เซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย พัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ต่อเนื่องปีที่ 6

เซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย  พัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ต่อเนื่องปีที่ 6

เซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย พัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ต่อเนื่องปีที่ 6

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก (APCD Foundation) จัดโครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทาราในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม พร้อมตอกย้ำบทบาทขององค์กรในการเป็นต้นแบบด้านการจ้างงานและการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทุกคน (Disability-Inclusive Employment and Business: DIEB) ในอุตสาหกรรมการบริการ

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ได้ร่วมมือกับศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD Foundation) และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินโครงการฝึกอบรมวิชาชีพและส่งเสริมโอกาสการจ้างงานสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2569 นี้ โครงการได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของการดำเนินงานอย่างประสบความสำเร็จ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้มอบประสบการณ์การฝึกปฏิบัติงานจริงในสายงานโรงแรมให้แก่ผู้พิการ อายุระหว่าง 18–59 ปี ไปเกือบ 100 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ ความมั่นใจ และความพร้อมในการเข้าสู่การทำงานจริง โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติงานในหลากหลายแผนก อาทิ แผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม แผนกต้อนรับส่วนหน้า แผนกแม่บ้าน และแผนกซักรีด

ผลลัพธ์ของโครงการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนาทักษะ แต่ยังนำไปสู่การสร้างโอกาสการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ได้บรรจุผู้ผ่านการฝึกอบรมเข้าทำงานจริงในบางตำแหน่งว่างของโรงแรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้พิการ และความสำคัญของการสร้างเส้นทางสู่การมีงานทำอย่างเท่าเทียม

เซ็นทารามุ่งส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมให้กับกลุ่มเปราะบาง ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ครอบคลุม และการเปิดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างมีคุณค่า เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการอบรมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ห้องฟินิกซ์ 1 – 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสยาม สิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย OTOP ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการ  รวมถึงผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะอาจารย์ แขกผู้มีเกียรติ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก จำนวน 209 กลุ่ม/ราย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้า Premium เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และยกระดับแบรนด์ OTOP สู่สากล โดยสอดรับกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลในการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กว่า 1,200 กลุ่ม/ราย ให้ได้รับการส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างจุดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคใหม่

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งน้อมนำแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขยายผลการดำเนินงานในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน และยกระดับฝีมือของผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

เบน กัลยาณี คุณแม่ลูกสี่ ต้นแบบหญิงแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ ปลุกพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่

เบน กัลยาณี คุณแม่ลูกสี่ ต้นแบบหญิงแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ ปลุกพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่

เบน กัลยาณี คุณแม่ลูกสี่ ต้นแบบหญิงแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ ปลุกพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

แม้จะมีบทบาทสำคัญในฐานะคุณแม่ลูก 4  แต่ คุณเบน-กัลยาณี กมลวิศิษฎ์ ยังคงอุทิศเวลา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้กับเยาวชน โดยได้รับเกียรติเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายพิเศษในรายวิชา ความรู้เบื้องต้นของการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว ให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1

ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Cultivating an Entrepreneurial Mindset” คุณกัลยาณีได้ถ่ายทอดทั้งแนวคิด ประสบการณ์การทำงาน และมุมมองในการสร้างแนวคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษา พร้อมปลูกฝังทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการก้าวสู่โลกธุรกิจในอนาคต

ตลอดการบรรยาย นักศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกับการมองเห็นโอกาสท่ามกลางความท้าทาย การคิดอย่างสร้างสรรค์ การกล้าตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติจริง และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการในโลกยุคปัจจุบัน

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนใจและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ นักศึกษาต่างได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และมุมมองใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนและการประกอบอาชีพในอนาคตโอกาสนี้ คณะผู้จัดการเรียนการสอนและนักศึกษาทุกคนโดยทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวขอบคุณ คุณเบน ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่า และร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกธุรกิจแห่งอนาคต

20 ปี แห่งพลังน้ำใจ โลหิต 646 ล้านซีซี ช่วย 4.8 ล้านชีวิต เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ สายโลหิต สายใจ

20 ปี แห่งพลังน้ำใจ โลหิต 646 ล้านซีซี ช่วย 4.8 ล้านชีวิต  เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ สายโลหิต สายใจ

20 ปี แห่งพลังน้ำใจ โลหิต 646 ล้านซีซี ช่วย 4.8 ล้านชีวิต เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ สายโลหิต สายใจ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

