รักษ์เกษตร : ทานตะวัน เพื่อตัดดอกและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326226

x

รักษ์เกษตร : ทานตะวัน เพื่อตัดดอกและท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น

คำถาม ผมขอทราบวิธีปลูกทานตะวัน เป็นทำไม้ตัดดอกขายด้วยครับ และจะต้องใช้พันธุ์อะไร ขอบคุณครับ

ทวีวงษ์ สระสมบูรณ์

อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

คำตอบ

ทานตะวัน เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นตรง สูงประมาณ 3-4 ฟุต แต่ถ้าปลูกในถิ่นที่มีอากาศเย็นอาจสูงได้ถึง 6 ฟุต ใบจะออกสลับกัน ลักษณะของใบกลมรี กว้างประมาณ 4-8 นิ้ว ยาว 1 ฟุต ขอบใบเป็นรอยจักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบโค้งเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกมีสีเหลืองสด มีขนาดใหญ่ ดอกบานเต็มที่โตประมาณ 5-10 นิ้ว ตรงกลางดอกมีเกสรเป็นวงเกือบเท่าตัวดอก กลีบดอกบานแผ่เป็นวงกลมทำให้เกสรดอกเด่นชัด และดอกจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอ

พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอก เช่น พันธุ์คัลเลอร์แฟชั่น และพันธุ์อิตาเลี่ยนไวท์ ซึ่งเป็นชนิดที่แตกกิ่งก้านสาขา ทานตะวันขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด สามารถปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และชอบแสงแดดจัด

การเลือกสถานที่ปลูก สถานที่ปลูกทานตะวัน ควรเป็นที่โล่งแจ้ง ได้รับแสงไม่ต่ำกว่าวันละ 8-10 ชั่วโมง หากปลูกในที่มีแสงน้อยจะให้ผลผลิตต่ำ ขนาดดอกเล็ก และมักอ่อนแอต่อโรคได้ง่าย

การเตรียมแปลงปลูก

1. การเตรียมดินหรือปรับปรุงดิน เพื่อให้ดินมีคุณภาพ มีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยขุดดินให้ลึกประมาณ 1 ฟุต แล้วตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นให้ไถดิน 2 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียด รองก้นหลุมด้วยอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้ว เช่น เศษฟาง เปลือกถั่วลิสง ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยพืชสด ที่ให้ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน โปแตสเซียม และฟอสฟอรัส ครบถ้วน เพื่อให้ดินมีความร่วนซุย สามารถเก็บความชื้น และมีการระบายน้ำได้ดี

2. การเพาะเมล็ด ให้นำเมล็ดไปแช่ในน้ำหมักชีวภาพก่อนนำไปปลูก จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็ว และมีความแข็งแรงขึ้น หลังจากกลบดินเรียบร้อยแล้ว ให้หยอดเมล็ดหลุมละ 2 เมล็ด ฝังลึกประมาณ 2 นิ้ว ระยะห่างหลุมละ 25X30 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว 70-75 ซม. เมื่อปลูกแล้ว ควรคลุมแปลงปลูกด้วยวัสดุคลุมแปลง และรดน้ำให้ชุ่ม การคลุมแปลงจะช่วยรักษาความชื้นรักษาอุณหภูมิ และช่วยป้องกันวัชพืช วัสดุที่ใช้คลุมแปลง เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง เปลือกถั่ว หรือวัสดุอื่นที่มี หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 10 วัน ให้ถอนต้นกล้าออกเหลือเพียงหลุมละ 1 ต้น เพื่อให้สามารถผลิตดอกทานตะวันดอกที่มีคุณภาพ

3.การให้น้ำ ในระยะแรก ควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เมล็ดงอก และเจริญเติบโตได้สมบูรณ์ หลังจากต้นตั้งตัวได้แล้ว หรือมีความแข็งแรงเพียงพออาจให้น้ำได้ 1-2 วันต่อครั้งก็ได้

4.การให้ปุ๋ย หลังจากปลูกได้ประมาณ 30 วัน ให้ใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง และใบ ถ้าขาดไนโตรเจนจะโตช้า ใบมีสีเหลือง กิ่งก้านยาว เล็ก และอ่อนแอ เมื่อทานตะวันเริ่มเกิดตาดอก ให้ใส่ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูงเพื่อเร่งดอก หลังใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ควรรดน้ำตามทันที หรือฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ทำจากผลไม้ ในช่วงที่กำลังออกดอก จะช่วยให้ได้ผลผลิตดีมาก

5.การตัดดอก ควรตัดในช่วงเช้า เมื่อดอกยังไม่บานเต็มที่ หรือบานประมาณ 70% หรือสังเกตว่าส่วนใจกลางของดอกยังมีสีเขียวอยู่ วิธีตัดดอก ให้ตัดชิดโคนกิ่ง หรือให้มีความยาวของก้านดอกประมาณ 10-12 นิ้ว

ทานตะวัน เป็นพืชไร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการแปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเมล็ดทานตะวันมาผลิตเป็นน้ำมันพืช ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ใช้เป็นไม้ดอกในการตกแต่งประดับในงานพิธีต่างๆ ใช้เป็นอาหารเสริม และขนมต่างๆ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูกาลที่มีการปลูกทานตะวันเป็นจำนวนมาก หรือหลายๆ พื้นที่ได้ออกดอกเหลืองสวยงาม ทำให้บริเวณที่ปลูกนั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่สวยสดงดงาม

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ‘ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี 2561 ต่อยอดความสำเร็จชุมชนต้นแบบพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326231

รายงานพิเศษ : ‘ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี 2561 ต่อยอดความสำเร็จชุมชนต้นแบบพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจร

รายงานพิเศษ : ‘ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์’ครูบัญชีดีเด่นระดับภาคปี 2561 ต่อยอดความสำเร็จชุมชนต้นแบบพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจร

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการทำหน้าที่สอนแนะและกระตุ้นการเรียนรู้และติดตามผลการจัดทำบัญชี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำ “บัญชี” ไปใช้เป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออม และเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาค ประจำปี 2561 วัย 29 ปี จากตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครูบัญชีรุ่นใหม่ที่ปฏิบัติงานเป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยส่งเสริมการทำบัญชีให้เกษตรกรและชาวบ้านในชุมชนมาเป็นเวลากว่า 11 ปี เพื่อให้เกษตรกรและคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการทำบัญชี ซึ่งประสบการณ์การสอนและติดตามการทำบัญชี ทำให้ทราบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นหนี้จากการทำการเกษตร ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้บัญชี เป็นเครื่องมือ ปลดหนี้ให้เกษตรกร โดยคำนึงถึงหนี้เป็นหลักและใช้ต้นทุนในการขับเคลื่อนทำให้เกิดกำไรจากการประกอบอาชีพ และสามารถชำระหนี้ได้

ผลงานสำคัญคือการเป็นผู้พัฒนาโมเดลบ้านร้องส้มป่อย 4.0 ซึ่งเกิดจากการเข้าไปขับเคลื่อนให้เกษตรกรในชุมชนบ้านร้องส้มป่อย ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีสมาชิก 53 ครัวเรือน ได้เห็นความสำคัญในการจัดทำบัญชีทั้งบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปวิเคราะห์ตนเอง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากหมู่บ้านที่เกษตรกรมีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ กลายเป็นชุมชนที่มีระบบจัดการที่ดีและเข้มแข็ง จนพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบคนรักการทำบัญชี

“ชุมชนบ้านร้องส้มป่อย เดิมทีเป็นชุมชนขนาดเล็กมีเฉพาะที่อยู่อาศัย และมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ส่วนมากเป็นหนี้นอกระบบ จึงได้นำระบบบัญชีมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนในการปลดหนี้ ให้ชาวบ้านใช้บัญชีในการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชุมชน ในครัวเรือน และหาวิธีลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ได้ โดยใช้แนวคิดของชุมชนเป็นหลัก และส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม ทำให้มีเงินหมุนเวียนในครัวเรือน มีเงินออม จนตอนนี้หนี้นอกระบบหายไป ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและยังเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านใกล้เคียงมาดูงานและนำไปปฏิบัติตามแบบอย่าง” ครูศุภธนิศร์ กล่าวถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนการทำบัญชีในชุมชนต้นแบบ

หลังจากพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนบ้านร้องส้มป่อยให้สามารถจัดทำบัญชีได้ทุกครัวเรือนจนสามารถปลดหนี้นอกระบบได้สำเร็จแล้ว ครูศุภธนิศร์ ยังเตรียมขยายผลเครือข่ายคนทำบัญชีให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยใช้แบบอย่างจากชุมชนบ้านร้องส้มป่อย เป็นโมเดลในการพัฒนาในชุมชนอื่นๆ ต่อไป

“คิดที่จะขยายเครือข่ายคนทำบัญชีให้มากขึ้น อาศัยหลักเดิมของชุมชนบ้านร้องส้มป่อยมาเป็นโมเดลต้นแบบ โดยจะขยายไปที่ชุมชนดอยหล่อ ชุมชนบ้านวังพานทอง ชุมชนบ้านไร่สว่างอารมณ์ และชุมชนในบริเวณใกล้ๆ ซึ่งสามารถนำโมเดลของบ้านร้องส้มป่อย มาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตของตนเองและปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมไปถึงการชำระหนี้ด้วย โดยตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว เริ่มจากการเผยแพร่องค์ความรู้ในศูนย์ศพก.ก่อน และจะกระจายสู่ชุมชนใกล้ๆ ต่อไป”

กลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของการขยายเครือข่ายการทำบัญชี โดยครูศุภธนิศร์ ได้นำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง มาส่งเสริมความรู้ให้แก่เด็กนักเรียน ทำให้มีเครือข่ายครูบัญชีรุ่นเยาว์เพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับแนวการสอนการทำบัญชีให้เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ โดยนำแอพพลิเคชั่น Smart Me ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปสอนแนะให้นักเรียนโครงการยุวเกษตรกร โรงเรียนสันติสุข อำเภอดอยหล่อ ได้เรียนรู้การบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone ควบคู่กับการนำไปปฏิบัติงานจริงในโครงการ และขยายผลนำไปสอนผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชนด้วย

ศูนย์การเรียนรู้บัญชีเกษตรครบวงจร เป็นโครงการล่าสุดที่ครูศุภธนิศร์ริเริ่มให้มีขึ้นภายในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)โดยบูรณาการร่วมกับชมรมครูบัญชีจังหวัดเชียงใหม่ และชมรมครูบัญชีระดับภาคของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 7 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและเป็นฐานเรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจรให้กับเกษตรกรและคนในชุมชน โดยให้บริการสอนแนะบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ เชื่อมโยงกับโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่งเสริมการใช้นวัตกรรม Smart Me แก่เกษตรกร เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกร มีการนำบัญชีไปใช้ คิดวิเคราะห์วางแผนในการประกอบอาชีพ สามารถลดหนี้ แก้จน ลดต้นทุน พร้อมวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสมโดยตั้งเป้าพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีฯแห่งแรก ในศพก.บ้านไร่สว่างอารมณ์ จ.เชียงใหม่ และขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงใน จ.ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ด้านบัญชีในชุมชนต่อไป

“ศพก.บ้านไร่สว่างอารมณ์ เป็น ศพก.ใหม่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2561 ซึ่งเราได้ระดมแนวคิดให้มีกิจกรรมใหม่ขึ้นมา คือ ศูนย์การเรียนรู้บัญชีเกษตรครบวงจร เพื่อตั้งเป็นต้นแบบในการเรียนการสอนบัญชีแบบครบวงจรมีการเรียนการสอนทั้งการบันทึกบัญชีลงในสมุดและในแอพพลิเคชั่นด้วย ซึ่งเกษตรกรและประชาชนที่เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ฯ สามารถนำข้อมูลที่บันทึกบัญชีไปวิเคราะห์ถึงต้นทุน และภาระหนี้สินได้ โดยจะทำนำร่องใน 3 จังหวัด คือ ลำพูน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน”

ปัจจุบันศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีทั้งบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงอีกทั้งสอนแนะการใช้แอพพลิเคชั่น Smart Me แก่เกษตรกรและประชาชนผู้ที่สนใจเพื่อขยายเครือข่ายการทำบัญชีให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีหนี้สิน โดยใช้บัญชีเป็นเครื่องมือนำทางตามคำปรัชญาของตนเองที่ว่า “ผมจะใช้บัญชี เป็นเครื่องมือปลดหนี้ให้เกษตรกร”

“ในการทำบัญชี ถ้าเรารู้ เข้าใจ มันบันทึกไม่ยาก นอกจากเราจะได้ประโยชน์ในการบันทึก ในการทราบรายรับ-รายจ่ายของเราแล้ว ยังได้ประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์ จำแนกในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากบัญชีที่เราบันทึกมา และปรับใช้ ปรับลดให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และนำไปใช้เท่าที่จำเป็น เกิดเป็นเงินออมให้เก็บใช้ในอนาคต” ศุภธนิศร์ กล่าวทิ้งท้าย

ไทยได้เปรียบ‘อาเซียน’2แสนล้าน สศก.ชี้ส่งออกสินค้าเกษตรปี’61สดใสต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326228

x

ไทยได้เปรียบ‘อาเซียน’2แสนล้าน สศก.ชี้ส่งออกสินค้าเกษตรปี’61สดใสต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ ชี้สินค้าเกษตรไทยส่งออกอาเซียน ปี 2560 ได้เปรียบดุลการค้ากว่า 2 แสนล้านบาท คาดทิศทางปี’61 ยังสดใส เน้นรักษามาตรฐานและเพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทย-อาเซียน ปี 2560 พบว่า ไทยมีการค้าสินค้าเกษตรและยางพาราขั้นปฐมไปยังอาเซียน 9 ประเทศ คิดเป็นมูลค่าการค้ารวม 439,129 ล้านบาท โดยไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตลาดอาเซียนรวม 328,902 ล้านบาท ในขณะที่นำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียน 110,227 ล้านบาท ดังนั้น ภาพรวมไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน 218,675 ล้านบาท

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า กลุ่มสินค้าเกษตรที่ส่งออกไปตลาดอาเซียนมูลสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2560 ได้แก่ 1.กลุ่มน้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล มูลค่า 60,350 ล้านบาท 2.กลุ่มเครื่องดื่ม มูลค่า 46,900 ล้านบาท 3.กลุ่มผลไม้ (ลำไย ทุเรียน และมังคุด) มูลค่า 40,948 ล้านบาท 4.กลุ่มยางพาราธรรมชาติ มูลค่า 32,398 ล้านบาท และ5.กลุ่มข้าวและธัญพืช มีมูลค่าส่งออก 20,128 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2553 หลังจากที่มีการเปิดตลาดการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่อาเซียนได้รวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรอาเซียนมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ทิศทางการได้เปรียบดุลการค้า พบว่า มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากไทยมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียนเพิ่มมากขึ้นเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นสินค้าเกษตรแปรรูป ในขณะที่สินค้าเกษตรส่งออกของไทย เช่น ผลไม้ ยางพารา และข้าว ที่ยังมีความผันผวนของตลาด และมีการแข่งขันด้านราคาจากอาเซียนด้วยกันเอง ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำการผลิตให้ได้คุณภาพ ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจุดแข็งและความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้า

‘กฤษฏา’เผยรอกฤษฏีกาไฟเขียว จ่อประกาศสัตว์ตามธรรมชาติ14ชนิดในเดือนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326147

'กฤษฏา'เผยรอกฤษฏีกาไฟเขียว จ่อประกาศสัตว์ตามธรรมชาติ14ชนิดในเดือนนี้

‘กฤษฏา’เผยรอกฤษฏีกาไฟเขียว จ่อประกาศสัตว์ตามธรรมชาติ14ชนิดในเดือนนี้

วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561, 15.15 น.

กฤษฏา จ่อลงนามประกาศสัตว์ตามธรรมชาติ 14 ชนิดในเดือนนี้ แนบท้ายประกาศกระทรวง ในพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณสัตว์ฯ”

12 มี.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบการออกประกาศสัตว์ตามธรรมชาติ แนบท้าย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ปี2557 ว่ากำลังรอสำนักกฤษฏีกา พิจารณาบัญชีรายชื่อสัตว์ตามธรรมชาติ 14 ชนิด ที่กระทรวงเกษตรฯส่งไป ซึ่งหากกฤษฏีกา บอกมาว่า ทำได้ก็จะทำเป็นประกาศกระทรวงเกษตรฯในเดือนนี้ โดยระหว่างนี้ รอให้กฤษฏีกา ตอบมาว่า ทำได้ตามหลักกฎหมาย ตนก็จะลงนามประกาศ พร้อมกับแจ้งให้สาธารณะชนรับทราบด้วย

เกษตรบูรณาการ : ชีพจรลงเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326031

251598

เกษตรบูรณาการ : ชีพจรลงเท้า

วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดเรื่องของการทำงาน ของกระทรวงเกษตรฯ หลังปีใหม่ เข้าสู่ปี 2561 เป็นต้นมา วันนี้ต้องบอกว่าเข้มข้นเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้ ถือเป็นช่วงเทศกาลเดินสายของผู้บริหาร หลายคน  ไล่มาตั้งแต่ รมว.“กฤษฎา บุญราช” รมว.เกษตรฯได้นำทีม  รมต. เกษตรฯ พร้อมข้าราชการระดับสูงเดินทาง แจงนโยบายให้ข้าราชการระดับรากหญ้าในพื้นที่เข้าใจถ่องแท้ ว่า นโยบายด้านเกษตรของไทยวันนี้จะเดินไปทางไหน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาลงพื้นที่เมืองสองสมุทร นั้นคือ จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม พร้อมทั้งมีการเยี่ยมเยือนเกษตรกรในพื้นที่หลายจุด งานนี้ต้องบอกว่าการแจงข้อมูลให้ตรงจุดอย่างนี้ ถือว่าเป็นมาตรการเชิงรุกของรมต.เกษตรฯ ก่อนที่จะโดนปลดให้ลุกจากเก้าอี้ เพราะว่ากันว่า จากเป้าหมายที่วางไว้ 3 เดือน ควรจะมีอะไรให้เห็นเด่นชัด แต่วันนี้ กว่า 4 เดือน ราคาสินค้าเกษตรฯกลับไม่มีอะไรดีขึ้น

และสุดท้ายต้องบอกว่า แทบจะไม่มีอะไรในกอไผ่เช่นเคย เพราะสินค้าเกษตรราคาแทบไม่ขยับตัวสูงขึ้นตาม
เป้าหมาย  โดยเฉพาะเรื่องยางพารา เรื่องเดียวที่ รมว.“กฤษฎา” เข็นเพื่อหวังสร้างผลงานเพราะท่านมาจากการเป็น
ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน ที่เข้าใจถึงวิถีของเรื่องยางพารา เพราะที่ใต้ปลูกกันเยอะ และท่านเองก็ถือว่าเป็นคนเข้าใจเรื่องยางๆ สุดท้าย เหมือนเดิม ราคายางพารา ยังคงไม่ดีดตัวสูงขึ้นตามที่มุ่งหวัง แต่ราคายางพาราเป็นแบบได้เท่าที่ได้…จบกันพี่น้องเอ้ย ยังไงหากยังไม่ท้อ ก็ขอให้สู้ต่อ หาทางออกให้ตรงจุดให้ได้สักที

งานนี้ต้องบอกว่า ไม่ใช่เพียงแค่ทีมรมต.เกษตรฯที่จะชีพจรลงเท้าเพียงกลุ่มเดียว แต่เท่าที่เห็น ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ หลายคนก็เป็น มาวันนี้ มีรายงานว่า ขอเบิกงบประมาณในการเดินทาง ออนทัวร์ เดินสาย หลายคนเหมือนอัดอั้น เพราะสมัย รมว.พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ท่านห้ามเอาไว้ ว่าให้เดินทางเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดงบหลวง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศ นี่…ห้ามเด้อสิบอกไห่แต่พอท่าน พลเอกฉัตรชัย ถูกโหวตออกจากกระทรวงเกษตรฯพร้อมไม้ระแนงบังตา บังอาย ที่บังไว้หน้าห้อง พอมาถึงยุค “กฤษฎา” ว่ากันว่า อธิบดีหลายคน เริ่มแห่แหนพาลูกน้องลงพื้นที่ถี่ยิบ

ที่ร้ายกว่านั้น ว่ากันว่า ช่วง เดือนมกราคมเดือนเดียว มีผู้บริหารระดับสูงบางคนชีพจรลงเท้า เดินทางไปต่างประเทศ กันเป็นว่าเล่น เฉพาะเดือนมกราคมเดือนเดียว บิ๊กเกษตรฯ เดินทาง ท่องโลกกว่า 3 ประเทศ ซึ่งก็ไล่มาตั้งแต่ อเมริกา บรูไน อินเดีย ซึ่งอเมริกา ประเทศเดียว อยู่กันน้านนานกว่า 10 วัน และเมืองที่ท่านเดินทางไปมันก็มิใช่เมืองที่มีความดีเด่นในเรื่องการเกษตรที่ควรจะไปเลย อย่าง ลาสเวกัส แอลเอ ซานฟรานซิสโก ยังไงช่วยตรวจสอบที เพราะเรื่องนี้ ท่าน รมว.เกษตรฯ ตามหาผู้บริหารคนหนึ่งไม่เจอ ท่านจึงพูดทีเล่นทีจริงว่าหากยังหาไม่เจออาจต้องตั้งคนอื่นแทน จนความรู้ถึงหูผู้บริหารคนดังกล่าว และแจ้นกลับเข้าประเทศแทบไม่ทัน ซึ่งแว่วมาว่า ไวๆ นี้มีข้าราชการระดับ 9 บางคน กำลังหาทางให้ท่านไปเที่ยวชิวๆ ต่างประเทศอีกแล้ว ยังไง ช่วยตรวจสอบที เพราะจะเป็นการผลาญงบประมาณโดยไม่จำเป็น ยังไง หากแน่จริง เก๋าจริง อย่าแค่ลูบหน้าปะจมูก มันไม่ดี ไหนๆ จะเอาจริงทั้งที ควรจะตรวจสอบข้อเท็จจริง มันคืออะไร กันแน่

ราชดำเนิน

หนุนวิจัยปาล์มน้ำมัน พุ่งเป้าตอบสนองการพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326029

x

หนุนวิจัยปาล์มน้ำมัน พุ่งเป้าตอบสนองการพัฒนาประเทศ

วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันปาล์มเป็นอันดับที่ 3 ของโลก แต่มีส่วนแบ่งด้านการผลิตเพียงร้อยละ 3 มีการส่งออกน้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันปาล์มเป็นองค์ประกอบปีละหลายหมื่นล้านบาท ดังนั้นจะต้องเสริมให้อุตสาหกรรมนี้พัฒนาได้อย่างสมดุล โดยเปิดโอกาสให้ชาวสวนปาล์มน้ำมันมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็ง นำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“การพัฒนาที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีกลไกที่สำคัญ คือ การพัฒนาที่เป็นองค์รวม โดยเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และกำหนดทิศทางของการพัฒนาประเทศด้วยข้อมูลรอบด้าน ด้วยผลงานวิจัยที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาประเทศได้อย่างชัดเจน หากเราสามารถพัฒนาองค์ความรู้อย่างรอบด้าน มีนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และสามารถบูรณาการเป็นภาพรวมได้ ก็จะส่งผลให้การพัฒนาปาล์มน้ำมันของประเทศเกิดความมั่นคง และยั่งยืนได้” นายวิวัฒน์ กล่าว

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในด้านอาหารและพลังงานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข อาทิ ความไม่สมดุลของการผลิตกับความต้องการ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่ายังมีน้อย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงร่วมกับหน่วยให้ทุนต่างๆ ดำเนินงานภายใต้ชื่อ “เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ” (คอบช.) ได้กำหนดให้สินค้าปาล์มน้ำมัน เป็นสินค้าหนึ่งภายใต้กรอบงานวิจัยที่มุ่งเป้าตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศ มี สวก. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ในการบริหารเงินทุนวิจัยสำหรับปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ ปี 2556-ปี 2561 โดยสนับสนุนทุนวิจัยด้านปาล์มน้ำมัน 295 ล้านบาท 112 โครงการ เพื่อประชาสัมพันธ์ และผลักดันผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งจัดสัมมนาเสนอผลงานวิจัย ภายใต้แผนงานวิจัยที่มุ่งเป้าตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศ กลุ่มเรื่องปาล์มน้ำมันขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย อีกทั้งให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนางานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่อไป

เร่งขยายผลปรับปฏิทินปลูกข้าว กรมชลย้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจัดการน้ำ-ผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326032

เร่งขยายผลปรับปฏิทินปลูกข้าว กรมชลย้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจัดการน้ำ-ผลผลิต

เร่งขยายผลปรับปฏิทินปลูกข้าว กรมชลย้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจัดการน้ำ-ผลผลิต

วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทานแจงพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลุ่มเจ้าพระยาเป็นไปตามแผน วอนเกษตรกรอย่าทำนารอบ 2 พร้อมเดินหน้าขยายผลโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินในการทำนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังประสบผลสำเร็จสามารถเก็บน้ำผลผลิตได้โดยไม่เสียหาย และยังใช้เป็นแก้มลิง ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์การปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะการทำนาปรังในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 1.165 ล้านไร่ ใกล้เคียงกับแผนที่กำหนดไว้คือ 1.1 ล้านไร่ และเริ่มจะเก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 4% และยังไม่มีพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานของลุ่มเจ้าพระยา ประสบปัญหาภัยแล้งหรือปัญหาขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวไปแล้วให้งดทำนาปรังครั้งที่ 2 เพื่อความมั่นคงทางด้านการใช้น้ำ แม้ปริมาณน้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์เหลืออีกกว่าร้อยละ 60 ของปริมาณการเก็บกักก็ตาม แต่จะต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในการทำนาปีช่วงต้นฤดูฝน และรองรับโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง รวมทั้งยังต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และใช้ในภาคส่วนอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น เป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยจะจัดสรรน้ำให้ทำนาปีก่อนฤดูกาลไม่ต้องรอฤดูฝน เพื่อที่ให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ซึ่งในปีที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยไม่ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม และพอถึงช่วงฤดูน้ำหลากกรมชลประทานยังใช้พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นพื้นที่รับน้ำนองหรือแก้มลิงธรรมชาติ สามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 13 ทุ่ง ในส่วนของพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนบนเหนือจ.นครสวรรค์ คือ ทุ่งบางระกำ ปีนี้ได้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 265,000 ไร่ เป็น 385,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย กรมชลประทานจะเริ่มจัดสรรน้ำให้เกษตรกรเตรียมแปลงปลูกข้าวนาปีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ จำนวน 12 ทุ่ง คือ ทุ่งเชียงราก จ.สิงห์บุรี ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก จ.อ่างทอง ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และทุ่งรังสิตใต้ จ.ปทุมธานี รวมพื้นที่ทั้งหมด 1.15 ล้านไร่ กรมชลประทานจะเริ่มจัดสรรน้ำให้เกษตรกรเตรียมแปลงปลูกข้าวนาปีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า จากผลการคาดการณ์สภาวะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปรากฏการณ์ลานีญาจากปีที่แล้วอาจจะต่อเนื่องมาถึงปีนี้แบบอ่อนๆ ซึ่งฝนอาจจะตกน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว โดยตรวจสอบว่าพื้นที่ใดที่เสี่ยงภัยแล้ง มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,365 เครื่อง สำรองไว้ที่ส่วนกลาง 663 เครื่อง กระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ แล้ว 1,702 เครื่อง รถบรรทุกน้ำจำนวน 242 คัน สำรองไว้ที่ส่วนกลาง 4 คัน กระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ 238 คัน และขอยืนยันว่าจะไม่มีการขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

สศก.ร่วมเวที‘RCEP-TNC’ ดันส่งออกสินค้าเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326028

x

สศก.ร่วมเวที‘RCEP-TNC’ ดันส่งออกสินค้าเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมเจรจาภายใต้คณะทำงานการค้าสินค้า ในการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – Trade Negotiating Committee: RCEP-TNC) ครั้งที่ 21 เพื่อพิจารณารูปแบบและรายการสินค้าเกษตรของไทย ทั้งรายการที่สามารถเปิดตลาดและสินค้าอ่อนไหวภายใต้ความตกลง RCEP ที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับการประชุม RCEP นับได้ว่าเป็นความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ และเป็นความตกลงแบบองค์รวม (Comprehensive Agreement) ที่มีมาตรฐานสูง ครอบคลุม เรื่องที่เกี่ยวกับกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ในการค้าต่างๆ มีเป้าหมายเร่งการเปิดตลาดการค้าสินค้าระหว่างกันให้ได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าภายใต้ความตกลงสูงกว่าความตกลงการค้าเสรีอาเซียน+1 และผลักดันให้ไทยเร่งพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทย รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและมิใช่ภาษีระหว่างประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ สศก. จะผลักดันให้สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย (อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ไก่ กุ้ง น้ำตาล สินค้าแปรรูป) สามารถขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศสมาชิก RCEP ได้มากขึ้น โดยลด/ยกเลิกภาษีนำเข้าที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน สำหรับสินค้าอ่อนไหวที่ไทยอาจได้รับผลกระทบหากเปิดตลาดจะทยอยลดภาษี โดยให้มีระยะเวลาการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อรองรับการเปิดตลาดในอนาคตหรือขอสงวนการเปิดตลาดต่อไป โดยการประชุม RCEP-TNC ครั้งที่ 22 จะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 ณ ประเทศสิงคโปร์

เชื่อมเครือข่าย‘สหกรณ์-ศพก.’ l สร้างศูนย์กลางเรียนรู้ให้เกษตรกรรองรับยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326030

x

เชื่อมเครือข่าย‘สหกรณ์-ศพก.’ l สร้างศูนย์กลางเรียนรู้ให้เกษตรกรรองรับยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผอ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องการสหกรณ์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ทั่วประเทศ 288 แห่ง โดยมีการดำเนินงานเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ กับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อที่จะสนับสนุนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ให้เป็นศูนย์เครือข่ายด้านสหกรณ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการสหกรณ์ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ศพก.

ในปี 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์ มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 ดำเนินกิจกรรมที่จะรองรับการดำเนินงานในพื้นที่รับผิดชอบ 3 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.การสร้างศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์เพื่อรองรับยุคดิจิทัล โดยให้ความรู้เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ที่เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ จัดทำเว็บไซต์ของศูนย์ เพื่อให้เป็นสื่อในการเรียนรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางวิชาการ และธุรกิจ และให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจข้อมูลสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งเป็นช่องทางการตลาดของเกษตรกร และเชื่อมโยงข้อมูลกับ ศพก. ในการนำองค์ความรู้ต่างๆ เช่น การผลิต การแปรรูป มาเผยแพร่

2.การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ กับ ศพก. โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5
จะจัดเวทีในการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนสหกรณ์ที่เป็นศูนย์เรียนรู้ ผู้แทน ศพก. และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะหาแนวทางในการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลระหว่างกัน และ 3.การจัดเสวนาถ่ายถอดองค์ความรู้จากเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพ หรือปราชญ์เกษตรในพื้นที่ ศพก. เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้นำมาประมวล และเผยแพร่สู่เกษตรกรทั่วไปผ่านทางสื่อต่างๆ รวมถึงในเว็บไซต์ ของศูนย์เรียนรู้สหกรณ์ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการครบทั้ง 3 กิจกรรมแล้ว คาดหวังว่าจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการประกอบอาชีพของตนเอง สามารถใช้องค์ความรู้ไปลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้ รวมถึงสามารถเข้าถึงตลาดได้โดยสะดวกเพื่อให้อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่มีความมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

กษ.เผยรอข้อสรุป’สัตว์ตามธรรมชาติ’ ชี้ต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325859

กษ.เผยรอข้อสรุป'สัตว์ตามธรรมชาติ' ชี้ต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

กษ.เผยรอข้อสรุป’สัตว์ตามธรรมชาติ’ ชี้ต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

วันเสาร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561, 16.52 น.

กษ.รอกฤษฏีกา เรียกทุกฝ่ายถก ‘สัตว์ตามธรรมชาติ’  ปลัดเกษตรฯ ชี้ก่อนออกประกาศคุ้มครองต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย ด้านคณะอนุกรรมการ เตรียมเสนอแนบท้าย พ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ กำหนดสัตว์ตามธรรมชาติ 15 ชนิด 

10 มี.ค.61 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการออกประกาศคุ้มครองสัตว์ตามธรรมชาติ ใน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ปี 2557 ว่า กำลังรอสำนักกฤษฏีกา เรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงเกษตรฯ กรมปศุสัตว์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ทำหนังสือไปหารือกฤษฏีกา ถึงการออกประเภทสัตว์

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับสัตว์ตามธรรมชาติ 15 ชนิด เป็นเรื่องของคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทสัตว์ตามธรรมชาติ นำเสนอขึ้นในที่ประชุม โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ซึ่งตนสอบถามความคืบหน้าว่าตอนนี้อยู่ระหว่างกฤษฏีกาเชิญผู้ดูแลกฎหมายสองฉบับ มาหารือเร็วๆนี้

“ส่วนตัวผมมองว่า สัตว์เลี้ยง มีพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ คุ้มครอง และสัตว์ป่า ก็มีกฎหมายดูแล ยังมีสัตว์อยู่ในธรรมชาติ  อีกหลายชนิด ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง กระทรวงเกษตรฯจึงทำหนังสือหารือกฤษฏีกา ซึ่งต้องรอความชัดเจนตรงนั้นก่อน เพราะสัตว์ตามธรรมชาติ หากตีคุมทั้งหมด ทำให้วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป เช่น เขียด กบ ที่ชาวบ้านยังหาจับมากินมาซื้อขายกันในตลาดท้องถิ่น ในข้อนี้ทำให้กฎหมายต้องเขียนเผื่อไว้ ที่ให้อำนาจรมว.เกษตรฯในการประกาศคุ้มครองสัตว์บางประเภท ตอนนี้สัตว์ในธรรมชาติ หากกำหนดอะไรต้องดู ผลกระทบวิถีชาวบ้านด้วย ซึ่งประเด็นในพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ ได้เร่งรีบทำเรื่องถึงกฤษฏีกา เพื่อไม่ให้กฎหมายออกไปทับซ้อนกัน และดูผลการบังคับใช้อย่างไร “นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงแหล่งน้ำชลประทาน ยังมีการประกาศเขตห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิด ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่าช่วงที่ประกาศห้ามได้กำหนดขอบเขตชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ จับปลา หรือเรือชาวประมง มาเข้าใกล้เครื่องมือ อาคารส่งน้ำ ถ้ามาหาปลาใกล้ๆ ที่ประตูระบาย ทำให้มีปัญหาเป็นอันตรายกับชาวประมงได้ และอาจทำให้กลไกอาคารชลประทานเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้ในสัตว์ตามธรรมชาติ 15 ชนิด มีเสือทุกสายพันธุ์รวมอยู่ด้วย ในเบื้องต้น ในการหารือของคณะอนุกรรมการฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ควรจะแนบท้ายประกาศเพิ่มเติมในพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ จะกำหนดสัตว์ตามธรรมชาติอีกเพียง 15 ชนิด แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน กรมปศุสัตว์ต้องหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสังคมและวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยสัตว์ 15 ชนิด ประกอบด้วย ช้าง เสือ หมี ลิง ชะนี นางอาย ชะมด หมูป่า ตัวนิ่ม ตัวลิ่น สุนัขจิ้งจอก นกเงือก นกพิราบ นกเขาชวา และกระรอกสามสี