‘นฤมล’ประกาศคิกออฟ’โครงการโฉนดต้นยาง’ 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจกครบ 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

'นฤมล'ประกาศคิกออฟ'โครงการโฉนดต้นยาง' 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจกครบ 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

‘นฤมล’ประกาศคิกออฟ’โครงการโฉนดต้นยาง’ 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจกครบ 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

‘นฤมล’ยกคณะกระทรวงเกษตรฯ พบชาวสวนยาง จ.บึงกาฬ เร่งแก้ปัญหาโรคใบร่วง พร้อมประกาศคิกออฟ’โครงการโฉนดต้นยาง’ 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจกครบ 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ อ.เซกา จ.บึงกาฬ เพื่อร่วมพิธีเปิดโครงการอบรมหลักสูตร การส่งเสริมการใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum saimense(ใบร่วงชนิดใหม่) 

โดย นางนฤมล กล่าวว่า จ.บึงกาฬ มีรายได้กว่า 60% มาจากยางพารา ราคายางพาราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กรมการยางก็จะทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไป รวมถึงทีมพญานาคราช ก็จะออกปราบปรามยางเถื่อนต่อเนื่อง เราจะไม่ยอมให้ยางพาราจากประเทศอื่นมาเป็นปัจจัยทำให้ราคายางพาราในประเทศไทยตกต่ำลง ทั้งนี้ หากประชาชาพบการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อน ขอให้แจ้งทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและเราจะกวาดล้างทันที 

“กระทรวงเกษตรฯ ต้องการให้ราคาพืชผลทางเกษตรชนิดอื่น ๆ มีการปรับขึ้นราคาขึ้นเช่นเดียวกับ ยางพารา ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์ม แต่ที่เราทำให้ราคายางพาราขึ้นสำเร็จก่อน เนื่องจากยางพาราอยู่ในการดูแลกำกับของกระทรวงเกษตรฯ เพราะเรามีการยางแห่งประเทศไทยอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ จึงทำให้หน่วยงานอื่น ๆ ของเราสามารถบูรณาการการทำงานเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว และเบ็ดเสร็จ แต่สำหรับราคาข้าว ถึงเราจะมีกรมการข้าว แต่การกำหนดนโยบายตลาด และราคา เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้กำกับดูแล เช่นเดียวกับมันสำปะหลัง ก็มีคณะกรรมการนโยบายมัน อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ส่วนปาล์มน้ำมันก็เป็นของกระทรวงพลังงาน อ้อยก็ไปอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งใจจริงเราอยากจะดึงทุกอย่างมาดูแลแบบเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของยางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนปฎิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อให้เขารู้ว่า เราไม่ได้ไปบุกรุกป่า ซึ่งตอนนี้มีเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่ เหลืออีก 4 ล้านไร่ ที่ยังไปเป็นที่ดินทับซ้อน โดยเราได้มีการพูดคุยกัน และจะมีการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับชาวสวนยางพารา เพื่อให้เขามีเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง สามารถครอบครองพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ส่วนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่อยู่แล้ว เราจะออกโฉนดต้นยางสร้างมูลค่าให้กับต้นยางพาราที่ปลูกอยู่บนที่ดินของตนเอง ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.และนำไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยจะ Kick off เปิดโครงการในวันที่ 1 เม.ย.นี้ 

”กระทรวงเกษตรฯต้องการให้เกษตรกรชาวสวนยางเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้มากขึ้น ซึ่งโครงการนี้จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สวนยางพาราประมาณ 27,000 บาทต่อไร่ ชาวสวนยางก็จะมีเงินไปพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมของตัวเองได้ เราจึงตั้งเป้าตั้งเป้าที่จะออกโฉนดต้นยางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และในอนาคตชาวสวนยางยังสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพิ่มเป็นรายได้เสริมด้วย“ นางนฤมล กล่าว

ในส่วนของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum saimense ในต้นยางพารา ศ.ดร.นฤมล ได้กำชับการยางแห่งประเทศไทย ให้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletatrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา และศึกษาหาแนวทางการแก้ไขทั้งการเฝ้าระวัง การยับยั้งปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องเกษตรกร อันก่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพการทำสวนยางและพืชอื่น ๆ ต่อไป

จากนั้น นางนฤมล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รณรงค์การใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ เพื่อแก้ปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ที่กำลังระบาดในภาคอีสาน แต่ในจังหวัดบึงกาฬยังระบาดมากนัก เราต้องรีบมาป้องกัน และวันนี้ได้มอบน้ำหมักเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางไปใช้ป้องกัน ส่วนเรื่องที่ดิน สปก. ตนได้สานต่อนโยบายที่ทำไว้ตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส ที่ได้เร่งรัดให้มีการแจกโฉนดเพื่อการเกษตร ทำให้วันนี้มีชาวบ้านมารับเอกสารสิทธิ์ 500 คน โดยปี 68 เราตั้งเป้าจะทำให้ครบ 22 ล้านไร่

เมื่อถามถึงปัญหาข้าวนาปรังที่ยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือชัดเจน กระทรวงเกษตรฯ จะมีมาตรการอย่างไรในเบื้องต้น นางนฤมล กล่าวว่า เราได้ดูแลปัจจัยการผลิต เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ส่วนนโยบายข้าวนาปรังและนาปี จะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอก่อน แต่เบื้องต้นยังไม่มีการพูดคุยอะไรมาที่กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ นางนฤมล และนายอิทธิ ได้ร่วมกันมอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 500 ราย พร้อมปัจจัยการผลิต อาทิ น้ำหมักปลาหมอคางดำ 1,000 ลิตร จำนวน 33 ราย ,ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง, หน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง, กล้วยน้ำว้า และพันธุ์มะละกอ รวมถึงพันธุ์ปลาจำนวน 200 ถุง และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวจำนวน 130 ตัน แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วย

รมช.เกษตรลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตร-ทุเรียนลับแล

รมช.เกษตรลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตร-ทุเรียนลับแล

รมช.เกษตรลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตร-ทุเรียนลับแล

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการมูลค่าสูง สินค้าทุเรียนอำเภอลับแล อุตรดิตถ์

วันที่ 15 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนงานตามนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการมูลค่าสูงสินค้าทุเรียน และประเด็นปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ณ ตลาดกลางผลไม้และผลิตภัณฑ์ OTOP ตำบลหัวดง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมส่วนราชการ เกษตรกร ให้การต้อนรับ

โดยที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญที่สุดในภาคเหนือ โดยมีเกษตรกร 5,874 ครัวเรือนปลูกทุเรียนบนพื้นที่กว่า 58,000 ไร่ และเป็นที่รู้จักจากทุเรียนหลงลับแลและทุเรียนหลินลับแลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) นอกจากนี้ทุเรียนหมอนทองก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ มีมูลค่าการผลิตสูงถึง 5,241.91 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.88 ของมูลค่าพืชเศรษฐกิจทั้งหมดในจังหวัดและร้อยละ 28 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ซึ่งทุเรียนจากอุตรดิตถ์มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งในปี 2567 ส่งออกได้ถึง 7,924.74 ตัน มูลค่า 876.91 ล้านบาท ทุเรียนจึงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ได้ให้ความสำคัญในการควบคุมคุณภาพทุเรียน ด้วยมาตรฐาน GAP และการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดปัญหาศัตรูพืชและรักษาคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า โดยใช้ QR Code เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตทุเรียน มีการส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า และขยายตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ถึงแม้จะมีปัญหาในด้านศัตรูพืชและต้นทุนการผลิตสูง รวมถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จังหวัดอุตรดิตถ์มีโอกาสในการพัฒนา โดยการยกระดับทุเรียนให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT (ไอโอที) และระบบเตือนภัยศัตรูพืช

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้รับฟังและติดตามปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีในการป้องกันการกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน รวมถึงการวิจัยและพัฒนาวิธีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาคุณภาพและชื่อเสียงของทุเรียนอุตรดิตถ์ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการเพื่อกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนอย่ามีประสิทธิภาพ อาทิ การติดตั้งกับดักไฟเพื่อเฝ้าระวัง การปราบปรามโดยใช้สารฉีดพ่นตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด การจัดกิจกรรม KICK OFF รณรงค์ป้องกันหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การจัดทำแปลงต้นแบบ และทำแปลงขยายเทคโนโลยี เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรแก่เกษตรกร อาทิ ใบรับมาตรฐาน GAP ทุเรียน จำนวน 10 ราย สารชีวภัณฑ์การป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน 10 ราย มอบแหล่งน้ำในไร่ ขนาด 1,260 ลบ.ม. โครงการก่องสร้างแหล่งน้ำในไร่นอกเขตชลประทาน 5 ราย ชุดผลิตภัณฑ์สาร พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน 5 ราย มอบโค-กระบือ  7 ราย

เริ่มแล้ว!! ‘ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง’จัดงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน 15-17 มี.ค.68

เริ่มแล้ว!! 'ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง'จัดงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน 15-17 มี.ค.68

เริ่มแล้ว!! ‘ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง’จัดงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน 15-17 มี.ค.68

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ชลบุรี ได้จัดงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน 15-17 มี.ค.68 โดยภายในงานมีกิจกรรมพิเศษมากมาย โดยในเพจเฟซบุ๊ก มหาลัยคอกหมู-ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ได้ระบุรายละเอียดไว้ดังนี้ 

– เที่ยวงานฟรี
– เวทีเสวนา บูธให้ความรู้
–  ชิม ช้อป สินค้ากสิกรรม
– กิจกรรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก
–  คอร์สเรียนฟรี
-ลงทะเบียนกดตั๋วได้ครั้งละใบ แต่จะลงกี่รอบ กี่วิชาก็ได้ ขอแค่เวลาเรียนไม่ซ้อนทับกันน้า

 ลงทะเบียนเลือกคอร์สในตาราง https://www.mabueang.com/…/khxrs-reiyn-fri-ni-ngan…

-ขั้นตอนการลงทะเบียนเรียน
1. ไปที่เว็ปไซต์ของเรา https://www.mabueang.com/event
2. เลือกกิจกรรม ลงทะเบียนเรียนคอร์ส ฟรี งานวันดินโลก
3. เลือกคอร์สที่สนใจ และ เวลาไม่ซ้อนทับกัน 
4. กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียน
5. ดาว์นโหลดตั๋วเก็บไว้ แล้วนำมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่หน้าห้องเรียน

สำหรับคอร์สพิเศษอื่นๆ สามารถอ่านรายละเอียด และลงทะเบียนผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

-คลีนิกออกแบบพัฒนาพื้นที่  https://www.facebook.com/share/p/19pFeJttLG/

– พื้นฐานการวางระบบน้ำ https://www.facebook.com/share/p/1MYPbJdkdp/

-เตาดินพิซซ่า ไม่ต้องลงทะเบียน สามารถมาเรียนตามวันเวลาที่ระบุได้เลย https://www.facebook.com/share/1CPpqLoo8L/

การบรรยายพิเศษหัวข้อ “การออกแบบพื้นที่เกษตรกรรม ตามแนวทฤษฎีใหม่” (สำหรับผู้เริ่มต้น)  https://www.facebook.com/share/p/19vJPySed2/

ติดต่อสอบถาม
สำนักงาน 038 198 643
ฝ่ายดูงาน https://line.me/ti/p/s07gf4C3_N (ไอดี mabeaeng (ไม่ต้องมี @ นำหน้า)
ฝ่ายกิจกรรม https://lin.ee/fGdgfsb (ไอดี @rwh5003b)

ช่วยกันลดโลกร้อน
อย่าลืมพกถุงผ้า แก้วน้ำ อุปกรณ์กินอาหารส่วนตัวมาด้วยน้า

วิธีการเดินทางมาศูนย์
https://www.mabueang.com/post/transportation

บรรยากาศภายในศูนย์
https://www.mabueang.com/post/ บรรยากาศภายในศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ตรวจราชการฯ พร้อมเยี่ยมโรงงานกำจัดซาก ประเภทซากสัตว์ปีก พื้นที่จังหวัดชลบุรี

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ลงพื้นที่ตรวจราชการฯ พร้อมเยี่ยมโรงงานกำจัดซาก ประเภทซากสัตว์ปีก พื้นที่จังหวัดชลบุรี

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ตรวจราชการฯ พร้อมเยี่ยมโรงงานกำจัดซาก ประเภทซากสัตว์ปีก พื้นที่จังหวัดชลบุรี

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.29 น.

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ชุติพนธ์ ศิริมงคลรัตน์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจราชการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ โดยมี นายวรฉัตร วิรัชลาภ ปศุสัตว์เขต 2 นายชวนะ ทองเย็น ปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี นายสัตวแพทย์สมพงษ์ จันทะหาร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแทย์ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ณ บริษัท บ้านบึงเรนเดอร์ริ่ง จำกัด อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ บริษัท บ้านบึงเรนเดอร์ริ่ง จำกัด เป็นบริษัทที่ได้ใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ (ประเภท : วัตถุดิบ ชนิดผลพลอยได้จากสัตว์ปีกป่น, เนื้อสัตว์ปีกป่น) จากกรมปศุสัตว์ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 โดยวัตถุดิบที่นำเข้าโรงงานเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นของเหลือจากโรงฆ่าสัตว์ปีก อาทิ โครงไก่ หัวไก่ ไส้ไก่ ซึ่งเป็นการกำจัดซากสัตว์ปีกที่ไม่เหมาะสมกับการบริโภค มาเพิ่มมูลค่าเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงเป็นการควบคุมซากสัตว์ปีกป่วยตายปกติจากฟาร์ม มากำจัดซากได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ตามกฎระเบียบฯ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าในเรื่องของการกำจัดซากสัตว์ปีก และผลพลอยได้จากโรงฆ่าสัตว์ปีก ให้เกิดประโยชน์ในอุตสาหกรรมผลิตสัตว์ปีก และอุตสาหกรรมวัตถุดิบอาหารสัตว์ไทยต่อไป

– 006

19 ปี’กรมการข้าว’ ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

19 ปี'กรมการข้าว' ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

19 ปี’กรมการข้าว’ ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

“รมช.อัครา”ประธานพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบทุนการศึกษาบุตรบุคลากรกรมการข้าว “วันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 19 ปี” ชูสร้างอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบทุนการศึกษาบุตรของบุคลากรกรมการข้าว เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 19 ปี พร้อมด้วย นายธนสาร ธรรมสอน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร

นายอัครา กล่าวว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญโดยรัฐบาลได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว เพื่อมุ่งหวังให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมการข้าวถือเป็นหน่วยงาน ที่มีบทบาทสำคัญ ในการดูแลงานด้านข้าวทั้งระบบ ที่ได้นำนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาขับเคลื่อนนำไปสู่การปฏิบัติและพัฒนา ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนา โดยผ่านการศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยถึงปัญหาต่างๆ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและแก้ไข เพื่อขับเคลื่อนงานบริหารจัดการข้าวของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป ด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกร ชาวนาทั้งประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถมีรายได้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตลอดมา

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาผ่านโครงการด้านข้าวต่าง ๆ มากมาย อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด เพื่อให้มีรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นเท่ากับการลดต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตที่ลดลง โดยนำองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการผลิตข้าว เช่น การกำหนดสูตรปุ๋ยและอัตราการใช้ตามเป้าหมายผลผลิตข้าวแทนสูตรและอัตราเดิมที่เกษตรกรใช้อยู่ อีกทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรม หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน

นอกจากนั้น กรมการข้าวยังได้ดำเนินโครงการส่งเสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายพันธุ์ดี พัฒนาการผลิตข้าวในชุมชน รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมชาวนาให้มี ความสามารถในการผลิต การจัดการผลผลิต และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้อย่างพอเพียงและต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2567 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และได้ปริมาณที่มากขึ้น เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้นอกจากนั้นยังมีโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ทั้งชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก พันธุ์ขยาย ตลอดจนชั้นพันธุ์จำหน่าย อีกทั้งยังได้จัดให้มีโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวผ่านการรวมกลุ่มของเกษตรกร ซึ่งรวมไปถึงการเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าว โดยแต่ละโครงการฯได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

โดยภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการองค์ความรู้ด้านข้าวต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการโครงการพระราชดำริ ภายใต้หัวข้อ พระราชดำริพลิกชีวิต สร้างอาชีพ ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน นิทรรศการควบคุมศัตรูข้าวโดยชีววิธี รวมไปถึงการใช้ชีวภัณฑ์แบคทีเรียปฏิปักษ์ในการป้องกันโรคข้าว นิทรรศการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี สู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต นิทรรศการส่งเสริมข้าวก้าวหน้า พัฒนาชาวนาด้วยนวัตกรรม นิทรรศการเชื่อมโยงผืนนาไทย สู่ตลาดข้าวยั่งยืน โดยจัดแสดงสินค้าข้าว GI และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว นิทรรศการเทคโนโลยีการทำนาลดโลกร้อน ตลอดจนนิทรรศการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อการพัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน เป็นต้น

– 006

ชาวนาราชบุรีปรับพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย

ชาวนาราชบุรีปรับพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย

ชาวนาราชบุรีปรับพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

“ก่อนหน้านี้ทำนาเป็นหลัก รายได้ไม่พอจ่ายเนื่องจากปุ๋ยและยามีราคาแพง จนกระทั่งในปี 2549 ทาง ส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี รวมถึงอีกหลายหน่วยงาน เช่น พัฒนาที่ดิน เกษตรอำเภอ ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการทฤษฎีใหม่ มีการส่งเสริมให้ปลูกพืชในรูปแบบวนเกษตร จึงนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น”

ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน นายสาทิตย์ เปี่ยมพิชัย เกษตรกรหมู่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี บอกเล่าประโยชน์ที่ได้รับเมื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ของตนทั้งหมด 6 ไร่ 2 งาน 61 วา สู่ระบบบวนเกษตรและหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ทำสระเก็บน้ำ 2 แห่ง ปลูกไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น ยางนา พยุง สัก มะค่าโมง ประดู่ ไผ่ ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น มะม่วง มะพร้าว ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ฟ้าทะลายโจร ข่า ขมิ้น เลี้ยงไก่ วัว ปลานิล ปลาไหล กบ แต่ก็ยังเหลือพื้นที่ไว้ปลูกข้าวด้วย

จาการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 2 แสนบาทต่อปี มีสินค้าแปรรูป เช่น หน่อไม้ดอง เห็ดโคนดองเค็ม ข้าวหอมมะลิ ปลาไหล และลดรายจ่ายได้ 15,000 บาทต่อปี จากการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์หน่อกล้วย ทำฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนรกวัว

เจอกับตัวจึงต้องปรับเปลี่ยน! ชาวสวนลำไยเมืองจันท์ถอดบทเรียนผลผลิตตกต่ำ พลิกชีวิตด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

เจอกับตัวจึงต้องปรับเปลี่ยน! ชาวสวนลำไยเมืองจันท์ถอดบทเรียนผลผลิตตกต่ำ พลิกชีวิตด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

เจอกับตัวจึงต้องปรับเปลี่ยน! ชาวสวนลำไยเมืองจันท์ถอดบทเรียนผลผลิตตกต่ำ พลิกชีวิตด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

“เดิมปลูกลำไย ต่อมาเกิดสภาวะราคาผลผลิตตกต่ำและต้นทุนที่มีราคาสูงขึ้น จึงได้เข้าร่วมโครงการของ ส.ป.ก.จันทบุรี และเริ่มวางแผนการบริหารจัดการแปลงเกษตรในรูปแบบใหม่โดยใช้แนวคิดของการทำวนเกษตรมาปรับใช้ เพื่อสร้างรายได้ตลอดทั้งปี สร้างความหลากหลายในแปลงเกษตรกรรม รวมถึงเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ”

นางนงลักษณ์ โคจำปา เกษตรกรชาวสวนในพื้นที่หมู่ 7 บ้านหนองแก ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เผยจุดเปลี่ยนจากชาวสวนลำไย สู่การแปลงพื้นที่เกษตรทั้งหมด 15 ไร่ 60 ตารางวา ของตนโดยใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้มีกิจกรรมหลากหลายในลักษณะเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และวนเกษตรที่เป็นการจำลองสภาพป่าในธรรมชาติ โดยในพื้นที่นั้นมีบ่อบาดาล 1 แห่ง และสระเก็บน้ำ 1 แห่ง

ปัจจุบันสวนของคุณนงลักษณ์ นอกจากลำไยที่เป็นพืชเดิม ยังเพิ่มเติมด้วยผลไม้อีกหลายชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน กล้วย ขนุน มะละกอ องุ่น ชมพู่ มะขามหวาน มังคุด และยังมีไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น มะค่า พยุง ยางพารา  มีการปลูกต้นไผ่และเลี้ยงปลานิล นำมาซึ่งรายได้ในหลากหลายช่วงเวลา เช่น เก็บเกี่ยวลำไยช่วงเดือนมกราคม กรีดยางพาราช่วงเดือนพฤษภาคม – ธันวาคม เก็บฝักมะขามช่วงเดือนพฤศติกายน – ธันวาคม ส่วนไผ่มีทั้งการเก็บหน่อไม้และขายทั้งลำต้น ช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม สร้างรายได้เฉลี่ย 365,400 บาทต่อปี

ลาเมืองกรุงมุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สุรินทร์ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพ

ลาเมืองกรุงมุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สุรินทร์ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพ

ลาเมืองกรุงมุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สุรินทร์ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

นายลือชัย บุญสด ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 17 ต.นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ที่ตัดสินใจบอกลางานในกรุงเทพฯ กลับมาทำเกษตรในปี 2558 เผยความสำเร็จของการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในอาชีพเกษตรกร ว่า พื้นที่เกษตรของตนจำนวน 10 ไร่ 94 ตารางวา ทั้งหมดถูกใช้ตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยการจัดพื้นที่แบบวนเกษตร มีรายได้เฉลี่ย 150,000 บาทต่อปี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูปนั้นเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ขณะเดียวกันยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนด้วย

ด้วยผลผลิตที่หลากหลาย ทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่นอย่าง ยางนา พยุง มะค่า ไม้แดง สัก แคนา ผักและผลไม้ เช่น ไผ่กิมซุง มะม่วง น้อยหน่า ขนุน นอกจากนั้นยังเลี้ยงสัตว์ทั้งโคและปลา และมีการทำน้ำหนัก ทำให้รายได้ไม่ได้กระจุกอยู่ที่สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง อีกทั้งการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้ทุกกิจกรรมเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทำให้ให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

“ปัจจุบันพื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจศึกษาการทำวนเกษตร” นายลือชัย กล่าว

‘สบก.’ เตรียมพร้อมต้อนรับ ‘รมว.ทรัพยากรน้ำจีน’ หารือความร่วมมือด้านชลประทาน

'สบก.'เตรียมพร้อมต้อนรับ'รมว.ทรัพยากรน้ำจีน' หารือความร่วมมือด้านชลประทาน

‘สบก.’เตรียมพร้อมต้อนรับ’รมว.ทรัพยากรน้ำจีน’ หารือความร่วมมือด้านชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

วันนี้ (13 มีนาคม 2568) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ พร้อมด้วย นายกาญจดินทร์ สระประทุม ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของสำนักบริหารโครงการ เข้าร่วมการประชุมเตรียมการต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และศึกษาดูงานด้านชลประทานของกรมชลประทาน ระหว่างวันที่ 19 – 22 มีนาคม 2568 โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร กรมชลประทาน เป็นประธาน

สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อพิจารณากำหนดการต้อนรับ การมอบหมายงาน ประเด็นการหารือ ตลอดจนการเตรียมการศึกษาดูงานที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ และพัฒนาระบบชลประทานของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ ห้องประชุมกรม ชั้น 3 กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร

สั่งย้าย’อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’นั่งช่วยราชการฯ หลังตั้งกก.สอบปมส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2

สั่งย้าย'อธิบดีกรมวิชาการเกษตร'นั่งช่วยราชการฯ หลังตั้งกก.สอบปมส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2

สั่งย้าย’อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’นั่งช่วยราชการฯ หลังตั้งกก.สอบปมส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 มีรายงานว่า นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 211/2568 เรื่อง ให้ข้าราชการมาช่วยปฏิบัติราชการ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำหลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนการเศรษฐกิจที่สำคัญ หรือสินค้าเกษตรต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และลดพื้นที่เพาะปลูกพืชที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ   โดยการปลูกพืชอื่นที่มีศักยภาพในการแข่งขันมากกว่าทดแทนนั้น

เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 จึงให้นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มาช่วยปฏิบัติราชการปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามนโยบาย “ตลาดน้ำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เป็นระยะเวลา 3 เดือน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมายอมรับถึงกรณีข่าวตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กรณีถูกร้องเรียนเรื่องส่อเอื้อเอกชนตรวจสอบสาร BY2 ในทุเรียนส่งออก หลังได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ที่ขอให้ตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติตรวจสอบสารย้อมสี BY2 ในทุเรียนส่งออกจริง จึงส่งเรื่องให้นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ปลัดกระทรวงในฐานะผู้บริหารสูงสุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุดต่อไป (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบ ปมร้องเรียนส่อเอื้อแล็บตรวจ BY2‘ทุเรียน’ส่งออก)