เกษตรฯลุยล้อมคอกพิษสุนัขบ้า ยืนยันเป้าหมายทำประเทศไทยปลอดโรคภายในปี2563

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327763

x

เกษตรฯลุยล้อมคอกพิษสุนัขบ้า ยืนยันเป้าหมายทำประเทศไทยปลอดโรคภายในปี2563

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าภายในปี พ.ศ.2563 ซึ่งจะมีการดำเนินงานตามโครงการและมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อควบคุมโรค และหยุดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่ที่เกิดโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

นายลักษณ์กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคในปัจจุบันไม่รุนแรงเท่าปี 2559 และ 2560 ประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นจำนวนมากในขณะนี้ เป็นผลมาจากที่กรมปศุสัตว์มีการเร่งรัดสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้โรคสงบอย่างรวดเร็ว ไม่ให้แพร่กระจายไปที่อื่น โดยประกาศเขตโรคระบาด รัศมี 5 กม. ให้มีการสำรวจสุนัข-แมวในรัศมี 5 กม. ให้ได้ 100% และดำเนินการฉีดวัคซีนให้ได้ 100% สั่งกักสัตว์ที่มีเจ้าของห้ามออกนอกบริเวณบ้าน ยกเว้นได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หากพบสัตว์เป็นโรคหรือสัตว์สัมผัสกับสัตว์ป่วยหรือสงสัยว่าเป็นโรค เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการทำลายสัตว์ทันที ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 มีนาคม 2561 มีจังหวัดประกาศพื้นที่เขตโรคระบาดชั่วคราว 37 จังหวัด และขณะนี้คงเหลือประกาศ 26 จังหวัด ซึ่งบางจังหวัดมีเพียง 1 จุด บางจังหวัดมีเพียง 2-3 จุด (1 จุดมีรัศมี 5 กม.) โดยที่จังหวัดที่มีประกาศ 1 จุด มีจำนวน 8 จังหวัด จังหวัดที่มีประกาศ 2 จุด มีจำนวน 11 จังหวัด จังหวัดที่มีประกาศ 3 จุด มีจำนวน 3 จังหวัด และจังหวัดที่มีประกาศมากกว่า 3 จุด มีจำนวน 4 จังหวัด ซึ่งประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวมีอายุ 30 วันนับตั้งแต่วันประกาศ โดยไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้นอีก

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปีนี้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีเพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับสัตว์เลี้ยงของประชาชน โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตั้งงบประมาณ 311 ล้านบาท เป็นค่าวัคซีน พร้อมอุปกรณ์ และงบประมาณ 60 ล้านบาท เป็นค่าดำเนินการสำรวจสัตว์สุนัข-แมว ปีละ 2 ครั้ง ส่วนกรมปศุสัตว์จัดซื้อวัคซีน 1 ล้านโด๊ส เพื่อนำไปใช้ในการควบคุมโรคในพื้นที่เกิดโรคและจุดเสี่ยง และที่สำคัญ ประชาชนหรือเจ้าของสัตว์เลี้ยง สามารถพาสุนัขและแมวไปที่สถานพยาบาลสัตว์ได้ ซึ่งทั้งประเทศมี 2,300 แห่ง และสามารถฉีดวัคซีนได้ 700,000 ตัว/ปี

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่พร้อมจะดำเนินการให้ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าอยู่หลายจังหวัด ซึ่งเป็นไปตามหลักคำนิยามจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือ OIE (Office International des Epizooties) โดยแบ่งเป็นจังหวัดสีเขียว หมายถึง จังหวัดที่ไม่พบการเกิดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ ไม่น้อยกว่า 2 ปี ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 21 จังหวัด จังหวัดสีเหลือง หมายถึง จังหวัดที่พบการเกิดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าเฉพาะในสัตว์ ในระยะเวลา 2 ปี ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 42 จังหวัด และจังหวัดสีแดง หมายถึง จังหวัดที่พบการเกิดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ ในระยะเวลา 2 ปี ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 14 จังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์เร่งรัดกำจัดโรคอย่างเข้มข้นในขณะนี้

เคาะเพิ่มวันทำประมงพาณิชย์ อานิสงส์แก้IUUดันสัตว์น้ำเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327570

x

เคาะเพิ่มวันทำประมงพาณิชย์ อานิสงส์แก้IUUดันสัตว์น้ำเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯ เผยการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์รอบปีการประมง 2561–2562 เพิ่มจากเดิมอีก 20 วัน ดีเดย์ 16 มี.ค.เริ่มรับใบอนุญาตใหม่ได้ “บิ๊กฉัตร” ฟุ้งเป็นผลจากมาตรการเข้มแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายส่งผลทรัพยากรสัตว์น้ำฝั่งทะเลไทยเพิ่มขึ้น

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมประมงได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์รอบปีการประมง 2561 -2562 โดยที่ประชุมได้มีมติกำหนดวันการจับปลาทั้ง 3 ระดับ คือ ประมงหน้าดิน ประมงผิวน้ำ และประมงกะตัก บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งเพิ่มจำนวนวันการทำประมงจากรอบปี 2559-2560 ประเภทละอีก 20 วัน แยกเป็น ฝั่งอ่าวไทย ทำประมงหน้าดินปี’61-62 จำนวน 240 วัน จากเดิมในปี’59-60 จำนวน 220 วัน ทำประมงผิวน้ำ ปี’61-62 จำนวน 240 วัน จากเดิมในปี’59 -60 จำนวน 220 วัน และประมงกะตัก น้ำ ปี’61-62 จำนวน 255 วัน จากเดิมในปี’59-60 จำนวน 235 วัน ขณะที่ฝั่งอันดามัน ทำประมงหน้าดินปี’61-62 จำนวน 270 วัน จากเดิมในปี’59-60 จำนวน 250 วัน ทำประมงผิวน้ำ ปี’61-62 จำนวน 255 วัน จากเดิมในปี’59-60 จำนวน 235 วัน และประมงกะตัก น้ำ ปี’61-62 จำนวน 225 วัน จากเดิมในปี’59-60 จำนวน 205 วัน

ทั้งนี้ เรือประมงพาณิชย์สามารถรับใบอนุญาตการทำประมงที่กำหนดรอบวันทำประมงรอบปี 2561-2562 ได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ 22 จังหวัดชายทะเลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุในวันที่ 1 เมษายนนี้

“การเพิ่มวันทำประมงครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู
ระหว่างรัฐบาล ชาวประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลให้การประมงเริ่มมีทิศทางเข้าสู่การทำประมงที่ยั่งยืนตามเป้าหมายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องยึดแนวทางการทำงานที่ได้ดำเนินการมา และพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยเกิดความยั่งยืนเพียงพอต่อการคงไว้
ซึ่งอาชีพประมง การทำประมง และอุตสาหกรรมประมงให้สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

เดินเครื่องสร้างอ่างเก็บน้ำ‘น้ำปี้’ l สร้างความมั่นคงด้านน้ำ-ภาคการเกษตรพื้นที่‘เชียงม่วน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327571

x

เดินเครื่องสร้างอ่างเก็บน้ำ‘น้ำปี้’ l สร้างความมั่นคงด้านน้ำ-ภาคการเกษตรพื้นที่‘เชียงม่วน’

วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บริเวณหมู่ 3 บ้านปิน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ลักษณะตัวเขื่อนเป็นคอนกรีตบดอัดแน่นแห่งแรก ซึ่งดำเนินการออกแบบโดยวิศวกรของกรมชลประทาน ความยาวเขื่อน 810.00 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 8.00 เมตร ความสูง 54.00 เมตร มีความจุในระดับเก็บกัก 90.50 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมระบบส่งน้ำความยาว 75.00 กิโลเมตร

ทั้งนี้ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ 28,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง และตำบลสระ มีราษฎรได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 7,520 ครัวเรือน และยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม รวมทั้งยังสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จังหวัดแพร่ ในช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือน

นอกจากนี้ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำในเขตอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมทั้งช่วยตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอดจนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำอื่นๆ เช่น รักษาระบบนิเวศน์ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการประมง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น และที่สำคัญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังได้ให้ความสนใจศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำปี้ฯ โดยการติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่องขนาดกำลังผลิต
เครื่องละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 5.72 ล้านหน่วย/ปี อย่างไรก็ตามยังจะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมอีกครั้ง

“กรมชลประทานได้เริ่มเตรียมก่อสร้าง และขออนุญาตใช้พื้นที่จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่จากป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม จังหวัดพะเยา นอกจากนี้กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการจัดหาที่ดิน จ่ายค่าทดแทน และค่ารื้อย้าย เพื่อเริ่มงานก่อสร้างโครงการฯ พร้อมทั้งได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขพัฒนาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย ส่วนงานก่อสร้างระบบส่งน้ำคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562” นายวิวัธน์ชัย กล่าวในที่สุด

แห่ปลูกข้าวโพดหลังนา กำไรงามกว่าปลูกข้าวรอบสองไร่ละ500บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327572

x

แห่ปลูกข้าวโพดหลังนา กำไรงามกว่าปลูกข้าวรอบสองไร่ละ500บ.

วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ปีการผลิต 2560/61 ของ จ.อุบลราชธานี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ระยะเวลาดำเนินการตุลาคม 2560 – เมษายน 2561 รวม 31 จังหวัดทั่วประเทศ พื้นที่ 0.7 ล้านไร่ เกษตรกร 47,800 ราย ในเขตชลประทานหรือใกล้แหล่งน้ำ ดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา บูรณาการความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการกำกับ ดูแล ตรวจสอบ และให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกร

สำหรับ จ.อุบลราชธานี ดำเนินโครงการในพื้นที่ 16 อำเภอ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 3,500 ราย พื้นที่เป้าหมาย 22,000 ไร่ โดยปีนี้พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มจากปีที่แล้ว ร้อยละ 83 ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีได้มีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเข้าใจในโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา รวมทั้งแสดงผลสำเร็จของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง

ด้านนายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 (สศท.11) กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ใน จ.อุบลราชธานี ขณะนี้อยู่ในช่วงออกผลและฝักเริ่มแก่ โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดปลายเดือนเมษายนนี้ คาดว่าผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 759 กก./ไร่ (ณ ความชื้น 14.5%)

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถได้รับผลตอบแทน (กำไร) จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่น้อยกว่าไร่ละ 1,000 บาท หรือได้กำไรมากกว่าการปลูกข้าวรอบ 2 ไม่น้อยกว่าไร่ละ 500 บาท และในส่วนของช่องทางการตลาด เกษตรกรยังมีการทำ MOU กับภาคเอกชน บริษัท ก้าวหน้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จำกัด ในราคาประกันเริ่มต้น 8 บาท/กก. แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับราคาตลาดในปัจจุบันด้วยเช่นกัน ซึ่ง สศท.11 จะดำเนินการติดตามสถานการณ์การผลิตอีกครั้งภายหลังการดำเนินโครงการเสร็จสิ้นและรายงานให้ทราบในระยะต่อไป

เร่งปรับเนื้อหากม.คุมเข้มสหกรณ์การเงิน ขยับรับฟังความเห็นรอบใหม่-ตัดเป้าบังคับใช้ภายในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327573

x

เร่งปรับเนื้อหากม.คุมเข้มสหกรณ์การเงิน ขยับรับฟังความเห็นรอบใหม่-ตัดเป้าบังคับใช้ภายในปีนี้

วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการกำกับกิจการสหกรณ์ภาคการเงินขนาดใหญ่ พ.ศ… โดยมีตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ที่มีทุนดำเนินงานเกิน 5,000 ล้านบาท เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และมีหลายประเด็นในร่างกฎหมายที่ตัวแทนสหกรณ์ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม
ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะรวบรวมและนำ กลับมาศึกษาและปรับปรุงร่างกฎหมายอีกครั้ง เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสหกรณ์อย่างแท้จริง

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่สหกรณ์เสนอเข้ามาคือ การเสนอให้เปลี่ยนชื่อร่างกฎหมายนี้โดยใช้ชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน รวมถึงเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการกำกับกิจการสหกรณ์ภาคการเงินขนาดใหญ่ เป็น คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อให้มีความชัดเจน และเห็นควรให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนทั้งหมดไปอยู่ภายใต้กฎหมายในการกำกับดูแลเดียวกัน รวมทั้งเสนอให้เพิ่มสัดส่วนของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสหกรณ์เพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับข้อเสนอเรื่องการเก็บรายได้จากสหกรณ์ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำนักงานคณะกรรมการกำกับฯ ที่จะตั้งขึ้นมาตามกฎหมายฉบับนี้ กำหนดรูปแบบให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกับคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ตัวแทนสหกรณ์ได้เสนอว่าจะให้ใช้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณาก่อนว่าจะสามารถเป็นไปได้หรือไม่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า กรมฯได้นำเสนอร่างพ.ร.บ.คณะกรรมการกำกับการเงินขนาดใหญ่ และชี้แจงรายละเอียดต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนฯด้านกฎหมายของรัฐบาลที่มี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ โดยนำเสนอให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหลังจากคณะทำงานได้ศึกษาและปรับแก้ตามความเห็นที่ได้รับจากตัวแทนสหกรณ์แล้ว จะมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทางสหกรณ์ได้ร่วมตรวจดูร่างเนื้อหาต่อไป

“เราจะเร่งให้พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาใช้ได้ภายในปี 2561 และเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมกันพิจารณาปรับปรุงร่างพ.ร.บ.คณะกรรมการกำกับฯ ในส่วนความเห็นของภาครัฐ ซึ่งจะต้องเอาไปรับฟังจากสหกรณ์อีกครั้ง โดยโครงสร้างของหน่วยงานที่จะตั้งใหม่เพื่อมากำกับดูแลสหกรณ์ตามร่างพ.ร.บ.ที่จะเกิดขึ้นยังคงอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการ ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงทำหน้าที่รับจดทะเบียนสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดูแลเรื่องการจัดทำระบบบัญชีของสหกรณ์ตามภารกิจเดิม” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ การกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งขนาดเล็กและใหญ่คงเป็นไปยาก เพราะหน่วยงานกำกับที่จะตั้งขึ้นใหม่นั้น มีบุคลากรไม่มากนัก ขณะเดียวกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดเล็กๆ ก็มีการดำเนินงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก จึงอาจจะยังไม่จำเป็นจะต้องไปอยู่ในการกำกับของหน่วยงานใหม่ ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ มีทุนดำเนินงานจำนวนมาก ทางสหกรณ์เหล่านี้ก็มีความต้องการที่จะนำเงินไปลงทุนธุรกิจอย่างอื่นเพิ่มขึ้น แต่ยังติดขัดกับกฎหมายของสหกรณ์ฉบับปัจจุบัน ซึ่งเมื่อมีการออก
พ.ร.บ.กำกับดูแลสหกรณ์การเงินขนาดใหญ่ออกมาถือใช้ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้สหกรณ์เหล่านี้สามารถนำเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ และสิ่งสำคัญคือการส่งเสริมสหกรณ์ในเรื่องการลงทุนและพัฒนาในด้านการทำธุรกรรมทางการเงินในยุคดิจิทัล ซึ่งขณะนี้ถือว่ามีจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการปรับปรุงรูปแบบธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ให้เหมาะสมทันต่อยุคสมัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

เตือนเกษตรกรปลูกกาแฟ เฝ้าระวังมอดช่วงเก็บเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327569

x

เตือนเกษตรกรปลูกกาแฟ เฝ้าระวังมอดช่วงเก็บเกี่ยว

วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร จากสภาพอากาศแห้งแล้ง กลางวันอุณหภูมิสูง และกลางคืนอุณหภูมิต่ำ จึงขอให้ผู้ปลูกกาแฟอะราบิกาให้เฝ้าระวังมอดเจาะผลกาแฟเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ โดยจะพบมอดตัวเต็มวัยเข้าทำลายผลกาแฟได้ตั้งแต่กาแฟมีขนาดผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตรขึ้นไป และมอดเพศเมียจะเจาะผลกาแฟบริเวณปลายผลหรือสะดือของผล สำหรับภายในผลกาแฟ จะสามารถพบแมลงได้ทุกระยะการเจริญเติบโต (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย) ซึ่งตัวมอดจะอาศัยกัดกินและขยายพันธุ์อยู่ภายในผลกาแฟจนกระทั่งผลกาแฟสุก

นอกจากนี้ ตัวมอดจะยังสามารถอาศัยอยู่ภายในผลกาแฟที่แห้งคาอยู่บนต้นได้ ส่วนผลกาแฟที่ร่วงหล่นลงพื้นดิน หากในเมล็ดกาแฟมีความชื้นเหมาะสม ตัวมอดจะอาศัยอยู่ภายในกาแฟกะลาได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมอดยังคงทำลายเมล็ดกาแฟกะลาระหว่างการตากเมล็ดได้อีกด้วย

แนวทางการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟให้หมดทั้งต้น โดยไม่ให้มีผลกาแฟติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้นกาแฟ เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของมอดเจาะผลกาแฟในแปลงปลูก หากพบการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรเลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ สารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

เกษตรบูรณาการ : 19 มีนาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327575

เกษตรบูรณาการ : 19 มีนาคม 2561

เกษตรบูรณาการ : 19 มีนาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดงานของกระทรวงเกษตรฯ สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าดังเป็นพลุแตกไม่แพ้ละครหลังข่าว “บุพเพสันนิวาส” เห็นจะหนีไม่พ้น  เรื่องของการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า  ที่ว่ากันว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีพื้นที่ระบาดโรคพิษสุนัขบ้ากว่า  26 จว. และมีคนตาย 4 ราย แม้เบื้องต้นมีการเร่งฉีดวัคซีน หมา-แมว แล้ว 1.4 ล้านตัว จากเป้าหมายกว่า 8 ล้านตัวทั่วประเทศ แต่ยังมีการระบาดไม่เลิก ซึ่งเรื่องนี้ ก่อนมีการระบาดหนักต้องบอกว่า   หลังมีข่าว การระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าออกมาระยะหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “กฤษฎา บุญราช” สั่งการให้กรมปศุสัตว์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่งานนี้ ไม่เป็นดังหวัง เพราะทุกครั้งที่ประสานขอข้อมูลไปยังผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งในกรมปศุสัตว์ พูดมาปลายสายโทรศัพท์ว่าผมกำลังรับประทานอาหาร และจะรวบรวมข้อมูลส่งไป รายงานที่กระทรวงอีกครั้งนะขอรับ จนที่สุดก็มีการแพร่ระบาดบานปลาย ลามเลียไปถึงสัตว์อื่นด้วย งานนี้ท่านรัฐมนตรี คงนึกในใจที่ข้าสั่งไป “ออเจ้าทำอะไรอยู่รึ” อภัย สุทธิสังข์ ท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ ถึงปล่อยให้มันลุกลามบานปลาย ขนาดนี้

แต่เพื่อเป็นการทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ให้ตื่นตระหนกตกใจ เหมือนการตายของเสือดำ ท่านรัฐมนตรีจึงสั่งให้ทางกรมปศุสัตว์ ชี้แจงแถลงสถานการณ์จริงทุกๆ วันในช่วง 10 โมงเช้า ทำความเข้าใจเสียตั้งแต่วันนี้ โดยแถลงข่าวใหญ่ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่ากันว่า หลังแถลงข่าว ท่าน “อภัย” ยังไม่ทิ้งบทตัวเองถนัด งัดหมัดเด็ดหวังให้ปัง ดั่งละครหลังข่าว เสนอท้ายแถลงข่าวถึงมาตรการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ว่าเสียดายในละครบุพเพสันนิวาส มีแต่ควาย น่าจะมีหมาด้วยนะ คนดูจะได้รู้ว่แต่ก่อนเรียกโรคหมาบ้า ว่าอะไร ถ้าหากใส่ไปในละครด้วยจะดีได้สร้างการรับรู้เรื่องโรคนี้ได้มากขึ้น เพราะกำลังเป็นกระแสและพูดติดตลกว่าหรือจะไปคุยกับผู้กำกับละคร ให้เขียนบทมีหมาในละครด้วย แม้ต้องบอกว่าถนัดนักแล เรื่อง…. แต่เรื่อง…. แจงแทบไม่ได้ สักเรื่องต้องรอโน้นรอนี้ หรือว่า ที่เขาลือกันว่า….จะเป็นจริง

สุดท้ายไวๆนี้อาจมีข่าวดี ตามมา ดีแค่ไหน ต้องติดตาม เพราะเรื่องระบาดโรคพิษสุนัขบ้า แม้กรมปศุสัตว์ ออกโรงเตือนประชาชนทั้งประเทศ ให้ระวัง อย่าชะล่าใจโดนหมาเมีย…. ลืมไป แมวจ้า ไม่ใช่เมียกัด กัดข่วนรีบพบหมอฉีดวัคซีนป้องกันก่อนนะจ๊ะ แบบชักช้า ท่านรมว. เกษตรไม่ปลื้ม แถมยังมีเรื่อง ด้วยว่า ท่านรอง…. บางคน ในกรมปศุสัตว์ ศรีภรรยา ดันขายวัคซีนเสียด้วยที่ร้ายไปกว่านั้นมันดันเป็นวัคซีนปลอม ขายให้กับหน่วยงานต่างๆ อีกด้วย แม้จะมีใครบางคน ไปรายงานท่าน รมว.เกษตรฯเบื้องต้นไปแล้วว่า “เลิกแล้วคะ“ ได้เลิกทำแล้วและที่ผ่านไม่ได้ทำอะไรให้เสียหาย แต่ด้วยความเป็นอดีตปลัดขาบู๊มาก่อน ก็ได้สั่งการ ซึ่งให้ รมช. “ลักษณ์ วจนานวัช” ที่ดูแลกรมปศุสัตว์ เข้าตรวจสอบอย่างเข้ม ค้นหาความจริงมาให้ชัดเจน แหม ช่าง เป็น “บุพเพสันนิวาส” จริงๆ สามี เป็นผู้บริหาร ศรีภรรยาขายวัคซีนปลอมโรคพิษสุนัขบ้ามันถึงได้ระบาดหนัก และมีสิทธิ์ระบาดมาถึงกระทรวง เกษตรฯ คอยดูเด้อ….อาจมีเด้งดึ๋งๆๆๆๆๆ

ราชดำเนิน

รมว.เกษตรฯร้อนใจ!โทรสายตรงคุยปลัดสธ.สยบข่าววัคซีนในสัตว์ด้อยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327585

รมว.เกษตรฯร้อนใจ!โทรสายตรงคุยปลัดสธ.สยบข่าววัคซีนในสัตว์ด้อยคุณภาพ

รมว.เกษตรฯร้อนใจ!โทรสายตรงคุยปลัดสธ.สยบข่าววัคซีนในสัตว์ด้อยคุณภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561, 19.29 น.

“กฤษฎา”ร้อนใจโทรสายตรงคุย”ปลัดสธ.”สยบข่าววัคซีนในสัตว์ด้อยคุณภาพ เคลียชัด”อย.”ตรวจแล้วมีคุณภาพ นำเข้าใหม่ปี60-61 ขอให้ประชาชนสบายใจ ยังประสาน”อปท.-เทศบาลต่างๆ-กทม.-เมืองพัทยา”จัดซื้อวัคซีนได้เองไม่ผิดกฎหมาย ย้ำประกาศเขตโรคระบาด เพื่อทุกหน่วยงานมีกฎหมายใช้ควบคุมหยุดโรคได้ทันที

18 มี.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีปัญหาประชาชนไม่เชื่อมั่นคุณภาพวัคซีนในสัตว์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ว่า ได้โทรสายตรงถึง นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่องวัคซีนในสัตว์ไม่ได้คุณภาพ ได้รับการยืนยันว่าเป็นวัคซีนเมื่อสองสามปีก่อน โดยในปัจจุบันเป็นวัคซีนนำเข้ามาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ปี 60 – 61 พร้อมยืนยันว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจก่อนแล้วไม่พบด้อยคุณภาพ

“เมื่อได้รับคำยืนยันจาก ปลัดสธ.และ อย.ขอให้ประชาชนสบายใจได้ ขณะเดียวกันผมได้ประสานงานกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งให้องค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะเทศบาลต่างๆ , กทม.และเมืองพัทยา สามารถใช้งบของ อปท.จัดซื้อวัคซีน ฉีดกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ตามระเบียบกฎหมาย ถือว่าเป็นงานในหน้าที่ของ อปท.สามารถดำเนินการไม่ผิดกฎหมาย ระดมฉีดทั่วประเทศ ตอนนี้จากการสำรวจ สุนัข แมว จรจัด มีประมาณกว่า 1 ล้านตัว เทียบปริมาณวัคซีนมีเพียงพอแม้จะมาฉีดซ้ำ” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ขอชี้แจงกรณีประกาศโรคระบาดตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ (ปศ.) , สธ.และ อปท.ให้มีอำนาจในการลงไปตรวจสามารถนำสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่มีเจ้าของ ไปตรวจหาเชื้อได้โดยไม่ผิดกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งไม่ใช่เขตนั้นจะมีโรดระบาดร้ายแรง เช่น บางเขตมีสุนัขจรจัดมาก จำเป็นต้องประกาศควบคุม เพื่อเข้ามาควบคุมโรคได้ทันที อย่างที่เขต อ.เมือง จ.สงขลา มีลิง สุนัข จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องประกาศเขตโรคระบาด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าฉีดยาได้ทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามถึงประชาชนวิตกกังวลเรื่องวัคซีนปลอม และหมดอายุ นายกฤษฎา กล่าวว่า ตนสอบถาม ปลัด สธ.โดยระบุว่าทาง อย.แจ้งแล้วว่าไม่พบวัคซีนหมดอายุ รวมทั้งสั่งการให้กรมปศุสัตว์ไปตรวจสอบอย่างละเดียดส่งรายงานมาให้ตน และกรณีภรรยารองอธิบดี ปัจจุบันยังขายวัคซีนให้กรมปศุสัตว์อยู่ด้วยหรือไม่

ยะลาเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์-ศพก. น้อมนำ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาศักยภาพการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327062

x

ยะลาเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์-ศพก. น้อมนำ‘ศาสตร์พระราชา’พัฒนาศักยภาพการผลิต

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิสิฐ เพิ่มพูน สหกรณ์จังหวัดยะลาเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ (ศรร.) ขึ้นทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องการสหกรณ์ในพื้นที่ สำหรับในจังหวัดยะลา

มีสหกรณ์ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ยะลา จำกัด และสหกรณ์การเกษตรธารโต จำกัด ในส่วนของศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ ของสหกรณ์การเกษตรธารโต จำกัด ที่ผ่านมา สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา ได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือด้านสหกรณ์ กับ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร (ศพก.) อำเภอธารโต จังหวัดยะลา

โดยกิจกรรมภายในศูนย์ ศพก.มีการแบ่งกิจกรรมออกเป็นด้านพืชที่เป็นรายได้หลักและพืชที่เป็นรายได้หมุนเวียน ประกอบด้วย การปลูกทุเรียน การทำสวนยาง การปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง
เบญจมาศ การปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว แตงกวาญี่ปุ่น ด้านปศุสัตว์ มีสัตว์ปีกหลายชนิด เข่น เป็ดไข่ ไก่ไข่ นกกระทา และสัตว์ปีกประเภทสวยงาม เช่น นกยูง ไก่ฟ้า และยังมีการเลี้ยงแพะนม ในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอธารโต มี นายธำรงศ์ศักดิ์ ชุมนุมมณี เป็นวิทยากรประจำศูนย์ ศพก.

ขณะที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 ให้การสนับสนุนงบประมาณในการบริหารจัดการศูนย์ ศพก. ด้านการศึกษาอบรมถ่ายทอดความรู้และสร้างวิทยากรประจำศูนย์ ศพก. เพื่อให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านการสหกรณ์แก่สมาชิกภายในกลุ่ม เป็นการส่งเสริมให้สมาชิกรู้จักการรวมกลุ่มอันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ และยังเป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาเข้ามาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานอีกด้วย

“สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 ได้ส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ (ศรร.) สหกรณ์การเกษตรธารโต จำกัด กับศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร(ศพก.) อำเภอธารโต ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการน้อมนำศาสตร์พระราชา มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน พร้อมค้นหาแนวทางปฏิบัติที่ดี สร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดผ่านการประชาสัมพันธ์แบบดิจิทัลอีกทางหนึ่ง” สหกรณ์จังหวัดยะลา กล่าว

ลุยปราบหนอนหัวดำ เกษตรฯยันเดินหน้าต่อเนื่อง-พบมะพร้าวฟื้นตัวดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327061

x

ลุยปราบหนอนหัวดำ เกษตรฯยันเดินหน้าต่อเนื่อง-พบมะพร้าวฟื้นตัวดีขึ้น

วันศุกร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน พื้นที่ดำเนินการ 29 จังหวัด โดยมีกิจกรรมฉีดสารกำจัดหนอนหัวดำเข้าต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร 2,608,034 ต้น พ่นสารกำจัดหนอนหัวดำทางใบมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร 1,269,100 ต้น และปล่อยแตนเบียนบราคอน 252 ล้านตัว ตั้งแต่เมษายน 2560 – มิถุนายน 2561 โดยพบการฟื้นตัวของต้นมะพร้าวดีขึ้นตามลำดับ สามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ และขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการพ่นสารทางใบเพื่อกำจัดหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่อง

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจดูแลมะพร้าวทุกต้น ทุกระยะการเติบโต ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว โดยเฉพาะหนอนหัวดำ พร้อมส่งเสริมการป้องกันกำจัดด้วยวิธีผสมผสานคือใช้วิธีธรรมชาติหรือชีววิธีควบคู่กับการใช้สารกำจัดศัตรูพืช โดยปล่อยแตนเบียนบราคอนเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ และให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ดำเนินการโดยเกษตรกร) ในพื้นที่ระบาดเข้ามามีส่วนร่วมผลิตแตนเบียนบราคอนประกอบกับให้ความรู้แก่ชุมชนในการผลิตแตนเบียนบราคอนได้เองทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มโครงการถึงปัจจุบันปล่อยแตนเบียนบราคอนแล้วกว่า 140 ล้านตัวคิดเป็นร้อยละ 55 ของเป้าหมาย และจะปล่อยต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน 2561 ให้ครบตามเป้าหมาย

สำหรับพื้นที่ที่เกิดการระบาดค่อนข้างมากจึงใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชช่วยกำจัดเพื่อตัดวงจรการระบาดคือ ใช้สาร emamectin benzoate 1.92% EC ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น ฉีดเข้าต้นมะพร้าวแกงสูง 12 เมตรขึ้นไป และใช้สาร flubendiamide 20% WG ในอัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับพ่นทางใบมะพร้าวแกงที่สูงน้อยกว่า 12 เมตร และมะพร้าวอ่อนทุกความสูง ได้แก่ มะพร้าวทำน้ำตาล มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวกะทิ สำหรับการเตรียมพ่นทางใบในมะพร้าว ขณะนี้ได้กระจายสารลงพื้นที่เป้าหมายครบทุกจังหวัดแล้ว และจะดำเนินการพ่นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2561 โดยพ่น 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 15 วัน เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนหัวดำ