จ่อตั้งกก.สอบผลประโยชน์ทับซ้อน กรมปศุสัตว์-บ.ของเมียรองอธิบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328268

จ่อตั้งกก.สอบผลประโยชน์ทับซ้อน กรมปศุสัตว์-บ.ของเมียรองอธิบดี

จ่อตั้งกก.สอบผลประโยชน์ทับซ้อน กรมปศุสัตว์-บ.ของเมียรองอธิบดี

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.45 น.

อธิบดีปศุสัตว์ เผยกระทรวงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ปมผลประโยชน์ทับซ้อน กรมปศุสัตว์กับบริษัทของเมียรองอธิบดีขายวัคซีนให้กรมมาหลาย 10 ปี ยันสามีย้ายไปกรมหม่อนไหมแล้ว ส่วนบริษัทเมียเลิกขายให้กรม แต่ยังอุบชื่อบริษัท หลังเจอสื่อรุมซัก 20 คำถามจึงยอมโทรเช็คทันที”

21 มี.ค.61 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตว์แพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงสถานการณ์โรคระบาดพิษสุนัขบ้า ว่า ล่าสุดฉีดวัคซีนไปแล้ว 2.5 ล้านตัว ในช่วงรณรงค์สิ้นสุดเดือน พ.ค. ตามเป้าหมาย 8.4 ล้านตัว และได้เน้นผ่าตัดทำหมัน หมา แมว จรจัด เพื่อจำกัดประชากรสัตว์ให้ได้ 300,000 ตัว ขณะนี้ได้ 1.2 แสนตัว สำหรับพื้นที่มีการระบาดยังคงที่ 24 จังหวัด ผู้เสียชีวิต 6 ราย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีอาจารย์คณะสัตว์แพทย์ จุฬาฯ ระบุว่า ไม่เชื่อตัวเลขการฉีดวัคซีนหมา แมว ในแต่ละปีมีการฉีดจริงหรือไม่ เพราะการระบาดเพิ่มมากขึ้นช่วง 2-3 ปีนี้ รวมทั้งกรมปศุสัตว์ มีบริษัทผูกขาดสั่งตรงซื้อวัคซีนเพียงบริษัทเดียวมาหลายสิบปี โดยไม่ผ่านสำนักงานอาหารและยา (อย.) ให้ตรวจซ้ำ เพราะมีรับรองจากประเทศต้นทางนำเข้ามาตลอดและยังโดนเรียกคืนบางส่วน เมื่อสุ่มตรวจเจอไม่ได้คุณภาพ ในขณะนี้บางพื้นที่มีปัญหาวัคซีนไม่เพียงพออีกด้วย

นายสัตว์แพทย์อภัย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมาโกหกเรื่องการฉีดวัคซีน ยืนยันว่า ได้ทำทุกปีทั่วประเทศ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นได้ทำการฉีดวัคซีนในหมา แมว 7-8 ล้านตัว เฉลี่ยใช้ 8 ล้านโดส โดยกรมปศุสัตว์ สั่งซื้อ 1 ล้านโดสต่อปีใช้ฉีด 5 แสนโดส อีก 5 แสนโดสสำรองเป็นสต็อกไว้ใช้ต้นปีต่อไป ที่ผ่านมาท้องถิ่นซื้อวัคซีนเองมาตลอด แม้ในปี 57 โดน สตง.ท้วงติงมา แต่ท้องถิ่นยังซื้อมาต่อเนื่อง โดยใช้สเปกของ อย. ยืนยันว่า มีคุณภาพ และบริษัทนำเข้า 3 แห่ง ทางกรมได้เรียกมาถามซึ่งได้ชี้แจงมาแล้วว่า ปริมาณเพียงพอแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่าบริษัทที่สามารถผูกขาดกับกรมปศุสัตว์ เพราะเป็นของภรรยารองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และขอชื่อบริษัทดังกล่าว โดยสื่อต่างๆได้พยายามถามย้ำกันหลายสิบครั้ง แต่นายสัตว์แพทย์อภัย ได้พยายามเลี่ยงที่จะตอบถึงชื่อบริษัทโดยบอกว่ารองอธิบดีได้ย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมหม่อนไหมตั้งแต่ปี 60 แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ไปเช็คก่อนจึงมาให้ข้อมูลได้ และรอให้กระทรวงตั้งเรื่องสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จก่อนจะให้รายละเอียดได้ ขอให้สื่อถามประเด็นอื่นก่อน

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า เป็นเรื่องเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างนี้หากอธิบดีไม่สอบสวนถือว่าละเลยหน้าที่หรือไม่ ทำให้นายสัตว์แพทย์อภัย หยิบโทรศัพท์ทันทีโทรเช็คกับกรมถึงชื่อบริษัทภรรยารองอธิบดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เป็นบริษัท นำทิพย์ไทย ซึ่งไม่ได้ค้าขายกับกรมมาตั้งแต่ปี 57 เพราะสามีจะขึ้นเป็นผู้บริหาร ต้องระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในกระบวนการจัดซื้อ มีการระมัดระวังอยู่แล้วเรื่องนี้ ซึ่งตนเป็นรองอธิบดี และอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้แก้ไขมาต่อเนื่อง รวมทั้งตรวจสอบบริษัทอื่นด้วยว่าภรรยารองอธิบดี เป็นหุ้นส่วนหรือไม่ และวัคซีนที่ถูก อย.เรียกคืน กว่า 1 ล้านโดส ทางกรมยังไม่ได้รับของปี60 จากบริษัทเวทอกริเทค โดย อย. และกรมได้ขึ้นแบล็กลิสต์บริษัทนี้แล้ว เป็นวัคซีนที่นำเข้าจากประเทศสเปน เพราะสุ่มตรวจพบการออกฤทธิ์ของเชื้อต่ำกว่ามาตรฐาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรมปศุสัตว์ผูกขาดซื้อกับบริษัทรายเดียวเวลา 25 ปีหรือไม่ นายสัตว์แพทย์อภัย กล่าวว่าขอเวลาไปตรวจสอบย้อนหลังก่อน ซึ่งในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ล็อคสเปก ได้เปิดแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกัน ก็เป็นเรื่องปกติที่บริษัทไหนคุณภาพดีราคาถูก ก็ได้ไป ส่วนจะมองว่าทำไมบังเอิญได้บริษัทเดียว ตนดูภาพรวมจริงๆ การจัดซื้อทั้งหมดถือว่า โปร่งใสการรับของต่างๆ ตรงตามสเปกทั้งหมด ในส่วนงบปี 59 ที่มีปัญหาวัคซีนตกคุณภาพได้ดึงกลับงบกลับมาทั้งหมด ประมาณ 14 ล้านบาท และปี60 เรียกคืน 1 ล้านโดส ซึ่งในปีนี้ประกวดราคาแล้ว กำลังจัดส่งวัคซีนมาให้กรมในสัปดาห์นี้

นายสัตว์แพทย์อภัย กล่าวว่า ตนเป็นอธิบดี มาปีกว่าก็ดูเรื่องนี้และรองอธิบดี ได้ย้ายไปแล้ว ซึ่งบริษัทของภรรยาไม่ได้ค้าขายกับกรมมาตั้งแต่ปี57 ตนได้แก้ไขในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อสามีขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารให้ย้ายไปกรมหม่อนไหม ทั้งนี้การแก้ไขอะไรต้องเห็นใจเพราะเมื่อก่อนเป็นข้าราชการในตำแหน่งปกติ ช่วงนั้นตนเป็นรองอธิบดี ก็ทราบอยู่รู้เรื่องในวงการกันยังไม่มีการทักท้วงอะไร เพราะไม่เชิงเป็นประโยชน์ทับซ้อนเพราะยังไม่เป็นผู้บริหาร โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ตนยังไม่ทราบว่าใครเป็นประธานสอบเพราะยังไม่เห็นหนังสือตั้งกรรมการสอบ อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาไม่น่าจะผิดอะไร ถ้ามีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องมีการร้องเรียนความผิดมาก่อนหน้านี้ และไม่รู้ว่าบริษัทของภรรยารองอธิบดี ไปขายท้องถิ่นหรือไม่ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นเป็นอิสระ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าในประเด็นเซ็ตซีโร่หมา แมวจรจัด ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน อย่างกรณี อ.เมืองนครศรีธรรมราช ทั้งเทศบาล วัด มีการร้องเรียนไปศูนย์ดำรงธรรมด้วย เพราะมีสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าเสี่ยงมาก การที่จะจับสุนัขมาให้อยู่ในที่ควบคุมทำได้ยาก ต้องได้ทำการประชาคมกันแล้วที่จะทำลาย โดยใช้ยาซึมให้สุนัขกินและฉีดยาเข้าเส้นให้ตายในสัตว์รวมฝูง ไม่ใช่ยาเบื่อ ซึ่งการทำอย่างนี้ไม่บ่อยและปีนี้ทำไม่กี่แห่ง โดยบก.ลายจุด จะมาพบตนพร้อมพูดคุย

ถกทูตโรมาเนีย-เมกซิโก กรุยทางเพิ่มมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327993

x

ถกทูตโรมาเนีย-เมกซิโก กรุยทางเพิ่มมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตโรมาเนียและเม็กซิโก เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการเกษตร โดยเฉพาะความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร และการขยายมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันที่สำคัญหลายประการ ประกอบด้วย 1.ไทยและโรมาเนียได้มีการผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร (Joint Working Group : JWG) ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะเกิดประโยชน์กับทั้งไทยและโรมาเนีย โดยทั้งสองฝ่ายมีโครงการความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน ทั้งในด้านปศุสัตว์ พืช และประมง อาทิ โรมาเนียต้องการให้ไทยถ่ายทอดความรู้เรื่องข้าว โดยเฉพาะการคัดสายพันธุ์ข้าวใช้น้ำน้อย และเรียนรู้ระบบสหกรณ์การเกษตรเพื่อการรวมกลุ่มเกษตรกรในแต่ละสาขา ส่วนไทยมีความสนใจด้านประมงในการแลกเปลี่ยนไข่ปลาสเตอร์เจียนกับปลานิล และกิ่งพันธุ์องุ่น เป็นต้น

2.ไทยและสหรัฐเม็กซิโก ได้ร่วมหารือกันเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกัน ซึ่งมีความล่าช้าด้านการดำเนินงาน โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอให้มีการหารือนอกรอบร่วมกันในระดับคณะทำงานฯ ของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากสถานทูตเม็กซิโก และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จัดเตรียมข้อมูล และวางกรอบการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมชัดเจน เพื่อให้การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างไทย – เม็กซิโก ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในด้านการเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการประมง และเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทางการเกษตรและการประมง และส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ขอให้เอกอัครราชทูตทั้ง 2 ประเทศ สนับสนุนและเพิ่มมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย ได้แก่ ยางพาราธรรมชาติ เมล็ดพันธุ์พืช ฯลฯ

บูมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม หนุนสหกรณ์วัดเพลงใช้การตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327996

บูมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม หนุนสหกรณ์วัดเพลงใช้การตลาดนำการผลิต

บูมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม หนุนสหกรณ์วัดเพลงใช้การตลาดนำการผลิต