ฉลอง 20 ปี “เดอะมอลล์ กรุ๊ป สายโลหิต สายใจ”  องค์กรอันดับ 1 ที่ส่งมอบโลหิตสูงสุดของประเทศไทย แก่สภากาชาดไทย อย่างต่อเนื่อง20 ปี ผนึกกำลัง 47 องค์กรภาครัฐ-เอกชน รณรงค์รับบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี   สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายแพทย์ศักดา อัลภาชน์  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน ณ  MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ส่งมอบโลหิตจากโครงการ “สายโลหิต สายใจ” รวมกว่า 646,995,600 ซีซี หรือ 1,617,489 ยูนิต สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้กว่า 4,852,467 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงสถิติ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของพลังแห่งการแบ่งปันที่ร่วมส่งต่อโอกาสในการรักษา ความหวัง และการมีชีวิตให้แก่ผู้คนจำนวนมาก พร้อมทั้งร่วมสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการให้” ที่หยั่งรากและเติบโตอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย ผลจากความร่วมมืออันยาวนานดังกล่าว ทำให้เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้รับการรับรองจากสภากาชาดไทย ให้เป็นองค์กรที่ส่งมอบโลหิตให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มากที่สุดของประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างความพร้อมให้กับสังคมไทยก่อนเกิดวิกฤต ด้วยการริเริ่มจัดตั้ง “หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่” (Fixed Station) ภายในศูนย์การค้า เพื่อยกระดับการบริจาคโลหิตให้เป็นเรื่องที่สะดวก  และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนปัจจุบันเปิดให้บริการ จำนวนถึง 6 สาขา ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  ท่าพระ งามวงศ์วาน บางกะปิ บางแค ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และส่วนภูมิภาคที่ เดอะมอลล์ โคราช ตลอด 356 วัน ตั้งแต่เวลา 12.00–18.00 น. ตลอดจน การจัดกิจกรรมรณรงค์รับบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง

ในวาระฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชนรวมกว่า 47 องค์กร จึงจัดงาน 20 ปี เดอะมอลล์ กรุ๊ป สายโลหิต สายใจ” รณรงค์รับบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล   แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย สายสม วงศาสุลักษณ์ เศรณี ชาญวีรกูล,  ม.ล.รังษิธร ภาณุพันธุ์, นิปุณ แก้วเรือน และสันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นต้น พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เซเลบริตี้ นักแสดง ศิลปิน มาร่วมกันบริจาคโลหิต ในโอกาสสำคัญนี้

คุณกฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนที่สุดคือ ความดีที่ทำอย่างต่อเนื่องย่อมส่งมอบเป็นพลัง ตัวเลข 646 ล้านซีซี ที่เราส่งมอบมาด้วยกัน ไม่ใช่ผลงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือพลังของผู้มีจิตศรัทธา พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทุกท่านที่เชื่อว่าการบริจาคโลหิตครั้งหนึ่ง อาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้  และในโอกาส 20 ปี ของโครงการฯ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เรียนเชิญเซเลบริตี้ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ในการร่วมรณรงค์บริจาคโลหิตต่อเนื่องให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ชัยเวช นุชประยูร  ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงการบริจาคโลหิต แต่ยังเป็นพลังสำคัญของ ‘การสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้อย่างยั่งยืน’ ในสังคมไทย ปัจจุบันประเทศไทย ยังต้องการโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้ป่วยทั่วประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลก กำหนดให้แต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิต ร้อยละ 3 ของประชากร ในประเทศไทย จึงควรมีผู้บริจาคโลหิต 1.98 ล้านคน การที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยืนหยัดร่วมภารกิจนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนและวางรากฐานระบบสาธารณสุขของประเทศในด้านการบริการโลหิต ให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ทุก 3 เดือน ณ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา  ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และเดอะมอลล์ โคราช  โดยเปิดให้บริการตลอด 356 วัน ตั้งแต่เวลา 12.00–18.00 น.

นายอินทร์ ฉลอง 33 ปี เปิดตัว “33 ปางพระอินทร์” ผ่านการ์ดคอลเลกชันสุดพิเศษ ปลุกศิลปะไทยสู่โลก Pop Culture

นายอินทร์ ฉลอง 33 ปี เปิดตัว “33 ปางพระอินทร์” ผ่านการ์ดคอลเลกชันสุดพิเศษ ปลุกศิลปะไทยสู่โลก Pop Culture

นายอินทร์ ฉลอง 33 ปี เปิดตัว “33 ปางพระอินทร์” ผ่านการ์ดคอลเลกชันสุดพิเศษ ปลุกศิลปะไทยสู่โลก Pop Culture

