พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ เป็นไปตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะงานด้านแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องแต่งกายไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  และ นางกาทรีน  เปการด์  (Mrs. Catherine Pégard)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส นายลิโอแนล  โซวาจ  (Mr. Lionel  Sauvage)  ประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงงดงามในฉลองพระองค์ชุดเดรสโค้ท โดยห้องเสื้อ Meshmuseum ตัดเย็บจากผ้าไหมทอยกดิ้นทอง ลวดลายได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายป่าหิมพานต์ เดรสโค้ททรงเข้ารูปตัวยาว สวมทับเดรสผ้าไหมทอยกทองลายเดียวกัน ปกเทเลอร์ แขนยาว ตัวเสื้อตกแต่งด้วยกระดุมทองทรงกลมพร้อมงานปักเลื่อมและลูกปัดแก้วทรงรี ย้อมโทนสีมุกสุก ทรงพระกุณฑลพลอยโกเมน และกระเป๋าทรงถือย่านลิเภาทรงไข่ ประดับพลอยโกเมน เป็นลวดลายประจำยาม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์เดรสคอกลมแขนยาวระดับศอก โดยห้องเสื้อ Pyvet ตัดเย็บจากผ้าเจอร์ชีย์สีน้ำเงินเข้ม และผ้าไหมมัดหมี่ลายแต้ม ผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าไหม CHATTUWAN Thaisilk โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน บ้านม่วงลาด ตำบลม่วงลาด อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด มีการจับเดรปช่วงบริเวณสะโพกอย่างประณีต ช่วยสร้างจังหวะของเส้นสายและมิติให้กับรูปทรงของพระภูษา ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่เผยให้เห็นรายละเอียดของงานผ้าทอไทย ขณะที่ผ้าเจอร์ชีย์ทำหน้าที่กำหนดโครงสร้างของเดรส ส่วนผ้าไหมมัดหมี่ช่วยถ่ายทอดคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทย เกิดเป็นการผสานระหว่างวัสดุร่วมสมัยกับภูมิปัญญาดั่งเดิมที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันผ่านภาษาการออกแบบเดียวกัน

นิทรรศการ  “ราชพัสตราสู่สากล”  (La Mode en Majesté  :  Haute couture et tradition a La cour de Thailande)   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการฯ    จัดแสดงระหว่างวันที่  13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน  2569  ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง  (Musée des Arts Décoratifs :  MAD)  กรุงปารีส  สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในโอกาสครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต นับแต่เริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ฝรั่งเศสเมื่อพุทธศักราช 2228   และในโอกาสครบรอบ  170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส      

นิทรรศการดังกล่าวได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)  พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส  และพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่งแห่งกรุงปารีส แสดงถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส ผ่านวิวัฒนาการของสิ่งทอ งานหัตถศิลป์ และแฟชั่นชั้นสูง 

ในนิทรรศการมีการจัดแสดงผลงานกว่า 200 ชิ้น อาทิ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบอันปราณีตงดงามของนายปีแยร์ บัลแมง (Pierre Balmain) นักออกแบบชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ร่วมกับเมซง เลอซาจ (Maison Lesage) สถาบันงานปักชั้นสูงของฝรั่งเศส   โดยผลงานเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาช่างฝีมือฝรั่งเศสและมรดกทางวัฒนธรรมไทย  รวมทั้งฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงร่วมออกแบบกับนักประวัติศาสตร์และนักออกแบบชาวไทย   การจัดแสดงฉลองพระองค์และเครื่องแต่งกายแห่งราชสำนักไทย ควบคู่กับงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนถึงความประณีตของภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการสืบสานมาอย่างยาวนาน  

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยพระราชนิยม ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก  (UNESCO)   เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2569  อันสะท้อนถึงคุณค่า ความงดงาม และการสืบทอดมรดกสิ่งทอของไทยสู่สากล

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการช้อปปี้ ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมผู้สูงอายุยุคใหม่ ผ่านการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ช้อปได้ ขายดี บน Shopee” เพื่อสร้างเสริมทักษะดิจิทัลและคุณค่าในการดำรงชีวิต พร้อมต่อยอดสู่การนำไปประยุกต์สร้างรายได้ในชีวิตจริง

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) ให้เกียรติร่วมเปิดงาน

ภายในงานมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Shopee University มาถ่ายทอดความรู้แบบใกล้ชิด ตั้งแต่วิธีเปิดร้านค้าออนไลน์ การลงขายสินค้า เทคนิคขายของออนไลน์แบบเข้าใจง่าย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช้อปออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยมีพี่ ๆ วัยเก๋าเข้าร่วมอบรมกว่า 250 คน บนช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต มาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต 

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ “หวัดธรรมดา” หรือ “เสี่ยงโรคปอด”

อาการไอ เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืด-ปอดอักเสบ-วัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ “ไอเรื้อรัง”

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า “วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด”

ไอเรื้อรังแบบไหน อันตรายต่อปอด ควรพาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก “ถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว” พญ.สุธิดา ชินธเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

ผู้ปกครองที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ. ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว”  นพ. ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • นายแอมานุแอล ฌ็อง-มีแชล เฟรเดริก มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur ชั้น Grand-Croix แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดินโปเลียน และทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ Ordre national du Mérite ชั้น Grand-Croix แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ และโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส..
  • พสกนิกรติดตาตรึงใจในพระจริยาวัตรงดงามนุ่มนวลอ่อนหวานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ประยุกต์ ชุดไทยบรมพิมาน(ประยุกต์) สไบสองชาย  จากห้องเสื้อ Pichita พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ชุดเดรสโค้ทผ้าไหมไทยจากห้องเสื้อ Meshmuseum  พลัฎฐ์ พลาฎิ ในขณะที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์งดงามจากห้องเสื้อ Tirapan ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569..
  • นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงในโอกาสครบรอบ 93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและครบ 21 ปีมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  2 ก.ค.08.00 น.พร้อมมอบทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลศิลปิน-นักแสดง..
  • ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกก.บริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 13 ก.ค. 09.00 น..
  • ยินดีกับ ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก ที่ได้รับรางวัล Thailand Top CEO of the Year 2026 ประเภทอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง จาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์และนิตยสาร Business ..
  • ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานคอนเสิร์ต  BRIDGE ACROSS TIME – AUAA Alumni Homecoming One Night. One Stage. A Lifetime of Memories. รวบรวมศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนักดนตรีชั้นนำของประเทศ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอเมริกันคลาสสิก เพลงบรอดเวย์ และบทเพลงร่วมสมัย วันอาทิตย์ 26 ก.ค. 18.00 นที่. สมาคม AUAA บัตรราคา 5,000 / 3,500 / 2,500 / 2,000 / 1,500 จองบัตรได้ที่โทร 099-495-9595..

น้อง

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ตนในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย นายประวิทย์ ร้อยแก้ว อธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานว่าด้วยการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ครั้งที่ 13 และการประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ (Constructive Dialogue) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (UNTOC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ทั้งนี้ วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการประชุมวันแรก ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับแนวทางการดำเนินงานตลอดเส้นทางและแนวทางบูรณาการแบบข้ามแดนของการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และ 2) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน: การกำหนดและปรับปรุงการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้เล็งเห็นว่าการลักลอบนำผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการกระทำโดยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังนั้น ที่ประชุม

จึงเห็นควรสนับสนุนการทำงานแบบบูรณากับหลายประเทศตลอดเส้นทางการกระทำดังกล่าว (The Whole-of-Route Approaches) ซึ่งครอบคลุมประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทาง โดยเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเรื่องข่าวกรองที่รวดเร็วทันท่วงที , การติดตามและตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน , การเสริมสร้างความร่วมมือในการสนับสนุนการสืบสวนร่วมกัน , การสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือทางคดีระหว่างประเทศ , การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง , การพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยในการตรวจจับการกระทำขององค์กรอาชญกรรม และการสร้างความเข้มแข็งในการดูแลพรมแดน

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การโยกย้ายถิ่นฐานเป็นไปตามช่องทางที่ถูกต้อง (Regular Migration Pathway) และปลอดภัย (Safe Migration) อีกทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ UNTOC และมติที่ประชุมเรื่องการทำงานแบบบูรณาการตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บรรลุแนวทางดำเนินการตามมติที่ประชุม รวมทั้งให้การคุ้มครองผู้เสียหายอย่างครอบคลุมทุกมิติ

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดงาน “ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026” (Youth Co:Lab Summit 2026) การประชุมด้านเยาวชนระดับภูมิภาคครั้งสำคัญที่รวมตัวผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนา และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วเอเชียแปซิฟิก ร่วมนำเสนอความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการพัฒนาศักยภาพเยาวชนตลอดหนึ่งทศวรรษ ควบคู่กับการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการส่งเสริมภาวะผู้นำ นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการแก่คนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “A Moonshot for Youth-led Leadership, Innovation, and Entrepreneurship” สะท้อนบทบาทของเยาวชนในฐานะพลังสำคัญในการร่วมแก้ไขความท้าทายของโลก โดยงานประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สำนักเลขาธิการเครือจักรภพ (Commonwealth Secretariat) CVC Capital Partners Microsoft และธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB) และ Tencent

ทั้งนี้ โครงการยูธ โคแล็บ (Youth Co:Lab) เป็นโครงการในความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และมูลนิธิซิตี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้เยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้นำเสนอแนวคิดทางธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนโดยตรง ผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ด้านธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงเยาวชนเข้ากับเครือข่ายผู้นำและแหล่งเงินทุน การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายองค์กรพันธมิตร ตลอดจนการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวเข้าถึงเยาวชนกว่า 400,000 คนใน 30 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาค สนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนมากกว่า 48,000 คน และมีส่วนช่วยในการก่อตั้งและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนกว่า 4,000 แห่ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปี โครงการยูธ โคแล็บ ได้มีส่วนผลักดันกิจการเพื่อสังคมและนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก อาทิ ‘DeafTawk’ แพลตฟอร์มบริการภาษามือแบบออนดีมานด์จากประเทศปากีสถาน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 68,000 คนใน 5 ประเทศ โครงการ ‘GAWIREA’ โครงการยกระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสตรีชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศอินโดนีเซีย ที่ช่วยให้ผู้ร่วมโครงการมีทักษะวิชาชีพ รวมถึงมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 40 และยังเป็นต้นแบบการพัฒนาที่รัฐบาลขยายผลต่อไปยังพื้นที่อื่นภายในประเทศ ไปจนถึงโครงการสัญชาติไทยอย่าง ‘YoungHappy’ แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะจิตสำหรับคนวัยเกษียณ ตามแนวคิด Active Aging ‘HOSTBEEHIVE’ แบรนด์น้ำผึ้งป่าที่ก่อตั้งโดยชาวปกาเกอะญอ หรือชาวกะเหรี่ยง บ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการจำหน่ายน้ำผึ้งป่าจากการเลี้ยงผึ้งตามวิถีดั้งเดิม ควบคู่กับการอนุรักษ์แหล่งอาศัยตามธรรมชาติของผึ้ง นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังนำเข้าสู่กองทุนส่วนกลางของชุมชน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสาธารณสุขและการป้องกันไฟป่า รวมถึงโครงการ ‘Seed Journey’ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลและสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนอาข่าและกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและกิจกรรมป๊อปอัพไดนิ่ง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานในบ้านเกิด พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมพื้นเมืองและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปัจจุบันโครงการได้สนับสนุนเกษตรกรกว่า 30 ครัวเรือนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ให้มีรายได้จากการจำหน่ายของป่าและผลผลิตทางการเกษตรให้แก่โครงการโดยตรง

Gerd Trogemann ผู้จัดการเครือข่ายนโยบายโลก แห่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า “เรามางาน Youth Co:Lab Summit 2026 ไม่ใช่เพื่อการเฉลิมฉลองปิดฉากโครงการ แต่เรามาเพราะภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น เมื่อเยาวชนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเราเชื่อมั่นพร้อมมอบโอกาสให้พวกเขา ย่อมทำให้ชุมชนต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเราพร้อมขยายผลโครงการที่ประสบความสำเร็จผ่าน Youth Moonshot เพื่อขยายโอกาสไปสู่เยาวชนทุกคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

สำหรับการจัดงาน ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026 ในวันแรกมุ่งนำเสนอโรดแมปการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโครงการตลอด 10 ปี ผ่านมุมมองของผู้มีส่วนร่วมในโครงการ รวมถึงการเสวนาระดับสูงเกี่ยวกับนโยบายและความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อผู้ประกอบการเยาวชน ขณะที่ในวันที่สองเป็นการจัดกิจกรรม Regional Demo Day เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมนำเสนอแนวคิดธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ก่อนปิดท้ายด้วยการสะท้อนบทเรียนและการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วภูมิภาคได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน พร้อมขยายผลการพัฒนาสู่สังคมในอนาคต

ฟลอเรนเซีย สปันกาโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “ยูธ โคแล็บ ได้กระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมจากเยาวชนในภูมิภาค และสร้างระบบนิเวศอันแข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่ มูลนิธิซิตี้ภูมิใจในผลกระทบเชิงบวกของโครงการตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับการจ้างงานเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำหนดอนาคตโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว”

นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย และตัวแทนมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 10 ปี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการยูธ โคแล็บ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติและมูลนิธิซิตี้เชื่อมั่นว่า การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมและการสนับสนุนศักยภาพของเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ขับเคลื่อนอนาคตเท่านั้น แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันด้วย เราจึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ต่อยอดศักยภาพของตนเอง เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดี พร้อมส่งต่อผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่สังคมต่อไป”

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของโครงการยูธ โคแล็บ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันมีเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอยู่นอกระบบการศึกษา การจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม ในสัดส่วนถึง 1 ใน 5 สะท้อนถึงความท้าทายที่ยังคงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมในระยะยาว โดยต่อยอดจากรากฐานความสำเร็จตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เครือข่ายพันธมิตรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม และโครงการยูธ โคแล็บ ได้ที่ https://www.youthcolab.org/

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ สานความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 170 ปีระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ สานความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 170 ปีระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ สานความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 170 ปีระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาตามคำทูลเชิญของนายเอมานูว์แอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน -2 กรกฎาคม 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย–ฝรั่งเศส  

เมื่อวันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2569  เวลา  16.46 น.  (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนาชกัญญา จากโรงแรมเลอ เมอริช กรุงปารีส โรงแรมที่ประทับ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ไปในพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ณ อนุสรณ์สถาน โอแตล เด แซ็งวาลิด (Hôtel des Invalides)  กรุงปารีส 

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง นายเอมานูว์แอล มาครง  (Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส  และ นางบริจิต มาครง (Mrs. Brigitte Macron)  ภริยา รอเฝ้ารับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ไปยังลานพิธี  กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามลำดับแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ   ผู้บัญชาการกองทหารเกียรติยศกราบบังคมทูลรายงานและถวายความเคารพ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการรับเสด็จอย่างเป็นทางการแล้ว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังทำเนียบประธานาธิบดี  ((Palais de l’Élysée)

นายเอมานูว์แอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พร้อมด้วยภริยา ได้ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Élysée, Paris) Élysée – Présidence de la République française เพื่อร่วมพิธีรับเสด็จเนื่องในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ (Jean-Claude Poimboeuf) ร่วมในพิธี

ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur (เลฌียง ดอนเนอร์) ชั้น Grand-Croix (กรอง ครัวซ์) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ หรือ Ordre national du Mérite (ออร์เดรอะ นาซียงนาล ดู เมริท) ชั้น Grand-Croix (กรอง ครัวซ์) แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีต่อการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการกระชับความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนับเป็นการกระชับสายสัมพันธ์ที่มีมายาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องบอลรูม (Ballroom) ซึ่งเป็นห้องจัดงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ

โอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินี ทอดพระเนตรเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสนำมาจัดแสดง ได้แก่  พระราชสาส์นทองคำ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทูลสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียน ที่ 3 เมื่อ พ.ศ.  2404 (ค.ศ. 1861) สนธิสัญญาทางไมตรี การค้า  และการเดินเรือ ระหว่าง สยามและฝรั่งเศส  พ.ศ. 2399  และ สัตยาบันสารของสยามสำหรับสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า  และการเดินเรือ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ 2399  อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสและไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการสานต่อและยกระดับความเป็นหุ้นส่วน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ บนพื้นฐานแห่งมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน

วาโก้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน’

วาโก้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน’

วาโก้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน’

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ที่ได้ฉลากเขียวรายแรกและรายเดียวในธุรกิจสิ่งทอ วาโก้ ก้าวสู่ Lifestyle Brand ที่ดูแลทุกจังหวะชีวิต ภายใต้แนวคิด “แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน” ในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30

วาโก้ แบรนด์ชุดชั้นในที่มุ่งมั่นดูแลทั้งผู้สวมใส่และสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่การเป็น Lifestyle Brand ที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงจังหวะของชีวิต ร่วมตอกย้ำวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 25–28 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “แฟชั่นเปลี่ยนไปแต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน” สะท้อนความเชื่อว่าแฟชั่นที่ดีไม่ได้ตอบโจทย์เพียงความงามและความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังต้องเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นรักษ์โลก ด้วยการเป็นชุดชั้นในแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว (Green Label) จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เครื่องหมายแห่งความไว้วางใจ ที่รับรองว่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นอกจากวาโก้จะได้รับความไว้วางใจให้เป็นแบรนด์ชุดชั้นในยอดนิยมอันดับ 1 ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี จากรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2011–2026 แล้ว อีกหนึ่งความภาคภูมิใจสำคัญคือการเป็นแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับการรับรองฉลากเขียว ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน เพราะทุกการเลือกใช้วาโก้คือการดูแลตัวเอง คนรอบข้าง และโลกของเราไปพร้อมกัน

ภายในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30 วาโก้ได้จัดบูธภายใต้ 3 โซนพิเศษ ได้แก่ โซน LOVE EARTH ร่วมสัมผัส Wacoal Bra Wall ที่บอกเล่าเส้นทางแห่งความภาคภูมิใจของวาโก้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์แฟชั่นที่งดงามควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะ    แบรนด์ชุดชั้นในรายแรกและรายเดียวที่ได้รับ “ฉลากเขียว (Green Label)” การันตีว่า วาโก้ทุกชิ้นผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน โดยไม่พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารเคมีอันตราย

การจัดแสดงภาพบันทึกเรื่องราวแห่งการให้และการแบ่งปัน ผ่านหลากหลายโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่วาโก้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและโลกอย่างยั่งยืน และยังสามารถนำชุดชั้นในเก่าทุกแบรนด์มาบริจาคผ่านกล่องโครงการวาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ เพื่อนำไปกำจัดถูกวิธี  พร้อมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ อาทิ Rachel บอดีสูทพยุงกล้ามเนื้อ และ SMART X: Back Support เสื้อพยุงหลัง ที่ช่วยเพิ่มความสบายและคุณภาพชีวิตในทุกวัน