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรม ส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมแปลงใหญ่วัดเพลง จำกัด จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีจุดเด่นด้านการพัฒนาคุณภาพของสายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ ที่ให้น้ำมะพร้าวที่มีความหอม หวาน รสชาติดี ลูกโต ในขณะที่พันธุ์มะพร้าวที่สหกรณ์นำมาจำหน่าย ได้จากการรวบรวมมะพร้าวจากต้นแม่พันธุ์อายุมากกว่า 30 ปี ซึ่งสหกรณ์รับประกันในเรื่องคุณภาพและราคากับสมาชิก

สำหรับสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมแปลงใหญ่วัดเพลง จำกัด ถือเป็นสหกรณ์ที่ตั้งในพื้นที่แปลงใหญ่มะพร้าว ที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนและเสนอแนวทางให้สหกรณ์พัฒนาแนวทางในเรื่องของการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ โดยพยายามเชื่อมโยงตลาดทั้งภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการรวมกันซื้อ-รวมกันขาย โดยเฉพาะการจัดหาปัจจัยการผลิตที่ใช้ในแปลงมะพร้าวของสมาชิกสหกรณ์ได้รวมเป็นกลุ่มแปรรูปมะพร้าว ซึ่งสมาชิกกลุ่มได้มีการแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% ขนมข้าวหลามในมะพร้าวอ่อน ซึ่งขายส่งและขายปลีกเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ในขณะที่สหกรณ์มีการเพาะพันธุ์มะพร้าวจำหน่ายในราคาตันละ 85 บาท โดยผลิตจากต้นแม่พันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี จึงมีคุณภาพและสายพันธุ์ที่แท้ 100%

นายประยูรกล่าวว่า การเข้าไปช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรให้กับสหกรณ์นั้น ปัจจุบันจะต้องส่งเสริมให้สหกรณ์ใช้การตลาดมานำการผลิต โดยในเรื่องของการตลาดนั้น สหกรณ์ต้องศึกษาถึงแนวโน้มความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับใช้ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและตรงกับที่ตลาดต้องการ ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนให้สหกรณ์กู้ยืม เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกในอัตราดอกเบี้ยต่ำ สามารถกำหนดระยะการส่งชำระหนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในปัจจุบันด้วย

ทั้งนี้แนวทางใช้ตลาดมานำการผลิตนั้น ถือเป็นนโยบายสำคัญของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานได้นำมาใช้ในการบริหารงานเกษตรกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอและจังหวัด คัดเลือกผลผลิตการเกษตรในพื้นที่จากโครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ หรือผลผลิตจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประสานงานหาผู้รับซื้อผลผลิตจากพื้นที่โดยตรง

สภาเกษตรฯประสาน‘แม่โจ้’ รับ111ทายาทเกษตรกรเรียนต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327990

x

สภาเกษตรฯประสาน‘แม่โจ้’ รับ111ทายาทเกษตรกรเรียนต่อ

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อคัดเลือกนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกรเข้าศึกษาต่อโดยไม่ต้องสอบในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 และ 5 ปี ในปีการศึกษา 2561 โดยการประกาศผลครั้งนี้มีรายชื่อ
ของบุตรหลานเกษตรกรที่สภาเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศได้คัดเลือกในเบื้องต้นแล้วส่งให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้คัดเลือก ผ่านการคัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 111 คน 14 คณะ ได้แก่ คณะผลิตกรรมการเกษตร 29 คน คณะวิทยาลัยพลังงานทดแทน 2 คน คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี 26 คน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ 5 คน คณะบริหารธุรกิจ 12 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 10 คน คณะพัฒนาการท่องเที่ยว 4 คน คณะศิลปศาสตร์ 2 คน คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร 8 คน คณะวิทยาศาสตร์ 4 คน คณะรัฐศาสตร์ 5 คน คณะการจัดการชุมชน 1 คน คณะเกษตรป่าไม้ 2 คน และคณะเทคโนโลยีชีวภาพอุตสาหกรรมเกษตร 1 คน

“นับเป็นผลความสำเร็จในความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติ กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด ทำการคัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาด้านการเกษตร ให้คงไว้ซึ่งทายาทเกษตรกรและประเทศเกษตรกรรม และในปีถัดไปใคร่ขอเชิญชวนให้เกษตรกรติดต่อกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ในการพัฒนาบุตรหลานให้เป็นทายาทเกษตรกรของท่านต่อไป” ว่าที่ ร.ต.สมพูนทรัพย์ กล่าว

เร่งตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์ หน่วยงานหลักเคลื่อนแผนงาน-แสวงหาแหล่งทุนหนุนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327995

x

เร่งตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์ หน่วยงานหลักเคลื่อนแผนงาน-แสวงหาแหล่งทุนหนุนเกษตรกร

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในช่วงที่ผ่านมา และวางแนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ยึดพื้นที่เป็นหลักในการบูรณาการเป็นองค์รวม เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยใช้แนวทางตลาดนำการผลิต พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค ถึงประโยชน์และคุณค่าของสินค้าเกษตรอินทรีย์ และให้มีการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้มีเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองจากระบบต่างๆ จำนวน 141 กลุ่ม รวม 10,895 ราย พื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 227,137 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำแผนที่เกษตรอินทรีย์ (Organic Agri-map) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงฐานข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ สำหรับการสั่งซื้อโดยตรงจากตัวเกษตรกร และเตรียมจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งผลักดันการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สอดรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยมี นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และ สศก. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยภาคเอกชน ภาคเกษตรกร และภาคการศึกษา

โดยในส่วนของ สศก. ได้เร่งจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ และแสวงหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ ด้วยการประสาน ธ.ก.ส. เพื่อสนับสนุนโครงการสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมายวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท (ดำเนินการปี 2561 – 2564) ตลอดจนเสนอกรมศุลกากร แก้ไขเพิ่มเติมรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดอัตราศุลกากร 5 สินค้า คือ ชาใบเขียวอินทรีย์ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ กะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ มังคุดอินทรีย์ และทุเรียนอินทรีย์ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลสินค้าอินทรีย์นำเข้าและส่งออก โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561

ทั้งนี้ สศก. จะประมวลผลภาพรวมของประเทศ เพื่อเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมเร็วๆ นี้ และเชื่อมั่นว่าการดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสอดรับกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จะสามารถเพิ่มพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ สร้างมูลค่า ขยายช่องทางตลาด และมีการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศได้เพิ่มขึ้น ตอบสนองต่อเป้าหมายภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 สร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และผู้บริโภคถึงประโยชน์และคุณค่าของเกษตรอินทรีย์ในระยะยาว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ร่วมกับ บริษัทประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2560 เป็นต้นมา โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 896 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจับคู่กับผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ วางแผนจัดทำเมนูอาหารให้กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยอีกด้วย

เกษตรฯหนุนชุมชนผลิตแตนเบีียน สยบหนอนหัวดำระบาดสุราษฎร์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327994

x

เกษตรฯหนุนชุมชนผลิตแตนเบีียน สยบหนอนหัวดำระบาดสุราษฎร์ฯ

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกมะพร้าว 19 อำเภอ 164,349.83 ไร่ 14,131 ครัวเรือน ปลูกมากที่ อ.เกาะสมุย อ.เกาะพะงัน และ อ.เมือง ตามลำดับ ซึ่งข้อมูลของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการระบาดศัตรูมะพร้าวที่สำคัญ ได้แก่ หนอนหัวดำ แมลงดำหนาม และด้วงแรด มีจำนวน 4,319 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.62 ของเนื้อที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีแนวทางการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว หากพื้นที่ที่มีการระบาด จะแนะนำให้จัดการด้วยวิธีผสมผสาน พื้นที่เขตติดต่อกับพื้นที่ระบาดให้สำรวจติดตามและเฝ้าระวัง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน การจัดแปลงเรียนรู้ และการรณรงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน

นายลักษณ์กล่าวต่อไปว่า ชุมชนวัดประดู่ ต.วัดประดู่ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีการใช้ชีววิถีในการแก้ไขปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำในมะพร้าว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการให้ชุมชนนำเอาแตนเบียนที่ผลิตขึ้นเอง มาใช้แก้ไขปัญหาหนอนหัวดำ โดยในปีที่ผ่านมาทางชุมชนได้ผลิตแตนเบียนภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้แตนเบียนทั้งสิ้น 1,200,000 ตัว จึงได้มอบให้สมาชิกเจ้าของสวนมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้นำชุมชนทราบว่าการแก้ไขปัญหาได้ผลดีเป็นอย่างมาก จำนวนหนอนหัวดำลดจำนวนลงไปกว่าครึ่ง อีกทั้งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังเป็นการดำเนินการที่มีต้นทุนต่ำอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ถือเป็นการให้พี่น้องเกษตรกรเห็นความสำคัญของการใช้ชีววิถีในการควบคุมโรคระบาดของพืช ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะประเมินผลการดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 และจะมีการนำเสนอความก้าวหน้าในการประชุม ครม. อีกด้วย ทั้งนี้ จากการประเมินผลในเบื้องต้น ถ้ากระทรวงเกษตรฯ สามารถรณรงค์ให้เกษตรกรใช้ชีววิถีมากกว่าสารเคมีมากขึ้น อาจจะมีการใช้สุราษฎร์ธานีโมเดลไปเผยแพร่ในจุดอื่นๆ ที่เผชิญกับวิกฤติการระบาดของศัตรูพืชได้อีกด้วย

ส่องเกษตร : ดันราคายาง…ระวังซ้ำรอยโรคสุนัขบ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327998

ส่องเกษตร : ดันราคายาง...ระวังซ้ำรอยโรคสุนัขบ้า

ส่องเกษตร : ดันราคายาง…ระวังซ้ำรอยโรคสุนัขบ้า

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ผมเขียนถึงปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า มีประเด็นสำคัญคือ สาเหตุหนึ่งที่โรคกลับมาระบาดสูงขึ้นอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ฉีดวัคซีนให้หมา แมวในพื้นที่ได้ไม่ครบถ้วน ด้วยถูกสตง.-สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ท้วงว่า ไม่ใช่ภารกิจท้องถิ่น ถ้าดำเนินการจะขัดต่อกฎหมาย…พอมีปัญหาครั้งใหม่นี้ รัฐบาลจึงเคลียร์กับ สตง.ผลักดันจนประกาศให้ท้องถิ่นสามารถซื้อวัคซีนฉีดให้สุนัข-แมวได้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ…และผมทิ้งท้ายไว้ถึงนโยบายที่จะให้อปท.มีส่วนร่วมแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า อาจมีสิทธิติดขัดด้วยปัญหาสตง.เช่นกัน วันนี้จึงต้องมาขยายต่อ

ก่อนอื่นขออัพเดทสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าล่าสุดที่อธิบดีกรมปศุสัตว์-นสพ.อภัย สุทธิสังข์ แถลงวันจันทร์ที่ผ่านมาสักนิดคือ ระหว่าง 1 ม.ค.- 18 มี.ค. 2561 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ซึ่งรายล่าสุดอยู่ที่จ.บุรีรัมย์ และยังคงประกาศเขตโรคระบาด 24 จังหวัด ขณะที่ได้ร่วมกับท้องถิ่นฉีดวัคซีนให้สุนัข-แมวรวม 1,780,393 ตัว แล้วจากเป้าหมายปีนี้ 8.24 ล้านตัว ผ่าตัดทำหมัน 104,162 ตัว จากเป้า 300,000 ตัว ส่วนการขึ้นทะเบียนสุนัข-แมวทุกตัวร่วม 10 ล้านตัวทั่วประเทศ ตอนนี้เพิ่งทำได้แค่ 12,313 ตัวเท่านั้น นับว่าน้อยมาก…

เอาละ มาเข้าเรื่องอปท.กับเรื่องยางพาราต่อเลย…สำหรับราคายางพาราตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.จนถึงล่าสุดจันทร์ที่ 19 มี.ค.ยังคงทรงๆ ราคาน้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ประมาณ 48-49 บาท,ยางแผ่นดิบในท้องถิ่นก็กก.ละ 44-45 บาท ส่วนยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ที่ตลาดกลางก็เพียงกก.ละ 48-49 บาทเท่านั้น ยังห่างราคาเป้าหมายที่รมว.เกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ต้องการให้ได้กก.ละ 65 บาทอีกไม่น้อย

นโยบายหนึ่งที่พยายามยกระดับราคายางฯคือ รัฐบาลให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือด่วนเมื่อปลาย ก.พ.ที่ผ่านมาถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด สั่งให้หน่วยงานต่างๆสำรวจความต้องการและจัดทำโครงการ กิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา โดยให้จังหวัดแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการ กิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งแนวทางการใช้จ่ายเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้ขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 32 กรณีการจัดซื้อจัดจ้างจากเงินสะสมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน  2,000,000 บาท สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาเป็นกรณีเฉพาะราย ทั้งนี้ให้ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน (ระหว่าง 21 ธ.ค.2560 ถึง 20 เม.ย.2561) ด้วย

ขณะที่รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กก.ผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกก.กระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มุมมองว่า เรื่องนี้มีสิทธิติดปัญหาที่สตง. เช่นเดียวกับเรื่องการฉีดวัคซีนโรคสุนัขบ้า ทั้งยังอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่ายๆด้วย

เขาชี้ว่า ท้องถิ่นก็อยากดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล แต่ที่ไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะในทางปฏิบัติที่จะนำเงินสะสมมาใช้นั้น ไม่ได้ง่ายเหมือนที่รัฐบาลเข้าใจ มีกฎระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เป็นอุปสรรคอยู่มาก และจากท้องถิ่น 7 พันกว่าแห่ง มีแค่ 1-2 พันแห่งเท่านั้นที่มีกำลัง มีงบประมาณเหลือ

“หน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลไม่เคยไปคุยเคลียร์ปัญหาให้เลย คือ สตง.เหมือนกรณีวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า แล้วปัจจุบันมีปัญหากลับมาระบาดใหม่ เหตุเพราะสตง.ไปท้วงว่า ไม่ใช่หน้าที่ท้องถิ่น อย่าทำ มิเช่นนั้นจะเรียกเงินคืน แบบเดียวกันเลย กฎระเบียบกระทรวงมหาดไทย ถ้าท้องถิ่นไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็เอาเงินสะสมมาทำไม่ได้นะ พอท้องถิ่นไปทำตามนโยบายหรือทำตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย หากมีปัญหาทีหลัง สตง.ทักท้วง ก็ไม่มีใครมาช่วยท้องถิ่นเลย”

เขาชี้อีกว่า รัฐบาลได้ข้อมูลไม่ครบ เช่น การนำยางพารามาทำถนนไม่ง่ายเหมือนที่คิดว่า นำมาผสมแล้วใช้ได้เลย เพราะที่คณะกก.กระจายอำนาจฯเคยคุยกับกรมทางหลวง พบข้อจำกัดมาก จึงไม่แนะนำให้ทำมากไปกว่านี้ เช่น ราคายางฯมีความผันผวนขึ้นลง หากตอนทำแผนสร้างถนนจากยางพารา ณ ราคา กก.ละ 50 บาท พอลงมือสร้างจริง เกิดราคาสูงขึ้นเป็นกก.ละ 80 บาท ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ ติดขัดการเบิกจ่ายราคาแพงกว่าแผนที่ตั้งไว้ เป็นต้น การมองข้ามข้อเท็จจริงของรัฐบาล จึงทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าเดินตาม

ส่วนการที่รัฐขอยกเว้นปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 32 นั้น เขาก็ไม่เห็นด้วย เพราะการทำถนนด้วยยางพารา ไม่ใช่เรื่องวิกฤติเหมือนเช่นภัยพิบัติ และเหตุผลการไปขอยกเว้น ไม่ควรทำแบบพร่ำเพรื่อ จะเกิดช่องว่างให้เกิดการทุจริตได้

ว่ากันตามนี้แล้ว ถ้ารัฐบาลยังจะผลักดันแนวทางนี้อยู่ ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้อปท. เคลียร์กับสตง.เหมือนกับเรื่องวัคซีนโรคสุนัขบ้าซะก่อน

สาโรช บุญแสง

ประมงยัน‘กระเบน’มีพิษจริง แต่ไม่ร้ายแรงถ้ารับมือถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327761

x

ประมงยัน‘กระเบน’มีพิษจริง แต่ไม่ร้ายแรงถ้ารับมือถูกวิธี

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายชำนาญ พงษ์ศรี รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กระเบนน้ำจืดและน้ำเค็มจะมีพิษอยู่บริเวณปลายเงี่ยงหาง ภาษาคนเลี้ยงทั่วไปจะเรียก “เมือกพิษ” แต่ไม่ได้ร้ายแรงมาก เบื้องต้นคนที่ได้รับพิษจะมีอาการปวด แต่ไม่ต้องตกใจเพราะอาการปวดจะคล้ายกับที่เราโดนสัตว์มีพิษอื่นๆ ถ้าเทียบกับปลาก็เหมือนเงี่ยงปลาดุก ปลกด สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะต้องสลายพิษออกไป จากร่างกายก่อน โดยผู้เลี้ยงปลากระเบนส่วนใหญ่จะใช้วิธีประคบร้อนบริเวณปากแผล โดยประคบไปเรื่อยๆจนกว่าอาการจะทุเลา บางรายจะใช้วิธีจุ่มแผลลงน้ำร้อนเท่าที่จะทนไหวทำไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้วิธีรีดพิษออกตรงจากแผลพิษปลากระเบนจะมีลักษณะเป็นเมือกสีคล้ำๆ ออกจากตัว หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้วให้รักษาแผลแบบทั่วไปอาจจะใช้ยารักษาแผลสด และรักษาแผลให้แห้งอยู่เสมอ จะช่วยทำให้อาการจะดีขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคน บางคนแพ้มากก็จะปวดหลายวันบางคนแพ้น้อยจะปวดประมาณ 1-2 วัน ก็ทุเลาลง ในบางรายที่แผลมีขนาดใหญ่ อาจจะเกิดเนื้อตายบริเวณแผลต้องปรึกษาแพทย์ ซึ่งเมื่อรักษาหายแล้วเนื้อจะขึ้นมาใหม่ทดแทนเนื้อที่ตายไป

ด้านกฎหมายคุ้มครองปลากระเบน หลังจากที่คณะอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) ได้ขึ้นทะเบียนปลากระเบนน้ำจืดอยู่บัญชีไซเตสหมายเลข 3 (Appendix III) กล่าวคือ เป็นปลาชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคีสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกำเนิดปลากระเบน ดังนั้นการนำเข้า-ส่งออก หรือนำผ่าน จะต้องมีใบ Cites permit หรือ สป.5

รักษ์เกษตร : มันเทศ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327764

รักษ์เกษตร : มันเทศ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

รักษ์เกษตร : มันเทศ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกมันเทศครับ มีพันธุ์อะไรบ้างที่น่าสนใจ ช่วยแนะนำวิธีปลูกด้วยครับ เป็นวิธีเกษตรอินทรีย์นะครับ

เศวต ทรงสุดา

อ.เมือง จ.นครสวรรค์

คำตอบ

มันเทศ ในปัจจุบันมากความหลากหลายมากขึ้น ตามร้านค้าจะมีมันเทศที่มาจากต่างประเทศมากมาย เช่น มันเทศจากญี่ปุ่น มันเทศจากเกาหลี มันเทศจากไต้หวัน มันเทศจากจากอินโดนีเซีย มีหลายสายพันธุ์ หลายสี เช่น เนื้อสีขาว สีเหลือง สีส้ม สีม่วง มีราคาสูง และรสชาติดีกว่ามันเทศสายพันธุ์ไทยดั้งเดิม ที่นับวันจะหายากมากขึ้น เพราะขาดการดูแล ขาดการอนุรักษ์ และพัฒนาสาพันธุ์ที่ดี รสชาติพันธุ์ดั้งเดิมในไทยและต่างประเทศจะแตกต่างกัน หรือแม้แต่สายพันธุ์เดียวกันปลูกพื้นที่ต่างกัน สภาพดิน อากาศต่างกัน การดูแลรักษาที่ต่างกัน จะทำให้รสชาดและคุณภาพแตกต่างกันได้

สายพันธุ์มันเทศที่นิยม มีดังนี้

1.พันธุ์โอกุด เป็นมันเทศที่มีเถาเลื้อยยาวพอควร ใบเป็นแฉก เนื้อในสีเหลืองอ่อน เป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานกันมาก

2.พันธุ์ไทจุง มีเถาไม่เลื้อยมากนัก ลำต้นลักษณะคล้ายทรงพุ่ม ใบเป็นแฉก หัวรูปร่างคล้ายรูปไข่ เนื้อในมีสีเหลือง เมื่อนำไปต้มหรือนึ่งเนื้อจะไม่เละ

3.พันธุ์ห้วยสีทน 1 เป็นพันธุ์ที่มีเถาเลื้อยยาว ใบกว้างพอประมาณ เนื้อในสีแดง และมีรสหวาน

การเตรียมดินปลูก ให้ไถพรวนดินลึก ประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วทำการตากดินกับแดดแรงๆ 7-10 วัน จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ประมาณ 1.5-2 ตันต่อไร่ ทำการพรวนดินหรือย่อยดิน และให้ใส่ปูนขาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินด้วย แล้วทำการยกร่อง และปลูกบนสันร่อง

การปลูก ให้จัดระยะปลูกระหว่างต้น 30-50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร โดยขุดหลุมบนสันร่องตามระยะปลูก ใช้ท่อนพันธุ์วางทำมุมกับพื้น ประมาณ 40-60 องศา ลึกลงไปในดินประมาณ 8-10 เซนติเมตร แล้วกลบดินด้วยดินผสมหรือดินละเอียด จากนั้นรดนํ้าให้ชุ่ม

การให้นํ้า ในระยะแรกที่ปลูก ต้องให้นํ้าจนกว่าต้นจะสามารถตั้งตัวได้ หรือเจริญเติบโตดี แล้วสามารถงดการให้นํ้าได้ เพราะมันเทศเป็นพืชทนแล้งได้ดี และควรงดการให้นํ้าก่อนการเก็บเกี่ยว ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อสะดวกในการขุดหัวมันเทศ

การใส่ปุ๋ย ในครั้งแรก ให้ใส่รองก้นหลุม โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ในครั้งที่ 2 เมื่อต้นมันอายุได้ประมาณ 15 วัน และครั้งที่ 3 เมื่อมันอายุได้ 30 วัน ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วทำพรวนดินกลบโคนต้นทุกครั้ง

การเก็บเกี่ยว มันเทศมีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 90-150 วัน แล้วแต่พันธุ์ที่ปลูก โดยสังเกตจากผิวต้นบริเวณโคนต้นมันเทศ จะแตกแยกออกเป็นรอย หรือทดลองขุดดูสัก 2-3 ต้น ใช้มีดตัดหัวมันเทศ ถ้าแก่เต็มที่รอยตัดจะมียางไหลซึมออกมา และแห้งไปอย่างรวดเร็ว การขุดต้องระมัดระวังอย่าให้บอบชํ้า หรือมีรอยแผล จะเสียราคา นำหัวที่ขุดมาไปผึ่งลมให้ดินที่ติดมาแห้ง และหลุดร่วงไป ทำความสะอาด คัดขนาด บรรจุถุงรอการจำหน่ายต่อไป

การดูแลรักษา โรคของมันเทศ ได้แก่ โรคใบจุด โรคหัวเน่า ควรฉีดพ่นน้ำยาฉุนผสมน้ำสะเดา และรอยตัดที่หัว หรือที่เป็นแผล ให้ทาด้วยปูนแดงให้ทั่ว เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามต่อไป ส่วนแมลงนั้น ได้ แก่ ด้วงงวง หนอนชอนใบ ควรฉีด พ่นด้วยน้ำยาฉุนผสมน้ำสะเดาเช่นกัน

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตัน…ปรับปรุงการจัดเก็บเงิน ‘Cess’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327767

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตัน...ปรับปรุงการจัดเก็บเงิน ‘Cess’

รายงานพิเศษ : ผ่าทางตัน…ปรับปรุงการจัดเก็บเงิน ‘Cess’

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ค่าธรรมเนียมส่งออกยางพารา หรือที่เรียกกันว่า เงิน “Cess” เป็นเงินที่ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จัดเก็บจากผู้ส่งออกยางนอกราขอาณาจักร เพื่อนำมาสมทบเป็นกองทุนพัฒนายางพารา ช่วยเหลือ สนับสนุนและส่งเสริมสวัสดิการให้เกษตรกร สถาบันเกษตร ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยางพาราทั้งระบบ ซึ่งล่าสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา กยท.ได้ปรับอัตราการจัดเก็บเงิน Cess ใหม่จากแบบขั้นบันไดตามราคายาง มาเป็นการจัดเก็บในอัตราคงที่ กิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งจะส่งผลดีมากกว่า

ที่ผ่านมา กยท.จะเก็บเงิน Cess ได้ประมาณปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลตัวเลขการจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกยางพาราของ 3 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับยางคือ กยท. กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร ปรากฏว่าไม่ตรงกัน น่าจะมีการรั่วไหลของเงิน Cess ล่าสุดได้มีการประเมินเปรียบเทียบสถิติพื้นที่ปลูกยางในประเทศไทยโดยใช้ฐานข้อมูลเดิมเป็นเกณฑ์ พบว่า ปี 2560 มีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20.5 ล้านไร่ มีปริมาณผลผลิตประมาณ 4.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับตัวเลขการส่งออกยาง

ถ้าคิดแค่ปริมาณการส่งออกกับเงิน Cess ที่เก็บได้ก็ไม่น่าจะมีการรั่วไหลแต่ความเป็นจริง ล่าสุดได้มีการใช้ดาวเทียมของ Gistda สำรวจพื้นที่การปลูกยางพาราทั่วประเทศ พบว่าในปีเดียวกันคือปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางมากกกว่า 32 ล้านไร่ มากกว่าฐานข้อมูลเดิมกว่า 11 ล้านไร่

เทียบบัญญัติไตรยางศ์อย่างง่ายๆ ถ้าหากพื้นที่ปลูกยาง 32 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตยางที่ออกมาก็ไม่ควรจะน้อยกว่า 7.0 ล้านตัน และควรจะเก็บเงิน Cess ได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12,000 กว่่าล้านบาทต่อปี แล้วเงิน Cess ที่ควรจะได้มาใช้พัฒนายางพาราไทยและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอีกกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี หายไปไหน?

นี่แหละคือที่มาของ “การปรับปรุงระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร(Cess)”

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า กยท.ดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess เพื่อให้มีความชัดเจนและโปร่งใส ข้อมูลตรวจสอบได้ทั้งระบบ ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตยางที่แท้จริงอาจคลาดเคลื่อนไปมาก และตัวเลขการส่งออกจริงอาจสูงกว่าที่เป็นอยู่ คณะกรรมการ กยท. ที่มี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นประธาน ไม่นิ่งนอนใจได้มีความเห็นว่า หากมีการลักลอบส่งออกยาง หรือการหลบเลี่ยงภาษีส่งออกจริงจะต้องดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายต่อผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิดให้ถึงที่สุด จึงได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องการหลบเลี่ยงการจ่ายเงิน Cess ขึ้นมา โดยประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรทั้งการลงพื้นที่เพื่อไปสังเกตุการณ์

ตามด่านต่างๆทั่วประเทศ และขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน

นอกจากนี้คณะกรรมการ กยท. ยังได้เชิญผู้แทนจากกรมศุลกากร และสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมให้ข้อมูลในปัญหาต่างๆ ที่พบ และเหตุผลที่ กยท.จะปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess ใหม่ เนื่องจากเกิดการรั่วไหลจริง ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งระบบ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ กยท. ขาดความพร้อมเรื่องของเครื่องชั่งบริเวณด่านก่อนผ่านพิธีศุลกากร และที่สำคัญการปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงิน Cess มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสูงขึ้น เพิ่มคุณภาพการบริการ และมีความโปร่งใสในการบริหารงาน โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบ NSW (National Single Window) เชื่อมโยงข้อมูลการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางไปยังด่านต่างๆ ทั่วประเทศได้อย่างถูกต้องแม่นยำเป็นระบบสามารถตรวจสอบได้

“ปัญหาความรั่วไหลในการจัดเก็บเงิน Cess ถือเป็นเรื่องสำคัญของทั้งผู้บริหารและพนักงาน กยท. ที่จะร่วมกันในการสอดส่องดูแลเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างให้กับกลุ่มคนใดหรือบุคคลใดเข้ามาหาประโยชน์จากเรื่องนี้ เพราะการบริหารจัดเก็บเงิน Cess เพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนายางพารา ถือเป็นหน้าที่หนึ่งที่ กยท.จะต้องดูแลให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ในการนำไปพัฒนาวงการยางพาราไทยต่อไป” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำ

สำหรับการปรับปรุงระบบจัดเก็บเงิน Cess นั้น คณะกรรมการ กยท.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า แนวทาง การว่าจ้างเอกชนมาดำเนินการปรับปรุงระบบทั้งหมด และเป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด โดยที่ กยท. เป็นผู้ควบคุมขั้นตอนการดำเนินงานและจ่ายเป็นค่าจ้างให้ตามที่ตกลง จะประหยัดงบประมาณ แต่ได้ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วกว่า กยท.ดำเนินการเอง จึงได้ประกาศหาผู้สนใจให้เสนอวิธีการปรับปรุงระบบการจัดเงิน Cess เมื่อเดือน มกราคม ปี 2561 ที่ผ่านมา

แต่…เกิดความเข้าใจผิด คิดว่า จะให้เอกชนมาจัดเก็บเงิน Cess แทน กยท. และได้ผลตอบแทนถึงร้อยละ 5 ของเงิน Cess ที่จัดเก็บได้ หากประเมินจากยอดเงิน Cess เดิมเอกชนจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท!!

โดยเฉพาะสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย (สร.กยท.) ได้ออกแถลงการณ์ ขอให้ กยท. ทบทวนและยกเลิกการให้เอกชนจัดเก็บเงิน CESS และเห็นว่าการคิดอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 5 ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อพนักงาน และจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กยท. ควรจะการพัฒนาต่อยอดการชำระเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่องโยงกับระบบการจัดเก็บภาษีของกรมศุลกากร (NSW) ที่ กยท.ทำอยู่ในปัจจุบันมากกว่า ซึ่งจะมีความสะดวกรวดเร็วและป้องกันการหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมได้

ในขณะเดียวกันแกนนำ ชาวสวนยางได้เรียกร้องไปยังชาวสวนยางทั่วประเทศร่วมคัดค้านการให้เอกชนจัดเก็บเงิน CESS เพราะเป็นการสูญเสียงบประมาณ และอาจเกิดช่องทางทุจริต

เรื่องนี้ร้อนถึงผู้ว่าฯ กยท. ต้องออกมาชี้แจงความจริง

ดร.ธีธัชกล่าวว่า การให้เอกชนเข้ามาดำเนินการนั้น เป็นเรื่องของการวางระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ตั้งแต่จัดหาที่ดินบริเวณด่านต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 17 ด่าน ติดตั้งระบบเครื่องชั่งรถบรรทุกดิจิทัล มีความรู้เรื่องการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเชื่อมต่อข้อมูลของการส่งออกยางทั้งระบบของหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ โดยระบบต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญของการส่งออกยาง และนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการตลาดล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงของผู้ส่งออกยางแต่ละราย ซึ่งจะสามารถลดปัญหาการสูญเสีย อุดรอยรั่ว พัฒนาระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

“ไม่ใช่การจ้างเอกชนมาเก็บค่าธรรมเนียมฯ ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของ กยท.ยังทำหน้าที่รับเงินค่าธรรมเนียมผ่านระบบ NSW เช่นเดิม ในส่วนของอัตราค่าจ้าง อาจแตกต่างกันได้ตามวิธีการที่ผู้รับจ้างแต่ละรายเสนอมาให้พิจารณาคัดเลือก แต่เพดานสูงสุดต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ ซึ่งจะต้องเป็นธรรมทั้งกับ กยท. และผู้รับจ้าง จึงขอยืนยันว่า โครงการดังกล่าว
มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของกองทุนพัฒนายางพารา อันเป็นหน้าที่สำคัญตามพ.ร.บ. กยท. พ.ศ. 2558 กำหนดไว้ ว่าจะต้องดูแลให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ในการนำไปพัฒนาวงการยางพาราไทย” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันความโปร่งใส ลดกระแสความไม่เข้าใจ กยท. จึงมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการรับข้อเสนอในการว่าจ้างเอกชนไปก่อน เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มเติม และนำแนวทางต่างๆ ไปเสนอต่อคณะกรรมการ กยท. ในการประชุมประจำเดือนมีนาคม 2561 ที่จะถึงนี้

เรื่องการจับเก็บเงิน Cess เป็นปัญหาลึกลับซับซ้อนสะสมนานมาแล้ว อยากให้มองผลประโยชน์ที่ประเทศชาติ และเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับเป็นสำคัญ…ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่มีแต่ได้อย่างเดียว แต่ถ้าทำแล้ว ได้ผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่า ก็จะน่าจะทำ

เรื่องนี้….ผลจะออกมาเป็นอย่างไร 21 มีนาคม 2561 นี้น่าจะมีคำตอบ..