มั่นใจ‘แปลงใหญ่’เดินมาถูกทาง ดันเมืองตราดผลิตผลไม้คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326750

x

มั่นใจ‘แปลงใหญ่’เดินมาถูกทาง ดันเมืองตราดผลิตผลไม้คุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบันดำเนินการได้แล้วถึง 3,029 แปลง พื้นที่ 3,724,607 ไร่ เกษตรกร 277,127 ราย ใน 11 กลุ่มสินค้า ผลการดำเนินการที่ผ่านมาทำให้สามารถลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตโดยเฉลี่ยได้ตามเป้าหมาย ปี 2560 จาก 1 ฤดูกาลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจาก ลดต้นทุน 3,007.83 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดผลไม้ที่ดำเนินการโดยกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ทุเรียน จากผลการดำเนินงานรวม สะสม 2 ปี ทำให้สามารถคิดเป็นมูลค่า ลดต้นทุนรวม 58.64 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่ม 497.90 ล้านบาท

ปัจจุบันเกษตร มีแปลงใหญ่ผลไม้ ทั้งสิ้น 277 แห่ง ในหลากหลายชนิดพืช เช่น ทุเรียน, มะม่วง, มังคุด เป็นต้น โดยเฉพาะ ในพื้นที่ จ.ตราด ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มีแปลงใหญ่ ทุเรียน จำนวน 7 แปลง แบ่งเป็น คิดเป็นพื้นที่ 2,943 ไร่ สมาชิก 305 ราย และเกษตรกรสนใจเข้าร่วมผลิตสินค้าพรีเมียม กว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่ และนอกจากนี้ยังสามารถจำหน่ายผลผลิตจำนวน 1,040 ตัน คิดเป็นมูลค่า 87.6 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นทั้งตลาดบน เกษตรกรแปลงใหญ่สามารถผลิต ทุเรียนเกรดส่งออก สินค้าพรีเมี่ยมได้ จำนวน 220 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22 ล้านบาท โดยจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถ จำหน่ายผลผลิตในตลาดล่าง ทุเรียนเกรดรอง จำนวน 820 ตัน คิดเป็นมูลค่า 65.6 ล้านบาท โดยจำหน่าย ผ่านกลุ่มสหกรณ์ไปยังต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม

“สำหรับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่วันนี้ มั่นใจ เดินมาถูกทาง เริ่มเห็นผลกับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากมูลค่าของการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตจะมากขึ้น เกษตรกรแปลงใหญ่เองยังเรียนรู้ในการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพ มองเห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองกับ กลุ่มผู้จำหน่ายสินค้า และเลือกที่จะผลิตสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจากการลงพื้นที่ อ.เขาสมิง จ.ตราด ทำให้มั่นใจเพิ่มขึ้นว่า เกษตรกรแปลงใหญ่วันนี้ เข้าใจสถานการณ์ทางการเกษตร และพร้อมที่จะปรับตัวให้ผลไม้ของตัวเองเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง ไม่กังวลกับการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะมีตลาดแน่นนอนสามารถจำหน่ายให้กับสหกรณ์ที่รับซื้อผลผลิตได้” นายสมชาย กล่าว

‘รมช.ลักษณ์’ฝันดันชาวนาไทยยุค4.0 ระบุกรมชลฯเตรียมทำน้ำไหลเข้านาทุกแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326740

'รมช.ลักษณ์'ฝันดันชาวนาไทยยุค4.0 ระบุกรมชลฯเตรียมทำน้ำไหลเข้านาทุกแปลง

‘รมช.ลักษณ์’ฝันดันชาวนาไทยยุค4.0 ระบุกรมชลฯเตรียมทำน้ำไหลเข้านาทุกแปลง

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.24 น.

14 มี.ค.61 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดการประชุมวิชาการกรมการข้าว ประจำปี 2561 ว่ารัฐบาลเน้นการปรับโครงสร้างปฏิรูปภาคเกษตร ส่งเสริมพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงความต้องการตลาด มีแผนจัดการข้าวครบวงจร ในช่วงการผลิตปี59-61 ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือก ส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ เปลี่ยนปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย พืชปุ๋ยสด พืชอาหารสัตว์ โดยสนับสนุนสินเชื่อปลูกข้าวแบบแปลงใหญ่ ช่วยชดเชยดอกเบี้ยชะลอการขายข้าวเปลือก เก็บสต็อกโดยสถาบันเกษตรกร ช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย และโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ

“มาตรการเร่งด่วนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 3.96 ล้านราย เพื่อเข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 เน้นการใช้เทคโนโลยี ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ ปัจจุบันชาวนา 90 เปอร์เซ็นต์ ยังขายข้าวเป็นข้าวเปลือก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต้องเข้าไปช่วยให้เพิ่มมูลค่าแปรรูปขายได้ราคามากขึ้นมีตลาด ซึ่งกรมการข้าวต้องทำให้ครบวงจร  ทั้งนี้ได้ให้กรมชลประทาน วางระบบจัดรูปที่ดินใหม่เพื่อให้น้ำไหลลงไปสู่ทุกแปลงของเกษตรกรจะทำให้สามารถผลิตข้าวได้1,200กก.ต่อไร่จากเดิม 800กก.ต่อไร่  “นายลักษณ์ กล่าว

เตือนผู้เพาะเห็ดสกุลนางรม ระวัง2หนอนแมลงวันระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326480

x

เตือนผู้เพาะเห็ดสกุลนางรม ระวัง2หนอนแมลงวันระบาด

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้เพาะเห็ดสกุลนางรม ให้เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเซียริดและหนอนแมลงวันฟอริด ในช่วงบ่มเส้นใยจนถึงช่วงเปิดดอก จะพบหนอนแมลงวันกัดกินเส้นใยเห็ด ทำให้เส้นใยเห็ดไม่เจริญ ถ้าระบาดรุนแรงก้อนเห็ดยุบตัวได้ และเห็ดในระยะออกดอก มักพบหนอนแมลงวันเจาะเข้าไปทำลายส่วนของโคนต้นและหมวกดอก ทำให้ดอกเน่าเสียและเป็นโรคได้

สำหรับแนวทางการป้องกันและแก้ไข ให้เกษตรกรเตรียมโรงเรือนโดยทำความสะอาด พ่นพื้นฝาผนัง และหลังคาโรงเรือนให้ทั่วด้วยสารคลอรอกซ์ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อฆ่าแมลงและเชื้อโรคที่สะสมภายในโรงเรือน จากนั้น ควรปิดโรงเรือนให้มิดชิด ทิ้งไว้อย่างน้อย 7-10 วัน

หากพบตัวแก่ของแมลงเกาะตามมุมโรงเรือน ฝาผนัง หรือมุมอับ ให้พ่นด้วยสารกำจัดมาลาไทออน อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นตามพื้นหรือมุมโรงเรือน หรือพื้นที่ที่แมลงเกาะอยู่ หลีกเลี่ยงการพ่นลงบนเห็ดหรือถูกเห็ดโดยตรง อาจเกิดพิษตกค้างในดอกเห็ด และอาจทำให้ดอกเห็ดเกิดอาการผิดปกติจนส่งขายในตลาดไม่ได้ เมื่อเสร็จสิ้นรุ่นของดอกเห็ดแล้ว ให้เกษตรกรนำถุงก้อนเชื้อเห็ดออกผึ่งแดดนอกโรงเรือน หากพบก้อนเชื้อเห็ดที่มีรอยทำลายของหนอนแมลงวันควรทำการฝังหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ และป้องกันการแพร่กระจายเข้าสู่โรงเรือนเพาะเห็ดข้างเคียงต่อไป

สภาเกษตรกรฯนำร่องหลักสูตร ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326481

x

สภาเกษตรกรฯนำร่องหลักสูตร ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการประมงที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก และนำไปสู่ปัญหาในด้านต่างๆ เช่น การใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม เป็นการทำการประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) มีการกดขี่ใช้แรงงานและค้ามนุษย์ ซึ่งส่งผลด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงประสานงานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อหารือแนวทางจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย โดยมีหน้าที่รวบรวม สรุปข้อมูลต่างๆ กำหนดแนวทางจัดตั้ง และดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมง และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการเผยแพร่ขยายผลการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทยในพื้นที่ต่างๆ ที่มีศักยภาพ โดยในคราวการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจร ที่ จ.สงขลา ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านแรงงานประมง ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพให้กับแรงงานไทยทดแทนแรงงานต่างด้าว เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมาจากการขาดแรงงานในปัจจุบัน และได้มีข้อสั่งการเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีให้มีการดำเนินงานตามข้อเสนอดังกล่าว

นายสิทธิพร กล่าวต่อว่า ในระหว่างรอรัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานคณะทำงานโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย ได้จัดการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 พร้อมกับมีมติให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำโครงการนำร่อง “ฝึกลูกเรือประมงไทย” จำนวน 15 คน ในระหว่างวันที่ 12 มีนาคม – 1 เมษายน 2561 ณ ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) จ.สมุทรปราการ และฝึกภาคปฏิบัติ ณ ท่าเทียบเรือแพปลาชาญวัฒนา 1 อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เพื่อพัฒนาแรงงานไทยตามหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งจะสามารถสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมการประมงไทย ลดการขาดแคลนแรงงานและการพึ่งพาแรงงานต่างด้าว มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของแรงงาน โดยพัฒนาแรงงานไทยให้มีศักยภาพความรู้ ความชำนาญในการทำประมง โดยเมื่อจบโครงการ สมาคมประมงแห่งประเทศไทยจะรับเข้าทำงานโดยมีค่าตอบแทนวันละ 500 บาท รวมทั้งสวัสดิการที่จูงใจ ซึ่งจะสรุปผลโครงการเสนอให้รัฐบาลขยายผลต่อไป

ไทยลุยเวทีประมงโลกย้ำปลอดไอยูยู ‘บิ๊กฉัตร’ส่งทูตวีระชัยนำทัพสร้างความเชื่อมั่นนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326488

ไทยลุยเวทีประมงโลกย้ำปลอดไอยูยู ‘บิ๊กฉัตร’ส่งทูตวีระชัยนำทัพสร้างความเชื่อมั่นนานาชาติ

ไทยลุยเวทีประมงโลกย้ำปลอดไอยูยู ‘บิ๊กฉัตร’ส่งทูตวีระชัยนำทัพสร้างความเชื่อมั่นนานาชาติ

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เปิดเผยว่า นอกจากรัฐบาลไทยจะเน้นดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม หรือประมงไอยูยู และปัญหาแรงงานในภาคประมงอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการมีทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนแล้ว รัฐบาลไทยยังได้เห็นความสำคัญในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ถึงความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูของประเทศสู่เวทีระดับโลกในหลายๆ เวทีอย่างต่อเนื่องด้วย โดยในงานแสดงสินค้า Seafood Expo North America 2018 ซึ่งสหรัฐอเมริกากำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2561 ณ กรุงบอสตัน สหรัฐอเมริกา รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงเข้าร่วมการจัดงาน เนื่องจากเป็นงานแสดงสินค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกาเหนือซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่มีทั้งผู้ซื้อขายและจำหน่ายอาหารทะเลทั่วโลกเข้าร่วม อาทิ สหภาพยุโรป สเปน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างเครือข่ายและหารือธุรกิจ ระหว่างผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม บริษัทด้านอาหาร ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์สินค้าประมงของไทยที่ได้มาตรฐานสากลและประชาสัมพันธ์ถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการประมงของไทย ต่อผู้นำเข้าและผู้สนใจที่เข้าร่วมงาน อันจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้สนใจสินค้าประมงไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงสื่อมวลชนด้านการประมงระดับโลกที่เข้าร่วมงานและหาข้อมูลข่าวคราวความเคลื่อนไหวด้านการประมงจากงานนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ National Fisheries Institute และ Seafoodsorce.com ซึ่งเป็นสื่อมวลชนหลักในการสนับสนุนในการจัดงานครั้งนี้อย่างเป็นทางการด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงานนอกจากการจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงใหม่ๆ รวมทั้งการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ บริการด้านสินค้าอาหารทะเล โซนนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการประมงของทั่วโลกแล้ว ยังมีกิจกรรมที่สำคัญ คือ การเสวนาเกี่ยวกับสถานการณ์ สถานะ ข้อมูลปัจจุบันด้านการประมงระดับภูมิภาคและระดับโลก

โดยคณะผู้แทนไทย ที่ได้รับมอบหมายไปร่วมงานและจะร่วมเสวนาในงานเลี้ยงรับรองผู้นำเข้าอาหารทะเลและสื่อมวลชนในหัวข้อ เส้นทางสู่การประมงที่ยั่งยืนของประเทศไทย หรือ “Thailand’s Path to Sustainable Fisheries”อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ประกอบด้วย นายวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการเจรจากับสหภาพยุโรป เป็นหัวหน้าคณะ นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง พล.ต.ท. จารุวัฒน์ ไวศยะ ประธานคณะอนุกรรมการกฎหมายและการดำเนินคดี ศปมผ. รวมถึงนางอภิญญา ทาจิตต์ รองผู้อำนวยการศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทางทะเล (Stella maris) องค์กรเอ็นจีโอ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยที่ได้เชิญเอ็นจีโอเข้ามาร่วมทำงานอย่างเป็นอิสระด้านการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิของแรงงานประมงกว่า 30 ปี มานำเสนอการทำงาน เพื่อให้เวทีการประมงระดับโลก ได้รับรู้ รับทราบเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริงและถูกต้องของประเทศไทยด้วย ขณะที่ภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ได้แก่ นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกกิตติคุณสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ประธานอนุกรรมการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ขยายผลคลองสวยน้ำใส กรมชลชูต้นแบบกำจัดผักตบลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326486

x

ขยายผลคลองสวยน้ำใส กรมชลชูต้นแบบกำจัดผักตบลุ่มเจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการคลองสวยน้ำใสร่วมใจกำจัดวัชพืชทุ่งหลวงรังสิต ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 6 โดยใช้นวัตกรรมการดูแลทางน้ำแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการกำหนดกรอบปฏิทินการดูแลวัชพืชที่ชัดเจน มีการติดตาม ควบคุม กำจัดวัชพืชทางน้ำร่วมกัน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ จนได้รับรางวัลดีเด่นในเรื่องการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมในปีพ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับพื้นที่รังสิตใต้ มีคลองชลประทานความยาวรวมกันประมาณ 300 กม. มีวัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวาที่ต้องเก็บปีละกว่า 200,000 ตัน ใช้งบประมาณกำจัดปีละ 1-2.5 ล้านบาท แต่ในปี 2560 ได้นำนวัตกรรมการดูแลทางน้ำแบบบูรณาการมาใช้ ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณในการกำจัดผักตบชวาเลย ซึ่งกรมชลประทานจะนำแนวทางการทำงานดังกล่าว ไปขยายผลกับโครงการชลประทานอื่นๆ ในลุ่มเจ้าพระยาอีกกว่า 30 แห่ง เช่น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต เป็นต้น คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐไปได้อีกจำนวนมาก

นายพฤทธิพงศ์ ทัศน์อัญชุลีกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ เปิดเผยว่า โครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทำงาน เช่น ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) บินสำรวจคลอง ทำให้เห็นสภาพวัชพืชทางน้ำชัดเจนโดยไม่ต้องลงทุนมาก และใช้กล้อง cctv ติดอยู่ตามหน้าอาคารบังคับน้ำที่สำคัญ 11 แห่ง เป็นจุดควบคุมผักตบชวา จากนั้นใช้เครือข่ายเกษตรกรที่เป็นอาสาสมัครสายตรวจผักตบชวาคอยรายงานสภาพวัชพืชทางน้ำว่าตรงไหนเริ่มมีการสะสมผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ทุกอาทิตย์ ทำให้ปัจจุบันปัญหาเรื่องวัชพืชกีดขวางทางน้ำ น้ำเน่าเสีย น้ำล้นตลิ่งแทบจะหมดไปจากคลองรังสิตแล้ว

ส่องเกษตร : เร่งแก้โรคพิษสุนัขบ้าระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326483

449007

ส่องเกษตร : เร่งแก้โรคพิษสุนัขบ้าระบาด

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่หน้าร้อนปีนี้ ดูเหมือนโรคพิษสุนัขบ้าจะกลับมาเป็นเรื่องร้อนที่น่าห่วงมากอีกครั้ง เมื่อกรมปศุสัตว์ได้ประกาศให้ 13 จังหวัดเป็นพื้นที่สีแดง“เขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า” พร้อมกับอีก 42 จังหวัดเป็นพื้นที่สีเหลือง “เขตเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า” หลังจากแค่ 2 เดือนแรกปีนี้ก็มีคนเสียชีวิตแล้ว 3 คนจากโรคพิษสุนัขบ้า ขณะที่ตรวจพบสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 1.5 เท่า

ลงรายละเอียดสักนิด 13 จังหวัดที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สีแดง “เขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า” ประกอบด้วย จ.สุรินทร์,จ.ร้อยเอ็ด,จ.บุรีรัมย์,จ.อุบลราชธานี,จ.ศรีสะเกษ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสาน จ.ชลบุรี,จ.ฉะเชิงเทรา,จ.ระยอง ในภาคตะวันออก จ.น่าน,จ.เชียงราย,จ.ตาก ในภาคเหนือ จ.สมุทรปราการในภาคกลาง และ จ.สงขลา ในภาคใต้…มีครบทุกภาคเลยทีเดียว

ส่วนสถานการณ์ที่น่าห่วงเนื่องจากยังตรวจพบสุนัขที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์รายงานว่า เพียง 2 เดือนปีนี้นอกจากคนเสียชีวิตแล้ว 3 ราย ยังตรวจพบสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 251 ตัว สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 1.5 เท่า โดยกว่า 90% ที่ติดเชื้อคือ สุนัข นอกนั้นยังพบในแมวและโค ซึ่งโคที่ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุว่า ปัญหาที่ทำให้โรคพิษสุนัขบ้าระบาด คือ เจ้าของไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกัน, ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปนอกบ้านเสี่ยงถูกกัดจากสัตว์ที่มีเชื้อ ที่สำคัญยังขาดความตระหนักถึงการป้องกัน จึงขอความร่วมมือเจ้าของรีบนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ในเดือนเม.ย.นี้จะเร่งประชาสัมพันธ์เข้มข้น เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ และจะเริ่มต้นการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจังตั้งแต่เดือนพ.ค.นี้

“การดําเนินการดังกล่าว จําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องเร่งสํารวจ ขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว,เร่งรัดจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับจํานวนสุนัขและแมวที่มีอยู่ในพื้นที่“

ขณะเดียวก็มีรายงานข่าวว่า การที่โรคสุนัขบ้ากลับมาระบาดพุ่งสูง สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ไม่สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวในพื้นที่ของตัวเองได้ครบถ้วนเต็มประสิทธิภาพ เพราะถูกสตง.-สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทักท้วงว่า ไม่ใช่ภารกิจของท้องถิ่น หากดำเนินการจะขัดต่อกฎหมาย จึงส่งผลให้อปท.ระงับการซื้อวัคซีนไป

อย่างไรก็ตาม ทั้งกรมควบคุมโรคและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต่างยืนยันว่า ได้เคลียร์กับสตง.แล้ว เพราะเป็นปัญหามาหลายปี ซึ่งในปีนี้สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ได้ผลักดันจนมีประกาศให้ท้องถิ่นสามารถซื้อวัคซีนมาฉีดให้สุนัข ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะความปลอดภัยในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องเน้นให้ทุกภาคส่วนช่วยกันขจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป

ขณะที่อดีต ผู้ว่าฯ สตง.-พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ยอมรับว่า สตง.เคยตรวจสอบการใช้งบฯของอปท.ในการจัดซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแทบทุกจังหวัด เพราะจากการสุ่มตรวจช่วงโรคระบาดหรือ ฤดูร้อน พบปัญหาท้องถิ่นมักจัดซื้อวัคซีนจำนวนมาก แต่กลับไร้คุณภาพ ราคาแพงหลายเท่าตัว เพราะซื้อจากผู้ค้าในท้องถิ่น ไม่ใช่จากบริษัทยาโดยตรง ทำให้วัคซีนใช้ไม่หมด ไม่มีที่จัดเก็บและเสื่อมคุณภาพในที่สุด ส่งผลให้ สตง.ต้องท้วงติงการใช้งบฯเกินความจำเป็น แต่หากกรมปศุสัตว์ประกาศเป็นเขตโรคระบาด ท้องถิ่นก็สามารถจัดซื้อวัคซีนได้ตามความเหมาะสม

“สิ่งที่น่ากังวลจากการตรวจสอบ สตง.ยังพบว่า บางจังหวัดขาดบุคลากรที่มีความรู้ ทำให้ซื้อวัคซีนผิด หรือซื้อน้ำเกลือมาฉีดให้สุนัขก็มี”

เป็นอันว่าในปีนี้ ท้องถิ่นน่าจะสามารถจัดซื้อวัคซีนมาฉีดให้สัตว์เลี้ยง เพื่อแก้ไขการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าให้ได้ทันท่วงทีมากขึ้น เพียงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรตรวจสอบการจัดซื้อให้เกิดความโปร่งใส ส่วนกรมปศุสัตว์ก็ควรเข้าไปให้ข้อแนะนำ เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการฉีดวัคซีนได้จริงๆ

ที่จริงยังมีนโยบายของรมว.เกษตรฯกฤษฎา บุญราช ที่ต้องการให้อปท.มีส่วนร่วมแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แต่ผมได้ข่าวมาว่า อาจติดขัดเรื่องที่สตง.คุมเข้มการใช้งบฯอปท.ในทำนองคล้ายๆกับวัคซีนพิษสุนัขบ้านี้เหมือนกัน…เรื่องเป็นอย่างไร คงต้องยกยอดไปว่ากันโอกาสหน้า เพราะเนื้อที่สัมปทานตอนนี้ หมดแค่นี้ ก็ต้องขอจบห้วนๆแบบนี้ไปก่อน

สาโรช บุญแสง

สหกรณ์เกษตรพิมายลุยข้าวครบวงจร บริหารแปลงใหญ่ผลิตสินค้าคุณภาพ-รุกเปิดตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326485

x

สหกรณ์เกษตรพิมายลุยข้าวครบวงจร บริหารแปลงใหญ่ผลิตสินค้าคุณภาพ-รุกเปิดตลาดออนไลน์

วันพุธ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผอ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด เป็นศูนย์การเรียนรู้การสหกรณ์แห่งแรก และเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ดีในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรในราคาเป็นธรรม มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เป็นการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดครบวงจร สามารถช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ระบบสหกรณ์บริหารจัดการด้านตลาดในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยได้ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ภายใต้ 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1.มีกระบวนการรับซื้อข้าวเปลือก จากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม โดยมีการสุ่มตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก ใช้ระบบการชั่งน้ำหนักข้าวที่ได้มาตรฐานและกำหนดราคาที่เป็นธรรมตามราคาที่รัฐบาลรับซื้อ 2.ปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือก เพื่อควบคุมคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐาน โดยลดความชื้นของข้าวเปลือกก่อนการสีแปร เก็บรักษาข้าวเปลือกในฉางและโกดังเพื่อรอการระบาย 3.มีกระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ด้วยโรงสีที่ได้มาตรฐาน GMP มีโรงปรับคุณภาพข้าว เพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าว และ 4.บรรจุและกระจายข้าวสารด้วยเครื่องบรรจุสุญญากาศเพื่อเก็บรักษาคุณภาพข้าวก่อนถึงมือผู้บริโภค

สำหรับกระบวนการรับซื้อข้าวเพื่อประโยชน์ต่อสมาชิก ตามนโยบายรัฐบาลตามโครงการแปลงใหญ่ สหกรณ์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับสมาชิกและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ โดยสหกรณ์จะเพิ่มราคารับซื้อให้ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่วนสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่แต่ไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงสหกรณ์จะเพิ่มราคารับซื้อให้ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม เพื่อสร้างแรงใจ และเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับด้านการตลาด ได้แสวงหาพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น การเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ในภูมิภาคต่างๆ ในรูปแบบสินค้าแลกสินค้า ผ่านระบบศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา การส่งข้าวไปยังห้างสรรพสินค้าต่างๆ และที่สำคัญคือการทำข้าวสารเกรดพรีเมียมบรรจุถุงส่ง บริษัทแอมเวย์ ซึ่งได้ทำธุรกิจกันมามากกว่า 17 ปี และยังได้พัฒนาตลาดดิจิตอล โดยขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง คือ ลาซาด้า ซึ่งปัจจุบันมียอดสั่งซื้อข้าวมาอย่างต่อเนื่อง

ดัน‘เขื่อนผาจุก’ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกรมชล-กฟผ.ร่วมพัฒนา-ได้ไฟฟ้าปีละ90ล.หน่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326230

x

ดัน‘เขื่อนผาจุก’ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกรมชล-กฟผ.ร่วมพัฒนา-ได้ไฟฟ้าปีละ90ล.หน่วย

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทานจับมือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนาม MOU ร่วมกันพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ คาดได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดถึงปีละ 90 ล้านหน่วย

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง คือ เขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตรวม 14 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดละ 7 เมกะวัตต์ ชุดแรกจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนธันวาคม 2563 ส่วนชุดที่ 2 จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานดังกล่าว เป็นการบูรณาการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนทดน้ำผาจุก มาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยจะไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และการรักษาระบบนิเวศ หรือกิจกรรมใช้น้ำในภาคส่วนอื่นๆ

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก นอกจากจะผลิตพลังงานไฟฟ้าเข้าระบบได้ปีละ 90 ล้านหน่วยแล้ว ยังจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 45,833 ตัน ถือเป็นพลังงานที่สะอาด ต้นทุนต่ำ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เป็นการส่งเสริมให้ใช้ทรัพยากรในประเทศ และยังมีการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ให้กับชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

“กรมชลประทานและกฟผ. พร้อมที่จะบูรณาการ เพื่อพัฒนาและสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทาน อ่างเก็บน้ำ และฝายต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง ที่มีศักยภาพ และพร้อมที่จะพัฒนานำพลังงานจากน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ปศุสัตว์เดินหน้าคุมเข้ม ปู่ย่า-พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ รักษาเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326227

x

ปศุสัตว์เดินหน้าคุมเข้ม ปู่ย่า-พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ รักษาเสถียรภาพราคา

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้กำหนดมาตรการและวิธีการตรวจสอบฟาร์มปู่ย่าพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ รวมถึงได้จัดประชุมชี้แจงผู้ประกอบการนำเข้าและผู้เลี้ยงรายใหญ่ 16 บริษัท ให้ทราบถึงมาตรการตรวจสอบปริมาณปู่ย่าพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เพื่อควบคุมปริมาณตามมติ Egg Board โดยมาตรการดังกล่าวในข้างต้นนั้น ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เพื่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจการเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ของทุกบริษัท อีกทั้งเป็นการติดตามสถานการณ์การผลิตแม่ไก่ไข่ยืนกรงภายในประเทศ ป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและมีราคาตกต่ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการมาตรการในระยะยาวเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ด้วยการควบคุมปริมาณปู่ย่าพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ของผู้ประกอบการนำเข้าและผู้เลี้ยงรายใหญ่ 16 บริษัท โดยจัดชุดเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบต่อเนื่อง อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งต่อปี ซึ่งการตรวจสอบประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 จะดำเนินการในระหว่างวันที่ 7-20 มีนาคม 2561