‘กฤษฏา’แจงยิบร่าย3คาถาสกัดโกงไทยนิยมฯงบ2.4หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328701

‘กฤษฏา’แจงยิบร่าย3คาถาสกัดโกงไทยนิยมฯงบ2.4หมื่นล้าน

‘กฤษฏา’แจงยิบร่าย3คาถาสกัดโกงไทยนิยมฯงบ2.4หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 18.27 น.

‘กฤษฏา’แจงยิบร่าย3คาถาสกัดโกงไทยนิยมฯงบ2.4หมื่นล้าน

23 มี.ค.61 ที่กรมพัฒนาที่ดิน นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงาน “การตลาดนำการผลิตและโครงการไทยนิยม ยั่งยืน” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ตนอยู่มาเกือบ 4 เดือน ได้ปรับเนื้องานในระดับจังหวัดผลักดันลงสู่ชุมชน ตนมีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเป็นประธาน หน่วยงานของกระทรวงเกษตรทั้งหมดในพื้นที่เป็นกรรมการ รวมด้วยภาคเอกชน และเกษตรกร ดังนั้น 14 กรม 1 สำนักปลัด ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งนี้ เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลให้ได้ผลสำเร็จ

ทั้งนี้ งบของกระทรวงฯ 2.4 หมื่นล้านบาท ที่ร่วมกับโครงการไทยนิยมฯ ส่วนใหญ่เป็นการสร้างแหล่งน้ำ จ้างแรงงาน โครงการส่งเสริมการใช้ยางพารา ของกรมชลประทาน กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ของกรมพัฒนาที่ดิน สร้างฝายชะลอน้ำขนาดเล็กแห่งละ 1 แสนบาท 54 จังหวัด  กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัว มีงบจัดซื้อถึง 400 ล้านบาท แจกเกษตรกร ครัวเรือนละ 5 ตัว สิ่งสำคัญต้องทำประชาคมเน้นการมีส่วนร่วมให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้าถึง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกฝ่ายที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการมาร้องเรียน ขอเน้นย้ำว่าจะต้องโปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อน หรือกระจุกตัวอยู่แต่กลุ่มเดิมๆ

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ทุกขั้นตอนรัดกุมอย่าให้มีการทุจริต โดยได้เชิญ สตง. , ป.ป.ช. , ป.ป.ท. มาร่วมดูแลทุกขั้นตอน ถ้าพบข้อพิรุธจะได้สั่งระงับโครงการทันที่ก่อนที่จะเสียหาย ไม่ให้เกิดซ้ำรอยในอดีต โดยได้ตั้งผู้ตรวจราชการ 12 คนมาร่วมตรวจรับโครงการ แบ่งวิธีการ 3 ขั้นตอน 1.ตรวจแนะนำข้อมูลเมนู 20 โครงการของกระทรวง 2. ตรวจติดตามทำไปกี่ขั้นตอน 3.ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ถ้าพบเรื่องร้องเรียน ต้องเร่งแก้ไขป้องกันการทุจริต

“คิดว่า รมว.เกษตรฯมาลงรายละเอียดขนาดนี้ การทุจริตน่าจะน้อยลง ผมไม่กล่าพูดว่าไม่มี ถ้ามีคนทำจงใจเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย หากชาวบ้านมาร้องเรียน ตั้งกรรมการตรวจสอบ ไปดูพื้นที่ แก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ให้เกิดความเสียหาย เราเตรียมพร้อมกลไกป้องกัน ในครั้งนี้ได้วางขั้นตอนรัดกุมผมเป็นผู้รับผิดชอบ เอาบทเรียนในอดีตมาป้องกันตั้งแต่เริ่มดำเนิน ผมจะทำให้ดีที่สุดให้ประโยชน์ถึงมือชาวบ้านเพราะครอบครัวผมเป็นเกษตรกร รู้ดีว่าอาชีพเกษตรกรลำบากอย่างไร” นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา ยังกล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมทำบัญชีโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง ว่า ตนยืนยันยังไม่มีการปรับโยกย้ายระดับผู้บริหารช่วงกลางปีนี้ ซึ่งทุกคนได้นำนโยบายการตลาดนำการผลิตลงไปพื้นที่ ช่วง 4 เดือนนี้ผ่านไปด้วยดี ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัด อธิบดีทุกกรม ผู้ตรวจฯไม่มีใครประพฤติมิชอบใดๆ จึงยังไม่มีแนวความคิดปรับตัวบุคคล รวมทั้งยืนยันไม่ได้ทำบัญชีโยกย้ายไม่มีการเปลี่ยนปลัดฯคนใหม่  และอธิบดีทุกคนไม่มีใครทำงานบกพร่องเสียหายให้เวลาทำงาน ถึงไม่เวลาที่จะปรับเปลี่ยนใครออกตอนนี้