โซน ONLINE SHOPPING เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งยุคใหม่ผ่าน Live Studio ที่เชื่อมต่อการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไร้รอยต่อ และ โซน TRANSIT COLLECTION by Wacoal x Pony Stone คอลเลกชันที่ตีความความเซ็กซี่ในมิติใหม่ ผ่านการผสานเสน่ห์ของชุดชั้นใน เลานจ์แวร์ และแฟชั่น Outerwear เข้าด้วยกันอย่างไร้ขีดจำกัด สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าแตกต่าง มั่นใจ และพร้อมออกเดินทางสู่ทุกโมเมนต์ของชีวิต ด้วยสไตล์ที่โดดเด่น สวมใส่สบาย และเปิดกว้างต่อการแสดงออกอย่างเป็นตัวเอง

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “WACOAL FASHION SHOW 2026” นำเสนอคอลเลกชันล่าสุดของวาโก้ โดยมี TRANSIT COLLECTION by WACOAL x PONY STONE เป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ ถ่ายทอดแนวคิดการเดินทางที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ผ่านสไตล์ Street Luxury อันเป็นเอกลักษณ์ ที่หลอมรวมชุดชั้นใน เลานจ์แวร์ และ Outerwear ไว้อย่างลงตัว พร้อมดีไซน์ซิกเนเจอร์ของ Pony Stone ที่ผสานความเบาสบายในแบบฉบับวาโก้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตแบบ On-the-Go,WACOAL MOTION WEAR สปอร์ตแวร์ที่ตอบรับทุกการเคลื่อนไหว สวยทุก Motion มั่นทุก Move, WACOAL LOVE EARTH ชุดชั้นในรักษ์โลกที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว การันตีความปลอดภัย ปราศจากสารพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต “ยิ่งใกล้ใจ ยิ่งต้องไว้ใจ เพื่อคุณและโลก” พร้อมโชว์พิเศษจาก ชาร์เลท–วาศิตา แฮเมเนา ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของวาโก้

“วาโก้ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่ยังมุ่งสร้างคุณค่าที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกการสวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกอย่างยั่งยืน”    นายธรรมรัตน์  กล่าวทิ้งท้าย

ไทยเบฟ สนับสนุนการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน สืบสานให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย

ไทยเบฟ สนับสนุนการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน สืบสานให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย

ไทยเบฟ สนับสนุนการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน สืบสานให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร  สิริวิบูลยราชกุมาร ครั้งที่ 8  พุทธศักราช 2568  โดย มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ  บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 12

นายนิติกร กรัยวิเชียร กล่าวว่า “มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และไทยเบฟ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้สืบทอด สนับสนุนการจัดการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ พัฒนาทักษะ และสร้างแรงบันดาลใจในการสืบทอดดนตรีไทยให้คงอยู่กับสังคมไทยต่อไป ขอให้น้อง ๆ ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสาน รักษา และต่อยอดดนตรีไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ เพราะภารกิจสำคัญนี้จะดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และความรักในศิลปวัฒนธรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคน”

เด็กชายธนัยนันท์ กิจจานุกิจวัฒนา  รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทซอด้วง ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนพนัสพิทยาคาร จ.ชลบุรี

เด็กชายธนัยนันท์ กิจจานุกิจวัฒนา  รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทซอด้วง ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนพนัสพิทยาคาร จ.ชลบุรี “การเรียนดนตรีไทยทำให้ได้พัฒนาทักษะ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ตั้งใจร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และส่งต่อศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่ต่อไป”

เด็กชายกฤตเมธ อรัญมิตร รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ประเภทขิมสาย ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนอนุบาลระยอง จ.ระยอง

เด็กชายกฤตเมธ อรัญมิตร รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ประเภทขิมสาย ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนอนุบาลระยอง จ.ระยอง “สิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตคือการได้รับรางวัลหลังฝึกซ้อมมานาน 3 ปี โดยเฉพาะการได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดและความทรงจำอันล้ำค่า พร้อมทั้งขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”