีวิตชีวาและน่าจดจำยิ่งขึ้น

ภายในงาน Cartier ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเมซงผ่านการออกแบบสถานที่ได้อย่างน่าทึ่ง รายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่ด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจจาก 13 Rue de la Paix กรุงปารีส เงาเสือแพนเตอร์ที่เป็นสัญลักษณ์ ไปจนถึงม่านสายฝนระยิบระยับและผนัง LED รอบทิศทางที่เล่าเรื่องราวแห่งจินตนาการ ไฮไลต์กลางงานคือเวทีสูง 5 เมตร พร้อมจอ LED ขนาดใหญ่ 11 เมตรที่ถูกขนานนามว่า “Stairway to Heaven” ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความตื่นตา นอกจากนี้ยังมีบาร์ทองคำยาวกว่า 9 เมตรให้บริการค็อกเทลและเมนูอาหารชั้นสูงจากร้าน Blue by Alain Ducasse ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ด้านรสชาติและบรรยากาศให้สมบูรณ์แบบ

ตลอดทั้งคืน Cartier มอบประสบการณ์ทางดนตรีและศิลปะการแสดงที่ผสมผสานอย่างลงตัว เริ่มต้นด้วยโชว์แสง สี เสียงที่สะกดทุกสายตา ก่อนต่อด้วยมินิคอนเสิร์ตจากสองศิลปินชื่อดังแห่งยุค อิ้งค์ วรันธร และ เจฟ ซาเตอร์ ที่ถ่ายทอดบทเพลงท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สร้างความเพลิดเพลินให้แขกผู้ร่วมงานอย่างอบอุ่นและน่าประทับใจ

ไฮไลต์ของค่ำคืนคือการแสดงจากศิลปินระดับตำนาน ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ ที่เติมเต็มพลังและเสน่ห์เฉพาะตัวให้กับงาน ก่อนจะส่งต่อความสนุกไปสู่จังหวะดนตรีมันส์ ๆ ของดีเจชื่อดัง MayTae, Titto และ Kenny ที่ทำให้ทั้งฮอลล์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา

การแสดงทุกช่วงถูกออกแบบให้สอดรับกับธีม Heavenly Cartier อย่างกลมกลืน ราวกับพาผู้ร่วมงานก้าวสู่โลกเหนือจินตนาการที่สะท้อนทั้งความสง่างามและความคิดสร้างสรรค์ของเมซง ค่ำคืนนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองการเปิดบูติก แต่ยังเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ Cartier ตั้งใจมอบให้เป็นความทรงจำอันยากจะลืมเลือน

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำ CPR ถูกต้อง เพิ่มโอกาสรอดให้หลายชีวิต

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำ CPR ถูกต้อง เพิ่มโอกาสรอดให้หลายชีวิต

‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำ CPR ถูกต้อง เพิ่มโอกาสรอดให้หลายชีวิต

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

หัวใจของคนเราจะเต้น 60-100 ครั้งต่อนาที เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตลอดเวลา และหากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่ได้ ทำให้หมดสติอย่างรวดเร็ว และภายในไม่ถึง 5 นาที เราอาจเข้าสู่ภาวะสมองขาดเลือดและเสียชีวิตได้ทันทีหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลา ที่น่ากังวลคือ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” เป็นภัยเงียบที่แทบไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้แต่คนที่แข็งแรงและออกกำลังกายเป็นประจำ โดยกรมควบคุมโรคเผยว่า คนไทยเสียชีวิตจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” มากกว่า 54,000 รายต่อปี

นพ.ราม บรรพพงษ์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลวิมุต

นพ. ราม บรรพพงษ์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลวิมุต  เผยถึงการรับมือกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและเน้นย้ำถึงสิ่งที่ควรทำหากคนรอบตัวต้องเผชิญกับภัยร้ายนี้

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจทำงานผิดปกติและหัวใจหยุดเต้น เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้ สมองจะขาดเลือดและหมดสติทันที

“ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” โรคร้ายไม่เลือกอายุ กลุ่มไขมันสูง-ความดันสูง-เบาหวาน เสี่ยงทวีคูณ

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือคนที่เป็นโรคประจำตัวแต่ยังไม่เคยตรวจพบ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ที่เป็นความเสี่ยงให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติและนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินความเสี่ยงและดูแลโรคที่อาจซ่อนอยู่ตั้งแต่เนิ่น ๆ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดให้เห็นก่อน เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือหน้ามืด ซึ่งถ้าพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรเรียนรู้วิธี CPR เอาไว้ เผื่อถ้าคนรอบตัวหัวใจหยุดเต้น จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะตามมา” นพ. ราม กล่าว

ประเมินผู้ป่วย-โทรสายด่วน 1669–ทำ CPR : 3 ขั้นตอนช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น

ผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมักเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลเพราะได้รับการช่วยเหลือไม่ทัน ดังนั้นเมื่อพบผู้หมดสติ ให้ตบไหล่และเรียกเสียงดัง หากไม่ตอบถือว่าหมดสติ จากนั้นดูการหายใจง่าย ๆ ด้วยการประเมินการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอก หากไม่ขยับแสดงว่าไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ไม่ต้องคล้ำชีพจร เมื่อแน่ใจว่าหัวใจหยุดเต้น พยายามอย่าพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอง เพราะอาจไม่สามารถทำ CPR ระหว่างทางได้ แต่ให้โทรสายด่วน 1669 ทันที ระหว่างรอรถฉุกเฉิน ให้เริ่มทำการกดหน้าอก โดยให้ผู้ป่วยนอนราบบนพื้นแข็ง วางส้นมือกลางหน้าอก กดลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที (ราว 2 ครั้งต่อวินาที) แต่ละครั้งต้องปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่เพื่อให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ โดยต้องกดต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ยกเว้นเมื่อต้องเปลี่ยนผู้ช่วยหรือใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) หากมี ควรใช้ AED ควบคู่กับการ CPR และประเมินซ้ำทุก 2 นาทีว่าผู้ป่วยเริ่มหายใจหรือรู้สึกตัวหรือไม่ นพ.ราม บรรพพงษ์ เล่าเสริมว่า “หลายคนกังวลว่าทำ CPR แล้วจะทำให้กระดูกของผู้ป่วยหัก ซึ่งจริง ๆ ก็เกิดขึ้นได้หากทำผิดวิธี แต่กระดูกหักนั้นรักษาได้ ต่างจากการไม่ทำ CPR ที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น เพราะโอกาสรอดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลมีไม่ถึง 10% เท่านั้น แต่ถ้าได้รับการ CPR อย่างทันท่วงทีจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นมาก และถ้าตัดสินใจช่วยช้า แม้ผู้ป่วยจะรอด ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและไตที่ไวต่อการขาดเลือด ดังนั้น จึงอยากให้เน้นช่วยชีวิตอย่างรวดเร็วก่อนนำส่งโรงพยาบาล”

เทคโนโลยีรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาล

เมื่อผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมาถึงโรงพยาบาลจะได้รับการรักษาในห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยมีแพทย์จากหลายสาขาร่วมกันรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วยให้มากที่สุด ในโรงพยาบาลหรือรถพยาบาลฉุกเฉินจะมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วย เช่น เครื่องปั๊มหัวใจอัตโนมัติ (Robotic CPR device) ที่กดหน้าอกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อีกอย่างคือ ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation) เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม ซึ่งใช้ในผู้ป่วยที่ยังมีโอกาสรอดสูงและสามารถรักษาให้หายได้ แต่อาจมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้าย

“แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นจะเกิดขึ้นกะทันหันและมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่สิ่งที่เราทำได้คือรู้ทันความเสี่ยง และศึกษาวิธี CPR ที่ถูกต้องเอาไว้ เพราะเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราอาจเป็นคนที่ช่วยชีวิตใครสักคนได้ รวมถึงต้องตรวจเช็กสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเจอปัญหาเร็วจะได้ดูแลก่อนเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าลืมเลือกกินให้ดี ลดของหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้หัวใจของเราทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงในระยะยาว” นพ. ราม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการภาวะหัวใจหยุดเต้น สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ศูนย์ฉุกเฉิน ชั้น 1 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 24 ชั่วโมง โทร. 02-079-0191 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

กรมควบคุมโรค แอสตร้าเซนเนก้า และภาคีเครือข่ายพันธมิตร เดินแผนเชิงรุกคัดกรองโรคไต

กรมควบคุมโรค แอสตร้าเซนเนก้า และภาคีเครือข่ายพันธมิตร เดินแผนเชิงรุกคัดกรองโรคไต

กรมควบคุมโรค แอสตร้าเซนเนก้า และภาคีเครือข่ายพันธมิตร เดินแผนเชิงรุกคัดกรองโรคไต

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือข่ายพันธมิตรระดับประเทศ นำโดย กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, และแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เดินหน้าแผนเชิงรุกในการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง โดยส่งมอบชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) นำร่องในจังหวัดปทุมธานีเป็นพื้นที่แรกของประเทศ ภายใต้ “โครงการความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศด้านการคัดกรองโรคไต” ผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อคัดกรองผู้ป่วย 5 กลุ่มเสี่ยง ลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และสร้างการตระหนักรู้ด้านการป้องกันโรคไต พร้อมเตรียมขยายผลครอบคลุมทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการคัดกรองคนไทยกลุ่มเสี่ยงกว่า 7.2 ล้านคนภายในปีพ.ศ. 2570

นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชน คุณภาพชีวิตผู้ป่วย และภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทดแทนซึ่งสูงกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ด้วยเหตุนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรระดับประเทศ (National Alliance) ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เปิดตัว “โครงการความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศด้านการคัดกรองโรคไต” ครั้งแรกในไทย เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการคนไทย 7.2 ล้านคนรู้ค่าความเสี่ยงโรคไต” อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา โดยมีเป้าหมายยกระดับการตรวจคัดกรองและการดูแลโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นอย่างเป็นระบบ และคัดกรองคนไทยกลุ่มเสี่ยง 7.2 ล้านคนทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2570 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ‘ทศวรรษการป้องกันและชะลอไตเสื่อม (พ.ศ. 2565–2574)’ ที่มุ่งลดผู้ป่วยรายใหม่ ชะลอความเสื่อมของไต และลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา

เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการความร่วมมือในเชิงรุก เครือข่ายพันธมิตรระดับประเทศจึงเดินหน้าส่งมอบชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) ที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภาคเอกชนอย่างแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย ให้แก่จังหวัดปทุมธานี เป็นจังหวัดนำร่องแห่งแรกของประเทศ เนื่องจากปทุมธานีมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อีกทั้งยังมีการดำเนินงานด้านการป้องกันโรคไตอย่างต่อเนื่อง โดยแผนเชิงรุกครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดกรองผู้ป่วยใน 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคนิ่วในไต โรคเกาต์ และผู้ที่ใช้ยา NSAIDs ต่อเนื่อง เพื่อค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรก ลดโอกาสเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และสร้างการตระหนักรู้เรื่องการป้องกันโรคไตในชุมชน พร้อมทั้งยังตั้งเป้าขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดภาระโรคไตระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ดียิ่งขึ้น”

นายแพทย์นนท์ จินดาเวช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า จากข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดปทุมธานี พบว่าสถานการณ์โรคไตในปทุมธานีมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตประมาณ 11,000 คน โดยผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะที่ 3 มีมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 5,000 คน หรือเกือบร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคไตทั้งหมด และมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกไตประมาณ 700 คน ซึ่งจากตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มักเข้ารับการตรวจ เมื่อโรคเริ่มมีความรุนแรงแล้ว ดังนั้นการได้รับการสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) ภายใต้โครงการความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศด้านการคัดกรองโรคไต ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสในการชะลอและป้องกันไม่ให้โรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงต่อไป โดยชุดตรวจดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก สามารถประเมินสุขภาพไตเบื้องต้นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่า อีกทั้งยังเหมาะสมกับการทำงานเชิงรุกที่ต้องการเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น

“สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานียังจะทำงานร่วมกับ อสม. อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก อสม. คือด่านหน้าที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยง นำเข้าสู่ระบบคัดกรอง และถ่ายทอดความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพได้โดยตรง การส่งเสริมศักยภาพของ อสม.ผ่านการอบรมและองค์ความรู้ที่ครบถ้วน จะช่วยให้ อสม.ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกับระบบสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อมีการบูรณาการกำลังคนเข้ากับทรัพยากรและเครื่องมือที่เหมาะสม การคัดกรองเชิงรุกก็จะยิ่งมีพลัง สามารถสร้างการตระหนักรู้ ลดความรุนแรงของโรค และป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets กล่าวว่า เจตนารมณ์ของแอสตร้าเซนเนก้าคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทย และที่สำคัญคือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชนทุกคน การสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบเครื่องมือทางการแพทย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการทำงานเคียงข้างภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อขยายการเข้าถึงการตรวจคัดกรองไปยังประชาชนในระดับชุมชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง การเริ่มต้นที่จังหวัดปทุมธานีในฐานะพื้นที่นำร่องถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะต่อยอดสู่การคัดกรองระดับประเทศ และสอดคล้องกับพันธกิจ ACT on CKD ของแอสตร้าเซนเนก้าทั่วโลก ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านการดูแลสุขภาพไตจากการรักษาสู่การป้องกัน เพื่อช่วยลดภาระของผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข พร้อมวางรากฐานสังคมไทยที่มีสุขภาพแข็งแรงและยั่งยืนในอนาคต

นายกำพล รักน้อย ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กล่าวว่า ปทุมธานีเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท การเข้าถึงครอบครัวในชุมชนจึงมีความท้าทายมากกว่าต่างจังหวัด เพราะหลายครอบครัวอาศัยอยู่ในคอนโดหรือห้องเช่า ในขณะที่คนหนุ่มสาวออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้กลุ่มที่ อสม. พบเจอบ่อยที่สุดคือ “ผู้สูงอายุ” ซึ่งมักมีข้อจำกัดในการสื่อสารและการรับข้อมูลสุขภาพ ประกอบกับที่ผ่านมาการตรวจคัดกรองโรคไตที่ต้องอาศัยการเจาะเลือดในโรงพยาบาลเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีการสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) ในครั้งนี้ เราจึงสามารถช่วยประเมินสุขภาพไตเบื้องต้นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ลดภาระของประชาชนในการเดินทางไปรับการตรวจที่โรงพยาบาล เพิ่มขีดความสามารถให้ อสม. ในการลงพื้นที่และเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งยังสามารถให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมการกินที่ส่งผลต่อไต เช่น การบริโภคอาหารรสจัดหรืออาหารแปรรูป เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านตระหนักและปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเราเชื่อว่าการทำงานเชิงรุกของเครือข่าย อสม.จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชุมชน ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ ทำให้ผู้มีความเสี่ยงเข้าสู่ระบบการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และป้องกันไม่ให้เข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้จริง”

ในพิธีส่งมอบชุดตรวจคัดกรองไต (Urine Microalbumin Dipstick) ภายใต้ “โครงการความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศด้านการคัดกรองโรคไต” ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร และเครือข่าย อสม. เข้าร่วมงาน อาทิ นายแพทย์ปรีชา เปรมปรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 4, นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, นายแพทย์นนท์ จินดาเวช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี, นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets, พญ. วาสนา ประสิทธิ์สืบสาย ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย สานต่อภารกิจขจัดภัยมะเร็งเต้านม ชวนเซเลบฯ และผู้รอดชีวิต สร้างแรงบันดาลใจผ่านแคมเปญระดับโลก

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย สานต่อภารกิจขจัดภัยมะเร็งเต้านม ชวนเซเลบฯ และผู้รอดชีวิต สร้างแรงบันดาลใจผ่านแคมเปญระดับโลก

เอสเต ลอเดอร์ ประเทศไทย สานต่อภารกิจขจัดภัยมะเร็งเต้านม ชวนเซเลบฯ และผู้รอดชีวิต สร้างแรงบันดาลใจผ่านแคมเปญระดับโลก

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ในเครือบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำพันธกิจที่องค์กรขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 3 ทศวรรษเพื่อสร้างโลกที่ปราศจากมะเร็งเต้านม เดินหน้าจัดแคมเปญระดับโลก ‘รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม – Beautifully United to Help End Breast Cancer’ สะท้อนวิสัยทัศน์แบรนด์ความงามที่ “เข้าใจผู้หญิงในทุกมิติ” ทั้งร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต

กิจกรรมครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ในเครือบริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัดแบรนด์ความงามในเครือเอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ นำทีมโดยนางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด, นางสาวอรพรรณ พงศ์พานิช ดิจิทัลคอมเมิร์ซมาร์เก็ตติ้ง ไดเรคเตอร์ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย รวมถึงพันธมิตรสำคัญ อาทิ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยแพทย์หญิงวิภาวี นิยมในธรรม แพทย์ชำนาญการ กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดย นางสาวณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และนางสาวธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-แชนแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ และเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดัง ทั้ง พิธีกร นางแบบ นักแสดง และ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีส่วนในการช่วยสร้างแรงบันดาลใจในแคมเปญนี้ ได้แก่ โยเกิร์ต – ณัฐฐชาช์ บุญประชม, แหวนแหวน – ปวริศา เพ็ญชาติ, แจง – วราพรรณ หงุ่ยตระกูล, นุ่น – ดารัณ ฐิตะกวิน และพอลลีน – พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์

นางสาวอรพรรณ พงศ์พานิช ดิจิทัลคอมเมิร์ซมาร์เก็ตติ้ง ไดเรคเตอร์ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เอสเต ลอเดอร์ เดินหน้าพันธกิจในการสร้างโลกที่ปราศจากมะเร็งเต้านมอย่างไม่หยุดยั้ง และสำหรับปี 2568 เราต้องการตอกย้ำว่า ‘Time to End Breast Cancer’ คือเวลาที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ ผู้รอดชีวิต ครอบครัว หรือประชาชนทั่วไป เพราะพลังจากทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เราเชื่อมั่นว่าการตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่การตรวจพบเร็ว การเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม และท้ายที่สุดคือการลดจำนวนผู้ป่วยและเพิ่มอัตรารอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมในอนาคต”

นอกจากนี้ เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ยังสานต่อพันธกิจขจัดมะเร็งเต้านมซึ่งเป็นภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงจำนวนมากทั่วโลกและเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ในครั้งนี้ ทางแบรนด์ในเครือได้เปิดตัวคอลเล็กชันริบบิ้นสีชมพูที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ (Pink Ribbon Items 2025) โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสมทบทุนเพื่อบริจาคในการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติต่อไป พร้อมเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ในเดือนแห่งการตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ผ่านผลิตภัณฑ์ความงามในคอลเล็กชันริบบิ้นสีชมพูนี้ อาทิ Advanced Night Repair ขนาด 50 มล. และ Bouquet of Strength Lip จาก Estee Lauder, Treatment Lotion ขนาด 150 มล. จาก LA MER, Dramatically Different Moisturizing Lotion+ ขนาด 125 มล. จาก CLINIQUE และ น้ำหอม Peony & Blush Suede ขนาด 100 มล.  จาก Jo Malone London โดยวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เฉพาะห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขาเท่านั้น

การจัดงานในปีนี้ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ งานเสวนา 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1) มะเร็งเต้านม ตรวจเจอไว รักษาทัน…ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด 2) กำลังใจ…คือยาที่ดีที่สุด และ 3) แนวทางการดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระหว่างการรักษาและหลังการหายป่วย จากแพทย์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดัง พร้อมจัดนิทรรศการส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัว นิทรรศการมะเร็งเต้านม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก 5 เซเลบริตี้ชื่อดัง พร้อมนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ครอบคลุมตั้งแต่อัตราการรอดชีวิตในแต่ละระยะ วิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ตลอดจนสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองฟรี เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างทั่วถึง

Race Day: “Pink Ribbon Run 2025” งานวิ่งการกุศลในวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2568 ณ วัน แบงค็อก (One Bangkok) โดยรายได้ 100% ไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่ “มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ”

เวิร์คชอป ดูแลตัวเอง การดูแลผิวทั้งสำหรับผู้ป่วยระหว่างการรักษา และหลังการหายป่วย ขั้นตอนการดูแลผิวพรรณ รวมถึงวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้อง เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้ป่วย

ภายในงานมีเวทีเสวนาถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองที่น่าสนใจมากมายทั้งจากแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล ผู้จัดการฝ่ายอบรมและพัฒนา จากเอสเต้ ลอเดอร์  ผู้รอดชีพจากมะเร็งเต้านม และคนใกล้ชิดในครอบครัวของผู้ป่วย

มะเร็งเต้านม ตรวจเจอไว รักษาทัน…ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

แพทย์หญิงวิภาวี นิยมในธรรม นายแพทย์ชำนาญการ จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยสถานการณ์มะเร็งเต้านมในไทยพบผู้ป่วยใหม่กว่า 20,000 – 22,000 รายต่อปี (ราว 12%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ย 1 ใน 8 มีโอกาสตรวจพบมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต และที่น่าเป็นห่วงคือในจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นนี้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 4,800 คนต่อปี หรือคิดเป็นอัตราเฉลี่ย 13 คนต่อวัน โดยมักมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น เคยเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งที่เต้านม มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งที่เต้านม มีประจำเดือนเร็ว ก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดหลังอายุ 55 ปี เคยได้รับรังสีที่เต้านม หรือทรวงอก ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น แม้มะเร็งเต้านมจะเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของสตรีไทยแต่ “ยิ่งพบเร็ว โอกาสรักษาหายยิ่งสูง” การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอจึงสำคัญเพราะ “การตัดสินใจตรวจวันนี้ อาจช่วยรักษาชีวิตได้ในวันข้างหน้า”

บทเรียนจากผู้รอดชีวิต: ซื่อสัตย์กับร่างกายและ “ไปต่อได้”

แจง – วราพรรณ หงุ่ยตระกูล ผ่านประสบการณ์การรักษามะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จนหายดี ได้เลือกใช้ชีวิตอย่างมีสติ ใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกาย และ “ไปต่อได้” ขณะที่ นุ่น – ดารัณ ฐิตะกวิน ซึ่งเคยมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรง เล่าถึงจุดเปลี่ยนเมื่อพบก้อนผิดปกติและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะ 2 ชนิด Her-2 ทำให้เธอ “ซื่อสัตย์กับร่างกาย” และตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ “พบเร็ว รักษาเร็ว หายเร็วจริง”

เมื่อเผชิญหน้ากับมะเร็งเต้านม ‘กำลังใจ’ คือยาที่ดีที่สุด

งานวิจัยด้านจิตวิทยาสุขภาพชี้ว่าเครือข่ายการสนับสนุนที่ดีช่วยยกระดับผลลัพธ์การรักษา เวทีเสวนาถ่ายทอดพลังบวกจากผู้มีประสบการณ์จริงโดย แหวนแหวน – ปวริศา เพ็ญชาติ พบโรคตั้งแต่อายุ 23 ปีโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ตรวจพบเร็ว “มันเป็นความโชคร้ายที่เจอโรคตั้งแต่อายุน้อย แต่ก็เป็นความโชคดีที่เจอเร็ว ‘Early detection saves life’ การเผชิญหน้ากับมะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราเลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวมาบดบังแสงสว่างในชีวิต ในแต่ละวันบอกตัวเองว่า เราจะก้าวผ่านมันไปได้ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง และโชคดีที่ได้รับกำลังใจจากคนที่รักเรา ความหวังและความศรัทธาคือพลังที่ทำให้เราก้าวต่อไปได้

ด้านโยเกิร์ต – ณัฐฐชาช์ บุญประชม ที่เผชิญโรคจากคุณแม่สองครั้ง สรุปบทเรียนสำคัญว่า “สิ่งที่น่ากลัวกว่าการไปตรวจ คือการมีโรคอยู่แล้วแต่ไม่รู้ตัว” สำหรับเธอ Self-Care คือการดูแลทั้งกาย-ใจ เติมพลังด้วยกิจวัตรเล็ก ๆ และกรองพลังงานลบออกจากชีวิต พร้อมกันนั้น เธอยังอยากให้กำลังใจผู้ป่วยทุกคนว่า คุณไม่ได้สู้เพียงลำพัง ทุกก้าวเล็ก ๆ มีความหมาย และกำลังใจคือพลังที่ทำให้ผ่านวันที่ยากลำบากไปได้ ส่วนคนที่อยู่เคียงข้างและดูแลผู้ป่วยเอง ก็อย่าลืมมอบกำลังใจให้ตัวเองเช่นกัน เพราะความเข้มแข็งของคุณคือแรงใจสำคัญที่ส่งต่อให้ผู้ป่วยก้าวต่อไปได้อย่างไม่โดดเดี่ยว

แนวทางดูแลผิวพรรณระหว่างการรักษาและหลังหายป่วย

กระบวนการรักษามะเร็งเต้านมอาจก่อให้เกิดอาการผิวแห้ง ลอก คัน หรือระคายเคือง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นใจของผู้ป่วย การดูแลผิวอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบรรเทาอาการ สร้างความสบายกาย และส่งผลดีต่อสภาพจิตใจในช่วงการรักษา โดย นางสาวสาธิดา เตชะภัทรพร Senior National Education Manager จากเอสเต ลอเดอร์ กล่าวว่า “การดูแลผิวในช่วงการรักษามะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เพราะผิวที่ได้รับการปกป้องและบำรุงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายกายมากขึ้น และมีกำลังใจที่จะก้าวต่อสู้กับโรคได้อย่างมั่นใจ”

พอลลีน – พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์ ผู้ป่วยระยะเริ่มต้น (Stage 0) เล่าว่า การตรวจสุขภาพโดยบังเอิญช่วยให้รักษาได้ทันและกลับมาแข็งแรง มะเร็งเต้านมสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่สเตจ 0 และรักษาให้หายได้จริง การตรวจสุขภาพไม่ได้น่ากลัว ไม่เจ็บ และคือ Self-Care ที่สำคัญที่สุด เพราะมันไม่ใช่การดูแลแค่ตัวเรา แต่ยังเป็นการมอบความสบายใจให้กับคนที่เรารักด้วย” ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอให้ความสำคัญกับสุขภาพ เวลา และครอบครัวมากกว่าเดิม

ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยที่ปราศจากมะเร็งเต้านม

Breast Cancer Campaign 2025 คือภาพสะท้อนของการรวมพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล การตรวจรักษา และบริการทางการแพทย์ พร้อมเครือข่ายสนับสนุนผู้ป่วยและผู้รอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย จึงเชิญชวนคนไทยร่วมกัน “รวมพลังช่วยกันหยุดยั้งมะเร็งเต้านม” เพราะเวลานี้คือเวลาที่ต้องลงมือ – Time to End Breast Cancer. 

centralwOrld x Vogue Casting Call 2025 แจ้งเกิดนางแบบหน้าใหม่บนรันเวย์แห่งปี

centralwOrld x Vogue Casting Call 2025 แจ้งเกิดนางแบบหน้าใหม่บนรันเวย์แห่งปี

centralwOrld x Vogue Casting Call 2025 แจ้งเกิดนางแบบหน้าใหม่บนรันเวย์แห่งปี

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เริ่มแล้วแคมเปญแฟชั่นแห่งปี “centralwOrld fashion citizens”  ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กแฟชั่นระดับโลกของไทย เดินหน้ารัน Fashion Happening แห่งปี Vogue Casting Call 2025 รอบชี้ชะตา Final Cast Fashion Show จับมือนิตยสารแฟชั่นระดับโลก Vogue Thailand เนรมิตพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้เป็นรันเวย์แห่งปี เพื่อค้นหานางแบบหน้าใหม่ หลังจากคัดเลือกผู้สมัครจากทั่วประเทศ จนเหลือเพียง 20 คนสุดท้าย ที่จะขึ้นรันเวย์ประชันความสามารถต่อสายตาแฟชั่นนิสต้าไทยและนานาชาติ พร้อมต้อนรับเหล่า Fashion Citizens จากวงการแฟชั่นเมืองไทย รวมตัวกันสร้าง Fashion Community ที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก ผ่าน Fashion Ecosystem ที่สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ดีไซเนอร์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงแบรนด์แฟชั่นระดับโลก 

ภายในงาน นำโดย นภพรรษ ฤดีสุนันท์ Head of Marketing (Asset Group 1) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดีกับ สิรี อุดมฤทธิรุจ ประธานกรรมการบริหาร โว้กประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา ได้แก่ ชนะศักดิ์ นิยะถิรกุล Head of Regional Marketing – CentralWorld อภิญญา มุทาวัน Head of B2C Marketing centralwOrld นอกจากนี้ ยังมี Fashion People อย่าง มีมี่-มิลิน ยุวจรัสกุล เจ้าของแบรนด์ Milin and Founder Feline, มาร์ค กิ่งโพยม Founder Muse Academy, โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน, เตยยี่-ประภัสสร กาญจนสูตร และแฟชั่นนิสต้าร่วมงานมากมาย

รอบ Final ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำที่ร่วมกันนำเสนอคอลเลกชันสุดพิเศษบนรันเวย์ อาทิ CALVIN KLEIN, CC DOUBLE O, CHAMPION, GENTLEWOMAN, JASPAL, KATE SPADE NEW YORK, KLOSET, LACOSTE, LEVI’S, LULULEMON, LYN AROUND, MANGO, MARITHÉ + FRANÇOIS GIRBAUD, MATTER MAKERS, MICHAEL KORS, MLB, POLO RALPH LAUREN, POMELO, QUINN, TOMMY HILFIGER และ URBAN REVIVO

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความตื่นเต้นไม่แพ้กัน คือการปรากฏตัวของ 9 หนุ่มศิลปินวง DICE ที่มาพร้อมโชว์บนรันเวย์สุดยิ่งใหญ่ของโว้กเป็นครั้งแรก นำโดย มิน, อเล็กซ์, เจย์, อาโป, โอโบ, ชีส, แมดดอค, อ็อตโต้ และ เฟรม ที่มาเพิ่มสีสันและสะท้อนบทบาทใหม่ในโลกแฟชั่น การขึ้นรันเวย์ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ DICE ที่ถ่ายทอดเสน่ห์และพลังของ Young Generation ผ่านของการแสดงออกบนเวทีแฟชั่นระดับอินเตอร์ ในงาน Vogue Casting Call 2025 ได้อย่างสมบรูณ์แบบ

‘เพียวเดอริมา’ เดินหน้าโครงการ ‘ปันสุข ปลอดเชื้อ เพื่อชุมชน’ มอบผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้โรงเรียนและ รพ.สต. จ.ปทุมธานี

‘เพียวเดอริมา’ เดินหน้าโครงการ ‘ปันสุข ปลอดเชื้อ เพื่อชุมชน’  มอบผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้โรงเรียนและ รพ.สต. จ.ปทุมธานี

‘เพียวเดอริมา’ เดินหน้าโครงการ ‘ปันสุข ปลอดเชื้อ เพื่อชุมชน’ มอบผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้โรงเรียนและ รพ.สต. จ.ปทุมธานี

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เพียวเดอริมา แลบบอราทอรีส์ จำกัด ผู้ผลิตสกินแคร์และเครื่องสำอางแบบ OEM  ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “ปันสุข ปลอดเชื้อ เพื่อชุมชน”  โดยมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยที่จำเป็น ได้แก่ เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ และสบู่ล้างมือ ให้กับโรงเรียนวัดเกตุประภา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบึงคำพร้อย จังหวัดปทุมธานี  เพื่อเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคภายในชุมชน

ตัวแทนจากเพียวเดอริมา แลบบอราทอรีส์ ได้ลงพื้นที่มอบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้กับคณะครู นักเรียน และบุคลากรทางการแพทย์  พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการล้างมืออย่างสม่ำเสมอและการใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ ซึ่งถือเป็นปราการด่านแรกในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในชีวิตประจำวัน  นอกจากนี้ ยังได้มีการสาธิตวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง เพื่อให้คนในชุมชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการ “ปันสุข ปลอดเชื้อ เพื่อชุมชน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เพียวเดอริมา แลบบอราทอรีส์ จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ  บริษัทเชื่อมั่นว่าการสร้างสุขอนามัยที่ดีในระดับครัวเรือนและชุมชน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ในฐานะโรงงานรับผลิตสกินแคร์และเครื่องสำอางแบบ OEM เพียวเดอริมา แลบบอราทอรีส์  ไม่เพียงแต่ให้บริการด้านการผลิตสินค้าความงามและสุขภาพแบบครบวงจร แต่ยังตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และมุ่งมั่นที่จะเป็น “กำลังเล็กๆ” ที่ช่วยสนับสนุนและดูแลสังคมไทยในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

เพียวเดอริมา แลบบอราทอรีส์  ยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย การให้ความรู้ด้านสุขภาพ หรือการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดูแลชุมชน

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเพียวเดอริมา แลบบอราทอรีส์ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรอยยิ้มและความมั่นใจให้กับคนในชุมชน  ด้วยความเชื่อมั่นว่าหากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน  สังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและปลอดภัย ข้อมูลเพิ่มเติมของกิจกรรมคลิกที่ : https://pdl.co.th/csr-2025/ 

คุณแหน : 30 กันยายน 2568

คุณแหน : 30 กันยายน 2568

คุณแหน : 30 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • 30 กันยายน วันนี้เป็นสุดท้ายในชีวิตการทำงานประจำของ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ที่มีอายุครบ 60 ปี ซึ่งต้องเกษียณจากการงานแล้ว ต่อแต่นี้ไปชีวิตเป็นอิสระขึ้น…หลายคนคงทำใจมาบ้าง ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นสัจธรรม คนเคยสวมหัวโขนอันงามสง่า ก็ต้องถอดออกแล้วส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ซึ่งมาแทนที่ต่อไป…ชีวิตหลังเกษียณจะแสนสุข ขอให้คิดบวกเข้าไว้ หากสุขภาพยังดีอยู่ ก็ให้หาโอกาสหยิบจับสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบทำไปอย่างมีเป้าหมายคือ ความสุข หรือถ้ามีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ต่างๆแก่คนรุ่นหลัง ก็นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้คนบนโลกนี้เป็นอย่างยิ่ง…ขอให้กำลังใจผู้เกษียณทุกคน ขอให้ภูมิใจในตนเองว่า เรานี่เก่งนะ ทำงานเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมาจนถึงวันนี้…ต่อแต่นี้จะได้เลือกหนทางที่ทำให้ ชีวิตเกษียณอย่างเกษม ต่อไป…ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงกันทุกๆคน…
  • เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมโลกร้อน)เป็นประธานมอบของที่ระลึกแก่ข้าราชการของกรมฯ ที่จะเกษียณอายุปีนี้ อาทิ ผู้ตรวจราชการฯ ภาวินี ณ สายบุรี ดร.จงรักษ์ ฐินะกุล เป็นต้น พนักงานราชการ มี กิตติพงษ์ แว่นจันลา ฯลฯ …
  • ส่วนที่ บริษัทท่าอากาศยานไทย(ทอท.) มีผู้บริหารเกษียณหลายคน อาทิ ผอ.ท่าอากาศยานเชียงใหม่(ผู้เป็นที่รักของลูกน้อง) น.ท.รณกร เฉลิมแสนยากร , รอง กอญ.ทอท.สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน สุขศรี เหลืองอร่าม , รอง กอญ.ทอท.สายงานบัญชีและการเงิน เจนวิทย์ มุสิกรัตน์ เป็นต้น…ขอให้เกษียณสุขกันทุกคน…
  • อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณไปหลายปีแล้ว เกษม สนิทวงศ์ฯ ผู้สนใจการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ท่านมีผลงานถ่ายภาพ ตั้งแต่นกยูงที่ห้วยขาแข้ง ภาพสิงโต เสือที่ต่างประเทศ ช่วงนี้โพสต์ในเพจ เป็นภาพฝูงช้าง ซึ่งต้องใช้ความสามารถมากๆในการจับภาพ ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้เลยจริงๆ…
  • ประชาชนกัมพูชาต่างดีใจแซ่ซ้องฉลองการเปิด SOFT OPENING สนามบินทันสมัยแห่งใหม่มาเสริมศักยภาพธุรกิจและการท่องเที่ยว เรียกว่า “สนามบินนานาชาติเตโช” ในจังหวัดกันดาลห่างจากกรุงพนมเปญแค่ 30 กม. กล่าวกันว่าสถาปนิกไทยหลายคนเห็นภาพแล้ว “อมยิ้ม” นัยว่าโครงสร้างอาคารผู้โดยสารมีส่วนละม้ายสนามบินชื่อดังที่เราคุ้นกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย่างก้าวเข้าอาคารด้านหน้าก็จะมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานเป็นแลนด์มาร์คให้ประชาชนสักการะ…ปะหน้า “มิ้งจักรวรรดิ” เซียนใหญ่พระเครื่องและพระบูชาระดับท็อปเทนของประเทศ เราเลยถามว่าพระประธานองค์นี้จัดอยู่ในพุทธศิลป์ยุคใด ท่านว่าพิจารณาจาก พุทธศิลป์ แล้วผู้ออกแบบคงต้องการให้เป็นศิลปะแบบผสมผสาน เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง ทั้งที่มองปราดไปจะมีความคล้ายกับศิลปะยุคอู่ทองของไทย แต่อย่างไรก็ดีปางประทานพรรูปแบบนี้ไม่มีอยู่ในตำราพุทธศิลป์ยุคอู่ทอง…
  • “บารอนเนส” เขียนแปะไว้ข้างฝาตั้งแต่แนวหน้าฉบับวันที่ 26/8/68 ว่านับเนื่องจากนี้ไปสินค้า LUXUARY โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาหรูของประเทศสวิสจะต้องเจอปัญหาการตลาดชิ้นใหญ่ในการตลาดสหรัฐฯ เนื่องจาก ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจจึงลงโทษสวิสด้วยอัตราภาษีโหด 39% เหล่าบริษัทเอเจนถึงกับครวญว่า เศรษฐีจีนเกิดภาวะถังแตกก็แย่อยู่แล้ว ตอนนี้มาโดนภาษีโหดทรัมป์ก็ถึงวิกฤต เพราะตลาดสหรัฐฯ สำคัญที่สุดมีวอลรูมถึงครึ่งหนึ่งของตลาดโลก ถ้าพูดเป็นตัวเลขที่กระทบโดยตรงต่อตลาดนาฬิกาหรูสหรัฐฯ ขายลดลง 25% ส่วนยอดขายจีนลดลง 36% (นี่เป็นเพียงเบื้องต้นเมื่อเป็นยอดรายปีจะเห็นความเสียหายมากกว่านี้) น่าเห็นใจแต่นี่คือ “ปัญหาโลกแตก” เพราะเรื่องราวทั้งหมดมันอยู่นอกอำนาจของผู้ผลิตชาวสวิส…มีผู้เสียหายก็ต้องมีคนได้ประโยชน์ผู้ชำนาญการชี้ว่า มีบริษัทผู้ค้ารายใหญ่ในสหรัฐฯคาดคะเนถูกยอมเสี่ยงลงทุนสต็อกสินค้ามูลค่ามหาศาล นอกจากนั้นยังมีนักสะสมรายใหญ่ที่มีสต็อกนาฬิกาเซคกันแฮนด์ไว้กลายเป็นเศรษฐีโดยปริยาย (แต่ถ้ายืมเพื่อนมาก็ต้องรีบคืนเขานะคะ) !!…

บารอนเนส

พม. สานพลัง สสส.-กทม. จัดมหกรรม ‘FAM FESTIVAL 2025’ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ‘เวลาของเรา ครอบครัวของเรา’ ครั้งแรกในไทย

พม. สานพลัง สสส.-กทม. จัดมหกรรม ‘FAM FESTIVAL 2025’  เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ‘เวลาของเรา ครอบครัวของเรา’ ครั้งแรกในไทย

พม. สานพลัง สสส.-กทม. จัดมหกรรม ‘FAM FESTIVAL 2025’ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ‘เวลาของเรา ครอบครัวของเรา’ ครั้งแรกในไทย

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดพื้นที่ให้เด็กและครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ผ่านกิจกรรมนันทนาการงานฝีมือ สุขภาพ และทักษะชีวิต ในงาน “มหกรรมครอบครัว (FAM FESTIVAL 2025)” ภายใต้แนวคิด “เวลาของเรา ครอบครัวของเรา” โดยมี นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” พร้อมด้วยนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ  อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม.  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่ากรุงเทพมาหานคร และนางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) กรุงเทพฯ

นายอนุกูล  ปีดแก้ว กล่าวว่า กระทรวง พม. ร่วมกับ สสส. และ กทม. จัดงาน “FAM FESTIVAL 2025” ขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย ด้วยแนวคิด “เวลาของเรา ครอบครัวของเรา” ระหว่างวันที่ 27-28 ก.ย. 2568 เพื่อมุ่งกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวทุกมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือสวัสดิการ แต่รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ภายในบ้าน เช่น การสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้สมาชิกครอบครัวสามารถพูดคุยและปรับความเข้าใจระหว่างกัน สนับสนุนการสื่อสารที่รับฟังด้วยใจ ส่งเสริมให้สมาชิกทุกวัยมีเสียง มีคุณค่า และมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น การจัดงานมหกรรมฯ ครั้งนี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า “เวลาที่ใช้ร่วมกัน” คือการลงทุนที่มีค่าที่สุด แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาที่เราใส่ใจ รับฟัง และเข้าใจกัน ก็จะสามารถกลายเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่มั่นคงและนำไปสู่การเป็นครอบครัวที่มีสุขภาวะดีได้ ทั้งนี้ พม. ร่วมกับ กทม. เปิดพื้นที่เรียนรู้สำหรับครอบครัว 19 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับเปิดตัว Family Passport เครื่องมือสร้างการเรียนรู้และสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage : เพื่อนครอบครัว และ Line OA : @lineFamily

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ครอบครัวในกรุงเทพฯ จำนวนมากต้องเผชิญกับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นความเร่งรีบในการทำงาน การจราจรที่หนาแน่น หรือสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน ส่งผลให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ร่วมกันน้อยลง กทม. จึงกำหนดนโยบายการพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองน่าอยู่ เมืองแห่งเด็กและครอบครัว”มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อครอบครัว ส่งเสริมการเรียนรู้และการเล่นของเด็กอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้เวลาร่วมกันของคนทุกวัย และสนับสนุนกิจกรรมที่เสริมสร้างความผูกพันในครอบครัว การจัดงาน FAM FESTIVAL 2025 เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้เรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างความทรงจำร่วมกัน เป็นการตอกย้ำบทบาทของทุกภาคส่วน ที่พร้อมร่วมกันสร้างสังคมแห่งความอบอุ่นและความเข้มแข็ง

นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทย กำลังเผชิญความเหลื่อมล้ำจากปัญหาโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และไม่สามารถเข้าถึงนโยบายสาธารณะได้อย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2568 โดย สสส. และศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) พบเด็กและเยาวชนไทย70% มีฐานะยากจน โดยเด็กจำนวน 6.2 ล้านคน อยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้ ที่น่าสนใจผลสำรวจยังพบอีกว่า เยาวชน 35.9% ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ สาเหตุจากตั้งอยู่ไกลและเดินทางยาก มีเยาวชนเพียง 5.4% เท่านั้น ที่เคยไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์เป็นประจำทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังพบว่า เยาวชนที่เกี่ยวข้องกับอบายมุข บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด และการพนัน ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิต รวมถึงแบกรับแรงกดดันและความคาดหวังจากครอบครัว

“ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในนิเวศการเติบโตของเด็ก สสส. จึงเดินหน้าสานพลังภาคีเครือข่าย ร่วมกับ พม. และกทม.จัดงาน FAM FESTIVAL 2025 เปิดพื้นที่ให้ครอบครัวได้เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกัน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้ง กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก กิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต การเล่นอิสระ กิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อการเรียนรู้ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว และการมอบรางวัลครอบครัวต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

ภายในงาน สสส. ได้นำนวัตกรรมเครื่องมือ พร้อมใช้สำหรับครอบครัว มาให้ประชาชนทั่วไปได้เลือกใช้ประโยชน์ ได้แก่ 1.SHARE AND CARE แพลตฟอร์มของครอบครัวทุกรูปแบบ ใช้วิธีการพูดคุยกลุ่มเล็กเพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนการแก้ไขปัญหาต่างๆ อาทิ สุขภาพจิต การป้องกันปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว 2.HOOK LEARNINGแพลตฟอร์มส่งเสริมทักษะสำหรับพ่อแม่และคนทำงานด้านเด็กและครอบครัว 3.MAPPA แอปพลิเคชันการเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว ผู้ปกครองและเด็กจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบ O2O (Online to Offline) ที่เชื่อมโยงโลกดิจิทัลเข้ากับชีวิตจริงเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีทักษะศตวรรษที่ 21 ซึ่งเครื่องมือพร้อมใช้เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้สมาชิกครอบครัว ก้าวไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี เป็นรากฐานของสังคมสุขภาวะในระยะยาวต่อไป” น.ส.ณัฐยา กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรมในงานแบ่งเป็น 7 โซน ได้แก่ 1.โซน FAM STAGE  พบกับการแสดงละครใบ้ เล่านิทาน และคอนเสิร์ตจากศิลปิน 2.โซน FAM TALK กิจกรรมเสวนาจากอินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำทางความคิดด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3.โซน CREATIVE FAM ZONE ชวนเด็กๆ และผู้ใหญ่มาร่วมสนุกสนาน ผ่านกิจกรรมประดิษฐ์สิ่งของ 4.โซน FAM GRANDPARENT GARDEN กิจกรรมWorkshop ทำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจากสมุนไพร 5.โซน FAM MUSIC AND CHILL GARDEN มุมอ่านนิทาน พร้อมฟังเพลงฟังเบาๆ 6.โซน FAM PHOTO MEMORY AND FAMILY TREE WALL ร่วมถ่ายภาพครอบครัวและเขียนชื่อครอบครัวไว้บนต้นไม้ครอบครัวขนาดยักษ์ใจกลางงาน 7.โซน FAM NETWORK พบกับบูธภาคีเครือข่าย FAM FESTIVAL ที่จะมาร่วมให้ความรู้การดูแลลูกกับพ่อแม่