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

ร้านนายอินทร์ ผู้จัดจำหน่ายหนังสือและการ์ดเกมชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ War of The Art One ผู้บุกเบิกการนำศิลปะไทยสู่โลกของการ์ดสะสมและ Pop Culture เปิดตัวการ์ดคอลเลกชันพิเศษ “นายอินทร์ 33 – 33 ปางพระอินทร์ : ตำนานคอมมิค” เนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปีของร้านนายอินทร์ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของวัฒนธรรมและศิลปะไทยสู่คนรุ่นใหม่ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่ร่วมสมัย สร้างสรรค์ และเข้าถึงได้ พร้อมร่วมสัมผัสนิทรรศการศิลปะ การแสดงพิเศษ และเวทีเสวนาจากบุคคลในแวดวงศิลปะและการ์ดสะสม ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานกิจกรรม ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์

การ์ดคอลเลกชันดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจาก 33 พระนามของพระอินทร์เทวราชผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และการส่งต่อองค์ความรู้ โดยถ่ายทอดผ่านลายเส้นและงานออกแบบร่วมสมัย สะท้อนเสน่ห์ของศิลปะไทยในมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการสะสมและ Pop Culture ในปัจจุบัน

ภายในงานเปิดตัว ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับการจัดแสดงการ์ดคอลเลกชันพิเศษ พร้อม ARTIST CARDPROJECT จาก Canvas สู่ Card นิทรรศการผลงานการ์ดสะสมและการ์ดเกมภาพวาดสดแบบ ONE OF ONE        โดยศิลปินไทยกว่า 100 ผลงาน รวมถึงการแสดงโขนชั้นใน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “ขบวนทัพพระอินทร์”และการสร้างสรรค์ผลงาน Art Painting สุดพิเศษโดย อาจารย์เขียว วัฒนา พูลเจริญศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะไทยร่วมสมัย

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “T-ART ศิลปะไทยในวันที่โลกเปลี่ยน” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ทั้งด้านศิลปะและการ์ดเกม อาทิ คุณสุริยา จาก MOCA BANGKOK , ครูเพียง ณัฐฐานิตา,คุณวีระชัย ดวงพลา จาก THE DUANG, อาจารย์เขียว วัฒนา พูลเจริญ, คุณโต้ง ชัชวาล, อาจารย์ทองหยอด ยุทธนา,คุณเอ็กซ์ SQC, ขขคุณแอ๊ม NX Gallery และอาจารย์กามล แสงวงศ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการต่อยอดศิลปะไทยในบริบทของโลกยุคใหม่

ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นจากการผสานพลังของร้านนายอินทร์, War of The Art One และศิลปินไทยรุ่นใหม่ โดยมี คุณจักรวุธ ใจดี ผู้อำนวยการฝ่ายค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด, คุณชัยวัฒน์ คฤหาสน์สุวรรณ ผู้บริหาร นักสะสม และนักพัฒนาศิลปะไทยร่วมสมัย จาก War of The Art One และ คุณธนวัฒน์ จันทร์พิมาย ศิลปินทัศนศิลป์รุ่นใหม่ชาวไทย ผู้ออกแบบการ์ดคอลเลกชันพิเศษ “พระอินทร์ 33 เทวราช นำพาความสำเร็จ” ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดขึ้น

การเปิดตัวการ์ดคอลเลกชัน “นายอินทร์ 33 – 33 ปางพระอินทร์ : ตำนานคอมมิค” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของร้านนายอินทร์ในการต่อยอดศิลปะและวัฒนธรรมไทยสู่รูปแบบการนำเสนอที่ร่วมสมัย เชื่อมโยงเรื่องราวอันทรงคุณค่าของไทยเข้ากับโลกของการ์ดสะสมและ Pop Culture เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์

ติดตามรายละเอียดและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/naiinfanclub

ศิลปากรจัด Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่ผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศิลปากรจัด Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่ผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศิลปากรจัด Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่ผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดโครงการ Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่การเป็นผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยได้รับการอุดหนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และได้รับการสนับสนุนเครื่องดื่มจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 22–25 มิถุนายน 2569 ณ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองธานี

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ เล่าเรื่องไทยในแบบของเรา” เพื่อพัฒนาเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้มีทักษะด้านการถ่ายภาพศิลปะ การเล่าเรื่องด้วยภาพ และการตีความทุนทางวัฒนธรรมไทยภายใต้กรอบแนวคิด 5F โดยเน้นทั้งมิติทางเทคนิค สุนทรียศาสตร์ การพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการวิจารณ์ผลงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านภาพถ่าย ศิลปะ สื่อดิจิทัล และการสื่อสาร Soft Power ของประเทศ

