รมว.เกษตรฯมุ่งมั่น ช่วยยกระดับรายได้ ทำเกษตรมูลค่าสูง หาช่องทางจำหน่าย

รมว.เกษตรฯมุ่งมั่น  ช่วยยกระดับรายได้  ทำเกษตรมูลค่าสูง  หาช่องทางจำหน่าย

รมว.เกษตรฯมุ่งมั่น ช่วยยกระดับรายได้ ทำเกษตรมูลค่าสูง หาช่องทางจำหน่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญใน 2 เรื่องสำคัญ คือเกษตรมูลค่าสูง และเกษตรยั่งยืน ซึ่งปีนี้ได้เดินหน้าในการเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญ หากมีพื้นที่เหมาะสมก็สามารถหันมาเพาะปลูกได้ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โดยเราพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย โดยพร้อมประสานหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ผ่านสำนักงานทูตเกษตรในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า เกษตรกรมีรายได้อยู่ 2 ช่องทาง คือรายได้จากภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.2 แสนบาทต่อปี และรายได้นอกภาคการเกษตรกว่า 2 แสนบาทต่อปี แต่รายได้จากภาคการเกษตร มีเรื่องของต้นทุน ดังนั้น รายได้สุทธิอยู่ที่ 89,000 บาทต่อครัวเรือนจึงจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือการดูแลพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ ช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวยางพารา และผลไม้ เป็นต้น สำหรับผลผลิตยางพารา เบื้องต้นได้มอบนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เพื่อดูดซับซัพพลายที่จะออกสู่ตลาด ไม่ให้กระทบต่อราคายางพาราตกต่ำ ส่วนสินค้าข้าว ได้สนับสนุนนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อในการรวบรวมสินค้าข้าว ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นการดูแลซัพพลายไม่ให้ออกสู่ตลาดจนเกินไป

‘อัครา’หนุนเลี้ยงปูทะเลแปลงใหญ่

‘อัครา’หนุนเลี้ยงปูทะเลแปลงใหญ่

‘อัครา’หนุนเลี้ยงปูทะเลแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สนับสนุน : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ทะเลต้นแบบในพื้นที่ดังกล่าว โดยกรมประมง ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาการเลี้ยงปูทะเลเชิงพาณิชย์ ทั้งชนิดปูไข่และปูเนื้อ ที่ตลาดต้องการ

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการดำเนินงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง หมู่ 4 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ปูทะเลแปลงแรกของกรมประมง และของประเทศไทย เป็นแปลงใหญ่ต้นแบบใน จ.นครศรีธรรมราช โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง เป็นหนึ่งในกลุ่มแปลงใหญ่ปูทะเลที่สมาชิกในกลุ่มมีความสนใจและพัฒนาการเลี้ยงปูทะเลเชิงพาณิชย์ มีการศึกษาดูงานฟาร์มเลี้ยงปูในต่างพื้นที่ และจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ของกรมประมง ซึ่งพัฒนาการเลี้ยงโดยใช้วิธีการอนุบาลลูกปูให้ได้ขนาด 5–7 เซนติเมตร ก่อนปล่อยบ่อเลี้ยง และนำปูที่เลี้ยงในบ่อมาเลี้ยงขุนต่อในระบบคอนโดฯ ทำให้มีอัตรารอดสูงขึ้น สามารถลดต้นทุน ผลผลิตปูทะเลทั้งชนิดปูไข่และปูเนื้อเป็นที่ต้องการของตลาด

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบด้านการเลี้ยงปูทะเล เป็นศูนย์เรียนรู้ธนาคารจุลินทรีย์ชุมชนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ขยายผลของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีการเชื่อมโยงพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชไสใหญ่ รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเล (ปูขาว) ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และศึกษาดูงานของนักศึกษา

“กรมประมง ได้ส่งเสริมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งทิ้งร้างให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ และนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่สร้างรายได้ โดยส่งเสริมตามแนวทางโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านประมง นอกจากนี้ทางกลุ่มยังนำปลาหมอคางดำ ที่กำลังมีการระบาด มาบดเป็นอาหารของปูขาว ถือเป็นการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่ง” นายอัครา กล่าว

เกษตรฯฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เร่งเดินหน้าใช้11มาตรการ

เกษตรฯฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง  เร่งเดินหน้าใช้11มาตรการ

เกษตรฯฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เร่งเดินหน้าใช้11มาตรการ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมประมง โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ.2568–2572 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระดับโลก และนโยบายระดับประเทศ รวมถึงสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี 11 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ได้ลูกกุ้งทะเลคุณภาพ มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้อาหารที่เหมาะสมกับรูปแบบการเลี้ยง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง

มาตรการที่ 5 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์สินค้ากุ้งทะเลหลังการจับ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง มาตรการที่ 9
การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่าย ความเข้มแข็ง

‘นฤมล’สั่งSetZeroทุเรียน ไร้สารปนเปื้อนส่งออกตลาดจีน

‘นฤมล’สั่งSetZeroทุเรียน ไร้สารปนเปื้อนส่งออกตลาดจีน

‘นฤมล’สั่งSetZeroทุเรียน ไร้สารปนเปื้อนส่งออกตลาดจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าได้มีโอกาสพบกับ ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และได้พูดคุยถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าผลไม้จากประเทศไทยไปยังจีน ว่ามีการดำเนินการอะไรไปบ้าง เพราะจีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 โดยเราส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ยปีละ 1.3 – 1.4 แสนล้านบาทคาดว่าในปี 2568 จะส่งออกทุเรียนไปจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% ผู้บริโภคจีนยังคงให้การยอมรับทุเรียนไทยมาก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า การดูแลผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่ได้รับรายงานถึงปัญหาในการพบสารปนเปื้อน จึงมอบหมายกรมวิชาการเกษตร ออกประกาศให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และเรียกฟรุตบอร์ดสั่งการเร่งด่วนให้ตรวจสอบสาร Basic Yellow 2 (BY2) แคดเมียม และหนอนในสินค้า พร้อมเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการตรวจสอบ (แล็บ) ที่จะสามารถตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าจะไม่มีสารปนเปื้อนในทุเรียน

“ตอนนั้นมีแล็บที่มีความพร้อม 4-5 รายที่ให้การตรวจสอบได้ แต่ปัจจุบันห้องแล็บเริ่มมีจำนวนมากขึ้น พร้อมที่จะให้ตรวจสอบสินค้าได้แล้ว เพราะได้มอบนโยบายให้กับกรมวิชาการเกษตร ในการเร่งตรวจสอบให้มีความเร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนแล็บรองรับการตรวจสอบ เพราะทุเรียนเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท และเชื่อว่าจะมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า มีความพยายามที่จะเปิดตลาดโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนตั้งแต่ปี 2562 และส่งรายงานให้กับ GACC หน่วยงานของจีน ซึ่งได้มีการสอบถามมายังประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้มีการรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้า ว่าประเทศไทยได้เตรียมพื้นที่ค่ายกักกันโรค สำหรับโคมีชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโคมีชีวิตจะไม่ติดโรค ก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีนซึ่งพื้นที่กักกันเราได้ใช้พื้นที่ จ.เชียงราย และเมื่อระยะเวลาในการกักกันครบ มีการตรวจโรค เราจะนำโคมีชีวิตขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ล่องแม่น้ำโขงและขึ้นที่ท่าเรือคลองจีน และอีกช่องทาง คือผ่านการขนส่งทางรถไฟ จาก กทม.– หนองคาย-สปป.ลาว-จีน ซึ่งหน่วยงานจีนได้รับทราบและอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยง

“ตอนนี้อยู่ระหว่างรอรับการประเมินผลของจีน ว่าจะตอบรับหรือให้ความคิดเห็นอย่างไร เพื่อให้เราสามารถส่งโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดจีนมีความต้องการสินค้าดังกล่าวสูงมาก แต่ประเทศไทยยังติดปัญหาประเทศที่อยู่ในลิสต์ของการติดโรคระบาดมือเท้าปากเปื่อยในสัตว์ ซึ่งการที่จะออกจากลิสต์ เป็นเรื่องที่ยากแต่มีการประชุม Beef Board เห็นชอบให้เร่งหางบประมาณเพื่อนำวัคซีนฉีดให้สัตว์เพื่อป้องกันโรคได้ 100% ที่ผ่านมา วัคซีนป้องกันโรคได้เพียง 50-60% ต้องยอมรับว่างบประมาณที่ได้แต่ละปียังไม่เพียงพอ จึงอยู่ระหว่างการผลักดันต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รร.ดรุณวิทยา ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

รร.ดรุณวิทยา ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

รร.ดรุณวิทยา ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน ‘ปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย’ เสริมโภชนาการ-พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการให้ความรู้ทางวิชาการแก่เด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยโรงเรียนได้จัดให้มีชั่วโมงเรียนรู้การเกษตรอินทรีย์ เพื่อสอนให้นักเรียนมีความรู้ในเรื่องโภชนาการและสุขอนามัยที่ถูกต้อง  นักเรียนได้เรียนรู้การปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ปลูกพืชสมุนไพร  การปลูกผักปลอดภัย  ส่งผลผลิตเข้าสู่โรงครัวโรงเรียน สำหรับประกอบอาหารกลางวัน  อีกทั้งยังสามารถนำความรู้นี้ไปต่อยอดในครอบครัว ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือน

นางสาวนวพรรณ อินต๊ะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) กล่าวว่า ได้ต่อยอดจากการเกษตรในโรงเรียน มาเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับการใช้ชีวิตจริง และเพื่อปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษปีที่ 6 จะมีพื้นที่แปลงเกษตรที่ตนเองรับผิดชอบ โดยนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้การเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษาผักให้ปลอดสารเคมีด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งทำจากเศษอาหาร ขยะสดในโรงเรียน รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในโรงครัวของโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารกลางวันแล้ว ยังช่วยให้นักเรียนได้บริโภคผักที่สด สะอาด และปลอดภัยอีกด้วย และนอกจากการนำผลผลิตไปใช้ในโรงเรียนแล้ว โรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการทางธุรกิจตั้งแต่การปลูกผัก ดูแลรักษา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพาะปลูก ไปจนถึงการตลาดและการขายผักที่เหลือจากการบริโภคภายในโรงเรียน ตามนโยบาย ‘พ่อค้าน้อย แม่ค้าน้อย’ ของ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน จัดตลาดกรีนมาร์เก็ตในทุกเดือน เพื่อให้เด็กๆนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากที่บ้านมาแลกเปลี่ยน มาขายให้กับผู้ปกครองคนอื่นที่โรงเรียน ทำให้นักเรียนได้รับทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพได้ในอนาคต

ขณะที่ นายอนุวัฒน์ เขื่อนดิน ครูผู้สอนวิชาเกษตรอินทรีย์ เล่าว่า การปลูกผักในโรงเรียน เพื่อเป็นอาหารกลางวัน ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้อง  แต่ยังช่วยเสริมให้นักเรียนรู้จักความรับผิดชอบ มีวินัย รู้จักการประหยัด และนำสิ่งที่ตนเองมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เมื่อมีพื้นที่ว่างก็ทำให้พื้นที่นั้นเกิดประโยชน์ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงปลาหรือถ้าไม่มีพื้นที่มากพอก็ลองหาวิธีอื่น อย่างการปลูกผักแบบใช้น้ำก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง นอกจากจะได้ผักที่ปลอดสารพิษที่เราปลูกเองกับมือแล้ว ยังได้เรียนรู้การทำการเกษตรที่หลากหลายวิธี  อีกทั้งนักเรียนยังได้ฝึกฝนกระบวนการบริหารจัดการ ตั้งแต่การดูแลแปลงผักไปจนถึงการคำนวณต้นทุนและการนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้นักเรียนได้นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง ทั้งในแง่ของการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือครอบครัว นักเรียนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการปลูกผักเพื่อใช้ในมื้ออาหารของตนเองและเพื่อนๆ อีกทั้งยังสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักเพื่อบริโภคภายในครอบครัว หรือการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมและธุรกิจการเกษตร ซึ่งเด็กนักเรียนได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต /// – 026

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

โคราชทำถึง!! มหาวิทยาลัย มทส.เมืองย่าโมเปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมเชิญชวนร่วมเรียนรู้-สัมผัสประสบการณ์เกษตรครบวงจร

วันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางวาสนา เหลืองลายวัณย์ ที่ปรึกษาฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และนายวิทิตย์ แสนขวา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโรงประลองและยกระดับการผลิต โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ตรวจเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งถือเป็นโรงผลิตอาหารสัตว์ที่ยังคงอยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงเดินเครื่องผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปชนิดเม็ด จำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกร ตัวแทนจำหน่าย สหกรณ์ และหน่วยงานราชการ รวมถึงนำมาใช้เลี้ยงโคนม แพะ และแกะ ภายในฟาร์มของมหาวิทยาลัยเอง  ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โดยเริ่มก่อตั้ง ใน ปี พ.ศ. 2540 งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท กำลังผลิตเฉลี่ย 30  ตันต่อวัน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติงานการเรียนการสอน รองรับงานวิจัย บริการวิชาการ ซึ่งได้ผลิตอาหารสัตว์ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่น โดยผ่านกระบวนการที่ควบคุมด้วยระบบ GMP  อาทิ อาหารเม็ด สูตร มทส. 112 สำหรับโคเนื้อ โคขุน , สูตร มทส. 114 สำหรับโคเนื้อ โคขุน อายุ 6 เดือนขึ้นไป  สูตร มทส. 016 สำหรับโดนมรีด ระหว่าง 201-305 วัน , สูตร มทส. 021 สำหรับโคนมระยะอุ้มท้องและระยะให้นม และสูตร มทส.214 ใช้สำหรับแพะขุนและแม่แพะอุ้มท้องไม่เกิน 3 เดือน

นางวาสนา เหลืองลายวัณย์ ที่ปรึกษาฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา (มทส.) ได้มีการเปิดบ้านฟาร์มมหาวิทยาลัย เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ เรียนรู้วิถีเกษตรครบวงจรจากของจริง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรีดนมวัว การเลี้ยงม้า การดูแลสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ การเพาะเลี้ยงไก่พันธุ์โคราช ตลอดจนการเรียนรู้การผลิตอาหารสัตว์ที่ถูกต้อง และการทำเกษตรปลอดสารพิษ  ทั้งฟาร์มมหาวิทยาลัย มทส. ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่มีมาตรฐาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงเกี่ยวกับภาคการเกษตรผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ภายในกิจกรรม เปิดบ้านฟาร์ม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมวัวคุณภาพ เรียนรู้วิธีการรีดนมอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการดูแลม้า และฝึกขี่ม้าเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำการเลี้ยงสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมที่ฉลาดและเป็นมิตร พร้อมสาธิตวิธีการดูแลอย่างเหมาะสม  อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเรียนรู้การเลี้ยงไก่พันธุ์โคราช ซึ่งเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้สัตว์ได้รับโภชนาการที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ตั้งแต่การปลูกผักปลอดสารพิษ ไปจนถึงการจัดการฟาร์มให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชมและสนใจเข้าศึกษาดูงาน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฟาร์มมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ โทร. 0-4422-5003 /// – 026

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ  ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร กลุ่มรักเกาะยอ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา โดยกลุ่มรักเกาะยอ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา หมู่ 4, 5, 8 ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 32 ราย พื้นที่เลี้ยง 4.13 ไร่ รวม 294 กระชัง ผลผลิตเฉลี่ย 96 ตัน/ปี รายได้ 15.4 ล้านบาท/ปีได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมง ปัจจุบันได้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าปลากะพงสดและอาหารทะเลอื่นๆ ตามคำสั่งซื้อ เช่น หมึก และกุ้งก้ามกรามทะเลสาบ จากกลุ่มเกษตรกรอำเภอใกล้เคียง จำหน่ายโดยตรงหน้าท่า พ่อค้า ร้านค้าในท้องถิ่น การขายออนไลน์ และการจัดแสดงสินค้า โดยกลุ่มมีการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือด้านการตลาดกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงอื่นๆ ทั่วทั้งเกาะยอ สามารถควบคุมราคาตลาดปลากะพง ให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดเป็นอาชีพหลักของสมาชิก ปัจจุบันกลุ่มรักเกาะยอขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ของ จ.สงขลา

สำหรับกรมประมง ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (ปลากะพง) งบประมาณปี 2565-2567 โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง 100,000 บาท และมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อใช้ในกระบวนการเลี้ยงและการแปรรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถรักษาความสดของปลาจนถึงมือผู้บริโภค จัดส่งได้ทั่วประเทศ พร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนในการพัฒนาการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพการแปรรูปที่ได้คุณภาพ และผลิตได้ตามความต้องการของตลาด จัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็นในการสนับสนุนด้านการแปรรูป รวมถึงการศึกษาดูงานการเลี้ยงและแปรรูปปลากะพง และสนับสนุนตลาด

นายอัครากล่าวว่า ได้มุ่งเน้นนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เช่น นโยบายยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงด้วยการต่อยอดโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง สร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัดหรือท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ และเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่สร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ที่ผ่านมา รมว.เกษตรฯ และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรคและสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมง ที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพิธีสารฯ ฉบับนี้ มี
เป้าหมายเพื่อให้ไทยสามารถส่งออกปลากะพงขาว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงชนิดแรก โดยคาดว่าจะสามารถส่งออกได้ปีละมากกว่า 50,000 ตันต่อปี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามนโยบายจะเกิดความสำเร็จได้จะต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนประชาสังคม รวมถึงเกษตรกรด้วย

รมช.เกษตรฯหนุนส้มโอทับทิมสยาม

รมช.เกษตรฯหนุนส้มโอทับทิมสยาม

รมช.เกษตรฯหนุนส้มโอทับทิมสยาม

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และติดตามการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การปลูกส้มโอทับทิมสยาม บ้านแสงวิมาน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว อยู่ภายใต้พื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีนายอิมรอนแสงวิมาน หมอดินอาสา เป็นเจ้าของซึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยประสบปัญหาการระบายน้ำในหน้าฝน ทำให้น้ำท่วมขังในแปลง และมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพและปัญหาดินเปรี้ยวจัด กรมพัฒนาที่ดิน จึงแก้ปัญหาโดยจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น วัสดุหินปูนฝุ่น ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการจัดหาทรัพยากรทางการเกษตร ให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อการเกษตร และการยกระดับสินค้าเกษตร ด้วยการต่อยอดโครงการ1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้รับการปรับปรุงและพัฒนา ทำให้ผลผลิตส้มโอมีคุณภาพและได้มาตรฐาน และเกิดการรวมกลุ่มการปลูกส้มโอทับทิมสยาม โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการส่งเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาด จนสามารถส่งผลผลิตไปจำหน่ายให้บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้จากผลผลิต 2,142,888 บาทต่อปี

สำหรับส้มโอทับทิมสยาม ถือเป็นพื้นเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นสินค้าอัตลักษณ์ของ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการรับรองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาผลผลิตค่อนข้างสูง จูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่นาหรือนาร้าง มาปลูกส้มโอทับทิมสยามกันมากขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 6,093 ไร่ ปลูกมากที่สุดใน อ.ปากพนัง รวม 4,243 ไร่ เกษตรกร 841 ครัวเรือน ผลผลิตส้มโอกว่า 40% ส่งออกไปตลาดจีน ส่วนที่เหลือบริโภคภายในประเทศ สร้างรายได้ให้กับจังหวัดมากกว่าปีละ 1,200 ล้านบาท

‘อิทธิ’ตรวจด่านฯ คุมเข้มมาตรการ ปราบสินค้าเถื่อน มุ่งเพิ่มการส่งออก

‘อิทธิ’ตรวจด่านฯ  คุมเข้มมาตรการ  ปราบสินค้าเถื่อน  มุ่งเพิ่มการส่งออก

‘อิทธิ’ตรวจด่านฯ คุมเข้มมาตรการ ปราบสินค้าเถื่อน มุ่งเพิ่มการส่งออก

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การส่งออก-นำเข้า และการป้องกันปราบปรามการลักลอบและทำสงครามสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายที่ด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา ว่าได้ขับเคลื่อนนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืชประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกและนำผ่านสัตว์-ซากสัตว์ ตลอดจนบูรณาการกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมกับคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย

“ด่านศุลกากรสะเดา ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคใต้ เป็นด่านชายแดนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความตั้งใจมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ซึ่งทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนที่เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ด่านศุลกากรสะเดา ยังเป็นจุดบริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service-OSS) จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการนำเข้า ส่งออกสินค้าเกษตรให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ตลอดจนผลักดันมาตรการเพิ่มขีดความสามารถด้านส่งออกทั้งสินค้าประมงพืชและปศุสัตว์ ให้มีศักยภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร” รมช.เกษตรฯ กล่าว

เกษตรฯมอบโฉนดที่ดินฯ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

เกษตรฯมอบโฉนดที่ดินฯ  เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

เกษตรฯมอบโฉนดที่ดินฯ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มอบโฉนด : นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน อ.นาทวี จ.สงขลา 100 ราย รวม 100 แปลง ที่ อบต.สะท้อน อ.นาทวี เป็นการสานต่อนโยบายปรับปรุงเอกสารสิทธิฯให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาอาชีพ

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสตรวจราชการในพื้นที่ จ.สงขลา และมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน อ.นาทวี จ.สงขลา 100 ราย พื้นที่รวม 100 แปลง ที่ อบต.สะท้อน อ.นาทวี ว่าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้สานต่อนโยบายสำคัญในการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ทำให้เกษตรกรสามารถต่อยอดในการเข้าถึงโอกาสการให้บริการของภาครัฐ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดินและพัฒนาอาชีพ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้ครบ 22 ล้านไร่ทั่วประเทศ ในปี 2568 – 2569

“โฉนดเพื่อการเกษตร เป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ เพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพ มีรายได้และมีความมั่นคงในชีวิต อีกทั้งเพื่อพัฒนาสิทธิและเพิ่มมูลค่าในที่ดินรัฐให้แก่เกษตรกร สิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเพิ่มขึ้น ตลอดจนสามารถเปลี่ยนแปลงผู้ทำประโยชน์นอกเหนือจากทายาท แต่ต้องเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพ มีรายได้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” นายอิทธิ กล่าว