ปฏิบัติการฝนหลวงทำสำเร็จ ลดหมอกควันพิษพื้นที่กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327059

x

ปฏิบัติการฝนหลวงทำสำเร็จ ลดหมอกควันพิษพื้นที่กทม.

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาการเกิดเกิดฝุ่นละอองที่เป็นมลพิษในพื้นที่ กทม. กรมฝนหลวงจึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.กาญจนบุรี ขึ้นบินปฏิบัติการบริเวณ จ.นครปฐม และ จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อก่อกวนเมฆให้ไหลมาตกเป็นฝนในพื้นที่ กทม. บริเวณฝั่งธนบุรี โดยใช้เครื่องบิน CARAVAN จำนวน 3 ลำ ปฏิบัติการ 6 เที่ยวบิน รวม 8 ชั่วโมงบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 4.2 ตัน

โดยภายหลังการปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ดีระดับหนึ่ง ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยได้ประสาน 2 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหามลพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางอย่างต่อเนื่องต่อไป

นอกจากนี้ จากการตรวจวัดค่าปริมาณฝุ่นละอองในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ปัจจุบันพบค่าปริมาณฝุ่นละออง PM10 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติพบค่า PM10 อยู่ที่ 127 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ที่ 135 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ได้มีเตรียมความพร้อมในการขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อดัดแปรสภาพอากาศ ลดปริมาณฝุ่นละอองทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

เลาะรั้วเกษตร : พิษสุนัขบ้า…ไม่ได้ระบาดรุนแรง เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327063

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พิษสุนัขบ้า…ไม่ได้ระบาดรุนแรง เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู่นี้มีงานเข้ากรมปศุสัตว์ ของอธิบดี อภัย สุทธิสังข์ ถี่หน่อย เสร็จจากทารุณกรรมเสือดำ ก็มาเรื่องของโรคพิษสุนัขบ้า ล่าสุด (12 มีนาคม 2561)

กรมปศุสัตว์ประกาศเขตควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าชั่วคราว 30 วัน ใน 22 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน ตาก สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง สงขลา นนทบุรี และ กรุงเทพมหานคร

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส ถ้าคน หรือ สัตว์ ถูกสัตว์ที่ติดเชื้อโรคชนิดนี้กัด หรือข่วนโอกาสที่เชื้อโรคนี้จะแพร่เข้าสู่ร่างกายก็มีมาก หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือผู้ที่อยู่ในแหล่งแพร่ระบาดของโรค หรือมีการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ เชื้อโรคนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง ถ้ารุนแรงมากก็ถึงแก่ชีวิต แต่ถ้าได้รับวัคซีนทันเวลาก็สามารถป้องกันได้

อาการเริ่มต้นของโรคพิษสุนัขบ้า จะคล้ายกับอาการไข้หวัดใหญ่ เป็นไข้ รู้สึกชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง จากนั้นอาการจะพัฒนาถึงขั้นรุนแรงใน 2 กลุ่มอาการ คือ อาการสองอักเสบ จะกลัวน้ำ กลืนน้ำลายไม่ได้ มีการเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ กลืนอาการลำบาก พูดไม่ชัด ประสาทหลอน อาการสับสน หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง กระสับกระส่าย มีน้ำลาย และเหงื่อออกมากผิดปกติ

อีกกลุ่มอาการคือ อัมพาต ใช้เวลาแสดงอาการยาวนานกว่ากลุ่มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อจะค่อยๆ อ่อนแรงลงจนเป็นอัมพาต โคม่า และเสียชีวิต

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และอธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ในพ.ศ.นี้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง 12 มีนาคม 2561 ที่ดูเหมือนสถานการณ์รุนแรง เนื่องจากมีการนำ พระราชบัญญัติ 3 ฉบับ มาบังคับใช้ ทั้ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ. 2557 ซึ่งหากพบว่ามีคนตาย หรือสัตว์ตาย ด้วยพิษสุนัขบ้า ให้ประกาศเขตโรคระบาดทันที

พูดง่ายๆ คือ พอจะมีการบังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้อง ก็กลายเป็นว่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ตกใจกันยกใหญ่ สื่อเองก็ช่วยเผยแพร่ข่าวอีกเลยดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่วิกฤติ อันที่จริงการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในปีนี้ไม่ได้รุนแรงกว่าปีที่ผ่านๆ มาเลย ปริมาณผู้เสียชีวิตก็นับว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 13 ราย จึงต้องถือว่าเป็นสถานการณ์การระบาดที่ปกติ…

