บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ประวัติศาสตร์และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเปรียบดั่งเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาช้านาน อีกด้านคือข้อพิพาทชายแดนที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายในยุคปัจจุบัน การทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาและความพยายามแก้ไข คือกุญแจสู่ความสงบสุขร่วมกัน

รากฐานประวัติศาสตร์: มรดกอาณานิคมและคำพิพากษา

สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส (พ.ศ.2447, 2451) : คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปักปันเขตแดนสมัยใหม่ระหว่างสยาม (ไทย) กับดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส (กัมพูชา) สนธิสัญญากำหนดให้ใช้ “เส้นสันปันน้ำ” เป็นหลักในการแบ่งเขตในหลายพื้นที่ รวมถึงบริเวณปราสาทพระวิหาร แผนที่ที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมสยาม-ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น (โดยเฉพาะแผนผังอัตราส่วน 1:200,000) เป็นเอกสารหลักอ้างอิง แต่กลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในเวลาต่อมา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายตีความความถูกต้องและการปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่ตรงกัน

คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (2505): ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนของกัมพูชา โดยอิงตามแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามสนธิสัญญา  ซึ่งไทยยอมรับในเวลานั้น  คำพิพากษาระบุชัดเจนว่าการตัดสินนี้จำกัดเฉพาะ “อาณาเขตของปราสาทพระวิหาร” เท่านั้น **ไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนโดยรอบหรือพื้นที่ใกล้เคียง** ซึ่งนำไปสู่ความไม่ชัดเจนและการโต้แย้งในพื้นที่โดยรอบ

พื้นที่ข้อพิพาทสำคัญ: ความซับซ้อนบนบกและในทะเล

1.  ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ: แม้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชาตามคำตัดสินปี 2505 แต่เส้นทางขึ้นปราสาทและพื้นที่เชิงเขาโดยรอบยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องอธิปไตย ส่งผลให้เกิดการปะทะทางทหารหลายครั้ง

2.  ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต): พื้นที่รอยต่อสามจังหวัด (ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี-จันทบุรี) ของไทยและจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา เป็นพื้นที่ป่ารกทึบที่เส้นเขตแดนไม่ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายอ้างกรรมสิทธิ์ กัมพูชาอ้างอิงแผนที่ 1:200,000 และหลักฐานการครอบครองทางประวัติศาสตร์ ขณะที่ไทยยึดถือหลักการปักปันตามสภาพภูมิศาสตร์ (เช่น สันปันน้ำ) และความต่อเนื่องของการบริหารจัดการ

3.  กลุ่มปราสาทตาเมือน และ ตาควาย: กลุ่มโบราณสถานขอมใกล้ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ความขัดแย้งมุ่งเน้นที่การตีความเส้นเขตแดนในสนธิสัญญา 1907 โดยเฉพาะปราสาทบางองค์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ

4.  เกาะกูด : เกาะในอ่าวไทยใกล้จังหวัดตราด กัมพูชาอ้างว่าเกาะกูดเป็นของตนตามแผนที่ 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ขณะที่ไทยยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวคลาดเคลื่อน และอ้างสิทธิเหนือเกาะกูดตามหลักภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์การบริหาร

5.  พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area – OCA): พื้นที่ในอ่าวไทยประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การเจรจาแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ยังไม่บรรลุข้อตกลง เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเวียดนามซึ่งมีชายฝั่งติดกับพื้นที่นี้ด้วย

เหตุการณ์สำคัญ:

ความตึงเครียดรอบปราสาทพระวิหาร ( 2551-2554): การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวในปี 2551 นำไปสู่ความตึงเครียดสูงสุด การปะทะทางทหารหลายครั้งเกิดขึ้นบริเวณโดยรอบปราสาทและที่ช่องบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะรุนแรงในเดือน กุมภาพันธ์ และ เมษายน 2554 ที่ช่องบก ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

การยื่นเรื่องต่อศาลโลก (2554): กัมพูชายื่นคำร้องขอตีความคำพิพากษาปี 2505 ต่อศาลโลก ไทยคัดค้านอำนาจศาล ศาลโลกมีคำสั่งชั่วคราวให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทโดยรอบปราสาทพระวิหารและสร้างเขตปลอดทหาร ศาลได้ตัดสินในปี 2556 ยืนยันคำสั่งชั่วคราวและขยายขอบเขตการถอนทหารออกไป

สถานะปัจจุบันและความพยายามแก้ไข:

ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายใช้กลไกการเจรจาทางทูตและการทหารเพื่อลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC): เป็นกลไกหลักในการเจรจาปักปันเขตแดนบนบกโดยละเอียด อาศัยหลักสนธิสัญญาเดิม หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างช้าๆ และต้องเผชิญกับความซับซ้อนทางเทคนิคและการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

คณะทำงานร่วมด้านเขตแดน (JWG): เน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและป้องกันเหตุปะทะทางทหารในพื้นที่ชายแดน

การเจรจาเขตแดนทางทะเล: มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเขตแดนทางทะเล แต่การเจรจายังไม่คืบหน้าไปไกลนัก เนื่องจากความซับซ้อนทางเทคนิคและความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศที่สาม (เวียดนาม)

บทเรียนจากอดีตสู่การสร้างสันติภาพ:

1.   ความรุนแรงในอดีตพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผู้ชนะ มีแต่ความสูญเสียทั้งสองฝ่าย การเจรจาอย่างสันติผ่านกลไกที่มีอยู่ (JBC, JWG) และภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้นที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

2.  การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence-Building Measures): ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง เช่น การค้าชายแดน การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ ช่วยลดความหวาดระแวงและสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเจรจา

3.  การมีส่วนร่วมของประชาชนและสื่อ: การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลางต่อสาธารณชนในทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นชาตินิยมสุดโต่งมาขัดขวางกระบวนการสันติภาพ

4.  การแสวงหาผลประโยชน์ร่วม (Win-Win): โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การมองหากรอบความร่วมมือในการจัดการทรัพยากร (เช่น ร่วมพัฒนา) ก่อนการปักปันเขตแดนชัดเจน อาจเป็นทางออกที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย

5.  ความอดทนและวิสัยทัศน์: การแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีรากลึกทางประวัติศาสตร์และซับซ้อนทางเทคนิค ต้องใช้ทั้งความอดทน ความยืดหยุ่น และวิสัยทัศน์ทางการเมืองระยะยาวจากผู้นำทั้งสองประเทศ

บทสรุป:

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นมรดกแห่งประวัติศาสตร์ที่ท้าทายความสัมพันธ์ในปัจจุบัน พื้นที่พิพาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขาพระวิหาร ช่องบก ปราสาทตาเมือน เกาะกูด และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของการปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคมและการตีความที่แตกต่างกัน แม้ความขัดแย้งในอดีตจะทิ้งบาดแผลลึก แต่เหตุการณ์รุนแรงอย่างที่ช่องบกก็สอนบทเรียนอันมีค่า: สันติภาพและความมั่นคงของประชาชนทั้งสองฟากฝั่งชายแดนต้องมาก่อน บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แห่งความขัดแย้งนี้ คือการยึดมั่นในหนทางการเจรจาอย่างสันติ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และแสวงหาผลประโยชน์ร่วมภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ    ความร่วมมือบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี คือบันไดขั้นสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงร่วมกันให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติสืบไป

โดย สุริยพงศ์

‘ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’ พร้อมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน

‘ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’ พร้อมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน

‘ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’ พร้อมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสา ธารณรัฐประชาชนจีน สยามพารากอน ร่วมกับ สมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน “ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี” นำการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกล้ำค่าแห่งภูมิปัญญาทั้งจากไทยและจีน ร่วมถวายพระพรและแสดงความจงรักภักดี โดยมี จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, หยาง เสี่ยวหลงที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ,จ้าว ซิน ผู้รับผิดชอบศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ,พาสินี ลิ่มอติบูลย์  กรรมการ บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด,อินทิรา จิตรานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Head of Marketing Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้บริหารสมาคมการค้าและอุตสาห กรรมไทย-จีน เข้าร่วมงาน ณ พาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568

ภายในงานมีการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและประเพณีอันทรงคุณค่าจากทั้งประเทศไทยและประเทศจีนโดยมี ดร.พลัง โลกศิลป์ นักร้องโอเปร่าชื่อดังและนักแสดงมากฝีมือผู้รับบท “รุ่ยเจี๋ย” ในซีรี่ส์สงครามส่งด่วน ร่วมโชว์พลังเสียงในเพลง “ไทยจีนพี่น้องสองแผ่นดิน” ต่อด้วยไฮ ไลต์การแสดงอันตื่นตาตื่นใจ “กังฟูเส้าหลิน” โดยสถาบันศิลปะการต่อสู้เส้าหลินมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนที่ถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ซึ่งมีอายุกว่า 1,500 ปี และโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน อาทิ งิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน, โขนเด็ก, มัจฉาลีลา, ฟ้อนเทียน จากสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และเพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีสืบสายวัฒนธรรมไทย-จีน, วงดนตรีออร์เคสตรา จากกรุงเทพมหานคร และดนตรีจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจ กรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและส่งเสริมสัมพันธภาพอันดีระหว่างสองประเทศ

พิธีเปิดงาน ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี โดย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ ประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,จ้าว ซิน,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ,พาสินี ลิ่มอติ
บูลย์ ,อินทิรา จิตรานุเคราะห์,ผู้บริหารสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ร่วมงาน

พิธีเปิดงาน ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี โดย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ ประธานเปิดงาน ร่วมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,จ้าว ซิน,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ,พาสินี ลิ่มอติ บูลย์ ,อินทิรา จิตรานุเคราะห์,ผู้บริหารสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ร่วมงาน

ดร.พลัง ร่วมโชว์พลังเสียง เปิดงาน “ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี”

ดร.พลัง ร่วมโชว์พลังเสียง เปิดงาน “ทั่วหล้า เทิดไท้ ถวายใจสดุดี”

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

โชว์กังฟูเส้าหลิน ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงโขนเด็ก ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย

การแสดงดนตรีสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

การแสดงดนตรีสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้ากากในพริบตา

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้ากากในพริบตา

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้า
กากในพริบตา

การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีนใช้เทคนิคเปลี่ยนหน้า กากในพริบตา

คุณแหน : 31 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 31 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 31 กรกฎาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน “งานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเซีย  พ.ศ.2568” วันศุกร์ 8 ส.ค.09.00 น.ณ อาคารไปรษณีย์กลาง ถ.เจริญกรุง โดยมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ศ.พิเศษ วิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, รัฐภูมิ ภักดีภูมิ ประธาน กก.บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กก.ผจก.ใหญ่ บ.ไปรษณีย์ไทย ฯลฯ  เฝ้ารับเสด็จฯ..
  • การประปานครหลวง ครบ 58 ปี สุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการฯ จัดงานวันสถาปนา วันที่ 15 ส.ค. 08.30 น. ที่ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารสุทธิอุทกากร สำนักงานใหญ่ การประปานครหลวง โดยของดรับกระเช้าดอกไม้ หากร่วมบริจาคจะนำเงินสมทบทุนมูลนิธิพระแม่ธรณี การประปานครหลวง..
  • มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เชิญนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและ 80 พระอรหันตธาตุ จากสหภาพเมียนมา ณ ห้องเสวย พระที่นั่งพิมานจักรี พระราชวังพญาไท 24 ก.ค.-30 ส.ค.เวลา 09.00-16.00 น..
  • น้องๆ เจ้าสัวรุ่น 14 ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ ม.ล.ปุณยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ได้รับรางวัล “นักศึกษาปริญญาเอกดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568″ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี..
  • แบงก์ชาติ เชิญร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ชื่อบัญชี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ธ.ไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ..
  • สวด นพ.อำพน ศิริบุญมา ณ ศาลาเมธังอนุสรณ์ปฎิบัติธรรม  วัดเชียงยืน อ.เมือง จ.เชียงราย 29 ก.ค.- 2 ส.ค.20.00 น.และพระราชทานเพลิงศพ 3 ส.ค.13.00 น. ณ ฌาปนสถานเด่นห้า  เชียงราย.. เจ้าภาพงดพวงหรีด และร่วมบริจาคทำบุญมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ชื่อบัญชี อุดมศรี ศิริบุญมา ธ.กสิกรไทย เลขที่ 154-2-03231-2 เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนมอบให้ รพศ.ชร…
  • Happy Mother’s Day เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ โรงแรมอัศวิน จัดให้ 12 ส.ค.คุณแม่ทานฟรีที่ ห้องอาหารสรัสวดี Lunch 790.- Dinner 890.- เมื่อมาพร้อมกับครอบครัว 4 ท่าน สำรองที่นั่งได้ที่ 02-1595888 Line@asawinhotle ..
  • มูลนิธิชีวิตพัฒนา ในพระอุปถัมภ์ จัดงาน Charity Concert  “FOREVER LOVE รักนิรันดร์ “  17 ส.ค.10.00 – 15.00 น. ที่ห้องเกียรตินาวี ศรีนาวา ราชนาวีสโมสร ท่าช้าง  เพื่อระดมทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสำนักงานมูลนิธิฯ ใบเสร็จรับเงินหักลดหย่อนภาษีได้ ติดต่อ โทร. 081 844 2294  Line ID : ku22ap..
  • ขอร่วมเป็นกำลังใจแก่ทหารกล้าที่ยื่นหยัดปฎิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญทุกนายในทุกปฎิบัติการ ทั้งตามแนวชายแดน พื้นที่ห่างไกล ป้องกันภัยพิบัติ และดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในความเป็นชายชาติทหารไทย ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดคุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัยและสูญเสียน้อยที่สุด #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด..

น้อง

กรุงเทพประกันภัย ส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

กรุงเทพประกันภัย ส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

กรุงเทพประกันภัย ส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดย นายธีรยุทธ กิจวรพัฒน์ ผู้อำนวยการธุรกิจสาขา พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา ร่วมมอบถุงยังชีพซึ่งบรรจุข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และของใช้ในชีวิตประจำวันที่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ รวมจำนวนกว่า 500 ชุด ได้แก่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเทศบาลเมืองน่าน โดยมี นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน เป็นผู้แทนรับมอบ และได้มอบถุงยังชีพให้แก่โรงพยาบาลน่าน โดยมี พว.นิตยา หงส์เจริญ ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล เป็นผู้แทนรับมอบ นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนในชุมชนบ้านสวนตาล อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

กรุงเทพประกันภัย ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวและฟื้นฟูจากปัญหาอุทกภัยให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสบภัยสามารถติดต่อแจ้งเคลมสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการให้บริการรถยกเพื่อเคลื่อนรถยนต์ไปยังพื้น ที่ปลอดภัย ได้ที่โทร. 1620  

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้เอ็มโอยู…รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' รู้เอ็มโอยู...รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ รู้เอ็มโอยู…รู้ทันการณ์ : รู้จัก MOU43 และMOU44 บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

ปัจจุบันนี้ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามักจะได้ยินคำว่า “เอ็มโอยู” (MOU) โดยเฉพาะ MOU 43 และ MOU 44 บ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้หลายคนสงสัยว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับข้อพิพาทเรื่องปราสาทหินและเขตแดนระหว่างสองประเทศ

เอ็มโอยูคืออะไร?   เอ็มโอยู (MOU) ย่อมาจาก Memorandum of Understanding หรือ “บันทึกความเข้าใจ” ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุข้อตกลงร่วมกันระหว่างสองฝ่าย แม้ว่าเอ็มโอยูจะไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันที่จะดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันในอนาคต

เอ็มโอยู 43 และ 44: ข้อตกลงเขตแดนที่สำคัญ

•             MOU 43 (พ.ศ. 2543 / ค.ศ. 2000): เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยเขตแดนทางบก  จัดทำสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

•             MOU 44 (พ.ศ. 2544 / ค.ศ. 2001): เป็นบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล  จัดทำสมัย ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

“เอ็มโอยู 43 MOU43  คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” (MOU on the Survey and Demarcation of Land Boundary) ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543      เอมโอยู 44 MOU 44คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับการกำหนดเขตไหล่ทวีปในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Memorandum of Understanding between Thailand and Cambodia regarding the Area of their Overlapping Maritime Claims in the Continental Shelf) ลงนามเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2543

MOU43 ภาษาอังกฤษ https://oneangzone.blogspot.com/2010/08/mou-cambodia-thailand-14-jun-2000.html       

MOU 43  ภาษาไทย

MOU 44  4 ภาษาอังกฤษ https://www.nationtv.tv/politic/378950946

สาระสำคัญของ MOU 43 และ 44

บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญที่ควรทราบดังนี้:

1.            ไม่ใช่การแบ่งเขตแดนถาวร: เอ็มโอยูไม่ได้กำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นของใคร แต่ยอมรับให้มี “พื้นที่ทับซ้อน” ที่จะต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติในอนาคต

2.            รักษาสถานะเดิม (Status Quo): ข้อตกลงนี้ห้ามกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่หรือเพิ่มความตึงเครียด (ข้อ 5 ถือเป็นหัวใจสำคัญ)

3.            จัดตั้งคณะทำงานร่วม (JBC – Joint Boundary Commission): เพื่อดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดน

ข้อห้ามสำคัญในข้อ 5 ของ MOU 43

ข้อ 5 ของ MOU 43 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบในพื้นที่พิพาท:

– ภาษาไทย : เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

– ภาษาอังกฤษ: “To facilitate the effective survey along the entire stretch of the common land boundary; authorities of either Government and their agents  shall not carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone, except that which is carried out by the Joint Technical Sub Commission in the interest of the survey and demarcation.

ความหมายเชิงปฏิบัติ: คือการห้ามกิจกรรมใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม หรือการกระทำที่เป็นการ อ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ (เช่น การแสดงสัญลักษณ์) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

ปราสาทเขาพระวิหาร: ความทรงจำที่ไม่จางหาย

แม้เวลาจะผ่านไปกวา 60 ปี แต่  เหตุการณ์ใน พ.ศ. 2505 ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก  (ICJ) ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชายังคงฝังใจประชาชนไทยจำนวนมาก จนกระทั่ง เอ็มโอยู 43 และ เอ็มโอยู 44 ถูกมองว่าเป็นการสานต่อหรือแม้แต่ “ยอมจำนน” ต่อแนวทางที่อาจเปิดทางให้อีกฝ่ายอ้างสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น

จุดเปราะบางชายแดน : ช่องบก สามปราสาท และเกาะกูด

มีหลายพื้นที่ชายแดนที่ถือเป็นจุดอ่อนไหวและมักเกิดความตึงเครียดขึ้น:

•             ช่องบก: เป็นจุดติดต่อชายแดนที่มีกิจกรรมทางทหารและประชาชนเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นหลายครั้ง

•             สามปราสาท: ได้แก่ ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด และ ตาควาย ซึ่งถูกจัดว่าอยู่ในพื้นที่อ่อนไหว มีความซับซ้อนในการตีความแนวเขตแดนตามแผนที่คนละฉบับ

•             เกาะกูดและพื้นที่ทะเลใกล้เคียง: มีศักยภาพในการสำรวจและผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อมีการอ้างสิทธิ์ในเขตทะเลทับซ้อน

การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์และผลกระทบ

            ประชาชนชาวไทยและกัมพูชาหลายกลุ่มพยายามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ตามชายแดน เช่น:

•             ร้องเพลงชาติบริเวณปราสาทหรือจุดพิพาท

•             ผูกผ้าสีธงชาติบนต้นไม้หรือวัตถุในพื้นที่พิพาท

•             ถ่ายคลิปวิดีโอ-ไลฟ์สดบริเวณปราสาทหรือด่านชายแดน

•             จุดธูปสักการะบนปราสาทตาเมือนธมและตาควาย

แม้ว่าเจตนาเหล่านี้จะมาจากความรักชาติ แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจ ขัดต่อเงื่อนไขของข้อตกลงร่วมข้อ 5 ซึ่ง การกระทำลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่า “ละเมิดข้อตกลง” ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการทูต และในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจดำเนินคดีฐานสร้างความไม่สงบตามชายแดน หรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเดินทางข้ามแดน

การฝ่าฝืนข้อ 5 ของ MOU 43 ในปราสาทตาควาย-ตาเมือน

กิจกรรมของชาวกัมพูชาหรือชาวไทยในพื้นที่ปราสาทตาเมือนและตาควาย เช่น การร้องเพลงชาติ    ผูกผ้าสีธงชาติ หรือการถ่ายคลิปวิดีโอเชิงสัญลักษณ์เพื่ออ้างสิทธิ์ ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมข้อ 5 เนื่องจาก:

•             เป็นการอ้างสิทธิ์ครอบครอง: กิจกรรมเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่ง อธิปไตย (national sovereignty) เสมือนประกาศว่าพื้นที่นี้เป็นของกัมพูชาหรือของไทย ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงร่วมที่ต้องการรักษาสถานะเดิม (ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร)

•             ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด: สร้างภาพให้สาธารณชนทั้งสองฝ่ายเข้าใจผิดว่าพื้นที่นี้เป็นของตนแล้ว

•             ก่อให้เกิดความตึงเครียด: กระตุ้นความรู้สึกไม่พอใจในหมู่ประชาชนและทหารที่ดูแลพื้นที่ เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

•             สร้าง “ข้อเท็จจริงบนพื้นที่ (facts on the ground)” เพื่ออ้างสิทธิ์

บทลงโทษผู้ฝ่าฝืน (ในกรณีคนไทย)

1.            ขับไล่ออกจากพื้นที่, ริบของกลาง (เช่น ธง, อุปกรณ์), ห้ามเข้าพื้นที่

2.            ดำเนินคดีส่งฟ้องในศาลไทย

คำแนะนำสำหรับทหารไทยในการชี้แจงประชาชน

กับประชาชนไทย: อธิบายว่ากิจกรรมแสดงสัญลักษณ์บนพื้นที่ปราสาทนั้นฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมเอ็มโอยู MOU 43 ข้อ 5

กับประชาชนกัมพูชา: อธิบายว่า กิจกรรมแสดงสัญลักษณ์อธิปไตย (អត្តាធិបតេយ្យភាព – Attaathibateyyaphap) เช่น การร้องเพลงชาติ/ติดธง/ถ่ายคลิป นั้นฝ่าฝืนข้อตกลงร่วม MOU 43 ข้อ 5 (រំលោភលើខណ្ឌទី៥ – Romlob Le Khanda Ti 5) การกระทำดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตึงเครียด (អាចបង្កឱ្យមានការយល់ច្រឡំ និងភាពតានតឹង – Arch Bong Oyu Mean Karyl Kralom Ning Pheapta Toen)

ทหารไทย อาจจัดกิจกรรมมัดใจประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชาได้ด้วยการแบ่งของบริจาค ที่เกินความต้องการ เช่นน้ำดื่ม ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป เพื่อสร้างความเป็นมิตร  และใช้พลังอ่อนโยน Soft Power  “เอาชนะใจโดยไม่ต้องรบ”

สรุปคือ ข้อตกลงร่วม MOU 43 ข้อ 5 ห้ามกิจกรรมแสดงอธิปไตย เช่น การร้องเพลงชาติ/ติดธง/ถ่ายคลิป ในปราสาทตาควาย-ตาเมือน เพราะเป็นการอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ขัดต่อสถานะเดิมและก่อความตึงเครียด ทหารไทยมีอำนาจจัดการตามข้อตกลง เอ็มโอยู และกฎหมายไทย การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่โทษทั้งทางปกครองและอาญา

แนวปฏิบัติของทหารไทย: เมื่อห้ามการแสดงสัญลักษณ์แล้วแต่คนไทยหรือกัมพูชาไม่เชื่อ

1.            ขั้นสันติวิธี:

o             เตือนด้วยวาจา 2 ครั้ง พร้อมแสดงหลักฐานทางกฎหมาย

o             บันทึกภาพ/เสียง เป็นหลักฐาน

o             รายงานผู้บังคับบัญชา

2.            ขั้นควบคุมตัว:

o             หากเป็นคนกัมพูชา แจ้งให้ทหารฝ่ายกัมพูชาดำเนินการ โดยทหารไทยไม่จับกุมเอง

o             หากเป็นคนไทย แจ้งให้ตำรวจไทยดำเนินคดี

3.            หลีกเลี่ยง:

o             งดใช้ความรุนแรง เพราะอาจทำให้เหตุการณ์ลุกลาม

แนวปฏิบัติของทหารไทย: กรณีคนไทย-เขมร “ต่อยตีกัน” ในพื้นที่ปราสาท

1.            ขั้นเฉียบพลัน:

o             แยกคู่กรณีทันที

o             ปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ

o             กักตัวผู้ก่อเหตุเพื่อสอบสวน

2.            ขั้นสอบสวน:

o             ตั้ง “คณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชา” สอบสวน

o             ตรวจสอบกล้องวงจรปิด/หลักฐานภาพ

o             หากผิดกฎหมาย ส่งตัวให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศตน

3.            ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ:

o             เพิ่มจุดตรวจรอบพื้นที่อ่อนไหว

o             จัดการฝึกซ้อมระงับเหตุร่วม (Joint Drill)

o             ตั้ง “สายด่วนแจ้งเหตุ” เฉพาะพื้นที่

โดย สุริยพงศ์

ไม่ทิ้งกัน! ซีพี–ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี สานพลังเครือข่ายจิตอาสา กระจายความช่วยเหลือน้ำท่วมเหนือ

ไม่ทิ้งกัน! ซีพี–ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี สานพลังเครือข่ายจิตอาสา กระจายความช่วยเหลือน้ำท่วมเหนือ

ไม่ทิ้งกัน! ซีพี–ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดี สานพลังเครือข่ายจิตอาสา กระจายความช่วยเหลือน้ำท่วมเหนือ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

น้ำท่วมเหนือยังไม่อาจวางใจ ผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำล้นตลิ่ง ทำให้บ้านเรือน พื้นที่เกษตร และโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ประชาชนหลายพื้นที่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก ขณะที่ความช่วยเหลือก็ยังถูกกระจายออกไปเป็นวงกว้างเช่นกัน

“อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” คือความมุ่งมั่นของซีพีเอฟ สะท้อนจากการเดินหน้าส่งมอบวัตถุดิบอาหารสด ทั้งเนื้อสุกร เนื้อไก่ ไข่ไก่ น้ำดื่ม และผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ CP ส่งมอบแก่หน่วยงานต่างๆ อาทิ โรงครัวพระราชทาน โรงครัวกลาง และโรงครัวของหน่วยงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารพร้อมรับประทาน แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ทั้งในจังหวัดน่าน พะเยา เชียงราย แพร่ และลำปางมาตั้งแต่วันแรก

การทำงานทั้งหมดไม่ได้ทำโดยลำพัง แต่เป็นการร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มจิตอาสา เพื่อเร่งส่งความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงจุด และครอบคลุมทั่วถึงที่สุด

ล่าสุด ทีมซีพีอาสาและซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุน “มูลนิธิกระจกเงา” ที่ปักหลักตั้งโรงครัวอาสา ทำอาหารเพื่อพี่น้องชาวน่าน โดยบริษัทส่งมอบเนื้อไก่สด สำหรับใช้ปรุงอาหารหลากหลายเมนู ที่กระจายไปยังชาวชุมชนในพื้นที่บ้านนาแห้ว ต.กองควาย และชาวบ้านใน ต.กองควาย อ.เมืองเมืองน่าน รวมถึงที่บ้านน้ำลัด ต.นาปัง อ.ภูเพียง นอกจากนี้ ยังส่งต่อข้าวกล่องให้กับ “สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณ ภัย” เพื่อนำไปส่งต่อให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียง ตลอดจน ชาวบ้านในพื้นที่แม่สายที่เข้ามารับข้าวกล่อง ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย รวมถึงการมอบเนื้อไก่สด เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงครัวช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ บ้านดอนตัน อ.ท่าวังผา ที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง ชาวบ้านจึงรวมตัวทำอาหารแจกจ่าย

อีกด้านหนึ่ง ซีพีเอฟได้ร่วมร้อยเรียงความดี กับทีมซีพีอาสา และบริษัทในเครือซีพี มอบวัตถุดิบ อาทิ หมูบด อกไก่ ไข่ไก่ น้ำดื่ม และข้าวหอมมะลิ สำหรับประกอบอาหารช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบอุทกภัย อ.แม่สาย ผ่าน “โรงครัวสนาม มณฑลทหารบกที่ 37” และ “กิ่งกาชาดอำเภอแม่สาย” โดยมี ร้อยเอก ธวัช เขื่อนขันติ์ หัวหน้าชุดรถครัวสนาม มทบ.37 และ สิริพร ศรีจันทร์ รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สาย ร่วมรับมอบ

ขณะที่ ฟาร์มคอมเพล็กซ์สันกำแพง ร่วมส่งต่อความห่วงใยถึงชาวเชียงราย ด้วยการมอบไข่ไก่สดจากฟาร์ม แก่โรงครัวพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ใน อ.แม่สาย โดยมีทีมจิตอาสาซีพีและซีพีเอฟ ร่วมจัดเตรียมวัตถุดิบ ช่วยแพ็คอาหาร พร้อมทั้งลงเรือท้องแบนและเดินเท้าเข้าพื้นที่ร่วมส่งมอบอาหารและน้ำดื่ม เพื่อส่งกำลังใจผ่านมื้ออาหารให้กับทุกคนพี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยากลำบาก

ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซีพีเอฟ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งน้ำใจและร่วมเคียงข้างทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ Thai PBS ส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และประชาชนชายแดนสุรินทร์

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ Thai PBS ส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และประชาชนชายแดนสุรินทร์

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ Thai PBS ส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และประชาชนชายแดนสุรินทร์

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.01 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลังสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส ส่งมอบข้าวโอ๊ตและขนม ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบชายแดนสุรินทร์ พร้อมส่งต่อพลังใจให้เจ้าหน้าที่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

30 กรกฎาคม 2568 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และทีมงานจากรายการ สถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ร่วมกันส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

การช่วยเหลือในครั้งนี้ประกอบด้วย ขนมขบเคี้ยวจำนวน 1,131 ชิ้น มูลค่า 28,275 บาท และข้าวโอ๊ต 420 ถุง มูลค่า 84,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 112,275 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด และบริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกกระจายไปยังชาวบ้านในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์และบริเวณใกล้เคียง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ มูลนิธิฯ จึงขอเป็นอีกหนึ่งพลังที่ร่วมแบ่งเบาภาระของผู้ได้รับความเดือดร้อน เราพร้อมส่งต่อขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้างาน ด้วยการนำสิ่งของอุปโภคบริโภคไปส่งถึงมือ รวมถึงไปถึงประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบาก เพื่อให้พวกเขารับรู้ว่ายังมีคนไทยที่พร้อมเคียงข้างกันในทุกสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม การส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคในครั้งนี้นับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ดำเนินมาโดยตลอด ยังมีอีกหลากหลายโครงการที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ภัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว หรือผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก มูลนิธิฯ เข้าใจถึงความทุกข์ของผู้คนในยามวิกฤต และเชื่อมั่นว่าพลังเล็ก ๆ จากหลายฝ่าย เมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

-(016)

LIFE & HEALTH : Circular mRNA นวัตกรรมแห่งอนาคต พลิกโฉมการรักษาให้คนเข้าถึงได้ในอนาคต

LIFE & HEALTH : Circular mRNA นวัตกรรมแห่งอนาคต พลิกโฉมการรักษาให้คนเข้าถึงได้ในอนาคต

LIFE & HEALTH : Circular mRNA นวัตกรรมแห่งอนาคต พลิกโฉมการรักษาให้คนเข้าถึงได้ในอนาคต

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทคโนโลยี mRNA หรือ messenger Ribonucleic Acid ได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากบริษัท Pfizer และ Moderna นำมาพัฒนาเป็นวัคซีนป้องกัน COVID–19 ทั่วโลก แต่ที่มากกว่านั้นคือความสามารถในการนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้รักษาโรคต่างๆได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคพันธุกรรม โรคตับ หรือมาลาเรีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ  ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถและ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า mRNA ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ “การควบคุมอุณหภูมิ” ขณะจัดเก็บและขนส่ง วัคซีนประเภทนี้ต้องรักษาอุณหภูมิระหว่าง -20°C ถึง -80°C ตลอดเวลา หากอุณหภูมิผิดเพี้ยนจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง และเกิดความเสียหายได้ง่าย นี่คืออุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงวัคซีนทั่วถึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

จุดเริ่มต้นของ Circular mRNA: ฝีมือคนไทย

นักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยมหิดล เห็นถึงข้อจำกัดดังกล่าว จึงริเริ่ม “โครงการพัฒนา Circular mRNA” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างวัคซีนที่มีคุณสมบัติเสถียรขึ้น เก็บรักษาได้นานขึ้น ขนส่งในอุณหภูมิใกล้เคียงกับธรรมชาติได้ และสำคัญที่สุดคือ “ราคาถูกกว่าเดิมหลายเท่า”

ทีมวิจัยนำโดย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง และ ผศ.ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุ ร่วมกันวิจัยและพัฒนา mRNA รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Circular mRNA หรือ mRNA “แบบวงปิด” ซึ่งแตกต่างจาก mRNA แบบเดิมที่เป็น “เส้นตรง” (Linear mRNA) อย่างมีนัยสำคัญ

Circular mRNA ดีกว่า Linear mRNA อย่างไร?

  • ความเสถียรที่เหนือกว่า: Circular mRNA อยู่ในเซลล์ได้นานถึง 8 วัน เทียบกับ 4 วันใน Linear mRNA
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า: ส่งผลให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ไม่ต้องพึ่งความเย็นจัด: สามารถขนส่งในอุณหภูมิปกติได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
  • ลดต้นทุนการผลิต: ต่ำกว่า Linear mRNA ถึง 10 เท่า ทำให้ราคายาและวัคซีนเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น

หากเปรียบวัคซีน mRNA เป็น “เส้นด้ายโมเลกุล” Circular mRNA คือเส้นด้ายที่ร้อยเป็นวงปิด ซึ่งเอนไซม์ในร่างกายทำลายได้ยากกว่าแบบเส้นตรง การอยู่ได้นานขึ้นนี้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

พลังของ Circular mRNA: สร้างวัคซีนรักษาโรคได้หลากหลาย

นวัตกรรมนี้สามารถใช้ผลิตวัคซีนที่ตอบสนองโรคได้อย่างรวดเร็ว เพียงใส่โปรตีนเฉพาะเข้าไปในตัว Circular mRNA แล้วฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ขณะนี้ ทีมวิจัยกำลังพัฒนา Circular mRNA สำหรับใช้ป้องกัน COVID–19 และเตรียมนำไปต่อยอดในโรคอื่น ๆ เช่น: มะเร็งเต้านม ปอด ต่อมลูกหมาก, มะเร็งในเด็กแทบทุกชนิด, โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE), ไวรัส HPV, ไข้มาลาเรีย, โรคพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย ลูคีเมีย, โรคตับเรื้อรัง เป็นต้น

Personalized Medicine: การรักษาเฉพาะบุคคลที่จับต้องได้

เทคโนโลยี Circular mRNA ยังเปิดทางไปสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคลหรือ Personalized Medicine เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแต่ละราย อาจมีลำดับกรดอะมิโนที่ผิดปกติต่างกัน จึงสามารถพัฒนา Circular mRNA ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนได้

ผศ.ดร.ปฐมพล อธิบายว่า การรักษานี้จะใช้ Lipid Nanoparticle เหมือนกับที่ Pfizer และ Moderna ใช้ โดยเมื่อเข้าร่างกาย Circular mRNA จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้รู้ตัวว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่ และร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็งเอง ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีกว่าเคมีบำบัดหรือการฉายแสง ทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลข้างเคียง

Circular mRNA ของไทย: ใกล้ความสำเร็จแล้ว

ทีมวิจัยสามารถสร้างต้นแบบวัคซีนป้องกัน COVID–19 จาก Circular mRNA ได้สำเร็จในระยะต้นภายในเวลาเพียง 7 – 8 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับการพัฒนายาแบบเดิมที่ใช้เวลา 10 – 20 ปี มีแผนจะยื่นจดสิทธิบัตรแพลตฟอร์มการผลิต Circular mRNA ในช่วงต้นปี 2565 เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่มีเทคโนโลยีนี้อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการยกระดับวงการวิจัยไทยสู่เวทีโลก

เงินทุนคือหัวใจแห่งความสำเร็จ

แม้ว่าทีมวิจัยจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารทิสโก้และองค์กรบางแห่ง แต่การจะพัฒนาให้ถึงขั้นทดลองในสัตว์ใหญ่หรือมนุษย์ จำเป็นต้องใช้งบอีกจำนวนมาก และนี่คืออุปสรรคสำคัญ

ศ.นพ.สุรเดช ย้ำว่า การวิจัยไม่ใช่ One Man Show แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรหลายฝ่าย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญ รวมกว่า 20 – 30 คน ซึ่งการสร้างระบบวิจัยให้เข้มแข็งจึงต้องใช้เงินทุนที่มากพอ ปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยลดระยะเวลาวิจัยจาก 20 ปีเหลือเพียง 5 – 10 ปี แต่หากไม่มีทุน การวิจัยก็ไปต่อไม่ได้ และไทยอาจต้องซื้อเทคโนโลยีแพงจากต่างประเทศในอนาคต

ข้อคิดสำหรับนักลงทุนไทย

ประเทศไทยมีต้นแบบ Circular mRNA และศักยภาพด้านการวิจัยครบครัน แต่สิ่งที่ขาดคือการสนับสนุนจากนักลงทุน “ตั้งแต่ต้นน้ำ” ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 10 – 20 ล้านบาทต่อโรค ขณะที่หากประสบความสำเร็จ อาจสร้างรายได้ 200 – 300 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น

ตัวอย่างเช่นเทคโนโลยี CAR T-cell ที่ไทยสามารถผลิตเองโดยใช้งบประมาณเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น เทียบกับลิขสิทธิ์จากต่างประเทศที่มีราคาถึง 15 ล้านบาท

Circular mRNA ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือโอกาสของชาติ

“การลงทุนต้นน้ำอาจไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จเมื่อไร แต่ถ้าสำเร็จ จะสามารถสร้างมูลค่ามหาศาล และช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้ในราคาที่จับต้องได้” – ศ.นพ.สุรเดช กล่าว หากเราไม่สนับสนุนงานวิจัยที่เป็นของคนไทยเอง เมื่อเกิดวิกฤตโรคใหม่ๆ เฉพาะในประเทศ จะไม่มีเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองได้อย่างทันท่วงที Circular mRNA จึงไม่ใช่แค่วิทยาการ แต่คือความมั่นคงทางสาธารณสุข และความภาคภูมิใจของชาติ

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ

คุณแหน : 30 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 30 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 30 กรกฎาคม 2568

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการร่วมคณะแพทยศาสตร์ 4 สถาบัน และทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ วาระครบรอบ 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี..
  • สภาเภสัชกรรม ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้สูญเสีย และขอส่งกำลังใจพร้อมความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชน ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ทุกท่าน รวมถึงทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และมีกำลังใจในการก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน..
  • ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ ให้การต้องรับ อานนท์ นนทรีย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปรึกษาหารือข้อราชการต่าง..
  • จำเริญ แหวนเพ็ชร รอง ผวจ.บุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดโครงการ NER ร่วมทำดี บริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน หน่วยงานภาครัฐ ร่วมด้วย ณ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์..
  • กมลา สุโกศล และครอบครัวสุโกศล พร้อมด้วย กลุ่มโรงแรมและบริษัทในเครือสุโกศล มอบเงินเพื่อสนับสนุนโครงการ คลินิกเคลื่อนที่สำรวจความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ปี 2568 ของ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์, จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบ..
  • อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต วันเกิดปีนี้ได้ฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น..
  • ชาวปธพ.1 ยินดีกับ เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น สมาคมศิษย์เก่า ม.นวมินทราธิราช ประจำปี 2567 จาก ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย..
  • แม้ว่าจะมีภารกิจมากแต่ด้วยสปิริตของรุ่นพี่ ปฐมภพ สุวรรณศิริ ซีอีโอ บมจ.ไทยคม ได้ไปบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO รุ่นพิเศษ Avantgarde studies ..
  • ศรีวรรณ เศรษฐีวรรณ ชวนเพื่อนๆ มาสังสรรค์ทานข้าว โดยมี ประภาพรรณ พิชัยคำ, อธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์, อรอุมา มั่นศิลป์, บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล, ดร.วิโรจน์ ศิริรัตนรักษ์, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, วิศิษฏ์ เตชาวัฒนากูล, วัชระ เอมวัฒน์, ธนาธิป วิทยะสิรินันท์, อดิศร ใจชอบชื่น ร่วมด้วย งานนี้ ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส จัดทุเรียนป่าละอูและมังคุดคุณภาพส่งออกมามอบให้เพื่อนๆได้อร่อยกันถ้วนหน้า..
  • พชร อารยะการกุล ซีอีโอ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) ประกาศความสำเร็จย้ายเข้า SETเปิดกลยุทธ์ยกระดับบริการและกระบวนการทำงานพร้อมเดินหน้าขยายตัวระยะยาว สร้างการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน พร้อมได้ปรับโลโก้บริษัทและแท็กไลน์ใหม่เป็น “Ambition to Excellence”..
  • สำหรับผู้บริหารรัฐและเอกชนรุ่นใหม่ ดร.ปรีสาร รักวาทิน ชวนเข้าร่วมเรียนหลักสูตร Digital Jump Start #3 for Young Digital CEO เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ยุคดิจิทัล ผ่านองค์ความรู้ด้าน Digital Big Data, Digital Automation,  Digital Connect, Digital Access เรียนรู้จากวิทยากรกว่า 60 ท่าน พร้อมศึกษาดูงานในประเทศและ ณ นครปักกิ่งและเทียนสิน สมัครได้ถึง 24 ก.ย. รายละเอียดที่ 089-142-8990 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/depa-young-digital-ceo-3..

น้องใหม่

สยามพิวรรธน์ ส่งแรงใจให้เหล่าทหารกล้าและพี่น้องชาวไทย เปิดพื้นที่ศูนย์กลางเพื่อรับบริจาคอาหารแห้งและของใช้จำเป็น

สยามพิวรรธน์ ส่งแรงใจให้เหล่าทหารกล้าและพี่น้องชาวไทย เปิดพื้นที่ศูนย์กลางเพื่อรับบริจาคอาหารแห้งและของใช้จำเป็น

สยามพิวรรธน์ ส่งแรงใจให้เหล่าทหารกล้าและพี่น้องชาวไทย เปิดพื้นที่ศูนย์กลางเพื่อรับบริจาคอาหารแห้งและของใช้จำเป็น

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ แสดงพลังความห่วงใย และร่วมส่งกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พื้นที่ชายแดน พร้อมส่งแรงใจให้กับกองทัพไทยในการปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” จัดประดับธงชาติไทยภายในพื้นที่ศูนย์การค้า แสดงให้เห็นถึงพลังของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนไทย คนไทยไม่ทอดทิ้งกันในยามยาก

พร้อมกันนี้ กลุ่มสยามบริษัทสยามพิวรรธน์ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเหล่าพนักงานบริษัท ร้านค้าผู้เช่า เปิดพื้นที่ศูนย์กลางรับบริจาคอาหารแห้ง ของใช้จำเป็น อาทิ ข้าวสาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ผ้าห่ม เสื้อผ้า ยากันยุง ฯลฯ โดยผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ จุดรับบริจาค  ดังนี้ สยามพารากอน บริเวณพาร์ค พารากอน ชั้น M (ทางเชื่อม BTS) ไอคอนสยาม บริเวณชั้น G (ใกล้ลิฟต์ Lobby D)

นอกจากนี้ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ร่วมกับสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เปิดจุดรับบริจาคโลหิตเพื่อสำรองโลหิตคงคลัง สำหรับช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน