ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

ส.ป.ก. มุ่งพัฒนาโครงการ กว่า 27 ล้านบาท เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 1/2568 ในวันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ 

ในการประชุม อกก.คง. ครั้งที่ 1/2568 มีวาระการประชุมที่สำคัญในการขอความเห็นชอบอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนฯ ดังนี้

(1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการประชาชนออนไลน์ One Stop Service จำนวนเงิน 23,496,200 บา

(2) โครงการก่อสร้างหอถังสูงทรงแชมเปญพร้อมระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค (สระ9) ตำบล กลัดหลวง และตำบลเข้ากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จำนวนเงิน 3,636,195 บาท

(3) โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลักสูตร “เทคนิคการบริหารจัดการหนี้สินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ” จำนวนเงิน 42,260 บาท

นอกจากนั้นยังมีการขอความเห็นชอบคู่มือบริหารความเสี่ยงของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2568 และแผนบริหารความเสี่ยงของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2568 และรายงานผลการปฏิบัติงานตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2568 ไตรมาสที่ 1 (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567) เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด 

นายเศรษฐเกียรติ เลขาธิการ ส.ป.ก. เผยว่า “ส.ป.ก. มุ่งเน้นให้ความสำคัญในเรื่องสาธารณูปโภคและเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงมีมติอนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการประชาชนออนไลน์ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน นอกจากนั้น ยังอนุมัติโครงการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เช่น โครงการก่อสร้างหอถังสูงทรงแชมเปญพร้อมระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค (สระ9) รวมถึงพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลักสูตร “เทคนิคการบริหารจัดการหนี้สินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืน

‘อิทธิ’ SET ZERO สารเคมี ชูบิ๊กคลีนนิ่งโรงคัดบรรจุทุเรียน

‘อิทธิ’ SET ZERO สารเคมี  ชูบิ๊กคลีนนิ่งโรงคัดบรรจุทุเรียน

‘อิทธิ’ SET ZERO สารเคมี ชูบิ๊กคลีนนิ่งโรงคัดบรรจุทุเรียน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก พร้อมทั้งพบปะเกษตรชาวสวนผลไม้ และผู้ประกอบการผลไม้ส่งออก เพื่อรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกผลไม้ รวมถึงอุปสรรคการส่งออกผลไม้จากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อบจ.จันทบุรี

นายอิทธิกล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์การส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้ประกาศ “SET ZERO” การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยมอบหมายกรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อนภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกร เรื่อง มาตรการป้องกันสารปนเปื้อน Basic Yellow 2 “Big Cleaning” ทุกสวน โรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุ เพื่อเตรียมความพร้อมทำความสะอาดโรงคัดบรรจุ และป้องกันการปนเปื้อนสาร Basic Yellow 2 (BY2) ในทุเรียนผลสดก่อนเปิดฤดูกาลทุเรียนตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย 7 มาตรการ ดังนี้ 1.ไม่ใช้สารห้ามใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียน 2.เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียนเพื่อป้องกันการปนเปื้อน เช่น พาเลท ภาชนะบรรจุ ตะกร้า ฯลฯ

3.ทำความสะอาดอุปกรณ์ เช่น พัดลม และพื้นที่บริเวณผลิตก่อนและหลังการผลิต 4.น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตมีความสะอาด 5.ทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ก่อนบรรจุทุกครั้ง 6.การสุ่มเก็บตัวอย่าง และส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อน และ 7.กล่องกระดาษบรรจุตัวอย่างต้องปิดช่องสนิทเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามระหว่างส่งตัวอย่าง

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ส่งออกในทุกตู้คอนเทนเนอร์แบบ 100% รวมถึงการตรวจสารแคดเมียม และหนอนในทุเรียน พร้อมทั้งเตรียมขยายผลไปยังการตรวจสอบร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนทั้งระบบการผลิต และการตรวจสอบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพผลไม้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

“ขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และผู้ประกอบการมั่นใจเกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนไปจีน เนื่องจากได้ติดตามสถานการณ์และเจรจาร่วมกับ GACC เรื่องมาตรการตรวจสอบและแนวทางการปฏิบัติเพื่อส่งออกทุเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้ออกมาตรการ “Big Cleaning” ทำความสะอาดทุกสวนทุกโรงคัดบรรจุ รวมถึงมาตรการ “4 ไม่” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้า” นายอิทธิ กล่าว

เกษตรฯรุดส่งมอบ โค-กระบือที่ยะลา หนุนให้ทำปศุสัตว์ สร้างรายได้ยั่งยืน

เกษตรฯรุดส่งมอบ  โค-กระบือที่ยะลา  หนุนให้ทำปศุสัตว์  สร้างรายได้ยั่งยืน

เกษตรฯรุดส่งมอบ โค-กระบือที่ยะลา หนุนให้ทำปศุสัตว์ สร้างรายได้ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และมอบสัญญายืมเพื่อการผลิตให้แก่เกษตรกร 30 ราย พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ และหญ้าแห้งอัดฟ่อนแก่เกษตรกร โดยมีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่เขื่อนปัตตานี ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา

นายอิทธิกล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานให้กรมปศุสัตว์ ดำเนินการตั้งแต่ปี 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมปศุสัตว์ ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วกว่า 385,381 ราย มอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือกับเกษตรกร 146,742 ราย สัตว์ 178,232 ตัว ปัจจุบันมีเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของโครงการฯ 117,910 ราย โค-กระบือ 133,701 ตัว โดยกระจายตัวในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

สำหรับ จ.ยะลา มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 132 ราย สัตว์ 239 ตัวในพื้นที่ 8 อำเภอ โดยกรมปศุสัตว์ มีแผนจะขยายการดำเนินงานในพื้นที่ของ จ.ยะลา ต่อไปในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพหลัก สนับสนุนข้อมูลการเลี้ยงดู เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

‘อัครา’รุดเพิ่มศักยภาพ อนุรักษ์ดิน-น้ำพื้นที่สงขลา

‘อัครา’รุดเพิ่มศักยภาพ  อนุรักษ์ดิน-น้ำพื้นที่สงขลา

‘อัครา’รุดเพิ่มศักยภาพ อนุรักษ์ดิน-น้ำพื้นที่สงขลา

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ติดตาม : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่บ้านคูวา หมู่ 4 ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา มุ่งฟื้นฟูดินและน้ำ ให้ใช้ประโยชน์ได้เหมาะสมกับการผลิต และพัฒนาพื้นที่การเกษตรของเกษตรกร รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกร

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่บ้านคูวา หมู่ 4 ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่เพิ่มศักยภาพการผลิตให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ส่งเสริมและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เหมาะสมกับการผลิต และพัฒนาพื้นที่การเกษตรของพี่น้องเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับพื้นที่แห่งนี้ เป็นการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 3 (ขุดคู-ยกร่อง) เพื่อแก้ปัญหาการเก็บกักน้ำของดิน พร้อมทั้งทำคันดินกั้นน้ำ ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกร แก้ปัญหาทางการเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน ได้สำรวจพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม โดยสำรวจความต้องการของเกษตรกรและจัดทำแผนที่ออกแบบการก่อสร้าง ดำเนินการปรับรูปแบบแปลงนา เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำของดิน พร้อมทำคันดินกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนจากการทำนาข้าว มาปลูกปาล์มน้ำมันที่มีผลตอบแทนสูงกว่า โดยจากการประเมินภาพรวมของโครงการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในคาบสมุทรสทิงพระ ประเมินจากผลผลิตเฉลี่ย 2,618 กิโลกรัมต่อไร่ราคา 6 บาทต่อกิโลกรัม รายได้เท่ากับ 15,708 บาท ต่อไร่ ต่อปี

รมช.เกษตรฯจัดการน้ำเขื่อนปัตตานี

รมช.เกษตรฯจัดการน้ำเขื่อนปัตตานี

รมช.เกษตรฯจัดการน้ำเขื่อนปัตตานี

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี โดยมีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ต.ตาแซะ อ.เมือง จ.ยะลา

นายอิทธิ กล่าวว่า ปัจจุบันเขื่อนปัตตานีมีปริมาณน้ำเก็บกักรวมทั้งสิ้น 5.50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุอ่างฯที่ผ่านมา ได้บริหารจัดการน้ำเต็มศักยภาพ แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจึงส่งผลให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในช่วงน้ำท่วม และปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นสำนักงานชลประทานที่ 17 กรมชลประทาน จึงวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ด้วยการเสริมสัน spillway ให้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 1 แสน ลบ.ม.พร้อมขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเพิ่มความจุให้ได้รวม 8.5 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วบางส่วน

นอกจากนี้ยังมีแผนงานด้านการบรรเทาอุทกภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยขยายคลองระบายน้ำ ขยายคลองส่งน้ำ ก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วม และขุดลอกคลองระบายน้ำหลัก เพื่อตัดยอดน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากระบายลงสู่อ่าวไทยช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด จะช่วยลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี และบางส่วนของ จ.ยะลา ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก

“ได้กำชับกรมชลประทาน เร่งดำเนินการแผนงานทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและแผนขุดลอกให้เร็วที่สุด โครงการใดที่ทำได้ก่อนให้ทำทันที เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยทั้งระบบ” นายอิทธิ กล่าว

พาณิชย์อ่างทองเปิด ‘ตลาดนัดข้าวเปลือก’ ผู้ซื้อมากราย-ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก

พาณิชย์อ่างทองเปิด ‘ตลาดนัดข้าวเปลือก’ ผู้ซื้อมากราย-ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก

พาณิชย์อ่างทองเปิด ‘ตลาดนัดข้าวเปลือก’ ผู้ซื้อมากราย-ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง จัดงานตลาดนัดข้าวเปลือก ‘ผู้ซื้อมากราย ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก ข้าวเปลือกได้ราคาดี รับเงินสดทันที’ ซึ่งได้มีชาวนานำรถบรรทุกข้าวเปลือกมาเข้าคิวรอขายอย่างคึกคัก

วันที่ 10  มี.ค.2568 ที่บริเวณห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่าข้าวโพธิ์ทอง อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง งานตลาดนัดข้าวเปลือก  ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2568  (จำนวน 5 วัน) เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00  น. ณ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่าข้าวโพธิ์ทอง อำเภอโพธิ์ทอง เพื่อเป็นแหล่งกลางในการซื้อขายข้าวเปลือก เกษตรกรมีทางเลือก สร้างกลไกตลาดให้เกิดการแข่งขัน ให้ความเป็นธรรมด้านราคา การตรวจสอบคุณภาพ และการชั่งน้ำหนัก

โดยมีนายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในการลงพื้นที่กำกับดูแล พบปะและให้กำลังใจกับเกษตรกรใน ‘งานตลาดนัด ข้าวเปลือกจังหวัดอ่างทอง’ พร้อมด้วยนางสาวสิการย์ เฟื่องฟุ้ง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ และคณะทำงานจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 67/68  ซึ่งการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในครั้งนี้ เป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวนาปรังของจังหวัดอ่างทอง ทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น และเกษตร กรจะได้เรียนรู้ระบบการซื้อ ขายแบบตลาดกลาง

สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาสนใจพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือกอย่างจริงจัง เลือกผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่อไป ขอเชิญชวนเกษตรกรนำข้าวมาจำหน่ายใน ‘งานตลาดนัดข้าวเปลือกจังหวัดอ่างทอง’ ณ ท่าข้าวโพธิ์ทอง อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยพี่น้องเกษตรกรสามารถต่อรอง ราคาซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง มีการตรวจสอบคุณภาพข้าวตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์ กำหนดเครื่องซั้งเที่ยงตรง ถูกต้อง แม่นยำ ไม่ถูกโกงอย่างแน่นอน  ’ผู้ซื้อมากราย ผู้ขายมีสิทธิ์เลือก ข้าวเปลือกได้ราคาดี รับเงินสดทันที’

ทางด้าน นางยุพิน เกษตรกรที่นำข้าวมาร่วมโครงการในวันนี้ เปิดเผยว่า ตนเองพึ่งนำข้าวมาขายที่นี้เป็นครั้งแรกถือว่าได้ราคาดี อีกทั้งยังได้ของแจกจากทางพาณิชย์จังหวัดอีกด้วย และอยากให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวได้เป็นอย่างดีด้วย

นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์การดำเนินโครงการเพื่อให้กลไกตลาดในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมีการแข่งขัน เกษตรกรมีทางเลือกและอำนาจต่อรองในการขายข้าวเปลือกมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมในการซื้อข้าวเปลือก เกิดความเป็นธรรมด้านราคา การชั่งน้ำหนัก และการตรวจสอบคุณภาพ ทั้งนี้ การหักลดความชื้นและสิ่งเจือปน ให้เป็นไปตามประกาศของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

ซึ่งการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในครั้งนี้ ได้มีชาวนานำรถบรรทุกข้าวเปลือกมาเข้าคิวรอขายอย่างคึกคัก ซึ่งชาวนารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการดีๆ แบบนี้ ทำให้ตนมีรายได้จากการขายผลผลิตเพิ่มมาก ทั้งยังรู้สึกเชื่อมั่นด้านความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิตข้าวในปีนี้ด้วย

จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงวัน เวลา ที่ดำเนินกิจกรรมจัดตลาดนัดข้าวเปลือก สามารถนำข้าวเปลือกไปจำหน่าย ณ สถานที่จัดตลาดนัดข้าวเปลือก ได้ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17 00 น. โดยเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในโครงการฯ จะได้รับผลิตภัณฑ์จากทางพาณิชย์จังหวัดอ่างทองอีกด้วย /// – 026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือฯ’นายกสัตวแพทยสภา’เข้าพบ’รมว.เกษตรฯ’

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมการหารือฯ'นายกสัตวแพทยสภา'เข้าพบ'รมว.เกษตรฯ'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมการหารือฯ’นายกสัตวแพทยสภา’เข้าพบ’รมว.เกษตรฯ’

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เข้าร่วมการหารือฯ”นายกสัตวแพทยสภา”เข้าพบ”รมว.เกษตรฯ” เพื่อเยี่ยมคารวะ พร้อมหารือในการดำเนินงานฯ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ธีระ รักความสุข นายกสัตวแพทยสภา พร้อมคณะกรรมการสัตวแพทยสภา เข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเยี่ยมคารวะในโอกาสเข้ารับตำแหน่งกรรมการสัตวแพทยสภาวาระปี พ.ศ.2567 – 2570 พร้อมทั้งรายงานการดำเนินงานของสภาวิชาชีพ และขอคำแนะนำ/หารือในการดำเนินงานต่างๆ ณ ห้องประชุม 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

– 006

ปศุสัตว์ติวเข้ม ‘เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ’ ยกระดับคุณภาพการผลิต-การตลาด

ปศุสัตว์ติวเข้ม ‘เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ’ ยกระดับคุณภาพการผลิต-การตลาด

ปศุสัตว์ติวเข้ม ‘เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ’ ยกระดับคุณภาพการผลิต-การตลาด

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์ และสถาบันอุดมศึกษา จัดสัมมนาเกษตรกร เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสถานภาพการผลิตและการตลาดของโคเนื้อและเนื้อโค รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาความสามารถในการผลิตและการตลาดของเกษตรกร

วันที่ 10 มี.ค.2568 ที่ห้องประชุมโกวิทเชื่อมกลาง ชั้น 2 อาคารนวัตปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์, หน่วยวิจัยเฉพาะทางพันธุศาสตร์สัตว์เขตร้อนชื้น ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์, ฟาร์มไทยเรด และบริษัท สไมล์ บีฟ จำกัด (ผู้ทำหน้าที่ทางการตลาดให้เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์) 

จัดประชุมสัมมนาเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปี พ.ศ.2568 เกี่ยวกับสถานภาพการผลิตและการตลาดของโคเนื้อและเนื้อโค และก้าวย่างต่อไปของเครือข่าย ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ผลิตลูกเพื่อจำหน่าย อำเภอละ 15 ราย รวมทั้งสิ้น 345 ราย ประกอบด้วย ปศุสัตว์อำเภอ เจ้าหน้าที่ และ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และโครงการบริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร เพื่อบริหารจัดการเชิงรุก กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในเครือข่ายฟาร์มไทยเรด เจ้าของบริษัท สไมล์ บีฟ จำกัด และเจ้าของบริษัท สไมล์ คร๊าฟ จำกัด กลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจ

ทั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสถานภาพการผลิตและการตลาดของโคเนื้อและเนื้อโค รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาความสามารถในการผลิตและการตลาดของเกษตรกร และองค์กรเกษตรกรในเครือข่ายฯ  เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของโคเนื้อในจังหวัดบุรีรัมย์ และ เพื่อสร้างความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

นายสัตวแพทย์อภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สนองนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการสนับสนุนเครือข่ายการผลิตโคเนื้อของจังหวัดบุรีรัมย์ การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคเนื้อ การควบคุม กำกับ ส่งเสริม วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรพันธุกรรมและความหลากหลาย ทางชีวภาพด้านการปศุสัตว์ เพื่อให้มีปริมาณสัตว์เพียงพอ มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

โดยได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น อาทิ โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดําริ ที่ทำคู่สัญญากับเกษตรกรทั้งสิ้น 8,866 ราย โคพระราชทานให้แก่เกษตรกรทั้งสิ้น 20 ราย 40 ตัว โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโค-กระบือ ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เกษตรกร 15 ราย โค 74 ตัว

อีกทั้ง ยังมีการจัดอบรมเกษตรกรให้ความรู้ใน กิจกรรมพัฒนาระบบและการเลี้ยงโคเนื้อ-กระบือ กิจกรรมสร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง และโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมถึงงานอบรมสัมมนาต่างๆ  ซึ่งเกษตรกรจะได้รับความรู้ด้านพันธุ์โค การจัดการอาหารสัตว์ การจัดการฟาร์ม รวมถึงสถานการณ์ด้านการตลาดโคเนื้อทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับ จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จำนวนรวมทั้งสิ้น 86,618 ราย มีโคเนื้อจำนวนรวมทั้งสิ้น 563,668 ตัว นับเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ และมีจำนวนโคเนื้อมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยสามารถจำแนกประเภทเกษตรกรตามจำนวนโคเนื้อที่เลี้ยงได้เป็น ดังนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อย (1-20 ตัว) จำนวน 85,133 ราย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายเล็ก (21-100 ตัว) จำนวน 1,473 ราย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายกลาง (101-200 ตัว) จำนวน 9 ราย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายใหญ่ (เลี้ยงมากกว่า 200 ตัว) จำนวน 3 ราย ซึ่งทุกประเภทที่กล่าวมาเป็นเกษตรกรในกลุ่มเลี้ยงแม่พันธุ์โคเนื้อเพื่อผลิตลูกโคจำหน่ายเป็นรายได้ /// – 026

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

เมื่อ ASF เคาะประตูบ้านไทยทุกทิศทาง

สถานการณ์โรคระบาด ASF (African Swine Fever) หรือ อหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย กำลังส่งสัญญาณเตือนให้ไทยเตรียมพร้อมป้องกันในระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “มาเลเซีย” ที่มีรายงานว่ามีสุกร 76,000 ตัวได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ ASF หลังจากทำการสุ่มตรวจตัวอย่างปศุสัตว์ในฟาร์มที่ได้รับอนุญาต 114 แห่งในเซปังและกัวลาลางัต

ขณะที่ “สปป.ลาว” ประกาศให้แขวงไชยสมบูรณ์ในภาคกลางเป็นพื้นที่สีแดง หลังพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในพื้นที่ดังกล่าว โดยทางการลาวได้สั่งห้ามแปรรูปและจำหน่ายเนื้อหมูที่ติดเชื้อโดยเด็ดขาด รวมทั้งเพิ่มการเฝ้าระวังในหมู่บ้านหลายแห่งทั่วแขวงไชยสมบูรณ์และแขวงบอลิคำไซ ทั้งยังได้ขอความร่วมมือให้เกษตรกรเข้มงวดเรื่องมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพและปฏิบัติตามข้อกำหนดการเคลื่อนย้ายสัตว์เพื่อควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด

เชื้อ ASF ยังไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีนป้องกัน และไม่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ แต่ “คน” สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ โรคนี้ส่งผลกระทบต่อสุกรและหมูป่าโดยมีอัตราการตายสูงถึงเกือบ 100% ตัวไวรัสทนความร้อนได้สูง และสามารถอยู่รอดในเนื้อแช่แข็งได้นานถึง 3 ปี และในเนื้อแห้งได้นานถึง 1 ปี นับว่าเป็นเชื้อที่อันตรายที่สุดของสุกรทั่วโลก โรค ASF ไม่เพียงแต่จะทำให้สูญเสียสุกรจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายลงไปถึงระบบความมั่นคงทางอาหาร กระทบอุตสาหกรรมอาหารและระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

เมื่อโรค ASF มาเคาะประตูบ้านไทยแทบจะทุกทิศทางเช่นนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องยกระดับการป้องกันโรคในระดับสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตามแนวเขตชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการเดินทางโดยเครื่องบินที่อาจจะมีเนื้อหมูที่สุ่มเสี่ยงปะปนเข้ามากับนักท่องเที่ยวในรูปแบบอาหารแปรรูปและวัตถุดิบ

“ระบบไบโอซีเคียวริตี้ – Biosecurity System” เป็นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในการเลี้ยงสุกรอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีและบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เช่น การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิด ป้องกันสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค อาทิ หนู นก หรือแมลงต่างๆ นอกจากนี้ วัตถุดิบที่นำมาใช้ภายในฟาร์ม ทั้งอาหาร น้ำ และวัสดุจำเป็นอื่นๆ ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้ และต้องควบคุมยานพาหนะขนส่งเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด โดยรถทุกคันและพนักงานฟาร์มทุกคนต้องผ่านระบบฆ่าเชื้อเพื่อไม่ให้คนหรือยานพาหนะเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม

การสร้างและรักษามาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการโรค ASF หากเราละเลยในเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การระบาดที่รุนแรง ส่งผลให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและการเกษตรกรรม แต่ในทางกลับกัน หากมีการเตรียมการและการวางแผนที่ดี ประเทศไทยจะสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรในช่วงนี้ จะต้องเพิ่มขึ้นจากการเฝ้าระวังและเข้มงวดมาตรการป้องกันโรค เช่น การลงทุนในการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ และการตรวจสอบสุขภาพของสุกรอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่านี่จะเป็นอุปสรรคและภาระเพิ่มเติมให้กับผู้เลี้ยง แต่การลงทุนในมาตรการเหล่านี้จะช่วยปกป้องฟาร์มและเป็นการลงทุนในความปลอดภัยในระยะยาว

การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อโรค ASF ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนในสังคมมีบทบาทในการป้องกันและเฝ้าระวัง เชื่อมโยงการดำเนินการระหว่างเกษตรกร นักวิชาการ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยเกี่ยวกับการป้องกันและช่องทางการแพร่ระบาดของโรค

ทุกภาคส่วนควรตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรค ASF และร่วมมือกันในการสร้างสังคมที่มีความปลอดภัย เมื่อโรคนี้เคาะประตูบ้านเรา ต้องไม่รอช้าและยกระดับการป้องกันสูงสุด เพื่อปกป้องสุกรและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ไม่ให้เชื้อโรคนี้กลายเป็นภัยร้ายส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

สมคิด เรืองณรงค์  นักวิชาการอิสระ

‘นฤมล’สร้างSmartFarmer ร่วมมือเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี

‘นฤมล’สร้างSmartFarmer  ร่วมมือเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี

‘นฤมล’สร้างSmartFarmer ร่วมมือเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจ ครั้งที่ 2 (Smart Business Expo 2025)โดยมีผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม ที่ฮอลล์ 1-2 ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE)

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยี การแสดงศักยภาพ และพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของผู้ประกอบการ รวมถึงการจับคู่ธุรกิจให้เกิดสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการจับคู่ทางธุรกิจให้กับเกษตรกรในราคาที่จับต้องได้ และสามารถใช้เทคโนโลยีแก้ไขปัญหาทางการเกษตรทั้งด้านผลผลิต ดิน น้ำ และอื่นๆ ให้เกิดผลผลิตที่ดีต่อเกษตรกร รวมถึงตัวผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

“การส่งออกสินค้าเกษตรไทย ปี 2567 มีการส่งออกสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยสินค้าส่งออกสูงสุด ได้แก่ ผลไม้สดแช่เย็น ข้าว ยางพารา ไก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และมีตลาดส่งออกสูงสุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกทั้งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2567 มีการส่งออกรวม 8.2 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีสินค้าส่งออกสูงสุด ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องแปรรูป ซึ่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และเมียนมา จึงถือว่าเกษตรกรเป็นต้นน้ำของวัตถุดิบสินค้าในประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เน้นย้ำว่าพร้อมจับมือกับภาคเอกชนคิดค้นวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีเพื่อเกษตรกร และผลักดันเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer รวมถึงสร้าง Young Smart Farmer ไปพร้อมกัน ซึ่งเราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกของเกษตรกร ให้ใช้ AI มาช่วยประเมินและวางแผนการเพาะปลูกให้เป็นการทำเกษตรแม่นยำ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากพี่น้องเกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ มาประกอบกัน จะทำให้วางแผนทรัพยากรได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพประกอบด้วย ดินดี น้ำดี และเมล็ดพันธุ์ดี นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มเติม ได้แก่ กาแฟ ถั่วเหลือง และโกโก้ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร

อีกทั้งกรมการข้าว ได้ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) สามารถลดการใช้น้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึงร้อยละ 50 ซึ่งข้าวชนิดนี้โรงสีหลายแห่งติดต่อขอรับซื้อ ให้ราคาสูงกว่าปกติถึงร้อยละ 5 และได้นำเรื่องนี้ไปแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บนเวที World Economic Forum (WEF) ซึ่งทาง WEF มีความสนใจตั้งศูนย์ Center for the Fourth Industrail Revolution (C4IR) ถือเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ แนวปฏิบัติ และบทเรียนกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ในเรื่องเปลี่ยนแปลงอาหารและระบบเกษตรด้วยเทคโนโลยี