ไหนๆ ก็ไหนๆ แม้จะไม่รุนแรง แต่นำเรื่องราวของโรคพิษสุนัขบ้ามาเตือนชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปให้ระมัดระวังตัว รู้จักป้องกันตนเอง ป้องกันสัตว์เลี้ยงของตนเอง รวมทั้งสุนัข หรือแมวจรจัด บ้างก็นับว่าดี เพราะดูจากตัวเลขที่กรมปศุสัตว์เปิดเผยมาแล้วก็น่าเป็นห่วงว่าคนไทยจะเสี่ยงต่อการระบาดของโรคเสียพิษสุนัขบ้าเสียจริงๆ

ตั้งแต่ 1 มกราคม – 8 มีนาคม 2561 พบการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าใน 37 จังหวัด แต่พบเพียงร้อยละ 14.7 ของตัวอย่างที่นำมาตรวจทั้งหมดกว่า 2,350 ตัวอย่าง ชนิดสัตว์ที่พบว่ามีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามีเพียง 3 ชนิด คือ สุนัข มีมากที่สุด รองลงไปคือ วัว และแมว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัข และแมวที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

มีจำนวนสุนัขที่มีเจ้าของประมาณ 3.5 ล้านตัว จำนวนแมวที่มีเจ้าของกว่า 1.06 ล้านตัว ในจำนวนสุนัขและแมวเหล่านี้เจ้าของพาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ยังมีสุนัขและแมวที่ไม่มีเจ้าของอีกจำนวนหลายล้านตัวที่เราเห็นๆ กันอยู่ตามวัด ถนนหนทาง และสถานที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์ก็มีมาตรการในการป้องกันโดยการจัดเตรียมวัคซีนเพื่อฉีดให้กับบรรดาสุนัขและแมวจรจัดเหล่านั้น จำนวน 1 ล้านโดส ฉีดให้สุนัขและแมวจรจัดได้ 10 ล้านตัว

เรื่องนี้แม้จะเบาใจว่าโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ระบาดรุนแรงอย่างที่เข้าใจ แต่ออกมาเตือนผู้ที่รักสุนัขและแมวให้ป้องกันและระมัดระวังการคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงไว้บ้างก็ดี

ส่วนเรื่องการจัดซื้อวัคซีนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่สตง.ออกมาตั้งข้อสังเกตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จนทำให้อปท.หลายแห่งไม่กล้าจัดซื้อวัคซีนมาบริการประชาชน ถ้าจะให้มาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประสบผลสำเร็จ ก็ต้องเคลียร์กันให้ชัดว่าทำได้ ทำไม่ได้อย่างไร เพราะคนเดือดร้อนคือประชาชน

แว่นขยาย

ไทยถกคณะมนตรีAPTERR เดินหน้า‘สำรองข้าวฉุกเฉิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327060

x

ไทยถกคณะมนตรีAPTERR เดินหน้า‘สำรองข้าวฉุกเฉิน’

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 6 หรือ The 6th ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) Council ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อรับทราบรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2560 พร้อมหารือเกี่ยวกับแผนงานและงบประมาณสำหรับปี 2561 ของสำนักเลขานุการ APTERR รวมทั้งประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาพิธีสารเพื่อแก้ไขเอกสารแนบ 2 ของความตกลง APTERR ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริจาคเงินทุนเพื่อใช้ในการดำเนินการของสำนักเลขานุการ APTERR ช่วง 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2561 – 2565

สำหรับไทยจะบริจาคเงินเพื่อการดำเนินงานในอัตราปีละ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการ APTERR ให้สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ โดยภายหลังจากที่ประเทศสมาชิก APTERR ได้ให้ความเห็นชอบแบบฉันทามติแล้ว สำนักเลขาธิการอาเซียนจะนำร่างพิธีสารฯ แจ้งต่อเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเกษตรและป่าไม้อาเซียนบวกสามให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะมีการลงนามในพิธีสารฯดังกล่าว ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียนบวกสามที่ประเทศเวียดนาม ในเดือนตุลาคม

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงาน APTERR ที่ผ่านมาของประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนสถานที่ทำการสำนักงานเลขานุการ APTERR ที่อาคาร สศก. นอกจากนี้ยังได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือประเทศสมาชิก APTERR ด้วยการบริจาคข้าวเมื่อเกิดภัยพิบัติและขาดแคลน โดยเฉพาะในช่วงการเกิดพายุไห่เยี่ยนในประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2557 ซึ่งไทยให้ความช่วยเหลือ 5,000 ตัน
ขณะเดียวกันไทยยังได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรดังกล่าวในคราวประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ปี 2554 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้บริจาคข้าวผ่าน APTERR เป็นจำนวนเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อซื้อข้าวของประเทศไทยจำนวน 50 ตัน และข้าวบรรจุกระป๋อง จำนวน 31,000 กระป๋อง ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมบทบาทของการประสานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมร่วมกัน

เปิดเวทีใหญ่ประชุมวิชาการข้าว เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327064

เปิดเวทีใหญ่ประชุมวิชาการข้าว เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

เปิดเวทีใหญ่ประชุมวิชาการข้าว เดินหน้ายกระดับผลผลิตด้วย‘นวัตกรรม-เทคโนโลยี’

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมการข้าว” จัดประชุมวิชาการข้าวประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี”

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จัดประชุมวิชาการข้าว ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยี” โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับข้าวไทยโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ กรมการข้าว ศึกษา วิจัยและพัฒนา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยเฉพาะด้านข้าว จะช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาคุณภาพข้าว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับข้าวไทยให้มีคุณภาพดีในระดับมาตรฐานสากล และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก หากเกษตรกรนำองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกรมการข้าวไปใช้ในกระบวนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม
จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

“รัฐบาลมีนโยบายบริหารจัดการข้าวทั้งระบบตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงปีการผลิต 2559- 2561 โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือก เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ การปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย พืชปุ๋ยสด พืชอาหารสัตว์ การสนับสนุนสินเชื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวแบบแปลงใหญ่ การชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวของสถาบันเกษตรกร และสนับสนุนสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก การสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย และโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยในระยะเร่งด่วน รวมถึงรัฐบาลไทยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ชัดเจนในอนาคตให้ก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0”ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เติมเต็มด้วยวิทยาการความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้นปรับเปลี่ยนเกษตรกรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการเทคโนโลยีมุ่งยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ” นายลักษณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตในภาคการเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งเป็นสินค้าปฐมภูมิ ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าข้าว พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรของกรมการข้าวก็มีความสำคัญ ซึ่งการจัดประชุมวิชาการดังกล่าวจะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง และเพิ่มพูนความรู้ให้แก่บุคลากร ทั้งด้านของวิชาการ นวัตกรรม เทคโนโลยีด้านข้าว เพื่อจะได้มีแนวทางหรือข้อมูลในการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานพัฒนาการวิจัย หรือเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

มหัศจรรย์มะนาวไทย! ทำสารพัดเมนูสุดจี๊ด เกษตรกรปลูกเอง-แปรรูปเองสร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326833

มหัศจรรย์มะนาวไทย! ทำสารพัดเมนูสุดจี๊ด เกษตรกรปลูกเอง-แปรรูปเองสร้างรายได้งาม

มหัศจรรย์มะนาวไทย! ทำสารพัดเมนูสุดจี๊ด เกษตรกรปลูกเอง-แปรรูปเองสร้างรายได้งาม

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 08.53 น.

15 มี.ค.61  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร  บ้านตาพรม หมู่ที่ 4 ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์  ว่าที่ ร.ต.นิรันดร์  ดุจจานุทัศน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดมหกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2561 ขึ้น โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ และสำนักงานเกษตรอำเภอศีขรภูมิ ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อสร้างให้เกษตรกรเป็น Smart Farmer นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร จัดทำแผนธุรกิจ และเชื่อมโยงตลาดได้ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการหลักการถ่ายทอดความรู้ตามสถานีเรียนรู้ที่มีการบูรณาการองค์ความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันถ่ายทอดความรู้การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตมะนาวและพืชผัก ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมงานกว่า  200 คน

โดยมีการแชร์ประสบการณ์ และเติมเต็มความรู้  ให้กับเกษตรกร ร่วม 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีที่ 1 การผลิตมะนาวแปลงใหญ่/พืชผักอินทรีย์ สถานีที่ 2 เทคโนโลยีการขยายพันธุ์มะนาว สถานีที่ 3 เทคโนโลยีการแปรรูปผลผลิตมะนาวและพืชผักต่างๆ สถานีที่ 4 การผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์/น้ำหมักชีวภาพ และสถานีที่ 5 แนวโน้มการตลาดมะนาว/พืชผักและการรวมกลุ่มแปลงใหญ่

โดยเฉพาะสถานีที่เกษตรกรสนใจมากที่สุด  คือ การสาธิตวิธีการทำน้ำมะนาวอัญชัน ลดความอ้วน สร้างรายได้งาม ให้แก่กลุ่ม ซึ่งประโยชน์ของน้ำมะนาว จะมีทั้งวิตามิน และกรดต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาอาการ และยับยั้งเชื้อโรคหลายชนิดด้วยความที่มีวิตามินสูง จึงช่วยรักษาอาการโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน ขับเสมหะ ลดอาการไอ บรรเทาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ ลดอาการเหงือกบวม และยังช่วยขับพยาธิ  รักษาอาการท้องอืด ท้องผูก แน่นท้อง รักษาอาการปัสสาวะ กระปริดกระปรอย ช่วยฟอกและบำรุงโลหิตรักษาอาการโลหิตจาง แก้โรคเหน็บชา ส่วนผสมก็จะมีดังนี้  1.น้ำมะนาว1/4 ถ้วย 2.ดอกอัญชันอบแห้ง 15 กรัม 3.น้ำสะอาด 1.5 ลิตร  4.น้ำตาลทราย 1-2 ถ้วยตวง  5.เกลือ 1/2  -1 ช้อนชา สามารถแปรรูปมะนาวสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืน

นายพันธุ์เรือง ห่อทอง อายุ 62 ปี ชาวบ้านตาพรม เกษตรกรต้นแบบ  กล่าวว่า ตนเริ่มทำการเกษตรตั้งแต่ปี 2558 บนเนื้อที่ 19 ไร่ เดิมทีมะนาวมีราคาสูง ตนจึงหันมาเริ่มเพาะพันธุ์มะนาวเพื่อจำหน่าย ปัจจุบันตนทำการเกษตรแบบครบวงจร จนส่วนราชการเห็นความสำคัญจึงให้การสนับสนุนงบประมาณมาเรื่อยๆ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรของที่ขึ้นชื่อของอำเภอศีขรภูมิ

สำเร็จ!แก้ตะกอนถมหน้าฝาย กรมชลทำได้ช่วยประหยัดงบฯ-จ่อขยายผลทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326752

x

สำเร็จ!แก้ตะกอนถมหน้าฝาย กรมชลทำได้ช่วยประหยัดงบฯ-จ่อขยายผลทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายปริญญา กมลสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านวิศวกรรมชลศาสตร์) สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาประสบผลสำเร็จในงานศึกษาวิจัยแก้ปัญหาตะกอนตกทับหน้าฝาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศ อาทิ เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ก็ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขและยังไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ 100% โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาวิจัยที่ฝายลำเซบาย ซึ่งสร้างปิดกั้นลำเซบายที่บ้านเชือก ต.หนองขอน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นฝายคอนกรีตสูง 2 เมตรและมีการเสริมฝายยางขึ้นไปอีก 2.5 เมตร ยาว 100 เมตร มีการใช้งานแค่เพียง 2 ปี ก็ปรากฏว่ามีตะกอนทรายมาตกทับถมทั้งด้านเหนือและท้ายฝายจำนวนมาก มีความสูงถึงฝายยาง จนไม่สามารถอัดน้ำพองยางขึ้นเก็บกักน้ำได้ กรมชลประทานจะต้องทำการขุดลอกตะกอนออก โดยใช้งบประมาณครั้งละไม่น้อยกว่า 5-6 ล้านบาท

สำหรับแนวทางในการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น ได้นำหลากหลายวิธีมาวิเคราะห์ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งสภาพลำน้ำทางภาคอีสานนั้น จะมีดินทรายค่อนข้างมาก ฝนตกก็จะชะล้างตะกอนดินลงลำน้ำ

“ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้พบแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด 2 วิธี คือ วิธีแรก ใช้รอบังคับร่องน้ำ ( Spur Dike) เป็นการบีบบังคับช่องทางไหลของน้ำให้เล็กลง โดยใช้ต้นยูคาลิปตัสมาปักสลับเป็นลักษณะก้างปลาทั้งด้านซ้ายขวาของฝาย ระยะห่างกัน 25 เมตร เป็นการเพิ่มความเร็วให้กระแสน้ำไหลพุ่งไปด้านหน้าให้พัดพาตะกอนไหลข้ามสันฝายไป ซึ่งเป็นงานที่ใช้เงินไม่มาก แต่สามารถช่วยลดอัตราการตกจมของตะกอนหน้าฝายได้กว่าครึ่ง” นายปริญญา กล่าว

ส่วนวิธีที่สองเป็นนวัตกรรมใหม่ คือ ได้มีการประดิษฐ์เรือดูดตะกอนขนาดเล็กที่ไม่ใช้เครื่องจักรใหญ่ สามารถวิ่งไปบนสันฝายได้โดยไม่สร้างความเสียหายให้ฝายยาง เหมาะกับการเคลียร์ทรายเฉพาะจุด ในกรณีของฝายลำเซบายใช้ดูดทรายที่ทับฝายยางออกเพื่อให้สามารถพองตัวและกักน้ำได้ต่อไป ใช้เวลาเคลียร์ทรายประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นการแก้ปัญหาที่รวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งขณะนี้ทางสำนักวิจัยและพัฒนามีเรือต้นแบบดูดตะกอนขนาดเล็ก น้ำหนักเบา มีล้อสะดวกในการเคลื่อนย้าย และไม่มีส่วนใดขุดเจาะดินจึงไม่เป็นอันตรายต่อฝายยางและพื้นทางน้ำ จึงเหมาะที่จะนำไปใช้งานในคลองดาดคอนกรีต และทางน้ำที่ต้องหลีกเลี่ยงการพังทลายจากการขุดลอก

นายปริญญากล่าวว่า แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตกจมของตะกอนทรายหน้าฝายลำเซบายดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโครงการชลประทานอื่นๆ ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกันได้

พลิกวิกฤติ‘โคขุน’สหกรณ์หุบกระพง เกษตรฯเร่งช่วยชาวบ้านสางปมแบกต้นทุนหลังแอ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326754

x

พลิกวิกฤติ‘โคขุน’สหกรณ์หุบกระพง เกษตรฯเร่งช่วยชาวบ้านสางปมแบกต้นทุนหลังแอ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง จ.เพชรบุรี ซึ่งประสบปัญหาเรื่องวัตถุดิบในการผลิตอาหารโคขุนมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งในแต่ละเดือนต้องไปซื้อวัตถุดิบที่นำมาเป็นส่วนผสมอาหารข้น ได้แก่ ข้าวโพดอาหารสัตว์ป่น ปาล์มเนื้อในมันบดกากถั่วเหลือง จาก จ.อุทัยธานี ซึ่งระยะทางในการขนส่งไกลจาก จ.เพชรบุรี ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้น สำหรับการจัดหาวัตถุดิบเพื่อการผสมอาหาร ทางกลุ่มฯ จะจัดหามาจำหน่ายให้กับสมาชิก แต่หากมีปริมาณที่เกินความต้องการของสมาชิกภายในกลุ่มฯ ก็นำไปจำหน่ายให้กับบุคคลภายนอก เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มฯ ขณะที่สูตรอาหารสำหรับเลี้ยงโค ทางกลุ่มเริ่มต้นจากการทดลองผสมอาหารตามประสบการณ์ เพื่อให้ได้สูตรอาหารที่เหมาะสมกับการเลี้ยงโค จึงมีการทดลองหลายครั้งกว่าจะประสบผลสำเร็จ ซึ่งโคที่ได้รับอาหารจากสูตรอาหารดังกล่าว มีความเจริญเติบโตและน้ำหนักเพิ่มขึ้นสามารถนำไปจำหน่ายได้ ส่วนเครื่องผสมอาหารที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทางกลุ่มฯมีการจัดระดมทุนจากสมาชิกกลุ่มฯ เพื่อซื้อเครื่องผสมอาหาร และมอบให้ตัวแทนกลุ่มฯเป็นผู้ดำเนินการผสมอาหารตามสูตรมาตรฐานและกระจายอาหารให้แก่สมาชิกภายในกลุ่ม และสิ้นปีมีการปันผลกำไร คืนให้แก่สมาชิกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องราคารับซื้อโคขุนตกต่ำ เนื่องจากพ่อค้าคนกลางไม่เข้ามารับซื้อ ทำให้เกษตรกรต้องขุนโคล่วงเวลาที่สามารถส่งขายได้เกิน 4 เดือน เกษตรกรจึงต้องแบกรับภาระต้นทุนอาหารโคที่ต้องขุนเพื่อรอเวลาพ่อค้ามารับซื้อ อีกทั้งปริมาณความต้องการขายเนื้อโคขุนในตลาดภายในประเทศมีมากขึ้นเพราะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณความต้องการซื้อจากตลาดส่งออกไปประเทศเวียดนามลดลง เนื่องจากเกษตรกรในประเทศเวียดนามมีการเลี้ยงโคขุนไว้บริโภคเองภายในประเทศมากขึ้นในปัจจุบัน

“ทางกรมได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เร่งหาทางลดต้นทุนการเลี้ยงและวัตถุดิบในการผสมอาหาร ในเบื้องต้นทางกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนควรจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเลี้ยงโคแบบคอกรวมกับทางสหกรณ์ในจังหวัดอื่นที่ดำเนินการแล้วประสบผลสำเร็จ เช่น สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์นิคมพิชัย จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อที่จะนำแนวทางการเลี้ยงโคขุนแบบคอกรวมมาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนการเลี้ยงโคขุนให้ลดลงได้ ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการวางแผนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในหมู่บ้านหุบกะพงนำโคมาเลี้ยงรวมกันในลักษณะคอกรวม 500 ตัว เนื้อที่ 3-4 ไร่ รายละ 10 ตัว คอกละ 50 ตัว คนเลี้ยง 5 คน มีการวางระบบควบคุม ทั้งสูตรอาหารและการบริหารจัดการภายในคอกรวม ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนในการเลี้ยงโคขุนลดลงได้ นอกจากนี้ กรมจะสนับสนุนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนเดินทางไปศึกษาดูงานการเลี้ยงโคขุนของสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในจังหวัดต่างๆ เพื่อจะได้ศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเกิดแนวคิดที่สอดคล้องกับพื้นที่และวิถีชีวิตท้องถิ่น และพัฒนากลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนในหมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง โดยกรมจะให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานและจะสนับสนุนเครื่องผสมอาหารสัตว์โคขุนผ่านไปยังสหกรณ์ เพื่อนำไปดูแลและให้บริการแก่สมาชิกต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

กฤษฎาเปิดวงถกทูต3ประเทศ มั่นใจตลาดส่งออกไทยสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326751

x

กฤษฎาเปิดวงถกทูต3ประเทศ มั่นใจตลาดส่งออกไทยสดใส

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสต้อนรับหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย 3 ประเทศ ได้แก่ ไนจีเรีย สหภาพยุโรป (อียู) และเปรู โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้หารือกัน คือ 1.ได้หารือเกี่ยวกับการขยายตลาดสินค้าสัตว์ปีกไปยังไนจีเรีย เนื่องจากไนจีเรียมีประชากรมุสลิมเกือบร้อยละ 50 จึงน่าจะมีโอกาสในการนำเข้า รวมถึงสินค้าฮาลาลอื่นๆที่ไทยผลิตได้มาตรฐานสากล 2.อียูชื่นชมการแก้ไขประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) รวมทั้งความร่วมมือของไทย ในการติดตามประเด็นเร่งด่วนด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานอย่างไม่เป็นทางการสำหรับสินค้าพืช ซึ่งฝ่ายไทยเห็นด้วย 3.กระทรวงเกษตรฯ แจ้งความคืบหน้าของการเดินทางไปตรวจรับรองอะโวกาโดจากประเทศเปรู ก่อนการส่งออกในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และได้มอบหมายกรมวิชาการเกษตร พิจารณาการเปิดตลาดให้กับเปรูตามกระบวนการ นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะเร่งรัดความร่วมมือด้านหม่อนไหม

สำหรับการหารือเพื่อขยายมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการหารือกับสหภาพยุโรปและสาธารณรัฐเปรู ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ขอให้สนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย อาทิ ยางพาราธรรมชาติ สับปะรด ปลาทูน่า และข้าวจากไทย เป็นต้น ทั้งนี้ สินค้าเกษตรของไทยได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

แตกใบอ่อน : เซตซีโร่ ‘หมาจรจัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326748

807934531

แตกใบอ่อน : เซตซีโร่ ‘หมาจรจัด’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นประเด็นที่ทำให้คนไทยอกสั่นขวัญแขวนกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับการระบาดของ “โรคพิษสุนัขบ้า” ในช่วงที่ผ่านมา

แม้ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา “กรมปศุสัตว์” จะออกมายืนยันสถานการณ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยปัจจุบันทั้งประเทศมี “พื้นที่สีแดง” หรือ เป็นจังหวัดที่พบโรคในคน และถูกประกาศเป็นเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้าอยู่เบ็ดเสร็จ 16 จังหวัด ประกอบด้วย สุรินทร์ ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สงขลา ระยอง ตาก ศรีสะเกษ ตรัง กรุงเทพมหานคร สระแก้ว นครราชสีมา

ส่วน “พื้นที่สีเหลือง” หรือจังหวัดที่พบโรคในสัตว์ 41 จังหวัด ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้าชั่วคราว และพื้นที่ “สีเขียว” เป็นจังหวัดที่ไม่พบโรค 21 จังหวัด

ขณะที่ปลัดเกษตรฯ “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” ก็ออกมานั่งยันนอนยันว่า สถานการณ์ปีนี้ยังรุนแรงน้อยกว่าปี 2559 ที่มีคนตาย 11 และปี 2560 ที่มีคนตายถึง 13 ราย โดยปีนี้เมืองไทยมีคนตายจากพิษสุนัขบ้าที่ 3 ราย

แต่ไม่ว่าจะยืนยันด้วยท่าไหน วันนี้กระแสความรู้สึกของคนไทยก็ทำท่าว่าจะเตลิดกันไปแล้วเรียบร้อยกับกรณีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่าคนที่ถูกมองเป็นต้นตอการแพร่ระบาดก็คงหนีไม่พ้น “สุนัขจรจัด” ที่มีแทบทุกตรอกซอกซอยในบ้านเรา กระทั่งกลายเป็นที่มาของการรื้อฟื้นแนวคิด “เซตซีโร่” (Set Zero) สุนัขจรจัด ให้กลายเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้งในเวลานี้

ถามว่า “เซตซีโร่” สุนัขจรจัด คืออะไร?

ถ้าแปลตามตัวก็คือทำให้สุนัขจรจัด “เหลือศูนย์” หรือจะพูดให้ตรงมากขึ้นอีกนิด นั่นก็คือ การกวาดล้าง “กำจัด” สุนัขจรจัดให้หมดไป

แต่จะกำจัดยังไง? ใช่หมายถึงการ “ฆ่าทิ้ง” ทั้งหมดหรือเปล่า?

ถ้าพูดโดยหลักการ ก็ต้องตอบว่า ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะโดยข้อเท็จจริง การเซตซีโร่สุนัขจรจัดก็ไม่ต่างจากการ “จัดระเบียบ” ซึ่งต้องทำเป็นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการจับไปไว้ในสถานที่กักกัน มีการจับขึ้นทะเบียน มีการหาบ้านให้อยู่ หรือผลักดันให้มีผู้รับไปดูแล และมีกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการวางแผน สร้างแนวความคิด นโยบาย และสร้างระบบขึ้นมาอย่างรัดกุม ซึ่งหลายประเทศก็ทำกันอยู่ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายแห่งในยุโรป

การเซตซีโร่ที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่เป็นการที่อยู่ๆ ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาไล่ต้อนไล่จับเอาตัวหมาแล้วนำไปฆ่าทิ้งทันที แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าในบ้านเรายังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจกันผิด และมีการสื่อสารออกไปแบบผิดๆ

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมนะครับว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว “ตัวต้นเหตุ” และ “ตัวแพร่เชื้อ”พิษสุนัขบ้า ไม่ได้มีเพียงแค่สุนัขจรจัดเท่านั้น แต่สุนัขบ้านที่เจ้าของละเลยไม่ยอมเอาไปฉีดยานั่นก็ใช่ “ตัวการ” สำคัญอย่างหนึ่ง นี่ยังไม่รวมถึงแมว กระรอก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกตัว รวมถึง “คน” ก็มีโอกาสจะเป็นตัวแพร่เชื้อได้ทั้งนั้น ซึ่งถ้าจะอ้างการ “ฆ่า” เพื่อควบคุมพิษสุนัขบ้า เรามิจำเป็นต้องไล่ฆ่าให้หมดหรือ

ดังนั้น สิ่งสำคัญในเบื้องแรกนี้ พวกเราคนไทยทุกคนจำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องการ “เซตซีโร่” กันให้ถ่องแท้เสียก่อน

หน่วยงานรัฐ เช่น กรมปศุสัตว์ หรือแม้แต่กลุ่มผู้รณรงค์สนับสนุนการใช้วิธีนี้ จะต้องทำงานให้หนักเพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั้งที่มาที่ไปของปัญหา กระบวนการ ขั้นตอนการทำงานของการเซตซีโร่ และผลดีผลเสียที่จะตามมา เพราะที่เห็นทำๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีแต่พยายามจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เซตซีโร่” คือต้อง “ฆ่า” กันเท่านั้น

ต้องไม่ลืมว่าหัวใจของการ “เซตซีโร่” คือการ “การุณยฆาต” นะครับ ไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

มะลิลา

ม.เกษตรฯจัดเอ็กซ์โปโชว์งานวิจัย เปิดเวทีพบผู้ประกอบการขับเคลื่อนผลงานสู่เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326753

x

ม.เกษตรฯจัดเอ็กซ์โปโชว์งานวิจัย เปิดเวทีพบผู้ประกอบการขับเคลื่อนผลงานสู่เชิงพาณิชย์

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี รักษาการแทนอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับสนับสนุนงบประมาณเพื่อการต่อยอดงานวิจัยสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเน้นหนักในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร ภายใต้โครงการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการขับเคลื่อน Thailand 4.0 และ โครงการ Innovation Hub-Agriculture and Food เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งขณะนี้โครงการวิจัยต่างๆ ที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จประมาณร้อยละ 80 ซึ่งสามารถนำผลงานวิจัยไปถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งมีการต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ และมุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเตรียมจัดงาน “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พบผู้ประกอบการเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่ Thailand 4.0” (KU Research to Business EXPO 2018) ในวันจันทร์ที่ 19 มีนาคม เวลา 09.00-18.30 น. ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยจัดให้มีการนำผลงานวิจัยรวมทั้งสินค้าผลิตภัณฑ์ และการบริการที่ได้จากงานวิจัยโครงการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการขับเคลื่อน Thailand 4.0 และ โครงการ Innovation Hub – Agriculture and Food เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนในเชิงการตลาด อาทิ บริษัท ห้างร้าน ผู้ประกอบการ SME ผู้สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การประกอบธุรกิจและวางแผนทางการตลาด ตลอดจนเพื่อการพบปะและเจรจาธุรกิจร่วมกันระหว่างเจ้าของผลงานและผู้ที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ไปผลิตและจำหน่าย หรือร่วมทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาต่อยอดในอนาคต

โดยผลงานและผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงมีทั้งสิ้น 119 ผลงาน แบ่งเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซน 1 FOOD INNOVATION กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารใหม่และอาหารเพื่อสุขภาพ 58 ผลงาน, โซน 2 : FARM TO LAB กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านเกษตร 16 ผลงาน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดตรวจวัดและชุดทดสอบ 3 ผลงาน, โซน 3 : BEAUTY HEALTH กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม 11 ผลงาน, โซน 4 : DIGITAL MANUFACTURING INNOVATION TECHNOLOGY กลุ่มเครื่องจักรกลและสิ่งประดิษฐ์ 16 ผลงาน กลุ่มระบบสารสนเทศและแอพพลิเคชั่น 8 ผลงาน และโซน 5 : CSR กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม 7 ผลงาน

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนบริษัท ห้างหุ้นส่วน ห้างร้าน ผู้ประกอบการ SME ผู้สนใจทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมชมงานแสดงผลงานวิจัยดังกล่าว โดยสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.rdi.ku.ac.th