ภายในโครงการมี ผศ.ดร.ทัพพ์เทพ ภาปราชญ์ หัวหน้าโครงการ เป็นผู้วางแนวคิดและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกับวิทยากรหลัก ได้แก่ อ.นวจุล บุญพรรคนาวิก ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของเพจ Photo Storytelling ซึ่งถ่ายทอดกระบวนการเล่าเรื่องด้วยภาพ และ อ.สุเมธ วิวัฒน์วิชา ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำของประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์สูงในอุตสาหกรรมแฟชั่นและภาพถ่ายเชิงสร้างสรรค์ ถ่ายทอดแนวคิดด้านการถ่ายภาพแฟชั่น การกำกับภาพ และการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่มีรสนิยม พร้อมด้วย คุณชุติมา มลิชัยศรี วิทยากรผู้ช่วยด้านการถ่ายภาพแฟชั่นและการผลิตภาพ ซึ่งร่วมให้คำแนะนำระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน และร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานในช่วงนำเสนอผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการ

ผศ.ดร.ทัพพ์เทพ ภาปราชญ์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นต้นแบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่หลักสูตรนิเทศศาสตร์นำองค์ความรู้จากรายวิชาด้าน Visual Media ได้แก่ สุนทรียศาสตร์ในสื่อ การเล่าเรื่องด้วยภาพ และการถ่ายภาพแฟชัน มาประยุกต์ร่วมกับโจทย์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อออกแบบเป็นเวิร์กช็อปแบบเข้มข้นภายใน 4 วัน ให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งแนวคิด การตีความทุนทางวัฒนธรรม การผลิตภาพถ่าย และการนำเสนอผลงานอย่างเป็นระบบ”

ตลอดระยะเวลา 4 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานด้านศิลปะ สุนทรียศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง Soft Power, Thainess และ 5F เข้ากับการสร้างสรรค์ภาพถ่าย การเรียนรู้ด้าน Photo Storytelling และ Basic Studio Photography ไปจนถึงการพัฒนาแนวคิด การทำ Moodboard การวาง Storyline และ Shot Plan รวมถึงการวางแผนด้านเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบฉาก สถานที่ และการกำกับภาพ เพื่อผลิตผลงานจริงในรูปแบบกลุ่ม

หนึ่งในช่วงสำคัญของโครงการคือ Production Workshop ซึ่งเยาวชนแต่ละทีมได้ลงพื้นที่จริงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ เยาวราช ทรงวาด เสาชิงช้า เกาะเกร็ด และสะพานพุทธ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายที่สะท้อนทุนทางวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ก่อนนำผลงานกลับมาคัดเลือก นำเสนอ และรับฟังข้อเสนอแนะจากวิทยากรและคณะกรรมการ

ในวันสุดท้ายของโครงการ ผู้เข้าร่วมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ พร้อมรับฟังการวิพากษ์ผลงานเพื่อพัฒนาทักษะการคิด การเล่าเรื่อง และการสื่อสารด้วยภาพ โดยผลงานของเยาวชนสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการตีความวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งศิลปะ วิถีชีวิต แฟชั่น พื้นที่เมือง อาหาร ความเชื่อ และอัตลักษณ์ร่วมสมัย ผ่านภาษาภาพในแบบของตนเอง

ผลการนำเสนอผลงานและการประเมินโดยคณะกรรมการ ทีม TPM จากวชิราวุธวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Wad2mongkon (วัตถุมงคล) จากโรงเรียนตราษตระการคุณ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมตัวร้ายโปรดักชั่น จากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ ได้แก่ รางวัลเทคนิคเริ่ด มอบให้ทีมเจ็ดหมัดตะวันแดง จากโรงเรียนวินิตศึกษาในพระราชูปถัมภ์ฯ และรางวัลวัยรุ่นเทสดี มอบให้ทีม NNMBS จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย

โครงการ Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมอบรมถ่ายภาพระยะสั้น แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจ ทดลอง และถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของตนเอง ภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่ผสานศิลปะ นิเทศศาสตร์ ภาพถ่าย แฟชั่น และการเล่าเรื่องด้วยภาพเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่การเป็นผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถชมผลงานจากโครงการ 50 ภาพได้ที่ : https://vt.tiktok.com/ZSCDCqWex/ และ https://vt.tiktok.com/ZSCDCG5rk/ 

สามารถชมวิดีโอประมวลบรรยากาศโครงการได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1D8BK4QmHU/?mibextid=wwXIfr

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ตู้ลายทองนับเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะส่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนและอ่านของไทยมายาวนาน เป็นการบ่งบอกถึงอารยธรรมด้านอักษรศาสตร์ของชาติ แล้วยังแสดงถึงศิลปะ วัฒนธรรมของชนชาติไทยอย่างดี

เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศจัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มีกระแสพระราชดำริว่าควรใช้ตู้รดน้ำลายทองเพื่อใส่หนังสือในหอพระสมุด กรรมการหอพระสมุดในยุคนั้นทราบว่าตามวัดต่าง ๆ มีตู้รดน้ำลายทองอยู่ตามวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จึงให้ราชบัญฑิตขอจากพระสงฆ์ผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งพระสงฆ์ต่างก็ยินดีถวายให้เพื่อสนองพระราชประสงค์ ดังนั้น จึงได้ตู้รดน้ำลายทองชนิดต่าง ๆ รวมถึงตู้แบบจีน ตู้ประดับกระจก จำนวนมากไปไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร และนั่นก็หมายถึงการเริ่มต้นประวัติการเก็บสะสมและรักษาหนังสือในราชอาณาจักร

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสวงหาตู่รดน้ำลายทองมาเพิ่มเติม กับรวบรวมศิลาจารึกต่าง ๆ ไปไว้ในหอพระสมุดด้วย ซึ่งถือเป็นการรวบรวมกิจการด้านหนังสือและจารึกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมโดยสมบูรณ์อีกครั้ง ดังนั้น ตู้รดน้ำลายทองจึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงวิวัฒนาการของกิจการหนังสือและอักษรศาสตร์ของชาติไทยอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ที่สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถไปชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โดยมีตู้รดน้ำลายทอง และตู้เก็บหนังสือเก่าแก่ จัดแสดงไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 406 หลัง โดยเป็นศิลปะตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แต่สำหรับภาพที่นำมาประกอบบทความในสัปดาห์นี้ เป็นตู้รดน้ำลายทองในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น 

ตู้รดน้ำลายทองจะแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ แบบเท้าสิงห์กับตู้ขาหมู โดยแบบเท้าสิงห์จะสังเกตได้จากปลายเสาที่ติดกับพื้นจะทำเป็นรูปเท้าสิงห์ แต่ตู้ขาหมูจะเป็นเพียงขาไม้ธรรมดาไม่มีการแกะสลักเป็นเท้าสิงห์ และบางตู้อาจจะมีลิ้นชักอยู่ด้านล้าง ส่วนลวดลายก็จะมักจะทำเป็นลายกนกเปลวชนิดต่าง ๆ เช่น กนกเปลวเครือเถาไขว้ ครุฑคาบ นาคคาบ เถาหัวนาค หัวครุฑ หรือภาพสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ลิง กระรอก กวาง กระต่าง หมูป่า และจะมีลวดลายอีกชนิดคือเขียนเป็นเรื่องชาดก หรือภาพยักษ์ เทวดา เช่น รามสูรขว้างขวาน นางเมขลาล่อแก้ว หรือไม่ก็ภาพเทพนม เทวดา วิทยาธร สัตว์หิมพานต์ อมนุษย์ โดยมีทิวทัศน์เป็นภาพป่า มีโขดหินและศาลาประกอบภาพ หรืออาจทำเป็นภาพพระเวสสันดรในพระอริยาบถต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง เดิน บางครั้งทำเป็นรูปพระเวสสันดรอยู่ที่สระน้ำ แล้วกำลังเรียกพระกัณหา พระชาลี หรือภาพชูชกทูลขอพระกุมารทั้งสองจากพระเวสสันดร หรือภาพพุทธประวัติ เป็นต้น แล้วประดับตกแต่งภาพด้วยลายก้านแย่งใบเทศ และลายกรวยเชิงที่ตอนบนหรือล่างของตู้ แต่หากมีลิ้นชัก ก็มักจะสลักลวดลายแบบนูนต่ำ แล้วประดับกระจกสีเขียวที่พื้นหลัง และอาจมีลายดอกพุดตานเครือเถาเคล้าด้วยภาพกระรอก ใต้กรอบลิ้นชักทำเป็นฐานปัทม์

ปกติตู้รดน้ำลายทองที่เป็นแบบเท้าสิงห์ มักทำเป็นรูปปากสิงห์ที่เชิงตู้ ส่วนขาตู้ทำเป็นรูปเท้าสิงห์ เชิงตู้ทำเป็นลายสิงห์จำหลักแบบนูนต่ำลายดอกพุดตานเครือเถา ประดับกระจกสีแดงที่พื้นหลัง ส่วนตัวลายจะลงทองทึบ มุมขาตู้ตอนบนจำหลักเป็นลายนูนต่ำรูปหน้าสิงห์ลงทองทึบ ขาตู้ทำเป็นร่องริ้วรูปเล็บสิงห์ ประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินที่ร่องริ้วเล็บสิงห์ บางครั้งจะทำเป็นเท้าสิงห์เหยียบบนลูกแก้ว โดยลูกแก้วทำเป็นริ้วคล้ายเม็ดมะยม ตัวลูกแก้วลงรักแดงทึบ

ตามปกติขนาดของตู้รดน้ำลายทองจะอยู่ที่ ด้านหน้าช่วงบนกว้าง 90 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 100.5 เซนติเมตร ด้านข้างช่วงบน 77 เซนติเมตร ด้านล่าง 87.5 เซนติเมตร สูง 195-200 เซนติเมตร บางตู้ทำเสาเม็ดบัว สูงประมาณ 25 เซนติเมตร ประดับไว้

นอกจากนั้นยังมีตู้ขาหมูจำหลักลายแบบจีน โดยทำลวดลายเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น ตอนบนของบานประตูมีลูกฟักจำหลักแบบนูนต่ำ ทำเป็นลวดลายผีเสื้อเคล้าดอกไม้ และใบไม้ร่วง ตัวลายตกแต่งด้วยสีทอง พื้นหลังเป็นสีเขียว ลดหลั่นลงมาเป็นภาพฉลุจำหลักนูนสูงรูปดอกไม้ และมีนกเกาะอยู่ ส่วนขอบทำเป็นลายเมฆ ปิดทองลงรักแดงโดยจำหลักเป็นแบบโปร่ง แล้วมีกระจกเป็นพื้นหลัง ส่วนตอนล่างของบานประตูเป็นภาพลายฮ่อ ลงรักแดง ปิดทอง ทำเป็นรูปฮก ลก ซิ่ว ส่วนที่ลูกฟักจำหลักลายนูนต่ำทำเป็นลวดลายสัตว์ลำตัวยาว มีลายเมฆหรือลายเลเวนอยู่ด้านข้างของลูกฟัก พื้นหลักลูกฟักเป็นสีเขียว มีลวดลายสีทองขับให้เด่นขึ้น

ตู้รดน้ำลายทอง และตู้หนังสือแบบจีนที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็นเครื่องบ่งบอกถึงศิลปะของการทำตู้หนังสือตามแบบฉบับของบรรพบุรุษของเราทุกคนที่ฝากไว้บนแผ่นดินผืนนี้ เป็นการรังสรรค์งานศิลป์ชิ้นเอกโดยช่างไทยแต่โบราณกาล เพื่อให้ศิลปะไทยดำรงคงอยู่คู่กับคนไทยและแผ่นดินไทยนานตราบนาน หวังว่าคนรุ่นหลัง และอนุชนจะประจักษ์ในคุณค่าของงานศิลป์ และเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติไทยประเภทนี้ และน่าจะซาบซึ้งในอัจฉริยภาพของบรรพไทยของเรา

สำหรับผู้สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถเข้าชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ และสามารถอ่านเนื้อหาก่อนเข้าชมของจริงได้จากหนังสือตู้ลายทอง ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร 

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล...อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.45 น.

ในบรรดาพืชตระกูลถั่วที่เรารู้จัก ถั่วเลนทิล (lentils) อาจดูเป็นเพียงเมล็ดเล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับถั่วเหลือง ถั่วดำ หรือถั่วเขียว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการและผลลัพธ์ต่อสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ถั่วเลนทิลอาจจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ถั่วเลนทิล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lens culinaris) เป็นพืชตระกูลถั่ว (legume) ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและเอเชียตะวันตก โดยมีการเพาะปลูกมาแล้วมากกว่า 9,000 ปี ปัจจุบันถั่วเลนทิลยังคงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในหลายวัฒนธรรมอาหาร โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลาง

ถั่วเลนทิลมีลักษณะเด่นคือเมล็ดกลมแบนขนาดเล็ก และมีหลายสี ได้แก่ สีเขียว สีแดง/ส้ม สีดำ และสีน้ำตาล ซึ่งแต่ละชนิดมีเนื้อสัมผัสและเหมาะกับการประกอบอาหารแตกต่างกัน เลนทิลสีเขียว (Puy หรือ French lentils) มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นเฉพาะตัว เมื่อปรุงสุกยังคงรูปและมีเนื้อสัมผัสหนึบ จึงเหมาะสำหรับเมนูสลัดหรืออาหารที่ต้องเคี่ยวนาน ส่วนเลนทิลสีแดงหรือสีส้ม (Red/Orange lentils) มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เปื่อยง่าย และมีรสหวานเล็กน้อย จึงนิยมนำมาทำซุป แกง หรือดาล (Dal) แบบอินเดีย รวมทั้งอาหารสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนและโฟเลตที่ดี เลนทิลสีดำ (Beluga lentils) มีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำเงาคล้ายคาเวียร์ เนื้อแน่นและคงรูปหลังปรุงสุก จึงนิยมใช้ในอาหารจานหลักหรือเป็นเครื่องเคียง ขณะที่เลนทิลสีน้ำตาล (Brown lentils) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยและมีราคาย่อมเยาที่สุด เมล็ดค่อนข้างแข็ง คงรูปได้ดีหลังต้ม มีรสชาติอ่อนคล้ายถั่วทั่วไป เหมาะสำหรับซุป สตูว์ และเมนูอาหารประจำวัน

