ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำในเอเชีย เปิดตัวโครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของโรคอ้วน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้ “โรคอ้วน” อยู่ในกลุ่มโรคโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases; NCD) เนื่องจากเป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง 

สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของแคมเปญ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ คือการสร้างความตระหนักรู้ว่าโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายแรงมากมาย ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การเปิดตัวแคมเปญในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงการประชุมวิชาการแพทย์ฯถือเป็นโอกาสอันดีให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาและจัดการโรคอ้วน เราจึงมุ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดขนาดร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก รอบเอว หรือ BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ในอนาคต”

ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ และ  สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกัน สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต  ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย พร้อทแนวทางการดูแลโรคอ้วนและควบคุมน้ำหนักตัวว่า “ปัจจุบันเราพบว่าคนไทยจำนวนมากอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 25 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนในระบบต่างๆ ได้มากมาย นอกจากนี้ผู้ป่วยจำนวนมากมักจะเข้ารับการรักษาก็ต่อเมื่อมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเราควร ‘จัดการตั้งแต่ต้นทาง’ ไม่ใช่รอให้ถึงปลายเหตุ  ซึ่งการดูแลโรคอ้วน ควรมองเป็นการป้องกันโรคอย่างหนึ่ง การให้ความรู้ที่ถูกต้อง และการเข้าถึงแนวทางการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระสุขภาพในระยะยาวได้จริง คือเราต้องเปลี่ยนแนวทางการดูแลสุขภาพจากเชิงรับ มาเป็นเชิงรุก เพราะทุกครั้งที่เราช่วยให้คนไข้ ‘ลดไซซ์’ ได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม เราก็ช่วย ‘ลดโรค’ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นครับ”

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกัน สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต 

ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์  นักแสดงและนางแบบ  กล่าวว่า “ตอนนี้ให้ความสำคัญกับดูแลตัวเองค่อนข้างมาก เลือกคัดสรรสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะงานของณิชาใช้ร่างกายในการทำงานหนัก ถ้าไม่แข็งแรงก็จะไม่มีแรงทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่นได้เลย  ณิชาทำงาน 7 วัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกกำลังกาย  แต่ตั้งใจว่าต้องบาลานซ์ตัวเองให้ได้ ดีใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ณิชาอยากให้คนไทยหันมาดูแลตัวเองกันให้มากขึ้น เพื่อให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและปราศจากโรคค่ะ”

สถานทูตฯ นิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of New Zealand 2025’ ชวนสัมผัสวัฒนธรรมอาหารชาวกีวี

สถานทูตฯ นิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of New Zealand 2025’ ชวนสัมผัสวัฒนธรรมอาหารชาวกีวี

สถานทูตฯ นิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of New Zealand 2025’ ชวนสัมผัสวัฒนธรรมอาหารชาวกีวี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส ภายใต้การบริหารโดยกลุ่มเดอะมอลล์ จัดงาน “Taste of New Zealand 2025” (เทสต์ ออฟ นิวซีแลนด์ 2025)  สัมผัสวัฒนธรรมอาหารนิวซีแลนด์ผ่านสินค้าคุณภาพเยี่ยมส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายโจนาธาน เดล คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

ชัดเจน ตันตาคม,  ออท.โจนาธาน คิงส์  และ พลอยชมพู อัมพุช

นายโจนาธาน เดล คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติทั้งผืนดินและท้องทะเลอย่างลึกซึ้ง เป็นสายสัมพันธ์ที่หล่อหลอมจากความใส่ใจ ความเคารพ และความเข้าใจว่าการดูแลธรรมชาติให้สมบูรณ์ ย่อมส่งผลดีต่อชีวิตของผู้คน งาน Taste of New Zealand 2025 เป็นงานสะท้อนวัฒนธรรมด้านอาหารของนิวซีแลนด์ภายใต้แคมเปญ Made With Care New Zealand เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม ปลอดภัย อร่อย อุดมไปด้วยสารอาหาร และผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  กล่าวว่า ในฐานะพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส กูร์เมต์ มาร์เก็ต มุ่งมั่นคัดสรรสินค้าคุณภาพเยี่ยมจากทุกมุมโลกภายใต้พันธกิจ “คัดเฉพาะเพื่อคุณ” โดยในงาน Taste of New Zealand 2025 ได้ร่วมกับสถานทูตฯ นิวซีแลนด์ คัดสรรและรวบรวมสินค้าทั้งอาหาร ขนม และผลไม้คุณภาพดีส่งตรงจากนิวซีแลนด์ อาทิ ช็อกโกแลต วิทเทคเกอร์ (Whittaker’s) แบรนด์ช็อกโกแลตแท้จากนิวซีแลนด์ ระดับพรีเมี่ยม ที่คัดสรรเมล็ดพันธุ์โกโก้คุณภาพเยี่ยมจนเป็นช็อกโกแลตที่เนียนนุ่ม พร้อมนมหอมอร่อยสุดพิเศษ จากฟาร์มนมในนิวซีแลนด์ ซึ่งได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงเป็นช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน, ลูกพลับนิวซีแลนด์ แบรนด์เฟิร์สต์ เฟรช (First Fresh) รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเมล็ด สามารถทานได้ทั้งเปลือก ได้รับความนิยมจนได้รับฉายาว่าเป็นลูกพลับอันดับ 1 จากเมือง Gisborne, เซสปรีกีวี (Zespri)  กีวีคุณภาพพรีเมี่ยมจากนิวซีแลนด์ รสชาติหวานอมเปรี้ยวกำลังดี และดีต่อสุขภาพ อัดแน่นไปด้วยวิตามินซี เสริมภูมิคุ้มกัน และอุดมไปด้วยไฟเบอร์ในการย่อยอาหาร

แอปเปิลร็อคกิต (Rockit) แอปเปิลขนาดเล็กที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์มากว่า 20 ปี เพื่อให้ได้ผลไม้ที่มีรสชาติหวาน กรอบ และมีคุณภาพสูง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม และดินที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังบรรจุอยู่ในกระบอกที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย, แอปเปิลเอ็นวี่ (Envy) เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแอปเปิลสายพันธุ์ Braeburn และ Royal Gala จนกลายเป็นแอปเปิล Envy ที่รวมเอาจุดเด่นจากแอปเปิลทั้งสองสายพันธุ์ คือมีรสชาติหวานไม่ติดเปรี้ยว มีกลิ่นหอม กรอบอร่อย, ปลาออเรนจ์ รัฟฟี (Orange Roughy) ปลาทะเลน้ำลึกที่พบได้มากในน่านน้ำนิวซีแลนด์ เนื้อสีขาวละเอียด รสชาติอ่อนนุ่มและเนื้อแน่น ทำให้เป็นที่นิยมในเมนูอาหารทะเลระดับพรีเมียม สามารถปรุงอาหารได้หลากหลายทั้งย่าง, อบ, หรือทอด เพราะเนื้อปลาคงรูปได้ดีเมื่อปรุงสุก, เชสเดลเชดด้าชีส (Chesdale Cheddar Cheese) ชีสยอดนิยมที่ใช้นมคุณภาพสูงทำให้มีรสชาติกลมกล่อมและเนื้อสัมผัสนุ่ม เหมาะสำหรับทำแซนด์วิช เบอร์เกอร์ หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูต่าง ๆ 

มูสลี่บาร์ ไนซ์ แอนด์ เนเชอรัล (Nice & Natural) อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสะดวกต่อการรับประทาน จุดเด่นของมูสลี่บาร์ไนซ์ แอนด์ เนเชอรัล คือการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ทั้งถั่วลิสงอบแห้งและผลไม้อบแห้ง เช่น แครนเบอร์รี่, ราสพ์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ ซึ่งให้รสชาติที่เข้มข้นและมีสารอาหารสูง, เนยถั่วพิคส์ พีนัท บัตเตอร์ (Pic’s Peanut Butter) ใช้ถั่วลิสงคุณภาพสูงจากนิวซีแลนด์ ไม่มีสารเติมแต่งหรือวัตถุกันเสีย ทำให้มีรสชาติเข้มข้นและเป็นธรรมชาติ มีทั้งแบบเนื้อเนียนและแบบกรุบกรอบ (Crunchy) ,อาหารเสริมออร์แกนิกสำหรับเด็ก โอนลี่ ออร์แกนิก (Only Organic) อาหารเสริมสำหรับเด็กที่ผลิตจากวัตถุดิบออร์แกนิกแท้จากประเทศนิวซีแลนด์ โดยเน้นความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กเล็ก

นอกจากนี้ ที่เคาน์เตอร์ You Hunt We Cook ในกูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ ยังรังสรรค์เมนูพิเศษ “ปลาออเรนจ์ รัฟฟีอบสมุนไพร” ให้ลิ้มลองรสสัมผัสของเนื้อปลาแน่น ขาว และนุ่มฉ่ำ อบกับเฮิร์บครัสต์ (Herb Crusted) เสิร์ฟคู่กับหน่อไม้ฝรั่งผัดเนย เพิ่มรสสดชื่นด้วยเลมอนเคปเปอร์ครีมซอส

สัมผัสเสน่ห์ของสินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากดินแดนกีวีในงาน “Taste of New Zealand 2025” (เทสต์ ออฟ นิวซีแลนด์ 2025) ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่  29 มิถุนายน 2568 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Gourmet Market Thailand และ IG : gourmetmarket

เซ็นทรัลพัฒนา ชวน LGBTQIA+ ตามหาคู่ที่ใช่ ปักหมุดจัดกิจกรรม ‘SOULMATE SPEED DATING’

เซ็นทรัลพัฒนา ชวน LGBTQIA+ ตามหาคู่ที่ใช่ ปักหมุดจัดกิจกรรม ‘SOULMATE SPEED DATING’

เซ็นทรัลพัฒนา ชวน LGBTQIA+ ตามหาคู่ที่ใช่ ปักหมุดจัดกิจกรรม ‘SOULMATE SPEED DATING’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เซ็นทรัลพัฒนา ย้ำบทบาท The Pioneer of Equality ร่วมมือกับ กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จํากัด ผู้นำระดับโลกด้านเวชสำอางและการดูแลผิวแบบครบวงจร และ MeetNLunch บริษัทจัดหาคู่อันดับ 1 ในเอเชีย ชวนทุกหัวใจไพรด์ ให้พองโตรับเดือนแห่งสีสัน เตรียมพบกับกิจกรรมสุดปังกับ SOULMATE SPEED DATING โซลเมทสายรุ้ง ใครจะรู้…รักแท้ที่คุณตามหา อาจอยู่ที่เซ็นทรัลฯ! ปักหมุดพร้อมเดต 4 โลเคชัน อาทิ  เซ็นทรัลเวิลด์, ภูเก็ต, พัทยา และเชียงใหม่

SOULMATE Speed Dating เพิ่มโอกาสให้คุณได้เจอคนที่ใช่ ในเวลาอันรวดเร็วและตรงใจ การันตีคุณภาพผู้ร่วมงานโดย MeetNLunch มาพร้อมกับ Vibes ที่ปลอดภัย สนุกและเป็นกันเอง ไม่ว่าคุณจะเป็น Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer/Questioning หรืออื่นๆ เรายินดีต้อนรับด้วยความเข้าใจ โอกาสที่มากกว่าความรัก คือมิตรภาพใหม่ๆ ที่รอคุณอยู่ พร้อมไฮไลต์ ฟรีจริง! x3 : ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย, ฟรี อาหารและเครื่องดื่มภายในงาน, ฟรี ของสมนาคุณและบัตรกำนัล  ประกาศผลวันที่ 18 มิถุนายน  เพื่อเข้าร่วมงานผ่าน https://www.facebook.com/CentralPattanaFanpage ผู้โชคดีถูกคัดเลือกและแมทช์คู่พรหมลิขิตโดย “MeetNLunch” บริษัทจัดหาคู่อันดับ 1 ในเอเชีย

รอบกิจกรรม เวลา 18.00 – 21.00 น.  จำกัด เพียง 40 ที่นั่ง/สาขา (Male & Male 20 ท่าน/รอบ, Female & Female 20 ท่าน/รอบ) พบกันที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เสาร์ 21 มิ.ย. 2568 at Greyhound Café โซน Groove ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต อาทิตย์ 22 มิ.ย. 2568 at Open Deck ชั้น 3 ฝั่ง Floresta  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา เสาร์ 28 มิ.ย. 2568 at Sloths Cafe’ ชั้น 3 โซน Beach Front  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ อาทิตย์ 29 มิ.ย. 2568 at Platinum Lounge ชั้น 5

LGBTQ+ เสี่ยงสูงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์โรงพยาบาลวิมุต เผยทุกข้อสงสัยกับเรื่องที่ไม่กล้าถาม

LGBTQ+ เสี่ยงสูงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์โรงพยาบาลวิมุต เผยทุกข้อสงสัยกับเรื่องที่ไม่กล้าถาม

LGBTQ+ เสี่ยงสูงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์โรงพยาบาลวิมุต เผยทุกข้อสงสัยกับเรื่องที่ไม่กล้าถาม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่การพบปะนัดพบกันทำได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชันมากมาย ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนอยากเข้าใจแต่ไม่กล้าถาม สถิติจากกรมควบคุมโรคพบว่า การติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายมากกว่า 60% แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) ยังมีอีกหลายโรค และโรคเหล่านี้ไม่ได้เลือกรสนิยมทางเพศ ทุกคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ล้วนมีความเสี่ยงเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้อง

นพ. ประวัฒน์ จันทฤทธิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลวิมุต เผยข้อมูลความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 3 โรคหลักที่พบบ่อย พร้อมทั้งวิธีป้องกันและการรักษาที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะในกลุ่ม LGBTQ+  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและมีความสุข ไม่ว่าเราจะเลือกรักใครหรือมีรสนิยมทางเพศแบบใดก็ตาม

นพ. ประวัฒน์ จันทฤทธิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลวิมุต

3 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด

โรคหลักของการติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอยู่ 3 โรค คือ เอชไอวี ซิฟิลิส และหนองใน ทั้ง 3 กลุ่มนี้สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ในคราวเดียวกัน การเข้าใจโรคเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราป้องกันและดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมกลุ่ม LGBTQ+ จึงเสี่ยง HIV เอดส์ สูง?

แน่นอนว่าในด้านพฤติกรรม คนทุกเพศที่มีความสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ล้วนเสี่ยงต่อเอชไอวีทั้งสิ้น แต่ในกลุ่มชายรักชาย จะเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้นจากมิติเชิงชีววิทยา เพราะช่องทวารหนักมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการติดเชื้อมากกว่าช่องคลอด เนื่องจากเยื่อบุบริเวณนี้ค่อนข้างบาง ไม่มีสารหล่อลื่นตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนี้ บริเวณทวารหนักยังมีเซลล์ CD4 เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเซลล์ที่เชื้อเอชไอวีชอบไปจับและใช้เป็นตัวนำทางเข้าสู่ร่างกาย

สิ่งที่ทำให้ HIV อันตรายคือ หลายคนหลังจากติดเชื้อแล้วอาจไม่มีอาการเลย หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น เจ็บคอ มีไข้ ซึ่งจะหายเองได้ ทำให้ไม่เกิดข้อสงสัย  โดยผู้ติดเชื้อสามารถอยู่โดยไม่มีอาการเป็นเวลา 5-7 ปี หรือบางคนอาจเร็วกว่านั้น 1-2 ปี จนกระทั่งภูมิคุ้มกันถดถอยลงไปเรื่อยๆ  เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำมาก จะเริ่มมีอาการไม่สบาย เบื่ออาหาร ผอมลง มีผื่นคัน ไข้ขึ้นตอนกลางคืน หรือติดเชื้อแปลก ๆ เช่น เป็นงูสวัด วัณโรคในปอด ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าเข้าสู่ระยะเอดส์แล้ว

สร้างความเข้าใจใหม่ “กินยา PrEP ไม่เท่ากับใส่ถุงยาง” 

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อยา PrEP และยา PEP แต่ยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานของตัวยา โดยยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นยาป้องกันการติดเชื้อที่กินก่อนมีความเสี่ยง เหมาะสำหรับคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง มี 2 แบบ คือ Daily PrEP (กินทุกวัน) และ On-Demand PrEP (กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2-24 ชั่วโมง และหลังจากนั้นอีก 2 วัน) ส่วนยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis) เป็นยาที่กินหลังมีความเสี่ยงแล้ว ใช้เป็นเวลา 28 วัน ทั้งในบุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มที่ใช้กับผู้ป่วย HIV ทิ่ม และคนทั่วไปที่เสี่ยง ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า การกินยา PrEP ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องใส่ถุงยางแล้ว เพราะยาป้องกันเฉพาะเอชไอวี แต่ไม่ป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ที่อันตรายเหมือนกัน โดยการใช้ถุงยางร่วมกับ PrEP จะให้ประสิทธิภาพการป้องกันเอชไอวีได้ 98-99% แต่หากไม่ใช้ถุงยาง ประสิทธิภาพการป้องกันก็จะลดลง

ซิฟิลิส ระบาดต่อเนื่อง ปล่อยไว้อันตรายถึงชีวิต

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกำลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มเสี่ยง โรคนี้นับเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบเพราะอาจแฝงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่มีอาการ โดยอาการของซิฟิลิส จะแตกต่างกันในแต่ละระยะ ระยะแรก มักมีแผลที่อวัยวะเพศที่ไม่เจ็บ ซึ่งจะหายเองได้ ทำให้หลายคนอาจไม่ได้สังเกต ระยะที่ 2 จะมีผื่นขึ้นทั้งตัว มีไข้หรือไม่มีก็ได้ โดยเฉพาะผื่นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของซิฟิลิส ระยะที่ 3 อาจมีอาการเช่น หูได้ยินน้อยลง หูดับ มองไม่ชัด หรือเชื้อขึ้นสมอง ซึ่งอันตรายมาก ซิฟิลิสสามารถลดการติดเชื้อซิฟิลิสได้ หากสวมถุงยางอนามัย โดยตัวถุงยางต้องครอบคลุมบริเวณแผล  อย่างไรก็ตาม  ซิฟิลิสที่แฝงอยู่เป็นเวลานานสามารถทำให้เส้นเลือดสมองตีบ เกิดเป็นสมองขาดเลือดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นได้ แต่ข่าวดีคือ ซิฟิลิสสามารถรักษาหายได้ คนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ HIV รักษาหายได้ง่าย แต่โรคซิฟิลิสในผู้ติดเชื้อ HIV ก็รักษาหายได้เหมือนกัน แต่อาจช้ากว่าคนปกติ

