คุณแหน : 20 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 20 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 20 มิถุนายน 2568

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.สงขลา เป็นประธานเปิดงาน “30 ปี สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดสงขลา”..

ll พงศธร กาญจนะจิตรา รอง ผวจ.ปทุมธานี  เป็นประธานเปิดกิจกรรมบัณฑิตแรงงานสามัคคี อาสาพัฒนาชุมชน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านแรงงานของบัณฑิตแรงงานในพื้นที่ จ.ปทุมธานี..

ll ยินดีกับ กาจผจญ อุดมธรรมภักดี ที่ได้เป็น ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย..

ll Mr. Peter Borjesson ให้การต้อนรับ ธีรนันท์ ศรีหงส์ พร้อมคณะหลักสูตร Digital CEO# Avantgarde studies มาดูงานเทคโนโลยี 5 G ของ Ericsson สำนักงานใหญ่ ณ กรุงสต็อกโฮล์ม สวีเดน งานนี้ ชยันต์ ศิริมาศ, ทวี ปิยะพัฒนา, นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร, ณรงค์ แผ้วพลสง, ผศ.นพ.บุญชัย หวังศุภดิลก, สันทวัฒน์ สินาเจริญ, ดร.วิโรจน์ ศิริรัตนรักษ์, ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส, ประภาพรรณ พิชัยคำ, ศรีวรรณ เศรษฐีวรรณ, ทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี, บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล, ดร.นิพนธ์ นาชิน, ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์, ประวิทย์ ธงชัยระวีวัฒน์, ปรารถนา กวินวุฒิกุล, ยุุวพล วัตถุ, ยุพธัช ยิบอินซอย, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, วิศิษฏ์ เตชาวัฒนากูล, วัชระ เอมวัฒน์, อธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์, อรอุมา มั่นศิลป์, ณภัทร รัตนกุล ไม่พลาด..

ll สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่า รร.กรุงเทพคริสเตียน พร้อมคณะกรรมการ อาทิ พล.ร.ท.นพ.ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา, เฉลิมพล โชตินุชิต, วรวุฒิ กาญจนกูล, น.สพ.วิศรา โชคดีทวีอนันต์, น.สพ.กำชัย วัฒนธรรม ได้เยี่ยมและร่วมหารือกับ อ.วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการและผู้จัดการ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, ดร.ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์, ดร.วิชัย สีสุด..

ll สร้างรัฐ หัตถวงษ์ อุปนายกสมาคมระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ(iCA) เปิดงานสัมมนา FACTECH 2025 iCA Forum..

ll ภก.วิโรจน์ สุนทรวิวัฒน์ ชวนเพื่อนๆ ชาว เภสัช มช.รุ่น 18 ไปเที่ยวฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรีตะลุยกินทุเรียน งานนี้ ภญ.วนิดา เตชะวิจิตรไพศาล, ภก.สมศักดิ์ สรรพวีรวงศ์, ภญ.กรรณิการ์ เอกศักดิ์, ภก.ศิริชัย คงพิเชษฐ์กุล, ภก.นฤมิตร ภูษา, ภญ.อัจฉราวรรณ ประสารธนากร, ภญ.ชุดาพร โอภาสพสุ, ภญ.สมจิตร ทองสุขดี, ภก.สมชาย ฟื้นฟูไพศาล ไม่ยอมพลาด..

ll ขอเชิญร่วมทอดผ้าป่ามหากุศลสมทบทุนพัฒนา รพ.และจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ 28-29 มิ.ย. โดยมี พระราชวชิรธรรมาจารย์ วิ. (สุธรรม สุธัมโม) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และ ประธานกรรมการฝ่ายฆราวาส คือ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ และ พล.ร.ต.หญิง ดร.ทพญ.จีระวัฒน์ กฤษณพันธ์ ว่องวิทย์ ร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารทหารไทยธนชาต บช. ผ้าป่ามหากุศล รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ออมทรัพย์ เลขที่ 632-7-49000-6 ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า..

น้องใหม่

C.P.S. COFFEE จับมือ THE TRUFFLE BAKERY เสิร์ฟเมนูเบเกอรี่สุดไวรัล ส่งตรงจากโซลถึงกรุงเทพฯ

C.P.S. COFFEE จับมือ THE TRUFFLE BAKERY เสิร์ฟเมนูเบเกอรี่สุดไวรัล ส่งตรงจากโซลถึงกรุงเทพฯ

C.P.S. COFFEE จับมือ THE TRUFFLE BAKERY เสิร์ฟเมนูเบเกอรี่สุดไวรัล ส่งตรงจากโซลถึงกรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

สัมผัสประสบการณ์ใหม่แห่งรสชาติที่สายคาเฟ่ห้ามพลาด! กับคอลลาบอเรชั่นสุดพิเศษระหว่าง C.P.S. COFFEE คาเฟ่ไลฟ์สไตล์ Specialty Coffee & Lifestyle Bar และ THE TRUFFLE BAKERY ที่ส่งตรงเมนูเบเกอรี่สุดไวรัลจากกรุงโซลมาให้ลิ้มลองถึงกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก รวมทั้งหมด 6 เมนูเบเกอรี่ ที่คัดสรรวัตถุดิบระดับพรีเมียม ได้แก่ Truffle Salt Bread, Tissue Bread และ London Bun หลากหลายรสชาติ จับคู่ลงตัวกับ 2 เมนูเครื่องดื่มใหม่จาก C.P.S. COFFEE ที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะแคมเปญนี้ ได้แก่ Truffle Creamy Latte และ Truffle Caramel Milk Cloud เพื่อเติมเต็มประสบการณ์รสชาติในคอนเซ็ปต์ “Crafted in Seoul, Brewed in Bangkok” อย่างลงตัว

‘THE TRUFFLE BAKERY’ แบรนด์เบเกอรี่ชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ก่อตั้งสาขาแรกที่ฮันนัม ในปี 2024 โดยแบรนด์มีเป้าหมายในการนำเสนอเมนูเบเกอรี่ที่ใช้ทรัฟเฟิลสดคุณภาพสูง ซึ่งนิยมเสิร์ฟในร้านอาหารระดับไฟน์ไดน์นิ่งในเกาหลีเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีเมนูที่โดดเด่นเป็นกระแสนิยม คือ Tissue Bread ขนมปังทรงลูกบาศก์ขนาดเล็ก ที่สามารถฉีกออกเป็นชั้นบางๆ มีเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและหอมเนยอย่างเข้มข้น ซึ่งเมื่อได้เปิดตัว Tissue Bread ไปแล้ว ขนมปังชนิดนี้ก็กลายเป็นไวรัล และได้รับความนิยมอย่างมากจนต้องจำกัดการซื้อเพียงคนละหนึ่งชิ้นเท่า นั้น

โดยภายในงานเปิดตัวคอลลาบอเรชั่นสุดพิเศษนี้ ได้รับเกียรติจาก มัลลิกา จาวลา ผู้อำนวยการอาวุโสแบรนด์ C.P.S. COFFEE ยัสปาล กรุ๊ป มาร่วมพูดคุยถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจในการพัฒนาแบรนด์คอลลาบอเรชั่นในครั้งนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานก็คือการต้อนรับ มร.จาง มินซู ผู้เชี่ยวชาญด้านขนมอบที่บินตรงมาจากเกาหลี เพื่อมารังสรรค์เมนูสุดฮิตอย่าง Salt Bread, Tissue Bread และ London Bun ให้ทุกคนได้ลิ้มรสชาติเหมือนได้ไปอยู่กรุงโซล บรรยากาศภายในงานคึกคักด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมสนุกไปกับกิจกรรมภายในงานอย่างเต็มที่

สัมผัสความนุ่มอร่อยสุดพรีเมี่ยมไปกับเมนูซิกเนเจอร์จาก THE TRUFFLE BAKERY โดยเริ่มจาก Truffle Salt Bread ขนมปังเกลือที่อัดแน่นด้วยเพสต์ทรัฟเฟิลอิตาเลี่ยนคุณภาพเยี่ยม ผสานความหอมของเนยฝรั่งเศสและเกลือมาล์ดอน (Maldon Salt) มอบสัมผัสเหนียวนุ่มและรสชาติทรัฟเฟิลเข้มข้นอย่างลงตัว และต่อด้วย Plain Salt Bread ขนมปังเกลือที่ห่อด้วยเนยฝรั่งเศสคุณภาพเยี่ยม มาพร้อมรสเค็มกลมกล่อมจากเกลือมาล์ดอน  และเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มแต่ฟู  และพลาดไม่ได้! กับเมนูสุดไวรัล Tissue Bread ขนมปังเลเยอร์เนื้อแป้งสี่เหลี่ยมที่ทำจากเนยฝรั่งเศสคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่สามารถลอกเป็นชั้นบางๆ คล้ายกระดาษทิชชู่ ที่ช่วยเพิ่มกิมมิคความสนุกสนานกับการรับประทานทีละชั้น และเบเกอรี่เมนูตัวสุดท้าย London Bun 3 รสชาติ ได้แก่  Raspberry London Bun ขนมปังสไตล์ลอนดอนที่สอดไส้ด้วยครีมโยเกิร์ตราสป์เบอร์รี่ แยมราสป์เบอร์รี่ และครัมเบิล หอมมันจากเนื้อขนมปังเข้ากันได้ดีกับรสเปรี้ยวหวานของราสป์เบอร์รี่  Salted Caramel London Bun ขนมปังสไตล์ลอนดอนที่อัดแน่นด้วยซอสคาราเมล ครีมชีสมาสคาโปน ครัมเบิล และเกลือมาล์ดอน ความหอมมันของขนมปังผสานกับรสขมหวานของคาราเมล และเกลือที่ช่วยดึงรสชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และ Truffle London Bun ขนมปังสไตล์ลอนดอนสอดไส้ด้วย มาสคาร์โปนชีส อัดแน่นด้วยทรัฟเฟิล ทำให้มีความหอมอบอวลเต็มปาก ตัดด้วยรสช็อคโกแลตทำให้รสชาติของขนมปังมีความบาลานซ์มากขึ้น

เพิ่มเติมความพิเศษเมื่อรับประทานคู่กับเครื่องดื่มสูตรที่คิดค้นขึ้นใหม่ 2 เมนูจาก C.P.S. COFFEE โดยเมนูแรกคือ  Truffle Creamy Latte กับส่วนผสมที่กลมกล่อมไปกับ นม กาแฟ และทรัฟเฟิลโฟม ซึ่งกาแฟที่สามารถเลือกระดับความเข้มได้ 3 ระดับ ได้แก่ Light รับประทานง่ายหอมกลิ่นทรัฟเฟิล, Medium ครบรสกลมกล่อม และ Black ที่ทรัฟเฟิลโฟมช่วยชูโรงให้มีความ Smoky มากขึ้น และสุดท้ายไปกับเมนูเครื่องดื่ม Non-Coffee กับ Truffle Caramel Milk Cloud ที่มากับนมคาราเมลและทรัฟเฟิลโฟม นมคาราเมลกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล และความหวานของคาราเมลที่เข้ากันอย่างดี พร้อมท้อปปิ้งด้วยโฟมทรัฟเฟิล ทำให้เครื่องดื่มตัวนี้มีความครีมมี่และหอมกลิ่นอ่อนๆ ของทรัฟเฟิล

พลาดไม่ได้! กับ C.P.S.COFFEE x THE TRUFFLE BAKERY Paring Set ที่สามารถเลือกจับคู่เครื่องดื่ม Truffle Creamy Latte หรือ Truffle Caramel Milk Cloud กับเบเกอรี่ Truffle Salt Bread, Plain Salt Bread หรือ Tissue Bread จะได้รับ Packaging พร้อมสติ๊กเกอร์ดีไซน์น่ารักสุดเก๋ และ 100 คนแรกที่ซื้อ Paring Set จะได้รับรองเท้าขนมปัง C.P.S.COFFEE x THE TRUFFLE BAKERY อีกด้วย

ลิ้มลองความเอ็กซ์คลูซีฟของคอลลาบอเรชั่นสุดพิเศษระหว่าง C.P.S. COFFEE และ THE TRUFFLE BAKERY ทั้งเมนูเบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ที่จะส่งตรงความอร่อยจากโซลมาถึงกรุงเทพได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ C.P.S. COFFEE แฟล็กชิปสโตร์ สุขุมวิท 53 เท่านั้น

มัลลิกา จาวลา และ มร.จาง มินซู

มัลลิกา จาวลา และ มร.จาง มินซู

NIA ชวนร่วมงาน ‘SITE 2025’ วางรากฐานระบบนิเวศที่ ‘เชื่อมไทยกับโลก’

NIA ชวนร่วมงาน 'SITE 2025' วางรากฐานระบบนิเวศที่ 'เชื่อมไทยกับโลก'

NIA ชวนร่วมงาน ‘SITE 2025’ วางรากฐานระบบนิเวศที่ ‘เชื่อมไทยกับโลก’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ชวนทุกคนที่มีหัวใจนวัตกรรมร่วมงาน SITE 2025 วันที่ 4 – 6 ก.ค.2568 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เผย NIA กำลังวางรากฐานระบบนิเวศที่ “เชื่อมไทยกับโลก” ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในยุโรปและเอเชียขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเร่งผลักดันสตาร์ตอัพไทยสู่เวทีโลกผ่านเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ 98 แห่งทั่วโลก ด้านนายกสมาคมการค้าสตาร์ตอัพไทย (TSA) ชี้วันนี้สตาร์ตอัพไทยต้องกล้าฝันใหญ่

19 มิถุนายน 2568 นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในการเสวนาพิเศษหัวข้อ “Accelerating Innovation Through Global Partnerships” ในงานแถลงข่าวการจัดงาน “Startup x Innovation Thailand Expo 2025 (SITE 2025)” เวทีที่รวมพลังนวัตกรรมและสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค.2568 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability: The Next Era of Innovation” ว่า นวัตกรรมยุคนี้ไม่มีเส้นแบ่งประเทศอีกต่อไป สิ่งที่ NIA กำลังทำ ไม่ใช่แค่ส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีโอกาส แต่คือการวางรากฐานของระบบนิเวศที่ “เชื่อมไทยกับโลก” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในยุโรปและเอเชีย เราไม่ได้มองแค่นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่กำลังสร้างโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตระยะยาว เพื่อให้สตาร์ตอัพไทยเติบโตได้ไกลขึ้น อย่างยั่งยืนกว่าเดิม

“ผมอยากชวนทุกคนที่มีหัวใจนวัตกรรมมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกพร้อมพบกับผู้คิด ผู้สร้างและผู้ลงทุนในระบบนวัตกรรมโลกได้ที่งาน  SITE 2025  ระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค.2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน” นายปริวรรต กล่าว

ด้าน นางสาลินี ผลประไพ  รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กระทรวงการต่างประเทศจึงเร่งผลักดันสตาร์ตอัพไทยสู่เวทีโลก ผ่านเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ 98 แห่งทั่วโลก รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น NIA  BOI  EEC  DEPA และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การเจรจาการค้า การเปิดตลาดและการจับคู่ธุรกิจ พร้อมกันนี้ ยังมีนโยบายวีซ่าเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพจากต่างประเทศเข้ามาเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมในไทยอย่างเป็นระบบ
ขณะที่นายธนพงษ์ ณ ระนอง นายกสมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) กล่าวว่า Global Partnership หรือพันธมิตรระดับโลก คือหัวใจของการลงทุนยุคใหม่ เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างการ Exit ที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนสมัยนี้มองหาสตาร์ตอัพที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลกได้จริง

นายธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าสตาร์ตอัพไทย (TSA) กล่าวถึงความพร้อมของสตาร์ตอัพไทยว่า วันนี้สตาร์ตอัพไทยต้องกล้าฝันใหญ่ เปิดรับมุมมองใหม่จากนานาชาติ และพัฒนาทักษะ Pitching ที่ตอบโจทย์นักลงทุน ซึ่ง SITE 2025 ถือเป็นสนามจริงในการทดลอง เชื่อมต่อ และต่อยอดเครือข่ายระดับสากล

งาน  SITE 2025 จัดระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค.2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนได้ที่: https://site.nia.or.th ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: NIA Thailand 

-(016)

30 ปีแห่งพลังใจ ‘ มูลนิธิถันยรักษ์ฯ’ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘The Power of Self-Love’ ดึงพลังความรักตัวเองให้เป็นเกราะป้องกันมะเร็งเต้านม

30 ปีแห่งพลังใจ ‘ มูลนิธิถันยรักษ์ฯ’ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘The Power of Self-Love’ ดึงพลังความรักตัวเองให้เป็นเกราะป้องกันมะเร็งเต้านม

30 ปีแห่งพลังใจ ‘ มูลนิธิถันยรักษ์ฯ’ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘The Power of Self-Love’ ดึงพลังความรักตัวเองให้เป็นเกราะป้องกันมะเร็งเต้านม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.33 น.

ในยุคที่ผู้หญิงต้องแบกรับบทบาทหลากหลาย ทั้งในฐานะนักบริหารและผู้ดูแลครอบครัว การใส่ใจสุขภาพของตนเองกลับกลายเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ดำเนินภารกิจเคียงข้างสตรีไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปี ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มุ่งหวังให้พ้นภัยจากมะเร็งเต้านม จึงได้ริเริ่มแคมเปญ “The Power of Self-Love” เพื่อส่งต่อพลังแห่งการรักตัวเอง และกระตุ้นให้หันมาใส่ใจสุขภาพอย่างรอบด้าน ซึ่งแคมเปญดังกล่าวจะเป็นความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิถันยรักษ์ฯ โดย บุษดี เจียรวนนท์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิถันยรักษ์ฯ และ ครูปาน – สมนึก คลังนอก ศิลปินไทยแนวโมเดิร์นพอร์เทรต ผู้มีผลงานอันเป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ที่จะผสานศาสตร์แห่งศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และการดูแลสุขภาพสตรีในมิติใหม่ที่ลึกซึ้งและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากการคอลแลบเพื่อส่งต่อพลังแห่งการรักตัวเองอย่างแท้ จริง จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ โปรดติดตามได้ ผ่าน http://www.thanyarak.or.th  และ Facebook : Thanyarak Breast Center

แนวคิดหลักของแคมเปญฯ มุ่งเน้นการเปลี่ยนมุมมองจาก “การรักษาเมื่อเจ็บป่วย” มาเป็น “การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ” โดยเฉพาะในกรณีของมะ เร็งเต้านม ซึ่งยังคงเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย หากได้รับการตรวจพบระยะแรกเริ่ม และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะมีอัต ราการรอดชีวิตที่สูงขึ้นมากว่าการตรวจพบในระยะแพร่กระจาย สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ “The Power of Self-Love” ไม่ได้จำกัดเพียงการรณรงค์ตรวจสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้าง “ไลฟ์สไตล์แห่งการรักตัวเอง” ผ่านแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง อาทิ

การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ 7-10 วัน หลังหมดประจำเดือน

การตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคต

การสร้างสมดุลระหว่างการทำงาน การดูแลครอบครัว และการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง

ความพิเศษในครั้งนี้ ครูปาน – สมนึก คลังนอก จะได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานศิลปะ ถือเป็นการเติมมิติใหม่ด้วยพลังของศิลปะที่จะสามา รถเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก และจิตสำนึกของผู้หญิงได้ลึกซึ้งกว่าการสื่อสารเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว ต่อยอดการดำเนินการของมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเต้านมตนเองไปสู่ผู้หญิงไทยมากกว่า 5.3 ล้านรายตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ในวาระพิ เศษนี้ มูลนิธิถันยรักษ์ฯ จึงขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “The Power of Self-Love” ซึ่งเป็นมากกว่าการรณรงค์ด้านสุขภาพ หากแต่คือการปลุกพลังจากภายใน เพื่อเชิญชวนให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ และรักตัวเองอย่างแท้จริง เพราะการป้องกันที่ดีที่สุด คือการค้นพบให้เร็วที่สุด การรักตัวเองอย่างลึกซึ้งนั้น เริ่มต้นจากการป้องกันและดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็จะส่งผลให้มีพลังในการดูแลคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนใกล้ชิด หรือสังคมรอบตัว ได้อย่างไม่สิ้นสุด สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพื่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมกับศูนย์ถันยรักษ์ ที่ รพ.ศิริราช โทร. 0-2411-5657-9 หรือศูนย์ถันยรักษ์ โครงการ SiRIRAJ H SOLUTIONS โทร. 0-2414-0833

สุขภาพ แฟชั่น และศิลปะ กำลังจะโคจรมาบรรจบกันอย่างมีสไตล์… อีกไม่นานเกินรอ กับคอลแลบสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลก!

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในวงการงานคราฟต์ เปิดโฉม New Young Craft 2025 ร่วมอวดโฉมงานคราฟต์สุดยูนีคครั้งแรก!! อย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025” เริ่ม 18 – 22 มิ.ย. 68

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในวงการงานคราฟต์ เปิดโฉม New Young Craft 2025 ร่วมอวดโฉมงานคราฟต์สุดยูนีคครั้งแรก!! อย่างเป็นทางการในงาน

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในวงการงานคราฟต์ เปิดโฉม New Young Craft 2025 ร่วมอวดโฉมงานคราฟต์สุดยูนีคครั้งแรก!! อย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025” เริ่ม 18 – 22 มิ.ย. 68

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าภารกิจเฟ้นหาดาวดวงใหม่แห่งวงการงานศิลปหัตถกรรม มุ่งสืบสานงานศิลปหัตถกรรมอย่างยั่งยืน นำทัพผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เจนใหม่  New Young Craft 2025  อวดโฉมผลงานมรดกแห่งภูมิปัญญาที่ผสานความคิดสร้างสรรค์ ส่งต่อเป็นแบรนด์งานคราฟต์ร่วมสมัย พร้อมสนับสนุน ปั้นดาวดวงใหม่เสิร์ฟคุณค่าความงดงามในงานศิลปหัตถกรรมให้เป็นที่รู้จัก ควบคู่สนับสนุนช่องทางการตลาดเพื่อร่วมผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากงานหัตถกรรมไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ได้ชื่นชมพร้อมกันในงาน “Crafts Bangkok 2025” ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาชื่นชมได้ในงาน “Crafts Bangkok 2025”  ระหว่างวันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2568 ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. เข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก SACIT Official  https://www.facebook.com/sacitofficial

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่าSACIT มุ่งเน้นบทบาทการเป็น “นักปั้น” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของช่างศิลปหัตถกรรมไทยผ่านการสนับสนุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ไทยให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น ล่าสุด ได้มีการเฟ้นหาดาวดวงใหม่แห่งวงการงานหัตถศิลป์ให้เป็น “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ : New Young Craft 2025” ด้วยเล็งเห็นถึงพลังของคนเจนใหม่ที่จะเป็นส่วนช่วยสืบสาน ส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาในงานศิลปหัตถกรรมไทย ควบคู่การ รักษาคุณค่าภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่คู่สังคม ผ่านผลงานร่วมสมัย ที่มีการพัฒนาต่อยอดผสมผสานความคิดสร้างสรรค์สู่ความร่วมสมัย นำไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์ โดยมีกรอบการพิจารณาหลัก ๆ อาทิ เป็นงานศิลปหัตถกรรมจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีอายุไม่เกิน 45 ปี ที่สร้างสรรค์หรือริเริ่มการทำงานหัตถกรรมด้วยตนเอง มีการปรับประยุกต์ หรือสร้างสรรค์ผลงานให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งมรดกทางภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมไทย โดยในปี 2568 ได้มีการปั้นดาวดวงใหม่สู่วงการงานคราฟต์ ภายใต้ New Young Craft 2025 จำนวน 10 ราย ที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ได้ชื่นชมผลงาน และร่วมพูดคุยกับผู้สร้างสรรค์อย่างใกล้ชิดในงาน “Crafts Bangkok 2025” เวทีสำคัญที่จะเฉิดฉายให้เห็นแสงแห่งดาวดวงใหม่ของวงการ

“SACIT มาพร้อมกับบทบาทใหม่ในการเป็นนักปั้นที่ให้ความสำคัญต่อการเฟ้นหาผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม ให้ส่องแสงสร้างการรับรู้ในระดับสากล ดังนั้น การผลักดันให้คนเจนใหม่ที่มีการนำเอาทักษะเชิงช่าง ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ และรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ในงานหัตถกรรมได้อย่างงดงาม ส่งเสริมให้เป็น “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ : New Young Craft 2025” จึงเป็นการสะท้อนบทบาทใหม่ของ SACIT ได้เป็นอย่างดี ในการสร้างดาวรุ่งดวงใหม่ในวงการศิลปหัตถกรรมไทย ที่พร้อมจะก้าวสู่ในเวทีงานคราฟต์ระดับสากล ด้วยบทบาทนี้ SACIT จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์กรที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป หากแต่จะเป็น“นักปั้นมือทอง” ที่พร้อมบ่มเพาะ ส่งเสริม และผลักดันศิลปินหัตถกรรมไทยให้ก้าวไกลและอยู่ได้อย่างยั่งยืน

นายธีระกิจ เมณร์กูล หนึ่งในสมาชิก SACIT ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ ประเภทเครื่องโลหะ (เครื่องประดับ) กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนชาวสุโขทัย ถ่ายทอดภูมิปัญญาของอำเภอศรีสัชนาลัย ผ่านงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าอย่าง “หัตถกรรมเงินทองลายโบราณ” ในงาน “Crafts Bangkok 2025” โดยปีนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสจากทางสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยในการร่วมนำสินค้าจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ “ณ ทัย” ทั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทาง SACIT ในการเสริมสร้างทักษะองค์ความรู้จากโครงการอบรมต่าง ๆ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้สามารถพัฒนารูปแบบผลงานให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยได้ประยุกต์นำเอาเทคนิคการวางลวดลายและการใช้สี รวมถึงแนวคิดการออกแบบให้โลหะแลดูมีความพลิ้วไหว เพื่อเสริมเอกลักษณ์ความโดดเด่น สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ฉีกกรอบไปจากเดิม โดยมีผลงานชิ้นเอกที่ภูมิใจนำเสนอ อาทิ “ชุดห่มเงิน” ซึ่งเป็นการนำโลหะเงินมาขึ้นรูปเป็นดอกพิกุลร้อยเรียงต่อกันเป็นผืนผ้าคลุมไหล่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเครื่องประดับเงินชิ้นใหญ่ชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทย และต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ ในรูปแบบของสไบ ผ้าคลุมพระ โดยอนาคตมีแนวคิดที่จะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าให้มากขึ้น

ด้านนางสาวอารียา บุญช่วยแล้ว ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเครื่องปั้นดินเผา-งานผ้า และผู้ก่อตั้งแบรนด์สินค้าแฟชั่น INTHAI เปิดเผยว่า ได้รับการสนับสนุนจาก SACIT ในหลายด้านนับตั้งแต่แรกเริ่มเป็นสมาชิก SACIT ซึ่งได้มีโอกาสร่วมจัดแสดง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในงานต่าง ๆ นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อีกทั้ง SACIT ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ INTHAI ที่มีดีไซน์ร่วมสมัยสามารถตอบโจทย์เทรนด์ปัจจุบันจึงได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์จัดจำหน่าย ณ SACIT Shop สนามบินสุวรรณภูมิ ในหมวดงานคราฟต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องแต่งกาย-กระเป๋า ซึ่งมีจุดเด่นลวดลายมงคลในสถาปัตยกรรมไทยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายประดับวัดบวรนิเวศวิหาร  ผ้าพันคอ-งานเซรามิกที่รังสรรค์จากการประยุกต์ลวดลายครามบนจานข้าวโบราณมาย่อส่วนเป็นเครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน  โดยออกแบบแพทเทิร์น ผสมผสานลวดลายกราฟิกเพื่อให้เกิดภาพงานรูปแบบใหม่เฉพาะตัว โดยได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “SACIT Concept 2025” ที่มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดโอกาสด้านการตลาดรวมถึงเป็นโอกาสในการเรียนรู้วิธีการเสริมศักยภาพแบรนด์ ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ล่าสุดในปี 2568 นี้ SACIT ยังได้ให้โอกาสคัดเลือกเป็น “ผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เจนใหม่  New Young Craft 2025” ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025”  นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์ INTHAI เป็นอย่างมาก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของดาวดวงเล็ก ๆ ที่สร้างการรับรู้ช่วยผลักดันให้คนไทยและต่างชาติได้รู้จักงานศิลปหัตถกรรมไทยที่มีเอกลักษณ์ และมีความสวยงามไม่แพ้ชาติใด  

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะนำมาสู่การสร้างความยั่งยืนในงานศิลปหัตถกรรมไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงาน “Crafts Bangkok 2025” ในปีนี้จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทยที่งดงามอย่างมีเอกลักษณ์ เป็นเครื่องหมายสะท้อนถึงอารยธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ควรอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยสืบรุ่นสู่รุ่นไม่ให้เลือนหาย โดย SACIT ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่มีฝีมือโดดเด่น และผลักดันให้เป็นที่รู้จักในวงการงานคราฟต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดโอกาสการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานเชิงช่างศิลปหัตถกรรมอย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกชมสินค้างานคราฟต์ฝีมือคนไทยได้ภายในงาน “Craft Bangkok 2025” ระหว่างวันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2568 ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา
10.00 – 20.00 น. ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมอัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ทางเฟซบุ๊กออฟฟิเชียล SACIT https://www.facebook.com/sacitofficial  หรือ TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

เปิดพื้นที่ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ในรายการ ‘The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj’

เปิดพื้นที่ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ในรายการ 'The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj'

เปิดพื้นที่ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ในรายการ ‘The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เซ็นสัญญาร่วมกับ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) จับมือร่วมกันผลิตรายการ Edutainment รายการสาระความรู้ที่ดูสนุก เรื่องใกล้ตัวที่เราควรรู้ The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj” โดยรายการนี้ได้เปิดโอกาสให้ “นักศึกษาแพทย์” ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี จากคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ  เข้าแข่งขันตอบปัญหาเชิงวิชาการ แข่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านออร์โธปิดิคส์ หรือ หมอด้านกระดูกและข้อ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา ร่วม 180,000 บาท

โดยมี ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัดคณะแพทยศาสตร์  ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.นพ.พัชรพล อุดมเกียรติ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ฝ่ายทรัพย์สินและพัสดุ, รศ.นพ.จตุพร โชติกวณิชย์ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ฝ่ายเวชระเบียนและสถิติ และ ดร.วิชนี ศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมรวมพลังต่อยอดความรู้ในรูปแบบรายการแข่งขันเกมโชว์ด้านวิชาการแพทย์ ทำให้ผู้ชมได้รับทั้งความสนุก และสามารถเอาความรู้จากรายการมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รอติดตาม รายการ The Bone เก่งเข้ากระดูก by Siriraj” ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 เร็ว ๆ นี้

“เอ้ก ดิจิทัล” คว้า 7 รางวัลจาก 2 เวทีใหญ่ ตอกย้ำผู้ให้บริการด้าน MarTech Solution

“เอ้ก ดิจิทัล” คว้า 7 รางวัลจาก 2 เวทีใหญ่  ตอกย้ำผู้ให้บริการด้าน MarTech Solution

“เอ้ก ดิจิทัล” คว้า 7 รางวัลจาก 2 เวทีใหญ่ ตอกย้ำผู้ให้บริการด้าน MarTech Solution

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.03 น.

เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) ผู้นำธุรกิจด้านวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้บริการสื่อโฆษณาครบวงจรและการตลาดดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI อัจฉริยะ ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ กวาด 7 รางวัลจาก 2 เวทีระดับประเทศ ได้แก่ 5 รางวัลจาก LINE Thailand Awards 2024 และ 2 รางวัลจาก MarTech Innovation Awards 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน MarTech ที่มุ่งยกระดับเกมการตลาดสู่ยุคอัจฉริยะ (Cognitive Marketing) ด้วยการผสานพลัง AI, ดาต้า, EGG ONE Platform และทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภค และส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ พร้อมช่วยขับเคลื่อนแบรนด์คู่ค้าให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ 

รัฐธีร์ เจริญรัตน์วรกุล ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ MarTech Solution บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า “การคว้า 7 รางวัลใหญ่จาก LINE Thailand Awards 2024 และ MarTech Innovation Awards 2025 เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จและสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ MarTech Solution ที่โซลูชันด้านการตลาดและการสื่อสารแบบครบวงจรในที่เดียว (All-in-One Solutions) ตั้งแต่การเก็บและบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า (CRM & CDP) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อต่อยอดในมุมธุรกิจ ไปจนถึงการให้คำปรึกษา พร้อมการวางกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์คู่ค้าได้อย่างตรงจุด สร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในทุก Touchpoint และสร้างประสบการณ์ที่เฉพาะบุคคลแบบ Dynamic Personalization ให้กับผู้บริโภค โดยความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากพลังของทีมงานและพาร์ทเนอร์ที่มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน โดยเราผสานจุดแข็งทุกมิติให้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ด้านดาต้า เทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI, Machine Learning, EGG ONE Platform แพลตฟอร์มการตลาดที่รวมเครื่องมือและข้อมูลสำคัญไว้ในที่เดียว รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจเชิงลึกของทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันที่มีประสิทธิภาพ โดนใจผู้บริโภค และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง”

เอ้ก ดิจิทัล ตอกย้ำการเป็น Developer และTech Partner ที่พัฒนาต่อยอดโซลูชัน รวมถึงนำจุดแข็งทุกมิตมาเชื่อมต่อกับโซลูชันต่าง ๆ กับแพลตฟอร์ม LINE ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเข้าใจลูกค้าทุกอุตสาหกรรมได้อย่างลึกซึ้ง โดยคว้า 5 รางวัลใหญ่จาก LINE Thailand Awards 2024 รางวัลสุดยอดผลงานการตลาดดิจิทัล ที่สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างโดดเด่นบนแพลตฟอร์ม LINE ได้แก่

1. รางวัล Best LINE Solutions Campaign ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่จัดขึ้นเป็นปีแรกและมีเพียง 1 รางวัล โดยได้รับจากแคมเปญ    7-Eleven, Enhances ALL Member Experience with Seamless Integration via LINE

2. รางวัล Best Sponsored Sticker สาขา Retail & Commerce จากแคมเปญ RETAIL & COMMERCE CP ALL 7-Eleven   

3. รางวัล Best Sponsored Stickers สาขา Public Sector ThaiPBS

4. รางวัล Best Display Ads สาขา Finance & Banking ธนาคารออมสิน

5. รางวัล Best Official Account สาขา Public Sector สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

พร้อมคว้า 2 รางวัลใหญ่จาก MarTech Innovation Awards 2025 รางวัลสุดยอดจากสมาคมเทคโนโลยีและการตลาดแห่งประเทศไทย (MarTech Association Thailand) รางวัลสาขา Loyalty campaign และ Data Analytic ได้แก่

1. รางวัล Platinum Winner สาขา Loyalty and Reward จากแคมเปญ RedClub One Loyalty for All ของกลุ่มธุรกิจ TCP 

2. รางวัล Gold สาขา Customer Data Intelligence จากแคมเปญ Dreamy Rewards Revolution: Data-Driven Personalization for Next-Level Customer Loyalty

ความสำเร็จของ 3 สุดยอดแคมเปญ โดยเอ้ก ดิจิทัลกับแบรนด์ ชั้นนำ ระดับประเทศ ได้แก่

1. 7-Eleven แคมเปญ Enhances ALL Member Experience with Seamless Integration via LINE: เชื่อมต่อประสบการณ์การซื้อผ่าน LINE โดยใช้พลัง AI และดาต้ามาแบ่งกลุ่มสมาชิก (AI-driven Segmentation) เชื่อมข้อมูลสมาชิก ALL Member และ LINE Connect เพื่อออกแบบการสื่อสารที่แตกต่างกันตามความสนใจ สร้างข้อความที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Dynamic Message) ยกระดับระบบสะสมแต้มและแลกคูปองด้วยการสแกนบาร์โค้ดผ่าน LINE official เพิ่มความสะดวกในการสั่งสินค้าผ่าน 7Delivery และ Chat & Shop ด้วยแชตผู้ช่วยที่ตอบกลับแบบเรียลไทม์ รวมถึงสร้างความผูกพันให้แบรนด์ และเพิ่มผู้ติดตามใหม่ด้วยไลน์สติ๊กเกอร์ ลาย “เครยอน ชินจัง” (Crayon Shin-chan) และวางกลยุทธ์การยิงโฆษณาผ่าน LINE Ads ซึ่งผลลัพธ์ช่วยให้จำนวนผู้ติดตามบน LINE เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มยอดขายผ่าน LINE OA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

2. RedClub แคมเปญ One Loyalty for All ของกลุ่มธุรกิจ TCP: พลิกโฉมระบบสมาชิก RedClub สู่มิติใหม่ ด้วยการออกแบบระบบ Loyalty Program ที่รวมทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP ไว้ที่เดียว โดยสมาชิกสามารถสะสมแต้มข้ามแบรนด์ได้ จัดกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการซื้อ พร้อมใช้ AI มาขับเคลื่อนและวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกแบบเรียลไทม์ เพื่อส่งโปรโมชันและสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล ซึ่งผลลัพธ์ช่วยเพิ่มยอดการสะสมแต้มบนระบบ เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ และกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับประสบการณ์สมาชิก และขยายฐานสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Dreamy แคมเปญ Rewards Revolution: Data-Driven Personalization for Next-Level Customer Loyalty: พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ B2B ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยระบบ CRM ที่มีสะสมแต้มและลุ้นรางวัล เพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วม เชื่อมต่อข้อมูลจากหลายช่องทาง วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ ด้วย RFM & Churn Analysis และใช้ AI-Driven Personalization ส่งโปรโมชันที่ตรงใจลูกค้าผ่าน LINE ซึ่งผลลัพธ์ช่วยเพิ่มจำนวนยอดลงทะเบียนกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ เพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์และเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงการนำศักยภาพด้าน AI มาเสริมด้าน Martech solution เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต และยังสะท้อนความมุ่งมั่นของเอ้ก ดิจิทัล ที่พร้อมจะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยแบรนด์ยกระดับการตลาดดิจิทัล ให้ก้าวทันพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราตั้งใจพัฒนาโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยดาต้า เทคโนโลยี  AI และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและสร้างความสำเร็จให้คู่ค้า ทั้งด้านประสบการณ์ผู้บริโภค และการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง” รัฐธีร์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจบริการของ บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eggdigital.com/ หรือ โทร. 02-020-2364

ซีพีประกาศจุดยืน “องค์กรแห่งความหลากหลาย” เดินหน้ายกระดับนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ซีพีประกาศจุดยืน “องค์กรแห่งความหลากหลาย” เดินหน้ายกระดับนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ซีพีประกาศจุดยืน “องค์กรแห่งความหลากหลาย” เดินหน้ายกระดับนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ตอกย้ำพันธกิจการเป็นองค์กรที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ผ่านเวที “CP Group Embrace the Diversity” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในเดือนแห่งความหลากหลาย (Pride Month) โดยมีผู้บริหารระดับสูงและพนักงานในเครือร่วมแสดงพลังความแตกต่างอย่างภาคภูมิ  ประกาศจุดยืนชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบาย Diversity, Equity and Inclusion (DEI) และการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนตามกรอบ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) โดยยึดหลัก Human Rights Due Diligence (HRDD) เป็นกลไกในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในห่วงโซ่อุปทานทั้งองค์กร พร้อมเปิดเวที Ted Talk เพื่อรับฟังความเห็นพนักงานในมิติต่างๆ ทั้งด้านความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย และกลุ่มเปราะบาง เพราะเวทีที่จัดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงเวทีของการเฉลิมฉลอง แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าซีพีได้นำ ‘นโยบายความหลากหลาย’ มาแปลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกแบบสวัสดิการ การปรับระบบการทำงาน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างโอบรับทุกความแตกต่างอย่างเท่าเทียม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ  ทรู ดิจิทัล พาร์ค

พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัดและบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เครือซีพี ตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาคและการอยู่ร่วมกันตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการ “สร้างวัฒนธรรมองค์กร” ที่เปิดกว้างและให้คุณค่ากับความหลากหลาย โดยเชื่อว่า ‘ความแตกต่างของบุคคล’ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสำเร็จขององค์กร พนักงานทุกเพศ ทุกวัย และทุกภูมิหลังได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราจึงมุ่งหน้าสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม ผ่าน ”สวัสดิการแห่งความเสมอภาค”

“จากความเชื่อเรื่องความแตกต่างของบุคคลคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร นำมาสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ ‘เข้าใจ เห็นคุณค่า และให้โอกาส’ กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม และนโยบายต้องมีผลเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่แค่หลักการ ซีพีจึงมีสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมที่รองรับความหลากหลายของพนักงาน เช่น การลาและเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีผ่าตัดแปลงเพศ การลาสมรสและคลอดบุตรสำหรับคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย รวมถึงการให้วันหยุดตามศาสนาสำหรับพนักงานที่นับถือศาสนาใด ๆ การมีสิ่งเหล่านี้คือการ ‘สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย’ ให้พนักงานได้เป็นตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งจัดตั้งเครือข่ายพนักงาน LGBTQ+ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มพนักงาน และผลักดันบทสนทนาเรื่องความหลากหลายให้ขยายสู่ทุกหน่วยธุรกิจ” ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพี กล่าวเพิ่มเติม

พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “องค์กรที่เติบโตได้ในโลกยุคใหม่ ต้องเปิดกว้าง เคารพสิทธิมนุษยชน และมีระบบที่สนับสนุนความแตกต่างอย่างแท้จริง ปัจจุบันซีพีดำเนินธุรกิจใน 21 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานกว่า 450,000 คน ความหลากหลายจึงไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ยังมีทั้ง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัย และมุมมอง ซึ่งทั้งหมดนี้คือพลังขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ เราจึงยึดมั่นในแนวทางสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) และกำหนดให้ Human Rights Due Diligence (HRDD) เป็นแกนหลักของการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยในปี 2568 ซีพีได้ยกระดับการดำเนินงานด้าน DEI ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการบรรจุนโยบายนี้ไว้ในเป้าหมายการพัฒนาองค์กรสู่ปี 2030 และกำหนดกรอบการดำเนินงานตาม 3 เสาหลักของ UNGPs ได้แก่ Protect – Respect – Remedy เพื่อให้องค์กรไม่เพียงป้องกันการละเมิดสิทธิ แต่ยังเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ”

“การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ คือพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในองค์กรและสังคม” ดร.ธีระพล กล่าวย้ำ

