‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’ เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’ เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’ เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานงานหัตถศิลป์และ ผ้าไทย เชิดชูมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน

ในการนี้ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ นางอัจฉรา อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโสเดอะมอลล์ กรุ๊ป เฝ้าฯ รับเสด็จและทูลเกล้าฯ ถวายมาลัย ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โอกาสนี้ ทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรมชุมชนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายทันสมัย เช่น ลายดาว ลายคลื่นทะเล และลายยามเย็น ซึ่งมีความเป็นสากล ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สีสันเรียบง่าย รวมทั้งผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน ปี 2568 “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ซึ่งผลิตมาจำนวนจำกัด โดยนำมาจำหน่ายเป็นที่แรก, ผ้าขนแกะ ผลงานสมาชิกศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ดอกไม้ประดิษฐ์ ซึ่งมีรับสั่งเมื่อครั้งเสด็จไปทรงงาน ณ จังหวัดเชียงใหม่ ให้นำดอกวิสทีเรีย ดอกลาเวนเดอร์ เอื้องผึ้ง เอื้องม่อนไข่ และเอื้องช้างน้าว มาทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเคลือบดินเผา ชุดรับประทานอาหารสำรับไทย และสำรับข้าวแช่, ไอศกรีมสามมิติ จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลายประตูพระบรมมหาราชวัง รสมะพร้าวอ่อนและรสนมอัดเม็ดจิตรลดาเคลือบชิ้นช็อกโกแลต, ลายกระเบื้องวัดพระแก้ว รสมังคุด และรสกะทิมะม่วง, ลายช้าง รสทุเรียนและชาไทย รวมทั้งของเบ็ดเตล็ด และของที่ระลึกจากร้านพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เช่น พวงกุญแจรูปสัตว์จากเศษผ้าไหมและผ้าฝ้าย, กระเป๋าจากผ้าไหมและเชือกลีซู, หมวก, เครื่องประดับ และของที่ระลึกแบบต่าง ๆ

จากนั้น เสด็จไปยังเอ็มทาวเวอร์ ชั้น 14 พระราชทานประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ “ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย” ซึ่งทรงได้รับการถวายฯ จากนางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 แก่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สำหรับเก็บรักษาไว้ เพื่อจัดแสดงในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

ต่อมา ทอดพระเนตรการแสดงแฟชั่นโชว์ “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES” นำเสนอผลงานการออกแบบจาก 14 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำของไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือพระนิพนธ์ Thai Textiles Trend Book โดยนำผ้าไหมลายพระราชทาน ปี 2568 “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์”, ผ้าไทยจากชุมชนต่าง ๆ และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาสร้างสรรค์ชุดแฟชั่นโชว์ เพื่อสะท้อนคุณค่าของผ้าไทยที่ทันสมัย ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และพระปณิธานที่ทรงพัฒนา ต่อยอด และสืบสานอนุรักษ์ผ้าไทย และงานศิลปหัตถกรรม ทรงมีส่วนในการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายและผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถชมนิทรรศการ THAI TEXTILES EXHIBITION จาก 14 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำ ภายใต้แนวคิด “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES” ณ เอ็ม สเตชั่น ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และงานหัตถกรรมชุมชนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รายได้จากการจำหน่ายจะสมทบทุนสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 รวมทั้งการแสดงโขนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่จัดแสดงในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันละ 2 รอบ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ จนถึงวันที่ 13 สิงหาคม นี้

ป.ป.ส. จัดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2568’ ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

ป.ป.ส. จัดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2568’  ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

ป.ป.ส. จัดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2568’ ชูแนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานขจัดภัยยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นปกป้องคุ้มครองลูกหลานไทยให้พ้นจากภัยยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมจัด “งานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568” ซึ่งในปีนี้นับเป็นวาระพิเศษแห่งการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการดำเนินงาน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” โดยกำหนดจัดขึ้น ในวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “นับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสันติวิธี มีการส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งมีการดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ

“โดยงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดินในปี 2568 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินให้แก่หมู่บ้านชุมชนต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง   ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งหวังให้การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับการเสริมสร้างพลังใจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินและนิทรรศการรูปแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ  12 จังหวัด เพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด  

ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ด้วยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ ‘มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ’

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ ‘มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ’

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ ‘มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ในหัวข้อ “มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ: เพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศไทย” (Frontiers in Biologics Development: Towards a Brighter Future for Thailand) ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร

1 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปยังศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติฯ ภายใต้หัวข้อ “มิติใหม่การพัฒนายาชีววัตถุ: เพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศไทย” (Frontiers in Biologics Development: Towards a Brighter Future for Thailand) ซึ่งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงประสบความสำเร็จในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA” ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างศักยภาพของประเทศไทย ในการพัฒนายา ที่ไม่ต้องพึ่งพาการซื้อ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

โอกาสนี้ ทรงมีพระดำรัสเปิดการประชุมฯ ความตอนหนึ่งว่า “…ยาชีววัตถุได้ชื่อว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง เป็นความหวังของการรักษาโรคหลายอย่าง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต …พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้ทรงฝากฝังกับข้าพเจ้าซึ่งได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้หาทางที่จะสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางยา พึ่งพาตนเองได้ โดยทำการวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนายา…” และทรงรับฟังปาฐกถาเฉลิมพระเกียรติฯ โดยศาสตราจารย์ ราม ซาซิเซคาราน (Professor Ram Sasisekharan) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Massachusetts Institute of Technology -MIT), USA ในหัวข้อเรื่อง “สดุดีพระเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ: บทบาทของประเทศไทยในยุคที่ยาชีววัตถุมีความสำคัญระดับโลก” (A Tribute to Her Royal Highness Princess Chulabhorn Mahidol: Thailand’s Role in the Global Biologics Era) ต่อจากนั้น ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “จากการเรียนการสอนสู่ห้องปฏิบัติการ: จุดเริ่มต้นของยาชีววัตถุในประเทศไทย” (From Blackboard to Benchside: The Origin of Biologics in Thailand) โดยศาสตราจารย์ จอห์น เอ็ม เอสซิกแมน (Professor John M. Essigmann) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (Massachusetts Institute of Technology -MIT), USA  ซึ่งสดุดีพระปรีชาสามารถในการวางรากฐานการพัฒนายาควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้ประเทศ

สำหรับการประชุมวิชาการในครั้งนี้ เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์และระบบกำกับดูแลยากว่า 400 คน อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในระบบสาธารณสุขและการกำกับดูแลยา อาทิ Dr. Janet Woodcock อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “Harmonizing for Health: Regulatory Innovation Across Border”  โดยเน้นแนวโน้มการพัฒนาระบบกำกับดูแลยาชีววัตถุบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แทนข้อกำหนดแบบเดิม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเร่งการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง และ Professor Helen Boucher (M.D.) คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tufts, สหรัฐอเมริกา กล่าวบรรยายในหัวข้อ“From Resistant to Resilience: AMR as a Case Study for Clinical Innovation” นำเสนอแนวทางใหม่ในการรับมือกับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาระบบวิจัยทางคลินิกอย่างยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัย Tufts, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (SingHealth-Duke NUS), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทบาทของชีววัตถุในการรักษามะเร็งแห่งอนาคต แนวทางการเข้าถึงการรักษาโรคหายาก การปฏิรูปการผลิตชีววัตถุในยุคใหม่

นับเป็นเวทีทางวิชาการครั้งสำคัญที่ได้เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำด้านยาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็น และวิสัยทัศน์ในการพัฒนายาชีววัตถุ และการกำกับดูแลที่ทันสมัย เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยและของโลก

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘สานต่องานแม่’ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน 'สานต่องานแม่' เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘สานต่องานแม่’ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนเที่ยวงาน “สานต่องานแม่” เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้ศิลปหัตถกรรมไทย และภูมิปัญญาเกษตรอย่างยั่งยืน

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี เชิญชวนทุกท่านร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “สานต่อ งานแม่”
ระหว่างวันที่ 2 – 3 สิงหาคม 2568 ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแสดงผ้าไหม 21 ลายทรงเลือก พร้อมอบรมวิชาของแผ่นดินจากวิทยากรผู้ปฏิบัติจริง
8 หลักสูตร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และร่วมสนับสนุนผลผลิตเกษตรปลอดภัยและผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิม
พระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “การจัดงาน ‘สานต่อ งานแม่’ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ
ผู้ได้รับการยกย่องเป็นดั่ง “พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” ซึ่งพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออนุรักษ์และ
สืบสานมรดกภูมิปัญญาไทย ทั้งในด้านศิลปะ หัตถกรรม และวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้าน อีกทั้งทรงสนับสนุนให้เกษตรกรได้ฝึกฝนทักษะด้านหัตถศิลป์ไทยจนชำนาญ เพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้ครอบครัวหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยประชาชนที่มาร่วมงานในครั้งนี้จะได้ชมความสวยงามของผ้าไหมลวดลายทรงเลือก พร้อมเรียนรู้การสร้างอาชีพด้วยหัตถกรรมจากหญ้าแฝก แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกษตร
เพื่อการพึ่งตนเองจากการอบรมและ Workshop วิชาของแผ่นดิน และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่ง
ที่ช่วยส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรไทยผ่านการอุดหนุนสินค้าเกษตรจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งได้นำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่ายให้ผู้ที่มาร่วมงานได้เลือกซื้อกันในราคาย่อมเยา”

นิทรรศการ “พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” เทิดไท้พระบรมราชชนนี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านงานศิลปาชีพไทย ผู้ทรงส่งเสริมและผลักดันงานศิลปะที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นสินค้าทรงคุณค่าในระดับโลก โดยนำผ้าไหมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงหม่อนไหมที่ได้บรรจงถักทอเส้นไหมให้ได้ตามลวดลายทรงเลือก 21 ลาย จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดงให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้ชม
เช่น ผ้าไหมทอลาย “ร้อยรัก”  ผ้าไหมทอลาย “คู่ฟ้า” และ ผ้าไหมทอลาย “ลายดุจดารา” เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าชมความงดงามของผ้าทอโบราณผืนอื่นๆ ได้เพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต อาคารเฉลิม
พระเกียรติฯ 9 เช้าชมฟรี

อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือ นิทรรศการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “หยั่งรากสร้างดิน เส้นศิลป์หัตถกรรม” โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดนครราชสีมา “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลโนนไทย” และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโนนไทย ซึ่งได้นำเรื่องราวการน้อมนำแนวพระราชดำริในการปลูก “หญ้าแฝก” เพื่อใช้ในด้าน
การอนุรักษ์ดิน และน้ำ มาถ่ายทอดพร้อมจัดแสดงผลงานสาธิตการประดิษฐ์ดอกมะลิจากเส้นใยหญ้าแฝก
และกิจกรรม DIY Workshop พวงกุญแจจากหญ้าแฝก นอกจากนี้ยังสามารถลงทะเบียนรับพันธุ์หญ้าแฝกกลับไปปลูกต่อที่บ้านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพบกับกิจกรรมหลากหลายที่ถ่ายทอดเรื่องของ “แม่”
ผ่านมุมมองทางวัฒนธรรมในวิถีเกษตรไทยจากนิทรรศการ “เทิดแม่ แทนคุณ” ซึ่งนำเสนอความสำคัญของ
3 แม่ผู้เกื้อหนุนการเกษตร ได้แก่ แม่ธรณี แม่คงคา และแม่โพสพ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการดูแลดิน น้ำ และข้าวปลาอาหารในสังคมไทย พร้อมองค์ความรู้การทำนา การปรับปรุงดิน และการจัดการน้ำ และที่พลาดไม่ได้ กิจกรรม “แม่ลูกคู่เหมือน” เพียงคุณแม่จูงมือคุณลูกแต่งกายมาเที่ยวชมงานในธีมเดียวกัน รับไปเลยหนังสือองค์ความรู้ “เมนูสร้างและเสริมภูมิคุ้มกัน” และน้ำสมุนไพร พร้อมคูปองเกมงานวัด จำนวนจำกัด !!   

เปิดอบรมฟรี 8 หลักสูตรสร้างอาชีพ อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงที่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเสริมพลังความรู้เพื่อการพึ่งตนเอง เช่น หลักสูตร “หน่อไม้ฝรั่งสร้างชีวิต” หลักสูตร “ทฤษฎีระบบออฟกริด พอเพียง” หลักสูตร “การเพาะเห็ดโคนน้อยในครัวเรือน” หลักสูตร “ดินพร้อม ปลูกเป็น ขายได้” เป็นต้น สามารถเรียนรู้ได้ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ผ่านทาง Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ คือ การอุดหนุนสินค้าเกษตรปลอดภัย พันธุ์ไม้ ผักผลไม้ อาหารไทย 4 ภาค งานหัตถกรรมจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ ทั่วประเทศ กว่า 120 ร้านค้า เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้และสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ในโซนตลาดเศรษฐกิจพอเพียง

มาเที่ยวงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “สานต่อ งานแม่” 2 – 3 สิงหาคม นี้ ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ไม่เพียงแต่มาร่วมเทิดพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ให้ประชาชนได้มาเรียนรู้คุณค่าของศิลปหัตถกรรม วิถีเกษตร และภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงในระดับครอบครัวและประเทศชาติ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ภาษาและอักษรไทย-เขมร

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ภาษาและอักษรไทย-เขมร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ภาษาและอักษรไทย-เขมร

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568  มีชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่ง เดินทางมาที่ปราสาทตาเมือนธม โดยถือป้ายโฆษณาว่า อักษรไทย ตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก  และเลขไทย ๑ ถึง ๑๐ นั้น ลอกเลียนมาจากของกัมพูชา ทำให้ต้องมีการพิสูจน์ว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่

ประวัติศาสตร์ไทยระบุว่า  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงคิดค้นอักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1826    โดยทรงดัดแปลงให้ตรงกับภาษาพูดของชาวสุโขทัย จากอักษรมอญและขอมโบราณ (Ancient Khmer) (ซึ่งไม่ใช่อักษรเขมรปัจจุบันหลังนครวัด  Post-Angkorian Khmer) ที่มีรากเหง้ามาจากอักษรพราหมมี(Brahmi script)  และอักษรปัลลวะ(Pallava script) ของอินเดีย  และมีคำภาษาไทยจำนวนมากได้มาจากภาษาบาลี สันสกฤต  ส่วนภาษาเขมรปัจจุบัน  ก็มีรากเหง้ามาจากภาษาปัลลวะและสันสกฤตของอินเดียเช่นเดียวกับภาษาไทย  ดังนั้นจึงมีอักษรบางตัว และคำบางคำที่ภาษาไทยเขมรและสันสกฤตตรงกัน  ส่วนตัวเลขไทยนั้นก็มีที่มาจากตัวเลขอินเดียแบบพราหมี เช่นเดียวกับตัวเลขเขมร

ศิลาจารึกบนหินทรายที่ปราสาทตาเมือนธมในจังหวัดสุรินทร์  ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 13-14  นั้นจารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะภาษาสันสกฤตของอินเดีย  ไม่ใช้อักษรขอม หรือภาษาขอม  แสดงว่า ผู้สร้างปราสาทตาเมือนธมนั้นเป็นพราหมณ์ชาวอินเดียใต้ ที่นับถือศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ไม่ใช่ขอมโบราณที่นับถือพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในอาณาจักรเจนละ 

มีคำหลายคำในภาษาสันสกฤต ไทย และ กัมพูชา ใช้ตรงกัน เช่น

“ภาษา”     ไทย: ภาษา (pha-sǎa)   เขมร: ភាសា (phiəsa) สันสกฤต: भाषा (bhāṣā) – (ความหมาย: ภาษา, คำพูด)

 “ศาสนา”  ไทย: ศาสนา (sàat-sà-nǎa) เขมร: សាសនា (sasna)  สันสกฤต: शासन (śāsana) – (ความหมาย: คำสั่ง, การปกครอง, คำสอน)

 “กรรม” ไทย: กรรม (gam)  เขมร: កម្ម (kamm) สันสกฤต: कर्मन् (karman) – (ความหมาย: การกระทำ, ผลของการกระทำ)

 “สันติ” ไทย: สันติ (sǎn-dtì) เขมร: សន្តិ (sɑnteʔ) สันสกฤต: शान्ति (śānti) – (ความหมาย: ความสงบ, สันติภาพ)

 “บุญ”  ไทย: บุญ (bun) เขมร: បុណ្យ (bon)   สันสกฤต: पुण्य (puṇya) – (ความหมาย: ความดี, กุศล, บุญ)

 “บาป” ไทย: บาป (bàap)  เขมร: បាប (baap)   สันสกฤต: पाप (pāpa) – (ความหมาย: ความชั่ว, อกุศล, บาป)

“ราชา”  ไทย: ราชา (raa-chaa) เขมร: រាជា (riechea)   สันสกฤต: राजन् (rājan) – (ความหมาย: พระเจ้าแผ่นดิน, ผู้ปกครอง)

 “กษัตริย์” ไทย: กษัตริย์ (gà-sàt)   เขมร: ក្សត្រ (ksat)   สันสกฤต: क्षत्रिय (kṣatriya) – (ความหมาย: นักรบ, วรรณะกษัตริย์)

 “ วิชา” ไทย: วิชา (wí-chaa)   เขมร: វិជ្ជា (vicchea) สันสกฤต: विद्या (vidyā) – (ความหมาย: ความรู้, วิทยา)

 “ครู”  ไทย: ครู (kroo)   เขมร: គ្រូ (kruu) สันสกฤต: गुरु (guru) – (ความหมาย: ครู, อาจารย์)

 “อักษร” ไทย: อักษร (àk-sǒn)   เขมร: អក្សរ (ʼaksɑɑ)   สันสกฤต: अक्षर (akṣara) – (ความหมาย: ตัวอักษร, ไม่เปลี่ยนแปลง)

การใช้คำเดียวกันในภาษาไทย กัมพูชา และสันสกฤต แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย และกัมพูชาอย่างชัดเจน รวมถึงอิทธิพลจากอินเดียโบราณที่มีต่อภูมิภาคนี้

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพ : เพจเฟสบุ๊ก สายตรงข่าวกรอง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดงานวันสตรีไทย 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดงานวันสตรีไทย 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดงานวันสตรีไทย 2568

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงจุดเทียน พร้อมพระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน”  และพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ และเข็มเชิดชูเกียรติแก่สตรีไทยดีเด่น จำนวน 154 ราย ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดงานวันสตรีไทย ตั้งแต่ปี 2548 อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสตรีไทย รวมทั้งได้พระราชทานแนวพระราชดำริหน้าที่สำคัญเบื้องต้นของสตรีไทย 4 ประการ คือ พึงทำหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ พึงทำหน้าที่ของแม่บ้านให้ดี พึงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสตรีไทย และพึงฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น นอกจากแนวพระราชดำริแล้ว ยังพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ “ดอกกล้วยไม้ คัทลียา ควีนสิริกิติ์” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทย

งาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568

ภายในงาน จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกี่ยวกับแนวพระราชดำริหน้าที่สำคัญของสตรีไทย 4 ประการ และชุดไทยพระราชนิยม 8 ชุด ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ยื่นเรื่องไปยังยูเนสโก้ เพื่อขอให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก,  นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถรอบด้านที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงบ่าเคียงไหล่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นต้นแบบให้กับสตรีไทยยุคใหม่ และการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง , นิทรรศการสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568

นิทรรศการจากตัวแทนเครือข่ายสตรี 4 ภาค โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมัยใหม่ และ นิทรรศการมีชีวิต ด้วยการจำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ในบ้านเรือนไทยที่มีวิถีชีวิตของหญิงไทย ประกอบด้วย 1) เรือนครัว สืบสานอาหารของหวานไทย 2)  ใต้ถุนเรือน สืบสานการทอผ้าไทย มีการสาธิตการทอผ้าจากกลุ่มผ้าไหมบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม และกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในครูช่างทอ “4 ทหารเสือราชินี” แห่งวงการผ้าไหม 3) ชานแดด จำลองการแสดงโขนผู้หญิง 4) เรือนนอน สาธิตการแกะสลักงานจากสตรี  5) ชานร่ม ต่อยอดหัตถกรรมไทย “หัตถกรรมสตรีรักษ์โลก ECO LADY” และ  6) หน้าต่างเรือน นำเสนอหน้าต่างเปิดสู่อนาคตของสตรีไทยยุคใหม่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมรับชมบรรยากาศ “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”  ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ผู้บริหารหญิงไทย แสดงวิสัยทัศน์เวทีการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2568 ที่เยอรมนี

ผู้บริหารหญิงไทย แสดงวิสัยทัศน์เวทีการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2568 ที่เยอรมนี

ผู้บริหารหญิงไทย แสดงวิสัยทัศน์เวทีการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2568 ที่เยอรมนี

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการจัดการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women (GSW)  นำโดย กอบกาญจน์ วัฒนวรวรางกูร ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย ร่วมด้วย สุพัตรา จิราธิวัฒน์, หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช  เป็นตัวแทนคณะกรรมการไปร่วมการประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก Global Summit of Women (GSW) 2025  ที่เบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี    พร้อมกับสองนักบริหารหญิงไทย ปิยจิต รักอริยะพงศ์  ซีอีโอ บริษัทเซ็ปเป้  และ ดอกเตอร์นริสา เชื้อวิดุล-ออว์ ซีอีโอ KogoPay (โคโกะ เพย์) ประเทศไทย   ได้รับเชิญขึ้นอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์บนเวที  โดยมีสตรีผู้นำนานาชาติเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน จาก 60 ประเทศทั่วโลก มีหลายประเทศที่มากันเป็นกลุ่มคณะใหญ่ เช่น สตรีนักธุรกิจในยุโรป อเมริกัน จีน และเกาหลี

การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women (GSW)   จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยเวียนไปจัดยังประเทศต่างๆ สำหรับปี 2568 นี้เป็นการฉลองครบรอบ 35 ปี หัวข้อหลักการประชุมปีนี้ คือ Women Restoring Values in the Digital Age (บทบาทผู้หญิงกับการฟื้นฟูคุณค่าในยุคดิจิทัล) ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2565  นับเป็นการประชุมที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง มีผู้นำสตรีทั้งจากภาครัฐและเอกชนจากทั่วโลกเดินทาวมาเข้าร่วมประชุมเกือบ 1,000 คน เป็นการเปิดประเทศหลังโควิด 19 ที่ได้รับความชื่นชมเป็นอันมาก

ทุกๆ ปี จะมีการเฟ้นหาผู้นำสตรีไทยที่มีความสามารถในระดับนานาชาติ ให้ไปร่วมอภิปรายบนเวทีระดับโลก เพื่อให้ทุกประเทศรับรู้ถึงความเป็นมืออาชีพระดับสากลของทั้งซีอีโอและผู้ประกอบการไทย เพื่อเปลี่ยนภาพพจน์หญิงไทย คนไทย และประเทศไทยว่ามีศักยภาพ มีคุณภาพ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย  สำหรับในปีนี้ ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  CEO บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Should Companies Take a Position on Socio-Cultural Issues?”  โดยเธอได้กล่าวอย่างชัดเจนบนเวทีว่า SAPPE ยึดมั่นในบทบาทขององค์กรที่ “กล้ายืนหยัดเ พื่อคุณค่าที่เชื่อ” ไม่ใช่แค่ในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นการส่งเสียงอย่างมีจุดยืน ในประเด็นที่มีความสำคัญต่อสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคุณค่าหลักขององค์กรที่ถูกหล่อหลอมไว้ใน DNA ได้แก่ ความเป็นนักนวัตกรรม การส่งเสริมบทบาทผู้หญิง และความหลากหลาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ “บิวตี้ ดริ๊ง” สะท้อนจุดยืนในการส่งเสริมให้ผู้หญิงดูแลตนเอง รักและภาคภูมิใจในความงามจากภายใน โดยเแคมเปญ “สวยเรา ไม่ต้องสวยใคร” มีแนวคิดว่าควรเป็นคนที่เชื่อมั่นในความงามของตนเอง และสามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ยึดมั่นในเรื่องความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการเปิดกว้าง  องค์กรมีพนักงานหญิงคิดเป็น 53% ของพนักงานทั้งหมด และในระดับผู้บริหารระดับสูงมีสัดส่วนถึง 60% ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการขับเคลื่อนด้วยคุณค่า โดยมีการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกับผู้ถือหุ้นรายไตรมาส การสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์และ Social Listening ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ทีมงานทุกระดับสามารถเข้าถึงผู้บริหารได้โดยตรง

ในฐานะผู้นำองค์กรระดับโลก SAPPE ให้ความสำคัญกับการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม เน้นย้ำว่า ซีอีโอต้อง “Walk The Talk” หรือเป็นผู้ลงมือทำจริงในทุกเรื่องที่องค์กรยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ หรือความรับผิดชอบ ทั้งต่อพนักงาน ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม

ขณะที่ ดอกเตอร์นริสา เชื้อวิดุล-ออว์ ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Women Entrepreneurs” เพื่อแลกเปลี่ยนและแชร์ประสบการณ์ร่วมกับผู้บริหารหญิงจากทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย บนเวทีเสวนา ดร.นริสา ได้ร่วมพูดคุยในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการหญิงในยุคเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ซึ่ง ดร.นริสา ได้แบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์จริง  ดังนี้

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และความท้าทายในปัจจุบัน : ในช่วงเริ่มต้นของบริษัทฟินเทค เผชิญความท้าทายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและหน่วย งานกำกับดูแล โดยเฉพาะในธุรกิจฟินเทคที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง นอกจากนี้ การเป็นผู้หญิงและผู้ก่อ ตั้งจากเอเชียในอุตสาหกรรมการเงินที่ผู้ชายเป็นผู้นำส่วนใหญ่ ก็ถือเป็นอุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม

สำหรับในปัจจุบัน ความท้าทายคือการขยายธุรกิจในระดับสากลให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance) การหาผู้ร่วมทำธุรกิจที่เหมาะสม และการปรับตัวให้เข้ากับบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง

การทำธุรกิจข้ามพรมแดนและมุมมองต่อการเติบโต : ดร.นริสา เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อมูลที่ว่า ธุรกิจที่ขยายสู่ตลาดระหว่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตได้เร็วกว่าธุรกิจที่เน้นเฉพาะตลาดภายในประเทศ 

 ทิศทางยุคเศรษฐกิจที่กำลังรีเซ็ต : บริษัทกำลังพัฒนากระเป๋าเงินแบบใหม่จาก Web 2.0 เพื่อพัฒนาเพิ่มเป็น Web 3.0 และ 4.0 ในอนาคต ด้วยแนวคิดเรื่องการเงินแบบกระจายศูนย์ (decentralized finance) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน โดยเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ไม่ใช่แค่กระเป๋าเงินดิจิทัล แต่เป็น ecosystem แบบครบวงจรสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและธุรกิจภายในปีนี้

การนิยาม “ความสำเร็จ” ณ จุดนี้ในชีวิต :  “นิยามความสำเร็จในแต่ละช่วงของชีวิตอาจแตกต่างกันไป” ดร.นริสา กล่าวว่า “สำหรับในช่วงเวลานี้ ความสำเร็จไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือมูลค่าบริษัท แต่คือการได้ใช้ชีวิตตามพันธกิจที่ตั้งใจไว้ — เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ผ่านเทคโนโลยีที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและความเท่าเทียม” สำหรับในอนาคต ดร.นริสา  กล่าวว่า ความสำเร็จหรือความฝันของตัวเอง คือการได้มีโอกาสทำงานอาสาอย่างเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือคนไม่มีบ้านอยู่ และเด็กกำพร้า

สรุปคือ  ความเชื่อมั่น ความอดทน และการไม่ยอมแพ้ คือหัวใจสำคัญของเจ้าของธุรกิจ, เทคโนโลยี ควรเป็นพลังในการสร้างความยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ, ความสำเร็จที่แท้จริง คือการใช้ธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากไทย ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทยประจำเยอรมัน นายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตอีกด้วย อีกทั้ง สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ได้จัดให้คณะผู้ร่วมประชุมเยี่ยมชมห้าง KaDeWe (คาเดเว่) ซึ่งห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป  โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้ไปดำเนินการ และเป็นเจ้าของอีกด้วย

กล่าวได้ว่า ตลอดการประชุมทุกๆ ปี เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ายิ่ง  ไอรีน เนธิวิเดท ประธานการประชุมผู้คร่ำหวอดแห่งวงการ ได้จุดประกายให้สตรีนักธุรกิจไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงโลก  เน้นให้มีความคิดสร้างสรรค์ และสร้างวิสัยทัศน์ให้เหล่าผู้นำสตรี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ร่วมประชุมด้วยกัน เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสร้างความสัมพันธ์ มิตรภาพ และไมตรีจิต ให้ผูกพันแน่นแฟ้นกันต่อไป ก่อให้เกิดความช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ผู้ร่วมประชุมหลายคนยังจำบรรยากาศของการมาประชุมในไทย เมื่อปีพ.ศ. 2565 ได้พบกับผู้นำสตรีไทยที่เป็นหญิงเก่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ชฎาทิพ จูตระกูล, ชาลอต โทณวณิก, เกษศรา มัญชุศรี, รศ. เกศินี วิฑูรชาติ, ขัตติยา อินทรวิชัย, ปฐมา จันทรักษ์, ดร. ณ ฤดี เคียงศิริ, ดร. จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ, พัชรพิมล ยังประภากร,  ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์, ไขศรี เนื่องสิกขาเพีย, กรรณิกา ว่องกุศลกิจ, ประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย, ต้องใจ ธนะชานันท์ และ นิชาภา ยศวีร์  เป็นต้น

สำหรับครั้งต่อไป ในปี พ.ศ. 2569  การประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women (GSW)   จะเวียนไปจัดที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งก็หวังว่าประเทศไทยจะได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก อีกสักครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้

คุณแหน : 1 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 1 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 1 สิงหาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานมอบเกียรติบัตร แก่หน่วยงาน สถานศึกษา และองค์กร ในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ จัดโดย ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.นครปฐม..๐๐

ll เพื่อนๆ Digital CEO#7 ร่วมยินดีกับ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ที่ได้เป็น ว่าที่ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า..๐๐

ll สภาเภสัชกรรม ร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจกับเพื่อนสมาชิกเภสัชกร ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ได้รับแต่งตั้งเป็น ว่าที่ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเภสัชกรคนที่ 3 ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้..๐๐

ll ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ได้เป็น ประธานอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย ชุดที่ 33 โดยมีคณะกรรมการ เช่น สุพัตรา จิราธิวัฒน์, ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, อิทธิพล เสียมหาญ, วีณา ไชยวรรณ, สมพร มาอุทธรณ์, ทิพย์สุคนธ์ ศุภสินธุ์, วราภรณ์ กุลสวัสดิ์ภักดี, มณี แซ่เอียบ, ดวงสมร พันธุเสน, นงชนก สถานานนท์, มกร พงษ์ธนพฤกษ์, มธุวลี สถิตยุทธการ..๐๐

ll เพื่อนๆชาว Digital CEO#4 ยินดีกับ ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาการ รองผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจ ดิจิทัลและผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)..๐๐

ll ยามนี้ กิติกร ศรีจอมขวัญ และ ดวงพร โฆสิตสกุล พาคุณแม่ กอบทิพย์ ศรีจอมขวัญ และคุณป้า เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร ไปตระเวนชิมอาหารที่เมืองโตเกียว แบบชิวๆ..๐๐

ll นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ซีอีโอ บมจ.บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เจ้าของแบรนด์ Gracz บรรจุภัณฑ์อาหาร จากเยื่อพืชธรรมชาติซึ่งย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ภายใน 45 วัน ไปบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO รุ่นพิเศษ Avantgarde studies..๐๐

ll ชวิศ ยงเห็นเจริญ ต้อนรับ รศ.ดร.บวรโชค ผู้พัฒน์ และ ดร.สุริยพงศ์ นิลสังข์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาการ คณะวิศวฯ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำคณะนักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางของคนไทย ณ บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP”..๐๐

ll อนุโมทนาบุญกับ ดร.ละมูล ลือสุขประเสริฐ ที่มูลนิธิกำลังใจ มอบพัดลมยักษ์สำหรับติดตั้งภายในโดมกิจกรรมเพื่อให้น้องๆ วัดราษฎร์รังสรรค์ (ขันมาอนุราษฎร์) จ.สมุทรสาคร ได้ทำกิจกรรมต่างๆอย่างเย็นสบายไม่อึดอัด พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องกรองน้ำดื่มให้สะอาด ปลอดภัย และเพียงพอสำหรับทุกคนในโรงเรียน..๐๐

ll จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือนจำนวนมากในพื้นที่หลายจังหวัด สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และ รพ.สาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ www.blooddonationthai.com หรือติดตามที่ https://www.facebook.com/nbctrc/?locale=th_TH…๐๐

น้องใหม่

แพทย์ไทยเตรียมโชว์ฝีมือสุดล้ำ เปิดตัว ‘Sensible STEP’ หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์ไทยเตรียมโชว์ฝีมือสุดล้ำ เปิดตัว ‘Sensible STEP’  หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์ไทยเตรียมโชว์ฝีมือสุดล้ำ เปิดตัว ‘Sensible STEP’ หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดสมอง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการจัดแสดงเทคโนโลยีการแพทย์ระดับโลก จับมือภาคเอกชนนำเสนอนวัตกรรมตอบโจทย์การฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม “Sensible STEP” หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย การันตีรับรางวัลระดับชาติจากเวที iMedBot และนำไปติดตั้งใช้งานแล้ว 14 แห่งทั่วทุกภาค ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และศูนย์ฟื้นฟู เป็นผู้นำตลาดหุ่นยนต์ฝึกเดินในประเทศไทยที่คนไทยยังไม่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ด้วยราคาถูกกว่าตลาด 5 เท่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 34% ของค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก โดยเตรียมเผยโฉมในงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่รวมผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 รายจาก 40 ประเทศทั่วโลก ระหว่างวันที่ 10–12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

ผศ.นพ. ภาริส วงศ์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กรรมการ มูลนิธิสำโรงรวมใจและโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ 

ผศ.นพ. ภาริส วงศ์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กรรมการ มูลนิธิสำโรงรวมใจและโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) เป็นสาเหตุหลักของความพิการ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบในวัยทำงาน (อายุต่ำกว่า 50 ปี) มากขึ้น หนึ่งในสามของผู้ป่วยสโตรกเผชิญความพิการรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาการเดิน สำหรับ “Sensible STEP” เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้แพทย์และนักกายภาพบำบัดใช้หลักการ “Locomotor Therapy” ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยสโตรก เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อย่างอิสระถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับการฝึกแบบเดิมได้หลังฝึกเพียง 1 เดือน นอกจากนี้ ระบบ “Bodyweight-Supported Treadmill Training” (BWSTT) ที่ใช้ระบบโปรโตคอลหลากทิศทางและความเร็วแปรผัน จะช่วยให้ผู้สูงอายุที่ฝึกตามหลักการ Locomotor Therapy สามารถลดความเสี่ยงการหกล้มได้ถึง 95% ภายใน 6 สัปดาห์ โดยนวัตกรรมทั้งสองนี้จะจัดแสดงพร้อมเผยหลักการทำงานภายในงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 

“Sensible STEP” หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย

นางสาวซี เลย์ อิง Deputy Portfolio Director MEDICARE ASIA บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวเสริมว่า Sensible STEP ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์โดยฝีมือคนไทย ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การเข้าถึง และความยั่งยืนในระบบสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของภาครัฐและประชาชนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเพิ่มขีดตวามสามารถอุตสาหกรรมสุขภาพเข้าสู่มิติของเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในบริบทของการผลักดันภาคนวัตกรรมให้เป็นกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และปักหมุดประเทศไทยให้เป็น ‘Medical Innovation Hub’ แห่งภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราความชุกของโรคหลอดเลือดสมองในระดับสูงจากปัจจัยการเผชิญกับ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การเติบโตของเมือง และโครงประชากรที่มีจำนวนผู้สูงอายุจำนวนมาก รวมถึงยังเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลกด้วยเช่นกัน

“Sensible STEP” หุ่นยนต์ฝึกเดินฝีมือคนไทย

นวัตกรรม Sensible STEP จะเปิดให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดภายในงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ซึ่งรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 รายจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ระหว่างวันที่ 10–12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยภายในงานจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปพิเศษ พร้อมการสาธิตร่วมกับผู้ป่วยจริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ การจัดแสดงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้โรงพยาบาล ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้รู้จักกับนวัตกรรมการฟื้นฟูที่เป็นทางเลือกใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของระบบสุขภาพไทย และช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างการรับรู้ในวงกว้างว่าประเทศไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่เทคโนโลยีและการเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ติดตามการจัดงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 ได้ที่ www.medicalfair-thailand.com

‘งานโครงการหลวง 56’ ชวนสัมผัสเรื่องราวสายธารแห่งพระเมตตา ‘Farm to City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร’

‘งานโครงการหลวง 56’ ชวนสัมผัสเรื่องราวสายธารแห่งพระเมตตา  ‘Farm to City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร’

‘งานโครงการหลวง 56’ ชวนสัมผัสเรื่องราวสายธารแห่งพระเมตตา ‘Farm to City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์  ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 56″  ภายใต้แนวคิด “Farm To City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร” วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568  ณ เซ็นทรัลเวิลด์  สัมผัสกิจกรรมไฮไลต์ครั้งแรกในงานเต็มพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร อาทิ สัมผัสสุดยอดกาแฟของพ่อ…จากดอยสู่เมือง, 12 เมนูไกด์ Ready to Cook โดย MasterChef และ Iron Chef ช้อป-ชิมผลิตผลจากยอดดอยกว่า 3,000 รายการ พร้อมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ตลอดการจัดงาน 12 วัน ระหว่างวันที่ 1-12 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต, บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท ภัณฑ์ดีพลาสติก จำกัด แถลงข่าวการจัดงาน “โครงการหลวง 56” ภายใต้แนวคิด “Farm To City–Farmtime Stories น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร” โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโครงการหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ   พระบรมราชินี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง นอกจากนี้ ยังร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568

อีกทั้ง ยังเป็นการเผยแพร่การดำเนินงานและผลสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิโครงการหลวงโครงการส่วนพระองค์ และหน่วยงานที่สนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวง โดยทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “น้ำพระราชหฤทัย จากฟ้าสู่มหานคร” 4 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 “ธ สืบสานงานพ่อ จากภูผาสู่มหานคร”, ชุดที่ 2 “เอเดลไวส์…ดอกไม้แห่งพระเมตตา นำพาสู่งานวิจัย”, ชุดที่ 3 “ศิลปาชีพพื้นที่สูง สืบสานใต้ร่มพระบารมี”, ชุดที่ 4 “กาแฟของพ่อ จากดอยสู่เมือง”

ภายในงานเตรียมพบกับผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรบนพื้นที่สูง กว่า 3,000 รายการ ส่งตรงจากยอดดอย นำโดย 9  สินค้าไฮไลต์ ได้แก่ 1)ข้าวโพดข้าวเหนียวสวีทแฟนตาซี, 2) องุ่น 3 สี  3) เห็ดพ็อตโตเบลโล่ 4) กุหลาบพันธุ์รอยัล 7 5) ชุดปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ครบเซ็ตพร้อมปลูก 6) กุหลาบกระถางดอกหอม 7) น้ำแร่ธรรมชาติโครงการหลวง 8) ผลิตภัณฑ์จากกัญชง ผสมฝ้าย/เส้นใยรีไซเคิล 9) กรีกโยเกิร์ตนมแพะ พลาดไม่ได้ เมนูอร่อยจาก Royal Project Kitchen, The Royal Project Ice Cream Parlour & Café ส่งตรงจากยอดดอย 39 แห่ง ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ

ภายในงานแถลงข่าว นำโดย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานโครงการหลวง 56 พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายสนับสนุนการจัด “งานโครงการหลวง 56”, ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน “โครงการหลวง 56” กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมดำเนินงานโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่อง และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนสถานที่จัดงาน รวมถึงหน่วยงานส่วนพระองค์ที่นำผลิตภัณฑ์มาร่วมจำหน่าย งานโครงการหลวง 56 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘น้ำพระราชหฤทัย..จากฟ้าสู่มหานคร’ สะท้อนถึงสายธารแห่งพระเมตตาที่มีต่อราษฎรบนพื้นที่สูงอันห่างไกล สู่ใจกลางเมืองหลวง ด้วยพระราชหฤทัยของล้นเกล้ารัชกาลที่9 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มิได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ใด แต่แผ่ไพศาลไปทั่วประเทศ และทุกหัวใจของประชาชนชาวไทย ปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวงยังคงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน โดยสนับสนุนการวิจัยและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรชาวเขา เพื่อส่งต่อผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย คุณภาพดี จากยอดดอยสู่เมืองหลวง ให้ประชาชนได้บริโภค”

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล และ เซ็นทรัลพัฒนา มีความภาคภูมิใจและปลื้มปีติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงานโครงการหลวง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 โดยปีนี้จัดเต็มพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ย 150,000 คน/วัน เป็นงานใหญ่ประจำปีที่ทุกคนรอคอย ปีนี้เรามุ่งมั่นผลักดันงานโครงการหลวงให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเล่าเรื่องราวเป็น Storytelling ในคอนเซ็ปต์ “Farm to City-Farmtime Stories ที่สื่อถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ไหลริน สู่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและชาวโลก สะท้อนพระราชปณิธานของในหลวง ที่ไม่เพียงพัฒนาเกษตรพื้นที่สูง แต่ยังยกระดับเศรษฐกิจชุมชน กระจายผ่านเครือข่ายธุรกิจทั่วประเทศ ให้คนไทยได้เข้าถึงผลิตผลคุณภาพดีจากยอดดอย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายสนับสนุนการจัดงาน “โครงการหลวง 56” กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นส่วนสำคัญของโครงการหลวงมาตั้งแต่ต้น โดยมีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาและการเกษตรที่สูง ผ่านงานวิจัยและพัฒนาพืชเมืองหนาว รวมถึงปศุสัตว์ที่ “สวนสองแสน” ดอยปุย ซึ่งต่อยอดมาเป็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีวิจัยการเกษตรบนที่สูงแห่งแรกของไทย ที่ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขา แต่ยังเป็นศูนย์กลางการวิจัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน รวมถึง มก. ซึ่งมีผลงานวิจัยมากกว่า 100 เรื่อง ตอกย้ำประโยชน์ที่สถานีมอบให้ทั้งแก่ชาวเขาและประชาชนทั่วไป 1) กิจกรรมนิสิต นิสิตช่วยจำหน่ายสินค้า และร่วมจัดแสดง 12 ชุดการแสดง 2) กองคลัง สนับสนุนบุคลากรรับชำระเงินในงาน 3) ยานพาหนะ จัดเตรียมยานพาหนะสำหรับขนส่งและเดินทาง รวมถึงการจัดสถานที่และจัดดอกไม้ 4) กองบริหารยุทธศาสตร์ มก. ประเมินผลการจัดงานเพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงในอนาคต 5) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร สาธิตทำอาหาร 20 เมนูไฮไลต์ เช่น ข้าวดอยโกอินเตอร์ บัวลอยไส้งาหอม, มัฟฟินแบล็คเบอร์รี่, จีบจับใจ 6) สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จำหน่ายผลิตภัณฑ์ KU Premium และผลิตภัณฑ์นมของ มก. 

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บางจากฯ ร่วมสนับสนุนการจัดงานโครงการหลวงเป็นปีที่ 2 ในฐานะบริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี ก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 และขยายสู่ 5 กลุ่มธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการบริหารองค์กร ยึดหลักพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน มีความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน ต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมธุรกิจที่ตอบรับทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทฯ ได้สานต่อแนวพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน พัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพที่ครอบคลุมการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งทางบก (B100) น้ำ (B24 Marine Biofuels) และอากาศ (SAF) ควบคู่กับการเดินหน้าลดคาร์บอนผ่าน Climate Action ที่เป็นรูปธรรมเพื่อร่วมแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

4 ไฮไลต์ในงาน “โครงการหลวง 56”  สอดคล้องกับ Global Trends

1.สุขภาพและนวัตกรรมอาหาร Innovative Food & Beverage Wellness เทรนด์ที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ภายในงานพบกับ “The Legend of Royal Coffee” ตามรอยเรื่องเล่ากาแฟของพ่อ สู่การสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ชิมกาแฟเมนูพิเศษจากแชมป์บาริสต้า, ครั้งแรก เมนู  Ready to Cook คิดสูตรโดย Celebrity Chef จัดเป็นเซ็ตพร้อมปรุง 12 เมนูให้ซื้อกลับไปทำที่บ้านได้สะดวกและอร่อย

2.ด้าน Sustainability เซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มเซ็นทรัล มีปณิธานอันแน่วแน่ในการสนับสนุนการจัดงาน ร่วมส่งเสริมความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยบนพื้นที่สูงและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องวิสัยทัศน์ “The Place Making for Sustainable Future” โดยให้พื้นที่ศูนย์ฯ เป็นที่ที่จำหน่ายผลิตผลโครงการหลวง จากเกษตรกรบนพื้นที่สูง 39 แห่ง ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา ลำปาง และ ตาก สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรชาวไทยกว่า 12,000 ชีวิตบนพื้นที่สูง ในงานยังใช้ถุง Bio Compostable ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติจาก บริษัท ภัณฑ์ดีพลาสติก เป็นปีที่ 2 ย้ำภารกิจสร้าง Sustainable Ecosystem และเดินหน้า NET Zero อย่างเป็นรูปธรรม ของเซ็นทรัลพัฒนา

3.Immersive Experiences ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และธรรมชาติ กับงาน Royal Bistro โดยเชฟเตย–สหรัฐ ผู้ชนะการแข่งขันรายการ MasterChef The Professionals Thailand คนแรกของประเทศไทย และเชฟอาร์–ธีรภัทร ผู้ชนะจากการแข่งขัน จาก The Next Iron Chef Season 2 ครั้งแรก Royal Bistro Gala Night กับ Fine Dining เรื่องเล่าจากยอดดอยสู่ปลายช้อน Royal Bistro ปีที่ 3 ที่โซน Urban Balance และRoyal choice menu เมนูพิเศษจากวัตถุดิบโครงการหลวง ที่ร้านดังในศูนย์ฯ อาทิ จินเจอร์ ฟาร์ม  คิทเช่น, ฮั่วเซ่งฮง, โซซากุ, บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ และ ฮอกไกโด ราเม็ง ซันโตวกะ เป็นต้น

4.Artistic Collabs กับ จูน–จิรภาส ศิลปิน Illustrator ไทยดีไซน์ธีมงานให้มีความร่วมสมัยเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยลายเส้นแบบตะวันตก และนำเอาสินค้าไฮไลต์มาดีไซน์เป็น Decoration พร้อม Art Installation จุด Photo Landmark บริเวณทางเชื่อม อีเดน 1