“หนองใน” ผู้ชายมีอาการชัด-ผู้หญิงอาการซ่อน แต่อันตราย

หนองใน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หนองในแท้และหนองในเทียม ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียคนละชนิดกัน อาการในผู้หญิงมักมีอาการที่ “หลบๆ ซ่อนๆ” มากกว่าผู้ชาย โดยจะมีสิ่งคัดหลั่งออกมาจากช่องคลอดซึ่งมีลักษณะผิดปกติ เช่น ตกขาวเป็นสีเหลืองหรือสีขาวที่ไม่ใช่ตกขาวปกติ อาจมีอาการปัสสาวะแสบ รู้สึกเจ็บผิดปกติเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกตอนยังไม่ถึงรอบเดือน ในผู้ที่เป็นมานานอาจมีการปวดท้องหรือปวดท้องน้อยมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หนองในในผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการเลย ความอันตรายของหนองในในผู้หญิง คือหากปล่อยไว้ไม่รักษา จะลามไปสู่การอักเสบเรื้อรังในช่องท้องน้อย มดลูกติดเชื้อ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ส่วนผู้ชายมักมีอาการชัดเจนกว่าผู้หญิง ทำให้เข้ารับการรักษาเร็วกว่า โดยจะมีอาการหนองไหลออกมาเมื่อปัสสาวะหรือปัสสาวะแล้วเจ็บแสบมาก บางคนอาจเจ็บอัณฑะ หรืออัณฑะบวมได้ หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจมีหนองที่ทวารหนัก และหากมี Oral Sex อาจมีอาการเจ็บคอ กลืนแล้วรู้สึกเจ็บ มีความรู้สึกระคายเคืองในคอ โดยหนองใน จะรักษาด้วยการใช้ยา ซึ่งจำเป็นต้องพาคู่นอนเข้ารับการรักษาด้วยกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ส่วนวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง”

 “ชีวิตเรามีค่า” เลิกอายและมาหาหมอทันที ​เมื่อรู้ว่าเสี่ยง

แน่นอนว่าการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ Safe Sex ซึ่งต้องตกลงกันทุกฝ่าย บอกคู่นอนเราให้ใส่ถุงยางทุกครั้ง ไม่ต้องกลัวหรือเกรงใจ เพราะป่วยไปไม่คุ้มกันอยู่แล้ว เมื่อรู้ตัวว่ามีความเสี่ยง มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน ต้องอย่าปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรง การมาพบแพทย์เร็วจะช่วยให้รักษาได้ไวจนหายจากโรคได้ แต่หากปล่อยไว้จนเข้าระยะรุนแรง จะใช้ชีวิตยากขึ้น ไม่ต้องกลัวการพบแพทย์ ทุกสถานพยาบาลมีการปกป้องข้อมูลผู้ป่วยอย่างเข้มงวด หากอายแล้วไม่มาตรวจ พออาการรุนแรงและเจ็บป่วยไปจะไม่คุ้ม  ทั้งนี้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ป่วยได้ก็หายได้ ควรพาคู่นอนมาตรวจและรักษาไปด้วยกัน อย่าไปแคร์ความรู้สึกหรือสายตาคนอื่น ให้โฟกัสว่าต่อจากนี้ เราจะทำอย่างไรให้กลับมาแข็งแรง และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในอนาคตจะดีที่สุด

หากมีข้อสังสัยสามารถขอรับปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต หรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00 – 24.00 น. โทร. 0 2079 0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

8 ค่ำคืนกับเชฟ ‘Josh Raine’ จากห้องอาหารระดับโลก กับอาหารสุดโมเดิร์น ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

8 ค่ำคืนกับเชฟ ‘Josh Raine’ จากห้องอาหารระดับโลก กับอาหารสุดโมเดิร์น ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

8 ค่ำคืนกับเชฟ ‘Josh Raine’ จากห้องอาหารระดับโลก กับอาหารสุดโมเดิร์น ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บินตรงจากซิดนีย์สู่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกของเชฟจอร์ช เรนน์ (Josh Raine) เชฟชาวอังกฤษมากประสบการณ์ พร้อมนำพาเมนูอาหารสุดครีเอทีฟ พิถิพิถัน และไม่เหมือนใครมาให้ได้ลิ้มลองเพียง 8 ค่ำคืนเท่านั้น ระหว่างช่วงวันที่ 2 – 5 และ 9 – 12 กรกฎาคม ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

เชฟจอร์ช เรนน์ (Josh Raine)

เชฟจอร์ช เรนน์ ผู้ผ่านประสบการณ์การทำอาหารในครัวห้องอาหารระดับมิชลินมากมายในประเทศบ้านเกิด นำเสนอเรื่องราว ความรัก และประสบการณ์ผ่านจานอาหารที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร อาหารของเชฟจอร์ชรวมตัวจากมุมมอง ประสบการณ์ รวมถึงไอเดียทั้งหมดเข้าด้วยกัน กลายเป็นเซ็ตเมนูที่ขับเน้นความพิถีพิถันของกรรมวิธีการทำอาหารแบบมิชลิน ที่ต้องอาศัยระยะเวลา ขั้นตอน รวมถึงความสลับซับซ้อนต่างๆ มากมายได้อย่างกลมกลืนและน่าสนใจ นอกจากนี้อาหารของเชฟจอร์ชจะมีความแตกต่างในแบบฉบับของตนเอง ด้วยการนำพาตำราอาหารหลากหลายสัญชาติมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อาหารอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เรียงร้อยตามประสบการณ์การทำงานของเชฟจอร์ช ตั้งแต่ลอนดอนจนถึงซิดนีย์ในปัจจุบัน

นอกจากรูปลักษณ์แปลกตาและทันสมัยแล้วนั้น อาหารของเชฟจอร์ชเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยากที่จะคาดเดาได้ถึงหากมองอย่างผิวเผิน ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์การทำงาน ผู้คนรอบตัว และปณิธานอันแรงกล้าที่ต้องการสนับสนุนทรัพยากรและวัตถุดิบในการทำอาหารจากท้องถิ่นในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการจัดการด้านความยั่งยืนในทุกมิติ นำเสนออาหารแบบเซ็ตเมนูห้าคอร์สที่เรียกได้ว่าโมเดิร์นล้ำสมัย เลือกใช้วัตถุดิบหลักห้าชนิด นำเข้าจากออสเตรเลีย เริ่มต้นจาก อาหารเรียกน้ำย่อย คอร์สแรกคือ ‘ปลาฮาลิบัทบ่มเครื่อง’ (Tea cured halibut, apple, wasabi) คอร์สที่สองเสิร์ฟด้วย ‘ซุปดาชิสีทอง’ (Fois gras, mushroom dashi) ที่รังสรรค์จากเห็ดชั้นดีและตับห่านพรีเมี่ยม

คอร์สที่สามยกเมนูปลาค็อด (Cod, zucchini, lemon myrtle braisage) มาเสิร์ฟ ที่เชฟจอร์ชเลือกใช้ปลาค็อดคุณภาพดี ปรุงคู่กับผักนานาชนิด นำเสนออย่างเรียบง่ายหากแต่เต็มไปด้วยรสชาติที่แปลกใหม่และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี คอร์สหลักได้แก่เนื้อวากิวส่วนสันคอ เนื้อคุณภาพระดับดีที่มีไขมันเนียนสวยและนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง และขนมปังผสมสาหร่าย นำเสนอความแปลกใหม่ได้อย่างล้ำลึกและคาดไม่ถึง ก่อนจะปิดท้ายด้วยคอร์สที่ห้าหรือเมนูขนมหวาน ที่เชฟจอร์ชนำไอศกรีมรสชาติใหม่ สร้างสรรค์จากยูคาลิปตัส ไวท์ช็อคโกแลต และวอทเทิล (Wattle seed) หรืองาท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย ที่จะผสมผสานและทำหน้าที่ปิดท้ายเมนูนี้ได้อย่างลงตัว

เชฟจอร์ชพร้อมแล้วที่ยกครัวมาไว้ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 8 ค่ำคืน ระหว่างวันที่ 2 – 5 และ 9 – 12 กรกฎาคมนี้ (งดให้บริการช่วงวันที่ 6 – 8 กรกฎาคม) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. ถึง 24.00 น. ราคา 4,500 บาท++ ต่อท่าน หรือทำการจองก่อนวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เพื่อรับราคาพิเศษที่ 3,950 บาทสุทธิ ต่อท่าน พร้อมยกระดับประสบการณ์ครั้งนี้ด้วยตัวเลือกไวน์นำเข้าชั้นดี ราคาเพิ่มเติมที่ 3,500 บาท++ ต่อท่าน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ แผนกอาหารและเครื่องดื่ม โทร. 02 162 9000 หรือ อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ kempinski.com/en/siam-hotel/restaurants-bars/pop-up-restaurant-chef-josh-raine-in-bangkok หรือติดต่อ LINE @Siamkempinskihotel

สภากาชาดไทย ตอบแทน ‘ผู้ให้’ พร้อม ‘รักษ์โลก’ ไปด้วยกัน

สภากาชาดไทย ตอบแทน ‘ผู้ให้’ พร้อม ‘รักษ์โลก’ ไปด้วยกัน

สภากาชาดไทย ตอบแทน ‘ผู้ให้’ พร้อม ‘รักษ์โลก’ ไปด้วยกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภากาชาดไทย ตอบแทน “ผู้ให้” บริจาค 2,000 บาท รับกระบอกน้ำรักษ์โลกเนื่องในวันสิ่งแวดล้อม ลดหย่อนภา ษี 2 เท่า 5 มิถุนายน 2568 – Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจของสภากาชาดไทย เชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมแสดงพลังแห่งการให้ผ่าน การบริจาคสมทบทุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมบริจาคทุกๆ 2,000 บาท รับ “กระบอกน้ำอิ่มใจ by Donation HUB” ของที่ระลึกสุดพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ภายใต้แนวคิดลดการใช้พลาสติกมาพร้อมกับดี ไซน์พกพาง่าย ทนทาน ใช้งานซ้ำได้ ร่วมบริจาคได้ 2 ช่องทาง 1. บริจาคด้วยตนเองที่ Donation HUB สภากาชาดไทย (ศูนย์การบริจาคสัมพันธ์) 2. สแกนเพื่อบริจาคผ่าน e-Donation พร้อมส่งหลักฐานการโอนมาที่ Line @redcrossfund ระบุ “แคม เปญผู้ให้รักษ์โลก” บริจาคได้ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน หรือจนกว่าของจะหมด

‘ดร.ทัศนา นาควัชระ’ ฮีลใจน้องหมาน้องแมว ด้วยเสียงดนตรีคลาสสิค

‘ดร.ทัศนา นาควัชระ’ ฮีลใจน้องหมาน้องแมว ด้วยเสียงดนตรีคลาสสิค

‘ดร.ทัศนา นาควัชระ’ ฮีลใจน้องหมาน้องแมว ด้วยเสียงดนตรีคลาสสิค

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสียงดนตรี มีพลังมากกว่าการฟังเพื่อความไพเราะ แต่ยังสามารถโอบกอดอารมณ์ เยียวยาความรู้สึก และสร้างความผ่อนคลายได้อย่างลึกซึ้ง ไม่เฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น แต่กับสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราก็เช่นกัน ซึ่งหลากหลายงานวิจัยยืนยันว่า “เสียงดนตรี” โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิค มีผลอย่างมากในการช่วยลดความเครียดให้สัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว  โดยเฉพาะเสียงของเครื่องสายอย่างไวโอลิน วิโอลา หรือเชลโล ที่มีโทนเสียงสม่ำเสมอ อ่อนโยน ช่วยให้หัวใจของเจ้าตัวน้อยเต้นช้าลง และรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ดร.ทัศนา นาควัชระ และ Anna Takeda แห่งวงดนตรี Pro Musica

ด้วยความเข้าใจลึกซึ้งถึงคุณค่าของดนตรีต่อสัตว์เลี้ยง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.ทัศนา นาควัชระ และ Anna Takeda แห่งวงดนตรี Pro Musica  ได้ร่วมกับ โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ สาขาทองหล่อ จัดกิจกรรมสุดพิเศษ“Classical Concert for Dogs and Cats” คอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคสำหรับน้องหมาน้องแมว ที่เพ็ทเลิฟเวอร์ทุกท่าน ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีคลาสสิคแสนละมุนในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมรับรู้ถึงพลังของเสียงดนตรีที่ส่งผลดีต่อสุขภาพใจของเจ้าตัวน้อยสี่ขา ณ โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ สาขาทองหล่อ  

ดร.ทัศนา นาควัชระ แห่งวงดนตรี Pro Musica  เผยถึงแรงบันดาลใจในการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ ว่า “ผมเป็นคนรักสุนัขและแมวมาก และจากที่สังเกตเวลาผมซ้อมหรือสอนดนตรีอยู่ที่บ้าน พวกเขามักจะเดินเข้ามานั่งฟังอยู่ใกล้ ๆ หรือไม่ก็หาทางเข้ามามีส่วนร่วมในห้องซ้อมด้วยเสมอ ก่อนหน้านี้  Pro Musica เคยจัดคอนเสิร์ต ‘Classical Concert for Pets’ มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก เพราะเราได้เห็นว่าสัตว์เลี้ยงของเรารับรู้ และตั้งใจฟังดนตรีไม่น้อยไปกว่ามนุษย์เลยจริง ๆ

“คนมักจะคิดว่า ดนตรีคลาสสิคต้องปีนบันไดฟัง หรือฟังยาก ไกลตัวแต่เราเห็นได้ชัดๆ เลยจากการแสดงของ Pro Musica ครั้งนี้ ว่าสุนัขและแมวตั้งใจฟังดนตรีมากๆ ใครจะเชื่อว่า แทบจะไม่มีเสียงรบกวนจากน้องๆ เลย อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่าน ที่ไม่ได้คุ้นเคยกับดนตรีคลาสสิคมาก่อน เลยได้เสพอรรถรสของดนตรีคลาสสิคอย่างใกล้ชิด ร่วมกับน้องๆ ไปด้วย นับเป็นบ่ายวันเสาร์ อาทิตย์ ที่น่าประทับใจสำหรับทุกๆ คน และหวังว่าจะมีครั้งต่อๆ ไป เร็วๆ นี้”

สพ.ญ.ทัศวรินทร์ กาญจนฉายา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ สาขาทองหล่อ กล่าวว่า “ในยุคปัจจุบัน เทรนด์ ‘Pet Humanization’ กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญและดูแลพวกเขาเสมือนสมาชิกในครอบครัว พร้อมเน้นทั้งสุขภาพกายและใจ”

“โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการดูแลรักษาสัตว์เลี้ยงเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นในการให้ความเข้าใจในทุกด้าน เพื่อการดูแลในทุกมิติ ด้วยสโลแกน ‘More than just treatment, it’s family-like care’ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยง ในส่วนของงานนี้เราจึงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาและสร้างสรรค์เพลงเฉพาะที่เหมาะกับสุนัขและแมวขึ้นมา เปิดพื้นที่ให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้ใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศผ่อนคลายผ่านเสียงดนตรี เสริมสร้างความสัมพันธ์และสุขภาวะทางใจ”

สำหรับบรรยากาศภายในงานคอนเสิร์ตสุดน่ารักครั้งนี้ เต็มไปด้วยบทเพลงบรรเลงคลาสสิคที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อส่งต่อความรักความใส่ใจและความห่วงใยผ่านเสียงดนตรีแสนไพเราะ เพื่อให้เจ้าของและเพื่อนสี่ขาได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยใกล้ตัวที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยใกล้ตัวที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิแพ้อาหารในเด็ก ภัยใกล้ตัวที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การแพ้อาหาร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เด็กเป็นกลุ่มที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการแพ้อาหารอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของเด็ก ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นแดง คัน ลมพิษ หน้าบวม ปากบวม และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นพ.สุรวัช หอมวิเศษ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภูมิแพ้อาหาร(Food Allergy) คือภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อส่วนประกอบในอาหารทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นลมพิษ หน้าบวมปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาเจียน ถ่ายเหลว และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  ซึ่งอาหารที่มักเป็นสาเหตุการแพ้อาหาร ได้แก่ นม ไข่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย หมึก ถั่วเปลือกแข็ง เช่น มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ วอลนัท แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ

นพ.สุรวัช หอมวิเศษ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี 

ภูมิแพ้อาหาร เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่ 1. ชนิดเฉียบพลัน (IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 2-4 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร โดยจะมีอาการหลักคือ ผื่นลมพิษ หน้าบวม ปากบวม ปวดท้อง อาเจียน ในบางกรณีอาจเกิดอาการรุนแรง (Anaphylaxis) อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด และหมดสติ 2. ชนิดไม่เฉียบพลัน (non-IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากรับประทานอาหาร อาการจะค่อยๆเพิ่มขึ้น เช่น ผื่นแดงเรื้อรัง คัน ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ปัจจุบันสาเหตุของภูมิแพ้ทางอาหารยังไม่ทราบแน่ชัดแต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น 1. พันธุกรรม: เด็กที่มีพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้อาหารมากขึ้น 2. ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก: เด็กที่มีปัญหาผิว เช่น ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร 3. การงดอาหารที่มากเกินไป: การงดอาหารบางชนิด หรือเริ่มกินอาหารเสริมช้าเกินไปในวัยเด็ก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหารเช่นกัน

การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้การเจาะเลือด เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ (specific IgE) ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร และจากทางอากาศ โดยไม่ต้องงดยาแก้แพ้ก่อนเจาะเลือด และสามารถทราบผลได้ภายในวันเดียว นอกจากนั้นยังมีการตรวจยืนยันการแพ้อาหารด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่สงสัย (oral food challenge) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ต้องทำภายใต้การดูแลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้

ในปัจจุบัน การรักษาภูมิแพ้อาหารไม่ได้จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้เท่านั้น แต่ยังมีการรักษาด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่แพ้ (oral immunotherapy) โดยแพทย์จะให้รับประทานอาหารที่แพ้ ในระดับที่ปลอดภัย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลารักษา 3-5 ปี วิธีนี้ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ และโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการแพ้จากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน ทำให้ไม่ต้องเลี่ยงอาหารที่แพ้ตลอดไป และอาจหายขาดจากการแพ้อาหารได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอายุ มากกว่า 5 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีระดับการแพ้อาหารสูง และมีโอกาสหายได้เองยาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารรุนแรง

“เมื่อก่อนเราเคยมีความเชื่อว่าหากแพ้อาหารชนิดไหนก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นไปตลอด เพราะอย่างไร ก็ไม่มีทางหาย  แต่ในปัจจุบันเราเชื่อว่า ยิ่งเลี่ยงอาหารที่แพ้ยิ่งไม่หาย แต่ถ้าเรากินอาหารที่แพ้ในปริมาณที่ปลอดภัย สุดท้ายร่างกายจะกินอาหารที่แพ้ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจหายขาดจากอาการแพ้อาหารได้” นายแพทย์สุรวัช กล่าว

ทั้งนี้ หากสงสัยว่าตัวเอง หรือบุตรหลานมีอาการแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการประเมิน และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

‘มาริษา เจียรวนนท์’ ชวนสำรวจ‘This page is intentionally left _.’ เมื่อ ‘ไทยวัฒนาพานิช’ ที่เคยพิมพ์คำนิยาม กลายเป็นพื้นที่เปิดของการตั้งคำถาม

‘มาริษา เจียรวนนท์’ ชวนสำรวจ‘This page is intentionally left ___.’  เมื่อ ‘ไทยวัฒนาพานิช’ ที่เคยพิมพ์คำนิยาม กลายเป็นพื้นที่เปิดของการตั้งคำถาม

‘มาริษา เจียรวนนท์’ ชวนสำรวจ‘This page is intentionally left ___.’ เมื่อ ‘ไทยวัฒนาพานิช’ ที่เคยพิมพ์คำนิยาม กลายเป็นพื้นที่เปิดของการตั้งคำถาม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) โดย มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง พลิกโฉมอาคารสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ให้กลับมาชวนค้นหาอีกครั้งในนิทรรศการ This page is intentionally left ___. โดยภัณฑารักษ์ ‘ยุงลายคอลเลคทีฟ’ (Yoonglai Collective) พื้นที่ที่เปิดกว้างให้ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์พจนานุกรมร่วมสมัย ผ่านการจัดวางงานพิมพ์ ภาพประกอบ และระบบร่วมเขียน (Co-authorship) บนชั้น 5 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยใจกลางเยาวราช

มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Kunsthalle

ทีมภัณฑารักษ์ “ยุงลายคอลเลคทีฟ”  และศิลปิน

ภายในนิทรรศการมีห้องจัดแสดงที่ใช้ชื่อว่า “Editorial Room (Staff Only)” เวิร์คช็อปพิเศษที่จัดขึ้นร่วมกับ KRACK! Printmaking Collective (Yogyakarta, Indonesia) คอลเลคทีฟจากยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แม้ชื่อห้องอาจฟังดูเหมือนกีดกันผู้ไม่เกี่ยวข้อง แต่กลับเปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม ทั้งยังรวบรวมเอกสารจดหมายเหตุ สารเกี่ยวกับภาษาและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม รวมถึงพจนานุกรมร่วมสมัย ที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความหมายใหม่ได้ แทนที่จะตั้งคำถามว่า “พจนานุกรมและอดีตโรงพิมพ์แห่งนี้เคยเป็นอะไร” นิทรรศการนี้เลือกที่จะถามถึงความเป็นไปได้ ถ้าเราปล่อยให้ความหมายของอาคารโรงพิมพ์เก่าและสิ่งพิมพ์ที่เคยถูกพิมพ์ขึ้นที่นี่เป็นไปแบบเปิดกว้าง เพื่อให้ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเข้ามาให้ความหมายร่วมกัน

มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Kunsthalle กล่าวว่า “อาคารที่เป็นที่ตั้งของ Bangkok Kunsthalle เดิมเป็นสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชที่ตีพิมพ์หนังสือเรียนของคนไทยทั้งประเทศ เรียกได้ว่า มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของการศึกษาไทย นิทรรศการ “This Page Is Intentionally Left ______” ที่จัดแสดงบนชั้น 5 ของ Bangkok Kunsthalle จึงไม่เพียงเชิดชูประวัติศาสตร์ของอาคารแห่งนี้ แต่ยังต่อยอดวิวัฒนาการทางการศึกษาไทยร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน

หลังจากนิทรรศการนี้จบลงแล้ว พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะบนชั้น 5 จะกลายเป็นพื้นที่พิเศษสำหรับศิลปินและภัณฑารักษ์ไทยรุ่นใหม่ ดิฉันและทีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Bangkok Kunsthalle จะเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมความคิด และการตีความนอกกรอบได้อย่างอิสระ เพื่อเชื่อมต่อและต่อยอดมุมมองอันหลากหลายไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปอย่างไม่มีสิ้นสุด”

นิทรรศการนี้จึงเปรียบเสมือนงานทดลองที่จัดวางพื้นที่และความทรงจำภายในอาคาร ที่เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช สถานที่สำคัญในการผลิตหนังสือเรียนและพจนานุกรมของไทยหลายทศวรรษ ก่อนที่อาคารเดียวกันนี้จะกลายเป็น “บางกอก คุนส์ฮาเลอ” (Bangkok Kunsthalle) พื้นที่ร่วมสมัยที่ไม่ได้มุ่งสรุปความหมาย หรือให้คำนิยามใด ๆ หากแต่เชิญชวนให้ผู้ชม “ทำความเข้าใจ” ในหน้าว่างแห่งนี้ เพื่อฟังเสียงที่ไม่เคยได้ยิน เพื่ออ่านสิ่งที่ไม่เคยถูกเขียน และเพื่อจินตนาการถึงโรงพิมพ์และสิ่งพิมพ์ที่เคยเป็นกิจกรรมหลักของตัวอาคารในอดีต ในฐานะความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของพื้นที่แห่งนี้

นิทรรศการฯ นำเสนอการจัดพิมพ์ในฐานะ “กระบวนการ” มากกว่าผลลัพธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ภัณฑารักษ์โดย “ยุงลายคอลเลคทีฟ” กลุ่มบรรณาธิการที่จะไม่กำหนดกรอบความคิด ทำงานข้ามวินัยระหว่างศิลปะ การวิจัย ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทคโนโลยี เพื่อสร้างบทสนทนาใหม่ ๆ ระหว่างผู้คน ภาษา และพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมชวน 3 ศิลปินไทย ทำหน้าที่ผู้ร่วมสร้างความหมายผ่านสื่อหลากหลายทั้งข้อความ เสียง ภาพพิมพ์ และศิลปะจัดวาง โดยศิลปินแต่ละคนจะทำหน้าที่แตกต่างกัน

ณัฐ เศรษฐนา (Nat Setthana) ศิลปินผู้จัดวางภาพถ่ายและวิดีโอจากกรุงเทพฯ ดัดแปลงพื้นที่ชั้นบนของตัวอาคารให้เป็น “Hyper Site” เล่าเรื่องราวผ่านเศษซากของภาษาและกาลเวลา, อนุสรณ์ ธัญญะปาลิต (Anusorn Thanyapalit) ศิลปินสหศาสตร์จากเมืองแพร่ ผู้ทำงานข้ามเสียงผ่านอักษรเบลล์และบทกวี รับหน้าที่สำรวจโครงสร้างของตัวอาคารที่จองจำเชิงภาษาและความทรงจำ และ ธีธัช ธัญกิจจานุกิจ (Theetat Thunkijjanukij) ศิลปินผู้สำรวจอุตสาหกรรมการพิมพ์ การผลิตซ้ำสิ่งพิมพ์ ความหมายของการพิมพ์ใหม่ การลบต้นฉบับ และความคลุมเครือของคุณค่าในวัตถุจำลอง

นิทรรศการ This page is intentionally left ___. เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 – 20.00 น. ชั้น 5 บางกอก คุนส์ฮาเลอ Bangkok Kunsthalle (ปิดทุกวันจันทร์และวันอังคาร) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  FB: www.facebook.com/BangkokKunsthalle/  IG: bangkok_kunsthalle

สององค์กรจับมือพัฒนายาไข้เลือดออกนวัตกรรมใหม่ ราคาเข้าถึงได้ เพื่อผู้ป่วยในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

สององค์กรจับมือพัฒนายาไข้เลือดออกนวัตกรรมใหม่ ราคาเข้าถึงได้ เพื่อผู้ป่วยในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

สององค์กรจับมือพัฒนายาไข้เลือดออกนวัตกรรมใหม่ ราคาเข้าถึงได้ เพื่อผู้ป่วยในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India) ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และองค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลิตยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีสำหรับการรักษาโรคไข้เลือดออก ที่มีราคาย่อมเยาว์ และสามารถเข้าถึงได้ในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง

ทั้งสององค์กรจะจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อดำเนินการวิจัย พัฒนา ทำการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 และ ส่งเสริมให้มีการเข้าถึงการรักษา รวมถึงวางแผนกลยุทธ์ในการระดมทุนและทรัพยากร และหากผลการศึกษายืนยันว่าปลอดภัยและได้ผล จะมีการผลักดันให้ได้รับการขึ้นทะเบียนและนำไปใช้ในอินเดียและประเทศที่มีการระบาดของไข้เลือดออกอื่นๆ ต่อไป

นพ.อังเดร ซิเกร่า หัวหน้าทีมโรคไข้เลือดออกขององค์กร DNDi กล่าว“ไข้เลือดออกเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียในการพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะในประเทศที่มีโรคระบาด สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมและทันเวลา” 

นพ.ปราสาด กุลกรณี กรรมการบริหาร สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้กับ DNDi จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนายาแอนติบอดีโมโนโคลนอลสำหรับโรคไข้เลือดออกในบราซิล และอาจรวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการระบาดของโรค โดยมุ่งเน้นให้การรักษาเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม  เราหวังว่าความร่วมมือนี้จะช่วยลดภาระจากโรคไข้เลือดออกและช่วยชีวิตผู้คนในชุมชนที่เปราะบางได้อย่างแท้จริง”

รศ. ดร.พญ. ปนิษฎี อวิรุทธ์นันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาของโรคไข้เลือดออก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สถาบันเซรุ่มฯ ได้ดำเนินการทดลองทางคลีนิกในระยะเริ่มต้น ผลปรากฏว่าสารต้นแบบ (ชื่อเดิม VIS513) มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน กำลังดำเนินการทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการขึ้นทะเบียนยาในประเทศอินเดีย

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว องค์กร DNDi จะเป็นผู้นำในการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ในประเทศบราซิล และ  ประเทศอื่นๆ ทางสถาบันเซรุ่มฯ จะรับผิดชอบด้านการผลิต พัฒนา และจัดหายาแอนติบอดีโมโนโคลนอลสำหรับการทดลอง รวมถึงการกำหนดแนวทางด้านกฎระเบียบ และเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดในประเทศอินเดีย

ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล ถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการวิจัยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ด้วยเหตุนี้เครือข่าย Dengue Alliance จึงได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2565 โดยความร่วมมือของหน่วยงานและสถาบันวิจัยจากประเทศที่ประสบปัญหาการระบาดของโรค โดยมีองค์กร DNDi เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เครือข่ายนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการรักษาโรคไข้เลือดออก และส่งเสริมการเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมทั่วโลก

รศ. ดร.พญ. ปนิษฎี อวิรุทธ์นันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาของโรคไข้เลือดออก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์ช่องว่างด้านการรักษา การพัฒนายาโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ของไวรัสจะช่วยลดอัตราการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่มีการระบาดสูง นอกจากนี้ การที่ความร่วมมือครอบคลุมประเทศที่แบกรับภาระโรคคล้ายกันอย่างอินเดีย บราซิล และไทย ไม่ได้เป็นเพียงแบบอย่างของการแบ่งปันองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราสามารถประเมินประสิทธิภาพของยาต่อเชื้อไวรัสเดงกีที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมในแต่ละพื้นที่ได้โดยตรง รวมถึงศึกษาการตอบสนองของยาในประชากรที่มีพื้นฐานภูมิคุ้มกันต่างกัน ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากพื้นที่จริงเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเร่งรัดการขึ้นทะเบียนยา และทำให้คนไทยและผู้ป่วยในประเทศรายได้ปานกลางอื่นๆ เข้าถึงการรักษาที่จำเป็นนี้ได้เร็วขึ้นอย่างแท้จริง”

ปัจจุบัน มีประชากรกว่า 3.9 พันล้านคนทั่วโลกที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออก และจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขยายตัวของเมืองทำให้โรคแพร่กระจายไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยระบาดมาก่อน และยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะโรค การพัฒนายาที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรง จึงมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิต และป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลมีภาระเกินขีดความสามารถในช่วงการระบาด