‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก

‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก

‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘นฤมล’เผยได้รับหนังสือร้องเรียนปมแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออกจริง พร้อมสั่งปลัดเกษตรฯตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ยืนยันพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ย้ำไม่ยอมให้บุคคลใดมาสร้างความเสียหายต่อเกษตรกร รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย

14 มีนาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีข่าวตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กรณีถูกร้องเรียนเรื่องส่อเอื้อเอกชนตรวจสอบสาร BY2 ในทุเรียนส่งออก ว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ที่ขอให้ตรวจสอบอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติตรวจสอบสารย้อมสี BY2 ในทุเรียนส่งออกจริง จึงส่งเรื่องให้นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ปลัดกระทรวงในฐานะผู้บริหารสูงสุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุดต่อไป

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้นโยบายหน่วยงานในสังกัดในการทำงานเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ดังนั้นในกรณีนี้ก็เช่นกัน จะไม่ยอมให้บุคคลใดสร้างความเสียหายต่อเกษตรกร รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยโดย ที่ผ่านมาได้ประกาศใช้มาตรการ แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าผลไม้และ Set Zero สารปนเปื้อนในทุเรียนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นางนฤมล กล่าวว่า จากการเยือนประเทศจีน และได้พูดคุยกับทางสำนักงานศุลกากรจีน GACC) ซึ่งได้แจ้งถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าผลไม้จากประเทศไทยไปยังจีน ว่า มีการดำเนินการอะไรไปบ้าง โดยฝ่ายจีนมีความมั่นใจมากขึ้น

นางนฤมล กล่าวด้วยว่า ทุเรียนเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท จีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 และทุเรียนเป็นสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด จึงจำเป็นจะต้องดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยไทยส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ยปีละ 1.3-1.4 แสนล้านบาท คาดว่า ในปี 2568 ไทยจะส่งออกทุเรียนไปจีนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% และผู้บริโภคจีนยังคงให้ยอมรับทุเรียนไทยมากจึงจะต้องขับเคลื่อนทุกมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อทางการจีนและผู้บริโภค

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

'นฤมล -อิทธิ' ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม.

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

‘นฤมล -อิทธิ’ ลุย จ.ตราด เดินหน้าสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพิ่มน้ำต้นทุน 4.1 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์กว่า 3,000 ไร่ พร้อมมุ่งดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน ขานรับข้อสั่งการนายกฯ 

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะด้านการเกษตร เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงมอบประกาศเกียรติคุณ และปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรกว่า 1,200 ราย เข้าร่วม ณ ศาลาอเนกประสงค์วัดเทพนิมิต ต.เทพนิมิต อ.เขาสมิง จ.ตราด

นางนฤมล กล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกผลไม้ที่สำคัญและมีชื่อเสียง อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด และยางพารา ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกปริมาณมาก ดังนั้นเกษตรกรจึงมีความต้องการใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการเพาะปลูด จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อาทิ การกระจายน้ำ ท่อต่อขยายระบบ ส่งน้ำ และการก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ซึ่งโครงการดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในแผนเพื่อเสนอของบกลางแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากมีงบเหลือจ่ายปีนี้เพียงพอ ได้กำชับให้กรมชลประทานจัดสรรงบเพื่อดำเนินการโครงการเร่งด่วนก่อน เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องจังหวัดตราดโดยเร็วที่สุด

นางนฤมล กล่าวว่า สำหรับหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำวัดเทพนิมิต-บ้านมุมสงบ ตำบลเทพนิมิต อำเภอเขาสมิง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำจากแม่น้ำเขาสมิงไปยังอ่างเก็บน้ำวังสมโภชน์ โดยมีแผนการก่อสร้างในปี 2570 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 4.1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของจังหวัดตราด

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ในปี 2568 นั้น นางนฤมล  กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ 5 กระทรวง บูรณาการทำงานร่วมกันบริหารจัดการผลไม้ที่มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้ดูแลคุณภาพผลไม้ไทยให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมาตรฐานการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมการตลาดการบริโภคภายในประเทศ กระทรวงคมนาคม เตรียมพร้อมด้านระบบขนส่งสินค้า ให้มีประสิทธิภาพคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำกับดูแลโปรษณีย์ไทยทำโครงการช่วยส่งผลไม้จากสวนไปยังผู้บริโภคโดยตรง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนุบสนุนอีกด้วย

“สำหรับปัญหาการปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียมในทุเรียนไทยนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ เราได้เพิ่มมาตรการเข้มข้น และได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำกับติดตามควบคุมมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้ในโรงคัดบรรจุอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น ยังได้ประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น โดยแปรรูปจากทุเรียนผลสด เพื่อให้มีตลาดรองรับมากยิ่งขึ้น”

ขณะที่สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร จ.ตราด ดังนี้  1. ทุเรียน พื้นที่เพาะปลูก 126,718 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนเมษายน 2568 จำนวนผลผลิต 132,237 ตัน 2. เงาะ พื้นที่เพาะปลูก 47,190 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผลผลิต 107,490 ตัน และ 3. มังคุด พื้นที่เพาะปลูก 39,701 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมากสุด เดือนพฤษภาคม 2568 จำนวนผลผลิต 50,261 ตัน ราคา 64.30 บาท/กก. 

โอกาสนี้ นางนฤมล ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ นางแสวง พจนานนท์ และนายพิพัฒน์ พจนานนท์ ที่ได้อุทิศที่ดินเพื่อให้กรมชลประทานใช้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านแก่งหิน ตำบลวัดตะเคียน อำเภอเขาสมิง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างความมั่นคงทางน้ำให้แก่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้มอบป้ายและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อาทิ มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 50 ราย มอบป้ายโครงการบริหารจัดการดินและน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร มอบป้ายโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. มอบใบรับรอง GAP พืช จำนวน 10 ราย มอบเงินอุดหนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจน มอบผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน พันธุ์สัตว์น้ำและถุงยังชีพปศุสัตว์ เป็นต้น

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

‘อิทธิ’ร่วมKickOff รณรงค์ฉีดวัคซีน ต้านโรคลัมปีสกิน จัดซื้อ7.8ล้านโดส

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันและมอบวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน แก่อาสาปศุสัตว์ รวมทั้งปล่อยขบวนรถเจ้าหน้าที่และอาสาปศุสัตว์ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ที่ลานทองฟาร์ม ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงรายว่าได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาปศุสัตว์ ให้มีขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันทางด้านการส่งออก จึงจัดสรรงบประมาณปี 2567 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกินในโค กระบือ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ให้กับกรมปศุสัตว์ ดำเนินการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว 7,850,000 โดสซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกร และเตรียมความพร้อมสินค้าปศุสัตว์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

สำหรับ จ.เชียงราย เป็นพื้นที่นำร่องการสร้างพื้นที่ปลอดโรค (Regionalization) และการสร้างคอกกักเพื่อการส่งออกตามแผนของกรมปศุสัตว์ เพื่อผลักดันการส่งออกโค กระบือมีชีวิต ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ของเกษตรกร เป็นการเปิดช่องทางการค้าเส้นทางใหม่ โดย จ.เชียงราย ได้รับการจัดสรรวัคซีน 78,330 โดส ครอบคลุมประชากรโคและกระบือทั้งหมด นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ ยังมีแผน Kick Off โครงการฯ ครั้งที่ 2 ที่ จ.ตาก

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

รมว.เกษตรฯแจงความปลอดภัยอาหารฯ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา เรื่องความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแนวทางการดำเนินการทั้งหมดที่ครอบคลุมและมีการบูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยภายในอาเซียน โดยประกอบด้วยข้อบทสำคัญ 18 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Coordinating Committee; AFSCC) การดำเนินการจัดทำพิธีสาร และการกำหนดให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มอบสัตยาบันสารแก่เลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567ความตกลงฯ มีการลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศแล้ว

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า เมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งจากหน่วยงานด้านเกษตร การค้า และสุขภาพ 10 ประเทศ โดยมีหน้าที่กำกับดูแลและทบทวนการดำเนินการของความตกลงฯ ประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องของอาเซียน รวมถึงพิจารณาและเห็นชอบข้อเสนอสำหรับการจัดทำพิธีสารในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ด้านเศรษฐกิจอาเซียน และด้านการพัฒนาสาธารณสุข

‘นฤมล’ลงพื้นที่รุดผลักดัน มะพร้าวน้ำหอมสงขลามูลค่าสูง

‘นฤมล’ลงพื้นที่รุดผลักดัน  มะพร้าวน้ำหอมสงขลามูลค่าสูง

‘นฤมล’ลงพื้นที่รุดผลักดัน มะพร้าวน้ำหอมสงขลามูลค่าสูง

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ต.ชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม รวมถึงตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ดูการปรับเปลี่ยนแปลงนาข้าวเป็นมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย “สงขลามหานคร” ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเสริมศักยภาพผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ 2,000 ไร่ ในปีนี้ รวมถึงจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ จัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงออกผลผลิต เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันพืชมูลค่าสูง อาทิ ตาลโตนด กาแฟโรบัสต้า และอื่นๆ ให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ซึ่งเหมาะสม และจัดหาตลาดรองรับตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับ จ.สงขลา ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 11,575 ไร่ มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 5,733 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในคาบสมุทรสทิงพระ (อ.สทิงพระ อ.กระแสสินธุ์ อ.ระโนด และ อ.สิงหนคร) เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งทะเล มีแหล่งน้ำธรรมชาติมีระบบชลประทานที่ดี สภาพภูมิประเทศ และดินที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอม จ.สงขลา มีรสชาติหอมหวานเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ และพื้นที่ราบลุ่มบริเวณทะเลสาบสงขลา ส่งเสริมเกษตรกรให้ได้รับความรู้และมีทักษะบริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ พัฒนาคุณภาพสินค้าและตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัจจุบันมีกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม 4 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 152 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 624.5 ไร่ มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.2 (เทียบกับปี 2563) ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15.7 เกษตรกรผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP รวม 113 ราย ในพื้นที่ 310 ไร่ สามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี ได้ปีละประมาณ 59 ล้านผล เกษตรกรกรมีรายได้สุทธิรวม 6.29 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังส่งเสริมตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จ.สงขลา ซึ่งมีการรวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมการแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนดในพื้นที่ 14 กลุ่ม เกษตรกร 148 ราย

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ถกคกก.แก้ปัญหาสินค้าเกษตร

รองปลัดฯเตรียมพร้อม  ถกคกก.แก้ปัญหาสินค้าเกษตร

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ถกคกก.แก้ปัญหาสินค้าเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) โดยมี นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รายงานการดำเนินงานในส่วนที่รับผิดชอบต่อที่ประชุม พร้อมศึกษากฎระเบียบ EUDR เพื่อสามารถนำไปถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร และมีการพิจารณาการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU DeforestationRegulation: EUDR) ตลอดจนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ในอนาคต

สำหรับโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาแนวทางและจัดทำข้อเสนอกรอบนโยบายและแผนปฏิบัติการ ระดับชาติในการปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์กฎระเบียบ จัดทำข้อเสนอ กรอบนโยบายระดับชาติของประเทศไทยในการปฏิบัติตาม EUDR เพื่อผลักดันและกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายด้านสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนให้สินค้าเกษตรของไทยปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า สามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ทันกำหนดบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’พร้อมคณะตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.จันทบุรี’ ในวาระติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'พร้อมคณะตรวจเยี่ยม'ส.ป.ก.จันทบุรี' ในวาระติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’พร้อมคณะตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.จันทบุรี’ ในวาระติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.24 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ตรวจเยี่ยมส.ป.ก.จันทบุรี ในวาระติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก.ตรวจเยี่ยม ส.ป.ก.จันทบุรี ในวาระลงพื้นที่ติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด โดยมี นายโชคชัย เมืองขวา นายช่างสำรวจอาวุโส รักษาราชการแทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรค ณ ห้องประชุม ส.ป.ก.จันทบุรี

ในการนี้ เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ส.ป.ก.ได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน แนวทางการแก้ไขปัญหา และกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ยุติธรรม มีความสามัคคี พร้อมทั้งให้ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานสำเร็จตามแผนงาน บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

– 006

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม’พด.’ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ลงพื้นที่จันทบุรี

'อธิบดีทวีศักดิ์'นำทีม'พด.'ร่วมคณะ'รมว.นฤมล'ลงพื้นที่จันทบุรี

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม’พด.’ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ลงพื้นที่จันทบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.19 น.

“อธิบดีทวีศักดิ์”นำทีม”พด.”ร่วมคณะ”รมว.นฤมล”ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามโครงการบรรเทาอุทกภัยฯ คลองภักดีรำไพ

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ นายเชฏฐรุจ จันทร์แปลง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 พร้อมด้วย นางจันทร์จิรา ศิริสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด สพข. 2 ร่วมคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองภักดีรำไพ) เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และภาคการเกษตรในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำ และการเกษตรให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำปากคลองภักดีรำไพ ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้พบปะผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางส่งเสริมภาคการเกษตรในจังหวัด โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง จากนั้นได้มีการมอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร อาทิ ท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ พันธุ์ปลากระพงขาว โฉนดเพื่อการเกษตร เป็นต้น และกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี ได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิต อาทิ จุลินทรีย์ พด. ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ จำนวน 300 ชุด แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วยอีกด้วย

– 006

มหัศจรรย์‘เกษตรทฤษฎีใหม่-วนเกษตร’ จากพื้นที่แห้งแล้งสู่แปลงแห่งความอุดมสมบูรณ์

มหัศจรรย์‘เกษตรทฤษฎีใหม่-วนเกษตร’ จากพื้นที่แห้งแล้งสู่แปลงแห่งความอุดมสมบูรณ์

มหัศจรรย์‘เกษตรทฤษฎีใหม่-วนเกษตร’ จากพื้นที่แห้งแล้งสู่แปลงแห่งความอุดมสมบูรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรคือที่ดินและแหล่งน้ำ เพื่อให้การทำเกษตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพึ่งพาตนเองและมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปีจากการปลูกพืชหลากหลายชนิด รวมถึงจากการเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการมีแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วนวนเกษตร หมายถึงการทำเกษตรที่จำลองสภาพป่าธรรมชาติ ในแปลงจะมีทั้งไม้ยืนต้น ไม้ขนาดกลาง ไม้พุ่ม พืชอาหาร สมุนไพร ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้แล้วยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

มีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือการเปิดเผยของ นายทองเพชร คลังแสง เกษตรกรหมู่ 2 บ้านวังน้ำขาว ต.วังน้ำขาว อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ถึงที่มาของความสนใจในวนเกษตรและเกษตรทฤษฎีใหม่ เพราะในขณะที่เกษตรกรจำนวนมากเริ่มจากประสบปัญหาจากเกษตรเชิงเดี่ยว ทั้งต้นทุนค่าปุ๋ย-ค่ายาที่มีแต่จะแพงขึ้น และเมื่อผลผลิตราคาตกต่ำรายได้ก็ไม่พอกับรายจ่ายจึงค่อยปรับเปลี่ยน แต่นายทองเพชร เล่าว่า ที่ดินที่ตนมีอยู่นั้นไม่เหมาะกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาตั้งแต่แรก เนื่องจากเป็นพื้นที่แห้งแล้งดินไม่ดี และเกษตรทฤษฎีใหม่ได้พลิกโฉมพื้นที่นี้ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

จากพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ 30 งาน 50 วา แบ่งมาทำวนเกษตร 10 ไร่ มีสระเก็บน้ำ 2 แห่ง บ่อบาดาลอีก 1 แห่ง ปลูกทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น สะเดา สัก พยุง ไม้เต็ง ไม้รัง พืชกินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ไผ่ซางหม่น มะม่วง ดีปลี พริกไทย มะนาว มะกรูด มะขามเปรี้ยวผักใหญ่ เลี้ยงไก่ไข่ สุกร ปลานิล ปลาดุก ช่วยให้มีรายได้ 220,000 บาทต่อปี ส่วนการทำปุ๋ยหมักยังลดรายได้จ่ายได้ 8,000 บาทต่อปี

“ปัจจุบันป่าหัวไร่ปลายนาภายในแปลงมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น สภาพดินมีความร่วนซุย มีไส้เดือนจำนวนมาก และมีกล้าไม้ขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่ง ส.ป.ก. ได้เข้ามาสนับสนุนให้ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นและแจกกล้าไม้ปลูกในแปลง ทำให้พื้นที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์” นายทองเพชร กล่าว

ก.เกษตรฯประชุมอนุฯ ปรับโครงสร้างระบบผลิตการเกษตร

ก.เกษตรฯประชุมอนุฯ ปรับโครงสร้างระบบผลิตการเกษตร

ก.เกษตรฯประชุมอนุฯ ปรับโครงสร้างระบบผลิตการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (13 มี.ค.) นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม AEOC ชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้ มีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.ผลการชำระหนี้ของเกษตรกรตามโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร (ผกก.) และโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 , 2.ความก้าวหน้าการจำหน่ายหนี้สูญของเกษตรกรลูกหนี้โครงการ ผกก. และ คปร.

3.มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน2562 ขอขยายระยะเวลาการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร (ผกก.) และโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) 4.การประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรในโครงการ ผกก. และ คปร. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567

5.มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 , 6.การเสนอจำหน่ายหนี้สูญของเกษตรกรในโครงการ คปร. และ ผกก. เพิ่มเติม จำนวน 16 ราย และ 7.แนวทางการติดตามเร่งรัดการชำระหนี้และช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้โครงการ ผกก. และ คปร. ในระยะต่อไป

015