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วเลนทิลมีความโดดเด่นทั้งในรูปแบบดิบและหลังปรุงสุก โดยเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะโฟเลต (วิตามินบี9) รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญ เช่น เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และแคลเซียม ขณะเดียวกันมีไขมันต่ำและไม่พบคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชในอาหาร

เมื่อถั่วเลนทิลผ่านการปรุงสุก เมล็ดจะดูดซับน้ำทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารอาหารต่อ 100 กรัมลดลงเมื่อเทียบกับเมล็ดดิบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารอาหารที่ได้รับจากการบริโภคจริงยังคงอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากโดยทั่วไปสามารถรับประทานถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกได้ในปริมาณมากกว่าเมล็ดดิบ นอกจากนี้ การปรุงสุกยังช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร พร้อมทั้งลดสารต้านโภชนาการบางชนิด เช่น ไฟเตต (phytate) และเลคติน (lectin) ได้บางส่วน

จากข้อมูลของ USDA FoodData Central ถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกยังคงเป็นแหล่งโปรตีน ใยอาหาร และโฟเลตที่ดีเยี่ยม ให้พลังงานไม่สูง ไขมันต่ำ และมีแร่ธาตุหลายชนิด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพหัวใจ หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ประโยชน์ต่อสุขภาพของการบริโภคถั่วเลนทิล

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การบริโภคถั่วเลนทิลเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมสุขภาพหลายด้าน เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ

  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด: ถั่วเลนทิลอุดมด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำ ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (low-density lipoprotein; LDL) ในเลือด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียม โฟเลต และสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบและส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ถั่วเลนทิลมีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) ต่ำ (ประมาณ 21–30) และมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมกับใยอาหาร จึงช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ส่งเสริมสุขภาพลำไส้และช่วยควบคุมน้ำหนัก: ใยอาหารในถั่วเลนทิลทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งมีบทบาทต่อการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ โปรตีนและใยอาหารยังช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน

เป็นแหล่งโฟเลตที่สำคัญ: ถั่วเลนทิลเป็นแหล่งโฟเลต (วิตามินบี9) ที่ดี ซึ่งมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตมีบทบาทในการพัฒนาระบบประสาทของทารก และช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของหลอดประสาท (neural tube defects) เช่น ภาวะไขสันหลังไม่ปิด (spina bifida)

วิธีการประกอบอาหารและการเก็บรักษา

ถั่วเลนทิลไม่จำเป็นต้องแช่น้ำก่อนปรุงเหมือนถั่วเมล็ดใหญ่ แต่การแช่น้ำประมาณ 2–4 ชั่วโมงจะช่วยให้เมล็ดสุกเร็วขึ้นและลดปริมาณไฟเตต (phytate) ซึ่งอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด ระยะเวลาในการต้มขึ้นอยู่กับชนิดของถั่ว โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10–35 นาที และควรหลีกเลี่ยงการเติมเกลือหรือวัตถุดิบที่มีความเป็นกรดระหว่างต้ม เพราะอาจทำให้เมล็ดสุกช้าลง

ถั่วเลนทิลดิบควรเก็บในภาชนะปิดสนิทในที่แห้งและเย็น สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี ส่วนถั่วที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บในตู้เย็นและบริโภคภายใน 3–5 วัน หรือแช่แข็งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ทั้งนี้ ถั่วเลนทิลสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ซุป สตูว์ แกง สลัด หรือใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารมังสวิรัติ

ข้อควรระวังในการบริโภค

แม้ว่าถั่วเลนทิลจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ในบางคนอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือมีแก๊สในทางเดินอาหาร เนื่องจากมีโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharides) นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตที่จำเป็นต้องจำกัดการได้รับโพแทสเซียมควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานเป็นประจำ

ถั่วเลนทิลยังมีสารต้านสารอาหาร (anti-nutrients) เช่น ไฟเตตและเลคติน (lectin) ซึ่งอาจลดการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารดังกล่าวสามารถลดลงได้ด้วยการแช่น้ำ การล้างเมล็ดก่อนปรุง หรือการทำให้งอก

โดยสรุป ถั่วเลนทิลเป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชในชีวิตประจำวัน

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 1 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 1 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 1 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ วันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2569 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายเอมมานูเอล มาครง โดยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เสด็จฯ ร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส และภริยา ณ พระราชวังเอลีเซ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จด้วย ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ทำด้วยผ้ายกไหมลายแก้วชิงดวงเล็ก ย้อมครามธรรมชาติ ผ้ายกไหมย้อมครามธรรมชาติที่ใช้ทำฉลองพระองค์ทอโดย กลุ่มจันทร์โสมา จังหวัดสุรินทร์ ก่อตั้งโดย วีรธรรม ตระกูลเงินไทย แล้วตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์โดยธีรพันธ์ วรรณรัตน์ แห่งหอเสื้อธีรพันธ์
  • คุณแซม-พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา ผู้ดูแลพระตำหนักใหญ่ วังเทเวศร์ ในนามทายาทคนหนึ่งของ พระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวง ฟื้น พึ่งบุญ) ฝากบอกว่าร้านเทวา มานัวร์ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติทุกวัน แต่หากจะให้สะดวกขอให้โทรไปสำรองที่นั่งก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องรอนาน โดยติดต่อจองได้ที่ 081 9549393
  • ครูจุ๊-จุฬาลักษณ์ คุปตรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ฝากข่าวว่า แผนกอุตสาหกรรมอาหารของโรงเรียนพยายามส่งเสริมให้นักเรียนของโรงเรียนเป็นผู้นำเทรนอาหารสุขภาพเพื่อสังคมโลก โดยเน้น well being สุขภาวะแบบองค์รวม ดังนั้น หากคุณ ๆ มีลูกหลานที่สนใจด้านนี้ โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดของสาขาวิชานี้ได้ ตามวันเวลาราชการ โดยเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ
  • ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน Threads of Amazing Thailand 1 กรกฎาคม 2569 ที่ห้างพารากอน ชั้น 5 งานนี้เป็นการผสมผสานความงามของผ้าไทยในชุดที่สุดหรูเริดอลังการเข้ากับเพชรและอัญมณีเลอค่า
  • ยินดีกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้กลับมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เป็นสมัยที่สอง โดยการกลับมาครั้งนี้ชัชชาติบอกว่าจะเน้นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป ก็ขอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติทำการใหญ่ให้สำเร็จ เพราะหากทำได้จริงรับรองว่าคนไทยจะจารึกชื่อนี้ไว้ในแผ่นทองคำและในหัวใจตลอดไป

Victor Lee

งานวิจัยกรมการแพทย์แผนไทยฯ–ม.ศิลปากร คว้าถ้วยพระราชทานในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

งานวิจัยกรมการแพทย์แผนไทยฯ–ม.ศิลปากร คว้าถ้วยพระราชทานในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

งานวิจัยกรมการแพทย์แผนไทยฯ–ม.ศิลปากร คว้าถ้วยพระราชทานในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.28 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award จะได้รับ ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ เวที Highlight Stage ห้อง บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งนี้สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมีการมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความโดดเด่นด้านการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการสื่อสารผลงานวิจัยสู่สาธารณชนและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศร่วมจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผลและมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น โดยสถาบันที่พิชิตรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ากระท่อมไทยตามมาตรฐาน Thailand Kratom GACP เพื่อรองรับระบบบริการบำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร” และ “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทย เพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในระบบบริการสาธารณสุข” และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา

รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยด้วยโมเดล BCG: นวัตกรรมสารจุ่มเต้านมโคฐานชีวภาพและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผลงาน “การจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมชุมชน บ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลงาน “การยกระดับและขยายผลเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในพื้นพื้นที่ภาคใต้” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลงาน “ดาวเทียมคิวบ์แซท (KNACKSAT)” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ผลงาน “ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG”  จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพอิฐมอญด้วยสารเติมแต่งแบเรียมซัลเฟตและไทเทเนียมไดออกไซต์สำหรับกำแพงป้องกันรังสีงสีเอกซ์” จาก สถาบันพระบรมราชชนก ผลงาน “วังส้มซ่าโมเดล: การเปลี่ยนผ่านวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมฐานชีวภาพระดับสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลงาน “ลูมอส: ชุดตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนแบบพกพาเพื่ออาหารปลอดภัย” จาก สถาบันวิทยสิริเมธี  ผลงาน “ระบบความเค็มอัจฉริยะทะเลสาบสงขลา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

นอกจากนี้ยังมีรางวัลประเภท Bronze Award จำนวน 8 รางวัล มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมการข้าว กรมอนามัย  สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา และสภากาชาดไทย รางวัลประเภทถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  สถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน) 

รางวัลชมเชย มีสถาบันได้รับใบรางวัลและเกียรติบัตรจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ราชภัฏสุราษฎร์ธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกิจการยุติธรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรมปศุสัตว์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากอัตลักษณ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล อันสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลการตัดสินรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ในฐานะเวทีสำคัญของประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานและนักวิจัยที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award โดยเชื่อมั่นว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์องค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน