ททท. เนรมิตราตรีแห่งหัตถศิลป์และคีตศิลป์ “The Night By Amazing Thailand”

ททท. เนรมิตราตรีแห่งหัตถศิลป์และคีตศิลป์ “The Night By Amazing Thailand”

ททท. เนรมิตราตรีแห่งหัตถศิลป์และคีตศิลป์ “The Night By Amazing Thailand”

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนร่วมชมงาน “The Night By Amazing Thailand” ถ่ายทอดความวิจิตรตระการตาของมรดกไทยผ่านนวัตกรรมแสงสีเสียงระดับสากล เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โครงการ “The Night By Amazing Thailand” รอยไหมในแสงจันทร์ : ศิลป์แผ่นดินในความทรงจําใต้แสงพระบารมี น้อมนำพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์งาน ผ่านไฮไลท์สำคัญอย่าง IMMERSIVE BOX พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมสื่อผสมเสมือนจริงที่บอกเล่าเรื่องราวการทรงงานด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งงานหัตถศิลป์จากโครงการศิลปาชีพที่ทรงสร้างเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพสกนิกร และการยกระดับผ้าไทยให้เป็นแฟชั่นไอคอนที่คนทั่วโลกยอมรับ รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ต THE MOONLIGHT CONCERT ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำวงออเคสตรามาผสมผสานกับการแสดงโขนในรูปแบบ KHON IN JAZZ นับเป็นมิติใหม่แห่งการผสมผสานทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่เวทีแสดงโขน แต่คือพื้นที่แห่งจิตวิญญาณศิลปะไทยที่สะท้อนพระราชดำริในการอนุรักษ์โขนให้คงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน

ไฮไลท์กิจกรรมสำคัญภายในงาน ได้แก่ “THE MOONLIGHT CONCERT: รอยไหมในแสงจันทร์” การแสดงดนตรีชุด “บทเพลงแห่งพระเมตตา” ที่รวบรวมเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระมหากรุณาธิคุณ นำเสนอในรูปแบบ Jazz Meets Orchestra โดยศิลปินระดับโลก Koh Mr.Saxman & The Sound of Siam ร่วมกับวง Thai Symphony Orchestra เพื่อมอบประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ที่นุ่มนวลและลึกซึ้งภายใต้แสงจันทร์ พร้อมศิลปินรับเชิญที่จะสลับสับเปลี่ยนมาร่วมมากมาย อาทิ เบน ชลาทิศ, วิยะดา โกมารกุล ณ นคร, สุชาติ ชวางกูร, เก่ง ธชย, อันฉี Anchee The Voice, ครูกิต The Voice, มายด์ สิริกร เพลงเอก, ฟอร์ด สบชัย, กบ ทรงสิทธิ์, วสุ แสงสิงแก้ว, ลูกหว้า พิจิกา รวมทั้ง คุณอิสริยา คูประเสริฐ นักร้องประจําพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

KHON IN JAZZ: จิตวิญญาณแห่งศิลปะไทย การแสดงโขนมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เวทีแสดงโขน แต่คือพื้นที่แห่งจิตวิญญาณศิลปะไทยที่สะท้อนพระราชดำริในการสืบทอดโขนให้คงอยู่ในวิถีชีวิตคนไทย IMMERSIVE BOX: แสงแห่งพระบารมี นิทรรศการสื่อผสมเสมือนจริงที่นำเสนอพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การส่งเสริมงานหัตถศิลป์ ศิลปาชีพ และการยกระดับผ้าไทยจนกลายเป็นแฟชั่นไอคอนระดับสากล สะท้อนพระราชปณิธานในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตจากศูนย์ศิลปาชีพ ได้แก่ งานปักผ้า การทอผ้าไหมแพรวา ผ้าตีนจก การทำเครื่องประดับโขน จักรสานไม้ไผ่ สานหญ้าลิเภา เพนท์เซรามิก ดอกไม้ประดิษฐ์ การเป่าแก้วจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพนอกภาคการเกษตร โดยผู้เข้าร่วมงานยังสามารถร่วมกิจกรรม DIY เพนท์หน้ากากโขน และประดิษฐ์ว่าวได้ด้วย

งาน The Night By Amazing Thailand รอยไหมในแสงจันทร์ : ศิลป์แผ่นดินในความทรงจําใต้แสงพระบารมี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00-21.30 น. ณ อาคารบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม TAT Call Center 1672 และ Line : @tatcontactcenter หรือติดตามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียIG / TikTok / Line / X : @1672travelbuddy และเว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org / http://www.1672travelbuddy.com

หารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก

หารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก

หารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นวิทยากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการระดมทุนเพื่อสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทําเรื่องการหารายได้การกุศล ให้เป็นเรื่องสนุก” ในโครงการประชุมสัมมนา”นายกเหล่ากาชาดจังหวัด เลขานุการ และเหรัญญิกเหล่ากาชาดจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569″ ณ ห้องนภาลัย แกรนด์บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยการบรรยายดังกล่าวมุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ และแนวทางการระดมทุนเพื่อการกุศลในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การหารายได้ผ่านแพลตฟอร์ม Crowdfunding  www.donationhub.or.th และแพลตฟอร์มดิจิทัล http://www.iredcross.org ตลอดจนการออกแบบโครงการหรือกิจกรรมการหารายได้ให้มีความน่าสนใจ ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่และสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริจาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เหล่ากาชาดจังหวัดสามารถระดมทุนและนำไปใช้สนับสนุนโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ ตามภารกิจของสภากาชาดไทยต่อไป

ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิตเพื่อแม่ของแผ่นดิน

ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิตเพื่อแม่ของแผ่นดิน

ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิตเพื่อแม่ของแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมกับ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมนักศึกษาเก่าคณะต่างๆ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยงานต่างๆ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรม “รวมพลคนบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระแม่ของแผ่นดิน” ตั้งแต่วันนี้  – 30 มกราคม 2569 ผู้บริจาคโลหิตในโครงการจะได้รับเสื้อยืด “๙ พระแม่ของแผ่นดิน” เป็นที่ระลึก โดยมีพิธีเปิดกิจกรรมเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  ถ.อังรีดูนังต์

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันในสถานการณ์ปกติ การรับบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และสาขาบริการโลหิต โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ จะได้รับโลหิตบริจาค จำนวนมากกว่า 2 แสน ยูนิตต่อเดือน ซึ่งตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อสำรองเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาทิ เกิดเหตุคลังแสงระเบิด เพลิงไหม้ กราดยิง เพื่อให้ทันท่วงทีต่อการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ขณะที่ข้อมูลการเบิก-จ่ายโลหิต ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ย้อนหลัง 1 เดือน ปริมาณการเบิก 7,500 ยูนิต แต่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สามารถจ่ายได้เพียง 3,200 ยูนิต  จากสถิติจะเห็นได้ว่าอย่างไรสถานการณ์โลหิตก็ไม่เพียงพอ ปริมาณการเบิกใช้จากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ มีจำนวนมากกว่าปริมาณที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะสามารถจ่ายให้ได้ และยิ่งสถานการณ์ในช่วงปีใหม่ สถิติการเบิกโลหิตเพื่อนำไปสำรองใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาปกติมากถึงร้อยละ 30

“การจัดกิจกรรม‘รวมพลคนบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระแม่ของแผ่นดิน’ เพื่อร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี รวมถึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดได้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ยังจะช่วยให้การสำรองโลหิตคงคลังมีปริมาณเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องโลหิตในการรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศอีกด้วย”

ขอเชิญชวนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการ ‘รวมพลคนบริจาคโลหิต ครั้งที่ 11 ธรรมศาสตร์รวมใจ ชวนคนไทยบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระแม่ของแผ่นดิน’ ระหว่างวันที่ 27 – 30 มกราคม 2569 โดยผู้ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการจะได้รับเสื้อยืด  “๙ พระแม่ของแผ่นดิน” เป็นที่ระลึก (ของมีจำนวนจำกัด)

สามารถบริจาคโลหิตได้ในวัน และสถานที่ ดังนี้  วันที่ 27 มกราคม 2569 บริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์    พิเศษ ! เฉพาะผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก รับเพิ่ม “เข็มกลัดริบบิ้นถวายความอาลัย” (จำนวนจำกัด) ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม  ได้ที่ : https://bdbooking.redcross.or.th/event/รวมพลคนบริจาคโลหิต โปรดมาตามเวลาที่ลงทะเบียนไว้ , หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่  (Fixed Station) 7 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม  (บางแค)  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ  ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น  อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา ภูเก็ต งานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และงานบริการโลหิต จังหวัดอุดรธานี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)

วันที่ 28-29 มกราคม 2569 บริจาคโลหิต ได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ 12 แห่ง ทั่วประเทศ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  และวันที่ 30 มกราคม 2569 บริจาคโลหิต ได้ที่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลง

เดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

ประเทศไทยร่วมการทดลองทางคลินิก รับมือเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองใน

ประเทศไทยร่วมการทดลองทางคลินิก รับมือเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองใน

ประเทศไทยร่วมการทดลองทางคลินิก รับมือเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองใน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์กรไม่แสวงผลกำไร Global Antibiotic Research & Development Partnership (GARDP) ประกาศว่า องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติ ยาปฏิชีวนะแบบรับประทานแบบครั้งเดียวสำหรับรักษาโรคหนองในแบบไม่ซับซ้อน ภายใต้ชื่อ Nuzolvence ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวิธีรักษาใหม่สำหรับโรคหนองในในรอบหลายทศวรรษ และเป็นยาตัวแรกที่ได้รับการพัฒนาด้วยแนวทางใหม่แบบไม่แสวงกำไรด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะที่มีจำนวนเพิ่มขี้นเรื่อย ๆ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อหนองในรายใหม่มากกว่า 82 ล้านรายทั่วโลกในแต่ละปี Nuzolvence ถือเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้ เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้พัฒนาการดื้อยาต่อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิดที่เคยใช้รักษา และปัจจุบันเหลือเพียง ceftriaxone เป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ก็เริ่มพบสัญญาณการดื้อยาเพิ่มขึ้นมาก โดยบางภูมิภาครายงานว่าพุ่งสูงถึงหกเท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากไม่มีการพัฒนายาใหม่ที่มีประสิทธิภาพ โรคหนองในอาจกลายเป็นโรคที่รักษาไม่ได้อีกครั้งจากวิกฤตเชื้อดื้อยา

ในประเทศไทย โรคหนองในแม้ดูเหมือนห่างหายจากหน้าสื่อ แต่ไม่ได้ลดลง ตรงกันข้ามกลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วงปี 2565–2567 ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับปัญหาเชื้อดื้อยาที่รุนแรงขึ้น การรักษาผู้ป่วยยิ่งท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม ประเทศไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ของ Nuzolvence ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ใหญ่และครอบคลุมที่สุดที่เคยมีมาสำหรับยารักษาโรคหนองใน โดยไทยเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่เข้าร่วมการทดลอง พร้อมบุคคลากรและกลุ่มผู้ป่วยที่สะท้อนสถานการณ์จริงของภาระโรคในประเทศ

แพทย์หญิงรสพร กิตติยาวมาลย์ หัวหน้าผู้วิจัย ศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 

แพทย์หญิงรสพร กิตติยาวมาลย์ หัวหน้าผู้วิจัย ศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ในฐานะแพทย์เห็นว่าปัญหาหนองในดื้อยาจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในประเทศไทย สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหนองในเพิ่มขึ้นในแต่ละปี การดำเนินการวิจัยยาใหม่ๆในการรักษาหนองในในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์ จะช่วยเพิ่มทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาในรูปแบบรับประทานครั้งเดียว ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการควบคุมโรคหนองใน และมีความสำคัญต่อการลดโรคและป้องกันการแพร่กระจายของหนองในดื้อยารุนแรงทั่วโลก”        

การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 นี้ไม่เพียงเป็นการทดลองที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาสำหรับยาต้านหนองในตัวใหม่ แต่ยังครอบคลุมพื้นที่และประชากรได้หลากหลายที่สุดด้วย มีผู้เข้าร่วม 930 คน จาก 16 ศูนย์ทดลองใน 5 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ไทย และสหรัฐอเมริกา ตั้งใจออกแบบให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีภาระโรคสูง และรวมกลุ่มประชากรที่มักถูกมองข้าม เช่น ผู้หญิง วัยรุ่น และผู้ติดเชื้อเอชไอวี

“การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรักษาหนองในดื้อยาหลายขนาน เพราะอัตราการดื้อยากำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการพัฒนายาปฏิชีวนะ” นายแพทย์มานิกา บาลาเสการัม ผู้อำนวยการบริหาร GARDP กล่าว “Nuzolvence แสดงให้เห็นว่าแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนายาปฏิชีวนะนั้นเป็นไปได้—เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญต่อสาธารณสุข เสริมการเข้าถึงในประเทศที่มีภาระโรคสูง และช่วยรักษาประสิทธิภาพของยาในระยะยาว”

การขึ้นทะเบียนและจำหน่าย Nuzolvence ในหลายประเทศทั่วโลกสามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก GARDP ได้รับสิทธิ์ครอบคลุมประเทศรายได้ต่ำทั้งหมด ประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ และบางประเทศรายได้สูง ส่วน Entasis Therapeutics, Inc. และ Innoviva Specialty Therapeutics ยังคงถือสิทธิ์เชิงพาณิชย์ในตลาดสำคัญ ได้แก่ อเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก

ในส่วนของการเข้าถึงยา GARDP กำลังก้าวหน้าในการยื่นขอขึ้นทะเบียนในประเทศไทยและแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญและมีบทบาทเด่นในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 โดยเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Nuzolvence ได้ยื่นขอ ขึ้นทะเบียนในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมยื่นในแอฟริกาใต้ช่วงต้นปีหน้า

การผลักดันยาตัวนี้เกิดขึ้นได้จากบทบาทของ GARDP ในการระดมความร่วมมือและเงินสนับสนุนจากรัฐบาลและองค์กรนานาชาติรวมถึงรัฐบาลเยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก นครเจนีวา สภาวิจัยการแพทย์แอฟริกาใต้ และ มูลนิธิ Leo Model โดยต่อยอดจากการค้นพบสารต้นแบบของบริษัทแอสตร้าซิเนก้า  และจากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน NIAID ของสหรัฐอเมริกา

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

แท็กทีมดูแลสุขภาพกระดูก มารู้จักตัวช่วยเพิ่มพลังแคลเซียม

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่คนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและ Aging เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมี Longevity หรือ มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เลือกทานจึงเป็นข้อแรกที่ต้องใส่ใจ เริ่มจากหากอยากให้กระดูกแข็งแรง คิดว่าทานแคลเซียมอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่? ถ้าคำตอบว่า ใช่ อยากให้ลองคิดใหม่ เพราะการดูดซึมในร่างกายมีกลไกมากกว่าที่คิด ถ้าไม่อยากให้กระดูกพรุนแบบไม่รู้ตัว ต้องรอบรู้เรื่องสุขภาพเพื่อการดูแลตัวเองอย่างฉลาด ด้วยกลุ่มเพื่อนซี้ ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’

สำหรับ ‘แคลเซียม’ เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงทั้งกระดูกและฟัน รวมถึงมีส่วนในการทำงานของหลอดเลือด กล้ามเนื้อ และหัวใจ การเสริมสร้างแคลเซียมจึงช่วยให้ทั้งกระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

ส่วน ‘วิตามินดี 3’  ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารผ่านลำไส้ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติ โดยเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ จึงแนะนำให้ทานพร้อมอาหารเพื่อให้การดูดซึมดีขึ้น ซึ่งหากร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพียงพอจะดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ถึง 30–40 %

และ ‘วิตามินเค 2’ จะช่วยดึงแคลเซียมจากเลือดเข้าสู่กระดูกเพื่อนำไปใช้สร้างกระดูก ป้องกันการสะสมแคลเซียมตามเนื้อเยื่ออ่อนและหลอดเลือดแดง จึงลดแคลเซียมส่วนเกินในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้ และยับยั้งการสลายของกระดูก ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและลดการเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดย ‘วิตามินเค 2’ มีหลายชนิด แต่วิตามินเค 2 ชนิด MK-7 มีงานวิจัยรองรับในเรื่องการดูดซึมและการนำไปใช้ได้ดีที่สุด จะพบมากในนัตโตะ ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินเค 2 จากธรรมชาติ

ทำความเข้าใจง่าย ๆ ด้วย 4 นิยามนี้ ‘รับ – ดูดซึม – นำส่ง – ตรงจุด’ โดยมี 3 เพื่อนซี้หลักอย่าง ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’ ทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยเมื่อร่างกายได้รับ ‘แคลเซียม’ จากการทานอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลำดับถัดไปคือหน้าที่ของ ‘วิตามินดี 3’ ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารผ่านลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และเมื่อมีแคลเซียมในเลือดแล้วถึงเวลาของ ‘วิตามินเค 2’ ที่จะเป็นเหมือน GPS ช่วยนำทางส่งแคลเซียมจากเลือดเข้าสู่กระดูก ทำให้แคลเซียมตรงเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น เห็นได้ชัดว่าการดูแลสุขภาพอย่างเข้าใจทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้และได้รับแคลเซียมอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อรู้จักกุญแจสำคัญของกระดูกที่แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม ให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สะดวกมากยิ่งขึ้น Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย พร้อมเคียงข้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กิฟฟารีน เค 2 พลัส ไลโปโซมอล ดี 3 (Giffarine K2 Plus Liposomal D3) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อความแข็งแรงของกระดูก ด้วย วิตามินเค 2 ธรรมชาติจากนัตโตะในรูปแบบ Trans MK-7 พร้อมด้วยวิตามินดี 3 ในรูปแบบไลโปโซม ที่เป็นขั้นกว่าของการดูดซึมแคลเซียม ผลิตด้วยเทคโนโลยีไลโปโซม ซึ่งมีความคงตัวสูง ไม่ถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหาร ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่าวิตามินดี 3 ทั่วไปถึง 1.8 เท่า โดยทานคู่กับแคลเซียมเพื่อเพิ่มการดูดซึมได้ทุกวัน เมื่อวิตามินเค 2  และไลโปโซมอล วิตามินดี 3 ทำงานกันเป็นทีม จะช่วยทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมและตรงเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น

การให้คุณค่ากับสุขภาพของตัวเอง เหมือนเป็นการได้บอกรักตัวเองทุกวัน แก๊งคู่ซี้สายซัปพอร์ต ‘แคลเซียม – วิตามินดี 3 – วิตามินเค 2’ ที่จะช่วยให้การดูดซึมและนำส่งแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ตรงจุดมากที่สุด รักกระดูก อย่ารอให้สายเกินไป

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า–ปัญหาสุขภาพจิต

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ที่ดี คือแรงผลักดันที่ทำให้คนเรามีความสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ การสื่อสารผิดพลาด หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น Toxic Relationship หรือ “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจและสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า 

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารคือรากเหตุสำคัญของปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือเจตนาแฝงที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกถูกกดทับหรือด้อยคุณค่า ปัจจุบันผู้คนมัก “พูดมากกว่าฟัง” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรัง คำพูดเชิงลบที่ได้รับซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง และเสี่ยงต่อภาวะ Gaslighting เมื่อการบั่นทอนเกิดขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างความคิดเชิงลบจะฝังลึก มองโลกในแง่ดีได้ยาก และอาจลุกลามไปสู่ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น ความรู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ หรือมีอาการทางกายทันทีเมื่อพบเจออีกฝ่าย หากปล่อยให้เหตุการณ์ลบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนมีอิทธิพลเหนือกว่าด้านดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้เสมอไป แต่สามารถปรับวิธีมองและปกป้องใจตัวเองได้

 เมื่อเปรียบเทียบการรับมือความสัมพันธ์พิษร้ายกับการใช้ “กล้องถ่ายรูป”  จะมีลักษณะดังนี้ 1. เลนส์ที่ใช้มอง เปลี่ยนมุมมองต่อคนที่ทำร้ายใจ มองเขาเป็น “ครูสอนอารมณ์” ช่วยให้ตั้งสติและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้า 2. ฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง เลือกรับเฉพาะสาระสำคัญของคำพูด ไม่แบกรับอารมณ์ด้านลบที่อีกฝ่ายโยนมา เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจ 3. เกราะป้องกันภายใน สร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ให้มั่นคง เมื่อแกนกลางแข็งแรง ปัจจัยภายนอกก็ยากจะทำให้ใจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง ซึ่งทำได้ด้วย 3 หลักง่ายๆ ได้แก่ 1.ฟังอย่างตั้งใจ คิดก่อนพูด และมีเจตนาเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวกช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้รับการเข้าใจ ลดการปะทะทางอารมณ์ และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่ความเป็นพิษ 2..การตั้งขอบเขตที่เหมาะสม 3.การยอมรับความจริงของความสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมา เป็นทักษะสำคัญในการดูแลใจตนเอง

เพราะสุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิต การหมั่นฟังเสียงหัวใจและใส่ใจตัวเอง คือวิธีที่ช่วยให้เราห่างไกลความสัมพันธ์พิษร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล …ทำความดี 99 วิธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล  ...ทำความดี 99 วิธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล …ทำความดี 99 วิธี

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เช้าวันหนึ่งน้องต้นกล้านั่งกลุ้มใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน   ใช้โทรศัพท์มือถืออ่านข่าว  พบว่ากระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยชวน ให้คนไทยทำความดีถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 “ทำความดี… ทำความดี..ทำความดี ” น้องต้นกล้าพึมพำ “แต่เราจะทำอะไรกันดีล่ะ ตัวเล็กคนเดียวแค่นี้ จะทำอะไรได้มากนัก.. เหมือนน้ำหยดเดียวในทะเลเลย”

ถ้าจะไปช่วยผู้ประสบภัย  น้ำท่วม……..ก็ว่ายน้ำไม่เป็น

ถ้าจะบริจาคโลหิต……ก็กลัวเข็มดูดเลือด แดร็กคูล่า

ถ้าจะแจกถุงยังชีพ….ก็ไม่มีเงินซื้อของแพง

ถ้าจะบริจาคหัวใจ  ไต และ ดวงตา…… ก็อายุไม่ถึง 18 ปี

น้องต้นกล้าหงุดหงิด ไม่รู้จะทำอะไรดี     จนต้องตะโกนออกมาดังๆ   “ ฉันจะทำความดียังไง? ทำที่ไหน? ทำอะไร? ทำทำไม? ทำกับใคร? ทำเมื่อไหร่?  ทำไปแล้วจะได้อะไร? และถ้าไม่ทำจะเสียหายอย่างไรกัน?”

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดังขึ้น เมื่อย่าบัวผู้เป็นเพื่อนบ้านเดินผ่านมาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส  ในมือถือตะกร้าสานจากผักตบชวา  ใส่ผักสวนครัวและเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาเต็ม…..   “หนูต้นกล้า ย่าได้ยินหนูตะโกนถามแล้ว……ความดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ความใหญ่โต มูลค่าสูง  หรือทำยากเย็น   แต่วัดที่หัวใจและการกระทำเล็กๆ ของเราในทุกวัน เหมือนน้ำฝนหยดเล็กๆ ที่สามารถรวมกันเป็นน้ำทะเลอันกว้างขวางนั่นแหละ”

ย่าบัวมี  “วิธีทำความดี 99 วิธีจากทั่วโลก”  โดยมีวิธีแปลกๆ ที่ทำง่ายมาฝากหนูด้วยนะ” ย่าบัวกางรายการความดีให้น้องต้นกล้าดูดังนี้

ในยุคที่สังคมต้องการพลังบวก การทำความดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โตเสมอไป เพียงแค่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ขึ้น    โดยได้รวบรวม “99 วิธีทำความดี” ที่ครอบคลุมทั้งในบ้าน สถานศึกษา ที่ทำงาน  มาฝากกัน

หมวดที่ 1: ความรับผิดชอบต่อตนเองและคนในครอบครัว

  • ตื่นเช้ามาเก็บที่นอน พับผ้าห่ม และจัดหมอนให้เรียบร้อย
  • ไหว้และกอดพ่อแม่ด้วยความรักก่อนไปและหลังกลับจากโรงเรียน
  • ช่วยจัดโต๊ะ เก็บโต๊ะอาหาร และล้างจาน
  • ช่วยกวาดบ้าน ถูบ้าน และจัดระเบียบไม่ให้บ้านรก
  • แยกขยะก่อนทิ้ง โดยเฉพาะขยะที่นำกลับมาใช้ได้และขยะอันตราย
  • ประหยัดไฟฟ้า ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่ใช้งาน
  • ประหยัดน้ำ ปิดก๊อกน้ำให้แน่นและคอยซ่อมแซมจุดที่รั่วซึม
  • ช่วยน้องทำการบ้าน หรืออธิบายบทเรียนที่น้องไม่เข้าใจ
  • ช่วยรดน้ำต้นไม้หรือดูแลสวนรอบบ้านให้สะอาดร่มรื่น
  • ออมเงินหยอดกระปุกออมสินไว้ใช้ในคราวจำเป็น
  • ทำอาหารกินเองที่บ้านเพื่อสุขภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย
  • เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในบ้านเช่นสบู่ แปรงสีฟันที่ผลิตในประเทศไทย
  • ช่วยพ่อแม่ซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุดเล็กน้อยภายในบ้าน
  • บริจาคของเล่นสภาพดีให้เด็กผู้ยากไร้
  • บริจาคเสื้อกันหนาวให้ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล
  • ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือขณะกินอาหาร หรือนั่งในรถ
  • อาสาซักผ้าหรือช่วยงานบ้านให้สมาชิกในครอบครัว
  • ดูแลความสะอาดถังขยะหน้าบ้านไม่ให้ส่งกลิ่นรบกวน
  • ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง
  • พูดจาไพเราะและแสดงความกตัญญูต่อคนในบ้านเป็นประจำ

หมวดที่ 2: สร้างวัฒนธรรมที่ดีในสถานศึกษา

  • กล่าวคำทักทาย “สวัสดีครับ/ค่ะ” คุณครูทุกครั้งที่พบ
  • ช่วยเพื่อนถือของหรือหามสัมภาระหนัก
  • ไม่ทิ้งขยะลงพื้นและช่วยเก็บขยะที่ขวางทางเดิน
  • ตั้งใจเรียนและไม่ส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเพื่อนในห้อง
  • ช่วยทำความสะอาดห้องเรียนและลบกระดานหลังเลิกเรียน
  • ปิดก๊อกน้ำในโรงเรียนที่ผู้อื่นเปิดทิ้งไว้
  • บริจาคเครื่องแบบหรืออุปกรณ์การเรียนสภาพดีให้รุ่นน้อง
  • แบ่งปันอุปกรณ์การเรียนให้เพื่อนที่ลืมพกมา
  • ปกป้องเพื่อนจากการถูกรังแกและไม่ร่วมวงนินทาว่าร้ายผู้อื่น
  • พกเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ต้นไม้ไปโปรยตามที่รกร้างกองขยะ
  • เลือกใช้อุปกรณ์การเรียนที่ผลิตภายในประเทศไทย
  • อาสาช่วยครูยกของหรือเตรียมอุปกรณ์การสอน
  • เข้าแถวซื้ออาหารหรือต่อคิวทำกิจกรรมอย่างเป็นระเบียบ
  • รับประทานอาหารให้หมดจานเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร
  • ช่วยจัดโต๊ะและเก้าอี้ในโรงอาหารให้เรียบร้อย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสิ่งของเสียหายหรือจุดที่อาจเป็นอันตราย
  • อาสาทำงานกลุ่มเพื่อช่วยให้งานสำเร็จ
  • รักษาความสะอาดโต๊ะและห้องเรียน ไม่ขีดเขียนให้สกปรก

หมวดที่ 3: จิตสำนึกในที่ทำงานและองค์กร

  • มาทำงานให้ตรงเวลาและเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม
  • ทักทายเพื่อนร่วมงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเป็นกันเอง
  • ช่วยเหลืองานเพื่อนที่กำลังงานล้นมือหรือมีปัญหาเร่งด่วน
  • ใช้ทรัพยากรสำนักงาน เช่น กระดาษและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างคุ้มค่า
  • กล่าวคำชื่นชมเมื่อเพื่อนร่วมงานทำผลงานได้ดี
  • รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยความเคารพและใจกว้าง
  • แบ่งปันความรู้หรือเทคนิคการทำงานใหม่ๆ ให้ทีม
  • ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนกลับบ้าน
  • ไม่ใช้เวลางานไปกับการทำธุระส่วนตัวจนเสียงาน
  • เป็นผู้ฟังที่ดีเมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการคำปรึกษา
  •  ใช้เสื้อผ้า  กระเป๋า  และของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย
  • ใช้บันไดแทนลิฟต์หากขึ้นลงเพียงไม่กี่ชั้น เพื่อประหยัดพลังงาน
  • รักษาความลับขององค์กรและให้เกียรติข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น
  • เสนอความคิดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงาน
  • ไม่นำอุปกรณ์สำนักงานกลับไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน
  • จัดระเบียบโต๊ะทำงานให้สะอาดตาและไม่รกรุงรัง

หมวดที่ 4: น้ำใจต่อสังคมและเพื่อนร่วมโลก

  • ช่วยสอนผู้สูงอายุในชุมชนให้ใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นเพื่อติดต่อลูกหลาน
  • ลุกให้เด็ก คนชรา หรือคนท้องนั่งบนรถโดยสารสาธารณะ
  • ช่วยเช็ดทำความสะอาดปุ่มกดลิฟต์หรือราวบันไดเลื่อนในที่สาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการถกเถียงที่ไร้ประโยชน์เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
  • ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากตามกำลังความสามารถ
  • ให้อาหารปลาหรือสัตว์ในแหล่งน้ำที่เหมาะสม
  • ไปเยี่ยมเยียนหรือส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยและผู้ที่ขาดที่พึ่ง
  • แบ่งปันผลผลิตที่ปลูกเองให้เพื่อนบ้าน (แบบนิวซีแลนด์)
  • ช่วยเพื่อนบ้านดูแลความสะอาดพื้นที่หน้าบ้าน (แบบแคนาดา)
  • อาสาเก็บขยะบริเวณชายหาดหรือแหล่งท่องเที่ยว (แบบออสเตรเลีย)
  • วางน้ำดื่มหรือขนมไว้ให้พนักงานส่งของ (แบบอเมริกา)
  • บริจาคเส้นผมเพื่อทำวิกผมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง (แบบไทย)
  • บริจาคแว่นตาเก่าสภาพดีให้กับผู้ยากไร้ (แบบเนเธอร์แลนด์)
  • แสดงความจำนงบริจาคเลือด อวัยวะ หรือร่างกายให้สภากาชาดไทย
  • ปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสวันสำคัญหรือวันเกิด (แบบอินเดีย)
  • เรียนรู้วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อลดขยะ (แบบเดนมาร์ก)
  • ปลูกต้นไม้ที่เติบโตยาวนานไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ (แบบจีน)
  • ช่วยสอดส่องหรือแจ้งซ่อมไฟส่องสว่างในที่เปลี่ยว (แบบเวียดนาม)
  • เล่านิทานหรือแบ่งปันเรื่องราวสอนใจให้เด็กๆ ฟัง (แบบแอฟริกัน)
  • เขียนหรือส่งต่อบทความให้กำลังใจคนทำดี (แบบเปอร์เซีย)
  • จัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ (แบบอเมริกาใต้)
  • อภัยทานด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าสู่ธรรมชาติ (แบบจีน)
  • แบ่งปันอาหารให้กับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก (แบบไทย)
  • สนับสนุนการสร้างที่พักริมทางหรือจุดพักผ่อนของชุมชน (แบบไทย)
  • ช่วยทำความสะอาดจุดรอรถโดยสารประจำทาง (แบบสิงคโปร์)
  • ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นในที่สาธารณะ (แบบญี่ปุ่น)
  • จ่ายค่าอาหารล่วงหน้าเพื่อให้คนยากไร้ได้ทานฟรี (แบบอิตาลี)
  • จัดน้ำดื่มสะอาดไว้หน้าบ้านให้คนผ่านทาง (แบบตุรกี/กรีซ)
  • ร่วมสร้าง “ตู้ปันสุข” ใส่ของจำเป็นให้กับผู้ต้องการ (แบบอเมริกา)
  • มีน้ำใจบนท้องถนน เว้นทางให้รถคันอื่นแทรกเมื่อจราจรติดขัด (แบบเยอรมัน)
  • ทักทายและยิ้มแย้มให้เพื่อนบ้านในทุกวัน (แบบออสเตรเลีย)
  • นำเสื้อผ้าไปแขวนไว้ในจุดแบ่งปันเพื่อผู้ที่ต้องการ (แบบอิหร่าน)
  • แบ่งปันอาหารให้กับคนแปลกหน้าหรือสัตว์จรจัด (แบบเม็กซิโก)
  • ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อพบเหตุการณ์รถเสียหรือต้องการความช่วยเหลือ (แบบแคนาดา)
  • รักษาความสะอาดโดยการเก็บมูลสัตว์เลี้ยงของตนเองในที่สาธารณะ (แบบสวิตเซอร์แลนด์)
  • จัดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบและหันหัวออกเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน (แบบญี่ปุ่น)
  • มอบของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแทนคำขอบคุณ (แบบเกาหลี)
  • เมื่อพบของหาย ให้แขวนไว้ในที่ที่เจ้าของสังเกตได้ง่าย (แบบเยอรมัน)
  • พกถุงผ้าไปซื้อของเองเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก (แบบไต้หวัน)
  • วางน้ำสะอาดไว้ให้นกหรือสัตว์จรจัดได้ดื่ม (แบบอินเดีย)
  • กล่าวคำ “ขอโทษ” หรือ “ขอทาง” อย่างสุภาพเมื่อเดินสวนกัน (แบบอังกฤษ)
  • ยืนเว้นระยะห่างเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น (แบบฟินแลนด์)
  • ทำความดีส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ (Pay It Forward) (แบบอเมริกา)
  • ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความยิ้มแย้มและอาหารว่างตามธรรมเนียม (แบบจีน)
  • ส่งมอบรอยยิ้มและความเป็นมิตรให้ทุกคนที่พบเจอ (แบบไทย)

การทำความดีทั้ง 99 วิธีนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราสามารถลงมือทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ทำ แต่อยู่ที่ความตั้งใจจริงที่จะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กัน หากทุกคนช่วยกันโลกใบนี้จะงดงามขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่ออ่านจบน้องต้นกล้ายิ้มกว้างด้วยความเข้าใจ “หนูรู้แล้วค่ะย่า! การปล่อยปลาช่อนที่ซื้อมาจากตลาด หรือการหันหัวรองเท้าให้คนอื่น ก็คือน้ำหยดหนึ่งที่ทำให้โลกนี้สวยขึ้น” วันนั้นน้องต้นกล้าเริ่ม  ช่วยแม่เก็บจาน ช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้  และนำเมล็ดบานไม่รู้โรย จากพานไหว้ครู ไปโปรยตรงที่ดินว่างเปล่าหน้าปากซอย

 เมื่อตะวันลับขอบฟ้าน้องต้นกล้า มองดูมือที่เปื้อนดินแต่หัวใจกลับพองโตด้วยความสุข “น้ำหยดเดียวในทะเล…” น้องต้นกล้าพึมพำ   “ถ้าเราทุกคนช่วยกันเติมน้ำคนละหยด   น้ำจากหลายคนก็จะกลายเป็นก้อนเมฆ ที่ลอยไปกลั่นตัวเป็นเม็ดฝน  เติมน้ำในทะเลไม่ให้แห้งเหือดหายไป”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่น้องต้นกล้าลงมือทำความดีทุกวันด้วยเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

                                                                          

อาทร   จันทวิมล

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll นอกจากเขาจะเป็นนักยุทธศาสตร์ฝีมือเยี่ยม เขายังเป็นมือไพ่โป๊กเกอร์สองหน้าหาตัวจับยากอีกต่างหาก ชื่อเสียงคุ้นๆ ดี โดนัลด์ทรัมป์ ยุทธการสายฟ้าแลบเข้าฉกตัวจอมเผด็จการ มาดูโร ออกจากวงล้อมของกองกำลังองครักษ์กลางกรุงการากัส หายจากความทรงจำหลังจากรัฐบาลเวเนซุเอลาตั้งหลักได้ก็รีบให้รองประธานาธิบดี โรดริเกซ สาบานตนเข้ารักษาการในตำแหน่งผู้นำแทน ทรัมป์ ก็ใช้กลยุทธ์ไพ่สองหน้าคือ (1) เขากดดันให้ โรดริเกซยอมรับการบริหารพลังงานน้ำมันตามนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งรักษาการฯ ก็ยินยอมแต่โดยดีถึงแม้จะออกมาแถลงกับประชาชนคนละเรื่องเลยส่วนไพ่หน้า (2) ทรัมป์ ก็ดำเนินการไปอย่างแนบเนียนโดยเชิญผู้นำฝ่ายค้าน มาชาโด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ มาพบที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อปรึกษาหารือ ฝ่าย มาชาโดก็มีทักษะดีรีบประกาศที่ทำเนียบขาวว่าขอยกรางวัลยิ่งใหญ่นี้ให้แก่ ทรัมป์ ในฐานะที่เป็นผู้กำจัดจอมเผด็จการ การนี้ มาชาโด ก็คงคิดดีแล้วชื่อเธอในฐานะผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์แล้ว สิ่งที่ ทรัมป์ ได้ไปก็จะเป็นแค่ “วัตถุ” ตัวเหรียญสัญลักษณ์เท่านั้นแต่สิ่งที่เธอขอ ทรัมป์ นั่นคือตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศ! ภายหลัง ทรัมป์ ได้ออกมาแถลงว่าขอบคุณสำหรับรางวัลโนเบล แต่เขาจะยังไม่สนับสนุน มาชาโด อย่างเป็นทางการเพราะเช็คแล้วคะแนนนิยมจากประชาชนยังไม่ถึงขั้น…เมื่อเล่นไพ่สองหน้าอย่างนี้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ ก็คือทรัมป์ ผู้กำหนดชะตาชีวิตชาวเวเนซุเอลา..

llนับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่หญิงเหล็ก สุจิตราปาลีวงศ์ ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทยแห่งรัฐนิวยอร์ก ไม่ได้มาเยือนไทยเพราะภารกิจของประธานคิวแน่นยิ่งกว่าแน่น ทั้งงานกำกับดูแลธุรกิจเครือข่ายการจัดจำหน่ายเบียร์ไทย ทั้งสิงห์และช้างมีขอบเขตครอบคลุมทั้ง COAST-TO-COAST สหรัฐฯ และอีกภารกิจสำคัญคืองาน“จิตอาสา” ดำเนินงานตามเจตจำนงของศูนย์วัฒนธรรมฯ จำนวนประชากรไทยในปริมณฑลนิวยอร์กนั้นใหญ่เป็นอันดับสองรองจากมหานครแอล.เอ.จึงมีกิจกรรมและปัญหาที่ต้องระดมสมองแก้ไขมากตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มาถึงบ้านกรุงเทพฯได้ไม่กี่วันก็รีบสั่งให้ช่างมาเตรียมโครงการรีโนเวทบ้านและบริเวณให้ดูดีสำหรับสามี สุโชติ บินมาใช้พักผ่อนปีละหลายครั้ง บารอนเนส เลยถือโอกาสถามประเด็นที่คนในเมืองไทยกำลังวิตกว่าจะขอวีซ่าเดินทางไปสหรัฐฯ ลำบากยากเย็นเนื่องจากมาตรการที่ ท่านทรัมป์ กำหนดออกมาควบคุม 75 ประเทศ รวมถึงไทยด้วย ประธานฯสรุปให้ฟังว่าอันนี้ยังอยู่ในภาวะคลุมเครือ เราคงต้องรอสถานทูต ยู.เอส. ประกาศเป็นทางการ แต่สิ่งหนึ่งบอกได้ว่าความเข้มงวดด้านพิจารณา “วีซ่า” และการเข้า-ออกสหรัฐฯ น่าจะกลับมาเข้มระดับยุค“โบราณ” เลย..ll และเพาเวอร์จะถูกแบ่งออกไปสู่กองตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (PORT OF ENTRY)ด้วย มีวีซ่าในมือแต่เขาพิจารณาแล้วบางรายอาจปฏิเสธพร้อมส่งกลับต้นทางได้..

llขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ ธัชชัยศิริสัมพันธ์ ในการจากไปของเขา พิธีสวดพระอภิธรรมศพจัดที่ศาลา 17 (โสภณ) วัดธาตุทอง25-27 ม.ค. 18.30 น. และฌาปนกิจ 28 ม.ค. 14.00 น. …ขอให้ดวงวิญญาณของ พี่เอ็ดดี้-ธัชชัย ไปสู่สุคติสัมปรายภพด้วยเทอญ..ll พิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.อ.บรรจบ บุนนาคจัดระหว่าง 23-29 ม.ค. 18.00 น. ณ ศาลาร้อยปี
ปิยมหาราชอนุสรณ์ วัดเบญจมบพิตรฯ…หลังสวดคืนสุดท้าย (29 ม.ค.) เสร็จ มีพิธีบรรจุศพ..

ll ยินดีกับ ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนาทาบูกานอน ที่บุตรชายคนเล็ก ผศ.ดร.อรันย์ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลดีเด่น ประเภทวิชาการ ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยมหิดล..

llเพื่อนๆ แอบบอกว่า ดร.ผุสดี ตามไท สวมใส่ชุดอินเดียได้สวยงามมาก เช่นเดียวกันกับดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร เพราะทั้งคู่มีสรีระสูงสง่า ประหนึ่งนางแบบโฆษณาการท่องเที่ยวอินเดียนั่นเทียว!!..

บารอนเนส

‘MBM BUSINESS FORUM 2026’ เปิดเวทีผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผสานพลัง Purpose & Synergy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

'MBM BUSINESS FORUM 2026' เปิดเวทีผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผสานพลัง Purpose & Synergy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

‘MBM BUSINESS FORUM 2026’ เปิดเวทีผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ผสานพลัง Purpose & Synergy ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.

เครือข่ายนักธุรกิจมุสลิม สถาบัน MBM (MUSLIM BUSINESS MATCHING INSTITUTE) จัดงาน MBM BUSINESS FORUM 2026 งานสัมมนาธุรกิจระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Synergy for Purpose-Driven Growth – พลังร่วมเพื่อการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย” มุ่งสร้างเวทีแห่งการรวมพลังผู้นำ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กลยุทธ์ และมุมมองการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีทิศทาง ชัดเจน และเปี่ยมคุณค่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่พร้อมเกิดขึ้นตลอดเวลา
การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ MBM ในฐานะแพลตฟอร์มเครือข่ายนักธุรกิจที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำองค์กร และสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจไทยบนพื้นฐานของ “Purpose” หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ควบคู่กับ “Synergy” หรือพลังความร่วมมือระหว่างบุคคล องค์กร และเครือข่ายทางสังคม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงผ่านหัวข้อที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุค Disruption ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณค่า

ช่วงบ่ายเริ่มต้นด้วย Session สำคัญ “Navigating Uncertainty” ว่าด้วยการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการเติบโตท่ามกลางความผันผวน โดย ดร.วิทย์ สิทธิ์เวคิน และ ศาสตราจารย์ธีรณี อจลากุล ถ่ายทอดแนวคิดการบริหารองค์กรให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ผ่านความเข้าใจเชิงพัฒนาการ และการให้ความสำคัญกับการใช้ฐานข้อมูล (Data) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

ต่อด้วย Session “Exponential Growth: The Power of Purpose and Synergy in Business” โดย คุณทรงพล ชัญมาตรกิจ และ คุณปิยะบุตร จารุเพ็ญ ที่เปิดมุมมองการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด ผ่านพลังของเป้าหมายและการผสานความร่วมมือ พร้อมกรณีศึกษาการสร้างธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนา “Beyond Profit – The Synergy of Purpose for Driving Growth & Impact”
ซึ่งรวมพลังผู้นำธุรกิจแนวหน้าของประเทศ ได้แก่ คุณภานุมาศ ชนากานต์, คุณสมิส ตอฮา, คุณณัฐ เพ็ชรทองคำ และคุณสุภาพ เรืองปราชญ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนองค์กร “เหนือกว่ากำไร” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ช่วงค่ำมีการจัดกิจกรรม Networking & Dinner Talk เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำธุรกิจ พร้อมพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ MBM Award 2026 ได้แก่ MBM THE RISING STAR AWARD คุณสมปรารถนา หงษ์เอก บริษัท เอ็มเมดิ จำกัด , MBM THE PRIME MEMBER AWARD คุณภานุมาศ ชนากานต์ Heritage Group , MBM THE LEGACY AWARD คุณวารี แวววันจิตร บริษัท ออแกนิควา (ประเทศไทย) จำกัด , MBM THE DEDICATOR AWARD อาจารย์ประสาน ศรีเจริญ , MBM THE MASTER AWARD คุณวันมูหะหมัดนอร์ มะทา โดยได้รับเกียรติจาก ท่านดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย กล่าวปาฐกถาพิเศษ สร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำพลังของ “Synergy” ในการเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

คุณสุภาพ เรืองปราชญ์ ประธาน MBM Business Forum 2026 กล่าวว่า “MBM Business Forum 2026 ไม่ใช่เพียงงานสัมมนาธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ให้ผู้นำและผู้ประกอบการได้หยุดคิด ทบทวน และออกแบบทิศทางใหม่ให้กับองค์กรของตน เราเชื่อว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก Purpose ที่ถูกต้อง และขยายผลด้วย Synergy ของผู้คนและเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีทิศทางและมีความหมายในระยะยาว”

ขณะที่ ดร.รังสรรค์ ปู่ทอง เจ้าของสถาบันดีน อาคาเดมี่ เน้นย้ำบทบาทของคุณค่าและจริยธรรมในโลกธุรกิจ โดยกล่าวว่า “ความสำเร็จทางธุรกิจในยุคใหม่ไม่อาจแยกขาดจากคุณค่าและความรับผิดชอบต่อสังคมได้ ผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าตั้งคำถามว่า ความสำเร็จของเรากำลังสร้างประโยชน์ให้ใคร และส่งต่อคุณค่าอะไรให้กับสังคม MBM Business Forum คือเวทีที่ช่วยย้ำเตือนว่า ธุรกิจสามารถเป็นพลังบวกได้ หากขับเคลื่อนด้วยจริยธรรม ความร่วมมือ และเป้าหมายที่ชัดเจน”

สำหรับ MBM Award 2026 ถือเป็นเวทีการยกย่องผู้นำและองค์กรต้นแบบที่สะท้อนคุณค่าความเป็นผู้นำแบบ MBM ซึ่งไม่ได้วัดความสำเร็จจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับวิธีคิด การตัดสินใจ ความรับผิดชอบ และผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยรางวัลดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการเชิดชูความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการจุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้กับสังคมธุรกิจไทยในระยะยาว 

MBM เป็นเครือข่ายนักธุรกิจและผู้นำองค์กรที่มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจบนพื้นฐานของการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย (Purpose-Driven Growth) และพลังความร่วมมือ (Synergy) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และโอกาสทางธุรกิจระหว่างสมาชิกจากหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันผู้นำรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างมีคุณธรรม มีวิสัยทัศน์ และมีบทบาทเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ MBM Business Forum 2026 นับเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ และสะท้อนวิสัยทัศน์ของ MBM ในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้เติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างยั่งยืน