ทั้งนี้สำหรับกรณีนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งย้ายนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ไปช่วยราชการสำนักปลัดนายกฯ โดยทราบว่าบอร์ด กยท.ได้แต่งตั้งนายธนวัฒน์ พลวิชัย มาเป็นรักษาการแทนผู้ว่าฯกยท. สำหรับมาตรการหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ ในส่วนของไทยยังเดินหน้า พร้อมกับพูดคุยกับประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ครั้งที่สองในเดือน เม.ย.นี้ ในมาตรการนี้และการชะลอการส่งออกด้วยเพื่อร่วมมือกันผลักดันราคาให้ถึง 60 บาท

แห่ปลูกอ้อยขยายตัว น้ำชลประทานขยับตาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328632

แห่ปลูกอ้อยขยายตัว น้ำชลประทานขยับตาม

แห่ปลูกอ้อยขยายตัว น้ำชลประทานขยับตาม

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 15.02 น.

ลุ่มน้ำพรม-น้ำเชิญ จ.ชัยภูมิ ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ทั้งที่สองลุ่มน้ำร่วมแห่งนี้ใช้น้ำจากแหล่งเดียวกันคือเขื่อนจุฬาภรณ์

เขื่อนจุฬาภรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำเพื่อช่วยเสริมเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้าภาคอีสาน ปิดกั้นแม่น้ำพรมบนเทือกเขาขุนพาย ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ นอกจากใช้ผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังใช้เพื่อการเกษตร โดยแยกเป็น 2 สาย คือ แม่น้ำพรม กับแม่น้ำเชิญ

แม่น้ำเชิญอยู่ด้านบน จากเขื่อนลงมาก็ไหลจากซ้ายไปขวา ส่วนแม่น้ำพรมไหลลงสู่ทิศใต้ เข้าเขต อ.เกษตรสมบูรณ์ ไปออก อ.ภูเขียว แล้วบรรจบแม่น้ำเชิญอีกครั้งหนึ่ง ก่อนไหลออกไป จ.ขอนแก่น

สำหรับลุ่มน้ำพรม พื้นที่ได้รับประโยชน์ผ่านโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพรม-เชิญ คือ อ.เกษตรสมบูรณ์ ประมาณ 45,000 ไร่ เดิมทีในพื้นที่ทำนา ต่อมาขยายทำไร่อ้อย จึงมีพื้นที่ต้องการน้ำเพื่อการเกษตรจริงๆ ประเมินว่ามากถึง 60,000-70,000 ไร่ โดยเฉพาะกระแสปลูกอ้อยที่ราคาดีมาแรง บวกกับท้ายของแม่น้ำพรมมีโรงงานน้ำตาลที่ อ.ภูเขียว ซึ่งเป็นแหล่งปลูกใหญ่อยู่แล้ว จึงทำให้เกษตรกรใน อ.เกษตรสมบูรณ์ ปลูกอ้อยด้วยและความต้องการน้ำก็เพิ่มเป็นเงา

“ความต้องการน้ำในพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ ก็ยังไม่พอจากการขยายตัวของพื้นที่การเกษตร ท้ายน้ำพรมบางตำบลก็ขาดแคลน ชาวบ้านจึงอยากได้อ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวหลังลงสำรวจพื้นที่ลุ่มน้ำพรม บริเวณเขื่อนทดน้ำพรม

เป้าหมายของชาวบ้านคืออ่างเก็บน้ำห้วยซาง ซึ่งจะช่วยเรื่องอุทกภัยและมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง อีกทั้งเป็นการพึ่งพาตัวเองได้เต็มตัว  เพราะเขื่อนจุฬาภรณ์ยังมีภาระผลิตกระแสไฟฟ้า รวมทั้งแบ่งน้ำให้ลุ่มน้ำเชิญด้วย ซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วงมาก การมีอ่างฯ ห้วยซาง ความจุ 11 ล้านลูกบาศก์เมตร น่าจะเป็นทางออกที่ดี จากการสำรวจความต้องการพบว่าส่วนใหญ่เอาด้วย ยกเว้นเพียง 2-3 รายเท่านั้น

แผนการของกรมชลประทาน นอกจากอ่างฯ ห้วยซางแล้ว ยังวางแผนศึกษาศักยภาพของพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างอ่างเก็บน้ำอีก 4 แห่ง ประกอบด้วย อ่างฯ ห้วยตาดฟ้าตอนบน ความจุ 10.50 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯ ห้วยตากฟ้าตอนล่าง 24.28 ล้าน ลบ.ม.  อ่างฯ ห้วยทิก ความจุ 7.32 ล้าน ลบ.ม. ทั้ง 3 อ่างล้วนอยู่ใกล้เคียงกัน  ส่วนอ่างฯ ห้วยกระแหล่ง 4.99 ล้าน ลบ.ม. อยู่ด้านใต้ไกลออกไปจากอ่างฯ อื่นๆ แต่อยู่ในพื้นที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ ด้วยกันทั้งหมด

เท่าที่ประเมินด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐกิจสังคมและการมีส่วนร่วม ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พบว่า อ่างฯ ห้วยซาง มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 71.2% ตามด้วยอ่างฯ ห้วยตาดฟ้าตอนบน 6715% อ่างฯ ห้วยกระแหล่ง 64.50% และอ่างฯ ห้วยทิก และอ่างฯ ห้วยตาดฟ้าตอนล่าง 54.05% และ 53.55% ตามลำดับ

จากการประชุมหารือร่วมระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลโนนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ กับคณะกรมชลประทาน โดยนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดี พบว่าชาวบ้านต้องการอ่างฯ ห้วยซาง ซึ่งจะใช้ประโยชน์ได้ และมีความพร้อมก่อสร้าง เพราะพื้นที่ไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และมีผู้สนับสนุนมากมาย

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า พื้นที่ลุ่มน้ำพรมยังต้องพิจารณาเรื่องปริมาณการใช้น้ำและแหล่งน้ำต้นทุน การศึกษาศักยภาพของอ่างฯ ทั้ง 5 โครงการดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ในอนาคตจะต้องศึกษาโดยละเอียด และสภาพการเพาะปลูกได้แปรเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นไร่อ้อยจำนวนมาก ทำให้ อ.เกษตรสมบูรณ์ อ.ภูเขียว กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลที่มีความสำคัญต่อการส่งออกของประเทศไทย

“ในประเด็นของโรงงานน้ำตาลที่ต้องการน้ำสำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกไร่นั้น กำลังพิจารณาว่าจะมีส่วนร่วมกับกรมชลประทานอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมสำหรับทุกฝ่าย  เพราะไม่ใช่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำชลประทาน  แต่โรงงานก็ได้รับประโยชน์จากผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวทิ้งท้าย

‘สหกรณ์’ระดมทุนทุ่มพันล้าน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำสร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้สมาชิกทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328465

‘สหกรณ์’ระดมทุนทุ่มพันล้าน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำสร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้สมาชิกทั่วปท.

‘สหกรณ์’ระดมทุนทุ่มพันล้าน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำสร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้สมาชิกทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมส่งเสริมสหกรณ์” ทุ่มงบฯพันล้านให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์ทั่วประเทศแห่งละ 3 ล้าน สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้ให้สมาชิก พร้อมยกระดับคุณภาพผลผลิตการเกษตร ดีเดย์เริ่มเดือนเมษายนนี้ วางกรอบ 6 เดือนถึงกันยายน 2561

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการผลดำเนินงานสหกรณ์ และการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงต้องการความช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพ และสนับสนุนช่องทางในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะในเรื่องเงินทุนและปัจจัยการผลิตต่างๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงมีนโยบายส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศในช่วง 6 เดือนนับจากนี้ และใช้สหกรณ์เป็นกลไกในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และสร้างอาชีพให้กับสมาชิก โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) วงเงิน 1,000 ล้านบาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้สหกรณ์ที่มีความต้องการจะส่งเสริมการประกอบอาชีพ ที่สามารถสร้างรายได้ในระยะสั้นให้กับสมาชิกได้กู้ยืมไปดำเนินการ ระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2561

ทั้งนี้ กรมได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจว่า มีสหกรณ์ในพื้นที่ใดบ้างที่มีสมาชิกต้องการใช้เงินลงทุนประกอบอาชีพระยะสั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สหกรณ์กลับไปดูแลสมาชิกของตนเอง ด้วยการส่งเสริมให้มีการสร้างอาชีพในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ เบื้องต้น กรมได้จัดสรรให้สหกรณ์ละไม่เกิน 3 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังมีเงิน กพส. อีกส่วนหนึ่ง ที่ได้เตรียมไว้ให้สหกรณ์กู้ยืมไปใช้ในการยกระดับคุณภาพผลผลิตการเกษตรของสมาชิก ซึ่งอาจจะต้องจัดให้สมาชิกสหกรณ์ไปอบรมศึกษาดูงานกระบวนการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพกับหน่วยงานต่างๆ หรือภาคเอกชน รวมทั้งให้สหกรณ์จัดทำขั้นตอนในการพัฒนาคุณภาพสินค้า เริ่มตั้งแต่การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก การคัดแยกเกรด การแปรรูป ตลอดจนไปถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หีบห่อต่างๆ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าสหกรณ์ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยทุกขั้นตอนการผลิตอย่างแท้จริง

“กรมอยากให้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ โดยผ่านลงไปทางสหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิก ซึ่งคาดหวังว่าสมาชิกสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 30,000 ครอบครัว จะมีเงินทุนสำหรับนำไปประกอบอาชีพ และมีรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกัน สหกรณ์ไม่น้อยกว่า 100 แห่ง สามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรของตนเองให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับ จึงขอแจ้งไปยังสหกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการดูแลและส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก หรือต้องการใช้เงินเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและการพัฒนาคุณภาพสินค้าของสหกรณ์ ให้ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งความประสงค์ในการขอกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด ภายในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อกรมจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ และคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้ในเดือนเมษายน ซึ่งกรมจะเร่งดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นกลไกหลักในการดูแลอาชีพ ส่งเสริมรายได้และยกระดับคุณภาพสมาชิกสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ปั้น‘ผู้จัดการแปลงใหญ่’ เฟ้น597เกษตรกรติวเข้มพัฒนาการเกษตรตลอดห่วงโซ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328463

x

ปั้น‘ผู้จัดการแปลงใหญ่’ เฟ้น597เกษตรกรติวเข้มพัฒนาการเกษตรตลอดห่วงโซ่

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 277,127 ราย 3,029 แปลง พื้นที่ 3,724607 ไร่ แบ่งเป็นแปลงใหญ่ 11 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล หม่อนไหม ไม้ดอก ไม้ประดับ ปศุสัตว์ ประมง แมลงเศรษฐกิจ และนาเกลือ มีสินค้าหลากหลายกว่า 50 ชนิด ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรรับหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงโดยในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมพัฒนาเกษตรกรที่มีศักยภาพ 597 ราย ก้าวขึ้นสู่ประธานแปลงใหญ่ ทดแทนเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรที่จะกลับมารับหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนแทน

แนวทางเพื่อการพัฒนาผู้จัดการแปลงใหญ่ที่ดำเนินการครบ 3 ปี (แปลงปี 2559) จำนวน 597 รายนี้ สำหรับเกษตรกรที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นผู้จัดการแปลงใหญ่นั้น เกษตรกรผู้เข้าร่วมพัฒนาจะต้องเป็นสมาชิกและได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกแปลงใหญ่ มีอายุระหว่าง 24-65 ปี สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้นได้ โดยจะได้เรียนรู้การเกษตรตามชนิดสินค้า เรียนรู้เทคนิคการหาช่องทางการตลาดและเส้นทางโลจิสติกส์ของสินค้า เรียนรู้หลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจ การบริหารจัดการบุคลากร การจัดทำแผนบัญชีธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มุ่งให้เกิดการบริหารจัดการร่วมกัน โดยเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการผลิตเพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก อาทิ พันธุ์พืช ปุ๋ย และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนการจัดการด้านการตลาดโดยหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้จัดการแปลง สำหรับเกษตรกรที่พร้อมก้าวเข้าสู่ผู้นำกลุ่ม เป็นประธานแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพของประเทศ รุ่นที่ 1 จำนวน 107 ราย จาก 12 จังหวัด ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยผู้นำกลุ่มเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศต่อไป

พด.เซ็นMOUปกครอง ใช้ฐานข้อมูล‘ราษฎร’ พัฒนาให้บริการปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328462

x

พด.เซ็นMOUปกครอง ใช้ฐานข้อมูล‘ราษฎร’ พัฒนาให้บริการปชช.

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ต่อการบริหารจัดการภายในและการให้บริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กรมพัฒนาที่ดิน และ กรมการปกครอง จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) 2 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ข้อตกลงความร่วมมือการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง และ 2.ข้อตกลงความร่วมมือการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการติดต่อขอรับบริการ ซึ่งจะมีการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องข้อมูลตัวบุคคลผู้ขอรับบริการ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้สำเนาบัตรเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเตรียมสำเนาเอกสารต่างๆ และป้องกันการสวมสิทธิ์ในการขอรับบริการจากภาครัฐ ขณะที่กรมพัฒนาที่ดินจะได้รับประโยชน์เรื่องการปฏิบัติภารกิจในการให้บริการด้านการพัฒนาที่ดิน การดำเนินงานนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาที่ดิน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทำงาน การจัดเก็บข้อมูล การรวบรวมและการสร้างฐานข้อมูลประชาชนของหน่วยงานให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับปรุงงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การยกเลิกการใช้สำเนาเอกสารในการติดต่อขอรับบริการ ภายใต้ระบบการยืนยันตัวตนและการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับบริการโดยใช้บัตร Smart Card

เลาะรั้วเกษตร : สถาบันเกษตรอินทรีย์…จำเป็นหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328461

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สถาบันเกษตรอินทรีย์…จำเป็นหรือยัง

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดูเหมือนจะเป็นแนวทางการทำงานของบ้านเมืองเรา เมื่องานใดๆ มีหน่วยงานหลายหน่วยงานมาช่วยกันทำ เสร็จแล้วบูรณาการการทำงานร่วมกันไม่ได้ก็จะแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งองค์กร หรือหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อจัดการแก้ปัญหาในเรื่องนั้นๆ

บางหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เป็นการรวมงานที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้มารวมอยู่ที่เดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของยางพารา ปัญหาราคายางตกต่ำเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คิดจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่…หวังที่จะบริหารจัดการเรื่องของยางให้ครบวงจรในหน่วยงานเดียว โดยการรวม สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร องค์การสวนยาง และกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เข้าด้วยกันจัดตั้งเป็น การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท….แต่จนป่านนี้ กยท. ก็ยังไม่เป็นเอกภาพ…ปัญหาเรื่องยางพาราก็ยังคงอยู่

บางหน่วยงานก็จัดตั้งขึ้นมาเพราะอยากจะให้มีคนกำกับดูแลเพียงคนเดียว เช่น เรื่องของการบริหารจัดการน้ำของประเทศ มีการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ เดิมเมื่อแรกตั้งชื่อว่า สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นมาแล้วก็มาหาคนทำงาน โยกเอา ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ ซึ่งนั่งเป็นอธิบดีกรมชลประทานได้เพียง 2 เดือน มาเป็นเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แล้วก็ยืมบุคลากรของกรมชลประทานมาอีกโขยง เพื่อทำงานตามภารกิจของหน่วยงานใหม่ ในขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ก็ยังอยู่กรมชลประทานก็ยังอยู่ และทั้ง 2 กรม มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำเช่นเดียวกัน

ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลง จะจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ขึ้นมาอีกแล้ว วัตถุประสงค์คือ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้สอดรับกับโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจะขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างมูลค่า และขยายตลาด

ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์กว่า 2.27 แสนไร่ เกษตรกรกว่า 1 หมื่นราย เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกของประเทศประมาณ 150 ล้านไร่ ก็นับว่าน้อยมากเพียง 0.1% เท่านั้น แม้อยากจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอีกเท่าตัวก็ยังน้อยอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตพืชอินทรีย์ต้องใช้ความประณีตและเอาใจใส่ค่อนข้างสูง ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เกษตรกรรายย่อยจึงไม่สามารถทำในพื้นที่มากๆ ได้ โอกาสจะขยายพื้นที่ให้ทันอกทันใจจึงดูจะยากยิ่ง

การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ณ เพลานี้จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไปรึเปล่า

ปัจจุบันหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ คือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะเป็นผู้ตรวจสอบ และให้เครื่องหมายรับรอง Organic Thailand สำหรับพืช กรมส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตพืชอินทรีย์ในพื้นที่ กรมพัฒนาที่ดินพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมการผลิตสินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์

ถ้าจะตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้ครบวงจรก็คงต้องดึงภารกิจของหน่วยงานที่ว่ามาไปทำให้หมด รวมทั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือ CIM (Commerce Intelligence of MoC) ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาดสินค้าอินทรีย์ ตลอดจนภารกิจที่มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทำเกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ เช่น การจัดทำหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ เข้ามาด้วย

เรื่องแรกที่สถาบันนี้ควรทำ ไม่ใช่การขอให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร เพื่อไปทำเกษตรอินทรีย์ วงเงิน 5,000 ล้านบาท สิ่งแรกที่ควรทำคือการให้ความรู้แก่เกษตรกร ให้รู้จักเกษตรอินทรีย์อย่างถ่องแท้ว่ามีกฎ กติกา สากลว่าอย่างไรจึงจะเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าปลอดสารพิษเท่านั้น

ไปส่องดูยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ ที่จัดทำโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นประธานในขณะนั้น (ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ก็พบว่ามีข้อหนึ่ง เป็นข้อสุดท้ายในยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ระบุว่า “จัดให้มีการศึกษาแนวทางในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอนาคต”

แค่ให้ศึกษาเท่านั้น ยังไม่ได้ให้จัดตั้ง……ศึกษาหรือยังเจ้าคะ… เดี๋ยวจะไปไม่เป็นเมื่อนำภารกิจของหลายหน่วยงานมารวมกัน

แว่นขยาย

ลุยพัฒนาศักยภาพผลิต-แปรรูปยาง เสริมขีดความสามารถธุรกิจ‘สหกรณ์ปัตตานี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328464

x

ลุยพัฒนาศักยภาพผลิต-แปรรูปยาง เสริมขีดความสามารถธุรกิจ‘สหกรณ์ปัตตานี’

วันศุกร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางรอชนานี สันหมุด สหกรณ์จังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 นายพศิน โกมลวิชญ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 8 เข้าตรวจติดตามการดำเนินการโครงการตามแผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตทางการเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ในกิจกรรม พัฒนาศักยภาพการผลิตยางพารา ณ สหกรณ์กองทุนสวนยางควนเปล จำกัด ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายลือชัย เจริญทรัพย์ เป็นผู้นำคณะเข้าตรวจติดตาม

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางควนเปล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 69/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เริ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2536 มีสมาชิก จำนวน 106 คน ทุนเรือนหุ้น 392,320 บาท ทุนดำเนินงานจำนวน 949,171 บาท สมาชิกมีอาชีพปลูกยางพารา เนื้อที่ ประมาณ 1,900 ไร่ ในปี 2560 สหกรณ์มีปริมาณธุรกิจ 26.31 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (ปุ๋ย วัสดุอุปกรณ์การเกษตร ข้าวสาร) จำนวน 1.08 ล้านบาท และธุรกิจรวบรวมผลผลิต (น้ำยางสด)และแปรรูปยางพารา (ยางแผ่นรมควัน) จำนวน 25.23 ล้านบาท และสมาชิกของสหกรณ์เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ยางพารา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสมาชิกสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งและสามารถบริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ต้นทุนการผลิตลดลง คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้น

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จังหวัดปัตตานี ได้จัดสรรงบประมาณตามโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตทางการเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ในกิจกรรม พัฒนาศักยภาพการผลิตยางพารา ให้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางควนเปล จำกัด จำนวน 2,826,100 บาท เพื่อใช้ในการพัฒนาการศักยภาพผลิตและแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ แยกเป็นงบลงทุน จำนวน 2,665,600 บาท สำหรับจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ต่อเติมอาคาร โรงรม และระบบน้ำสำหรับใช้ในการแปรรูปยางพารา และงบจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ จำนวน 160,500 บาท

“จากการที่สหกรณ์กองทุนสวนยางควนเปล จำกัด ได้รับงบประมาณตามโครงการดังกล่าว จะช่วยพัฒนาศักยภาพการผลิตและการแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้น สหกรณ์มีความเข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และภาครัฐ”นางรอชนานี กล่าว

‘สหกรณ์’ขยายผล ‘ขุดบ่อน้ำในไร่นา’ ลดเสี่ยง-รายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328184

x

‘สหกรณ์’ขยายผล ‘ขุดบ่อน้ำในไร่นา’ ลดเสี่ยง-รายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสนับสนุนระบบน้ำในไร่ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ซึ่งปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกร ด้วยการขุดสระกักเก็บน้ำในไร่นา หรือขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลไว้ใช้ทดแทนน้ำชลประทาน โดย สหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด หนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุน วงเงิน 1,100,000 บาท เพื่อขุดบ่อน้ำในไร่นาให้สมาชิก 26 ราย

ทั้งนี้จากการติดตามตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรของ นายองอาจ ปะจันทศรี ซึ่งจากเดิมมีรายได้จากการเพาะต้นไผ่ขายเป็นหลัก ต่อมาเมื่อได้รับเงินสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยนำไปขุดบ่อบาดาล ส่งผลทำให้มีรายได้จากการทำการเกษตรทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิมมีรายได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 601,960 บาทต่อปี เนื่องจากมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ทำให้สามารถขยายการเพาะปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ หญ้าหวาน ผลไม้ และผักสวนครัว โดยเน้นผักปลอดภัย และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตรแล้ว ได้แก่ ผักบุ้ง ชะอม และเลี้ยงเป็ดและไก่ สามารถเก็บผลผลิตจากในไร่ไปขายให้กับชาวบ้านในชุมชนและตลาดนัดของอำเภอทุกวัน ส่งผลทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สต๊อก‘น้ำมันปาล์มดิบ’ส่อล้น กนป.ดันเพิ่มส่งออกป้องกันกระทบเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328186

สต๊อก‘น้ำมันปาล์มดิบ’ส่อล้น กนป.ดันเพิ่มส่งออกป้องกันกระทบเสถียรภาพราคา

สต๊อก‘น้ำมันปาล์มดิบ’ส่อล้น กนป.ดันเพิ่มส่งออกป้องกันกระทบเสถียรภาพราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดเผยว่าที่ประชุม กนป. เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติรับทราบสถานการณ์การผลิตและตลาดปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม โดยในปี 2561 มีผลผลิตปาล์มน้ำมัน 15.18 ล้านตัน เพิ่มจาก 14.24 ล้านตันในปี 2560 หรือ 7% คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 2.67 ล้านตัน และเมื่อรวมกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในปี 2560 จำนวน 0.48 ล้านตัน ทำให้ปี 2561 มีน้ำมันปาล์มดิบ 3.15 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 2.34 ล้านตัน ทำให้มีสต๊อกส่วนเกิน 0.82 ล้านตัน สูงกว่าระดับที่เหมาะสมซึ่งกำหนดไว้ที่ 0.25 ล้านตัน ถึง 0.56 ล้านตัน ดังนั้นเพื่อให้ปริมาณสต๊อกอยู่ในระดับที่เหมาะสมและราคามีเสถียรภาพ จึงต้องผลักดันส่งออกอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 46,600 ตัน ขณะที่ราคาปาล์มน้ำมันพบว่า ราคาผลปาล์มน้ำมัน อัตราน้ำมัน 18% เฉลี่ย กก.ละ 4.00 บาท และราคาน้ำมันปาล์มดิบ เฉลี่ย กก.ละ 21.25 บาท

สำหรับการแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตามมติ กนป. ให้ลดปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ ผลการดำเนินงานเดือนธันวาคม 2560 สามารถส่งออกได้ 88,304 ตัน ส่วนเดือนมกราคม 2561 ส่งออกได้ 86,432 ตัน และจากการรายงานจากผู้ประกอบการส่งออก คาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมจะมีการส่งออกได้ 66,000 ตัน และ 39,000 ตันตามลำดับ ขณะที่การใช้น้ำมันปาล์มดิบไปผลิตเป็น
ไบโอดีเซลเพื่อสต๊อกนั้น จากการประสานงานกับผู้ค้าน้ำมันพบว่า สามารถจัดเก็บน้ำมันปาล์มดิบได้สูงสุด 60,256 ตัน ซึ่งข้อมูล
ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ สามารถจัดเก็บได้รวมทั้งสิ้น 54,169 ตัน หรือประมาณ 90% ของความสามารถที่จัดเก็บได้ ส่วนที่ยังไม่ครบนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการจัดเก็บต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันหารือแนวทางในการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบเพื่อให้ปริมาณการผลิตและการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเกิดดุลยภาพและราคามีเสถียรภาพ รวมถึงการกำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมทั้งระบบ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการหาแนวทางความร่วมมือในการรณรงค์การใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ และส่งเสริมการผลิตปาล์มคุณภาพตามมาตรฐานสากล (RSPO) ตลอดจนการรณรงค์ให้เกษตรกรตัดปาล์มสุกเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ยกระดับราคาปาล์มน้ำมันในประเทศให้สูงขึ้น

แตกใบอ่อน : ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อลดการ ‘ล่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/328183

807934531

แตกใบอ่อน : ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อลดการ ‘ล่า’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์อย่างครึกโครม เมื่อระดับอภิมหาเศรษฐีและประธานบริหารบริษัทใหญ่ต้นๆแห่งวงการรับเหมาก่อสร้างไทยกลายเป็นผู้ต้องหา เพราะไปตั้งแคมป์แบบ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” ออกล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จนมีเจ้าหน้าที่ผู้กล้าเข้าไปแสดงตัวตรวจค้นจับกุม เพราะผิดสังเกตที่ออกนอกเส้นทาง และตรวจพบอาวุธที่ใช้ล่าสัตว์ รวมถึงพบซากสัตว์ป่าอีกเป็นจำนวนมาก โดยเหยื่อที่สังเวยคมกระสุนหนึ่งในนั้นก็คือ เสือดำ ซึ่งเป็นสัตว์หายากรวมอยู่ด้วย

ประเด็นใหญ่ที่เป็นกระแสร้อนแรงเนื่องจากเสือดำที่เป็นข่าวนี้ เป็นชนิดพันธุ์ย่อยของเสือดาว (Indochinese leopard) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera pardus delacouri ถูกบรรจุเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยในปัจจุบันจากการนิยมล่าสัตว์ทั้งยังมีการบุกรุกป่าถูกขึ้นบัญชีแดงของ IUCN จัดให้เสือดาวอยู่ในสถานะสัตว์ป่าที่มีความเสี่ยงขั้น “อันตรายต่อการสูญพันธุ์” (Vulnerable) สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง” เมื่อปี พ.ศ. 2534 ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอของ 3 จังหวัด คือ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดตาก มีเนื้อที่กว่า 4 ล้านไร่ ถือเป็นป่าอนุรักษ์ในกลุ่มป่าตะวันตกที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุด

หลังจากได้ติดตามข่าวรู้สึกหดหู่ใจ เพราะคนระดับนี้มีอะไรมาดลใจถึงกับต้องลงมือลงแรงเข้าป่าล่าสัตว์หากินด้วยลำแข้งของตนเอง สำหรับผู้ที่ต้องการแค่กินลิ้มชิมรสชาติจากเนื้อสัตว์เท่านั้น อยากแนะนำให้หาสถานที่เพื่อเลี้ยงโดยไม่จำเป็นต้องเฉพาะเนื้อสัตว์ป่าอย่างเดียว เพื่อหยุดและลดการล่าสัตว์ป่า!! เพื่อให้ธรรมชาติทุกอย่างเป็นไปตามวิถี รวมถึงยังสามารถปลูกพืชผักปลอดสารพิษหรืออินทรีย์ออร์แกนิคไว้สำหรับทานเอง เพราะอาชีพเกษตรกรรมไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถทำให้ผลผลิตออกมาใกล้เคียงกับที่ไปเก็บหรือไปล่ามาจากป่าไม่แพ้กัน และทำให้ใจเป็นสุขสงบอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้โดยไม่เบียดเบียนกัน เพราะสัตว์ป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติ และเป็นส่วนสำคัญของป่าไม้ ทั้งสัตว์ป่าและป่าไม้ต่างก็มีการพึ่งพาเกื้อหนุนกันและกัน หาดขาดซึ่งผืนป่าสัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้ และหากขาดสัตว์ป่าผืนป่านั้นก็สิ้นซึ่งวิญญาณป่า