โรคสมองขาดเลือด ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

โรคสมองขาดเลือด ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

โรคสมองขาดเลือด ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.59 น.

โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดหรือภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) คือ ภาวะที่การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรืออุดตัน ทำให้เนื้อสมองไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ ส่งผลให้เซลล์สมองเริ่มตายภายในไม่กี่นาที เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการถาวรที่พบบ่อย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือด

นายแพทย์วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ข้อมูลว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นจากการอุดตันของหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ลิ่มเลือด (Blood Clot) เกิดขึ้นในหลอดเลือดสมองโดยตรง หรือหลุดมาจากหัวใจและไปอุดตันหลอดเลือดสมอง, ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ, โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือขาดการออกกำลังกาย

อาการของภาวะสมองขาดเลือด

อาการมักเกิดขึ้นทันทีและต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน โดยสามารถจดจำได้ง่ายด้วยหลัก BEFAST คือ B (Balance)  :: สูญเสียการทรงตัว รู้สึกเวียนศีรษะหรือเดินเซอย่างกะทันหัน E  (Eyes)  :: ปัญหาในการมองเห็น เช่น ภาพซ้อน มองไม่ชัด หรือตามัว ในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง F (Face drooping) : หน้าบิดเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arm weakness) : แขนหรือขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง S (Speech difficulty) : พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำพูด

T (Time to call) : หากพบอาการเหล่านี้ ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที อาการอื่นที่อาจพบได้ เช่น เวียนศีรษะอย่างรุนแรง มองเห็นภาพซ้อน เดินเซ หรือหมดสติ

 การวินิจฉัยภาวะสมองขาดเลือด

แพทย์จะใช้การตรวจหลายวิธีเพื่อหาสาเหตุและตำแหน่งการอุดตัน เช่น ตรวจร่างกายและระบบประสาท เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตรวจหลอดเลือดสมอง (MRA, CTA) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ตรวจเลือดเพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยง

การรักษาภาวะสมองขาดเลือด

การรักษาต้องทำอย่างเร่งด่วนภายในเวลาที่กำหนดเพื่อช่วยลดความเสียหายของสมอง คือ ให้ยาละลายลิ่มเลือด (rt-PA) ภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ ให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดซ้ำ เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด

การรักษาประคับประคอง เช่น ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และการทำกายภาพฟื้นฟู และเทคโนโลยีการลากลิ่มเลือด (Thrombectomy) ด้วย Biplane DSA

การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยการ ลากลิ่มเลือด (Thrombectomy) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดลิ่มเลือดที่อุดตันในเส้นเลือดสมอง กระบวนการนี้จะดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง ซึ่งแพทย์จะสอดสายสวน (Catheter) ขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดที่ขาหนีบ เพื่อนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดที่อุดตันในสมอง ซึ่งการใช้ Biplane Digital Subtraction Angiography (Biplane DSA) ทำให้แพทย์เห็นภาพหลอดเลือดสมองและลิ่มเลือดได้อย่างชัดเจนจากหลายมุมมองพร้อมกัน ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงของหัตถการ     ทั้งนี้ โรงพยาบาลเวชธานี มีทีมแพทย์ชำนาญการด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมองที่พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคการลากลิ่มเลือดผ่าน Biplane DSA โดยเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและลดความเสี่ยงจากการทำหัตถการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบวงจร

ข้อดีของการรักษาด้วยเทคนิคการลากลิ่มเลือดผ่าน Biplane DSA

ลดความเสียหายต่อสมองและเพิ่มโอกาสฟื้นตัว ลดความเสี่ยงการทำลายเนื้อเยื่อสมองเพิ่มเติม ลดเวลาในการรักษา เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เหมาะกับผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลภายใน24ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ

การป้องกันภาวะสมองขาดเลือด

ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดเค็ม ลดไขมันอิ่มตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงแต่เนิ่น ๆ

ภาวะสมองขาดเลือด เป็นโรคที่ต้องแข่งกับเวลา การรู้เท่าทันอาการและรีบเข้ารับการรักษา จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความพิการในระยะยาว โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยี Biplane DSA ที่ช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในช่วงปี พ.ศ. 2143 (ค.ศ. 1600) ประเทศอังกฤษขยายอำนาจเข้ามาในอินเดียผ่านบริษัทอินเดียตะวันออก โดยเริ่มจากการเข้ามาค้าขายเครื่องเทศและผ้าทอ แต่เมื่อเห็นว่าอินเดียมีความมั่งคั่งมหาศาล อังกฤษจึงใช้กลอุบายทางการเมืองและกำลังทหารเข้ายึดครองดินแดนทีละส่วน จนกระทั่งอินเดียตกเป็นอาณานิคมอย่างสมบูรณ์ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อังกฤษในปี พ.ศ. 2401 (ค.ศ. 1858)

                  ท่ามกลางความขัดแย้ง ชายอินเดียผู้หนึ่งนามว่า “คานธี” ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในการกอบกู้เอกราชของประเทศ โดยไม่ได้ใช้กำลังอาวุธเหมือนการเรียกร้องเอกราชในประเทศอื่น แต่ใช้หลักการ “อหิงสา” (ไม่ใช้ความรุนแรง) และ”สัตยาเคราะห์” (การยึดมั่นในความจริง) ท่านสอนให้ชาวอินเดียเอาชนะความเกลียดชังด้วยความเมตตา และพิสูจน์ว่าพลังใจนั้นเข้มแข็งกว่ากระสุนปืน คานธีอธิบายว่าการใช้กำลังจะนำไปสู่ความเกลียดชังและการสูญเสีย แต่การใช้ความจริงและความเมตตาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

                   ในช่วงปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) คานธีได้รณรงค์ให้ชาวอินเดียเลิกซื้อผ้าทอจากโรงงานทอผ้าของอังกฤษ แล้วหันมา “ปั่นด้าย” จากปุยฝ้าย ด้วยเครื่องปั่นด้ายมือหมุนแบบโบราณเพื่อทอผ้าฝ้ายแบบพื้นเมืองใช้เอง ท่านชักชวนคนอินเดียให้เห็นว่า การพึ่งพาตนเอง คือรากฐานของเสรีภาพที่แท้จริง

                     มีเรื่องเล่าสะท้อนหัวใจอันเปี่ยมเมตตาของท่านว่า ครั้งหนึ่งขณะคานธีกำลังยืนอยู่บนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ รองเท้าข้างหนึ่งของท่านบังเอิญหลุดตกไปบนรางรถไฟ แต่แทนที่คานธีจะเสียใจ ท่านกลับถอดรองเท้าข้างที่เหลืออยู่แล้วโยนตามไปทันที โดยอธิบายแก่ผู้สงสัยภายหลังว่า “ เพื่อให้คนยากจนที่มาเก็บได้ ได้รับรองเท้าไปครบคู่ จะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้”

                  เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เมื่ออังกฤษออกกฎหมายผูกขาดเกลือและเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม คานธีจึงเริ่มนำการเดินทางของมวลชนกว่าพันคน ด้วยการเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 380 กิโลเมตรเป็นเวลา 24 วัน ไปยังชายทะเลนาเกลือเมืองดันดี เมื่อถึงที่นั่น ท่านหยิบเม็ดเกลือขึ้นมาแล้วประกาศว่า “ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใคร หรือประเทศใด”

                  ความพยายามอย่างยาวนานประสบผลสำเร็จ ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เมื่ออินเดียได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ ชัยชนะครั้งนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ความเมตตาสามารถสั่นสะเทือนโลกได้” และเสรีภาพที่ยั่งยืนนั้นสร้างได้ด้วยความสงบและความเมตตาต่อกัน

                คานธีเรียกร้องเอกราชให้อินเดีย ด้วยการประท้วง เดินขบวน อดอาหาร และไม่ร่วมมือกับอังกฤษ โดยไม่ทำร้ายใคร หลักการนี้ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำทั่วโลก เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเนลสัน แมนเดลา

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำความดีนั้นไม่จำเป็นต้องมากมายใหญ่โตอะไรนัก เพียงการบริจาครองเท้าเก่าๆ ข้างเดียวก็สามารถทำความดีได้

อาทร จันทวิมล

LIFE & HEALTH : เรียนรู้…วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้…วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้…วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยอายุขัยของประชากรทั่วโลกที่ยาวขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีภายในปี 2050 การทำความเข้าใจถึงการเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันตามอายุจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ความท้าทายจากการเสื่อมของภูมิคุ้มกันตามอายุ และบทบาทของวัคซีนในการรักษาสุขภาพให้ดีตลอดชีวิตจึงจำเป็น

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร. ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนของอวัยวะ เซลล์ และกระบวนการต่างๆ ที่ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและสารแปลกปลอม แต่จะมีการเสื่อมของภูมิคุ้มกันตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มเสื่อมลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อการติดเชื้อและการพัฒนาภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลง การเสื่อมนี้เกิดขึ้นทั้งในระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดและภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว

– เซลล์ T: จำนวนเซลล์ T ที่ไม่เคยสัมผัสเชื้อ (naive T cells) จะลดลง ขณะที่เซลล์ T ที่มีอายุมากจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการจดจำและตอบสนองต่อแอนติเจนใหม่ๆ ลดลง

– เซลล์ B: การผลิตเซลล์ B ใหม่ลดลง แต่มีการสะสมของเซลล์ B ที่มีความจำ (memory B cells) ซึ่งทำให้การตอบสนองต่อแอนติเจนใหม่ไม่ดีเท่าที่ควร

และยังมีการอักเสบเรื้อรัง (Inflamm-aging) ระดับต่ำที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ เพื่อทำให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีขึ้น จึงมีการคิดค้นการใช้สารเสริมฤทธิ์ (adjuvant) ในวัคซีน เมื่อนํามาใช้กับวัคซีนจึงเป็นแอนติเจนที่ช่วยให้วัคซีนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดี

ปัจจุบันในไทยมีวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุที่มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ (adjuvant vaccine) ได้แก่ 

1. วัคซีนป้องกันงูสวัด (Herpes Zoster) ชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV) ที่มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ AS01B 

2. วัคซีน RSV ชนิดAdjuvanted RSVPreF3 Vaccine มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ AS01E ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันทั้งเซลล์ T และการสร้างแอนติบอดี วัคซีนแบบที่มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์นี้แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน วัคซีนที่มีการเสริมฤทธิ์ด้วย AS01 ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันทั้งในด้านของเซลล์ T และแอนติบอดี แม้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคเบาหวาน

วัคซีนงูสวัด ชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV)

ประสิทธิภาพของวัคซีนงูสวัด (RZV) ในผู้สูงอายุ

จากการศึกษาทางคลินิกที่ครอบคลุมประชากรกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป พบว่าวัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันการเกิดงูสวัดได้ 97.2 % อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราการป้องกันสูงถึง 91.3% ในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่าวัคซีนสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากงูสวัด เช่น อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) ได้ถึง 88.8% ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการป้องกันโรคและบรรเทาความเจ็บปวดในผู้สูงอายุ

การป้องกันการติดเชื้อและลดภาวะแทรกซ้อน

นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับงูสวัด เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อประสาทและการสูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยมีอัตราการลดความเสี่ยงสูงถึง 77.8% ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรค

ตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยปี 2566 เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Herpes Zoster Vaccine – HZV) สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ วัคซีนนี้มีความสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคงูสวัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือผู้อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งมักมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากขึ้น

วัคซีนชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV: Shingrix) มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia – PHN) ได้ดี แม้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากหรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การฉีดวัคซีนงูสวัดจึงเป็นวิธีที่แนะนำโดยแพทย์สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเพื่อป้องกันการเกิดโรคงูสวัดและผลกระทบจากโรคที่อาจมีความรุนแรงและต่อเนื่องนาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากคุณเคยรับวัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดอื่นมาก่อน เช่น วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live-attenuated zoster vaccine หรือ Zostavax) และต้องการเปลี่ยนมาฉีดวัคซีนชนิด Recombinant Subunit Zoster Vaccine (Shingrix) ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แพทย์แนะนำว่าคุณสามารถรับวัคซีน Shingrix ได้เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเคยได้รับวัคซีน Zostavax มาก่อนหรือไม่ก็ตาม เพราะ Shingrix มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงถึง 97.2% ในการป้องกันการเกิดงูสวัด และยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังการติดเชื้อถึง 91.2%​

สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ก่อนหน้านี้ ควรทิ้งระยะเวลาห่างจากการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เดือน ก่อนที่จะรับวัคซีน Shingrix ทั้งสองเข็ม เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ หากคุณเคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อน คุณยังสามารถฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดได้หลังจากหายจากโรคอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

วัคซีนอาร์เอสวี ชนิด Adjuvanted RSVPreF3 Vaccine มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ AS01E

ประสิทธิภาพของวัคซีน RSV ชนิด Adjuvanted RSVPreF3 Vaccine ในผู้สูงอายุ

Adjuvanted RSVPreF3 Vaccine (RSV: Arexvy) ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจาก Respiratory Syncytial Virus (RSV) ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และ ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ถึง 59 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจาก RSV

จากการศึกษาในกลุ่มประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในฤดูกาลที่ 1 ติดตามเป็นระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น 6.7 เดือน พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน RSV-LRTD คือ 82.6% ประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน Severe RSV-LRTD คือ 94.1% และประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง คือ 94.6% และจากการติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนในระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น 17.8 เดือน หรือ 2 ฤดูกาล พบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน RSV-LRTD คือ 74.5% ประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน Severe RSV-LRTD คือ 82.7% และประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว 1 โรค คือ 74.5% 

ปัจจุบันวัคซีน RSV ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความจำเป็นสำหรับการฉีดวัคซีนซ้ำหลังจากเข็มแรก และสำหรับผู้สูงอายุที่เคยติด RSV นั้นสามารถฉีดวัคซีน RSV ได้ เมื่อหายจากโรค RSV  

การป้องกันการติดเชื้อและลดภาวะแทรกซ้อน

ประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้สูงอายุมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วยลดการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันตัวเองของระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมตามอายุ วัคซีนที่มีการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่น Adjuvant Vaccine AS01 เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่สำคัญในการรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 4 มกราคม 2569

คุณแหน : 4 มกราคม 2569

คุณแหน : 4 มกราคม 2569

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมด้วยกรรมาธิการวิสามัญ คณะอนุกรรมาธิการ และคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช ได้เข้าร่วมประชุมและนำเสนอการสนับสนุนการดำเนินงานให้ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ เพื่อการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ การสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้านการสาธารณสุข โดยมี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี, วิรัตน์ รักษ์พันธ์, ผศ.(พิเศษ) ดร.อลงกต วรกี, พอ.ญ.ธณตศกร บุราคม ร่วมด้วย..๐๐

๐๐พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นประธานมอบสัมฤทธิบัตรให้ผู้จบการศึกษาหลักสูตร Digital Jumpstart#3 วันที่ 7 กพ. 9.00 น. ณ รร.ควีนสแลนด์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม, ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร, โชตินรินทร์ เกิดสม, ภาสกร ชัยรัตน์, ชยันต์  ศิริมาศ, รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม, จงกลนี แก้วสด, พล.ท.พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ, เฉลิมพล โชตินุชิต, นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์, ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ, ณฐอร อินทร์ดีศรี, กษาปณ์ เงินรวง, เฉลิม ประดิษฐอาชีพ ร่วมด้วย..๐๐

๐๐ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี แต่งกายชุดไทยลงพื้นที่ตำบลช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม เดินหน้ายกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ ชูจุดเด่นสินค้าเกษตร–วิถีชุมชน ขับเคลื่อนเส้นทาง One Day Trip กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืน..๐๐

๐๐ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ เป็นประธานเปิดหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 9 พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ให้การต้อนรับ..๐๐

๐๐ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP”  มอบเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนโครงการศัลกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่งเพดานโหว่ ของ สนง.บรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย..๐๐

๐๐ ธีรยุทธ์ นิลพัฒน์ วันเกิดปีนี้ตรงกับทริปไปนครฉงชิ่ง เลยได้ฉลองแบบอากาศเย็นๆ..๐๐

๐๐กุลฤดี เลาหะเกษตร วันเกิดปีนี้หวานใจ อานนท์ เลาหะเกษตร จัดทริปพาไปที่เมืองฟลอเรนท์ อิตาลี 15 วันเป็นของขวัญวันเกิด..๐๐

๐๐ไม่เจอกันนาน ภญ.วันทนีย์ เหล่าประภัสสร นัดเพื่อนๆ เภสัชฯ มช.รุ่น 18 อาทิ ภญ.สุภาพร ติพพะมงคล, ภก.วิบูลย์ จรรยานุภาพ, ภญ.จันทนา ลี้สวัสดิ์, รศ.ดร.มนัส พงศ์ชัยเดชา, ภญ.ชุฎาพร โอภาสพสุ, ภก.ศรศิลป์ กลิ่นเกษร, ภก.ไพศาล. ชอบประดิษฐ์, ภญ.รวิมาศ ปรมศิริ, ภญ.อัจฉราวรรณ ประสาธนากร, ภญ.กรรณิการ์ เอกศักดิ์, ภก.สุทธพงษ์ สิมะบำรุงวงศ์, ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว, ภญ.เสาวภา พรรณรายน์, ภญ.นภัสสร แสงนิล มาอัพเดทชีวิตและเลี้ยงต้อนรับเพื่อน ภญ.ศรีสุดา ไรเมอร์ ที่บินมาจากเมืองซานดิเอโก เพื่องานนี้โดยเฉพาะ..๐๐

น้องใหม่

3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก

3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก

3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.46 น.

 มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์ นำโดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร จัดจำหน่าย “ดอกป๊อปปี้” เนื่องในสัปดาห์ “3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” ในการนี้ สมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี นำโดย ขวัญจิตร ยั่งยืน นายกสมาคมฯ จันทนา ดำเนินพิริยกุล สุพิดา โชคชัยนิรันดร์ และ พล.ต.ญ.ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล ปรึกษาและสมาชิกสมาคมฯ ร่วมเป็นอาสาสมัครจำหน่ายดอกป๊อปปี้ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และตามสถานที่ต่างๆ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568

ดอกป๊อปปี้ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์ฯ จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละของทหารผ่านศึก ทุกเหล่าทุกสมรภูมิและทุกพื้นที่ ซึ่งดอกป๊อปปี้ผลิตโดยครอบครัวทหารผ่านศึก และได้นำดอกป๊อปปี้ไปจัดทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกด้วย โดยรายได้จากการจำหน่ายดอกป๊อปปี้นำไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ซึ่งจะมีสายจำหน่ายต่าง ๆ ออกไปจำหน่ายทั่วไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมเป็นกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวได้โดยร่วมบริจาคผ่าน มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์ฯ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 029-2-71777-6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-245-3303 และ https://www.ffwv.or.th/

ขวัญจิตร ยั่งยืน นายกสมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี และสมาชิกสมาคมฯ ร่วมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

ปรึกษาสมาคมฯ จันทนา ดำเนินพิริยกุล สุพิดา โชคชัยนิรันดร์ และ พล.ต.ญ.ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.40 น.

ในยุคที่กระแสแฟชั่นต่างประเทศครองเมือง กระเป๋าแบรนด์เนมหรูแต่ละใบอาจมีราคาสูงลิ่วกว่าหลักแสนบาท สถานการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะชักชวนให้คนไทยหันมานิยมกระเป๋าจักสานไทย?”

กระเป๋าจักสานไทยมีราคาเพียงหลักพันบาท   แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม   และ ใช้งานจริงไม่ต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนม หากได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมการรณรงค์ให้เห็นถึงคุณค่าในทุกเส้นตอกที่ช่างฝีมือทำขึ้นด้วยความอดทนและความประณีต ตั้งแต่การลุยน้ำเก็บผักตบชวามาตากแดด ไปจนถึงการเหลาลำไม้ไผ่ให้บางดุจเส้นผมเพื่อสานเป็นลวดลายงดงาม

เครื่องจักสานนั้น  ถือเป็นหนึ่งในประดิษฐ์กรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ และเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาหลายพันปี โดยมีหลักฐาน แสดงให้เห็นรอยลวดลายจักสาน ซึ่งเป็นโครงทำเครื่องปั้นดินเผาอายุกว่า 3,000 ปีที่แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง จ.อุดรธานี

วัสดุที่ใช้จักสานส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ย่านลิเภา กระจูด ผักตบชวา ใบลาน หรือแม้แต่เส้นเงินและทองคำ ถึงแม้จะมีการใช้เส้นพลาสติกเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกในปัจจุบัน     แต่คุณค่าของงานจักสานแท้จากวัสดุธรรมชาติยังคงเป็นที่ยอมรับและชื่นชมทั่วโลก

ผลิตภัณ์จักสานไทยที่มีชื่อเสียง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เช่น

•             ภาคกลาง: บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง, ท่างาม/ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี, พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครชัยศรี จ.นครปฐม, บางปะหัน จ.อยุธยา

•             ภาคใต้: นาเคียน จ.นครศรีธรรมราช, ควนขนุน จ.พัทลุง

•             ภาคเหนือ: บ้านบัว จ.พะเยา, งาว จ.ลำปาง, สารภี จ.เชียงใหม่

•             ภาคอีสาน: บ้านแพง จ.มหาสารคาม, ธาตุพนม จ.นครพนม

ผลิตภัณฑ์จักสานไม่ได้มีเพียงตะกร้าหรือกระจาด แต่ยังรวมถึงหมวก รองเท้า เสื่อ กระติ๊บข้าว และเครื่องมือดักปลา เช่น ลอบและไซ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงให้การสนับสนุนและทรงใช้เครื่องจักสานไทยในพระราชกรณียกิจเสมอมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรายได้แก่ช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ นับเป็นพลังแห่งการส่งต่อความดี

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยและชมรมเสมาพัฒนาชีวิต    ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยวิธีการแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร   โดยไม่ได้แจกถุงยังชีพที่มีข้าวสารอาหารแห้งอย่างที่นิยมทำกันเป็นประจำ แต่ได้ใช้เงินของมูลนิธิ ไปซื้อกระเป๋าจักสานไม้ไผ่ หวาย และผักตบชวาจากชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 126 ใบ รวมมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท แล้วนำไปมอบเป็นของสมณาคุณฟรีแก่ผู้บริจาคหัวใจให้สภากาชาดไทยในกิจกรรม “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” ที่      ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์  ทำให้เงินก้อนเดียวทำบุญได้สามทอด  คือเพิ่มรายได้ให้คนน้ำท่วม  ช่วยชีวิตคนโรคหัวใจ  และได้ทำบุญ ถวายพระพันปีหลวง

นอกจากนี้ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตยังได้จัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์ชื่อ “ช่วยชาวบ้านจากน้ำท่วม ช่วยกันซื้อกระเป๋าจักสาน” (Help the Villagers affected by the floods by buying woven bags) เผยแพร่ผ่าน YouTube เพื่อสื่อสารคุณค่าของงานศิลปะไทยสู่ระดับสากล    โดยคาดหวังว่าอาจจะมีคำสั่งซื้อกระเป๋าจักสานไทยจากลูกค้าต่างประเทศ 

รับชมวิดีโอได้ที่นี่  : https://www.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g

การเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์จักสานไทย ไม่เพียงเป็นการได้ครอบครองของใช้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติไทย ส่งเสริมอาชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม  และเป็นการทำความดีตามหลัก “เวยยาวัจจมัย” ของบุญกิริยาวัตถุ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรทำ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน “รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย” เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป

อาทร จันทวิมล

จากจิตรกรรมบนผนังชั้นครู ‘ท่านกูฏ’ สู่ประสบการณ์ศิลปะมีชีวิต โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ต่อยอดมรดกศิลป์จากรุ่นสู่รุ่น

จากจิตรกรรมบนผนังชั้นครู ‘ท่านกูฏ’ สู่ประสบการณ์ศิลปะมีชีวิต โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ต่อยอดมรดกศิลป์จากรุ่นสู่รุ่น

จากจิตรกรรมบนผนังชั้นครู ‘ท่านกูฏ’ สู่ประสบการณ์ศิลปะมีชีวิต โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ต่อยอดมรดกศิลป์จากรุ่นสู่รุ่น

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของกรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ภายใต้การบริหารใหม่และกรรมสิทธิ์ของ บริษัท อิกไนท์ เวนเจอร์ จำกัด ประกาศความพร้อมอีกครั้งในการก้าวสู่บทบาทใหม่ของการเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเมือง ด้วยความภาคภูมิใจในโอกาสที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานหลักของ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ ซึ่งกำลังจัดขึ้นระหว่างนี้ – 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เวทีสำคัญที่นำเสนองานออกแบบร่วมสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองใหม่ ๆ ที่สะท้อนศักยภาพของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

สุพิชญา รักปัญญา

การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานหลักในปีนี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลาง ย่านบางรัก หนึ่งในย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ในอดีต บางรักเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ และเป็นถิ่นฐานของพ่อค้าชาวจีน ชาวยุโรป ชาวอินเดีย และชาวญี่ปุ่น ที่เข้ามาตั้งรกรากและหล่อหลอมวิถีชีวิตร่วมกัน ความหลากหลายของผู้คนเหล่านี้ได้ก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น เปรียบเสมือนผืนผ้าทางวัฒนธรรมที่ถักทอด้วยมรดก ความทรงจำ และพลังความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงรอการค้นพบและการตีความใหม่ในบริบทของยุคสมัยปัจจุบัน

ในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 โรงแรมมณเฑียรฯ ได้เลือกเล่าเรื่องราวบทใหม่ผ่านหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ที่สะท้อนตัวตนของโรงแรมได้อย่างชัดเจนที่สุด นับเป็นครั้งแรกของวงการโรงแรมไทยที่มีการนำผลงานจิตรกรรมชั้นครูที่เป็นดั่งหัวใจของโรงแรมของ ท่านกูฏ-อาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ที่หยุดนิ่งบนผืนผ้าใบ นำมาต่อยอดจิตวิณญานและเรื่องราวให้เคลื่อนไหวโดยทายาทอย่าง แทนสกุล สุวรรณกูฏ ผ่านนิทรรศการแสง ด้วยเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts “Palace of Food and Cultures” งานจัดแสดงศิลปะแบบ Immersive Experience ที่ไม่เพียงนำศิลปะมาจัดแสดง หากแต่ปลุกให้ศิลปะ “มีชีวิต” และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นทุกค่ำคืนตลอดเทศกาล ระหว่างเวลา 19:00 – 23:00 น. ณ ลานต้อนรับ โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดประสบการณ์แปลกใหม่ผ่านการฉายภาพดิจิทัลแสงสีเชิงสร้างสรรค์บนโครงสร้างสถาปัตยกรรมจริงของโรงแรม ผสานศิลปะ ดนตรี เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของผู้ชมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

หัวใจสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ คือการ “ชุบชีวิต” ผลงานจิตรกรรมชั้นครูของ ท่านกูฏ – อาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ศิลปินผู้สร้างงานจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าให้กับโรงแรมมณเฑียรฯ มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ผลงานซึ่งหลอมรวมแนวคิดด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรมอาหารไทยไว้อย่างลุ่มลึก ถูกนำมาตีความใหม่โดย แทนสกุล สุวรรณกูฏ หลานชายของท่านกูฏ ผ่านเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถโต้ตอบกับแสง สี และตัวละครบนผนังอาคารได้แบบเรียลไทม์ทุกการเคลื่อนไหวของผู้ชมก่อให้เกิดลวดลายและสีสันที่แตกต่าง เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ชม” สู่ “ผู้ร่วมสร้าง” ประสบการณ์ Immersive ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา เปรียบเสมือนการร่วมเขียนตำนานบทใหม่ของโรงแรม ผ่านภาษาศิลปะร่วมสมัยที่ยังคงเคารพรากเหง้าดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง

เบื้องหลังการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มองว่า ศิลปะและสถาปัตยกรรมไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในความทรงจำ หากแต่ควรถูกนำมาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของยุคสมัย สุพิชญา รักปัญญา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจและสร้างสรรค์ ในนาม คอนดูอิท เฮาส์ (Conduit House) บริษัทผู้ดำเนินกิจการโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ กล่าวว่า “เราทุกคนตื่นเต้นเป็นอย่างมาก กับนิทรรศการที่จะเกิดขึ้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกของวงการโรงแรมไทยและโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ที่เราจะได้เห็นมรดกทางศิลปะในใจกลางลอบบี้ของโรงแรม ที่แขกผู้เคยเยี่ยมเยียนและพนักงานทุกคนได้เห็นและคุ้นเคยกันอย่างดี ออกมาโลกแล่นผ่านการต่อยอดด้วยเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการอนุรักษ์และสานต่อเอกลักษณ์ของโรงแรมมณเฑียรฯ คือหัวใจสำคัญที่ผู้บริหารและพนักงานทุกคนยึดถือมาโดยตลอด โรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของโรงแรมไทยอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม และการออกแบบภายในที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนมาอย่างยาวนาน”

อีกทั้ง ในวาระที่โรงแรมกำลังก้าวสู่ปีที่ 60 การปรับโฉมครั้งล่าสุดจึงไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อความทันสมัยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวในอดีตได้สนทนากับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด “Old Meets New” หรือ “ใหม่ในเก่า”

“เราต้องการเปิดบทใหม่ของการบริการ ด้วยประสบการณ์การต้อนรับที่ผสานเสน่ห์ความเป็นไทยเข้ากับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนานาชาติ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโรงแรมระดับตำนานแห่งนี้ไว้ให้โลกได้จดจำ” สุพิชญา กล่าว

เพื่อตอบรับโจทย์ของ Bangkok Design Week ภายใต้แนวคิดหลัก “DESIGN S/O/S” โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ได้นำเสนอแนวคิด “Food Cultures” จากสำรับข้าวมันไก่ สู่วัฒนธรรมอาหารย่านบางรัก – สุรวงศ์ เป็นแกนหลักของการเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดและตีความมรดกทางวัฒนธรรมของเราใหม่ผ่านความคิดสร้างสรรค์ และยังได้ต่อยอดแนวคิดการหลอมรวมศิลปะ วัฒนธรรม และการบริการ ผ่านประสบการณ์ด้านอาหารที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเทศกาลนี้ โดยนำรสชาติอันเป็นตำนานมาตีความใหม่อย่างร่วมสมัย อาทิ ดูโอความอร่อย “พัฟมัสมั่นแก้มวัว” ที่นำเมนูซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “แกงที่ดีที่สุดในโลก” มาปรับรูปแบบให้หยิบจับง่ายแต่ยังคงรสชาติอันลุ่มลึก จับคู่กับ “บ้าบิ่นชีสเค้กมะพร้าวอ่อน” ที่ผสานเท็กซ์เจอร์ความหนึบหอมมันของขนมไทยเข้ากับความเนียนนุ่มของครีมชีสอย่างลงตัว เสริมด้วยม็อกเทลแก้วพิเศษ Siam Golden Muse จากการ์เดน เลาจน์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของโรงแรมในฐานะหมุดหมายด้านความอร่อยที่เคียงคู่ย่านสุรวงศ์มาอย่างยาวนาน

พร้อมกันนี้ โรงแรมยังคงต้อนรับผู้มาเยือนด้วยเมนูซิกเนเจอร์อันเลื่องชื่อที่อยู่คู่มณเฑียรฯ มายาวนานเกือบห้าทศวรรษ นำโดย ข้าวมันไก่มณเฑียร การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Michelin Bib Gourmand เคียงคู่ความอร่อยระดับตำนานจาก สามสหายติ่มซำจักรพรรดิ จากห้องอาหารเรือนต้น สะท้อนบทบาทของโรงแรมในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารชั้นนำที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของย่านบางรักอย่างแท้จริง

ผู้สนใจงานออกแบบ ชุมชนในพื้นที่ และผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ใน เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด  พร้อมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของย่านบางรักควบคู่กับความร่วมสมัยของกรุงเทพมหานคร โดยแต่ละโปรแกรมสะท้อนแง่มุมเฉพาะของแนวคิด “Food Cultures” และมรดกเชิงสร้างสรรค์  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 233 6070 หรืออีเมล info@montienbangkok.com

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดหลัง หรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

นพ. ศรัณย์ จินดาหรา

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

วิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งตับอ่อน จัดเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นลำดับที่ 10 ในเพศชายของประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล ปี 2563 แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบมากที่สุด แต่กลับเป็นหนึ่งในชนิดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหาร อยู่บริเวณด้านหลังต่อกระเพาะอาหารและด้านหน้ากระดูกสันหลัง มีความยาวประมาณ 12–15 เซนติเมตร ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยสำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อการทำงานของตับอ่อนผิดปกติ จึงส่งผลทั้งต่อระบบย่อยอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดมะเร็งตับอ่อน แต่พบความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น เพศชาย อายุที่มากกว่า 55 ปี การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 2–3 เท่า โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ รวมถึงโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

 มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่แทบไม่แสดงอาการจำเพาะ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามและไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้

แม้อาการในระยะแรกจะไม่ชัดเจน แต่อาการที่มักพบเมื่อโรคเริ่มลุกลาม ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจปวดร้าวไปด้านหลัง รวมถึงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม และควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์

การวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการส่องกล้องอัลตราซาวนด์ผ่านทางเดินอาหาร (Endoscopic Ultrasound: EUS)

แนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อนที่ให้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายตับอ่อนออก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคอยู่ในระยะลุกลาม โดยวิธีการรักษามะเร็งตับอ่อน เราจะแบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ  กรณีผ่าตัดได้ (resectable) – การผ่าตัด (Surgical resection) ในกรณีที่มะเร็งตับอ่อนอยู่ส่วนหัวของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัด Whipple’s operation เป็นการผ่าตัดใหญ่เอาส่วนหัวของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และท่อน้ำดีออกไปเป็นก้อนเดียวกัน (Enbloc resection) ร่วมกันกับเลาะต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งในตับอ่อนและอวัยวะใกล้เคียง

กรณีมะเร็งอยู่ส่วนท้ายของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัดเอาตับอ่อนส่วนปลายและม้ามออก  ซึ่งการผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน ถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่และซับซ้อน ไม่สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องแบบทั่วไปได้ ต้องได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท่อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งสามารถผ่าตัดได้เทียบเคียงการผ่าตัดแบบเปิด แต่ฟื้นตัวเร็วกว่า แผลเล็กและเจ็บน้อย

กรณีก้ำกึ่ง (borderline) – กรณีที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดก่อน  และ กรณีผ่าตัดไม่ได้ – ให้การรักษาด้วยการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด

มะเร็งตับอ่อน อาจเป็นโรคที่เงียบและรุนแรง แต่การรู้เท่าทันความเสี่ยง การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ คือโอกาสสำคัญในการเพิ่มทางเลือกในการรักษาและยืดอายุผู้ป่วย หากมีความกังวลหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            เช้าวันหนึ่งเด็กชายน้อยสะพายกระเป๋านักเรียนใบเก่า ภายในกระเป๋า มีข้าวต้มมัดสองห่อ ที่แม่ให้ไปกินตอนหิว

            ระหว่างทาง เขาเห็นผีเสื้อปีกสีเหลือง กำลังดิ้นรน ติดอยู่ในใยแมงมุม

            เด็กชายค่อย ๆ เอื้อมมือไป แกะใยออกทีละเส้น ทำให้ผีเสื้อหลุดออกจากใยแมงมุมได้  มันโบยบินวนรอบเด็กชายสองรอบ เหมือนจะบอกว่า“ขอบคุณนะ!”แล้วก็บินหายไป

            พอใกล้ถึงโรงเรียน เด็กชายเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่ง ยืนพิงกำแพง อยู่ข้างถนน หน้าซีด ผอมโซ เด็กชายเปิดกระเป๋า หยิบข้าวต้มมัดที่แม่ให้มาหนึ่งห่อ แล้วยื่นให้

            “ลุงครับ…ผมมีข้าวต้มมัดสองห่อ แบ่งให้ลุงหนึ่งห่อครับ  ”

            ชายคนนั้นรับข้าวต้มมัดไป มือสั่นเล็กน้อย กัดคำแรกแล้วน้ำตาคลอ

            เด็กชายรู้สึกแปลกใจ ถึงแม้ข้าวต้มมัดของเขาจะหายไปหนึ่งห่อ แต่หัวใจของเขากลับเต็มอิ่มมากกว่าเดิม 

            ในห้องเรียนวันนั้น ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ต่อเนื่อง เพราะเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบเสียงเบา “เราลืมเอาดินสอมา…”

            เด็กชายไม่พูดอะไรเพียงหยิบดินสอที่มีหลายแท่งในกระเป๋า แล้วยื่นให้

            เมื่อครูทราบเรื่อง ข้าวต้มมัด และดินสอ ครูก็ยิ้มแล้วพูดกับนักเรียนทั้งห้องว่า

           “การทำความดีนั้นไม่ต้องมากมายอะไร เพียงแค่การแบ่งปันในสิ่งที่มีเพียงเล็กน้อย ก็เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ได้”

            เด็กชายน้อยยิ้ม มองกระเป๋าใบเก่าของตัวเองที่มิได้เหลือเพียงข้าวต้มมัดห่อเดียว แต่เต็มไปด้วย ความสุข ความเมตตา และหัวใจที่อบอุ่น

อาทร  จันทวิมล