ก.เกษตรฯติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

ก.เกษตรฯติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

ก.เกษตรฯติดตามโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

‘นฤมล’ ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ติดตามโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด หวังดันให้สำเร็จ เพื่อกักเก็บน้ำให้เกษตรกรไว้ใช้ เผย เตรียมนำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมาในพื้นที่เพิ่มเติม

วันนี้ (13 มี.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองภักดีรำไพ) โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ประตูระบายน้ำปากคลองภักดีรำไพ ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อร่วมรับฟังปัญหาในพื้นที่และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของ จ.จันทบุรี ในทุกมิติ เพื่อยกระดับรายได้ และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกผลไม้ของไทย โดยทางจีนมีท่าทีพึงพอใจกับการปรับใช้มาตรการดูแลผลไม้ส่งออกของไทย โดยหลังจากนี้ จะมีการเจรจากับทางการจีนเพิ่มเติม เพื่อขอให้ช่วยปลดล็อค การขนส่งผลไม้ทุกชิปเม้นท์ของประเทศไทย อันเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ ได้วางแผนจัดทำโรงงานแปรูปยางพาราของจังหวัดจันทบุรี เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรในพื้นที่ให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย รวมถึงฝากกระทรวงพาณิชย์ช่วยจัดหาตลาดรองรับผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันสินค้าล้นตลาด และราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาลนี้ อีกทั้งคณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ หามาตรการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลของไทย ซึ่งจะนำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมาดำเนินการที่ จ.จันทบุรี เพิ่มเติม

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้ติดตามโครงการต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนด เพื่อกักเก็บน้ำให้กับพี่น้องชาว จ.จันทบุรี มากขึ้น เพราะอาชีพหลักของที่นี่ คืออาชีพเกษตรกร หากมีแหล่งน้ำเพียงพอก็จะสามารถช่วยภาคเกษตรได้ โดยตนพูดคุยกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วว่าอยากจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จ แต่พื้นที่ๆ  ขออนุญาตไป ได้กลับมาน้อยกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้อยู่มาก เพราะได้มาประมาณ 26% จากทั้งหมด 100% จึงจะต้องมีการไปหารือกับนายเฉลิมชัย อีกครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นพื้นที่น้อยแบบนี้สร้างไปก็จะไม่เกิดประโยชน์

ส่วนทาง รมช.เกษตรฯ (นายอิทธิ ศิริลัทธยากร) วันนี้ ก็ไปพบกับผู้ประกอบการทุเรียน เพื่อติดตามเตรียมความพร้อมการตรวจรับรองสารปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) ในทุเรียนสด ซึ่งตอนนี้มีมาตรการเข้มข้นในการตรวจสอบทุเรียนก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน จึงต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวสวนทุเรียนด้วย แต่ขณะนี้ปัญหาดังกล่าวก็คลี่คลายลงไปเยอะแล้ว เพราะได้ดำเนินการตามมาตรการที่ตั้งเอาไว้

ในส่วนของการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำนั้น ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และกรมประมงเองก็มี 7 มาตรการในการดำเนินการ ซึ่งผ่านที่ประชุม ครม.ไปแล้ว ส่วนงบประมาณก็ยังมีเพียงพอในการดำเนินการ

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.นฤมล นำคณะผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 200 ราย ปัจจัยการผลิต จำนวน 300 ชุด ท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ จำนวน 50 ชุด รวมถึงพันธุ์ปลากระพงขาว จำนวน 6,000 ตัว แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองภักดีรำไพ) สามารถควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Z.57 ไม่ให้เกิน 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำจากคลองภักดีรำไพ เทือกเขาสระบาป ต.พลับพลา ต.คลองนารายณ์ และ ต.หนองบัว ไม่ให้น้ำไหลเข้าเขตเศรษฐกิจตัวเมืองจันทบุรี ด้วยการระบายน้ำออกสู่ทะเล อีกทั้งสามารถเก็บกักน้ำสำหรับใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งรองรับการใช้อุปโภค-บริโภคของชาวจันทบุรี และครอบคลุมพื้นที่ทำการเกษตรในฤดูแล้งได้กว่า 5,000 ไร่

015

กางตัวเลขให้เห็นชัดๆ เกษตรกรชาวพิจิตรเผยผลดี‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ปลูกหลากหลายได้อะไรบ้าง

กางตัวเลขให้เห็นชัดๆ เกษตรกรชาวพิจิตรเผยผลดี‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ปลูกหลากหลายได้อะไรบ้าง

กางตัวเลขให้เห็นชัดๆ เกษตรกรชาวพิจิตรเผยผลดี‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ปลูกหลากหลายได้อะไรบ้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

นายวิชิต สิงห์อนันต์ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 5 ต.บึงนาราง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร เป็นอีกหนึ่งคนที่เผยว่า จากเดิมที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ได้ปรับเปลี่ยนสู่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยในปี 2562 ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่จัดโดย ส.ป.ก.จังหวัดพิจิตร จึงหันมาทำเกษตรแบบหลากหลายในรูปแบบวนเกษตร ทั้งการปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น อย่างสักทอง พยุง ประดู่ สะเดา พะยอม ยางนา กระถินเทพา ปลูกไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น มะขามป้อม พุทรานมสด กล้วย อินทผลัม พริกไทย เป็นต้น อีกทั้งยังเลี้ยงปลาช่อนและปลานิล

การแบ่งพื้นที่ 20 ไร่ จากทั้งหมด 32 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา มาทำวนเกษตร ผลผลิตที่ได้รับ เช่น มะขามเทศ รายได้ 80,000 บาทต่อปี พุทรา 2 แสนบาทต่อปี ข้าว 120,000 บาทต่อปี อินทผลัม 2 หมื่นบาทต่อปี มะม่วง 4 หมื่นบาทต่อปี ฝรั่งกิมจู 15,000 บาทต่อปี รวมทั้งหมด 475,000 บาทต่อปี นอกจากนั้นยังมีรายได้อื่นๆ เช่น การขายพันธุ์พืชๆ การทำน้ำหมัก และการเผาถ่าน

“มีการทำน้ำหมักและสารชีวภัณฑ์ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ มีเห็ดจากสวนป่าเบญจพรรณ มีสินค้าแปรรูปอย่างไซรปอินทผลัม มะม่วงกวน” นายวิชิต ระบุ

ก.เกษตรฯติวเข้มโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก

ก.เกษตรฯติวเข้มโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก

ก.เกษตรฯติวเข้มโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.34 น.

‘อิทธิ’ ติวเข้มผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก เข้มงวดตรวจสอบคุณภาพผลผลิตปลอดการปนเปื้อน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ

วันนี้ (13 มี.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายการส่งออกผลไม้ แก่ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออกฤดูกาลผลิตปี 2568” โดยมี นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี รองผู้ว่าฯ จันทบุรี นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือก (ทุเรียนและมังคุด)  ในพื้นที่ภาคตะวันออก และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 500 คน ที่โรงแรมนิวแทรเวิลลอด์จ อ.เมือง จ.จันทบุรี ว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ มีนโยบายในการกำกับดูแลผลไม้ให้เป็นไปตามมาตรฐานปราศจากศัตรูพืชกักกัน เพื่อลดปัญหาการแจ้งเตือนจากประเทศปลายทาง ซึ่งขณะนี้ปัญหาการปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) และสารแคดเมียมในทุเรียนสดส่งออกไปจีน นับว่ามีผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกผลไม้ของไทยทางการจีน จึงเพิ่มความเข้มงวดและออกกฎระเบียบในการควบคุมการนำเข้าการจำหน่ายผลไม้นำเข้าจากประเทศไทย ซึ่งหากมีการตรวจพบการปนเปื้อน BY2 และสารแคดเมียมในผลทุเรียนสดและถูกระงับการนำเข้าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการส่งออกผลไม้ของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกร

นายอิทธิ กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบและมีภารกิจในการกำกับดูแล การตรวจติดตามโรงงานผลิตสินค้าพืชให้ได้มาตรฐานเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และรับรองสุขอนามัยพืชให้เป็นไปตามเงื่อนไขในพิธีสารส่งออกไปจีนอย่างเข้มงวด เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้ตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงกระบวนการส่งออกสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ เน้นย้ำในเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรการ 4 ไม่เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนไทยปี 2568 ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่สวมสิทธิ์ และ 4.ไม่มีสี-ไม่มีสารเคมีต้องห้าม โดยมีเป้าหมาย “Set Zero” การใช้สีการใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด รวมถึงมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารตกค้าง BY2 ซึ่งนับเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเรื่องคุณภาพและมาตรฐานกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรในโรงคัดบรรจุการกำกับดูแลผลไม้ให้เป็นไปตามมาตรฐาน จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผลไม้ปฏิบัติได้ตามมาตรฐานและตามประกาศหลักเกณฑ์ที่กำหนดและมีการบูรณาการ และสนับสนุนจากทุกภาคส่วนผลไม้ที่ส่งออกไปก็จะมีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานส่งเสริมภาพลักษณ์สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้ผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ การส่งออกผลไม้ของไทยก็จะราบรื่น เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ราคาดี ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายอิทธิ กล่าว

ด้านอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกผลไม้ปัญหาผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดรวมถึงปัญหาด้านกักกันพืชที่ไม่เป็นไปตามพิธีสารการตรวจพบศัตรูพืช ทั้งโรคแมลงและการตรวจพบสารตกค้างในผลผลิตที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก เพื่อลดการแจ้งเตือนการปฏิเสธและตีกลับสินค้าจากประเทศผู้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย อีกทั้งเพื่อให้การเผยแพร่ข้อเท็จจริงในสื่อต่างๆ และการรับรู้ข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยการชี้แจงให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุได้รับทราบและเข้าใจในหลักเกณฑ์กฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตรวจติดตามเฝ้าระวังและควบคุมการส่งออกผลไม้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันรวมถึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น และหารือข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาช่วยให้การส่งออกผลไม้ภาคตะวันออกปี 2568 เป็นไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพจึงมีความมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุได้มีความเข้าใจในกระบวนการและขั้นตอนต่างๆในการส่งออกผลไม้สามารถบริหารจัดการโรงคัดบรรจุได้ตามมาตรฐาน มกษ.9047-2560 รวมถึงประกาศและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6 ) ลงพื้นที่ตรวจติดตามตามมาตรการ Big Cleaning นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2568 เป็นต้นมา รวมทั้งจัดงานมหกรรม Big Cleaning Day ทุเรียนภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่โรงคัดบรรจุเกาฟงและโรงคัดบรรจุบริเวณโดยรอบ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนของโรงคัดบรรจุให้มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานตรวจสอบคุณภาพทุเรียนตามหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070-2566) โดย สวพ.6 ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนมังคุดและสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่จัดฝึกอบรมเรื่องการพัฒนาทักษะผู้ควบคุมคุณภาพผลผลิตประจำโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกปี 2568 จำนวน 2 รุ่น ให้กับผู้ควบคุมคุณภาพประจำโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออกโดยจะดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2568 ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 6 ซึ่งขณะนี้มีโรงคัดบรรจุให้ความสนใจแจ้งความประสงค์เข้ารับการฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก

015

ชาวบ้านกาฬสินธุ์!! รวมกลุ่มปลูกพืช ‘ผสมผสานแปลงใหญ่’ สู้ภัยแล้ง

ชาวบ้านกาฬสินธุ์!! รวมกลุ่มปลูกพืช ‘ผสมผสานแปลงใหญ่’ สู้ภัยแล้ง

ชาวบ้านกาฬสินธุ์!! รวมกลุ่มปลูกพืช ‘ผสมผสานแปลงใหญ่’ สู้ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ชาวบ้าน 3 ตำบลในอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ใช้น้ำชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) พลิกผืนนาที่เคยทำนาปรังในฤดูแล้ง ที่ต้นทุนสูง ราคาข้าวตกต่ำ เป็นแปลงปลูกพืชผักผสมผสาน ‘แปลงใหญ่’ หลายชนิด เก็บผลผลิตทั้งยอด  ดอก ผล จำหน่ายขายในชุมชน สร้างรายได้เดือนละกว่า 15,000 บาท

วันที่ 13 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ในฤดูแล้ง พื้นที่ใช้น้ำชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) หลายอำเภอ ที่นอกจากจะมีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและทำนาปรังเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังพบว่าในพื้นที่ ต.ลำคลอง ต.ลำปาว และต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ เกษตรกรได้รวมกลุ่มปลูกพืชผักสวนครัวผสมผสาน ‘แปลงใหญ่’  สร้างร้ายได้ตลอดปี โดยมีการปลูกพืชฤดูแล้ง อายุสั้น ใช้น้ำน้อย อายุ 3-4 เดือนเก็บผลผลิต เช่น พืชกระกูลแตง ฟักทอง บวบ ข้าวโพด ถั่วลิสง  พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว สามารถเก็บขายได้ทั้งส่วนของยอด ใบ ดอก ผล รายได้อย่างน้อยวันละ 300 บาท ตกเดือนละ 15,000 บาททีเดียว

นายสมจิตร อายุ 54 ปี อยู่ที่หมู่ 3 เกษตรชาวบ้านหาดทอง ต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมตนเคยไปทำงานรับจ้างทั่วไปและขับวินมอเตอร์ไซค์ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลานับ 20 ปี พักหลังรายได้ไม่แน่นอน ขณะที่รายจ่ายส่วนตัวประจำวันสูงมาก จึงคิดว่ากลับมาตั้งหลักทำการเกษตรที่บ้านดีกว่า เพราะมีช่องทางทำมาหากินมากมาย ไม่มีวันอดตายหากขยัน โดยเฉพาะมีความพร้อมทั้งที่ทำกินและแหล่งน้ำจากคลองชลประทานเขื่อนลำปาว

นายสมจิตร กล่าวอีกว่า จากบริบทของพื้นที่เขต ต.ลำคลอง ต.ลำปาว และต.บึงวิชัย อยู่ในทำเลดี มีแหล่งน้ำดังกล่าว จึงเป็นแหล่งปลูกพืชผักสวนครัวตลอดปี ผลผลิตจำหน่ายในตลาดชุมชน และมีพ่อค้าแม่ค้าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มารับซื้อถึงที่  นำส่งตามตลาดสด  ตลาดไทย และตลาดทั่วไป ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ หรือแหล่งผลิตพืชผักกลุ่มใหญ่ที่สุดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ สำหรับตนซึ่งมีแรงงานคนเดียว ใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ปลูกข้าวโพด และฟักทอง โดยฤดูแล้งปีนี้ปลูกข้าวโพด 3 รุ่น และฟักทอง 2 รุ่น ช่วงกำลังติดดอกออกผล สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน เช่น ผลผลิตของฟักทองเก็บขายได้ทั้งยอด ดอกตัวผู้ และผล

‘สำหรับดอกฟักทองนั้น นิยมลวกจิ้มน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงต้มซุป แกงอ่อม รสชาติหวาน มัน อร่อย โดยจะเก็บดอกตัวผู้ไปขายในหมู่บ้าน 30 ดอก/มัด ขายมัดละ 10 บาท มีรายได้วันละ 200-300 บาท ส่วนผลนิยมเก็บผลแก่ขายในราคา กก.ละ 15 บาท หรือบรรจุถุงขายถุงละ 10 กก.ราคา 150 บาท ข้าวโพดก็ขายทั้งฝักดิบและต้มสุก  3 ฝักราคา  20 บาท หรือแล้วแต่จะตกลงกันได้  หากปีนี้ได้กำไรดี ฤดูแล้งปีหน้าก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก และเพิ่มชนิดพืชผักให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าทำง่าย ไม่ยุ่งยาก ได้อยู่กับครอบครัว’ นายสมจิตรกล่าว

ด้าน นายเลิง อายุ 54 ปี เกษตรกรบ้านโนนตูม ม.4 กล่าวว่า ฤดูแล้งทุกปีตนเคยทำนาปรัง ประสบปัญหาต้นทุนสูง ทั้งค่ารถไถ ค่าปุ๋ยเคมี ค่ารถเกี่ยว ราคาขายข้าวเปลือกตกต่ำ ไม่คงที่ ขาดทุนทุกปี บางปีประสบปัญหาภัยแล้ง ต้นข้าวเกิดโรคระบาด ก็ยิ่งขาดทุนและเสียโอกาสสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเพื่อนเกษตรกรพื้นที่ข้างเคียงปลูกพืชผักแปลงใหญ่รายได้ดี เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จึงหันมาปลูกพืชผักบ้าง โดยเปลี่ยนแปลงนามาเป็นแปลงปลูกพืชตระกูลแตงและถั่วลิสง  อายุสั้น ใช้น้ำน้อย หากประสบภัยแล้งพืชผลก็ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก พบว่าสะดวก สบาย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรดีกว่าปลูกข้าวนาปรัง

‘ทั้งนี้ ได้ใช้พื้นที่ 2 ไร่ ปลูกแตงไทย และถั่วลิสง ทุกวันนี้มีรายได้จากการเก็บแตงไทยขาย เฉลี่ยรายได้วันละ 300 บาท  1 เดือนมีรายได้ประมาณ 15,000 บาท บวกลบต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ดีกว่าทำนาปรังและปลูกพืชชนิดอื่น ที่สำคัญไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยคอกบำรุง ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ พืชผลก็เจริญเติบโต ให้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ ทุกวันนี้เก็บผลผลิตขาย มีรายได้ตลอดทั้งเดือน ทั้งนี้ ในส่วนของการปลูกพืชผักหลากหลายของกลุ่มเกษตรกรเรา 3 ตำบล ยังถือเป็นการเอาชนะภัยแล้ง เพราะเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรค ที่สำคัญรายได้ดี ดีกว่าปลูกข้าวนาปรังหลายสิบเท่าก็ว่าได้’ นายเลิง กล่าว ///-026

‘สิ่งแวดล้อมดี-มีรายได้ในทุกๆวัน’ เกษตรกรชัยนาทเผยประโยชน์วนเกษตร-เกษตรทฤษฎีใหม่

‘สิ่งแวดล้อมดี-มีรายได้ในทุกๆวัน’ เกษตรกรชัยนาทเผยประโยชน์วนเกษตร-เกษตรทฤษฎีใหม่

‘สิ่งแวดล้อมดี-มีรายได้ในทุกๆวัน’ เกษตรกรชัยนาทเผยประโยชน์วนเกษตร-เกษตรทฤษฎีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

นางสำเริง แสนจักร เกษตรกรหมู่ 7 บ้านหนองไม้แก่น ต.สะพานหิน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท เผยที่มาของการแบ่งพื้นที่ 5 ไร่ จากทั้งหมด 40 ไร่ 67 วา มาทำวนเกษตรตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ว่า แต่ก่อนทำเกษตรเชิงเดี่ยว ในช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย นำมาสู่การเพิ่มความหลากหลายให้แปลงเกษตร ปลูกผักหวานป่า ไม้ไผ่ สัก ประดู่ ยางนา ไพล น้อยหน่า เพื่อสร้างระบบนิเวศขึ้นในแปลง ส่วนพื้นที่อีกประมาณ 35 ไร่ แบ่งปลูกมันสำปะหลัง 18 ไร่ อ้อยโรงงาน 12 ไร่ และข้าว 5 ไร่ มีรายได้จากการเกษตร 3 แสนบาทต่อปี

“ยังมีการเลี้ยงสัตว์เพิ่ม เช่น วัว ไก่ เป็ด ปลาชนิดต่างๆ จนถึงปัจจุบันต้นไม้มีความอุดมสมบูรณ์ เจริญเติบโตสร้างร่วมเงา ส่วนพืชชนิดอื่นๆ ก็สามารถสร้างรายได้ในทุกๆ วัน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นางสำเริง กล่าว

ทั้งนี้ เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรคือที่ดินและแหล่งน้ำ เพื่อให้การทำเกษตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพึ่งพาตนเองและมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปีจากการปลูกพืชหลากหลายชนิด รวมถึงจากการเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง ดังกรณีของ นางสำเริง มีสระน้ำในแปลงเกษตร 2 แห่ง ส่วนวนเกษตร หมายถึงการทำเกษตรที่จำลองสภาพป่าธรรมชาติ ในแปลงจะมีทั้งไม้ยืนต้น ไม้ขนาดกลาง ไม้พุ่ม พืชอาหาร สมุนไพร ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้แล้วยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจราชการ-มอบนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ นายสัตวแพทย์ชาติชาย ยิ้มเครือ ปศุสัตว์จังหวัดจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ ร่วมติดตามคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายการปฏิบัติงานฯ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ คลองภักดีรำไพอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

ในการนี้กรมปศุสัตว์ได้มอบปัจจัยการผลิตทางด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ท่อนพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ได้มีการแจกไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ด้านปศุสัตว์ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานด้วย

– 006

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

‘ปลาหมอคางดำ 4N’ผนึกกำลัง eDNA ความหวังฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศเป็นระบบ

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่กระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำและอุตสาหกรรมประมงพื้นบ้าน เนื่องจากปลาชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวสูง ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และมีอัตราการรอดชีวิตสูง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกับปลาท้องถิ่นและรบกวนระบบนิเวศโดยรวม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไทยได้พัฒนาแนวทางการควบคุมปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ปลาหมอคางดำ 4N (tetraploid) ร่วมกับเทคโนโลยี eDNA ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

นักวิจัยกรมประมงได้พัฒนาเทคนิคการเหนี่ยวนำโครโมโซมสัตว์น้ำ (polyploid) การสร้างปลาหมอคางดำที่มีโครโมโซม 4N ซึ่งเมื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ปลาชนิดนี้จะสามารถผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำปกติที่มีโครโมโซม 2N ได้ และจะทำให้ลูกปลาที่เกิดขึ้นใหม่เป็นปลาที่มีโครโมโซม 3N ซึ่งเป็นปลาที่เป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว การใช้แนวทางนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมประชากรปลาในหลายประเทศ และกรมประมงของไทยกำลังดำเนินการทดลองในฟาร์มเพาะเลี้ยงและขยายผลเพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางนี้จะช่วยลดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้อย่างแท้จริง

สำหรับการใช้เทคโนโลยี 4N ควรดำเนินการควบคู่กับเทคโนโลยี eDNA (Environmental DNA : eDNA) ซึ่งเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและควบคุมปลาหมอคางดำ เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้สามารถตรวจจับ DNA ของปลาหมอคางดำที่ตกค้างอยู่ในแหล่งน้ำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจับปลาตัวเป็นๆ วิธีนี้มีความแม่นยำสูงและสามารถใช้เฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสามารถระบุตำแหน่งที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้อย่างทันท่วงที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ นอกจากการใช้ปลาหมอคางดำ 4N และเทคโนโลยี eDNA แล้ว ควรดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ เช่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน การให้ความรู้แก่ชุมชนและชาวประมงเกี่ยวกับผลกระทบของปลาหมอคางดำ และวิธีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ การจับออกจากแหล่งน้ำและนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ อาทิ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายหลายเมนู หรือใช้เป็นวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรือการนำไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ

ส่วนอีกแนวทางที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มจำนวนปลาผู้ล่าในระบบนิเวศ เช่น ปลากะพง และปลาอีกง การเพิ่มประชากรปลานักล่าในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งที่มีปลาหมอคางดำชุกชุมจะช่วยควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำตามธรรมชาติ 

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำสามารถแก้ไขได้หากมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและดำเนินการอย่างเป็นระบบ การใช้ปลาหมอคางดำ 4N เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการแพร่พันธุ์ ขณะที่เทคโนโลยี eDNA ช่วยในการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างแม่นยำ เมื่อบูรณาการแนวทางเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะเป็นวิธีการที่สามารถลดผลกระทบของปลาหมอคางดำต่อระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าปัญหานี้สามารถควบคุมและแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#ปาจรีย์ เนินสำราญ นักวิชาการอิสระ

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบางระกำโมเดล

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบางระกำโมเดล

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบางระกำโมเดล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการ “บางระกำโมเดล” ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 9  ขยายพื้นที่โครงการฯ อีกกว่า 6 หมื่นไร่  ให้เกษตรกรทำนาปีก่อนฤดูน้ำหลาก หวังลดความเสียหายพื้นที่นา ให้เกษตรกร

วันนี้ (13 มี.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9  โดยในปีนี้ได้จัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไว้ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี   ทำให้ในปีนี้สามารถขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ ได้เป็น 327,000 ไร่  โดยจะเริ่มทยอยส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงเพาะปลูกพร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย.2568 และเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึงช่วงกลางเดือน ส.ค.ถึง ต.ค.เป็นไปตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม  อีกทั้งยังช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนบน รวมไปถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง  โดยระหว่างนั้นเกษตรกรยังได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แก้มลิง สร้างรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง  รวมทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคในปีถัดไป

นายสุริยพล กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการ “บางระกำโมเดล” ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจากฤดูน้ำหลาก ทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี  ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พด.คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น-หมอดินอาสาปี’68

พด.คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น-หมอดินอาสาปี'68

พด.คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น-หมอดินอาสาปี’68

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น ปี 2568

วันนี้ (13 มี.ค.) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดฯ ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานในการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จาก 16 สาขาอาชีพ และกรมฯ ยังได้ให้ความสำคัญแก่หมอดินอาสาที่ทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินในการพัฒนา ดูแลดินและที่ดินทางการเกษตรมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2538 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 ซึ่งคัดเลือกจากหมอดินอาสาในปี 2568 รวม 77,777 คน ที่มีผลงานดีเด่นมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร รวมทั้งเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ ฯลฯ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายในเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศลำดับที่ 2-3 จะได้รับโล่เงินและโล่ทองแดง นอกจากนี้หมอดินอาสาดีเด่น ลำดับ 1-2 จะได้รับโล่ พร้อมรางวัลเงินสด ในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน (23 พฤษภาคม)

ด้านนายพชร อริยะสกุล ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ มี 2 ระดับ คือคณะกรรมการในระดับเขต เพื่อคัดเลือกหมอดินอาสาที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนระดับเขตจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 ส่งมายังคณะกรรมการคัดเลือกระดับกรม เพื่อพิจารณาคัดเลือกจากเอกสารผลงานและวีดีโอ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน โดยมีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ เป็นเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตร มีสัญชาติไทย ประพฤติดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละเพื่อส่วนรวม มีผลงานดีเด่นให้ส่วนรวมนำไปใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่ดำเนินการเกษตรถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติในสาขาเดียวกันมาก่อน นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดริเริ่ม พยายามฟันฝ่าอุปสรรค มีผลงานความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ เป็นผู้นำ ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับวันพระราชพิธีพืชมงคล นับตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้เป็น“วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย โดยในปี 2568 ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่อาชีพของตน คณะรัฐมนตรี จึงได้กำหนดให้จัดงานวันเกษตรกร ควบคู่กับวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อบำรุงขวัญแก่เกษตรกรที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตอาหารที่เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ  นับแต่นั้นเป็นต้นมา

015

อ.ส.ค.ทำMOU บสย.หนุนผู้เลี้ยงโคนม

อ.ส.ค.ทำMOU บสย.หนุนผู้เลี้ยงโคนม

อ.ส.ค.ทำMOU บสย.หนุนผู้เลี้ยงโคนม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

อ.ส.ค. จับมือ บสย. ลงนามความร่วมมือ (MOU) มุ่งสนับสนุนผู้เลี้ยงโคนมและ SMEs ตั้งเป้าช่วยเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่น้อยกว่า 2,000 ราย เพื่อเสริมศักยภาพ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคนมไทย

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมด้วย นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในฐานะองค์กรหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคนมของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม โดย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านการดำเนินธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่/New Gen ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครือข่าย THAI – DENMARK MILK LAND ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และสังคม ในข้อตกลงความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ อ.ส.ค. ในการผลักดันอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนทางการเงิน และการบริหารจัดการธุรกิจ โดยตั้งเป้าช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่น้อยกว่า 2,000 ราย

นายสมพร กล่าวว่า อ.ส.ค.ได้ให้ความร่วมมือกับ บสย.โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ สนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องการลงทุนในภาคการเกษตร หรือการลงทุนเป็นเจ้าของ THAI – DENMARK MILK LAND ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น อ.ส.ค.จะให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และการบริหารจัดการธุรกิจ THAI – DENMARK MILK LAND เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน โดยโครงการนี้มีวงเงินรวมกว่า 12,000 ล้านบาท ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ ทั้งโครงการตามมาตรการรัฐ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ  ความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค.และ บสย.ครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของไทย ควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเติบโต และแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นคง

นายสมพร กล่าวอีกว่า อ.ส.ค.ในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมไทย มุ่งเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับ บสย.ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องการเงินลงทุนเริ่มต้น หรือต่อยอดธุรกิจ เฉลี่ยรายละ 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ THAI – DENMARK MILK LAND (ต่อสาขา) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนเจ้าของแฟรนไชส์เดิมที่ต้องการขยายสาขา อีกทั้ง อ.ส.ค.ยังคาดว่าความร่วมมือนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 1,500 ราย พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคมในอนาคต

นอกจากนี้ อ.ส.ค.และ บสย.จะเดินหน้าแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม ในการดำเนินธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ได้ที่ LINE OA TCG First: @tcgfirst และสำหรับธุรกิจ THAI – DENMARK MILK LAND เป็นหนึ่งในธุรกิจของ อ.ส.ค.ที่มีกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งปี 2568 เน้นการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของสาขาที่มีอยู่แทนการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ THAI – DENMARK MILK LAND ผ่านช่องทางอื่น เช่น การขายออนไลน์ การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ หรือการปรับปรุงร้านเดิมให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

015