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ 

บนเวที CP Group Embrace the Diversity ที่ซีพีจัดขึ้นนี้ ได้เปิดกว้างรับฟังความเห็นจากพนักงาน โดยให้พนักงานได้แสดงมุมมองความเห็นและประสบการณ์ในรูปแบบ Ted Talk สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความหลากหลายที่ขับเคลื่อนองค์กร รวมถึงนโยบาย DEI และสิทธิมนุษยชนของซีพี

เริ่มจาก เอวารินทร์  อัศวินเชาวนนท์ เจ้าหน้าที่ PR & Event จาก บมจ.ซีพี ออลล์ ตัวแทนด้านความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า “ซีพีและซีพี ออลล์ เปิดให้พนักงานทุกคน ‘มีความเป็นตัวเอง’ ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ มุมมองทัศนคติ และสไตล์การทำงาน โดยเชื่อมั่นว่าความหลากหลายคือพลังสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘Harmony Culture’ ซึ่งทางองค์กรสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมความรู้สึก ‘มีที่ยืน’ และ ‘ปลอดภัย’ ในการทำงาน ทั้งในด้านกายภาพ จิตใจ และสังคม ซึ่งเป็นหัวใจของ Well-being ในที่ทำงาน นอกจากนี้ องค์กรเลือกไม่ใช้คำนำหน้านามอย่าง ‘นาย’ หรือ ‘นางสาว’ ในระบบภายใน เช่น บัตรพนักงาน เป็นต้น ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่แสดงออกถึงความเคารพในอัตลักษณ์ของพนักงาน และสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและให้เกียรติในความหลากหลายอย่างแท้จริง”

เอวารินทร์  อัศวินเชาวนนท์ 

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล เจ้าหน้าที่บริหารโครงการพิเศษจาก บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า “องค์กรเปิดใจยอมรับความแตกต่าง โดยมองว่าความแตกต่างเป็นพลัง ซึ่งตนได้รับโอกาสเป็นผู้ประกาศข่าว และทำงานเพื่อสังคม แสดงให้เห็นว่าเราเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญคือการทำให้กลุ่มผู้พิการเห็นเราเป็นแรงบันดาลใจ และเข้าใจว่าสังคมยังมีพื้นที่ให้พวกเขา นอกจากนี้การที่องค์กรมองเห็นศักยภาพ เปรียบเสมือนของขวัญอันล้ำค่า และทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ทำโครงการสนับสนุนกลุ่มคนพิการ ซึ่งช่วยจุดประกายให้อีกหลายคน ‘ลุกขึ้นสู้’ และดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไปได้”

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล 

นพอนันต์ พงศ์อิทธิเดช Business Intelligence Center จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัวแทนด้านความหลากหลายในด้านศาสนา กล่าวว่า “ตนนับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 0.1% ที่นับถือศาสนานี้ ก่อนที่จะมาทำงานที่ซีพี มีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติมาหลายปี ด้วยการโตมากับความเชื่อที่ว่าถ้าเป็นคนอินเดีย ศาสนาซิกข์ ต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสเติบโต จนกระทั่งได้มาสัมภาษณ์งานที่ซีพี นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต ผมได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ได้รับโอกาสดี ๆ จากผู้บริหาร มีสวัสดิการวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนา แสดงถึงความเข้าใจและเคารพในพิธีกรรมของทุกศาสนา ย้ำถึงการเป็นองค์กรที่มีนโยบายด้าน DEI ที่ชัดเจน ทั้งยังเชื่อมั่นว่าศาสนา เพศสภาพ เชื้อชาติ ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นพลังร่วม และมองพนักงานที่ ‘ศักยภาพ’ ไม่ใช่ ‘รูปลักษณ์ภายนอก’ เท่านั้น”

นพอนันต์ พงศ์อิทธิเดช 

ด้าน Lawrence Smith ที่ปรึกษาสำนักยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัวแทนด้านความหลากหลายทางเชื้อชาติ กล่าวว่า “เครือซีพีเป็นองค์กรที่เปิดกว้าง ไม่ว่าในระดับไหน สัมผัสได้ถึงพลังของทุกคนที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ทั้งนี้ รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เคารพในคุณค่าของแต่ละคน ทั้งยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างมีจริยธรรม  ตลอดจนการประกาศนโยบาย DEI และมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เด่นชัด เชื่อมั่นว่า ซีพีเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสและส่งเสริมความเสมอภาคให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม”

Lawrence Smith 

ขณะที่ ดร.ชยศมน ทรัพย์สุขบวร พนักงานในโครงการ 60 ยังแจ๋ว จาก บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (โลตัส สาขาหลักสี่) ตัวแทนด้านการส่งเสริมผู้สูงอายุในการทำงาน เปิดเผยว่า “ขอบคุณซีพี แอ็กซ์ตร้า ที่เล็งเห็นศักยภาพของผู้สูงวัย และเปิดโอกาสให้คนวัยเกษียณที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้มาร่วมงานกับซีพี แอ็กซ์ตร้า เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคนวัยนี้มีประสบการณ์และยังมีศักยภาพในการทำงาน ซึ่งองค์กรแห่งนี้ได้ปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องวัยได้อย่างน่ายกย่อง เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และถือเป็นโอกาสอันแสนวิเศษที่ได้รับในครั้งนี้”

ดร.ชยศมน ทรัพย์สุขบวร 

กิจกรรม “CP Group Embrace the Diversity” ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเดือนแห่งความหลากหลาย แต่เป็นภาพสะท้อนของการลงมือปฏิบัติที่ต่อเนื่องและชัดเจนของเครือซีพี ในการสร้าง “องค์กรที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน” พร้อมเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นว่า ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรค แต่คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง

Service Wall นวัตกรรมผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ยกระดับมาตรฐานวงการออกแบบไทย

Service Wall นวัตกรรมผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ยกระดับมาตรฐานวงการออกแบบไทย

Service Wall นวัตกรรมผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ยกระดับมาตรฐานวงการออกแบบไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ในขณะที่อุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่วัสดุหรือความสวยงามของงานตกแต่ง “ซัน – บุญรอด อัศวสิทธิถาวร” ผู้บริหารรุ่นใหม่แห่งแบรนด์ Willy และดำรงตำแหน่ง Product Director ของบริษัท Welcraft Produts Co., Ltd. หนึ่งผู้นำด้าน Innovation แห่งวงการพาร์ทิชันสุขภัณฑ์ไทย กลับเลือกมองลึกเข้าไปใน “จุดเล็กๆ” ที่หลายคนมองข้าม แต่สร้างผลกระทบใหญ่ในระยะยาวนั่นคือ “พื้นที่หลังโถสุขภัณฑ์”  จุดที่ยากต่อการซ่อมบำรุงด้านระบบ และไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบมาก่อน

จากการลงพื้นที่จริงในไซต์งานและประสบการณ์ตรงที่พบเจอ เขาจึงคิดค้น Service Wall ซึ่งเป็นนวัตกรรมระบบผนังหลังโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ที่ออกแบบให้เปิดซ่อมได้ง่าย ติดตั้งสะดวก โดยยังคงความเรียบหรูของดีไซน์ไว้ได้อย่างครบถ้วน แม้จะเริ่มต้นจากแนวคิดด้านฟังก์ชันและการบำรุงรักษา แต่ Service Wall ก็ไม่ละเลยความงามในการออกแบบ ด้วยพื้นผิวที่ “สามารถปรับเปลี่ยนสีและลวดลายได้ตามความต้องการ” เพื่อให้กลมกลืนกับสไตล์ของห้องน้ำในแต่ละโครงการ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรู โรงแรม หรือสำนักงานระดับพรีเมียม

ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาได้… แต่ยังต้อง “สวย” และ “เข้ากับงานตกแต่ง” ได้ทุกแบบ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Service Wall ได้รับการยอมรับว่าเป็น “เจ้าแรกในไทย” ที่สร้างนิยามใหม่ให้กับผนังหลังโถ จากจุดที่เคยถูกละเลย กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของงานออกแบบห้องน้ำยุคใหม่ และกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นจากปัญหาที่ไม่มีใครอยากแก้

“ผมเห็นปัญหาในหน้างานจริงว่า ทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา มักจะต้องปิดห้องน้ำเพื่อซ่อมแซม เพราะต้องทุบผนังเข้าถึงท่อน้ำที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งไม่เพียงเสียเวลา แต่ยังสร้างความไม่สะดวก ทั้งที่มันควรจะมีวิธีที่ดีและง่ายกว่านี้”

ซัน – บุญรอด ในฐานะ Product Director เล่าถึงสิ่งที่เขาพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้างานจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คอนโด หรือสำนักงาน ทุกครั้งที่ระบบหลังโถสุขภัณฑ์มีปัญหา ช่างจำเป็นจะต้องเจาะรื้อกระเบื้อง รื้อผนังพื้นที่ตกแต่ง เพียงเพื่อเข้าถึงวาล์วและท่อที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งไม่เพียงใช้งบประมาณสูง แต่ยังสิ้นเปลืองเวลาอีกด้วย

จากประสบการณ์นั้น เขาจึงตั้งคำถามว่า “ทำไมผนังที่ดูดี จึงต้องแลกมากับความยุ่งยากในการดูแล?”

คำถามนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการออกแบบ Service Wall  ผนังที่ภายนอกดูเรียบหรูเหมือนเดิม แต่สามารถเปิดเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์สำคัญอย่างวาล์ว ท่อน้ำ และเซ็นเซอร์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างหรือทำลายอะไรเลย

“นวัตกรรมที่ดีต้องแก้ปัญหาให้ได้ก่อน ไม่ใช่แค่ดูดีอย่างเดียว” ซัน บุญรอด กล่าว

เพราะในโลกแห่งการออกแบบ ความสวยที่ไม่มีฟังก์ชันรองรับ อาจใช้งานจริงไม่ได้เลยในระยะยาว

Service Wall คืออะไร และทำไมจึงเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม

Service Wall คือระบบผนังหลังโถสุขภัณฑ์ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่องานดูแลรักษาและซ่อมบำรุงโดยเฉพาะ ใช้วัสดุและโครงสร้างที่แข็งแรง ติดตั้งง่าย และมีระบบแผงเปิด-ปิดแบบซ่อน จึงเข้าถึงระบบภายในได้ทันทีเมื่อต้องการ

จุดเด่นของ Service Wall ได้แก่: เปิดบำรุงรักษาได้ง่าย โดยไม่ต้องเจาะผนัง รองรับการติดตั้งเซ็นเซอร์แจ้งเตือนน้ำรั่วผ่านแอป ใช้วัสดุ PU Foam ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหากมีการเผาไหม้ ดีไซน์สวย เรียบเนียน เข้ากับงานตกแต่งภายในได้ทุกรูปแบบ

ทุกวันนี้มีหลายโครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และอาคารสำนักงานชั้นนำในไทยที่เลือกใช้ Service Wall เป็นส่วนหนึ่งของระบบห้องน้ำสมัยใหม่ เพื่อประหยัดต้นทุนระยะยาว และลดการรบกวนผู้ใช้งานเวลาต้องซ่อมแซม

ไม่ใช่แค่ผนัง… แต่คือ “ระบบ” ที่คิดครบทุกมิติ

เบื้องหลังความสำเร็จของ Service Wall ไม่ได้เกิดจากแค่การออกแบบให้สวย หรือฟังก์ชันที่แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวคิดการสร้างนวัตกรรมแบบ 3 มิติ ที่ ซัน บุญรอด ยึดถือมาตลอด ได้แก่ Design – ออกแบบให้สวยและแก้ปัญหาได้จริง Develop – ฟังเสียงผู้ใช้จริงและพัฒนาไม่หยุด และ Deliver – ส่งมอบของที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่โชว์ในแคตตาล็อก

“ของที่ดี ไม่ใช่แค่ดูดีในแคตตาล็อก แต่ต้องดีจริงในหน้างาน”

Service Wall ดีไซน์ที่เข้าใจสถาปนิก ถูกออกแบบโดยคำนึงถึง Architectural Flexibility เป็นหลัก ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันในการบำรุงรักษา แต่ยัง ตอบโจทย์ภาษาดีไซน์ ที่หลากหลาย ทั้งแนว Modern Clean Line, Minimal Soft Tone, หรือแม้กระทั่งงานโครงสร้างพิเศษอย่าง ผนังโค้ง (Curved Wall Applications) ที่มักเป็นข้อจำกัดของระบบทั่วไป

ผนัง Service Wall สามารถผลิตในลักษณะผิวโค้ง (Concave/Convex Surface) ได้ตามแบบที่สถาปนิกต้องการ ช่วยให้สามารถดีไซน์งานได้อิสระโดยไม่ต้องกังวลว่า “ระบบบำรุงรักษาจะมาขวางความงามของงานออกแบบ”

นอกจากนี้ยัง ปรับวัสดุผิว (Finish Surface) ให้เข้ากับวัสดุหลักของโครงการได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำโรงแรมหรูที่ใช้ Marble Texture, โครงการแนว Wellness Design ที่เน้นโทนไม้ธรรมชาติ หรือสำนักงานที่ต้องการลุค Soft Industrial

“เราออกแบบระบบให้เป็น Invisible System ที่พร้อมกลมกลืนกับภาษาสถาปัตยกรรมของแต่ละโครงการ” ซัน บุญรอด กล่าว

จากของต้นแบบ… สู่แนวทางที่หลายคนเลือกเดินตาม

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะการใช้งานและดีไซน์คล้ายคลึงกับ Service Wall ปรากฏในตลาดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังตื่นตัวกับแนวคิดด้านการดูแลหลังโถสุขภัณฑ์อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงเป็นจุดแข็งของ Service Wall คือ “ความเข้าใจในระบบจริง” จากประสบการณ์ในไซต์งานโดยตรง และการลงลึกในรายละเอียดที่เกิดจากการใช้งานจริงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงทฤษฎี

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ ‘ผนังหลังโถ’ แต่คือ ‘ระบบบำรุงรักษาที่ติดตั้งได้ในทุกอาคาร’ และนั่นคือความแตกต่าง

แม้จะมีสินค้าที่มีฟังก์ชันคล้ายคลึงกันในตลาด แต่ Service Wall ยังคงเป็นต้นแบบที่ถูกออกแบบมาอย่างรอบด้าน ด้วยความเข้าใจปัญหาจริงจากผู้ใช้งาน ผู้ออกแบบ และผู้ดูแลระบบในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงแนวคิดที่มองลึกในทุกมิติของการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อ “ปิดผนัง” แต่เพื่อ “สร้างระบบที่รองรับอนาคต”

จากนักออกแบบสู่นักพัฒนาธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์

ในบทบาททายาทรุ่นสองของบริษัท Welcraft Products Co., Ltd. เจ้าของแบรนด์ Willy Toilet Partition ที่ครองตลาดผนังกั้นห้องน้ำในไทยมายาวนาน เขาไม่เพียงรับไม้ต่อ แต่ยังเพิ่ม DNA ของการพัฒนาและนวัตกรรมเข้าไปในทุกโปรเจกต์ ด้วยพื้นฐานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยตรงจาก Brunel University London หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้าน Product Design จากสหราชอาณาจักร แนวคิดเชิงออกแบบที่ลึกซึ้ง ประกอบกับประสบการณ์จริงจากไซต์งานในประเทศไทย คือสิ่งที่ทำให้เขาไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่คือ Product Designer ที่สามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริงได้อย่างแท้จริง

Service Wall คือหนึ่งในผลงานที่พิสูจน์แล้วว่า “ออกแบบดี ใช้งานได้จริง” และได้รับการยอมรับในหลากหลายโครงการสำคัญ ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์และอาคารเชิงพาณิชย์ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดนวัตกรรมอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ผู้นำรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนห้องน้ำให้กลายเป็นจุดเริ่มของการพัฒนาเมือง

“ทุกพื้นที่ในอาคารควรออกแบบให้ซ่อมได้ ไม่ใช่แค่ใช้งานได้” ผู้บริหารแบรนด์ Willy กล่าว

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ Service Wall ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็น “ระบบที่ทุกโครงการควรมี”

ในวันที่วงการก่อสร้างต้องการทั้งความยั่งยืน ความสวยงาม และการดูแลระยะยาว ชื่อของ “ซัน-บุญรอด อัศวสิทธิถาวร” จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Innovation ที่น่าจับตาที่สุดของวงการสุขภัณฑ์ไทยในวันนี้

Product Designer ผู้อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม

จากหัวใจของนักออกแบบ… สู่ระบบที่เปลี่ยนวงการได้จริง

ซัน-บุญรอด อัศวสิทธิถาวร ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารรุ่นใหม่ของแบรนด์ Willy เท่านั้น แต่ยังเป็น Product Designer ตัวจริง ผู้อยู่เบื้องหลังการคิดค้นและออกแบบ Service Wall ด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสังเกตปัญหาในไซต์งานจริง ไปจนถึงการออกแบบระบบที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ในฐานะผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์โดยตรง เขาได้ผสานมุมมองเชิงเทคนิคเข้ากับแนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันและความงาม ยึดหลัก Design Thinking ที่ไม่ได้เน้นแค่ความสวยงาม แต่ให้ความสำคัญกับ “การแก้ปัญหาได้จริงในระยะยาว”

“ผมออกแบบทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะผมรู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน และผู้ใช้ต้องการอะไรจริงๆ”

จากแนวคิดนี้ Service Wall จึงไม่ใช่แค่ ‘ไอเดีย’ ที่ส่งให้ทีมไปพัฒนา แต่คือ ผลงานต้นฉบับ ที่เกิดจากการลงมือคิด ลงมือทำ และลงสนามจริงของนักออกแบบตัวจริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากสินค้าทั่วไปในตลาดจากนักออกแบบ สู่ผู้นำที่เปลี่ยนแนวคิดของทั้งวงการ

วันนี้คุณซันไม่เพียงสานต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้างของครอบครัว แต่ยังได้ยกระดับแบรนด์ Willy Toilet Partition ให้กลายเป็นผู้นำด้าน Smart Bathroom System ที่เน้นนวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

Service Wall คือผลิตภัณฑ์แรกที่พิสูจน์แล้วว่า “การออกแบบที่ดี ไม่ได้แค่ดูดี แต่ต้องเปลี่ยนวงการได้จริง”

ผู้คิดค้นตัวจริง ทำก่อน เข้าใจก่อน และสร้างได้จริง

“ของจริงคือสิ่งที่ออกแบบจากหัวใจของคนที่เข้าใจปัญหาจริง”  Product Director แห่งแบรนด์ Willy กล่าว

Service Wall คือระบบที่ผู้บริหารหนุ่มคนนี้คิดไว้ตั้งแต่ยังไม่มีใครเห็นความสำคัญของผนังหลังโถ และถึงวันนี้ แม้จะมีใครเริ่มเดินตาม แต่ “ต้นฉบับของจริง” ก็ยังคงเป็นเพียงหนึ่งเดียวในไทย ซึ่ง ซัน-บุญรอด อัศวสิทธิถาวร คิดค้นระบบนี้จากวิธีคิดที่เหนือกว่าแค่การขายของ

Marketbuzzz ร่วมกับ มธ. เผยผลสำรวจปี 68 คนไทยกังวล ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ตระหนักสูงแต่พฤติกรรมยังสวนทาง แนะโอกาสก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

Marketbuzzz ร่วมกับ มธ. เผยผลสำรวจปี 68 คนไทยกังวล ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ตระหนักสูงแต่พฤติกรรมยังสวนทาง แนะโอกาสก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

Marketbuzzz ร่วมกับ มธ. เผยผลสำรวจปี 68 คนไทยกังวล ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ตระหนักสูงแต่พฤติกรรมยังสวนทาง แนะโอกาสก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลสำรวจล่าสุดประจำปี 2568 โดย มาร์เก็ตบัซซ (หรือ Marketbuzzz) ร่วมกับ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เผยว่า สิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุด อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็ตาม

การสำรวจประจำปีนี้ ซึ่งได้จัดทำต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2562 พบว่า “สิ่งแวดล้อมและมลพิษ” ยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของคนไทย (44%) แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น (42%) และภาพรวมเศรษฐกิจ (30%) ที่ติดอันดับความกังวลลำดับต้นๆ เช่นกัน ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นสิ่งที่คนไทยกังวลอย่างมาก แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้นก็ตาม

ช่องว่างระหว่างความกังวลและการลงมือทำ: ตระหนักสูง แต่พฤติกรรมเปลี่ยนน้อย

แม้คนไทยจะมีความตระหนักสูง แต่ช่องว่างระหว่างความกังวลและการลงมือทำจริงยังคงมีนัยสำคัญ โดย 65% ของคนไทยเชื่อว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต และเกือบครึ่ง (48%) เชื่อว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงการกระทำที่ได้ทำไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา พฤติกรรมที่พบมากที่สุดคือ การปิดไฟ (50%) และปิดเครื่องปรับอากาศ (44%) ซึ่งเป็นการกระทำที่ง่ายและทำเป็นประจำ ใช้ความพยายามน้อย และสามารถควบคุมได้ด้วยตนเอง

ในทางกลับกัน มีเพียง 23% เท่านั้นที่ปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกจากร้านค้า แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่แสดงออกสู่สาธารณะ หรือพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลทางสังคมที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตนสามารถสร้างความแตกต่างได้ด้วยตนเอง การกระทำง่ายๆ เช่น การปิดไฟ หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า มักจะถูกทำบ่อยกว่า เพราะทำง่ายและให้ความรู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ ยังบ่งชี้ว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมและสร้างผลกระทบได้ทันที สำหรับพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นหรือได้รับอิทธิพลจากระบบ เช่น การรีไซเคิลอย่างถูกวิธียังมีข้อจำกัด จึงเป็นโอกาสที่จะต้องให้คำแนะนำหรือรณรงค์เพื่อแสดงถึงผลของการกระทำอย่างชัดเจน สร้างแรงจูงใจ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

“ช่องว่างระหว่างความกังวลและการลงมือทำนี้ ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นคำเชิญชวน” มร. แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์เก็ตบัซซ (Marketbuzzz) กล่าว “ความท้าทายในขณะนี้คือการเปลี่ยนผู้คนจากความกังวลแบบเฉยชาไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือล้นให้มากขึ้น และแบรนด์ต่างๆ สามารถมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ได้”

มร. แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์เก็ตบัซซ (Marketbuzzz)

โอกาสสำคัญสำหรับการก้าวสู่ผู้นำแบรนด์ด้านความยั่งยืน

ข้อมูลปี 2568 เผยว่า 66% ของคนไทยยังคงจะให้การสนับสนุนแบรนด์หรือองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะหันมาซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ เสมอไป เว้นแต่จะมีคุณลักษณะอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์มีความยั่งยืนมากขึ้นได้

มร.แกรนท์ กล่าวเสริมว่า “การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจไม่ใช่เหตุผลอันดับหนึ่งที่ผู้คนตัดสินใจซื้อสินค้า แต่เมื่อคุณสมบัติอื่นๆ ทั้งหมดใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นราคา คุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ ความยั่งยืนก็สามารถเป็นปัจจัยในการตัดสินใจได้ หากแบรนด์หนึ่งนำเสนอบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือคุณสมบัติที่ยั่งยืน ในขณะที่อีกแบรนด์ไม่มี สิ่งนี้สามารถพลิกการตัดสินใจซื้อได้เลย”

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

องค์กรที่มีความยั่งยืนจะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

สิ่งนี้เปิดประตูให้แบรนด์ต่างๆ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยการออกแบบเพื่อสร้างผลกระทบ ด้วยการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับคุณค่าหลักของผลิตภัณฑ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนำเสนอให้ผู้บริโภคมองเห็นและเชื่อมโยงได้ และง่ายต่อการลงมือทำ แบรนด์ต่างๆ สามารถเปลี่ยนความกังวลไปสู่การลงมือทำ และสร้างคุณค่าของแบรนด์ได้ในกระบวนการนี้

งานวิจัยยังระบุถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรกของคนไทย ได้แก่ ภาวะโลกร้อน (46%) มลพิษทางอากาศ (45%) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (29%) ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับการดำเนินการอย่างกว้างขวางและครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรมและทุกภาคส่วน

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “เราได้รับการสนับสนุนจากความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นและต่อเนื่องถึงภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความท้าทายทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงคนไทยตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ธุรกิจ และการกำหนดนโยบายเพื่อเร่งความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความจริงที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างที่ยังคงมีอยู่ระหว่างความกังวลและการลงมือทำ ชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่ชัดเจนสำหรับการสนับสนุนในระบบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างและนโยบายที่ส่งเสริมให้บุคคลเปลี่ยนความตระหนักรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

อีกทั้ง ยังเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนว่า “นี่คือจุดที่ความเป็นผู้นำขององค์กรมีบทบาทสำคัญ ธุรกิจมีทรัพยากร ขนาด และอิทธิพลที่จะทำให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ยั่งยืนได้ง่ายขึ้น เช่น ราคาที่ไม่แพง และความสะดวกสบาย เมื่อบริษัทต่างๆ เป็นผู้นำด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาไม่เพียงช่วยบรรเทาวิกฤตโดยตรงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย”

การสำรวจดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป องค์กรหรือบริษัท และรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนความตระหนักรู้ที่แพร่หลายไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ขณะที่แบรนด์ที่ก้าวเข้ามาเพื่อนำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนและทำให้การเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมง่ายขึ้น จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากกระบวนการนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับแบรนด์ได้อีกด้วย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ มร.แกรนท์ บาร์โทลี่ Marketbuzzz ที่อีเมล (grant@buzzebees.com) หรือ มร.นีล เกนส์ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อีเมล (neil@sgs.tu.ac.th).